Blog ผมกำลังจะตาย

ตอนนี้ใกล้จะตายแล้ว

 

ตายด้วยโรคร่าย

 

โรคร้ายที่ติดต่อทางลมหายใจ

 

ติดต่อทางการสัมผัส

 

และติดต่อทางสังคม

 

ซึ่งพาหะที่นำโรคร้ายมาแพร่ให้กับ Blog นั้น

 

ก็คือ ผมเอง

 

ผมป่วยด้วยโรคร้าย

 

โรคที่รักษาไม่มีทางหาย

 

ทำได้เเค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ

 

ใช้ชีวิตให้หมดไปกับงาน งาน และ งาน

 

ใช่ ผมป่วยด้วยโรคจากการทำงาน

 

ทำงานไปวัน ๆ

 

ทำเพื่อให้ลืมเป้าหมายในชีวิต

 

และสุดท้ายก็เเพร่ให้กับ blog

 

blog ของผมเลยติดโรคร้าย

 

แถมยังแสดงอาการเร็วและรุนแรง

 

blog ก็เลยจะคายก่อนผม




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2555 8:58:21 น.  

สิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่ 0

" พ่อ ๆ มาดูนี่เร็ว ! "
" อะไรเหรอ ? "
" มาเร็ว ๆ สิ เดี๋ยวมันหนีไปก่อน "
" แล้วมันอะไรเล่า ? "
" ไม่รู้ ! รีบ ๆ มาดูซี่ ! "

ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะวางสายยางที่กำลังใช้ฉีดรดน้ำต้นไม้ไว้ที่พื้นหญ้า
เดินไปที่ก็อกน้ำ ปิดน้ำ เสร็จแล้วก็เดินไปหาเจ้าลูกชายที่กำลังนั่งยอง ๆ พร้อมกับ
ก้มหน้าก้มตามองบางสิ่งอยู่

" ดูนี่สิพ่อ ๆ เนี่ยตัวอะไร ? "
พูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่พื้น ผมมองตามนิ้วhป้อม ๆ สั้น ๆ

ที่ตรงพื้นมีก้อนกลม ๆ ดำ ๆ แต่มีประกายเลื่อมเเวววาวล้อแสงอาทิตย์ ซึ่งดูเหมือน
ว่าจะเป็นแร่ชนิดหนึ่ง ไม่น่าจะมีอะไรแปลกประหลาดมากมายนัก ก็แค่เจ้าก้อนนี้
กำลังคืบคลานไปบนพื้นแค่นั้นเอง

คลานบนพื้น ?

???
!!!

" ตัวอะไรพ่อ ? "
เจ้าลูกชายถามซ้ำอีกครั้ง

ผมนั่งยอง ๆ ข้างลูกชาย สองตาเพ่งพิเคราะห์เจ้าก้อนดำ ๆ เลื่อม ๆ อย่างตั้งใจ
เจ้าก้อนนี้กำลังคืบคลานไปบนพื้นก่อนจะหยุดตรงหยดสีเหลืองใสกองโตที่พื้นดิน
จากนั้นมันก็เอาตัวของมันไปแช่ในหยดสีเหลืองนั้น แล้วก็หยุดนิ่งอยู่นาน ผมนั่งเพ่ง
ดูก็สังเกตเห็นหยดสีเหลืองนี้ค่อย ๆ ลดขนาดลงเรื่อย ๆ ดูคล้ายกับว่าเจ้าก้อนดำ ๆ นี้
กำลังดูดหยดสีเหลืองเข้าไป

" ไอ้เหลือง ๆ นี่อะไร ? "
" น้ำผึ้งน่ะพ่อ "
" มันมาจากไหน "
" ชินเอามาน้ำผึ้งมาทาหนมปังกินน่ะ "
" หื๋อ ? "
" นี่ไง "
ลูกชายยื่นมืออีกข้างที่ถือขนมปังที่ละเลงหน้าด้วยน้ำผึ้งจนเยิ้มไปหมดให้ดู

" แล้วปิดฝาแน่นไหมเนี่ย เดี๋ยวมดมันจะขึ้น "
" แน่น ! "
พยักหน้าอย่างแรงเหมือนจะย้ำให้กับคำพูดของตัวเอง แล้วก็จ้องหน้าเหมือนจะยืน
ยันซ้ำว่า ปิดแน่นแล้วจริง ๆ นะ แต่ถึงยังไงผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี

" อ๊ะ ! หนีไปแล้ว ! "
ลูกชายอุทานออกมา ผมหันหน้ากลับไปมองสิ่งลึกลับอีกครั้ง คราวนี้มันหนีจู๊ดหาย
ไปจากเราเสียแล้ว

" หนีเร็วจังเลย ! มันตัวอะไรพ่อ ?! "
" เหล็กไหลน่ะลูก "
" เหล็กไหล ? "
" อื้อ เหล็กไหล เขามากินน้ำผึ้งน่ะ ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรหรอก "
" เหรอ ? "
" อื้อ "

ผมหยัดตัวเองลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะกลับไปรดน้ำต้นไม้ต่อ แต่พอจะออกเดินตาก็ไป
สังเกตเห็นสิ่งปกติเข้าจึงเดินเข้าไปหาสิ่งนั้นแทน

" รอยอะไรน่ะพ่อ ? "
เจ้าลูกชายที่เดินตามก้นโพล่งถามขึ้นมา

ผมหยุดตรงหน้าหนูมินท์ ยืนเพ่งรอยคราบดินที่อยู่ตรงกระโปรงหน้าของเธอ มัน
เป็นรอยดินคดไปคดมายังกับมีงูมาเลื้อยผ่านไป เเต่คงคงจะเป็นงูตัวใหญ่เอามาก ๆ
เพราะรอยเลื้อยมีขนาดใหญ่เกินกว่าขนาดของงูเหลือมตัวโต ๆ เสียอีก

ผมยังไม่ตอบคำถามเจ้าชินแต่หันมองดูรอบ ๆ ตัวแทน เมื่อคืนผมไม่ได้จอดหนูมินท์
ในโรงรถเพราะว่าพี่ชายขับรถมาเยี่ยมแล้วก็อยู่คุยกันจนดึกดื่น พอแกกลับไป ผมก็
เลยลืมเอาหนูมินท์กลับเข้ามาในโรงรถ จอดไว้ตรงลานหญ้าข้างบ้านแทน

" สงสัยจะเป็นรอยพญานาคน่ะ "
" เหรอ ? "
บนหน้าของเจ้าชินยังมีความสงสัยอยู่

ผมมองหน้าลูก ยิ้ม แล้วก็อธิบายต่อ
" เมื่อคืนลุงตุ่นมาเยี่ยมใช่ไหม ? "
" อื้อ พี่เอ็มก็มาด้วย "
" แล้วทีนี้พ่อก็ไม่ได้เอาหนูมินท์ เข้าโรงรถ เพราะลุงตุ่นจอดรถของลุงตุ่นในโรงรถ
ของเรา พ่อเลยจอดหนูมินท์ไว้ตรงนี้ "

ผมหยุดนิดหนึ่ง ลูกชายยังจ้องตาแป๋วอยู่ ก็เลยต้องพูดต่อ
" แล้วทีนี้ ที่ ๆ หนูมินท์อยู่อาจจะเป็นทางผ่านของท่านพญานาค ท่านก็เลยเลื้อย
ข้ามผ่านหนูมินท์ไปน่ะ "
" เหรอ ? "
" อื้อ แต่ก่อนพ่อก็เคยจอดรถไว้ตรงนี้แล้วก็มีรอยพญานาคแบบนี้เหมือนกัน ที่ตรง
นี้คงจะเป็นทางผ่านของท่านประจำน่ะ "
" งั้นเราก็จอดหนูมินท์ตรงนี้ไม่ได้น่ะซิ "
" ใช่แล้ว "
พอผมพูดจบ ลูกชายก็ไม่ได้ต่อความเพิ่มอีก ออกวิ่งเล่นของมันต่อ ไม่ได้สนใจ
อะไรอีก ส่วนผมก็เดินไปลากสายยางมาฉีดอาบน้ำให้หนูมินท์ พออาบเสร็จก็เดิน
เข้าไปในบ้าน หยิบพวงกุญแจออกมา สตาร์ทหนูมินท์แล้วก็พาไปพักผ่อนที่โรงรถ
แล้วจึงกลับมารดน้ำต้นไม้ต่อ

" พ่อ ! พ่อ ! บ้านลุงแดงมีคนเต็มเลย ! "
เจ้าชินตะโกนเรียกพร้อมกับวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา

" แขกลุงแดงเหรอ ? "
" ป่าว เขามาไหว้ลูกแก้วสวรรค์กัน "
" ลูกแก้วสวรรค์ ? "
" อื้อ ลูกแก้วสวรรค์ พี่นัทบอกว่า เมื่อสองวันก่อนตอนดึกแล้ว ลุงแดงกำลังจะกลับ
เข้าบ้าน อยู่ ๆ ลูกแก้วสวรรค์ก็ตกลงมาโดนตัวลุงแดง ลุงแดงก็เก็บเอามาดูแล้วก็
เอาเข้ามาไว้ข้างเตียงนอน แล้วทีนี้ลุงแดงก็ฝันแล้วก็เลยซื้อหวยตามฝัน แล้วก็ถูก
หวยด้วยน่ะพ่อ "
เจ้าชินเห็นผมทำหน้างงก็เลยอธิบายยาวยืด

" เหรอ ? "
" อื้อ พี่นัทก็บอกว่า วันนี้พี่นัทเพิ่งได้โควต้าด้วยแน่ะ แถมป้ารุ่งก็เปียแชร์ได้เงิน
ด้วย พ่อ เปียแชร์ คืออะไรเหรอ ? "
คราวนี้เจ้าชินทำหน้างงพร้อมกับถามผมกลับ

ผมยิ้มอย่างนึกสนุก
" แล้วแชร์แปลว่าอะไร "
" โต๊ะ "
" ไม่ใช่ "
" .... เก้าอี้ ? "
" อือ เปียแชร์ ก็แปลว่าแกได้เก้าอี้ไง "

" ป้ารุ่งจะได้เก้าอี้เหรอ ? "
" อื้อ "
โดนหลอกเรียบร้อยแล้ว

" ดีจัง รู้งี้ชินขอพรลูกแก้วสวรรค์ก็มาซะก็ดี "
" หื๋อ ? "
" ก็ชินมุดเข้าไปดูลูกแก้วสรรค์ในบ้านลุงแดง คนมาขอพรเยอะแยะเลย ชินดูลูกแก้ว
เสร็จก็รีบมาหาพ่อ ยังไม่ได้ขอพรเลย "
" เหรอ ? "
" อื้อ "
เจ้าชินพยักหน้ายืนยันอย่างแรง

ผมยิ้มพร้อมกับมองลูกแล้วก็ถามต่อ
" แล้วลูกแก้วสวรรค์รูปร่างเป็นยังไงบ้าง "
" เหมือนกับเม็ดน้ำหอมของแม่เลย "
" งั้นเหรอ ? "
" อื้อ "

ผมหยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วก็ถามต่ออีก
" แล้วชินจะขอพรอะไรล่ะ ? "

เจ้าชินมองหน้าผม ดวงตาเป็นประกาย
" ไม่บอก "

" อ้าว "
ลูกไม่ยอมบอก ผมก็เลยเหวอ

เจ้าชินยังคงมองผมอยู่ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วก็เอ่ยปากถาม
" พ่อคิดว่า ลูกแก้วสวรรค์ศักดิสิทธิ์ แล้วก็ให้พรชินเหมือนที่ให้ลุงแดง ป้ารุ่งกับ
พี่นัทรึป่าว ? "

" ศักดิสิทธิ์สิ ถ้าชินเชื่อแล้วก็ตั้งใจขอพรมาก ๆ "
ผมตอบลูก

" งั้นชินรีบไปขอพรดีกว่า "
พูดจบเจ้าชินก็วิ่งตื๋อไปบ้านลุงแดงทันที พอลูกวิ่งจากไป ผมก็ยืนมองตามหลัง
น้อย ๆ ของลูก

ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป พ่อก็จะช่วยให้สมหวังอีกแรงนะ




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2553    
Last Update : 9 ธันวาคม 2553 20:23:27 น.  

ขอยืนหยัดเชิดชูนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่

ตอนนี้พระอาทิตย์กำลังละสังขาร ได้เวลาทำอาหารเย็นแล้ว

ผมออกเดินไปที่ตลาด มันก็ห่างจากหอของผมพอสมควร แต่ผมขี้เกียจพาหนูมินท์
ไปด้วย ปล่อยให้เธอนอนเล่นสบาย ๆ ของเธอที่ลานจอดต่อไป

เดินออกมาพ้นหน้าหอ ผมก็เห็นบุคคลากรช่วยลดโลกร้อน (คนเก็บขยะ) เจ้าประจำ
ที่เห็นบ่อย ๆ กำลังยืนอยู่ข้างถังขยะ ตอนแรกผมมองผ่านแกไปเฉย ๆ แต่ตอนแก
กำลังจะพ้นจากลานสายตา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องขึ้น

หน้าแกสะบัดอย่างแรง ตัวเซถลาจนเกือบล้ม

ผมหันขวับกลับไปมองแกอีกครั้ง แกตั้งลำตัวกลับมาให้ตรงพร้อมกับกำหมัดสอง
ข้างเเน่น แล้วก็ชกสวนออกไป แต่ดูท่าจะวืด เพราะผมไม่ได้ยินเสียงของหมัด
กระทบกับเป้า ถึงหมัดจะพลาดเป้าแต่ก็แกไม่รอช้า ยิงหมัดสองสามใส่ต่อทันที

วูบ วูบ

" อุ่ก ! "

หมัดของแกสอยได้แต่ลมไม่โดนเป้าหมาย พริบตาที่หมัดสุดท้ายพลาดเป้า ร่างของ
แกก็สะดุ้ง ตัวงอเป็นกุ้ง แกโดนกระทุ้งลำตัวจนร้องอุทานออกมาไม่เป็นเสียง
แกงอตัว เซถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะหยุดพักหอบหายใจสักครู่หนึ่ง ก่อนจะสูด
หายใจเข้าปอด กำหมัด ยืดตัวขึ้นอีกครั้ง

สู้ ๆ เขานะ น้า

ผมละความสนใจพร้อมกับเดินผ่านแก มุ่งหน้าไปที่ตลาดต่อ พอไปได้สักหน่อย
ก็เห็นนักเรียนคนหนึ่งหอบหนังสือกองโตกำลังเดินเข้าไปในบ้านของเขา

โครม !

" บัดซบเอ๊ย ! "

มีเสียงของหล่นพร้อมกับเสียงสบถ ผมหันหน้าไปมองตามต้นเสียง ก็เห็นนักเรียน
คนเมื่อกี๊นั่งก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น หนังสือที่เขาหอบมาตกกระจัดกระจายตามพื้น เขา
หยัดตัวลุกขึ้น คว้าหนังสือเล่มนึง จับมันอย่างมั่งคง ก่อนจะใช้สันของหนังสือฟาด
ไปข้างหน้าอย่างเต็มแรง

วู่บ ! วู่บ ! วู่บ !วู่บ ! วู่บ !

เสียงแหวกลม พอเขาหวดไม่โดนเป้าหมาย เขาก็เริ่มเหวี่ยงมือหวดไปมาอย่างบ้าคลั่ง
แต่ก็ไม่โดนอะไรเลย ก็เพราะเขาไม่ได้ดูเป็นมวย เหวี่ยงหนังสือมั่วซั่วไปมา จนดู
เหมือนว่ากำลังวัดวาว่ายน้ำมากกว่า จะใช้หนังสือเป็นอาวุธต่อสู้

" แอ่ก ! "

แล้วเขาก็ส่งเสียงร้องแปลก ๆ พร้อมกับเซถลาล้มไปด้านข้างอย่างแรง คงจะโดน
พลักไม่ก็โดนถีบ เขากระแทกพร้อมกับไถลไปบนพื้นถนนหน้าหอ หนังสือที่ใช้
ต่างอาวุธกระเด็นหลุดออกจากมือ

" ทำไมได้น้อยนักวะ ! "

เขาหยัดตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง หอบหายใจเพราะออกแรงมากเกินไป เขาก้มลงหยิบ
หนังสือที่หลุดมือไปมาถืออีกครั้ง จับมันแน่นมาก คงจะใช้หนังสือเป็นอาวุธอีก
พอผมเห็นอย่างนั้น ผมละสายตาจากเขา ออกก้าวเดินต่อ

สู้เข้าไป ไอ้น้อง

เดินไปจนถึงตลาด ซื้อกับข้าวกับปลา พอได้ของครบก็เดินกลับหอ ออกเดินห่าง
ตลาดมาได้สักหน่อยก็เห็นตำรวจนายหนึ่งขับมอเตอร์ไซค์สายตรวจผ่านหน้าไป

โครม !
แคร่ดดด !

จู่ ๆ รถสายตรวจก็ล้มพร้อมกับไถลไปบนพื้นอย่างแรง สายตรวจนายนั้นกลิ้งหลุน ๆ
ไปกับพื้นถนน เขานอนนิ่งสักครู่หนึ่งหลังหยุดกลิ้งแล้วก็รีบพลุนพลันลุกขึ้นมา
มือขวาตะบบไปที่ซองปืนพกของเขา

ปัง ! ปัง ! ปัง !

เสียงปืนดังสนั่น ตำรวจนายนั้นชักปืนออกมาประทับสองมือ เล็ง แล้วก็เหนี่ยวไก
ปืนยิงกระหน่ำ เสียงปืนดังกึกก้องไปทั้งสอง

ฟุ่บ !

" อุ๊บ ! "

ทันใดนั้น ไหล่ขวาของเขาก็สะบัดราวกับมีอะไรสักอย่างพุ่งกระแทกด้วยความเร็ว
สูงจนมองไม่เห็นสิ่งที่กระแทกจนทำให้ปืนหลุดออกจากมือ เขาล้มจ้ำเบ้า ก้น
กระแทกพื้นอย่างแรง

" ระยำเอ๊ย ! "

เขาสบถออกมาอย่างแรงก่อยจะรวบรวมเรี่ยวแรง คลานไปหาปืนที่หลุดมือไป หยิบ
มันมาประทับอีกครั้ง เขาเล็งไปข้างหน้าด้วยมือไม้ที่สั่นเทา

" ทำไมต้องบังคับกูนักว่ะ ! "

สู้มัน ลูกพี่

ผมได้ยินเสียงเขาข่มคำรามรอดไรฟัน แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาทำสีหน้ายังไง ก็เพราะ
ผมหันหลังเดินออกมาห่างจากมาแล้ว ปากก็พึมพำเชียร์ให้กำลังใจตำรวจนายนั้น
โดยไม่ได้ไปช่วยอะไรเขา

ผมช่วยเขาไม่ได้หรอก ก็เพราะผมไม่เห็นศัตรูของเขา

ผมไม่รู้หรอกว่าเขากำลังสู้กับอะไร ก็ผมไม่เห็นตัวตนของคู่ต่อสู้เขานี่นา เขาอาจจะ
กำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่ทั้งล่องหน ยิ่งใหญ่ มีอำนาจและน่าหวาดหวั่น

อย่างเช่น การโดนบังคับให้หาส่วย

เด็กนักศึกษาคนนั้นก็เหมือนกัน เขาก็ต่อสู้กับอะไรที่ผมมองไม่เห็นอยู่เหมือนกัน
และคงจะเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาก เขาจึงได้ดูเคร่งเครียด

เขาอาจสู้กับการสอบเข้าเรียนต่อเข้าคณะที่ดี ๆ

ส่วนน้าคนเก็บขยะ ผมคิดว่าตอนนี้ แกก็คงกำลังต่อสู้กับคู่ต่อสู้ล่องหนของแก ศัตรู
ที่แกต้องต่อสู้กับมันมาตั้งแต่แกจำความได้

ความยากจน

ผมเห็นการต่อสู้ของพวกเขาทั้งหมด แต่ผมก็ยื่นมือเข้าไปช่วยต่อสู้อะไรร่วมกับ
พวกเขาไม่ได้ ก็เพราะลำพังตัวผมเองก็ต้องต่อสู้กับศัตรูตัวฉกาจของผม ศัตรูที่ผม
มองไม่เห็นอยู่เช่นกัน ผมจึงทำได้พูดพึมพำให้กับพวกเขา

สู้เขานะ




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2553    
Last Update : 6 ธันวาคม 2553 11:38:47 น.  

หลุมศพของใบไม้

ประมาณเกือบตีสาม ผมตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อเข้าห้องน้ำ

คงเป็นเนื้อย่างที่ไปกินกับพี่สาวตอนหัวค่ำทำพิษแน่ ๆ ผมเลยต้องสะลึมสะลือมาเข้าห้องน้ำ ทั้ง ๆ
ที่เพิ่งเข้านอนไปตอนตีหนึ่งครึ่งเอง ง่วงแสนง่วง อยากจะนั่งไปหลับไปเสียเหลือเกิน

พอเสร็จกิจ ผมก็กลับมานอนต่อ แต่แย่ชะมัด ผมนอนไม่หลับ คงเป็นเพราะได้นอนไปงีบหนึ่ง
ร่างกายเลยยังไม่พร้อมที่จะหลับอีกครั้ง ผมก็ได้แต่พยายามข่มตานอนให้หลับเพราะว่าพรุ่งนี้ ผม
ต้องพาพี่สาวออกไปทำธุระที่ต่างอำเภอ

ความมืดมิดรายรอบ
ดึกสงัดจนจิ้งหรีดเรไรหยุดกรีดร้องไปแล้ว
แต่เสียงนาฬิกาในห้องนอนกลับเดินดังอย่าวสม่ำเสมอ
ผมเลยนอนไม่หลับ

ผ่านไปนานมาก ผมจึงเริ่มเคลิ้มใกล้จะหลับ แต่ก่อนที่จะหลับ จู่ ๆ มือถือที่วางไว้บนหัวเตียงก็ดัง
ขึ้นมา ผมจึงรีบตื่นพร้อมกับกดรับสาย

" เปา ช่วยมาดูนังใบหญ้าให้หน่อยสิ มันใกล้จะตาย "
" อ้าว มันเป็นอะไรครับ "
" ไม่รู้ มันชักไม่ยอมหยุดเลย "
" ครับ เดี๋ยวผมจะออกไปดู "

กดปิดโทรศัพท์ ผมลุกขึ้นจากเตียง ล็อกประตูหน้าบ้าน พร้อมกับเดินไปที่บ้านพี่ชาย หยิบมือถือ
ที่ยังคงส่งแสงค้างมาตั้งแต่กดปิดสายขึ้นมาดู ตอนนี้เวลาตีสี่ ยังไม่ใช่เวลาเช้ายังคงเป็นกลางคืนอยู่
แต่รอบกายของผมกลับไม่มืดมิด สามารถมองเห็นก้อนกรวดที่อยู่ตามทางเดินได้

ผมหยุดเดิน แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
พระจันทร์ส่งแสงเจิดจ้าอยู่บนนั้น

ส่องสว่าง สว่างมาก ๆ ทั้งที่ ๆ เป็นแรมหนึ่งค่ำ แต่ก็ไม่ได้แรมไปตามชื่อ พระจันทร์ทอแสงสีเงิน
สุกสกาวอาบทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายใต้อาญัติ ผมเลยสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวได้ชัดเจน
มันสว่างเสียยิ่งกว่าโคมฟลูออเรสเซนต์ที่อยู่ตามเสาไฟฟ้าเสียอีก

คืนที่พระจันทร์สว่างแบบนี้ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเปิดโคมไฟที่ถนนก็ได้
ผมคิดในใจขณะออกเดินอาบแสงจันทร์ไปยังบ้านพี่ชาย

พอถึง เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ผมก็เจอพี่สาวกำลังเฝ้านังใบหญ้าอยู่ สีหน้าดูกระวนกระวายใจมาก
" มันชักตลอดเลยเปา สงสัยว่าจะโดนยาเบื่อ พี่ว่าจะตอกไข่ใส่ปากมัน แต่น้ำลายมันก็ไม่ฟูมปาก
พี่เลยไม่แน่ใจ จะตอกไข่ใส่ปากมันดีไหม ? หือ ? "
" ผมว่าอย่าเลยดีกว่าครับ มันชักแบบนี้เดี๋ยวมันจะสำลัก "
" อื้อ พี่ก็ว่าอย่างนั้น เดี๋ยวมันจะสำลักเนอะ "

ผมหันไปมองนังใบหญ้า มันถูกพี่สาวเอาผ้าห่อมันทั้งตัวโผล่แค่หัวออกมา มันกำลังชักอยู่ ปากกัด
อากาศ ฟันกระทบกันดังกึกกักตลอด เสียงครางหงิงหงังไม่ขาด
" แล้วมันเป็นยังไงถึงได้เป็นแบบนี้ ? "
" พี่ตื่นมาเข้าห้องน้ำ เดินไปเจอมันนอนอยู่ตรงทางเดิน มันขี้แตกเต็มไปหมดแถมตัวเย็นเฉียบ พี่
เลยเอาผ้ามาห่อมันไว้ "

ผมเอื้อมมือไปจับตัวมัน ตัวของมันเริ่มอุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว
" ตัวก็เริ่มอุ่นขึ้นมาแล้วนี่ "

" อือ "
พี่สาวรับคำพร้อมกับเงียบลง

เราทั้งสองจับจ้องไปที่ใบหญ้า มันยังชักไม่ยอมหยุด ปากกัดอากาศถี่ยิบ สักพักมันเริ่มหายใจติดขัด
จมูกมันเสียงดังฟืดฟาด ๆ

" จมูกมันเริ่มแห้งเเล้วเปา "
พี่สาวบอก

ผมหันไปดูนาฬิกาข้างฝาบ้าน
ตีสี่ครึ่ง
เอาไงดี

เราทั้งสองคนยังทำอะไรไม่ได้ ไม่สิ เรายังคิดที่จะทำอะไรไม่ออก คิดไม่ออก ทำได้แค่จ้องมอง
อาการของใบหญ้าเท่านั้น ทำได้แค่นั้น แล้วจู่ ๆ ความเข้าใจบางอย่างเข้ามาในหัว

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกฝรั่งที่ฆ่าสัตว์อาการแย่ ๆ ทิ้ง
เพราะไม่อยากให้มันทรมาน

ใช่แล้ว ตอนนี้ผมไม่อยากให้มันทรมาน

ทุบคอมันให้หักดีไหม ?

....
...
...

ผมไม่กล้าพอที่จะทำอย่างนั้น แต่ต่อให้มีปืนหรือเข็มฉีดยาสำหรับน็อคมันอยู่ในมือ ผมก็ยังไม่กล้า
ทำอยู่ดี ผมขี้ขลาดเกินไป

แล้วจะนั่งดูเฉย ๆ เหรอ ?
ผมถามตัวเอง

ไปเปิดคอม เสริชดูอาการมัน หาวิธีรักษาในเนตไม่ดีกว่าเรอะ !
แล้วไง รู้วิธีรักษา แล้วผมมียารักษามันเหรอ ตอนนี้ผมสามารถรักษามันได้เหรอ

ผมจึงได้แต่นั่งเฝ้าดูมันต่อไป

ตีห้า

นังใบหญ้าชักหนักกว่าเดิม มันกัดลิ้นตัวเอง พี่กับผมพยายามหาอะไรขัดปากมันแต่ก็ไม่อยู่ มันกัด
แล้วทำหลุดหมด ผมตัดสินใจเอามือรวบปากมันไว้ แต่รวบได้สักพัก มันหายใจขัดมากกว่าเดิม
ผมจึงต้องปล่อยมือออก พอปล่อยมือ มันก็กัดลิ้นตัวเอง สุดท้ายผมตัดสินใจเอาม้วนถุงเท้ายัดปาก
มัน

เอ๋งงงงงงงงงง !!!!!!!
แต่พอจะยัด มันก็ร้องสุดเสียง

เอ๋งงงงงงงงงง !!!!!!!!!!!!
มันร้องอีกครั้ง

แล้วมันก็นิ่งเงียบไป อาการทุรนทุรายมันหายไป

พี่สาวลูบหัวมัน มันกระพริบตาปริบ ๆ ผมจับขามัน พยายามควานหาชีพจร ก็พบว่ามันยังเต้นอยู่
พอเห็นเช่นนั้น เราก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นอาการขึ้นมาบ้าง ยังพอมีหวัง

ตีห้าสี่สิบ

เราตัดสินใจพามันไปหาสัตวแพทย์

พี่สาวอุ้มนังใบหญ้าทั้งห่อผ้า นังใบหญ้ายังกระพริบตาปริบ ๆ อยู่ มันไม่ชักไม่ร้องแล้ว ส่วนผมก็
ขับรถมุ่งหน้าไปยังตัวเมือง ตอนเช้า พระจันทร์เลิกส่องแสงสีเงินไปแล้ว ส่วนพระอาทิตย์ก็ยังไม่
ทันขึ้นให้เห็นแต่ก็สว่างมองเห็นทางได้ ผมขับรถฝ่าหมอกยามเช้า พอหมอกปะทะกับกระจกรถ
มันก็กลายเป็นฝ้าขาวจับที่หน้ากระจก ผมต้องเปิดที่ปัดน้ำฝนเพื่อปัดมันออกเป็นระยะ ๆ

ขับออกจากบ้านสิบกว่าโล เข้าสู่ตัวเมือง จู่พี่สาวก็พูดขึ้นมา
" เปา สงสัยนังใบหญ้ามันจะตายแล้ว "

ผมหันขวับ รีบเอามือไปจับตัวมัน
ยังอุ่น ๆ อยู่เลย
แต่ตัวมันเเข็งค้างไปซะเเล้ว

ผมจอดรถเข้าข้างทาง

" เอาไงดีเปา กลับบ้านกันเถอะมันตายแล้ว "
พี่สาวหันมามองหน้าผม

ผมคิด
" ไหน ๆ ก็มาแล้ว เอามันไปให้หมอดูหน่อยเถอะ "

แล้วผมก็หันรถกลับคืนสู่ถนนพร้อมกับใช้มืออีกข้างตบตูดนังใบหญ้า มุ่งหน้าไปหาคลินิกสัตว์

" อาการมันเป็นยังไงเหรอ "
" มันถ่ายค่ะ ถ่ายเป็นมูกเลือด แล้วก็ชัก "
" มันเป็นลำไส้อักเสบ พอเห็นมันเริ่มถ่ายมีมูกก็ต้องรีบพามันมารักษาไม่งั้นจะไม่ทันหรือไม่ก็ต้อง
ฉีดวัคซีนกันไว้ก่อนนะ ตอนนี้ก็เอามันกลับบ้านเถอะ "
" ค่า ขอบคุณมากค่า คุณหมอ "

แล้วเราก็มุ่งหน้ากลับบ้าน

ระหว่างทางกลับ เราเงียบไม่พูดไม่จา ผมก็ไม่คิดอยากจะชวนพี่สาวคุยด้วยและพี่สาวเองก็คงไม่ได้
อยากจะคุยเหมือนกัน เราเลยปล่อยให้เสียงเครื่องยนต์รถปกคลุมเราต่อไป

ผมหันหน้าไปมองข้างทาง ก็เห็นหมอกสามสายกำลังไหลจากทิวเขาดูแล้วก็สวยงามแปลกตาดี
ผมเลยชี้ให้พี่สาวดู
" ดูนั่นสิ หมอกสามสายกำลังไหลลงจากเขา "

พี่สาวหันไปมองตาม
แล้วเราก็เงียบอีก

พอเรากลับมาถึงบ้านพี่ชาย ก็เห็นพี่ชายตื่นมาพอดี เราก็เลยคุยกันอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตัดสินใจฝังมัน
พี่สาวไปหาจอบมาให้ ผมรับจอบมาก็จะเดินไปที่ข้างบ้าน หาทำเลเหมาะ ๆ ที่จะฝังมัน พอได้ทำเล
จรดจอบเตรียมจะขุด พี่สะใภ้ที่เพิ่งมาสมทบก็บอกว่าอย่าขุดตรงนั้น มันเป็นทางน้ำไหลตอนฝนตก
ผมก็เลยต้องย้ายที่ พี่ชายเลยชี้ให้ไปขุดใต้ต้นไม้แทน ผมก็เลยเเบกจอบไปที่ใต้ต้นไม้ ถากดินเอา
หญ้าออก กะบริเวณให้กว้างพอที่จะฝังนังใบหญ้าได้ทั้งตัวก่อนจะเงื้อจอบขึ้นสูงแล้วก็สับลงมา

ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ

เสียงขุดดินดังเป็นระยะ ดินถูกจอบโกยขึ้นมา ลึกลงไปเรื่อย ๆ ผมสลับไปขุดทางซ้ายที ขวาที ขุด
ไปเรื่อย หลุมก็ค่อย ๆ ก่อรูปทรงสีเหลี่ยมผืนผ้า ดินที่หลับใหลอยู่ข้างใต้ ถูกโกยขึ้นมาอาบแสงแดด
อ่อน ๆ ยามเช้า

แล้วหลุมศพก็เสร็จ
พี่สาวอุ้มนังใบหญ้าที่ยังคงถูกห่อด้วยผ้า หย่อนลงในหลุม

ผมเงื้อจอบขูดดินที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมากลับใส่หลุมคืน แต่ก่อนที่จะขูดดินลง ใบไม้สีน้ำตาลแก่
ใบหนึ่งก็ร่วงหลุดจากลำต้นของมัน ปลิวหมุนวนลอยอ้อยอิ่งมาใส่หลุมศพนังใบหญ้า แล้วก็นอน
หยุดนิ่งตรงอกของมัน

ผมหยุดมือ มองใบไม้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วผมก็ขูดดินกลบนังใบหญ้าและใบไม้ใบนั้น ดินทั้งหมดที่ขุดขึ้นมากลับลงคืนสู่หลุม ผมใช้
จอบตบดินให้แน่น ตบจนคิดว่าแน่นที่สุดแล้วจึงได้หยุดมือ

พี่ชายและพี่สาวที่นั่งเฝ้ามาตลอดก็ลุกขึ้น เราเดินกลับเข้าบ้าน
หันหลังให้กับหลุมศพของนังใบหญ้าและใบไม้




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2553    
Last Update : 29 ตุลาคม 2553 0:15:58 น.  

สำเร็จความใคร่

สังคมเดี๋ยวนี้กลายเป็นสังคมเเห่งความลุ่มหลงมัวเมาแล้วหรือ

ผมเคยได้ยินคนเขาเล่าข่าวเขาลือกันมามีเรื่องแบบนี้จริง ๆ แต่ผมก็ยังไม่ปักใจ
เชื่อนักหรอกว่าจะเป็นเรื่องจริง มันจะเป็นไปได้ยังไง คิดค้านอยู่ในใจว่า ใคร
มันจะกล้าทำอย่างนั้น แต่ในที่สุด ผมก็ได้พบเห็นมันจะ ๆ กับตาของผมเอง

คนสำเร็จความใคร่กลางโรงหนัง !

ระหว่างที่หนังกำลังฉายอยู่ ผมทนดูไปได้สักพักใหญ่ อยู่ ๆ คนที่นั่งแถวเดียว
กันกับผมแต่ห่างออกไปประมาณสามเก้าอี้ ซึ่งตอนแรกก็เห็นเงียบ ๆ นิ่ง ๆ
จู่ ๆ ก็หยิบอะไรสักอย่างออกมาเปิด หน้าจอส่งแสง มีเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง
ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นมือถือ แต่พอเห็นรูปทรงมันชัด ๆ ก็เลยรู้ว่าเป็น BB และ
ต่อมาเขาก็ใช้ BB นั้นสำเร็จความใคร่เลย

โอ ... แม่เจ้า

แต่นี่ก็แค่หนึ่งเรื่องที่ทำให้ผมต้องตะลึง มันยังอีก ยังมีคนที่ทำอะไรที่ผมเห็น
เข้าถึงกับต้องร้อง เฮ้ย ! ออกมา

คนสำเร็จความใคร่กลางสามแยก !

กลางสามแยกเลย เช้าวันจันทร์ตอนชั่วโมงเร่งด่วน ผมกับหนูมินท์กำลังออก
เดินทางไปสอบกัน พอถึงสามแยกจะเข้ามหาตะลัย อยู่ ๆ รถคันข้างหน้าก็จอด
ดื้อ ๆ จอดกลางสามแยก ทำให้ผมต้องหยุดกึกเพราะงง ทำไมเขาถึงหยุดรถว่ะ
ข้างหน้าก็รถว่างนี่หว่า ทำไมไม่ไปต่อ และพอผมหยุด รถคันข้างหลังก็ต้อง
พลอยหยุดตามเป็นสายยาวไปด้วย ระหว่างที่กำลังคิดไปว่ารถคันข้างหน้า
เขาเสียรึไง เจ้าของรถคันนั้นก็ลงออกมาจากรถ แล้วก็สำเร็จความใคร่กันให้เห็น
โต้ง ๆ

ผมอ้าปากค้างเลย

และนี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ระหว่างที่กำลังนั่งเรียนอยู่ตอนคาบบ่าย ผมนั่งฟังอาจารย์
บ่นอะไรชวนหาวของแกไปเรื่อยอยู่ จู่ ๆ ประตูก็เปิดออก นักศึกษาสาวสองคน
ก็เดินเข้ามาในห้อง ผมเลยเงยหน้ามองนาฬิกาตรงผนังกระดานดำ
โอ้ เลยมา 20 นาทีแล้วนะหนู ทำไมสวยกันนักล่ะ มองตามเจ้าหล่อนทั้งสอง
ที่หย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ข้างหน้าผม (ผมเป็นเด็กหลังห้อง) พอวางข้าวของที่หอบ
หิ้วมาพะรุงพะรังไว้บนเก้าอี้เล็คเชอร์เสร็จ ทั้งสองก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง

สำเร็จความใคร่กันกลางห้องเรียน !

มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเดี๋ยวนี้ คนเราถึงเป็นไปได้ขนาดนี้ ไม่สามารถควบคุม
กิเลสตัณหาของตัวเองได้เลยหรือ ทำไมผู้คนถึงได้กล้าสำเร็จความใคร่ต่อหน้า
ผู้คนกันอย่างหน้าตาเฉย

สำเร็จความใคร่อยากแชทกลางโรงหนัง
สำเร็จความใคร่อยากซื้อของที่ 7-11
สำเร็จความใคร่อยากกินขนมและเครื่องดื่มระหว่างเรียน

อนิจจา สังคมนี้กลายเป็นสังคมเเห่งความลุ่มหลงมัวเมาโดยแท้จริงไปซะแล้ว




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2553    
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 20:47:32 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  
garnet19th
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add garnet19th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.