Fly to nanaspace... , Welcome to my place...

After the rain ปลายฝนต้นรัก

เธอกลัวเพราะไม่รู้อดีตของตนเอง
ส่วนเขากลัวเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจทุกอย่าง
รวมทั้งรู้ว่า...บัดนี้เขาหลงรักคู่หมั้นของน้องชายเข้าเต็มหัวใจแล้ว!!

นิยาย : : After the rain ปลายฝนต้นรัก โดย nanaspace

สำนักพิมพ์ : : อรุณ...Love Square

คำโปรย : :

ผู้หญิงอะไรทั้งขี้บ่น ขี้วีน โดนพูดยั่วเข้าหน่อย
อารมณ์ยังพุ่งปรู๊ดปร๊าดราว
กับปรอทวัดไข้ได้อีก
นิสัยไม่เห็นเหมือนกับที่นา
ยภัทรเคยบอกไว้สักนิด
ตรงไหนกันที่เรียกว่าเรียบร้
อยน่ารัก?
แบบนี้เรียกว่าน่ารำคาญชัด ๆ!
คอยดูนะ หัวเด็ดตีนขาดยังไง
ผมก็ไม่มีทางรับผู้หญิงคนนี้มาเป็นน้องสะใภ้เด็ดขาด!

ไหนพี่ภัทรเคยบอกว่าพี่ชายของเขาเป็นคนใจดีและอบอุ่น
ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักและเอ็
นดู แล้วนี่อะไร
แสนจะยียวนกวนประสาทและขยัน
สร้างศัตรูละไม่ว่า!
ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอ ผู้ชายอะไรปากร้ายที่สุดในสามโลก!

ผมเดินย้อนกลับไปที่รถยนต์อีกครั้ง กระเป๋าสะพายของเธอวางอยู่บ
นเบาะที่นั่ง
ข้างคนขับดังเดิ
ม เมื่อจำเป็นจึงถือวิสาสะค้น
ดูสิ่งของข้างใน แม้ตัวกระเป๋าด้าน
นอกจะเปีย
กชื้นไปด้วยน้ำฝน แต่ข้าวของภายในนั้นแห้งสนิ
ท ไม่ได้รับความเสีย
หายใด ๆ สิ่งแรกที่หยิบออกมาได้คือห
นังสือเดินทางเล่มสีน้ำตาลแดงและมีตรา
ครุฑที่ปกหน้า

เธอถือสัญชาติไทย!

สั้นๆจากผู้เขียน : :

นิยายที่ใช้เวลาปลุกปั้นนานเกือบสี่ปี
แถมยังดราม่าและ (แอบ) น้ำเน่ากว่าทุกเรื่องที่เคยเขียนมา
วินาทีที่กด save เมื่อเขียนนิยายเรื่องนี้จบ รู้สึกเหมือนฝันไปจริง ๆ
ขอฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ ^^




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2555   
Last Update : 22 พฤษภาคม 2555 22:29:30 น.   
Counter : 2399 Pageviews.  

Tokyo so sweet หัวใจไกลบ้าน



ยามหัวใจต้องจากบ้าน (เกิด) มาแสนไกล
หากมีใครสักคนอยู่เคียงข้างกันก็คงดี

นิยาย :: Tokyo so sweet หัวใจไกลบ้าน โดย nanaspace

สำนักพิมพ์ :: อรุณ...อุ่นไอรัก

คำโปรย ::

"อลิสา" หรือ "มิ้นต์" น้องสาวคนเล็ก (แถมยังตัวเล็ก ๆ) ของบ้าน
ตัดสินใจผละจากอกพ่อแม่และพี่ชายเพื่อบินไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น
แต่แล้วชีวิตอันสงบสุขของเธอก็เริ่มปั่นป่วนเมื่อผู้ชายคนนั้นก้าวเข้ามา
ให้ตายเถอะ ทำไมโลกมันช่างกลมเยี่ยงนี้!
นายโรคจิตที่สถานีรถไฟนั่นดันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยและเซมินาร์เดียวกับเธอ
นายฟูจิวาระ...ผู้ชายแสนหยิ่ง สิงห์อมควัน สัญชาติญี่ปุ่น!
ผู้ชายคนเดียวที่สามารถช่วยเหลือเธอเรื่องวิทยานิพนธ์ได้
แต่ต้องยอมแลกกับเงื่อนไขสุดเพี้ยนที่ทำเอาเธอแทบคลั่ง
ใครก็ได้ช่วยเธอด้วย...

สั้นๆจากผู้เขียน ::

เรื่องนี้เป็นนิยายรักนักศึกษาในต่างแดน ฉากหลังของเรื่องคือประเทศญี่ปุ่น
ใช้เวลาเขียนประมาณ 6 เดือน รีไรต์อีกประมาณ 6 เดือน (เท่าๆกันเลย)
แต่ในที่สุดก็ออกมาเป็นเล่ม เห็นแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งค่ะ
ยังไงก็ขอฝากนิยายเล่มนี้ไว้ด้วยนะคะ




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2553   
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2553 21:00:38 น.   
Counter : 2059 Pageviews.  

ลุ้นนักรักข้ามรุ่น (ตอนพิเศษ)

ของเก่า เอามารีไรท์ใหม่ ไม่มีในเล่มนะคะ




เจ้าสาวของผมสวย และเธอจะสวยกว่านี้หากตอนไม่ใส่อะไรเลยอย่างไร ธรรมชาติสร้างผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว และผมก็กำลังจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของเธอโดยถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีทุกประการ เจ๊ดาไม่ได้มีทีท่าตกใจยามผมสวมกอดเธอจากทางด้านหลัง หากสิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไปนี้เล่า ผมไม่แน่ใจเท่าไร

พยายามเหลือเกินที่จะระงับความรู้สึกอันเกิดจากอารมณ์เบื้องลึกบางอย่างไม่ให้พลุ่งพล่านเพราะไม่อยากให้เธอต้องตกอกตกใจ ผมมั่นใจว่านี่เป็นครั้งแรกของเธอ ดังนั้นผมควรเริ่มต้นด้วยความนุ่มนวล คืนแรกของพวกเราจะต้องจบลงด้วยความอุ่นอิ่มประทับใจอย่างไม่มีวันลบเลือน

ผมก้มลงประทับจูบที่ไหล่ขาวนวลเนียนของหญิงสาวในอ้อมกอดเบา ๆ ด้วยความเสน่หา เจ๊ดาสะดุ้งเฮือก และอาการตื่นตระหนกนั้นเองที่ทำให้สติผมเริ่มหลุดและใกล้จะควบคุมตัวเองไม่ได้เข้าทุกที สองแขนออกแรงกอดรัดเธอแน่นขึ้น ริมฝีปากจูบพรมไปเรื่อย ๆ ยังต้นคอ

“ประ...ปราบ เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน” เจ๊ดาเอียงคอหลบก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ทันทีที่เธอหันมาผมก็ก้มหน้าประกบปากของตัวเองเข้ากับริมฝีปากอวบอิ่มของเธออย่างรวดเร็ว รวบตัวเธอไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง

มาถึงขั้นนี้แล้ว ทำไมยังต้องเดี๋ยวอีก!

ริมฝีปากของผมช่างรู้งานเป็นอย่างดี มันปฏิบัติหน้าที่โดยสมองแทบไม่ต้องสั่งการใด ๆ ผมจูบเธอหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ นานเท่าไรก็ไม่เคยเพียงพอเลยจริง ๆ สำหรับปากอวบอิ่มของผู้หญิงคนนี้ อาการขัดขืนที่ค่อย ๆ อ่อนแรงลงทำให้ผมเริ่มได้ใจ นำพาเจ๊ดาไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ภายในห้องโดยที่เธอยังคงถูกกอดประคองและริมฝีปากของเราทั้งคู่ยังไม่ละห่างออกจากกัน หากทว่าเมื่อแผ่นหลังของเธอสัมผัสกับฟูกนุ่มของเตียงเธอจึงได้ขืนแรงต้านอีกครั้ง

แต่ฝันไปเถอะที่จะให้ผมหยุดอยู่แค่นี้!

“ดะ...เดี๋ยวก่อน ฟังดาพูดก่อน” สองมือเล็ก ๆ พยายามผลักอกผมให้ออกห่าง

คิดจะพูดให้ผมหยุดล่ะสิ ผมไม่ฟังหรอก! ผมกดตรึงไหล่บางลงกับเตียงนอนแน่นก่อนขึ้นทาบทับ ประกบปากจูบกับเธออีกครั้ง เอาให้ขาดใจตายกันไปข้างเลย ดูสิใครจะปอดใหญ่กว่ากัน

เอ้า! ดิ้นเข้าไป ๆ ไม่ได้รู้เลยว่าตัวเธอนั้นแสนจะนุ่มนิ่ม และไอ้การทำแบบนี้มันสร้างความมันเขี้ยวให้กับผู้ชายคนนี้ได้แค่ไหน หากผมเกิดคลั่งขึ้นมาแล้วทำอะไรรุนแรงจนเธอเจ็บตัวล่ะก็จะมาโทษกันทีหลังไม่ได้เด็ดขาด

มือทั้งสองข้างของผมผละจากหัวไหล่ เปลี่ยนไปลูบไล้ร่างนุ่มนิ่มที่กำลังดิ้นดุ๊กดิ๊กไปทั่ว ๆ เท่าที่มันจะเอื้อมไปถึง เสียงร้องอู้อี้ ๆ ของเธอยังคงดังไม่หยุดหากไม่ได้รับความสนใจ ผมยังคงตักตวงความหวานจากรสของริมฝีปากนั้นต่อไป กระทั่ง...

‘เผียะ’ ฝ่ามือเธอตบเข้าที่ข้างแก้มผมอย่างแรงจนหน้าหัน การกระทำทุกอย่างหยุดชะงักลงในทันที ผมชะโงกตัวขึ้น ยกมือสัมผัสแก้มข้างที่โชคร้าย หันกลับมามองเธอด้วยความไม่เข้าใจ นี่เจ๊ดารังเกียจผม ไม่อยากมีอะไรกับผมขนาดนี้เลยเหรอ

“หยุดบ้าได้หรือยัง ดากำลังจะบอกว่าดามีประจำเดือนได้ยินไหม!!” เจ๊ดาตะโกนบอกผมเสียงดัง เธอหอบหายใจถี่หลังพูดจบราวกับได้ใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่หมดไปแล้ว ใบหน้าสวยที่ถูกแต่งเติมสีสันด้วยเครื่องสำอางค์แดงขึ้นเล็กน้อย

“คะ...คุณว่ายังไงนะ”

สาบานได้เลยว่าขณะกำลังเพลิดเพลินกับริมฝีปากแสนหวานนั้น ต่อให้แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า ฟ้าทล่มดินทลาย หรือแผ่นดินมันจะยุบหาย ผมก็จะไม่ปล่อยเธอ แต่เพียงเธอบอกว่ามีประจำเดือน มันกลับเป็นยิ่งกว่าคำขาดว่าผมต้องหยุดโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ

“ดาบอกว่าดามีประจำเดือน” เธอยืนยันคำเดิม

ประ-จำ-เดือน? ไม่! ไม่จริง ร้อยไม่เชื่อ! พันไม่เชื่อ!

นี่คงจะเป็นอีกแผนการหนึ่งที่เจ๊ดาคิดจะหลบเลี่ยงไม่ให้ผมแสดงความรักแบบขั้นเทพกับเธออย่างแน่นอน เหมือนอย่างตอนที่เธอพยายามจะเลื่อนงานแต่งนั่นอย่างไร ผมคงไม่โชคร้ายขนาดเจอแจ๊กพ็อตเอาวันนี้พอดีหรอก

เจ๊ดาต้องไม่ได้มีประจำเดือนแน่ ๆ ผมเชื่ออย่างนั้น

“คุณกำลังโกหกผม อย่าคิดนะว่าไม่รู้”

“ดาไม่ได้โกหก ดามีประจำเดือนจริง ๆ จำได้ไหมเมื่อตอนกลางวันที่คุณถามว่าหน้าตาซีดเซียวเป็นอะไร แล้วดาบอกว่าปวดท้อง ก็ปวดจำประจำเดือนนี่แหละ”

ทำไมจะจำไม่ได้ ในเมื่อตอนนั้นเจ้าสาวคนสวยของผมหน้าซีด ปากเซียวซะขนาดนั้น แต่เมื่อเห็นเธอกินยาแล้วอาการดีขึ้น ผมก็พลอยสบายใจไปด้วย หากเวลานั้นเธอบอกว่าปวดท้องผมก็เชื่อ แต่จู่ ๆ มาตอนนี้บอกว่ามันคือปวดประจำเดือน ผมไม่เชื่อง่าย ๆ หรอก เธอคิดจะฉวยโอกาส สวมรอยอาการนั้นต่างหากเล่า

“ผมไม่เชื่อหรอก ไหนล่ะประจำเดือน! ขอผมดูหน่อย” ผมแบมือออกไปตรงหน้า เจ๊ดาร้องอุทานตกใจ จะร้องเสียงดังทำไม เก็บไว้ค่อยร้องตอนเกิดอารมณ์เซ่!!

“ดะ...ดูอะไร!”

“ก็ดูไอ้ประจำเดือนที่คุณว่ายังไง” ผมคว้าข้อมือเธอไว้แล้วดึงเข้าหาตัว

“จะบ้าเหรอ” เธอสะบัดแขน

“ก็เออสิ! ผมมันบ้า และยังบ้ายิ่งกว่านี้ได้อีกด้วย” ผมส่งสายตาคาดโทษ

เจ๊ดาเบิกตาโตด้วยความตกใจ ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องพิสูจน์ด้วยตาตัวเองให้ได้ รอวันนี้มาตั้งนาน หกปีก็แล้วเธอยังขอต่อเวลาอีกตั้งหกเดือน เรื่องอะไรจะให้คำโกหกของเธอมาเป็นอุปสรรค ไม่มีทางเสียหรอก! ฝันไปเถอะ!

“มานี่เลย!!” ผมพูดพร้อมกับพุ่งตัวเข้าหา “ยังไงผมก็ต้องพิสูจน์ให้ได้”

ผมคว้าตัวเธอไว้และจับกดให้นอนราบลงกับเตียง เจ๊ดาดิ้นหนีเมื่อเห็นผมเอาจริง ทำท่าว่าจะจับถอดชุดเจ้าสาวของเธอออก ผมเองก็ไม่ยอมเช่นกัน ใครกันล่ะที่เมื่อหกเจ็ดปีก่อนช่างสอนให้ผมรู้จักคำว่า ‘พยายาม’ วันนี้แหละที่ผมจะใช้ความพยายามนั้นกับเธอ

ดิ้นเข้าไปเลย! ดิ้นได้ดิ้นไป! ถ้าจับได้ว่าโกหกล่ะน่าดู

เราทั้งคู่ปล้ำกอดกันอยู่นาน ชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์นั้นยับเยินไม่น้อย กระทั่งต้องขาดลงด้วยแรงดึงทึ้งจากมือผม ในที่สุดร่างขาวโพลนแลดูบอบบางของเจ๊ดาที่เหลือเพียงปราการสุดท้ายสองชิ้นก็ปรากฏสู่สายตา ภาพที่เห็นตรงหน้าทำผมใจเต้นแรงตึกตัก แม้เธอจะตัวเล็กแต่ทว่าอวบอัดไปทั้งร่างแบบนี้ ใครบ้างเห็นแล้วจะไม่รู้สึกอะไร ไม่ใช่พระอิฐพระปูนซะหน่อย

ผมลอบกลืนน้ำลายอีกครั้ง “ว่าไง จะเอามาให้ผมดูเองไหม” ผมเสนอทางเลือกให้เธอ

เจ๊ดากัดริมฝีปากระงับความโกรธแน่น “คนบ้า! มันเอามาให้ดูได้ที่ไหนกันเล่า”

“เรียกผมว่า ‘คนบ้า’ ด้วยเหรอ! มานี่เลย แม่ตัวดี!” เธอต้องโกหกแน่ ๆ

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น! แม้เจ๊ดาจะดิ้นรนขัดขืนแค่ไหน และริมฝีปากสวยนั่นจะเอ่ยสาปแช่งผมยังไง ในที่สุดผมก็สามารถกระชากผ้าผืนน้อยที่ปกปิดอกอวบอิ่มของเธอให้หลุดติดมือมาได้ (ได้ข่าวว่าจะพิสูจน์หาประจำเดือนไม่ใช่เหรอ? แล้วไปยุ่งกับชิ้นบนทำไม??) ผมโยนเจ้ายกทรงสีหวานทิ้งลงข้างเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันมาสนใจกับปราการด่านสุดท้าย

เจ๊ดายกมือสองข้างปิดหน้าอกเธอ ร่างบางตัวสั่นไม่น้อยด้วยความกลัว เรียวปากอิ่มยังคงร้องขอให้หยุด แต่ให้ตายเถอะ! แม้ผมจะสงสารเธอหากยังไงผมก็ไม่มีทางหยุดอยู่แค่นี้แน่ ๆ ผมกระโจนตัวเข้าใส่เธออีกครั้ง จับข้อมือบางสองข้างไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วจัดการกับกางเกงชั้นในตัวจิ๋ว ดูเหมือนว่ายิ่งเธอดิ้นจะทำให้ผมถอดมันง่ายขึ้น เพียงไม่นานเจ้าสาวของผมก็อยู่ในชุดที่สวยที่สุด และสมใจผมเป็นที่สุดด้วย

ทันทีที่ผมปล่อยข้อมือเจ๊ดาก็รีบคว้าผ้าห่มนวมขึ้นคลุมเรือนร่างอย่างเร็ว ไว้ก่อนเถอะ! ขอให้ผมแน่ใจเสียก่อนว่าเธอไม่มีประจำเดือนแน่ ๆ ผมจะเอาคืนให้หนักเชียว

จากนั้นความสนใจทั้งหมดของผมก็พุ่งไปยังชั้นในผืนน้อยในมือ พลิกซ้ายพลิกขวา ผมก็ไม่ยักจะเห็นผ้าอนามัยไม่ว่าจะเป็นแบบบาง แบบหนา มีปีก ไร้ปีก ไม่เห็นแม้กระทั่งรอยประจำเดือนของเธอ นี่มันหมายความว่ายังไง!?

“ไหนว่ามีประจำเดือน แล้วไหนล่ะรอยเลือด ผมไม่เห็นจะมีเลย อย่าบอกนะว่าคุณฝังผ้าอนามัยแบบโคตรสลิมไว้ในกางเกงในตัวจิ๋วนี่ได้”

ผมชูผ้าชิ้นน้อยของเธอในมือขึ้น จากนั้นก็นำมาใกล้จมูกสูดลมหายใจเข้า ถ้าเธอมีประจำเดือนจริง อย่างน้อยมันต้องได้กลิ่นคาวเลือดบ้างสิ แต่ผมกลับได้เพียงกลิ่นหอม ๆ ของน้ำยาซักผ้า เจ๊ดากระโจนเข้ามาคว้ากางเกงชั้นในของเธอไปจากมือผมอย่างเร็ว สีหน้าเธอแดงจัด

“โรคจิตเหรอ มาดมทำไม! ดามีประจำเดือนจริง ๆ แต่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด คุณจะเห็นได้ยังไงล่ะ”

แบบสอด!! นี่หมายความว่าเธออาจหาญเอาเจ้าผ้าอนามัยหลอดเล็ก ๆ นั่นสอดเข้าไปใน...ช่องทางบอกรักของผม โว้ย! ช่างกล้าจริง ๆ แม่คู้ณ ผมโกรธเธอเหลือเกิน แถมอิจฉาเจ้าผ้าอนามัยแท่งนั้นด้วย (อิจฉาทำไม?) แต่เดี๋ยวก่อน นี่ก็อาจเป็นเรื่องโกหกได้เช่นกัน ผมไม่ลืมหรอกว่าเธอน่ะเป็นแม่ศรีธนญชัยแห่งยุคทเวนตี้เซ็นจูรี่เชียวล่ะ

“ใครว่าจะเห็นไม่ได้ หยิบออกมาให้ผมดูเดี๋ยวนี้เลย”

“ทุเรศ! ดาจะหยิบให้คุณดูได้ยังไง” เจ๊ดามีสีหน้าตกใจหนักกว่าเดิม ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ ผมเริ่มมั่นใจว่าเธอต้องไม่มีประจำเดือนแน่ ๆ

“ไม่เป็นไร คุณหยิบไม่ได้ ผมหยิบเอง!”

จบคำ ผมจัดการกระชากผ้าห่มนวมผืนหนาออกและโยนทิ้งลงพื้น เจ๊ดาหวีดร้องออกมาเสียงดัง เธอตะเกียกตะกายจะลงจากเตียง แต่ผมคว้าข้อเท้าไว้ทัน ดึงกลับมาที่กลางเตียงอีกครั้งและจับตัวเธอพลิกนอนหงาย (ขอยืนยันว่าผมไม่ได้ซาดิสต์ แต่เธอไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ เอง) เธอพยายามถีบผมหลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายผมก็สามารถจับไหล่บางกดตรึงกับเตียงได้

“อยู่นิ่ง ๆ นะถ้าไม่อยากเจ็บตัว!” ผมส่งเสียงขู่ บอกให้รู้ว่าเอาจริงแล้วทีนี้

จากนั้นจึงจับเข่าทั้งสองของเธอมั่น เจ๊ดาฝืนแรงสุดชีวิต เธอพยายามหนีบเข่าเข้าหากันแน่นเมื่อผมพยายามจะจับมันแยกออก แต่ด้วยความที่พละกำลัง (และรวมถึงความหื่น) ของผมมีมากกว่าเธอจึงสู้ไม่ไหว ทุกอย่างจึงเป็นไปตามความประสงค์

แสงไฟสีเหลืองนวลจากเพดานภายในห้องให้ความสว่างไม่มากเท่าที่ควร แถมคอยแต่จะนำพาให้ผมทำอะไรอย่างอื่นกับหญิงสาวตรงหน้ามากกว่าการพิสูจน์หาความจริง ผมต้องพยายามตัดใจจากอารมณ์นั้น ก้มหน้าเพ็งสายตามองหาผ้าอนามัยแบบสอดที่เธอว่า เจ๊ดาก็เอาแต่ร้องด่าสรรเสริญเจ้าบ่าวของเธอไม่หยุด แต่ผมไม่สนใจ! เมื่อมองไม่เห็นจึงอยากใช้มือช่วยแหวกหา

“อยู่เฉย ๆ นะ” ผมบังคับให้เธออยู่นิ่งเพื่อไม่ต้องใช้มือจับเข่าทั้งสอง

เจ๊ดาให้ความร่วมมืออยู่แวบเดียวเพราะเธอหันไปคว้าอุปกรณ์เสริม หมอนนอนนั่นเอง ผิดคาดที่คิดว่าเธอจะเอามาหนุนหัวตัวเอง (คิดได้ไง?) แต่เธอกลับก็ใช้มันฟาดเข้าที่หัวผม กระทั่งหน้าผมซึ่งกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ต้องคะมำคว่ำไปจูจุ๊บที่บริเวณ...เอ่อ...บริเวณนั้นน่ะ แต่ผมยังไม่ยอมแพ้ ฟาดได้ฟาดไป ผมก็แหวกหาต่อ อยู่ไหน ๆ

“ฮือ ๆ ๆ หยุดนะ ไอ้บ้า ๆ ๆ พอเดี๋ยวนี้นะ ฮือ ๆ ๆ” เสียงร้องไห้ของเธอเรียกสติผมกลับมา สองมือต้องหยุดชะงักไปในทันที ใบหน้าที่ห่างจากจุดพึงสงวนของเธอเพียงคืบทำผมตกใจกับตัวเอง หน้าผมมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย “เดี๋ยวดาหยิบเอง! คุณลุกไปได้แล้ว!” นี่ผมคงเข้าขั้นโรคจิตแล้วจริง ๆ

ผมขยับตัวนั่งบนเตียงดี ๆ เจ๊ดาหันไปทางแสงไฟจากโคมหัวเตียง ก้ม ๆ เงย ๆ ไหล่บางสั่นไหวน้อย ๆ เธอส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลาจนผมนึกเสียใจ รีบเข้าไปกอดปลอบ

“เอ่อ ดาจ๋า ไม่ต้องร้องแล้ว ผมขอโทษ ผมเชื่อแล้วว่าคุณมีประจำเดือนจริง ๆ ผมไม่ทำอะไรคุณแล้ว ไม่ร้องนะที่รัก” เธอหันมามองค้อน ดวงตากลมใสยังคงเปียกชื้นจากคราบน้ำตา

“คุณนี่มันโรคจิตจริง ๆ ก็ดาบอกแล้วว่ามีประจำเดือนทำไมยังไม่เชื่ออีก” เธอผละออกจากอ้อมกอดผมแล้วรีบก้มคว้าผ้าห่มหนาที่ตกผืนขึ้นมาคลี่คลุมตัวอีกครั้ง

“ไม่ต้องคลุมแล้ว ไปอาบน้ำกันดีกว่า เดี๋ยวผมอาบน้ำให้นะ” ไม่ฟังคำคัดค้านใด ๆ ของเธอ สองแขนผมช้อนร่างเจ้าสาวในชุดวันเกิดขึ้นอุ้มแล้วมุ่งตรงไปยังห้องอาบน้ำทันที

กลัวอะไร วิธีบอกรักมีตั้งมากมาย ผมก็แค่เลือกมาสักวิธี...

ส่วนไอ้เจ้าประจำเดือนตัวดี สักวันผมจะทำให้มันหายหัวไปสักเก้าเดือนเลยคอยดู!




ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ให้การสนับสนุนมาตลอดนะคะ




 

Create Date : 29 มกราคม 2552   
Last Update : 29 มกราคม 2552 4:10:35 น.   
Counter : 1543 Pageviews.  

ลุ้นนักรักข้ามรุ่น



เมื่อความรักมาพร้อมกับอายุที่เป็นอุปสรรค
แต่ก็จะรัก...แล้วไง??
เรื่องราวรักข้ามรุ่น วุ่นจนทำให้สาวรุ่นพี่ตกหลุมพราง(รัก)หนุ่มรุ่นน้อง
ลงว่าคนมันจะรักแล้ว ใครก็รู้ว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข!!

นิยาย :: ลุ้นนักรักข้ามรุ่น โดย nanaspace

สำนักพิมพ์ :: อรุณ...อุ่นไอรัก

คำโปรย ::

ผมปราบดา รักการวาดรูปแต่เกลียดภาษาอังกฤษเป็นชีวิตจิตใจ
ทว่าพ่อบังคับให้เรียนพิเศษกับครูเจ๊นามว่า...ดา
เธอชอบตบตีลูกศิษย์อย่างผม ให้การบ้านบ่อย ๆ ท่องศัพท์อีกเพียบ
น่าตลกที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่ารักพี่สอนพิเศษคนนี้เข้าให้แล้ว
แถมเธอยังอายุมากกว่าผมถึงสี่ปี !!

"อ้อ! จริงสิเจ๊" ผมเรียกเธอไว้ก่อนที่เธอจะเดินไปถึงประตู "เจ๊ชื่ออะไรอ่ะ"
"เรียกพี่ว่า 'พี่ดา' " ดา...? ให้ตายเถอะ ผมชอบใจจังที่เธอชื่อนี้
"เจ๊ดาเหรอ มาจาก 'ดารณีนุช' หรือเปล่า"
"มาจาก 'สุทธิดา' แล้วก็เรียกพี่ว่า 'พี่ดา' ไม่ใช่ 'เจ๊ดา'! "
"เจ๊รู้หรือเปล่าว่าผมชื่อจริงชื่ออะไร"
"..." เจ๊เธอไม่ตอบ สงสัยคงไม่รู้ แต่ผมอยากให้เธอรู้
"ผมชื่อจริงว่า 'ปราบดา' อ่ะ" คราวนี้สีหน้าเธอไม่ปกปิดความโมโหแล้ว
แต่ผมชื่อนี้จริง ๆ นะ เริ่มรู้สึกเป็นปลื้มกับชื่อตัวเองขึ้นมาแล้วสิ
ครูเจ๊ของผม!

ผู้เขียน ::

นิยายเล่มบาง ๆ ที่อ่านแบบม้วนเดียวจบแต่ไม่อยากให้จบ
อ่านแล้วจะอมยิ้มไปตลอดเรื่อง
รับประกันขนาดอมยิ้มโดยความทะลึ่งทะเล้นของพระเอกค่ะ ^^




 

Create Date : 10 มกราคม 2552   
Last Update : 13 มกราคม 2552 2:02:21 น.   
Counter : 1283 Pageviews.  

ร้อยรักล้อมใจ (ตอนพิเศษ)

เขียนตอนนี้ไว้นานแล้วค่ะ วันนี้ตัดสินใจเอามาแปะ
ต้องบอกก่อนว่า ตอนพิเศษนี้จบแบบ...ให้คิดต่อกันเอาเองนะคะ




ออดคาบเรียนสุดท้ายดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกโรงเรียนเลิก แต่ครูผู้สอนยังคงพูดอธิบายเนื้อหาบนกระดาษดำโดยไม่ได้สนใจเวลา คำสอนต่างๆ เริ่มเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาแล้ว กว่าสิบนาทีผ่านไป เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ชายหนุ่มจึงค่อยๆ เก็บหนังสือลงกระเป๋าไปพลาง

ทันทีที่ครูสอนเสร็จ และถือหนังสือเดินออกจากห้องไป เขาซึ่งรอพร้อมอยู่ก่อนแล้วรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ คว้ากระเป๋าเป้ วิ่งตามออกไปติดๆ จอมแทบก้าวกระโดดลงบันไดทีสองขั้นเพื่อทำเวลาให้เร็วที่สุด ภายในไม่ถึงหนึ่งนาทีก็สามารถพาตัวเองจากห้องเรียนที่อยู่ชั้นสามของอาคารลงมาถึงชั้นหนึ่งได้สำเร็จ

ขณะกำลังเลี้ยวพ้นจากตัวอาคารนั้นเองเขาก็แทบชนเข้ากับครูฝ่ายปกครองที่จะเดินขึ้นตึก ชายหนุ่มตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

“ขอโทษครับๆ” เขารีบพนมมือยกขึ้นไหว้ ก้มหน้าก้มตาหลบเต็มที่

หญิงสาวผู้เป็นครูมาเกือบยี่สิบปีขยับแว่นตาให้เข้าที่พร้อมกับมองนักเรียนชายที่วิ่งมาชนตนเอง

“นึกว่าใคร นายจอมนี่เอง จะรีบไปไหนกันเชียว วิ่งลงบันไดมาแบบนี้มันอันตรายไม่รู้เหรอ” เธอเอ่ยเรียกนักเรียนด้วยชื่อเล่นอย่างคุ้นเคยเพราะชายหนุ่มมีเรื่องต้องเข้าๆ ออกๆ ห้องฝ่ายปกครองเป็นประจำ

แม้เขาจะไม่ใช่เด็กเกเรที่ชอบมีเรื่องชกตีชกต่อยทั้งยังมีผลการเรียนที่ดี แต่ทำไมถึงได้มีเรื่องให้โดนว่ากล่าวเสมอๆ ก็ไม่รู้

“ขะ...ขอโทษครับ คือวันนี้ผมรีบนะครับ ผมต้องไปแล้วนะครับครู” พูดเสร็จชายหนุ่มก็ทำท่าจะผละออกจากบริเวณนั้น

“เดี๋ยวก่อน ครูบอกให้เธอไปได้แล้วหรือยังไง ขึ้นไปข้างบนแล้วเดินลงบันไดมาดีๆ ใหม่เดี๋ยวนี้เลย”

เมื่อเป็นคำสั่งชายหนุ่มก็ต้องทำตาม คะแนนความประพฤติที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวจะน้อยลงกว่านี้ไม่ได้แล้ว จอมรีบหันหลังสาวเท้ากลับขึ้นบันไดไปยังบริเวณทางเดินพักระหว่างชั้นแล้วจึงย่างกรายลงมาอย่างเชื่องช้า (...อย่างที่ครูต้องการ) แต่พอทำท่าจะเดินผ่านครูสาวใหญ่ไปก็โดนเรียกตัวไว้อีกครั้ง

“อย่าเพิ่งไป ชายเสื้อนักเรียนเอากลับเข้าไปไว้ในกางเกงให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้เลย จะแต่งตัวแบบนี้ออกไปนอกโรงเรียนได้ยังไง คราวก่อนโดนตัดคะแนนไปยังไม่เข็ดใช่ไหม” พอได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็ทำท่าจะจัดการยัดเก็บลงกางเกงทันที “เดี๋ยวๆๆ จะมาทำอะไรรุ่มร่ามตรงนี้ นักเรียนหญิงเดินผ่านไปผ่านมาไม่อายใครเหรอ กลับเข้าไปแต่งตัวใหม่ในห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วออกมาให้ครูดูอีกที” ชายหนุ่มต้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

ไม่นานเขาก็ออกมาในลุคใหม่ เสื้อนักเรียนถูกดึงให้ตึงแน่วโดยชายเสื้ออยู่ในกางเกงอย่างเรียบร้อย ครูฝ่ายปกครองยิ้มอย่างพึงพอใจ

“แต่งแบบนี้ก็แต่งเป็นนี่ เห็นไหมว่าเรียบร้อยกว่าเมื่อกี้ตั้งเยอะ เอาล่ะ ไปได้แล้ว และคราวหลังอย่าให้ครูเห็นอีกนะว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย” พอได้ยินคำอนุญาตเท่านั้นชายหนุ่มก็หันหลังวิ่งออกไปทันทีได้ยินเสียงครูว่าไล่หลังมา “นี่ ใครใช้ให้เธอวิ่ง เฮ่อ ไม่ไหวเลยเด็กสมัยนี้”

อีกด้านหนึ่งหญิงสาวซึ่งมีนัดหมายกับชายหนุ่มรุ่นพี่กำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน เวลาผ่านไปกว่ายี่สิบนาทีแต่คนรอรู้สึกว่ามันยาวนานยิ่งกว่านั้น กลุ่มนักเรียนชายหญิงจำนวนมากพากันทยอยเดินออกจากโรงเรียนแล้ว แต่ไม่ยักจะเห็นคนที่นัดไว้

วันนี้ชมรมไม่มีซ้อมจึงเป็นฤกษ์ดีที่เธอจะจัดการกับธุระของเธอให้เรียบร้อย นี่เลยเวลานัดมาตั้งนานแล้วนะเนี่ย หญิงสาวเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ ถ้าเขามาสายก็จะทำให้เธอไปถึงที่หมายช้า และเป้าหมายของเธออาจกลับบ้านไปซะก่อน เธอกลัวว่าถ้าพลาดวันนี้ไปแล้วจะไม่สามารถหาโอกาสไปที่น่นอีก

ไม่นานเนยก็มองเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งวิ่งมาจากระยะไกล มือหนึ่งจับสายสะพายเป้สะพายหลังสีดำที่คล้องอยู่ที่ไหล่ขวาไว้มั่นไม่ให้หล่น อีกมือยกขึ้นโบกให้เป็นที่สังเกต รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าขาวของเธอในทันที

“พี่จอม ทางนี้ค่ะ” เธอโบกมือตอบรุ่นพี่ให้รู้ว่าเห็นเขาแล้ว เพียงอึดใจเดียวชายหนุ่มก็วิ่งมายืนห่างจากเธอไม่ถึงเมตร หอบหายใจแรงจากการใช้พลังงานในการวิ่ง หวังสักนิดว่าจะได้ยินคำหวานๆ ให้ชื่นใจ แต่ผิดคาด... “ช้าเป็นเต่าเรื่อยเลยนะคะพี่จอม มาสายตั้งยี่สิบนาทีแน่ะ” คนที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘เต่า’ เงยหน้ามองเธออย่างเสียไม่ได้

“นี่ก็ลมกรดร้อยเมตรแล้ว เร่งจังเลยนะครับคุณน้อง เหาะได้ก็เหาะมาแล้วเนี่ย” เนยส่งยิ้มให้รุ่นพี่อย่างชอบใจในคำพูดของเขา

เนย...เธอเป็นหญิงสาวที่หน้าตาน่ารัก ยิ้มง่าย ใครเห็นใครก็ชอบ ส่วนจอม...เขาเป็นชายหนุ่มที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีทั้งกับเพื่อนๆรุ่นพี่และรุ่นน้อง อยู่ที่ไหนก็พลอยแต่จะทำให้เกิดเสียงหัวเราะ ผิวขาวตาชั้นเดียว และมีรูปร่างที่สามารถระชากใจสาวๆ ได้ง่ายๆ อีกด้วย

เขาและเธอรู้จักกันมาจริงๆ ได้เดือนกว่าหลังจากที่หญิงสาวสมัครมาเข้าชมรมในฐานะผู้จัดการทีมตามพี่สาว แต่สำหรับชายหนุ่มแล้วเขาเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามถึงความโดดเด่นด้านหน้าตาของเธอมาก่อนหน้านั้น และในวันแรกที่เขามีโอกาสได้เห็นตัวจริงเสียงจริงของเธอ สิ่งแรกที่เขาคิดได้ก็คือข่าวลือที่ว่าเธอน่ารักนั้นไม่เป็นจริงสักนิด เพราะรุ่นน้องของเขาคนนี้ไม่ใช่แค่น่ารักธรรมดา แต่เป็น...น่ารักมากๆ ต่างหาก

เมื่อการแข่งขันบาสเกตบอลระดับภูมิภาคสิ้นสุดลงไป เอ๋ย...พี่สาวของเธอลาออกจากชมรมเพราะอยากให้เวลาเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาลัย รวมถึงสมาชิกชมรมรุ่นพี่ที่อยู่ม.6 คนอื่นๆ ก็ต่างพากันพักการซ้อมไปหมด ทำให้ชมรมจึงเหลือเพียงสมาชิกสิบกว่าคนเท่านั้น ทำให้เนยและจอมมีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น

ไม่เพียงแต่เท่านั้นชายหนุ่มยังได้รับการมอบหมายจากพี่สาวของเธอให้ช่วยพาหญิงสาวไปส่งที่บ้านหลังเลิกซ้อมด้วย ดังนั้น เมื่อเทียบกับสมาชิกชายคนอื่นๆ ในชมรมแล้วเธอจะสนิทสนมกับเขามากกว่าใครๆ แม้จะเรียนหนักมาทั้งวัน และเหนื่อยจากการซ้อมอีกกว่าสองชั่วโมง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดว่าหน้าที่นั้นเป็นเรื่องลำบากเลยสักนิด

“แล้วตกลงบอกพี่ได้หรือยังว่าจะให้พี่พาไปที่ไหน”

ชายหนุ่มเอ่ยถามถึงสาเหตุที่หญิงสาวรุ่นน้องต้องการให้เขาพาไปธุระ ซึ่งเขาดีใจมากที่เนยเห็นความสำคัญของเขา ไว้ใจเขา แต่เพียงแค่เธอเอ่ยชื่อสถานที่ที่ต้องการไปออกมา ทำเอาชายหนุ่มตกใจไปทันที

“เฮ้ย! จะไปที่โรงเรียนนั้นทำไม” ชื่อของโรงเรียนที่เพิ่งลงสนามแข่งบาสด้วยกันมาในรอบชิงที่ออกจากปากเนยทำเอาจอมแทบสะอึก

“ก็เนยต้องไปหาเพื่อนไงคะ ไม่รู้ล่ะพี่จอมสัญญากับเนยแล้ว ห้ามผิดสัญญานะคะ”

สัญญามัดมือชกของเธอเกิดจากเมื่อวานซืนที่หญิงสาวทำขนมมาให้ชิม เพียงคำเอ่ยชมเรื่องรสชาติออกจากปากเขาเท่านั้น เธอก็เอ่ยปากไหว้วานขอร้องให้เขาไปธุระเป็นเพื่อนก่อนพาไปส่งบ้าน ชายหนุ่มคิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร จนกระทั่งได้ยินชื่อสถานที่ที่เธอจะให้ไปเมื่อครู่นี่แหละ

“เพื่อนอะไร เพื่อนที่ไหน เราเพิ่งย้ายมาเมืองไทยไม่ใช่เหรอ จะไปรู้จักใครที่โรงเรียนนั้นได้ยังไงกัน พี่ไม่เชื่อหรอก”

“ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเนยอีกที เนยจำเป็นต้องไปจริงๆ” ยิ่งฟังชายหนุ่มก็ยิ่งไม่อยากเชื่อ เพราะถ้าเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเธอขนาดนั้น ก็ยิ่งไม่เห็นถึงความจำเป็นต้องไปหาถึงในถิ่นนี่นา

“ถ้าเป็นเพื่อนของโคตรเพื่อนแบบนั้นก็แปลว่าเราไม่สนิทน่ะสิ รู้ๆ อยู่ว่าโรงเรียนเราเพิ่งได้รางวัลชนะเลิศแข่งขันมาทั้งๆ ที่โรงเรียนนั้นแข่งชนะ เดี๋ยวก็เจอใครเขม่นเข้าให้ก็เป็นเรื่องอีกหรอก พี่ว่าอย่าไปเลยนัดเจอกันที่ห้างหรือที่ไหนจะดีกว่า บอกวันเวลามาไว้เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อนก็ได้” จอมรีบเสนอทางออกที่ดีกว่าให้กับหญิงสาวทันที

“ได้ยังไงล่ะคะ พี่จอมกินขนมของเนยไปแล้วจะทำแบบนี้เหรอคะ”

หลายคนที่รู้จักหญิงสาวคนนี้เพียงผิวเผินอาจคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงเรียบร้อยและหัวอ่อน แต่ไม่ใช่สำหรับเขาอย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่ได้พูดคุยรู้จักกันมากขึ้น เขาถึงรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วเธอทั้งดื้อและแสบซนไม่น้อย ยิ่งเมื่อได้ฟังวีรกรรมหลายๆ อย่างของเธอจากปากนิค...รุ่นพี่ของเขาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เชื่อว่าหญิงสาวเป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ

“เอ้าๆๆ ทวงจังเลยเรื่องขนมเนี่ย ไปก็ไป เดี๋ยวกลับถึงบ้านช้ากว่าพี่เอ๋ย มีหวังโดนเล่นอีกงาน คราวนี้ไอ้จอมไม่ตายก็มีหวังเลี้ยงไม่โต” ชายหนุ่มชักไม่แน่ใจว่าเค้กก้อนเท่ากำปั้นที่เขาได้กินไปมันจะสร้างความเดือดร้อนได้ขนาดนี้

“โห อย่างพี่จอมยังต้องกลัวว่าตัวจะไม่โตไปกว่านี้อีกเหรอคะ” เธอพูดเองแล้วก็ขำเองอย่างน่าเอ็นดู

“ส่งกระเป๋ามานี่มา และก็เดินตามมาเร็วๆด้วย” เนยส่งกระเป๋านักเรียนให้ชายหนุ่มอย่างไม่อิดออด เพราะทุกครั้งที่เขาไปส่งเธอที่บ้านรุ่นพี่คนนี้ก็จะช่วยเธอถือกระเป๋าเสมอโดยบอกว่าเธอจะได้เดินเร็วขึ้น




ในเมื่อห้ามหญิงสาวไม่ได้จอมก็จำเป็นต้องพาเธอไป เนื่องจากว่าชายหนุ่มเป็นที่รู้จักของหลายๆ คนเพราะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีทั้งยังหน้าตาและรูปร่างที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง และหญิงสาวที่เดินด้วยก็คล้ายๆ กับเป็นดาวเล่นของโรงเรียน ขวัญใจของหนุ่มๆ เมื่อทั้งคู่เดินด้วยกันก็กลายเป็นที่สนใจของคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว

ทั้งสองนั่งรถเมล์จากป้ายหน้าโรงเรียนเพื่อไปลงยังตลาดที่อยู่ในตัวจังหวัด จากนั้นจึงนั่งรถสองแถวรับจ้างเพื่อไปลงในตัวเมืองของอีกจังหวัด แล้วจึงเดินต่อไปยังที่หมาย หญิงสาวมีสีหน้ายิ้มแย้มอย่างสมใจทันทีที่มาถึง ในขณะที่ชายหนุ่มกลับเริ่มมีสีหน้าหวาดหวั่นอยู่เนืองๆ

ทั้งคู่เดินมุ่งไปยังทิศที่สวนทางกับกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงในชุดนักเรียน บ้างเดินมาตามลำพัง บ้างเดินเป็นกลุ่มพูดคุยกันสนุกสนาน จนกระทั่งเริ่มมองเห็นขอบเขตรอบรั้วโรงเรียน บริเวณนั้นมีรถเข็นขายขนมและน้ำดื่มจอดริมกำแพงด้านนอกเรียงรายกันตลอดแนว ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นนักเรียนยืนต่อคิวรอซื้อกันเป็นจำนวนมาก เสียงเจ๊าะแจ๊ะพูดคุยดังไม่ได้สรรพไปทั่วบริเวณ

“พี่จอมคะ รอเนยแถวๆ นี้ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเข้าไปเป็นเพื่อนเนยก็ได้”

“ได้ยังไงกัน ลากพี่มาถึงนี่แล้ว พอหมดประโยชน์ก็ถีบหัวส่งแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน” ชายหนุ่มพูดออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

“ไม่ใช่นะคะ ก็พี่จอมบอกเนยเองว่าอาจมีใครในโรงเรียนนี้ไม่พอใจนักเรียนโรงเรียนเรา แล้วพี่จอมก็ใส่ชุดนักเรียนอยู่ อักษรย่อก็เด่นหราอยู่ตรงอกแบบนี้ด้วย เนยก็เลยว่าพี่จอมรอข้างนอกดีกว่าคะ เห็นไหมมีขนมน่ากินเยอะแยะไปหมดเลย” เธออ้างสารพัดเพื่อไม่ให้รุ่นพี่ตามเข้าไปด้วย

“โห พี่ไหว้ล่ะครับน้องเนยที่เคารพรัก” เขาพูดพร้อมกับยกมือประนมขึ้นสูงล้อเลียนเธอ “ก่อนออกจากบ้านไม่ได้ดูกระจกเหรอไงครับว่าไอ้ตัวอักษรบนเสื้อเรามันก็ตัวเดียวกับที่อยู่บนเสื้อพี่นั่นแหละ”

“ก็ใช่ แต่ว่าพี่จอมตัวใหญ่เป็นที่สังเกตง่ายนี่คะ เนยตัวเล็กไม่มีใครเห็นหรอก”

จอมเริ่มสับสนกับเหตุผลที่เธอว่ามา “มีที่ไหนกันตัวเล็กแล้วคนจะมองไม่เห็น เราเป็นมนุษย์ล่องหนเหรอไง นี่พี่ตามใจขนาดพามาถึงนี่แล้วยังไงก็ต้องเข้าไปด้วยกันสิ”

“แต่เนยอยากเข้าไปคนเดียวนี่คะ” เสียงออดอ้อนกับใบหน้าเศร้าๆ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่อยากตามใจเธอในคราวนี้

เพียงแค่พาหญิงสาวมาถึงนี่ชายหนุ่มก็กลัวจะแย่แล้วว่าพี่สาวของเธอรู้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นผลที่ตามมาอย่างแรกเขาก็คงโดนต่อว่าและอาจเจ็บตัว อย่างต่อมาที่สำคัญกว่าก็คือเขาคงโดนห้ามไม่ให้ไปส่งเธอที่บ้านอีก ซึ่งแน่นอนที่สุด! จอมต้องไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

“ก็ลองดูสิ ถ้าไม่ให้พี่เข้าไปด้วย พี่ก็จะลากเรากลับบ้านด้วยกันเดี๋ยวนี้แหละ ว่าไงจะให้พี่เข้าไปด้วยไหม” เนยก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก “อย่าคิดนานๆ ตอบมาเร็ว”

อ้ะ! รู้ล่ะ เธอเงยหน้าให้คำตอบกับชายหนุ่มรุ่นพี่ “ก็ได้ค่ะ ไหนๆ พี่จอมก็มาเป็นเพื่อนเนยถึงนี่แล้ว เข้าไปด้วยกันก็ได้ค่ะ” ได้ยินแบบนี้ชายหนุ่มก็ค่อยรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาหน่อย “อุ้ย พี่จอม ผู้หญิงที่ต่อแถวซื้อขนมร้านป้าคนนั้นน่ารักมากๆ เลยค่ะ หันไปดูเร็ว”

คำว่า ‘น่ารักมากๆ’ ที่ได้ยินทำเอาชายหนุ่มหันขวับตามสัญญาตญาณของความเป็นเด็กผู้ชาย เขาชะเง้อคอมองหาอยู่นานแต่แล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีใครสักคนน่ารักอย่างที่เธอว่า กว่าจะรู้ตัวว่าโดนหลอกก็ตอนที่หันกลับมาแล้วไม่เห็นหญิงสาวที่เขาคิดว่าน่ารักที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาอยู่ตรงนั้นแล้ว

“ยัยตัวแสบเอ้ย...! หลอกมาได้!”




หญิงสาวเดินผ่านพ้นประตูโรงเรียนเข้าไปโดยไม่มีใครติดตามอย่างสมใจ เครื่องแบบนักเรียนที่แตกต่างกับดวงหน้าที่น่ามองทำให้สายตาหลายคู่มองมาอย่างสนใจ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกรำคาญคงเพราะความเคยชินแล้ว หญิงสาวยังคงมุ่งหน้าเดินต่อไป

แรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยที่กระเป๋ากระโปรงทำให้เธอต้องล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กออกมา เครื่องที่ช่วยกันเลือกกับพี่สาวได้เพียงสามวันก่อนหน้านี้ ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าขาวใสของเธอได้ พี่จอม? แต่แล้วเธอก็กดทิ้งไปเสียอย่างงั้น

“ว้า เผลอกดผิดปิดไปซะแล้ว เนยขอโทษนะคะ เนยยังไม่คุ้นกับมือถือเครื่องใหม่เลย” หญิงสาวบ่นออกมาก่อนจะเก็บมันลงที่เดิม

บรรยากาศตอนห้าโมงเย็นกว่าๆ เช่นนี้ทำให้อากาศกำลังเย็นสบาย สระบัวขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่กลางบริเวณโรงเรียนทำให้รู้สึกสดชื่น ตึกเรียนสามสี่ชั้นถูกสร้างรายรอบ ต้นไม้ใบหญ้ามีให้เป็นทั่วไป ใหญ่สมกับเป็นโรงเรียนประจำจำหวัดจริงๆ หญิงสาวรู้สึกปลอดโปร่งไม่น้อย

เนยตัดสินใจถามใครสักคนบริเวณนั้นเพื่อไปยังที่หมาย หญิงสาวในชุดนักเรียนที่กำลังนั่งทำการบ้านอ่านหนังสืออยู่เพียงลำพังที่โต๊ะม้าหินดูจะเป็นคนที่เหมาะที่สุด เธอจึงตรงไปอย่างไม่ลังเล นักเรียนหญิงเจ้าถิ่นเงยหน้ามองเมื่อเห็นใครเดินมาใกล้ รอยยิ้มที่ปรากฏทำให้เนยไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวจึงถามออกไป

นักเรียนคนนั้นก็ส่งยิ้มให้เธอเช่นกันก่อนจะเอ่ยปากตอบ “ห้องชมรมบาสเหรอคะ อยู่แถวโรงยิมค่ะ เดินตรงไปสุดถนนนี้เลย พอถึงตึกสี่ชั้นตรงนั้นก็ทะลุใต้ตึกออกไป จะอยู่ซ้ายมือค่ะ มองไปแวบเดียวก็เห็น หรือถ้าจะหลงทางก็ถามใครแถวนั้นก็รู้ค่ะ” ผู้คุ้นเคยที่ทางกว่าอธิบายเสร็จก็ส่งยิ้มให้อีกครั้ง เนยจึงตอบขอบคุณก่อนจะเดินไปยังทางที่เธอคนนั้นว่า

เมื่อเดินตามถนนลึกเข้าไปเรื่อยๆ นักเรียนเริ่มบางตาลง จนกระทั่งพ้นใต้ตึกออกไป หญิงสาวเริ่มเห็นกลุ่มนักเรียนอีกครั้ง บริเวณตรงหน้าคือสนามหญ้าขนาดกว้างนักเรียนชายหลายคนกำลังวิ่งเตะฟุตบอลเล่นกันอยู่ ที่สแตนด์เหล็กข้างสนามมีนักเรียนชายหญิงนั่งกันประปราย อาคารสูงโปร่งของโรงยิมภายในร่มเด่นหราอยู่ทางซ้ายมือ เนยจึงเดินเลียบตัวตึกไปยังทางนั้น

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนในวันแข่งขันบาสเกตบอลนั้น พี่สาวสุดที่รักของเธอโดนจับตัวไปขังและยังได้บาดแผลที่ข้อมือออกมาทำให้เธอโกรธแทนไม่น้อย แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ถือสาเอาความอะไรแล้ว แต่เธอไม่ยอมให้พี่สาวเธอเจ็บตัวฟรีแน่ เต้...คือชื่อของคนที่ทำให้พี่เธอเจ็บ น่าเสียดายที่เธอไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าตาผู้ชายใจร้ายคนนั้นชัดๆ แต่ไม่ว่ายังไง วันนี้เธอจะต้องเจอหน้าให้ได้และจะเอาคืนแทนพี่สาวเธอเอง!

ขวามือของเธอในตอนนี้คือสนามบาสเกตบอลกลางแจ้งสองสนาม ซึ่งเรียงติดกัน และถัดไปจึงเป็นอาคารโรงยิมที่เธอกำลังมุ่งหน้าไป หญิงสาวมองผ่านนักเรียนนักชายสามสี่คนที่กำลังเล่นบาสกันอยู่ที่สนามกลางแจ้งโดยไม่ได้สนใจ เสียงตะโกนโหวกเหวกบริเวณนั้นจึงพลอยไม่ได้เข้าหูเธอไปด้วย

“เอ๊ย... เธอคนนั้นน่ะ หลบ!!” ใครบางคนตะโกนขึ้นมา

‘ผลักะ’ เสียงของลูกกลมๆ สีส้มกระแทกเข้ากับศีรษะเล็กๆ ของเธอ หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งยอง สองมือกุมบริเวณที่โดนลูกบาสลอยมาชนใส่ทันที “โอ๊ย... เจ็บจัง...” สมองรู้สึกเบลอไปชั่วแวบนึง ความรู้สึกเจ็บตามมาติดๆ

เสียงฝีเท้าวิ่งมาหยุดยืนตรงข้างๆ เธอซึ่งกำลังนั่งก้มหน้ามือกุมขมับอยู่ “เธอๆ เป็นอะไรมากหรือเปล่า” เสียงนุ่มทุ้มของเจ้าของรองเท้าพละสีดำซึ่งอยู่ตรงระดับสายตาเธอพอดีทำให้รู้ว่าเขาเป็นผู้ชาย “เดี๋ยวแป๊บนึงนะ”

เขาผละหันไปเก็บลูกบาสที่ตกอยู่บริเวณใกล้ๆ กันนั้นโยนกลับเข้าไปในสนาม “เฮ้ย! พวกเอ็งเล่นต่อกันไปก่อนเลย เดี๋ยวข้าดูยัยตัวจิ๋วนี่แป๊บนึง” เขาตะโกนบอกกับเพื่อนๆ ที่เล่นบาสด้วยกันเสร็จและกำลังจะหันมาให้ความสนใจกับเธออีกครั้ง แต่ก็ได้ยินเสียงใสแวดขึ้นมาเสียก่อน

“เมื่อกี้นายเรียกฉันว่าอะไรนะ!?”

ยัยตัวจิ๋วงั้นเหรอ? ชื่อที่ครั้งหนึ่งเอ๋ย...พี่สาวของเธอก็ใช้เรียกเธอ และตอนนี้ผู้ชายคนนี้ก็กำลังเรียกเธอด้วยชื่อเดียวกัน ทำให้รู้สึกสะกิดใจหญิงสาวไม่น้อย

เมื่อชายหนุ่มหันกลับมาก็เห็นใบหน้าขาวใส ซึ่งเงยหน้าขึ้นมองมาพอดีทำเอาเขาชะงักไปเล็กน้อย แปลกใจตัวเองว่าทำไมเขาไม่เคยเห็นนักเรียนหญิงคนนี้มาก่อน หน้าตาแบบนี้มันต้องเคยสะดุดตาบ้าง แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือเขารู้สึกว่าใบหน้าแบบนี้คุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ลืมคำพูดที่กำลังจะออกจากปากไปทันที

เช่นเดียวกันกับหญิงสาว หัวใจดวงน้อยๆ ของเธอรู้สึกเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้สบตากับชายหนุ่มคนนี้ รูปร่างที่สูงโปร่งของเขากลับยิ่งดูสูงขึ้นไปอีกเมื่อเธอยังนั่งยองๆ เงยหน้ามองเขาแบบนี้

ไม่นานชายหนุ่มก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงยองๆ ตรงหน้าใกล้ๆ กัน ตลอดเวลาทั้งคู่ไม่ได้ละสายตาออกจากกันเลยแม้แต่น้อย

“ก็...ยัยตัวจิ๋วไง เราเห็นว่าเธอตัวจิ๋วน่ะ” เหตุผลที่ชายหนุ่มพูดมานั้นก็เหมือนกับที่พี่สาวบอกกับเธอไม่มีผิดเพี้ยน ทำเอาเธอแทบหยุดหายใจไปทีเดียว “เราขอโทษนะ เธอเจ็บมากไหม ให้พาไปห้องพยาบาลเปล่า” เขาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

ทั้งๆ ที่เขาเองก็เป็นผู้ชายและตัวก็ไม่ใช่เล็กๆ เวลาโดนลูกบาสกระแทกใส่ตามลำตัวยังรู้สึกเจ็บไม่น้อย และนี่เธอก็เป็นผู้หญิง แถมยังดูบอบบางขนาดนี้ ลูกบาสลอยมาโดนศีรษะจังๆ ไม่เจ็บก็คนเหล็กแล้ว

เนยรู้ว่าชายหนุ่มไม่ได้ตั้งใจ อีกทั้งเขาก็เอ่ยขอโทษแล้ว แต่เธอรู้สึกไม่ชอบใจที่เวลาได้มองหน้าหรือได้ยินเสียงของเขาแล้วหัวใจต้องเต้นแรงแปลกๆ จึงพาลกลับไป

“เจ็บสิถามมาได้ หัวคนนะ ไม่ใช่หัวเผือกหัวมัน อยากลองโดนบ้างไหมล่ะ” เสียงใสแวดๆ ที่ย้อนคืนมาสามารถเรียกเสียงรอยยิ้มบนใบหน้าคมเข้มได้ “เสียมารยาท ยังจะมายิ้มอีก เนยบอกอยู่นะว่าเจ็บ” ชายหนุ่มรีบเม้มปากให้สนิทเพื่อไม่ให้เธอเห็นฟันขาวและกล่าวหาว่าเขายิ้มอีก แต่นั่นก็ไม่สามารถปกปิดรอยยิ้มที่ปรากฏในดวงตาคมได้ “บอกว่าอย่ายิ้มยังไงล่ะ ทำคนอื่นเจ็บแล้วยังมาหัวเราะอีก นิสัยไม่ดี!”

“ไม่ยิ้มแล้วครับไม่ยิ้มแล้ว เจ็บใช่ไหมงั้นเดี๋ยวเราอุ้มไปห้องพยาบาลนะ” ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าแถมทำท่าจะช้อนตัวเธออุ้มขึ้นมาด้วย

“ว้ายๆ อย่านะ อย่ามาโดนตัวเนยนะ” แขนขาวเล็กๆ รีบปัดมือชายหนุ่มออกห่างเพื่อไม่ให้เขาได้สัมผัสเธอ ก็แค่ได้มองเธอยังใจเต้นขนาดนี้ แล้วถ้าโดนอุ้มทั้งตัวจะขนาดไหน




พอหญิงสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงซึ่งก็ไม่ผิดจากที่ชายหนุ่มเห็นจากระยะไกลจริงๆ ตัวเธอสูงเพียงหน้าอกเขาเท่านั้น แบบนี้จะไม่ให้เรียกยัยตัวจิ๋วได้ยังไง พอสังเกตเห็นอักษรย่อโรงเรียนที่ปักอยู่บนหน้าอกถึงได้รู้ว่าเธอไม่ใช่นักเรียนโรงเรียนนี้ ไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมเขาถึงไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน

“เนยไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนนี้หรอกเหรอ” ชายหนุ่มถือวิสาสะเรียกชื่อเล่นของเธอที่ได้ยินเมื่อเธอแทนชื่อตัวเองก่อนหน้านี้

“ก็เห็นอยู่ ถามทำไม คิดเองไม่เป็นหรอกไง” เมื่อหญิงสาวตอบคำถามนั้นเสร็จก็ก้าวเดินออกจากบริเวณนั้นไป มือหนึ่งยังคงลูบคลำศีรษะไปด้วยเพราะรู้สึกเจ็บไม่น้อย ชายหนุ่มสาวเท้าตามทันที “เดินตามมาทำไมล่ะ ไม่เป็นอะไรแล้ว” เธอหยุดเดินและหันไปแวดใส่เขาอีกครั้ง

“เนยจะไปไหนล่ะ มาทำธุระอะไรที่นี่เหรอ เดี๋ยวพาไปส่งให้ไหม” เขาเสนอตัวเองเพราะอยากทำอะไรเป็นการขอโทษหญิงสาวบ้างที่ทำให้เธอเจ็บ

“จะไปชมรมบาส ไปเองเป็น นายไม่ต้องมายุ่งหรอก”

“ชมรมบาส? เนยจะไปหาใคร รู้จักใครที่นั่นเหรอ” คำถามของเขาทำเอาหญิงสาวหยุดเดินหันหน้ามามองเพราะรู้สึกรำคาญ แต่พอได้สบตาก็เอาทำเธอรู้สึกใจเต้นอีกแล้ว

“จะไปหาคนชื่อเต้” เนยพูดเสร็จก็หันหลังก้าวเดินต่อไป

คำตอบที่ได้ยินนั้นทำเอาชายหนุ่มแปลกใจไม่น้อย ผู้หญิงคนนี้จะมาหาเขาทำไม? เพราะเขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักเธออย่างแน่นอน

“รู้แล้วก็เลิกเดินตามซะทีสิ” เต้กลับคิดว่าถ้าเขาไม่รู้ต่างหากถึงจะไม่เดินตาม!

“ไปหาทำไม เนยรู้จักเขาเหรอ”

หญิงสาวหยุดเดินแล้วหันมามองหน้า “รู้จักสิ รู้จักดีซะด้วย นายเต้...ผู้ชายใจตุ๊ด! ชอบรังแกผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้ นายรู้ไหมเค้าจับพี่สาวฉันมัดมือแล้วก็ขังไว้ในห้อง ข้อมือพี่สาวฉันแดงเป็นวันๆ เลย แล้วอีกอย่างนะนายคนนี้ ขี้โกงเป็นที่หนึ่งด้วย ตอนแข่งกีฬาก็เล่นลอบกัดทำเอาเพื่อนๆ ในทีมฉันเจ็บตัวไปตั้งหลายคน”

เมื่อโดนถามถึงศัตรูคู่อาฆาตหญิงสาวก็เผลอเล่าระบายอารมณ์โมโหโกรธแทนพี่สาวให้กับชายหนุ่มที่เพิ่งได้เห็นหน้าเป็นครั้งแรกไปจนหมด และคำพูดเหล่านั้นก็สะกิดใจเต้ไม่น้อย

พี่สาว? มัดมือขังไว้ในห้อง? นี่แปลว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือน้องสาวของเอ๋ยงั้นเหรอ นั่นคงเป็นคำตอบว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกคุ้นกับใบหน้านี้นัก ใช่แล้วล่ะ เอ๋ยเมื่อสมัยที่ยังสนิทสนมกับเขานั้นก็ละม้ายคล้ายกับผู้หญิงคนนี้ตอนนี้นี่แหละ

ทว่าสิ่งที่สะกิดใจเขามากกว่าก็คือคำพูดของหญิงสาวตรงหน้า ซึ่งเรียกความรู้สึกผิดแล่นลิ้วกลับขึ้นมาในใจเขาอีกครั้ง

“บางทีเขาอาจจะรู้สึกผิด และอยากขอโทษพี่สาวเนยก็ได้ แต่พี่สาวเนยต่างหากที่ไม่ให้อภัยเค้าแล้ว” นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นกับเต้ในตอนนี้

หลังจากวันแข่งขันนั้นเขาก็พยายามไปหาเธอที่โรงเรียน แต่ก็มักเห็นเธอเดินอยู่กับคนรัก เขาไม่อยากมีเรื่องจึงตัดสินใจฝากโทรศัพท์มือถือของเธอให้คนที่รู้จักนำไปคืนเจ้าตัว และยังพยายามโทรไปหาอีกหลายครั้ง แต่ก็เหมือนกับว่าเธอปิดเครื่องตลอดเวลา คงไม่อยากติดต่อกับเขาอีก เหมือนกับคำที่เธอได้เคยบอกว่าจะตัดเพื่อนกับเขา

“ไม่มีทางหรอกที่คนอย่างนายนั่นจะมาขอโทษพี่สาวฉัน ขนาดมือถือที่ขโมยไปยังต้องฝากคนอื่นมาให้เลย ผู้ชายที่ไม่กล้ามาเผชิญหน้าไม่ยอมรับผิดแบบนั้นน่ะเหรอจะมาขอโทษ” หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับทำสีหน้าเย้ยหยัน

เนยนึกถึงโทรศัพท์มือถือของพี่สาวที่ตอนนี้นอนเล่นอยู่ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือของเธอเป็นที่เรียบร้อย เมื่อหลายวันก่อนมีคนนำมาฝากให้เธอนำไปคืนพี่สาว ตอนที่เธอรับมาก็รู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย ตอนขโมยก็ขโมยไปเอง แต่พอตอนคืนฝากคนอื่นมาคืน ผู้ชายอะไรกล้าทำแต่ไม่กล้ายอมรับ! เธอจึงตัดสินใจเก็บมันไว้เสียเอง เพราะไม่อยากให้เขาโทรมาวุ่นวายกับพี่สาวอีก และถ้าเป็นแบบนั้นสู้ให้พี่สาวเธอเปลี่ยนเบอร์ซื้อโทรศัพท์ใหม่ไปเลยเสียดีกว่า

“แล้วเนยจะทำยังไงกับเค้าเหรอ ถ้าได้เจอคนที่ชื่อเต้น่ะ”

“ถามอีกแล้ว ฉันก็จะไปจัดการล้างแค้นเอาคืนให้กับพี่สาวฉันไง” ไหนๆ ก็บอกเขาไปเยอะแล้ว บอกต่ออีกหน่อยจะเป็นไร “ฉันเอาที่ช็อตไฟฟ้ามา ถ้าเจอนายนั่นนะฉันก็จะเอาไปช็อตให้สลบเลย หลังจากนั้นก็จะเอาเชือกฟางมัดแขนมัดขาให้แน่นๆ เอาให้เจ็บไม่น้อยกว่าที่พี่สาวฉันเจ็บเลย” เธอพูดอย่างเร็วและรัวทำเอาตัวเองหอบเล็กน้อย

หญิงสาวมองดูชายหนุ่มว่าเขาจะมีปฏิกริยาอย่างไรแต่ดูเหมือนเขาจะนิ่งและมีสีหน้าสลดไปจนเธอแปลกใจ สายตาคมที่ชอบทำให้เธอใจเต้นประหลาดๆอยู่หลายครั้งยังคงมองตรงมา แต่ตัวเขาก็ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ เนยจึงตัดสินใจกลับหันหลังก้าวเท้าเดินออกจากบริเวณนั้นอีกครั้ง

“ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้อยู่ที่ชมรมหรอก” คำพูดนั้นทำให้เท้าเล็กๆที่กำลังก้าวหยุดชะงักและหันมามองชายหนุ่มด้วยสีหน้าสงสัย “เพราะเขาอยู่นี่ เรานี่แหละที่ชื่อเต้!”




น้องเนยรักพี่เอ๋ยสุดใจ ขนาดจะไปเอาคืนแทนพี่สาวเชียวล่ะค่ะ
เรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไปดี...
นายจอม - ชายหนุ่มอารมณ์ดีที่เอ๋ยเปิดทางให้ พี่ชายที่แสนดีของน้องเนย
นายเต้ - ผู้ที่เคยทำผิดกับเอ๋ย แม้จะกลับตัวกลับใจ แต่ก็กลายเป็นศัตรูของน้องเนยไปซะแล้ว




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2551 17:25:02 น.   
Counter : 1522 Pageviews.  

1  2  

nanaspace
Location :
Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




A novelist,
Wanna be, not Born to be, though
nanaspace | Promote Your Page Too
New Comments
[Add nanaspace's blog to your web]