Todesengel ~ ฝุ่นผงที่มุมห้อง 1 ~





~ ฝุ่นผงที่มุมห้อง 1 ~

"ก็เพราะจิตใจที่รุนแรงก้าวร้าว เมื่อมันพลุ่งพล่านกระจายออกมา มันก็เหมือนฝุ่นผงนั่นแหละ แม้ว่าจะ
ปัดกวาดเช็ดถูไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังจับตัวเป็นก้อนอยู่ตามมุมห้องได้อยู่ดี พอผ่านนานวันไปเข้า มันก็กลาย
เป็นคราบที่ติดแน่นที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้"
คุณวินัยอธิบาย

"หมายความว่าไงเหรอครับ ?"
ผมถามเขา เนื่องจากยังไม่เข้าใจคำอธิบาย

"ก็หมายความว่า จิตใจที่ก้าวร้าวและรุนแรงที่คนเล่นเกมปลดปล่อยออกมานั้น เมื่อมันไม่ได้ถูกทำให้
เจือจาง ก็จะตกค้างอยู่ในร้าน และคนที่สัมผัสกับจิตตกค้างมากที่สุดก็คือพนักงานเฝ้าร้าน พอผ่านไป
นานเข้า เขาก็ถูกจิตที่ก้าวร้าวและรุนแรงนี้เหนี่ยวนำให้กลายเป็นคนก้าวร้าวและใช้ความรุนแรงไป"



ผมหิ้วถุงกับข้าวพร้อมด้วยผลไม้กลับมาจากตลาด พอกลับเข้าห้อง น้องชายหุงข้าวเสร็จพอดี เราเลย
จัดสำรับแล้วก็กินข้าวด้วยกัน

"เป็นไงบ้าง หางานได้ยัง ?"
น้องชายถามผม

"เออ ได้แล้ว พรุ่งนี้เริ่มงานเลย"
"งานอะไร ?"
"อืม ประมาณปราบผี ปัดรังควาน"
"ถามจริง ?"
"จริง"
"อำกันป่าว ยังไม่ได้งานก็บอก"
"เออ อำ ยังไม่ได้งานหรอก"
"ก็ยังว่า ถ้าได้งานปราบผีจริง จะหัวเราะให้ฟันหัก"
พอเจ้าตัวพูดเสร็จก็ตักแกงซดเสียงดังโฮก

คันปากยิบๆ อยากจะบอกมันว่าพรุ่งนี้ก็ได้ปราบผีแล้วโว้ย แต่ก็กลัวว่ามันจะหัวเราะฟันหักจริงๆ ผมก็เลย
สงบเสงี่ยม นิ่งไว้ก่อน พากันกินข้าวต่อจนอิ่ม

"เดี๋ยววุฒิไปทำงานก่อนนะ"
"เออ ไปดีมาดี"
ผมหันหลังพูดตอบ ในขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างจานอยู่หลังห้อง วุฒิมันเข้ากะดึกต่อจากเมื่อวาน
ถ้าตามมุมมองของผม โรงงานของมันยังทำงานสองกะอยู่ ก็แสดงว่ายังมีออร์เดอร์ให้ทำต่อเนื่อง
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้

แต่จู่ๆ ผมก็นึกอะไรขึ้นบางอย่างได้ จึงตะโกนบอกน้องชาย
"เฮ้ย เดี๋ยว วุฒิ อย่าเพิ่งไป มีอะไรจะถามหน่อย"

น้องชายผมหันหลังกลับมา ยื่นหน้ามาที่ประตู
"อะไรเหรอ ?"

ผมเช็ดมือลวกๆ แล้วเดินไปหยิบนามบัตรเจ้าปัญหาจากกระเป๋าเงิน ยื่นให้น้องชายดู
"เอ้า เห็นอะไรไหม ?"

หลังรับไปดูอย่างงงๆ พลิกดูไปมา ก่อนยื่นคืนให้
"ไม่เห็นมีอะไรนี่ ทำไมเหรอ ?"
"ไม่เห็นอะไรจริงๆเหรอ"
"ก็ใช่น่ะซี้ ไม่มีอะไรจะทำหรือไง คนยิ่งรีบไปทำงานอยู่ ไม่ว่างมาเล่นด้วยหรอกนะ ไปล่ะ"
พอพูดจบก็สะบัดก้นหนี เดินดุ่มๆลงบันไดไป ผมหยิบนามบัตรนั้นมาดูอีกครั้ง

ชื่อ วินัย คงประจักษ์ ยังคงเขียนหราอยู่บนนามบัตร



"แล้วทำไมผมถึงได้มีความสามารถแบบนี้ได้ล่ะครับ"
ผมถามคุณวินัยหลังจากที่เขาบอกว่า ให้ผมเริ่มงานพรุ่งนี้เลย

พูดตามตรง ถ้าเอาเรื่องที่ตัวเองสามารถมองเห็นผีได้หรือไม่ก็ตัวเองสามารถฆ่าพระเจ้าได้ไปคุยกับ
คนอื่น รับรองได้เลยว่าต้องโดนจับส่งเข้าโรงพยาบาลบ้าแน่นอน แต่สำหรับผมที่เห็นผีเจ้าแดงมา
กับตาและเห็นเรไรบุกช่วยตัวประกันพร้อมกับทำให้ระเบิดมือที่ดึงสลักนิรภัยออกมาแล้วไม่ระเบิด
หรือตามที่คุณวินัยเขาบอกว่า "ฆ่าระเบิด" ทำให้ผมที่ตอนแรกพอได้ฟังคุณวินัยอธิบายถึงเรื่องนามบัตร
ที่คนอื่นมองไม่เห็นแต่ผมเห็นนั้น ผมยังคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลอยู่เลย แต่ตอนนี้บอกตามตรง
เลยว่า แม้มันจะค้านกับวิทยาศาสตร์สุดๆ แต่ผมกลับเชื่อสนิทใจ

แล้วทำไม อยู่ๆผมถึงมีความสามารถพิเศษนี้ล่ะ

"ไอ้เรื่องความสามารถแบบนี้ ถ้าไม่เป็นพรสวรรค์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด มันก็เป็นพรแสวง แต่ถ้าไม่ใช่ทั้ง
สองอย่าง มันก็คือฟ้าลิขิต ในกรณีของคุณวินนี่ ตั้งแต่เล็กจนโตคุณวินเคยเห็นพวกภูตผีหรือวิญญาณ
ไหมครับ ?"
"ผมไม่เคยเห็นอะไรพวกนั้นเลยครับ"
"ถ้างั้นก็เป็นไปได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือฟ้าลิขิตครับ"
"แล้วทำไมฟ้าถึงมาลิขิตผมล่ะครับ"
"โอ้ย อย่าถามผม ผมไม่รู้หรอก"
คุณวินัยตอบพลางหัวเราะเบาๆ

บางทีผมอาจจะถามในสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ตอบไม่ได้ ก็คงเหมือนกับถามว่าชาติก่อนผมเกิดเป็นอะไรละมั้ง
คุณวินัยหรือไม่ว่าใครก็คงตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้น คำว่า ฟ้าลิขิต คงจะเป็นคำตอบที่ครอบคลุมที่สุด
แล้วล่ะ

ผมหันไปมองที่เรไร ราวกับเป็นของประดับห้อง เธอนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ฟังผมและคุณวินัยคุยกัน ผม
เลยชวนเธอคุย
"แล้วคุณเรไรมีความสามารถแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรครับ"

เธอหันมามองผม ใบหน้าสวยซึ้งที่แม้จะมีรอยแผลเป็นอยู่เต็มก็เถอะ เธอก็ยังดูสวยอยู่ดี ยิ่งถ้าเธอยิ้ม
รับรองได้เลยว่าจะสวยสุดๆเลยล่ะ

แต่ผมไม่เคยเห็นเธอยิ้มเลย

"ตั้งแต่อายุ 16"
"แล้วนอกจากฆ่าระเบิดได้แล้ว คุณเรไรฆ่าอะไรได้อีกบ้างครับ"
"ทุกสิ่งที่เห็น"
"เอ่อ ทุกสิ่งที่เห็นนี่หมายความว่า โต๊ะ ทีวี แก้วน้ำ มอเตอร์ไซค์ หมา แมว ก็ฆ่าได้หมดเหรอครับ ?"
ผมถามเธอต่อ

"คุณวิน การเรียนรู้นั้นคู่กับการทดลอง ผมว่า คุณวินลองให้เรไรฆ่าอะไรสักอย่างให้ดู ดีกว่ามานั่ง
ถามคำตอบคำไหมครับ"
คุณวินัยพูดเสนอขึ้นมา

"แล้วจะให้เธอฆ่าอะไรล่ะครับ"
"อืม อ๊ะ เอาเป็นนาฬิกาของคุณวินก็แล้วกัน จะลองดูไหมครับ"
เขาเสนอ

ผมคิดอยู่นิดหนึ่ง มันก็น่าสนใจอยู่ที่จะได้เห็นความสามารถของเธอ โดยใช้นาฬิกาของผมเป็นเครื่อง
สังเวย เพราะก็ไม่ใช่ของแพงอะไรนักหนา หาซื้อได้ตามตลาดนัดนั่นล่ะ
"อ้า ก็ได้ ครับ"

ผมถอดนาฬิกาก่อนยื่นให้เรไร เธอไม่รับ แต่หันไปพูดกับคนที่อยู่ข้างๆแทน
"ไม่เล่นปาหี่นะ"
"ไม่ใช่ปาหี่หรอก แค่แสดงความสามารถให้ผู้ร่วมงานใหม่ดูเท่านั้น เขาจะได้เข้าใจ เวลาทำงานร่วมกัน
จะได้ไม่มีปัญหา"
"...อืม"

เรไรดูท่าจะไม่ถูกใจที่ต้องมาแสดงให้ผมดู แต่พอคุณวินัยเกลี้ยกล่อมเธอ เธอก็ยอมทำตามแต่โดยดี
ผมรู้สึกว่าเรไรจะเชื่อฟังคุณวินัยมาก เลยชักสงสัยแล้วสิว่า สองคนนี้มีความสัมพันธ์กันยังไง

จู่ๆประกายสีเงินก็แว่บเข้าตาของผม เรไรควงมีดผีเสื้อของเธอให้คลี่ออก พร้อมกับวาดวงมีด ปาดสาย
นาฬิกาของผมที่ผมกำลังถือไว้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะควงมีดเก็บ

รวดเร็วจนกระพริบตาไม่ทัน

"นาฬิกาคุณตายแล้วล่ะ คุณวิน"
คุณวินัยบอกผมหลังจากที่เห็นผมนิ่งงง

ผมสำรวจดูนาฬิกา ที่สายมีรอยกรีดบางเบาสั้นๆหนึ่งรอย เข็มนาฬิกาไม่กระดิกเสียแล้ว
"โอ้ นาฬิกาตายแล้วจริงๆด้วยครับ เข็มไม่กระดิกเลย"

ชายผมสีเลาหัวเราะหึๆ ก่อนยิ้มกว้างแล้วพูดกับผม
"นาฬิกาของคุณไม่ได้ตายในแบบนั้น มันไม่ได้ตายแบบนาฬิกาไม่เดิน แต่ตายจากความเป็นนาฬิกา
ไปเลย"
"หมายความว่าไงครับ"
"ก็หมายความว่า มันไม่ใช่นาฬิกาอีกต่อไป"
"เอ๋ ?"

ผมงงกับคำพูดของเขา เลยยกนาฬิกาชูขึ้น หมุนวนตรงหน้าผมไปมา สำรวจดูจนทั่ว ยังไงๆมันก็ดูเป็น
นาฬิกาอยู่ดี

"หึ หึ เอาเป็นว่าคุณวินลองเอาไปซ่อมดูนะครับ แล้วจะเข้าใจเอง"
เขาไม่อธิบายต่อ

เราคุยกันในเรื่องอื่นๆต่อได้สักหน่อย คุณวินัยก็บอกกับผมว่าเดี๋ยวจะต้องไปทำธุระข้างนอก แกเลยบอก
ว่าวันนี้ยังไม่มีอะไร ผมสามารถกลับได้เลย ส่วนพรุ่งนี้ให้ผมมาเริ่มงานตอนเก้าโมงเช้า ผมเลยขอตัว
กลับ ก่อนจะกลับ ผมก็ขอบคุณคุณวินัยที่จ้างผม เจ้าตัวโบกไม้โบกมือขึ้นมา พร้อมกับพูดว่า

"ไม่ต้องคิดมากแบบนั้น คุณวิน ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณที่คุณปรากฏตัวขึ้นมาและยอมทำงานด้วย
ทำให้ผมได้พบกับ "ผู้ที่เกิดมาเพื่อคนคนนั้น" หลังจากตามหามาเสียนาน"

"งั้นเหรอครับ คุณเรไร ผมขอขอบคุณคุณอีกครั้งนะครับ คุณได้ช่วยชีวิตของผมไว้ ผมรู้สึกขอบคุณ
จริงๆครับ ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ ผมคงตายไปแล้ว ดังนั้นถ้าเวลาคุณมีปัญหาเดือดร้อนอะไร คุณเรียกผม
ได้ใช้ผมได้เลยครับ ผมยินดีทำอย่างเต็มที่"
ผมงงกับคำพูดของเขา แต่ก็หันไปหาเรไรก่อนเอ่ยปากขอบคุณเธอจากใจจริงอีกครั้ง

"อืม"
เธอหันมามองผม แล้วตอบรับสั้นๆ เราสบสายตากัน

ไม่เข้าใจเลย ทำไมผมต้องหลบสายตาเธอทุกที

ผมเดินไปที่ประตู คุณวินัยเดินมาส่งผม แต่ก่อนที่ผมจะออกไป คุณวินัยก็พูดขึ้นมา
"ถ้ายังไงก็อย่าเพิ่งบอกเรื่องที่คุณเจอกับพวกเราให้กับเพื่อนนักข่าวของคุณฟังนะครับ เพราะมันยัง
ไม่ถึงเวลาที่จะบอกเขา"

ผมสะดุ้งตกใจ จนเอ่ยถามเขา
"ทะ ทำไมรู้ว่าผมมีเพื่อนเป็นนักข่าวล่ะครับ ?"

เขายิ้มน้อยๆมีเลศนัย ก่อนบอกกับผม
"ผมรู้ก็แล้วกัน เอาเป็นว่า ถ้าถึงเวลาที่สมควร ผมก็จะอนุญาตให้คุณพาพวกเขามาหาได้"

"คะ ครับ ตามนั้นก็ได้ครับ"
ผมรับคำเขา ก่อนเปิดประตูออก พอประตูเปิด ก็เห็นสิ่งที่อยู่ข้างนอก ผมตกใจจนถอยหลังกรูด

เจ้าผีน้อยที่ชื่อแดง ยืนอยู่หน้าสำนักงานและกำลังมองมาที่ผม

"ฮ่า ๆๆ ตอนนี้ตกใจกลัวก็ไม่เป็นไรหรอกครับ อีกสักหน่อยเดี๋ยวก็ชินไปเอง เอ้า แดง น้าเขาจะกลับแล้ว
ไหว้ลาน้าเขาสิลูก"
คุณวินัยหัวเราะผมที่ยังกลัวเจ้าแดงอยู่ ก่อนบอกให้ไหว้ลาผม

เจ้าแดงยกมือพร้อมกับก้มหัวไหว้ผม ช่างเป็นผีเด็กที่มีมารยาทดีจริงๆ ผมเลยต้องเอามือไม้ที่ยังสั่นๆ
อยู่รับไหว้ ก่อนหันหลังออกตัว ผมก็นึกขึ้นได้ว่าทำไม คุณวินัยถึงได้รู้เรื่องของผมดีนัก

เจ้าแดงนี่เอง

"พรุ่งนี้เจอกันนะครับ"
"ครับ พรุ่งนี้เจอกัน"
ผมตอบคุณวินัย

แต่ก่อนจะที่ผมจะก้าวเท้า คุณวินัยก็พูดขึ้นมา
"อ้อ คุณวิน อีกอย่างหนึ่งนะ ของขวัญที่จะเอามาฝากสาว น่าจะเป็นดอกไม้มากกว่านะ คราวหลังเอา
ใหม่ก็แล้วกันนะ"

"หา ! อะ เอ้อ ครับ จะจำไว้ครับ"
ตกใจนิดหน่อย แต่ผมรับคำเขาแล้วจึงเดินจากมาเพื่อกลับห้องพัก แต่ก่อนจะเข้าห้องพัก ผมก็แวะไปที่
ร้านซ่อมนาฬิกา เอานาฬิกาที่โดนฆ่าตายไปให้ช่างเขาซ่อม

หวังว่าคงจะไม่ตายสนิทนะอย่างที่คุณวินัยว่านะ



ตอนนี้เราสามคนกำลังยืนอยู่หน้าอาคารพาณิชยาว ซึ่งมีประมาณหกคูหา คูหาด้านซ้ายมือสุดถูกปิดไว้
คูหาที่เหลือก็เปิดเป็นร้านรวงต่างๆ แต่ละร้านดูค่อนข้างซบเซา บางร้านก็ขึ้นป้ายเซ้งไว้

ชายรูปร่างท้วมคนหนึ่ง พอเห็นพวกเรามาถึง ก็รีบเดินมาหา พร้อมกับเอ่ยทักทาย
"สวัสดีคุณวินัย มากันหลายคนเลยนะ"

"สวัสดีครับเสี่ย ฮ่ะๆ ทั้งหมดนี่ก็ลูกทีมทั้งนั้นแหละครับ"
คุณวินัยตอบชายผู้นั้น

ชายคนนี้คือเสี่ยซ้ง เป็นผู้จ้างวานงานในครั้งนี้ ซึ่งในตอนเช้า คุณวินัยได้อธิบายถึงงานที่จะทำในวันนี้
ให้ฟังว่า
"วันนี้ เราจะไปชำระล้างกันแถวๆนวนคร ผู้จ้างวานชื่อว่าเสี่ยซ้ง เขามีตึกแถวอยู่หลังหนึ่ง แล้วทีนี้มีอยู่
คูหาหนึ่งเกิดปัญหามีเรื่องมีราวขึ้นมา พอเปลี่ยนคนเช่าก็ยังเกิดเรื่องอีก จนข่าวลือแพร่ไปทั่ว คนที่เช่า
คูหาข้างๆก็พลอยทยอยออกไปด้วย แล้วตอนนี้คนก็ไม่ค่อยมีใครอยากมาเช่าตึกแถวนั้น แกก็เลย
เดือดร้อน พอไปปรึกษาซินแส ซินแสก็บอกว่า คูหานั้นมีพลังด้านลบอยู่มากเกินกว่าที่แกจะจัดการได้
พอดีว่าซินแสรู้จักกันกับผม แกเลยแนะนำให้เสี่ยซ้งมาหาผม"

พอเขาเล่าจบ ผมก็ถามเขา
"แล้วผมต้องทำยังไงบ้างครับ ?"
"คุณวินไม่ต้องทำอะไรมากงานนี้ แค่ช่วยขนของนิดหน่อยและก็ทำตามที่ผมบอกก็พอแล้ว อ้อ อีกอย่าง
ก็ให้หูไวตาไว ระวังตัวสักหน่อยนะครับ"

"เอ้อ แล้วจะมีอะไรร้ายแรงเหรอครับ ?"
ผมเริ่มชักหวั่นๆขึ้นมาสักหน่อยกับการที่เขาบอกให้ผมระวังตัวไว้

"ก็ไม่ร้ายแรงอะไรหรอก แค่ระวังไว้ก่อนน่ะ"
พอเขาพูดกับผมเสร็จก็หันไปพูดกับเรไร

" ส่วนเรไร วันนี้ไม่ต้องรีบจัดการนะ ปล่อยให้คุณวินได้ศึกษาดูสักหน่อย แล้วค่อยจัดการ"
เธอพยักหน้าหงึกแทนคำตอบ

วันนี้เรไรอยู่ในชุดสูทกระโปรงยาวอีกแล้ว คราวนี้เสื้อสีกรมท่า กระโปรงสุ่มมีระบายรอบสีดำ สวม
ที่คาดผมสีเทาอันเดิม ผมชักเริ่มสงสัยแล้วสิว่า ชุดสูทกับกระโปรงยาวคงเป็นชุดประจำตัวของเธอแน่ๆ

"คุณวินัยครับ แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ห้องแถวนนั้นมันเป็นยังไงครับ ?"
"อ้อโทษที ยังไม่ได้เล่าให้คุณวินฟังเลย จะว่าไปนี่ก็คงเป็นฟ้าลิขิตเหมือนกันนะนี่ เรื่องที่เกิดขึ้นที่
ตึกแถวนั่นก็เกี่ยวข้องกับคุณวินพอดี"

"เอ๋ ? เกี่ยวข้องยังไงกับผมครับ"
ผมสงสัย ทำไมตึกแถวนั่นถึงมาเกี่ยวข้องกับผมได้

คุณวินัยยิ้มนิดหน่อย ก่อนจะอธิบาย
"คูหานั้นแต่ก่อนก็เปิดเป็นร้านเกมส์ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กๆและก็วัยรุ่นแถวนั้นเข้ามาเล่นกัน ร้านนั้น
ก็เปิดทั้งวันทั้งคืน แรกๆก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อสาม-สี่เดือนที่แล้ว พนักงานเฝ้าร้านก่อเหตุยิงตำรวจ
ตายไปสองคนและก็ยังมีลูกหลงไปโดนคนบาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่งคนด้วย"

"เอ... เรื่องนี้ฟังดูคุ้นๆนะครับ"
มันคลับคล้ายคลับคลามากเลยเรื่องนี้

"ใช่แล้วล่ะ คนที่โดนยิงบาดเจ็บสาหัสก็คือคุณเองไงล่ะ"
"หา !?! "
ผมอุทานอย่างตกใจ

จุดไต้ตำตออย่างแรง งานแรกที่ผมจะทำในวันนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผม ถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องโดย
ตรงก็เถอะ แต่ผลกระทบมันก็ได้ส่งผลรุนแรงจนถึงบัดนี้ มันทำให้ผมเข้าโรงพยาบาล ตกงาน ได้พบกับ
กุลธิดาและสมเกียรติ ชวนกันออกตามหาเรไร ได้พบเรไรและคุณวินัย จนได้มาทำกับคุณวินัย เรียกได้
ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยก็ว่าได้

โดยไม่สนใจเสียงอุทานของผม คุณวินัยอธิบายต่อ
"พอหลังจากที่เกิดเรื่อง ร้านนี้ก็ปิดไปประมาณสองอาทิตย์จึงเปิดใหม่ อีกหนึ่งเดือนต่อมา อยู่ดีๆคนนั่ง
เล่นเกมส์ในร้านก็เกิดหัวใจวายตายกระทันหัน ร้านเกมส์นี้ก็เลยเลิกทำไป แค่นี้ยังไม่หมด ผ่านไป
ซักหน่อย ก็มีคนมาเช่าเปิดเป็นร้านอาหาร ทำไปทำมาได้ไม่เท่าไร ก็เกิดเรื่อง อยู่ดีๆผัวเมียที่มาเช่าก็
ตบตีกัน เมียแทงผัวเข้าโรงพยาบาล ทั้งๆที่ๆผัวเมียคู่นี้ไม่เคยตีกันมาก่อน หลังจากนั้นมาคูหานั้นก็เลย
โดนลือมาว่ามีวิญญาณไปรังควาน ชาวบ้านก็เลยไม่ค่อยกล้าเข้าไปใกล้ คูหาอื่นๆที่อยู่ใกล้กันก็
เดือดร้อนไปด้วย พากันขายหรือไม่ก็เซ้งหนีกัน เจ้าของเขาก็เลยให้เราไปชำระล้างให้"

"แล้วมันเกิดจากอะไรเหรอครับ ? คูหานั้นมีผีสิงเหรอครับ ?"
ผมถามขึ้นทันทีหลังจากที่เขาพูดจบ

"ฮ่ะๆ มันไม่ใช่ผีหรอกคุณวิน ไม่ต้องกลัว"
"ถ้าไม่ใช่ผี แล้วมันเกิดจากอะไรครับ"
"มันเกิดจากจิตตกค้าง ในคูหานั้นมีจิตตกค้างมาก คนที่อยู่ในคูหานั้นเลยถูกจิตตกค้างชักนำให้ก่อเรื่อง
ขึ้นมา งานของพวกเราก็คือชำระล้างจิตตกค้างนั่น"

พอได้ฟังคำอธิบาย ผมยิ่งงงกว่าเดิมเข้าไปอีก ก็เลยถามต่อ
"แล้วไอ้จิตตกค้างที่ว่า มันคืออะไรครับ ?"

"เอาเป็นว่าพอไปถึงที่นั่น คุณก็จะเข้าใจเอง เอ้า เดี๋ยวเราจะไปกันแล้ว คุณวินช่วยขนกระเป๋านี่กับเจ้านั่น
ขึ้นรถหน่อย"
คุณวินัยที่วันนี้ไม่ได้ใส่เสื้อฮาวายแต่ใส่เสื้อคอโปโลแทนพูดตัดบท พร้อมกับชี้นิ้วไปยังของที่ให้ผมขน
ขึ้นรถ

ผมมองไปตามมือเขา เห็นกระเป๋าเดินทางใบขนาดกลางหนึ่งใบกับของสื่งหนึ่งซึ่งสร้างความสงสัยให้
ผมเป็นอย่างมาก
"ขนไอ้นี่ขึ้นรถด้วยเหรอครับ ?"
"อื้อ ขนขึ้นเลย"

แม้แต่เสี่ยซ้งเองก็ยังสงสัย เมื่อเห็นผมหนีบเจ้าของสิ่งนั้นลงมาจากรถ จนต้องเอ่ยปากถาม
"แล้วตุ๊กตาหมีนี่เอามาทำไม เกี่ยวข้องกับพิธีรึเปล่า ?"

ตุ๊กตาหมีตัวเบิ้มที่ผมหนีบอยู่นั้นได้สร้างความสงสัยให้ทั้งผมและเสี่ยซ้งพอสมควร

"ใช่แล้วครับ เอามาใช้ในพิธี ก็ประมาณว่าเป็นตุ๊กตาเสียกบาลน่ะครับ"
"อ๋อ จะเสกผีเข้าตุ๊กตาแล้วก็เอาไปปล่อยหรือไม่ก็เผาทิ้งใช่ไหม ?"
"อะไรทำนองนั้นแหละครับ"
คุณวินัยยิ้มกว้าง

เสี่ยซ้งดูท่าจะเข้าใจเลยผงกน้อยๆ ก่อนเดินไปที่ประตูเหล็กม้วนของคูหาที่เรายืนอยู่ข้างหน้า ก้มลงเพื่อ
ไขกุญแจ ก่อนจะออกแรงยกประตูให้ลอยพ้นพื้น และดันให้ขึ้นไปจนสุด

กลิ่นอับโชยออกมาเมื่อพวกเราพากันเดินเข้าไปข้างใน

"ยังสะอาดอยู่เลยนี่ครับ"
คุณวินัยพูดขึ้นมา หลังจากเมื่อพวกเราเข้ามาข้างในเรียบร้อยแล้ว

"อ้อ ผมให้คนมาทำความสะอาดไว้เมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้ว เพราะมีคนเข้ามาดู แต่ก็ไม่เซ้ง
เพราะว่าไปได้ยินข่าวลือนั่นแหละ"
เสี่ยซ้งตอบ ก่อนจะเดินไปสับคัทเอาท์ขึ้น

หลังจากที่สับคัทเอาท์เพื่อเปิดไฟห้องจนสว่างจ้าแล้ว เขาก็ถามคุณวินัย
"แล้วจะทำพิธีกันตอนนี้เลย ไม่รอให้มืดก่อนเหรอ ?"
"ไม่ต้องรอให้มืดหรอกครับ เดี๋ยวจะทำพิธีกันแล้ว"
"งั้นเดี๋ยวผมออกไปรอข้างก่อนนะ"

"ดีครับ ผมก็อยากให้เสี่ยออกไปรอข้างนอกอยู่พอดี เพราะเดี๋ยวอาจเกิดอันตรายขึ้นได้"
คุณวินัยสนับสนุนความคิดของเสี่ยซ้ง เพราะเขาเองก็อยากให้ผู้จ้างวานออกไปรอข้างนอกเพื่อความ
ปลอดภัยอยู่เหมือนกัน

"เอ้อ เสี่ยปิดประตูเลยนะ ระวังคนอย่าให้เข้ามาได้นะครับ"
คุณวินัยส่งเสียงร้องบอก หลังจากที่เสี่ยซ้งออกไปข้างนอกแล้ว

"อ้อ ได้ๆ"
พอเขาพูดจบ ก็ดึงประตูม้วนลงมา เสียงดังกึงกัง พอสิ้นเสียงนั้น แสงอาทิตย์ก็ไม่ได้ส่องเข้าห้องนี้อีก

"คุณวินรู้สึกยังไงตอนนี้ ?"
ชายผมหงอกถามผมด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม คุณวินัยเขายิ้มได้ตลอดทั้งวันจริงๆ

ผมมองไปรอบห้อง มีความรู้สึกแปลกๆบางอย่างในสายตาของผม
"ผมบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนห้องมันมืดๆชอบกล จะว่ายังไงดี มันเหมือนมีควันอะไรอยู่ในห้องนี้น่ะครับ"

"อืม... งั้นเหรอ ยังเห็นไม่ชัดสินะ อ่ะ เตรียมของจัดพิธีกันดีกว่า"
เขาพึมพำอยู่คนเดียว ก่อนที่จะเปิดกระเป๋าเดินทางที่เตรียมมา หยิบของจากข้างในออกมา มีพับผ้า
พานดอกไม้ ธูป เทียน กระถางปักธูป เชิงเทียน 2 อันและมีดหมอเล่มหนึ่ง เขาคลี่ผ้าที่หยิบออกมาแล้ว
จึงปูลงบนพื้น ผ้าผืนนั้นเป็นผ้าฝ้ายดิบสีแดงมีอักขระขอมเขียนอยู่เต็มเหมือนกับที่สักไว้ที่แขนทั้งสอง
ข้าง หลังจากที่เขาจัดวางพานดอกไม้ ปักธูปและเทียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็พูดกับผม

"วางน้องหมีลงตรงนี้เลยครับ"
ผมวางตุ๊กตาหมีไว้ตรงผ้าแดงผืนนั้น ตุ๊กตาหมีและเขาประจันหน้ากัน

คุณวินัยจุดธูปและเทียน พอมันติดดีแล้ว เขาก็นั่งขัดสมาธิ วางมีดหมอไว้บนตัก ก่อนจะเริ่มพิธีกรรม
เขาก็หันมาบอกผมและเรไร
"คุณวิน เพ่งสมาธิมองที่ตุ๊กตาหมีให้ดีๆนะ อ้อ แล้วก็เอาแป๊ปเหล็กในกระเป๋าออกมาถือป้องกันตัวด้วย
จับตามองและระวังให้มาก ส่วนเรไร เตรียมพร้อมไว้แต่ยังไม่ต้องรีบลงมือนะ"

ผมรูสึกงงๆที่เขาบอกให้ผมจับตามองที่ตุ๊กตาหมี พร้อมถืออาวุธติดตัวไว้ แต่ผมก็ไม่ติดใจมากเท่าไร
ผมเดินไปเปิดกระเป๋าเดินทาง เห็นแป๊ปเหล็กขนาดเหมาะมืออยู่แท่งหนึ่ง ก็เลยเอาออกมาถือติดมือตาม
ที่คุณวินัยบอก หันไปมองที่เรไร เธอชักมีดผืเสื้อมาถือไว้แล้ว เงาปลาบสีเงินของมีดบวกกับลักษณะ
นิสัยของเธอ ทำให้เธอสวยอย่างเย็นยะเยือกกว่าเดิม

พอเราเตรียมพร้อมกันหมดแล้ว คุณวินัยก็เริ่มทำพิธี เขายื่นมือสองข้างไปจับแขนหมี ก่อนหลับตาลง
ทุกสิ่งในห้องเงียบสงัด เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับความเงียบเป็นมวลสาร
อย่างหนึ่งที่มากดทับผม ผมกระสับกระส่าย มองไปรอบตัว สาวสวยผู้เงียบสงบยังคงนิ่งอยู่ในตำแหน่ง
เดิม สายตาของเธอจับต้องไปที่ตุ๊กตาหมีไม่วางตา คุณวินัยยังคงนั่งหลับตานิ่ง มือทั้งสองข้างจับ
แขนเจ้าหมีขนฟูอยู่ แต่พอผมมองไปที่เจ้าหมีตัวนั้น ผมก็ขนลุกซู่

มีควันสีแดงไหลเข้าไปในตัวมันหลายสาย จนตุ๊กตาตัวนั้นเริ่มแผ่ไอสีแดงออกมา

"วิน ระวัง !!!"
เสียงของคุณวินัยร้องตะโกนเตือนผมดังก้องสะท้อนไปมาในห้อง

ก่อนที่ผมจะเข้าใจความหมายของคำเตือน ก็มีบางสิ่งพุ่งกระโจนเข้ามาใส่ผม ผมตกใจ ยกแป๊ปเหล๊กขึ้น
มาป้องกัน แต่เจ้าสิ่งนั้นพุ่งเข้ามา ใช้สองมือสั้นๆของมันทุบเข้าแป๊ปเหล็กด้วยแรงอันมหาศาล จนแป๊บ
กระเด็นหลุดจากมือกระทบพื้นเสียงดังเคร้ง ร่างของผมโดนกระแทกจนหงายหลัง ก่อนที่หลังของผมจะ
กระแทกพื้น ผมก็เห็นสิ่งที่พุ่งโจมตีผมอย่างเต็มตา

มันคือตุ๊กตาหมีที่เราใช้ทำพิธี !

ผมหงายหลังกระแทกพื้นอย่างแรง หัวน็อกพื้นจน ลานสายตาของผมดับมืดไปชั่วขณะ พอผมฟื้นสภาพ
ขึ้นมาได้ สิ่งที่ผมเห็นสิ่งแรกก็คือ ตุ๊กตาหมีกำลังชูแป๊ปเหล็กสูงจนสุดท่วมหัวของมัน ก่อนที่จะฟาดลง
มาใส่หน้าผมอย่างเต็มแรง

ผมทำได้แค่ยกมือมากันหน้าเท่านั้น !

พรึ่บ !
ป้าบ !

เสียงชายผ้าสะบัดเพราะต้องลมอย่างแรง ผมเห็นท่อนขาขาวกลมกลึงตัดกับกระโปรงสีดำวาดผ่านหน้า
ไปเตะอัดเจ้าหมีตัวนั้นจนลอยละลิ่วไปกระแทกกำแพงด้านหลังก่อนที่มันจะทันได้ใช้แป๊ปเหล็กฟาด
ใส่หน้าผม หวุดหวิดเฉียดตายไปนิดเดียว

" วิน รีบลุกขึ้น ! "
คุณวินัยปราดเข้ามาหาผมพร้อมกับกระชากปกคอเสื้อ ดึงให้ผมรีบลุกขึ้นยืน พอผมลุกขึ้นยืนได้ก็เห็น
เรไรกำลังยืนจังก้าประจันหน้ากับตุ๊กตาหมีถือแป๊บอยู่

ตุ๊กตาตัวนั้นยังคงแผ่ไอสีแดงก่ำพวยพุ่งไปทั่วทั้งร่างของมัน

" เห็นอะไรไหม ? "
คุณวินัยถามผม ตาของเขาจับจ้องเจ้าหมีตัวนั้นอยู่

" มันมีไอสีแดงอะไรก็ไม่รู้อยู่เต็มไปหมด มันคืออะไรเหรอครับ ? "
" งั้นเหรอ ดีมาก "
เขาไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับผุดรอยยิ้มที่มุมปากราวกับพึงพออะไรบางอย่าง

" จัดการได้รึยัง "
เรไรเอ่ยขัดขึ้นมาถามคุณวินัยก่อนที่เขาจะตอบคำถามของผม

" จัดการได้เลย "
ทันทีที่สิ้นเสียงของคุณวินัย ตุ๊กตาหมีตัวก็พุ่งเข้ามาใส่พวกเราอีกครั้ง และในจังหวะเดียวกันเรไรก็พุ่ง
ทะยานเข้าไปปะทะ

เจ้าหมีกระโจนขึ้นพร้อมหวดแป๊บเหล็กเข้าใส่หัวของเรไร เธอจึงรีบหมุนตัวหลบการโจมตีนั้นพร้อม
สวนกลับด้วยหลังหมัดซ้าย

ตูม !
พลั่ก !

ตุ๊กหมีกระเด็นตามแรงฟาดเข้าไปอัดกำแพงเสียงดังสนั่น

สวบ !

ก่อนที่มันจะร่วงลงสู่พื้น เรไรก็สืบเท้าพุ่งเข้าใส่มันพร้อมกับเสือกมีดใส่ท้องของมันจนมิดด้าม

และวินาทีนั้นผมก็เห็นสิ่งที่จะติดตาของผมตลอดไป

ร่างของตุ๊กตาหมีตัวนั้นสลายกลายเป็นขี้เถ้าอย่างรวดเร็วและร่วงลงพื้นพรั่งพรู ไอสีแดงที่เคยปกคลุม
ก็สลายแตกกระจายออกไป โดนอากาศเจือจางจนไม่สามารถเห็นเป็นหมอกสีแดงได้อีก ตุ๊กตาหมีถูก
สลายร่างไปเหลือแค่กองขี้เถ้ากองหนึ่งที่พื้นเท่านั้น !

เคร้ง !

เสียงแป๊บเหล็กร่วงลงพื้นทำเอาผมสะดุ้งแทบสุดตัว

พอจัดการเจ้าหมีเสร็จ เรไรก็ถอนมีดกลับมา ควงพับเก็บอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเอาใส่ไว้ในกระเป๋า
กระโปรง เธอเดินกลับมาหาพวกเรา

" จัดการเรียบร้อยแล้ว "
" อื้อ ดีมาก "
คุณวินัยเอ่ยชมเธอ แต่ดูเธอไม่ได้ยินดีอะไร สีหน้ายังคงราบเรียบเหมือนเดิมซึ่งต่างจากผม ผมกำลัง
หน้าซีดใจเต้นไม่เป็นส่ำ รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของมือและเท้า ผมตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลง
อย่างสุด ๆ

แสงสว่างจากข้างนอกสาดเข้ามาพร้อมกับเสียงประตูม้วนครางดังลั่น

" เป็นอะไรกันรึเปล่า ! เสียงโครมครามดังลั่นเลย "
เสี่ยซ้งถามพร้อมกับดันประตูม้วนให้ขึ้นจนพ้นศรีษะ

" อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกครับ ปัดรังควาญให้เสร็จเรียบร้อยพอดี "
" ฮ้า เสร็จแล้วเหรอ เร็วจังเลย นึกว่าจะต้องนานกว่านี้เสียอีก"
เสี่ยซ้งอุทานเสียงสูงด้วยความรู้สึกทึ่ง เขากวาดสายตาพร้อมกับเดินสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุด
เดินเพราะสะดุดใจกับกองขี้เถ้าที่ริมผนังกองย่อม ๆ

" อ้าว แล้วกองขี้เถ้านี่มาจากไหนล่ะ ? "
เสี่ยซ้งหันหน้ากลับมาถามคุณวินัย

" อ๋อ เป็นเศษเถ้าของพลังงานด้านลบที่อยู่ในห้องนี้น่ะครับ ผมว่าเสี่ยอย่าไปใกล้มันดีกว่า ถึงมันจะถูก
ปัดเป่าออกไปจนหมดแล้ว แต่ก็กันไว้ก่อนจะดีกว่านะครับ "
คุณวินัยตอบข้อสงสัยพร้อมกับเตือนให้ระวัง

เสี่ยซ้งทำหน้าตื่นรีบเดินหนีห่างจากกองขี้เถ้า เขาเดินตรงมาที่คุณวินัย
" เอ้อ จะว่าไปผมรู้สึกว่าห้องนี้ค่อยปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาหน่อยทันทีเลยนะ ก่อนหน้านี้เวลามาที่
นี่ทีไร รู้สึกอึดอัดเหมือนกับโดนใครมาจ้องมองตลอดเลย พอทำพิธีเสร็จ ไอ้ความรู้สึกที่ว่ามันก็หายไป
เลยนะ อืม ดีจริง ๆ เลย คุณวินัยนี่เก่งจริง ๆ เลย "

หลังจากเอ่ยปากชม เสี่ยซ้งก็ยืนคุยกับคุณวินัยถึงเรื่องอื่น ๆ กัน ผมก็ได้แต่ยืนทำหน้าตาเหรอหราเพราะ
ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ หันไปมองที่เรไร เธอยืนฟังทั้งสองคนคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็หันหลังให้ เดินกลับ
ไปขึ้นรถยนต์ที่เรานั่งมา

ผ่านไปครู่ใหญ่ พอทั้งสองคนนั้นคุยกันเสร็จ เสี่ยซ้งก็ยืนซองจดหมายสีน้ำตาลที่น่าจะมีอะไรอยู่ข้างใน
เป็นปึก ๆ ให้กับคุณวินัย ทั้งสองคุยกันต่ออีกนิดนึง ก่อนที่ทั้งคู่จะเอ่ยคำขอบคุณซึ่งกันและกันแล้วจึง
แยกย้ายกันไป เสี่ยซ้งเดินออกไปข้างพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากที่เหน็บข้างเอว เขาคุย
โทรศัพท์กับใครสักคนด้วยน้ำเสียงที่ดูอารมณ์ดี ส่วนคุณวินัยก็เดินมาหาผม
" เดี๋ยวคุณวินใช้ที่ตักผงกับไม้กวาดตรงนู้น ตักขี้เถ้าไปทิ้งที่ถังขยะทีนะ เสร็จแล้วเราจะได้กลับกัน "

ผมตื่นตระหนกขึ้นมาทันที จ้องหน้าผู้พูด ขยับปากจะเอ่ยอะไรสักอย่าง ดูท่าคุณวินัยคงจะรู้ว่าผมจะพูด
อะไร แกก็เลยขัดขึ้นมาก่อน
" ไม่ต้องกลัวไปหรอก ตอนนี้มันเป็นแค่กองขี้เถ้าธรรมดา ๆ ไปแล้ว และด้วยดวงตาของคุณเอง ก็น่า
จะมองเห็นว่ามันเป็นแค่กองขี้เถ้าแค่นั้น ไม่มีอะไรแปลกประหลาดเหมือนกัน ใช่ไหม ? "

ผมฟังคุณวินัยพูดอย่างงง ๆ ก่อนจะหันไปมองที่ซากเถ้าของตุ๊กตาหมีซึ่งมันก็ไม่ได้แผ่ไอสีแดงออกมา
อีกแล้ว

" เห็นอะไรไหมล่ะ ? "
" ไม่ครับ "
" งั้นคุณวินก็เก็บกวาดไปนะ เดี๋ยวผมจะไปซื้อน้ำแข็งมาประคบหัวให้ ปล่อยทิ้งไว้เดี๋ยวลูกมะกรูดก็ผุด
ขึ้นมากันพอดี ถ้าเสร็จแล้วก็ไปรอผมที่รถได้เลยนะ "
พอพูดเสร็จ คุณวินัยก็หันหลังเดินออกไปข้างนอก ส่วนผมก็ยกมือขึ้นมาคลำท้ายทอยป้อย ๆ

ตื่นเต้นมากจนลืมไปเลยว่าหัวเพิ่งน็อกพื้นมา



" แล้วไอ้ไอสีแดงที่ผมเห็นนั่นมันคืออะไรครับ ? "
ผมถามคุณวินัยถึงสิ่งที่ยังไม่ได้รับคำตอบในขณะที่ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบท้ายทอยอยู่

ตอนนี้พวกเรากำลังเดินทางกลับกัน คุณวินัยเป็นคนขับรถ ผมนั่งข้าง ๆ แก ส่วนเรไรก็นั่งเบาะหลัง
คนเดียว เธอกำลังมองทิวทัศน์ที่ไหลผ่านกระจกไปอย่างรวดเร็ว

" มันคือจิตตกค้างไง "
" จิตตกค้าง ? "
" เอ จะอธิบายยังไงดี เอางี้ คุณวินเคยเข้าร้านเกมที่มีเด็กวัยรุ่นเข้าไปเล่นเยอะ ๆ ไหม ? "
คุณวินัยย้อนถาม

ผมนึกถึงสภาพในร้านเกมที่เคยเข้าไปใช้บริการอินเตอร์เตอร์ เพื่อท่องเว็บประกาศรับสมัครงานและ
ส่งอีเมล์สมัครงาน
" พวกวัยรุ่นเล่นเกมกันเต็มร้าน ส่งเสียงดัง บางทีก็ด่ากัน เดินไปมาในร้านวุ่นวายไปหมด เวลาเล่นเกม
ก็ชอบเปิดเสียงดัง ๆ โดยเฉพาะเกมยิงกัน เสียงยิงกันสนั่นยังมีกับมีสงครามกันอยู่ในร้าน "

คุณวินัยฟังผมพูดอย่างยิ้ม ๆ พอผมพูดจบ แกก็พูดต่อ
" ก็อย่างที่คุณวินเล่ามานั่นล่ะ เวลาที่เด็ก ๆ เขาเล่นเกมต่อสู้กันหรือเกมยิงกัน เขาจะมุ่งหวังที่จะเอาชนะ
หรือไม่ก็ฆ่าศัตรูให้ได้ใช่ไหม ? "

ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่แกคงไม่เห็นหรอกเพราะกำลังมองรถคันข้างหน้าอยู่
" ทีนี้การที่มุ่งจะเอาชนะโดยการฆ่าคนอื่น ถึงแม้จะอยู่ในเกมก็เถอะ จิตใจของคนเล่นก็จะค่อย ๆ มี
ความก้าวร้าวรุนแรงสะสมขึ้นมาเรื่อย ๆ และแผ่กระจายออกมา แล้วทีนี้ยิ่งคนในร้านเล่นแต่เกมพวกนี้
พวกเขาก็จะมีจิตใจที่ก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้นแล้วกระจายจิตนี้ไปให้กันและกันอีก มันก็เลยยิ่งมีจิตใจ
รุนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ "
" ถ้าเป็นอย่างงั้นก็แปลว่า ถ้าเข้าไปในร้านเกมแล้วเล่นเกมพวกนี้มาก ๆ ก็จะกลายเป็นคนใช้ความ
รุนแรงไปใช่ไหมครับ ? "
" ฮ่ะ ๆ มันไม่ใช่อย่างงั้นหรอก ถึงตอนเล่นเกม คนเล่นจะมีจิตใจที่ก้าวร้าวขนาดไหน แต่พอเลิกเล่น
ไปทำอะไรอย่างอื่น เจอเรื่องอย่างอื่น ไอ้จิตใจนั่นก็จะโดนจิตใจอย่างอื่น เช่น ความสนุกสนาน ความรัก
ความเหงา ความเศร้า อะไรประมาณนี้มาเจือจางและถูกหักล้างไปเอง "

" ถ้าไอ้จิตก้าวร้าวรุนแรงถูกหักล้างด้วยจิตอย่างอื่นได้ แล้วทำไมห้องนั้นมันถึงได้มีจิตตกค้างมากมาย
ขนาดนั้นล่ะครับ "
พอพูดจบผมก็ขนลุกเมื่อย้อนกลับไปนึกถึงตุ๊กตาหมีที่แผ่ไอสีแดงออกมา

"ก็เพราะจิตใจที่รุนแรงก้าวร้าว เมื่อมันพลุ่งพล่านกระจายออกมา มันก็เหมือนฝุ่นผงนั่นแหละ แม้ว่าจะ
ปัดกวาดเช็ดถูไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังจับตัวเป็นก้อนอยู่ตามมุมห้องได้อยู่ดี พอผ่านนานวันไปเข้า มันก็กลาย
เป็นคราบที่ติดแน่นที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้"
คุณวินัยอธิบาย

"หมายความว่าไงเหรอครับ ?"
ผมถามเขา เนื่องจากยังไม่เข้าใจคำอธิบาย

"ก็หมายความว่า จิตใจที่ก้าวร้าวและรุนแรงที่คนเล่นเกมปลดปล่อยออกมานั้น เมื่อมันไม่ได้ถูกทำให้
เจือจาง ก็จะตกค้างอยู่ในร้าน และคนที่สัมผัสกับจิตตกค้างมากที่สุดก็คือพนักงานเฝ้าร้าน พอผ่านไป
นานเข้า เขาก็ถูกจิตที่ก้าวร้าวและรุนแรงนี้เหนี่ยวนำให้กลายเป็นคนก้าวร้าวและใช้ความรุนแรงไป"

แผลเก่าที่ชายโครงก็ปวดแปล๊บขึ้นมาทันที

คุณวินัยหันมองหน้าผมครู่หนึ่งแล้วก็พูดต่อ
" แล้วห้องนั้นก็เป็นร้านเกมเก่า มีแต่คนเข้ามาเล่นเกม สร้างจิตตกค้างทิ้งเอาไว้ ไม่ได้มีการสร้างจิต
อย่างอื่นมาเจือจาง จิตรุนแรงก้าวร้าวถึงได้สะสมมากมายขนาดนั้นไง "

" อืม เข้าใจแล้วครับ สรุปก็คือเมื่อคนเล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง จืตใจของพวกเขาก็ค่อย ๆ รุนแรง
ก้าวร้าวขึ้นแล้วก็ยังแพร่กระจายให้คนรอบข้างด้วย จนเกิดเป็นจิตตกค้างขึ้นมา พอมีคนไปสัมผัส
กับมันมาก ๆ เข้าก็จะเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีจิตใจก้าวร้าวรุนแรงไป ใช่ไหมครับ "
" ใช่แล้วล่ะ"
" ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมวันนี้ ตุ๊กตาหมีถึงได้ดูดซับจิตสีแดงนั่นเข้าไปได้ แถมยังลุกขึ้นมาฟาดผม
ได้อีกล่ะครับ ? "
ผมถามคุณวินัยถึงเรื่องเจ้าหมีพร้อมกับขยับถุงน้ำแข็งวน ๆ รอบหลักฐานการโดนฟาด (พื้น ) ไปมา

คุณวินัยยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ ก็จะตอบผมโดยที่ตายังคงจับจ้องที่ถนนอยู่
" นั่นก็เพราะผมทำพิธีให้น้องหมีกลายเป็น " ภาชนะ " เพื่อบรรจุจิตตกค้างไง"

" ภาชนะ ? "
ผมทวนคำพูดของแกอย่างงง ๆ

" ใช่แล้วละ " ภาชนะ " ร่างเปล่าที่ไร้จิตและวิญญาณพร้อมที่จะรองรับจิตก้าวร้าวรุนแรงที่สะสมอยู่ใน
ห้องให้เข้าไปอยู่ในนั้น พอ " ภาชนะ " มีจิต ก็จะมีชีวิตขึ้นมาและโดนจิตเหนี่ยวนำให้คลุ้มคลั่งทำร้าย
คนได้ "

พอผมหลับตาลงนึกถึงภาพหมอกสีแดงไหลเข้าไปรวมกันที่ร่างของตุ๊กตาหมีจนแผ่เป็นไอสีแดงออก
มาและก็คลุ้มคลั่งกระโจนเข้ามาทำร้าย ผมก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอีกครั้ง

" แล้วทำไม มันถึงได้เข้ามาทำร้ายผมก่อนละครับ ทั้ง ๆ ที่คุณวินัยอยู่ใกล้มันที่สุดแท้ ๆ "
" หึ ๆๆ ก็เพราะคุณวินจิตอ่อนที่สุดในบรรดาพวกเราสามคนไง ผมถึงได้ให้คุณวินระวังและบอกให้ถือ
ให้ถืออาวุธเตรียมพร้อมไว้ไง ผมเองก็จับแขนมันไว้เต็มที่แล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังเอาไม่อยู่ "
คุณวินัยหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะตอบผม

ผมมองคุณวินัย ถึงเขาจะมีผมที่เป็นสีขาวแทบทั้งหัวแต่หน้าตาเขาก็ไม่ได้แก่มากมาย อายุก็ประมาณ
สี่สิบกว่า รูปร่างก็สันทัดล่ำสันเอาเรื่อง หันหลังกลับมองไปที่เรไร ขานั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง แรงมหาศาล
และดูท่าจะเก่งวิชาการต่อสู้มากซะด้วย หลังมือสวนเจ้าหมีซะปลิว แล้วไหนจะความสามารถฆ่าได้
ทุกสิ่งทุกอย่างอีก เสียบทีกลายเป็นขี้เถ้า ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่ผมจะโดนเล่นงานก่อนเพื่อน

" โอ๊ะ จะว่าไป ผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเรไรเลยนี่นา คุณเรไรครับ ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยผมไว้ "
ผมกล่าวคำขอบคุณเรไร เธอช่วยผมไว้สองครั้งแล้ว

เรไรหันหน้าออกจากกระจก มองมาที่ผม
" ไม่เป็นไร ยังไงฉันก็ต้องจัดการมันอยู่แล้ว "
" แต่ยังไง ผมก็ต้องขอบคุณอยู่ดี ถ้าคุณเรไรไม่ช่วยไว้ ผมก็คงโดนทุบจนถึงตายไปแล้ว "

" อืม ใช่ แต่ก็เตะซะแรงจนกระโปรงบานเป็นสุ่มเลย ยังงี้คุณวินก็รู้หมดว่าวันนี้ใส่สีอะไร "
คุณวินัยพูดเเทรกขึ้นมา

" อ๋อ สีขาวครับ ... เฮ้ย !! "
เวรแล้ว ! ดันตกหลุมพรางของคุณวินัย เผลอพูดออกไปจนได้

" มะ มะ ไม่ใช่นะครับ ! ผมไม่ได้ตั้งใจมองจริง ๆ ขอโทษครับ ขอโทษ !
ผมรีบละล่ำละลักขอโทษเรไรโดยทันที เธอมองมาที่ผมเขม็ง ผมหลบตาเธอโดยทันทีพร้อมกับหันหน้า
หนีโดยที่ปากยังพร่ำคำขอโทษอยู่ ส่วนคุณวินัยตัวการก็หัวเราะชอบอกชอบใจชวนให้เคืองอย่างเป็น
ที่สุด

อยากโดดลงจากรถจริง ๆ เลย พับผ่าสิ




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2552 7:34:07 น.
Counter : 158 Pageviews.  

Todesengel ~ สังหารเทพ ~




Falter Ein

เจ้าผีเสื้อตัวน้อยตัวหนึ่งบินมาเกาะที่หน้าต่าง
หลังหน้าต่างบานนั้น ปรากฎร่างสาวน้อยคนหนึ่งอยู่ในห้อง
ผีเสื้อเฝ้ามองเธออยู่

พระอาทิตย์วิ่งผลัดกับพระจันทร์
สายฝนวิ่งผลัดกับหิมะ
ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด
เธอก็ไม่เคยออกจากห้อง
ราวกับเธอถูกขังอยู่ในนั้น
กรงที่มีประตูและหน้าต่าง

ผีเสื้อไม่เคยเห็นใครเข้ามาหาเธอเลย
เธอร้องไห้อยู่คนเดียว
เธอโศกเศร้าอยู่คนเดียว
เธอท้อแท้สิ้นหวังอยู่คนเดียว
เธอจมอยู่กับตัวเธอเอง
ผีเสื้อสงสารเธอจับใจ

ผีเสื้ออยากเป็นกำลังใจให้เธอ
ผีเสื้อพยายามบินวนไปเวียนมาอยู่ที่หน้าต่าง
หวังจะให้เธอสนใจมองมาทางนี้
มองผ่านหน้าต่างไปข้างหลังผีเสื้อ

นอกหน้าต่างเป็นสวนสวย
ดอกไม้นานาสีสรรบานสะพรั่ง
สายลมคอยลูบไล้ใบไม้อย่างอ่อนโยน
แสงแดดอบอุ่น
เสียงหวานแว่วของนกร้องเพลง

ผีเสื้ออยากให้เธอเห็น
สิ่งสวยงามเหล่านี้
เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ปลอบประโลม
คลายความกำสรดของเธอ

แต่เธอไม่เคยมองมาทางผีเสื้อเลยสักครั้งเดียว



~ สังหารเทพ ~

"ฉันสามารถฆ่าทุกสิ่งที่ฉันเห็นได้ ถ้าฉันเห็นพระเจ้า ฉันก็ฆ่าได้"
เรไรพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ผมตะลึงในคำพูดเธอ อะไรนะ เธอว่าเธอสามารถฆ่าได้แม้กระทั่งพระเจ้างั้นเหรอ

วินัยหัวเราะหึๆขึ้นมาก่อนพูดกับผม
"คุณวิน คุณคิดว่าคุณโชคดีรอดตายมาได้เพราะระเบิดลูกนั้นด้านน่ะเหรอ ผิดแล้วล่ะ ที่ระเบิดลูกนั้นไม่
ระเบิดก็เพราะว่าเรไรเธอฆ่าระเบิดลูกนั้นไปแล้วต่างหาก"

"ฆ่าระเบิด ?!?"
ผมทวนคำพูดนั้นอย่างงงๆ



ผมสำรวจนามบัตรที่ชายคนนั้นทิ้งไว้ให้
มันเขียนแค่ชื่อของเขาไว้อย่างเดียวเท่านั้น ที่อยู่และเบอร์ติดต่อก็ไม่เขียนไว้ ผมพลิกดูอีกด้าน ยังดีที่
อีกด้านนั้นเป็นแผนที่บอกที่ตั้งของสำนักงาน

"รับชำระล้าง"
ผมอ่านออกเสียง

ความสงสัยแวบเข้ามาในสมองผมทันที ตกลงคนคนนี้เข้าเปิดสำนักงานอะไรกันแน่ บริษัทรับจ้างทำ
ความสะอาดรึไง ผมส่ายหัวไม่น่าใช่อย่างนั้นแน่ๆ จากการคุยกับทั้งเขาและเธอ นี่ไม่ใช่ลักษณะของคน
ธรรมดาพวกเขาน่าจะทำอะไรสักอย่างที่คนปกติเขาไม่ทำ

ใช้เวลาทำความเข้าใจกับนามบัตรนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็เก็บนามบัตรนั้นใส่กระเป๋าเงิน พอเงยหน้าขึ้นมา
พวกเขาทั้งสองหายลับไปแล้วและผมเองก็คิดว่าคงไล่ตามพวกเขาไม่ทัน แต่ช่างเถอะอย่างน้อยผมก็ได้
นามบัตรของเขามาแล้วแถมเจ้าตัวก็บอกให้พรุ่งนี้ไปหาเขา รออยู่ที่สำนักงาน

ผมถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา
อย่างน้อยก็ได้พบตัวเธอและได้พูดคุยกันแล้ว เธอนี่ช่างมหัศจรรย์กว่าที่ผมคาดคิดไว้ซะอีก
นอกจากจะสวยแล้วน้ำเสียงเธอก็หวานเสียแต่ว่าคำพูดเย็นชาเกินไปแถมแรงของเธอก็มากเหนือ
มนุษย์มนา เสียแต่ว่าไม่น่ามีแผลเป็นบนหน้าของเธอเลยไม่งั้นเธอสามารถเป็นดารานางแบบได้อย่าง
สบายๆเลย

ยอมรับเลยว่าผมเริ่มหลงใหลเธอขึ้นมานิดๆแล้วสิ

พอหมดเหตุการณ์ตื่นเต้นระทึกใจร่างกายของผมก็เข้าสู่สภาพเดิม ความปวดเมื่อยระบมก็มาทับผมอีก
ครั้ง ผมค่อยๆกระย่องกระแย่งออกมาจากตรอกนั้นย้อนกลับไปที่สะพานลอยจุดเริ่มต้น มองดูข้อมือ
ตัวเอง นาฬิกาบอกเวลาว่าเกือบเที่ยงแล้วพอเดินไปถึงที่นั่นก็คงเที่ยงพอดี

"เป็นไงบ้างค่ะคุณวรินทร์"
กุลธิดาส่งเสียงถามทันทีที่เห็นหน้าผมจากอีกฝากของสะพานลอย แม้แดดตอนเที่ยงจะร้อนแรงเพียงใด
ก็ไม่อาจแผดเผาให้เธอหมดพลังงานได้เลย ตรงข้ามกับสมเกียรติที่ยืนอยู่ใกล้กัน รายนั้นเริ่มทำท่าหอบ
แดดซะแล้ว ส่วนผมไม่ต้องพูดถึงสะโหลสะเหลมาถึงนี่ได้ก็บุญแล้ว

"อย่ายืนคุยตรงนี้เลย ไปกินข้าวเที่ยงกันแล้วค่อยคุยกันเถอะ"
สมเกียรติชวน ซึ่งผมเองก็เห็นดีเห็นงามด้วยคุยไปกินข้าวเที่ยงไปยังดีกว่ามาเป็นลมแดดบนสะพานลอยนี้
พวกเราเลยพากันเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่แถวนั้น พอสั่งเสร็จผมก็พูดเล่าเรื่องที่ได้พบกับเธอและพบคนที่
ชื่อ วินัย ที่ดูท่าว่าจะมาด้วยกันกับเธอให้ทั้งสองคนนั้นฟัง

"ทำไมไม่รีบโทรมาบอกล่ะคะ แล้วนี่จะหากันเจออีกไหมล่ะเนี่ย"
กุลธิดาขึ้นเสียงซะดังจนสมเกียรติต้องสะกิดเธอ

"ไม่ต้องห่วงครับ พอดีคุณวินัยเขาให้นามบัตรผมมา บอกว่าพรุ่งนี้ไปหาเขาที่สำนักงานได้เลย พวกเขา
จะรออยู่"
ผมบอกพวกเขา

"งั้น ขอดูหน่อยสิคะ"
ผมยื่นนามบัตรให้กุลธิดา เธอรับไปดู สมเกียรติก็ชะโงกหน้ามาดูด้วย เธอผลิกกลับไปกลับมาหลายตลบ
ก่อนจะถามผม

"เอ่อ... คุณวรินทร์คะ ล้อกันเล่นรึเปล่าคะ นี่มันกระดาษเปล่านี่คะ"
"เอ๋ ? ไม่นี่ครับ มันก็เขียนบอกไว้ทั้งสองด้านเลยนะ"
"ไม่เห็นมีอะไรเขียนเลยนี่ ลองดูสิครับ"
สมเกียรติยื่นนามบัตรกลับคืน

ผมรับกลับมาพร้อมดูที่นามบัตรนั้น ไม่มีจริงๆ ! ข้อความที่เคยมีอยู่หายไปไหนหมด !
"เฮ้ย ! มันหายไปไหนละเนี่ย ?"

ผมอุทานเสียงดัง ก่อนเงยหน้าพบใบหน้าของสองคนนั้นที่ส่อถึงเคลือบแคลงสงสัย
"มันมีอยู่จริงๆนะ ผมเห็นกับตา ตอนรับมา มันเขียนไว้ทั้งสองด้านเลย"

"อ่า... คุณตาฝาดรึเปล่าค่ะ ?"
"ผมไม่ได้ตาฝาด ผมเห็นจริงๆ"
"คุณแน่ใจเหรอ ?"
"ผมเห็นจริงๆ ตอนที่ได้มา ผมยังเห็นมันเขียนว่า วินัย คงประจักษ์ แล้วด้านหลังก็มีแผนที่สำนักงานของ
เขาบอกไว้อยู่"
"ถ้ามันมีอยู่จริงแล้วมันหายไปไหนล่ะคะ ?"
กุลธิดาเริ่มคาดคั้น

เด็กเสริฟเข้ามาขัดจังหวะพร้อมกับเอาชามก๋วยเตี๋ยวมาวางตรงหน้าของพวกเรา

"กินกันก่อนเถอะ กินเสร็จแล้วค่อยคุยกันต่อ"
สมเกียรติเริ่มปรุงก๋วยเตี๋ยว

ผมงงเต้ก ทำไมข้อความในนามบัตรถึงได้อันตรธานหายไปได้ ผมมั่นใจเลยว่า ผมเห็นแน่นอน ก็มัน
เขียนไว้จริงๆนี่ เห็นเต็มสองตาเลย แล้วตอนนี้มันหายไปไหนล่ะ ?
ผมมองนามบัตรอีกครั้ง นามบัตรสีขาวสะอาดทั้งสองด้าน ผมเกาหัวตัวเองแกรกๆ แล้วก็สะดุ้งเพราะดัน
ไปเกาโดนรอยช้ำรอบๆแผลหัวแตกจากเมื่อวาน ลืมไปเลยว่าหัวแตกอยู่
ผมเก็บนามบัตรคืนใส่กระเป๋าเงินแล้วจึงจัดการก๋วยเตี๋ยวโดยไม่ปรุง

ตั้งแต่ป่วยเป็นโรคกระเพาะ ผมก็เลิกกินของเผ็ด ของรสจัด จนนานวันเข้าก็ติดเป็นนิสัย เวลากินก๋วยเตี๋ยว
ผมจะไม่ปรุง ซึ่งการทำอย่างนี้ทำให้อาการปวดท้องจนต้องพึ่งยาลดกรดหายขาดไปเลย ไม่ว่าผมจะเครียด
เท่าไรก็ไม่ปวดท้อง ทั้งๆที่แต่ก่อนเครียดนิดหน่อยก็เริ่มปวดท้องแล้ว ถ้าเครียดมากจะอาเจียนเลยล่ะ

"เอ่อ... คุณวรินทร์ครับ คุณเจอพวกเขาจริงๆรึเปล่า ?"
สมเกียรติเอ่ยถามผมหลังจากที่ทุกคนกินก๋วยเตี๋ยวอย่างเงียบๆจนอิ่มแล้ว

"ผมเจอจริงๆ ผมไม่ได้โกหกนะ ตอนที่เขายื่นนามบัตรให้ผม มันเขียนอะไรไว้เต็มอยู่เลย"
"นอกจากนามบัตรแล้ว พอจะมีอะไรอีกบ้างครับ เขาได้ให้อะไรมาอีกรึเปล่า อย่างเบอร์โทร อะไรพวกนี้
น่ะครับ"

ผมส่ายหัว

"คุณวรินทร์คะ คุณเจอพวกเขาจริงๆรึเปล่าคะ ?"
กุลธิดาถามด้วยน้ำเสียงเอาจริง

ผมกำลังจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะในสายตาของพวกเขาทั้งสองคนแล้ว ต้องหาทางทำให้เชื่อว่าผมได้พบ
กับสองคนนั้นจริง แต่นามบัตรเจ้ากรรมก็ดันมาขาวสะอาดแบบนี้แล้วจะมีอะไรเหลือไปยืนยันได้ล่ะ

ผมกุมขมับ คิดและคิด

"นี่ไง ! ปกคอเสื้อเชิ้ตผมที่ลุ่ยนี่ไง เห็นไหม เห็นไหม ที่ผมเล่าให้ฟังว่าผมโดนเธอจับได้ แล้วเธอก็ยก
ตัวผมลอยอัดกับกำแพงไง นี่ไง ปกเสื้อผมลุ่ยเลย"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงลิงโลด บอกพวกเขาพร้อมกับเบี่ยงคอดึงปกเสื้อเชิ้ตที่ฉีกและด้ายหลุดลุ่ยให้พวกเขาดู
หลังจากนึกขึ้นได้ว่านี่สามารถเป็นหลักฐานที่แสดงว่า ผมเจอกับเธอจริง

สมเกียรติและกุลธิดาชะโงกตัวมาดูที่ปกคอเสื้อของผมก่อนจะงึมงำขึ้นพร้อมกัน
"อืม จริงด้วย"

กุลธิดาถอยกลับไปที่นั่งของตัวเองก่อนถามขึ้นมา
"แปลว่าที่คุณบอกว่าเจอเธอก็เป็นความจริง งั้นแล้วข้อความบนนามบัตรทำไมมันหายไปได้ล่ะ ?"
"ผมไม่รู้ ผมเองก็งงมากเหมือนกัน"

"เป็นไปได้ไหมว่าหมึกบนนามบัตรนั่นเป็นหมึกพิเศษ พอโดนอากาศไปสักหน่อยก็จะเลือนหายไป"
สมเกียรติสันนิษฐาน

"แล้วเขาจะทำอย่างนั้นไปทำไมให้ยุ่งยาก"
กุลธิดาถามสมเกียรติ

"น่าจะหลอกล่อให้เราเลิกสนใจติดตามในตอนนั้นโดยลวงให้เราคิดว่าสามารถติดต่อได้ตามนามบัตรทำ
ให้เราชะล่าใจ ผมคิดว่าตอนนี้พวกเขานะจะหลบหนีไปแล้ว ต่อไปเราคงจะหาตัวพวกเขายากขึ้น"
สมเกียรติให้เหตุผล ซึ่งมันก็ดูฟังขึ้นและสมเหตุสมผลซะด้วย

พวกเรานิ่งเงียบ

อึดใจต่อมา กุลธิดาก็เอ่ยขึ้นมา
"มัวแต่สนใจเรื่องของคุณวรินทร์ เลยเกือบลืมเรื่องที่ดาสืบมาได้เลย ดาเองก็ได้ข้อมูลเกี่ยวเธอคนนั้น
เหมือนกัน พอดีดาสอบถามป้าคนหนึ่งที่อยู่ในใกล้สะพานลอย แล้วแกเองก็เห็นเหตุการณ์ตอนที่เด็กฆ่าตัว
ตายเมื่อวานนี้ด้วย พอดาเอารูปสเกตช์ให้ดูแกก็จำได้ แกบอกว่าก่อนที่เด็กจะกระโดดลงไป เด็กคนนั้นยืน
จ้องรถอยู่ตั้งนาน แล้วแกเห็นเธอคนนี้จ้องมองเด็กอยู่นานเหมือนกัน ตอนเด็กปีนข้ามสะพานลอยจน
กระทั่งกระโดดลงไป เธอก็ไม่ได้ห้าม ดาเลยเริ่มสงสัยว่า เธอจะรับรู้ว่าเด็กกำลังจะฆ่าตัวตายหรือปล่าว
หรือว่ามีส่วนเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของเด็กคนนั้นไหม ?"

"ผมเองก็ได้ข้อมูลมาว่า เมื่อวานก่อนก็มีคนเห็นเธอป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆหน้าโรงเรียนของเด็กคนนั้นอยู่
เหมือนกัน แล้วแถมวันนี้คุณวรินทร์เองก็บอกว่าเห็นเธอกับผู้ชายที่ชื่อวินัยมา ถ้าวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้
ทั้งหมด ก็เป็นไปได้อย่างสูงเลยว่า เธอน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เด็กฆ่าตัวตาย"
สมเกียรติพูดขึ้นมา

"แต่ผมไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนบังคับให้เด็กคนนั้นฆ่าตัวตายนะ"
ผมแย้งเขา อาจจะเป็นเพราะว่าเธอเป็นผู้มีพระคุณกับผมก็ได้ ผมเลยออกตัวปกป้อง

"ผมก็ไม่ได้ว่าเธอทำอย่างนั้น แค่ผมรู้สึกว่าเธอน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายในแบบที่ไม่ใช่มีส่วนทำ
ให้ตาย แต่เป็นลักษณะดูท่าเธอจะติดตามเด็กคนนั้นมากกว่า"
"แล้วดาก็คิดนะว่า คนที่เคยเข้าไปช่วยคนอื่นที่โดนจับเป็นตัวประกัน ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตาย
หรอกค่ะ"
กุลธิดาให้ความเห็น

ผมค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ที่อย่างน้อยสองคนนี้ก็ไม่ได้มองเธอในแง่ร้าย

เราสามคนคุยกันต่อถกถึงเรื่องว่าจะทำยังไงกันต่อดีถึงจะหาเธอเจออีกครั้ง เบาะแสที่มีอยู่ตอนนี้ก็คือคนที่
ชื่อ วินัย คงประจักษ์ เท่านั้น ส่วนเรื่องแผนที่ที่ผมเห็นหลังนามบัตรนั้น ผมจำไม่ได้เลย

"เอาเป็นว่าเราแยกย้ายกันตรงนี้นะคะ เดี๋ยวดาจะลองไปสืบจากคนชื่อ วินัย ก่อนนะคะ"
"ครับ"
ผมรับคำเธอ

"เฮ้อ น่าเสียดายไม่ได้เจอ เมื่อไหร่จะได้สัมภาษณ์สักทีน้า"
กุลธิดาดูอาลัยอาวรณ์ คงอยากจะทำสกู๊ปข่าวของเธอคนนั้นมากสินะ

"เดี๋ยวพวกผมลากลับไปสำนักงานก่อนนะครับ คุณวรินทร์ก็หายเร็วๆนะครับ"
สมเกียรติอวยพรให้ผม

"คุณวรินทร์หายเร็วๆนะคะ ถ้าได้ความยังไง เดี๋ยวดาจะโทรมาบอกนะคะ"
"ครับ โชคดีนะครับ"

พอล่ำลาเสร็จ ต่างก็แยกย้ายกันไป ผมกระย่องกระแย่งนั่งรถเมล์กลับห้องพักของน้องชาย

ผมหลับจนเกือบเลยป้าย



"เดี๋ยววุฒิไปเข้ากะก่อนนะ"
"เออ"
ผมตอบน้องชาย

พอพลบค่ำ น้องชายผมออกจากห้องเพื่อไปทำงานหลังจากที่เราสองคนพากันกินข้าวกินปลาอิ่มกันแล้ว
ส่วนผมพอกินยาเสร็จ ก็นั่งแบบไม่มีอะไรจะทำอยู่ในห้อง

อิจฉาคนมีงานทำชะมัดเลย

ผมในตอนนี้ยังคงตกงานอยู่ ไม่ว่าจะขวนขวายร่อนจดหมายสมัครงานมากมายแค่ไหน ไปสัมภาษณ์งาน
มารวมครั้งล่าสุดก็ 3 ที่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีที่ไหนเรียกผมเข้าไปทำงานเลย ผมกระวนกระวายใจมากกับ
สภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้

ชีวิตผมจะเป็นยังไงต่อไป ?

คนเรานี่ก็แปลก ตอนที่ผมยังทำงานอยู่ที่ทำงานเก่า ผมสุดแสนจะเบื่องานที่ทำ อะไรก็ไม่รู้วุ่นวาย ซ้ำซาก
ปัญหาเดิมๆที่แก้ไปแล้วก็ดันย้อนกลับมาให้ทำอีก ซ้ำยังไม่พอ ปัญหาใหม่ๆก็ประดังเข้ามาเรื่อยๆราวกับ
ลูกคลื่นที่ซัดใส่ฝั่ง

ไม่ว่าโรงงานหรือที่ทำงานที่ไหนๆก็คงจะเป็นศูนย์รวมแห่งปัญหาเหมือนกันทั้งหมด

แต่พอไม่มีงานทำ ปัญหาที่เคยวุ่นวายกวนใจก็หายไปดื้อๆและเงินที่เคยมีใช้จ่ายเรื่อยๆก็หายไปด้วย
เช่นกัน สงสัยปัญหาคงมาพร้อมกับเงินหรือไม่ก็ เงินคือปัญหา ว่าอย่างงั้นก็ได้มั้ง

แต่พอไม่มีเงินก็มีปัญหาเหมือนกัน ทุกวันนี้ผมพยายามกระเหม็ดกระเหม่ใช้จ่ายอย่างประหยัดๆไว้ เพื่อ
สำรองสำหรับการสัมภาษณ์งานที่ต้องใช้จ่ายค่อนข้างเยอะอยู่เหมือนกัน ผมอยากจะได้งานทำเร็วๆ จะได้
หมดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเงินและมีเป็นอยู่ที่มั่นคง ไม่ต้องมาพะวงอนาคตแบบนี้

เอ๊ะ ทำไมผมถึงได้เป็นมนุษย์ขี้เหม็นแบบนี้ พอตอนมีงานทำก็เบื่องาน บ่นว่าปัญหาเยอะ แต่พอไม่มีงาน
ก็บ่นไม่มีเงินๆ รีบขวนขวายหางานทำ สรุปแล้วต้องการอะไรกันแน่

แต่คำตอบผมก็รู้ดี ที่ต้องทำงานหาเงินก็เพื่อให้ตัวเองสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ อยู่บนโลกที่กำลังหมุน
รอบตัวเอง แม้ว่าในบางครั้งอยากทำตัวขวางโลก ไม่สนใจใคร แต่สุดท้ายผมก็ต้องทำตามครรลองที่คน
อื่นๆทำอยู่ดี ก็ทำไงได้ ผมอยู่บนโลกนี่ ก็เลยต้องเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกับโลก แม้ว่าจะไม่อยากก็ตาม

ผมเลยต้องทำเหมือนที่คนอื่นเขาทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ทำแล้วจะเบื่อก็เถอะ

พอระลึกถึงเห็นการณ์วันนี้ ผมก็ฉุกสงสัยจนอดไม่ไหวต้องหยิบนามบัตรเจ้าปัญหาใบนั้นจากกระเป๋าเงิน
มาดู ผลิกกลับด้านซ้าย ขวา หน้า หลัง ไม่ว่ามองมุมไหนๆมันก็กระดาษเปล่าดีๆนี่เอง

เอ... หรือมันจะเป็นหมึกล่องหน

ผมนึกถึงสมัยเรียนมัธยม อาจารย์เคยให้เขียนตัวอักษรบนกระดาษด้วยน้ำมะนาวแล้วทิ้งให้กระดาษแห้ง
เราจะไม่เห็นอะไรนอกจากกระดาษเปล่า แต่พอเอาไปลนไฟ ตัวอักษรที่เราเขียนเอาไว้ก็จะปรากฏขึ้นมา
เมื่อนึกขึ้นได้ ผมก็เริ่มเปิดหาไฟแช็คหรือไม่ก็ไม้ขีดไฟตามลิ้นชักเก็บของในห้องแต่หาไม่เจอ สงสัยจะ
ไม่มี ผมเลยตัดสินใจออกไปซื้อไฟแช็คข้างนอก

ข้างนอกห้องถัดไปประมาณ 3 ห้อง ชายคนหนึ่งกำลังยืนสูบหรี่อยู่ เมื่อผมเห็น ก็เลยเดินไปหาเขาและ
เอ่ยปากขอยืมไฟแช็ค เขามองหน้าผมอยู่สักครู่คงจะสงสัยว่าผมมาจากไหน ผมก็เลยบอกเขาไปว่าเป็น
พี่ชายของเจ้าของห้องนี้ เขาก็ยื่นไฟแช็คให้ผม

ผมจุดไฟแช็คลนนามบัตรทั้งสองด้าน ไม่มีตัวอักษรอะไรปรากฏเลย ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนคืน
ไฟแช็คให้เจ้าของเดิมพร้อมกล่าวขอบคุณเขา ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ว่าอะไรยังคงสูบบุหรี่ควันโขมงต่อไป
แต่ควันบุหรี่เขาเยอะมากจริงๆ สูบขนาดนี้ไม่กลัวมะเร็งเหรอ

พอกลับเข้าห้อง ผมก็เตรียมตัวเข้านอน พัดลมตัวเดิมเป่าอยู่ที่ปลายเท้าแต่มันก็ไม่บรรเทาร้อนได้สัก
เท่าไร ผมพลิกตัวไปมา นอนไม่ค่อยหลับ ไม่ใช่อากาศร้อนหรอกที่เป็นปัญหา ผมกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
อยู่ ผมกำลังคิดถึงเธอคนนั้นอยู่ จำหน้าตาของเธอได้ชัด เธอช่างดูสวยสดงดงามถึงแม้ว่าจะมีรอยแผลเป็น
หลายแผลบนใบหน้าก็ยังสวยมากอยู่ดี แถมรูปร่างก็สูงและสมส่วน เพียงแต่ว่าดวงตาของเท่านั้น ผมจำได้
ตอนที่เราประจันหน้ากัน ผมประสานสายตากับเธอ ดวงตาของเธอมีสีดำสนิท ดำเสียจนไม่รู้สึกถึงความสุข
และความสนุกสนานที่ซ่อนอยู่เลย

ผมผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพของเธอยังชัดเจนในความทรงจำ พอๆกับภาพชายวัยประมาณสี่สิบกว่าปีแต่ผมหงอก
ไปทั้งหัวที่ชื่อว่า วินัย และภาพตอนที่ผมอ่านชื่อของเขาจากนามบัตรนั่นก็ชัดเจนเช่นกัน นามบัตรนั้น
มีอะไรเขียนไว้ทั้งสองด้านอย่างแน่นอน

เปิดไฟเสร็จ ผมก็หยิบนามบัตรขึ้นมาดูใหม่อีกที ผมมั่นใจเลยล่ะว่าตอนนั้นมันเขียนไว้ว่า
"วินัย คงประจักษ์ !!!"

ผมอ่านเสียงดังลั่น ก็เพราะอยู่ดีๆ ชื่อนี้ก็ปรากฏบนนามบัตรอีกครั้ง รีบพลิกไปดูหน้าหลัง แผนที่ที่เคยหาย
ไปแล้วก็โผล่กลับมา ผมเด้งตัวขึ้นยืนราวกับโดนสปริงดีด

"เฮ้ย ! มันโผล่มาได้ไงวะเนี่ย !"
มันเหลือเชื่อมากที่อยู่ดีๆ ตัวอักษรบนนามบัตรนี่ก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ผมเดินวนเวียนไปมาอย่างระงับ
อารมณ์ไม่อยู่ ก่อนตัดสินใจหยิบโทรศัพท์จะโทรหากุลธิดา

เดี๋ยวก่อน ไม่สิ ถ้าไม่ลอกแผนที่ไว้ เดี๋ยวมันก็หายไปอีกหรอก
พอคิดได้ดังนั้น ผมวางโทรศัพท์ลง รีบหยิบกระดาษกับปากกามาทำการคัดลอกแผนที่เอาไว้
คัดลอกเสร็จ ผมก็ตรวจดูแผนที่ อืม.. ถ้าดูจากแผนที่ สำนักงานนั่นมันก็ไม่ไกลจากนี่เท่าไร ใกล้ๆ
แบบนี้เอาไงดี... ชวนสองคนนั้นไปด้วยดีไหม ?

หลังจากชั่งใจอยู่นาน ผมตัดสินใจไม่โทรหากุลธิดาและสมเกียรติถึงเรื่องนี้ เพราะแค่ไอ้นามบัตรที่
ผลุบๆโผล่ๆได้นี่ ก็บั่นทอนความน่าเชื่อถือของผมไปมากแล้ว ถึงแม้มันจะกลับมาโผล่อีกก็เถอะ และถ้า
เกิดไอ้สำนักงานที่ว่าไม่มีอยู่จริง ผมก็จะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะไปอย่างแน่นอน ผมเลยว่าจะไปสำรวจดู
คนเดียวดีกว่า ถ้าไม่มีสำนักงานนั่น ก็คิดซะว่าออกเดินเล่นก็แล้วกัน

ผมเข้านอนด้วยความตื่นเต้นราวกับเด็กที่นอนรอไปเที่ยวสวนสนุกในวันรุ่งขึ้น



ร้อนชะมัด ผมปาดเหงื่อที่ไหลย้อยที่แก้มของผมออก การหิ้วกระเช้าของขวัญที่ใส่ผลไม้จนเต็มแล้วมา
เดินท่อมๆตอนกลางวันเนี่ย สามารถเรียกเหงื่อให้ผุดจากทุกรูขุมขนได้เป็นอย่างดี แถมสภาพร่างกายก็
ไม่เต็มร้อย ความปวดระบมจากอุบัติเหตุเมื่อวานก่อนก็ยังไม่ทุเลาดี ว่าแต่ว่าทำไมผมถึงได้มาเดินตาก
แดดแบบนี้ล่ะ

ตื่นเช้าขึ้นมาแปรงฟันล้างหน้าเสร็จ ผมก็ออกไปตลาดสดซื้อกับข้าว เลือกแกงมา 3-4 ถุง พอได้แล้ว
ของกินมาพอแล้ว ผมก็ออกเดินหาของที่จะเอาไปฝากแทนคำขอบคุณแด่สาวลึกลับคนนั้น

ถึงแม้เมื่อวานนี้ คุณวินัยเขาบอกว่า เขาจะรอผมอยู่ทั้งวันก็เถอะ แต่ผมก็ไม่อาจปักใจเชื่อได้ว่าเขาและ
หญิงสาวจะรออยู่จริง ในเมื่อนามบัตรที่เขาให้มานั้นมีลูกเล่นเดี๋ยวโผล่เดี๋ยวหายแบบนี้ บางทีเขาอาจมี
ลูกเล่นอะไรอย่างอื่นอีกก็ได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมคิดว่า ผมจะลองเสี่ยงดู

ผมเดินตามตลาด ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องขายพวกของสดและอาหาร ดังนั้นการมาหาของขอบคุณที่
ตลาดแบบนี้ ช่างเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย แต่ก็อย่างว่า เวลาผู้ชายเลือกซื้อของ ถ้าไม่ใช่ของที่
เขาชอบหรืออยากได้จริงๆ ก็อย่าหวังความพิถีพิถันในการเลือกซื้อจากเขาเลย

ผมเดินออกจากตลาดพร้อมกับถุงกับข้าวและกระเช้าของขวัญที่ใส่ผลไม้หลากหลายสีสันในนั้น

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ น้องชายผมก็เข้านอน ส่วนผมก็อาบน้ำแต่งตัว หิ้วกระเช้าผลไม้ โบกรถแท็กซี่
พอขึ้นรถได้ ผมก็ยื่นแผนที่ให้คนขับพร้อมบอกว่าผมจะไปสำนักงานนี้ ตลอดทางแท็กซี่แกก็พูดถึงแต่เรื่อง
การเมือง นักการเมืองคนนั้นไม่ดีอย่างนั้น คนโน้นไม่ดีอย่างนี้ ไอ้นั่นตัวโกงชาติตัวเอ้ แล้วก็บ่นถึงระบอบ
การเมืองว่าเมื่อไรจะมีการปฏิรูปการเมืองไปสู่ภาคประชาชนซะที ส่วนผมก็ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี พยักหน้า
หงึกหรือไม่ก็พูดอะไรขึ้นเล็กๆน้อยๆพอให้บรรยากาศมันดี แต่ความจริงแล้ว ผมไม่ได้สนใจการเมืองเท่า
ไรหรอก ผมสนแต่ว่า เมื่อไรจะมีงานทำกับเรื่องเฉพาะหน้าตอนนี้เท่านั้นเอง

พอแท็กซี่ขับมาถึงปากซอยทางเข้า เขาก็จอดรถ ไม่เลี้ยวเข้าไปในซอย

"ผมขอส่งแค่นี้ได้ไหมครับ ?"
"อ้าว ทำไมไม่เข้าไปละครับ"
"เอ่อ พอดีผมรู้สึกไม่ค่อยดีน่ะครับ ขอส่งถึงแค่นี้ก็แล้วกันครับ ดูจากแผนที่ ก็เดินเข้าไปอีกนิดหน่อยแค่
นั้นเองครับ"
"ซอยนี้เคยมีเรื่องมีราวอะไรหรือเปล่าครับ ?"
ผมถามเขาเนื่องจากรู้สึกทะแม่งๆขึ้นมา

"ไม่มีครับๆ ผมแค่ไม่อยากเข้าไปเฉยๆ"
"ไม่มีอะไรจริงๆเหรอครับ ?"
"ไม่มีครับๆ ผมแค่รีบไปรับลูกค้าที่อื่นแค่นั้น"
เขาปฏิเสธพร้อมทั้งบอกเหตุผลที่บอกตามตรงเลยว่านั่นมันข้ออ้างชัดๆ แต่ผมก็ไม่มีทางเลือกในเมื่อเขา
ไม่ยอมไปส่งต่อ ผมเลยต้องจ่ายเงินและลงจากรถ

และทั้งหมดนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้ผมต้องมาเดินง่อกๆแง่กๆเหงื่อแตกอยู่อย่างนี้

หลังจากเดินมาพอสมควร ในที่สุด ผมก็มาถึงอาคารพาณิชย์ที่ตั้งของสำนัก เป็นอาคารที่เก่าและดู
ทรุดโทรมเอาเรื่อง คูหาอื่นๆปิดล็อกกุญแจกันหมด เหลือแต่สำนักงานไร้ป้ายชื่อข้างหน้าเท่านั้นที่เปิดอยู่
ผมมองไม่เห็นข้างในเนื่องจากหน้าสำนักงานเป็นกระจกติดฟิล์มสีดำทั้งหมด มองดูจนทั่วก็ไม่พบกริ่งกด
ผมเลยตัดสินใจเคาะประตู

"เอ้า คุณวรินทร์ มาแล้วเหรอ เข้ามาข้างในสิ"
ผมสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเพราะประตูเปิดก่อนที่ผมจะเคาะเรียกซะอีก

คุณวินัยยิ้มอย่างร่าเริงอารมณ์ดี วันนี้เขาก็ยังอยู่ในชุดเสื้อฮาวายสีสันแสบตาและกางเกงสแล็ค เปิดประตู
ให้ผมเข้าไปข้างใน

ผมเดินเข้าไป พอเห็นสภาพข้างใน ผมบอกได้ทันทีเลยว่านี่ไม่ใช่สำนักงาน เพราะข้างในนี้มีแต่ของเก่า
จำนวนมากมายวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นหม้อ ไหดินเผา เครื่องสังคโลก เครื่องเบญจรงค์
รูปปูนปั้น รถมอเตอร์ไซด์สมัยสงครามโลก แทบจะไม่มีทางเดิน จำนวนมากมายขนาดนี้สามารถจัดเป็น
พิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมๆได้เลย

"เชิญนั่งพักก่อนสิ เดินตั้งแต่ปากซอยเข้ามาคงจะร้อนแย่ ทานน้ำเย็นๆก่อนสิครับ"
คุณวินัยผายมือไปที่โต๊ะรับแขก เชื้อเชิญให้ผมไปนั่งพัก ซึ่งบนโต๊ะมีแก้วน้ำวางอยู่ 3 ใบ วางต้อนรับไว้
อยู่แล้ว

"ครับ ขอบคุณครับ"
ผมรับคำ ก่อนเดินไปที่โต๊ะรับแขก วางกระเช้าผลไม้ไว้บนโต๊ะ พอนั่งลง ผมก็เพ่งมองแก้วน้ำอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนยกขึ้นมาดื่ม น้ำในแก้วเย็นเจี๊ยบดีจริงๆ

คุณวินัยเดินมาหาผม ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มระบายอยู่ ดูท่าวันนี้เขาคงอารมณ์ดีมาก
"ฮ่ะๆ ผมนึกแล้วว่าคุณต้องมา ในที่สุดคุณก็มาจริงๆ แป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวผมไปตามเรไรมาก่อน"

อ้อ... ในที่สุดผมก็รู้ชื่อของเธอ เธอชื่อ เรไร นี่เอง
เขาเดินผ่านประตูด้านหลัง หายไปครู่หนึ่งก็ออกพร้อมกันสองคน

ผมมองเธอด้วยสายตาที่ตกตะลึง

เธออยู่ในชุดสูทดำกระโปรงยาว ผมสีดำขลับเป็นเงาถูกคาดด้วยที่คาดผมสีเทา ใบหน้าสวยที่มีรอย
แผลเป็นหลายริ้ว

เหมือนวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง

คุณวินัยและเรไรนั่งลงที่โต๊ะรับแขก คุณวินัยก็ยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิม แต่เรไรนั่งหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
คุณวินัยเอ่ยขึ้นมา
"เมื่อวานนี้ เราเจอกันแบบไม่ทันตั้งตามเลยทำอะไรรุ่มร่ามกันไปหน่อย วันนี้ได้มาเจอกันอย่างเป็น
ทางการ ก็น่าจะแนะนำตัวเองกันดีๆ ดีกว่านะครับ"

"ใช่ครับ งั้นขอผมแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อ วรินทร์ เรียกผมว่า วิน ก็ได้ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
ผมแนะนำตัวเอง

"ผม วินัย ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ส่วนเธอคนนี้ก็ เรไร"
คุณวินัยแนะนำตัวเรไรให้กับผม
เธอมองมาที่ผม ผงกหัวทีหนึ่งโดยไม่พูดอะไร

ผมยิ้มให้เธอ ก่อนเอ่ยขึ้น
"ที่ผมมาวันนี้ คือว่า อยากจะขอโทษที่ผมเสียมารยาทแอบบติดตามคุณเรไร แต่นั่นก็เพราะว่าผมอยาก
แสดงความขอบคุณที่คุณเรไรเคยช่วยชีวิตของผมไว้เมื่อหลายเดือนก่อน ผมอยากขอบคุณจากใจจริง"
"แต่ฉันบอกไปแล้วว่าฉันไม่ได้คิดจะช่วยชีวิตแม้แต่น้อย"
"ถึงคุณไม่มีเจตนาจะช่วยผม แต่สิ่งที่คุณทำก็ได้ทำให้ผมรอดมาถึงวันนี้ได้ ผมจึงรู้สึกขอบคุณ คุณเรไร
เป็นอย่างมากเลยครับ"

"เอ้า เรไร คุณวินเขาอุตส่าห์มาขอบคุณถึงที่ทั้งที ก็รับน้ำใจเขาหน่อยสิ"
คุณวินัยกระตุ้นเรไรช่วยผม

ผมเห็นเป็นโอกาส เลยหยิบกระเช้าผลไม้ ก่อนมอบให้เธอพร้อมกับคำขอบคุณ
"คุณเรไรครับ ผมขอบคุณมากที่คุณได้ช่วยชีวิตผมไว้"

เธอมองหน้าผมสลับกับมองที่กระเช้าผลไม้ ก่อนที่จะผงกหัวและรับคำขอบคุณของผมไป

"เอ้อ ดีจังเลยนะเรไร มีหนุ่มๆอุตส่าห์มาขอบคุณถึงที่แบบนี้"
ดูท่าคุณวินัยจะเย้าแหย่เรไร แต่เธอก็นั่งนิ่งเงียบต่อ

"ว่าแต่ว่าคุณวินลางานมาเหรอครับ วันนี้เป็นวันทำงานปกตินี่"
"แฮะๆ ตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งนั้น ผมต้องนอนโรงพยาบาลยาว เลยโดนเขาให้ออก ตอนนี้กำลังหางานทำอยู่
ครับ"
"หือ ทำไมโชคร้ายจังเลยล่ะ แล้วเป็นไงบ้าง ได้ที่ทำงานใหม่รึยัง"
"ก็ไปสัมภาษณ์มาหลายที่แล้วครับ แต่ยังไม่ตอบรับมากลับมาเลย"
"อืม แย่จัง ช่วงนี้เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดีซะด้วย คงหางานยากหน่อยนะครับ"
"อ้า... ก็.. ประมาณนั้นครับ"
แล้วเราก็เงียบไป

โดยส่วนตัวผมแล้ว เมื่อได้ทำการขอบคุณเรไรเรียบร้อย คุยกันสักเล็กน้อยพอเป็นมารยาท ก็สมควรได้
เวลาที่จะต้องขอตัวลากลับเพื่อจะได้ไม่เป็นการรบกวนอีกฝ่าย แต่ผมยังไม่คิดอยากจะกลับตอนนี้ มันมี
บางอย่างที่ค้างคาใจผมอยู่มาก จนอดใจไม่ไหว ต้องเสียมารยาทเอ่ยปากถามคุณวินัย

"คุณมีอะไรจะถามผมรึเปล่า คุณวิน ?"



ผมชะงักเล็กน้อยที่โดนคุณวินัยพูดขัดขึ้นมาก่อนจะเอ่ยปากถามเขา
ผมมองหน้าเขา เขายังคงยิ้มอยู่ราวกับว่าเขาสามารถอ่านผมออก ในเมื่อเป็นอย่างนี่ผมก็ไม่คิดจะรักษา
มารยาทแล้ว ผมเลยถามเขาในสิ่งที่สงสัย

"ผมสงสัยเรื่องนามบัตรที่คุณวินัยให้ผมมา ทำไมจู่ๆตัวอักษรมันถึงหายไปได้ แล้วทิ้งไว้สักหน่อยมันโผล่
กลับขึ้นมาเองล่ะครับ"
"แล้วมันหายตอนไหนล่ะ ?"
"ตอนบ่ายๆ ตัวอักษรอักษรมันหายไปหมด แต่พอตกค่ำมันก็กลับคืนมาน่ะครับ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น"
"แล้วตอนบ่ายๆ คุณได้ให้ใครดูนามบัตรรึเปล่าล่ะ"
ผมสะอึกในคำถามของเขา

ดูเหมือนว่าคุณวินัยจะจับพิรุธผมได้ เขาเอ่ยขึ้นอย่างยิ้มๆ
"ก็ไม่เป็นไร คนอื่นดูนามบัตรนั่น ผมก็ไม่ว่าอะไรนะ"

ผมขบปากตัวเองนิดหน่อย เจ็บใจที่โดนจับผิด แต่ก็ดื้อด้านถามหาคำตอบต่อ
"สรุปแล้วตัวอักษรมันหายไปได้ยังไงครับ"
"ที่ตัวอักษรมันหายก็เพราะว่าคุณคิดว่ามันหายน่ะสิ"

ผมงงกับคำตอบของเขา เลยถามเขา
"มันหมายความว่าไงเหรอครับ ?"

คุณวินัยขยับท่านั่ง ก่อนอธิบายผม
"ตอนที่คุณดูนามบัตรครั้งแรกคุณเห็นทุกอย่างที่เขียนใช่ไหม ?"
"ใช่ครับ"
"แล้วพอคุณให้เพื่อนคุณดู เพื่อนคุณก็บอกว่าไม่เห็น คุณเลยดูนามบัตรอีกที คุณก็ไม่เห็นตัวอักษรตามที่
เพื่อนคุณว่าใช่ไหม ?"

ผมรู้สึกประหลาดใจที่เขาสามารถทายได้ถูกเป็นฉากๆ จนไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ได้แต่พยักหน้า
ยอมรับเท่านั้น

"แล้วทีนี้ พอตอนหลังคุณมาดูอีก คุณก็กลับมาเห็นตัวอักษรอีกครั้ง รู้ไหมทั้งหมดนั้นเกิดจากการที่
พอคุณเห็นตัวอักษรครั้งแรก คุณก็จะเกิดการรับรู้ว่านามบัตรนี้มีตัวอักษรเขียน แต่พอเพื่อนคุณบอกว่า
ไม่เห็น คุณก็เกิดความลังเลและคล้อยตามเพื่อคุณจนการรับรู้ของคุณผิดเพี้ยนกลายเป็นไม่เห็นเหมือน
กับเขา แต่พอคุณอยู่ตัวคนเดียว เลยไม่มีสิ่งเบี่ยงเบนการรับรู้คุณได้ คุณก็เลยกลับมาเห็นตัวอักษร
อีกครั้ง"
เขาอธิบายอย่างยืดยาว

ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนแย้งเขา
"คุณวินัยกำลังบอกว่า เป็นเพราะเพื่อนบอกว่าไม่เห็น ผมก็เลยคล้อยตามเพื่อนจนมองไม่เห็นตามใช่
ไหมครับ ผมว่ามันไม่สมเหตุสมผลนะ ในเมื่อมันเป็นนามบัตรธรรมดา เขาก็ต้องเห็นเหมือนที่ผมเห็นสิ
จะไม่เห็นได้ยังไงกันครับ"
"ก็เพราะมันไม่ใช่นามบัตรธรรมดาน่ะสิ มันเป็นนามบัตรที่คนมีความสามารถพิเศษเท่านั้นถึงจะมอง
เห็นได้"

คุณวินัยพูดเรื่องที่ดูเหลวไหลขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มๆ ซึ่งมันยิ่งทำให้ดูไม่น่าเชื่อไปใหญ่ แต่ผมกลับอึ้ง

"คุณวินัยกำลังจะบอกว่า ผมมีความสามารถพิเศษ ใช่ไหมครับ"
"ใช่ครับ คุณสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้"
"แล้วผมมองเห็นอะไรได้ล่ะครับ ?"
ผมถามเขาด้วยคำถามที่ดูเหมือนไม่ค่อยใช้สมองคิดสักเท่าไร

"อืม...ประมาณสิ่งที่นอกเหนือจากรูปธรรม พอจะพูดได้ว่า คุณเห็นนามธรรมได้ล่ะมั้ง ผมก็อธิบาย
ไม่ค่อยถูกเท่าไร คุณต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเอาเองพอสมควรนะ ถึงจะรู้ว่าเห็นอะไรได้บ้าง"
คุณวินัยก็อธิบายไม่ค่อยถูกอยู่เหมือนกันว่าผมสามารถเห็นอะไรได้บ้าง

ผมงงมาก ราวกับโดนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ อยู่ดีผมก็กลายเป็นคนมีความสามารถพิเศษ มองเห็นสิ่งที่
คนอื่นมองไม่เห็นไปซะอย่างงั้น มันดูเหลวไหลสิ้นดีเลย ขืนคุยกันต่อไป ผมอาจมีพลังขนาดเหาะเหิน
เดินอากาศหรือไม่ก็ยิงลำแสงได้ ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย

ผมถามเขาถึงอีกเรื่องที่ผมสงสัย
"คุณวินัยรู้ได้ยังไงครับว่าผมมาถึงแล้ว และรู้ได้ยังไงว่าผมเดินมาตั้งแต่ปากซอย ?"

ทันทีที่ผมถามจบ คุณวินัยก็หัวเราะชอบอกชอบใจ ก่อนพูดขึ้นมา
"คุณวิน ! คุณมาทำงานกับผมเถอะ คุณเป็นคนที่สมกับเป็น "ผู้ที่เกิดมาเพื่อคนคนนั้น" จริงๆ
ผมขอร้องล่ะ มาทำงานกับผมเถอะ"
"ผมไม่ทำงานอะไรทั้งนั้นครับ จนกว่าคุณจะตอบผมว่า ทำไมคุณถึงรู้"

เขายิ้มแก้มแทบปริก่อนจะพูดถามย้อนผม
"งั้นผมขอถามคุณกลับสักหน่อยนะ คุณรู้ได้ยังไงว่า ผมรู้ว่าคุณเดินจากปากซอยมา และรู้ว่าคุณมาถึง
แล้ว"

"ตอนที่เจอหน้ากัน คุณวินัยบอกให้ผมนั่งพักและพูดกับผมว่า ผมเดินมาจากปากซอยคงร้อนแย่ นี่เป็นจุด
ที่ทำให้ผมสงสัยว่าคุณวินัยรู้ได้ยังไงว่าผมเดินมาจากปากซอย และอีกข้อคือน้ำเย็นที่อยู่ในแก้วก็เย็นเจี๊ยบ
ราวกับเพิ่งรินออกมาจากตู้เย็น มิหนำซ้ำแก้วน้ำยังไม่มีหยดน้ำเกาะเลย นี่แสดงว่าคุณเตรียมให้พอดีกับ
เวลาที่ผมมาถึง ใช่ไหมครับ"
ผมอธิบายจุดที่ผมจับผิดได้ให้เขาฟัง

"เยี่ยมมาก เยี่ยมจริงๆ คุณวิน คุณจับผิดผมได้หมดเลย ผมคงต้องยอมเฉลยซะแล้วว่า ผมรู้ได้ยังไง
แดงเอ้ย ออกมาหาพ่อหน่อยเร้ว ทำตัวดีๆก่อนออกมาด้วยล่ะ"
คุณวินัยเอ่ยปากชมผม ก่อนร้องเรียกให้ใครคนหนึ่งซึ่งดูท่าจะเป็นลูกของเขาออกมาหาเขา

เหมือนกับโดนเทเลพอร์ตไปทิ้งไว้ขั้วโลกเหนือ ร่างกายของผมเย็นราวกับเลือดในตัวกลายเป็นน้ำแข็ง
หัวใจหยุดเต้น ขนลุกชูชันไปทั้งตัวจนไม่แน่ใจว่าขนหัวลุกด้วยหรือไม่

เด็กที่วิ่งปร๋อมาหาคุณวินัยนั้น ตัวของเขาเหมือนกันหมอกควันบางเบาที่มองทะลุได้ !

เด็กคนนั้นวิ่งมาแอบอยู่ข้างหลังคุณวินัย ชำเลืองมองผมด้วยสายตาที่ผมไม่อาจคาดเดาได้ คุณวินัยก็
หันไปหาเด็กคนนั้นแล้วก็ยิ้มให้ ก่อนหันมากลับมาพูดกับผม
"คุณวินไม่ต้องกลัวหรอก ไอ้แดงเป็นเด็กดี ไม่ทำร้ายใครหรอก"

จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ แต่ขวัญของผมกระเจิงไปหมดแล้ว ตัวแข็งขยับไม่ได้อยู่
เรไรที่นั่งเงียบมานาน กำลังจ้องมองที่ผม สายตาที่ไม่ส่อถึงอารมณ์ใดประสานกับสายตาผม จ้องได้
แป๊บเดียว ผมก็เป็นฝ่ายหลบตา

แต่น่าแปลก ความกลัวเมื่อกี้นี้กลับหายไป ราวกับมันถูกขับไล่ด้วยสายตาของเธอ

"หายกลัว รึยังล่ะคุณวิน งั้นเดี๋ยวผมให้แดงออกไปก่อนนะ ไปแดง ไปเล่นข้างนอกก่อนนะ เดี๋ยวพ่อคุย
ธุระก่อน"
เด็กน้อยพยักหน้ารับก่อนวิ่งปร๋อทะลุกระจกออกไปข้างนอก

"โอ้ คุณวิน ไม่ต้องสั่นขนาดนั้นหรอก ก็บอกแล้วว่าไอ้แดงไม่ทำอะไรใครหรอก มันน่ารักจะตาย"
คุณวินัยพูดถึงเจ้าผีน้อยที่วิ่งออกไปข้างนอกด้วยท่าทีที่เอ็นดูรักเด็ก

ผมหายใจเข้า ออก เข้า ออก ลึกๆประมาณ 5-6 ที สติสตังถึงเริ่มกลับคืนมา พอมองไปที่เรไร เธอก็ดู
ไม่รู้สึกรู้สาอะไร คุณวินัยคงเห็นผมมองไปที่เธอ ก็เลยบอกผม
"เรไร เธอ ไม่เห็นไอ้แดงหรอก ถึงเห็นก็ไม่เป็นปัญหาอะไร การที่คุณวินเห็นไอ้แดงนี่แหละที่เป็น
หลักฐานยืนยันว่าคุณวินมีความสามารถพิเศษ มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นได้"

"นายกลัวเหรอ ?"
ในที่สุดดอกพิกุลก็ร่วงออกมา เรไร เธอถามผม หลังจากที่นั่งนิ่งมาโดยตลอด

"มะ มะ มะ มะ ไม่ซะหน่อย"
ผมพยายามพูดจารักษาฟอร์ม แต่ปากกลับไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไร

"งั้นก็ดี"
เธอพูดแค่สั้นๆ

"เอาล่ะ ตอนนี้คุณวินก็รู้เฉลยแล้ว ตอนแรกไอ้แดงวิ่งเล่นอยู่ข้างนอก พอเห็นคุณกำลังเดินมาจาก
ปากซอย มันก็วิ่งมาบอกผม ผมก็เลยเตรียมน้ำท่าไว้ให้พอดีกับตอนที่คุณมาถึงไง อ้าว แล้วตอนนี้ว่าไงล่ะ
ตัดสินใจเรื่องมาทำงานกับผมได้รึยังล่ะ"
"ละ ละ แล้วงานที่คุณวินัยกับเรไรทำกันอยู่เป็นงาน บะ บะ แบบไหนเหรอครับ ?"
"เอ่อ ก็เหมือนกับที่เขียนไว้ในนามบัตรไง"
"รับชำระล้างน่ะเหรอครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจ"
ในที่สุดเสียงผมก็เลิกสั่น

"เอ่อ ก็ประมาณใกล้ๆกับปัดรังควาน กำจัดสิ่งไม่ดีล่ะมั้ง ว่าไงสนใจไหม ผมให้เดือนละ 15,000
เลยเอ้า"

มันเป็นความรู้สึกของนักบินอวกาศ ยามเมื่อเขาอยู่บนกระสวยอวกาศที่กำลังลอยอยู่นอกโลก ตัวเขา
หยุดนิ่ง และกำลังมองโลกที่หมุนรอบตัวเองอยู่ ราวกับว่าเขาสามารถทำตัวขวางโลก ไม่หมุนไปตาม
โลกได้สำเร็จ

นี่คือสิ่งที่ผมกำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้

ผมยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ ราวกับเด็กน้อยที่กำลังจะขี่จักรยานคันเล็กของตัวเองตะกุยขึ้นเนินดินที่
สูงชันมันช่างตื่นเต้นและเร้าใจจริงๆ ไอ้งานนี้
แต่ถ้าจะให้พูดกันตามตรง มันก็ดีกว่าตกงานตั้งเยอะ ถึงงานนี้จะดูผิดปกติที่มนุษย์ธรรมดาเขาทำกัน
ก็เถอะ
"ตกลงครับ"

"เยี่ยม งั้นต้องแนะนำตัวเองใหม่ ในฐานะผู้ร่วมงานกัน ผม วินัย สมญานาม "พหูสูต" ผู้รู้สรรพวิชา
เป็นผู้จัดการของที่นี่ ดูแลกิจการและหาลูกค้า ส่วน เรไร ก็ สมญานาม "สังหารเทพ" เป็นหุ้นส่วนและ
ฝ่ายปฏิบัติการ ส่วนคุณวิน จะเข้ามาเป็นฝ่ายปฏิบัติการและสนับสนุน ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ"
คุณวินัยกล่าวแนะนำตัวเองและเรไรอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาแนะนำตัวเองในสิ่งที่ได้ปกปิดไว้ในตอนแรก
ให้ผมรู้

พอได้ยิน ผมก็สงสัยจนเอ่ยถามขึ้นมา
"ทำไมเรไรจึงได้สมญานาม "สังหารเทพ" ล่ะครับ"

ดูเหมือนเรไรจะเห็นว่าผมอยากรู้ที่มาของสมญานามของเธอ เธอเลยเอ่ยปากอธิบาย

"ฉันสามารถฆ่าทุกสิ่งที่ฉันเห็นได้ ถ้าฉันเห็นพระเจ้า ฉันก็ฆ่าได้"
เรไรพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ผมตะลึงในคำพูดเธอ อะไรนะ เธอว่าเธอสามารถฆ่าได้แม้กระทั่งพระเจ้างั้นเหรอ

วินัยหัวเราะหึๆขึ้นมาก่อนพูดกับผม
"คุณวิน คุณคิดว่าคุณโชคดีรอดตายมาได้เพราะระเบิดลูกนั้นด้านน่ะเหรอ ผิดแล้วล่ะ ที่ระเบิดลูกนั้นไม่
ระเบิดก็เพราะว่าเรไรเธอฆ่าระเบิดลูกนั้นไปแล้วต่างหาก"

"ฆ่าระเบิด ?!?"
ผมทวนคำพูดนั้นอย่างงงๆ

"ฟังดูไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะ แต่ขอให้เชื่อเถอะ เธอทำอย่างที่เธอพูดมาได้จริงๆ "
คุณวินัยยืนยัน

ด้วยเรื่องราวที่ผมรับรู้มาทั้งหมดจนถึงเดี๋ยวนี้ ทำให้ผมปักใจเชื่อได้ว่า เธอทำอย่างนั้นได้จริง โดยไม่
กังขาแต่อย่างใด

"ว่าแต่ว่า งานของเราทำงานกันแบบไหน แล้วผมต้องทำหน้าที่อะไรบ้างล่ะครับ ?"
ผมสอบถามวิธีการทำงานและภาระงานของผม

คุณวินัยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนพูดขึ้นมา
"ตอนนี้อธิบายไป คุณวินก็ไม่เห็นภาพ เอาเป็นว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปทำงานปัดรังควานกันกัน ระหว่าง
ทำงานก็ OJT* คุณวินไปในตัวเลย"

"เอ๋ เริ่มงานพรุ่งนี้เลยเหรอครับ ?"
"ใช่แล้ว"
คุณวินัยตอบด้วยใบหน้ายิ้มๆ

พรุ่งนี้ผมจะเริ่มงานที่พิลึกพิลั่นที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันมาก่อน

****************************************************

หมายเหตุ
* OJT : On the Job Training การฝึกสอนหน้างาน




 

Create Date : 11 ธันวาคม 2551    
Last Update : 11 ธันวาคม 2551 8:11:52 น.
Counter : 140 Pageviews.  

Todesengel ~ ออกตามหา ~



เธอพุ่งเข้าใส่ผม ประชิดตัว ใช้มือซ้ายจับปกคอเสื้อเชิตแล้วยกร่างของผมจนลอยพ้นพื้น
ดันให้ไปกระแทกกับกำแพงด้านหลังจนเสียงดังตึง
ท้ายทอยผมฟาดเข้ากับกำแพง ตาพร่าเลือนเห็นดาวเดือนระยิบระยับ
พอหายมึน ก็พบว่าตัวเองถูกขึงลอยพ้นพื้น หลังแนบกับกำแพง
เราประจัญหน้ากัน
ริมฝีปากสีชมพูสวยได้รูปของเธอขยับ น้ำเสียงหวานแต่เย็นชาดังกังวาน

"ตามมาทำไม ?"



ผมรู้สึกว่าร่างกายเป็นอิสระ ตัวเบาหวิวเหมือนกับกำลังล่องลอยอยู่ในอวกาศ แต่จะว่าไป ผมเองก็
ไม่เคยออกจากนอกโลก ดังนั้นไอ้ความรู้สึกนี้ก็แค่เป็นการพูดเลียนแบบความรู้สึกของพวกนักบิน
อวกาศจากที่เคยเห็นตามโทรทัศน์เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ผมรู้สึกกำลังล่องลอยแบบนั้นจริงๆ
ผมหลับตา ปล่อยให้ตัวเองล่องลอยอย่างนี้ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้ว แต่อยู่อย่างนี้มันก็สบายดี จนทำให้
ไม่รู้สึกใส่ใจกับเรื่องเวลาเลย

แต่ถึงผมจะหลับตา ก็ยังรู้สึกถึงแสงสว่างวูบวาบลูบไล้เปลือกตาของผม หูก็ได้ยินเสียงเหมือนคน
จำนวนมากมายจับกลุ่มคุยกัน เสียงผสมปนเปจนจับใจความอะไรไม่ได้เลย แต่ก็แปลกที่ทั้งหมดนี้กลับ
ไม่ทำให้ผมรู้สึกรำคาญแต่กลับทำให้รู้สึกเหมือนมีเพื่อนอยู่ด้วย แต่จิตใต้สำนึกเหมือนจะเริ่มกระตุ้น
เตือนผม ให้ผมต่อต้านกับความแสนสบาย สงสัยลึกๆแล้วผมคงจะเป็นพวกนิยมความลำบากมั้ง ถึงได้
ไม่อยากจมอยู่ในความสบายแบบนี้
ผมเลยลืมตาตื่น

แสงสีขาวจ้า เสียงปิ๊บปี๊บดังข้างหูตลอดชวนให้รำคาญ มีอะไรบางอย่างมาครอบปากและจมูกของผม
หัวตื้อมึน ความรู้สึกเบลอๆ ม่านตากำลังปรับแสง
พอตาเริ่มชินกับแสง สิ่งที่เห็นสิ่งแรกคือเพดานสีขาว

ผมกำลังนอนแบ่บอยู่บนเตียงในห้อง ICU สายอะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้ระโยงระยางเสียบตรงจิ้มตรงนี้
ทั่วร่างของผมไปหมด หมอและพยาบาลเอามาตรวจดูอาการของหลังจากที่เห็นผมรู้สึกตัว ถามโน่น
ถามนี่ แต่ผมก็ไม่สามารถตอบอะไรได้ มันรู้สึกเหนื่อยมาก ปวดระบมราวกับโดนรุมกระทืบมา ทำได้
แค่เพียงพยักหน้ากับส่ายหน้าเท่านั้น พอพวกเขาตรวจอยู่สักพักก็พากันเดินห่างออกไป สงสัยว่าคง
ตรวจเสร็จแล้ว

ผมคงรอดตายสินะ

ผมหลับตา นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น
โดนยิง เลือดไหลออกมามาก จนเกือบจะตายอยู่รอมร่อ แต่ก่อนที่จะตาย อยู่ๆก็มีสาวชุดดำกระโจน
เข้ามาจัดการคนร้าย ผมจำเธอได้ชัดเจน
ผมดำขลับยาวถึงกลางหลัง สวมที่คาดผมสีเทา เสื้อและกระโปรงที่เธอสวมใส่ล้วนแต่เป็นสีดำ
ใบหน้าสีขาวกระจ่างของเธอช่างสวยซึ้ง แต่
รอยแผลเป็นริ้วยาวกระจายทั่วหน้าของเธอ
พอเธอล้มคนร้ายได้ เธอก็พุ่งหนีไปด้วยความเร็วอย่างเหลือเชื่อ ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ปล่อยให้
ลูกระเบิดที่หลุดจากมือคนร้ายกลิ้งมาหาผม
เฮ้ย ! ลูกระเบิด ผมจำได้ ลูกระเบิดมันกลิ้งมาใกล้ผมมากเลย โอ้ย ! ระยะแค่นั้นรับรองได้เลยว่า
ผมกลายเป็นเศษเนื้อแน่นอน
โอ้ พระเจ้า ! ผมรอดมาจากระเบิดด้วย !
Die Hard จริงๆเลย อย่างนี้ จอห์น แมคเคลนต้องเรียกผมว่าพี่ซะแล้วเพราะผมอึดกว่าเห็นๆ

ดวงโครตแข็งเลย

ภาคภูมิใจกับดวงของตัวเองได้สักพัก ความสะลึมสะลือจากฤทธิ์ยาระงับปวดทำให้ผมหลับไปอีกครั้ง
พอผมตื่นขึ้นมาใหม่ได้สักหนึ่ง ก็มีคนเข้ามาเยี่ยม
พ่อ แม่และน้องชายใส่ชุดสำหรับเข้าเยี่ยมของโรงพยาบาลเข้ามาล้อมเตียงผม
ผมอยากจะชูสองนิ้วสู้ตายให้พวกเขาเห็นว่าผมสบายดีแต่ก็ทำไม่ไหว เลยได้แต่ยิ้มน้อยๆเท่านั้น
พอแม่เห็นหน้าผมเท่านั้น ก็รีบเอามือปิดหน้า เสียงสะอื้นเริ่มลอดออกมาจากฝ่ามือ ไหล่โยนเบาๆ
ถึงผมจะเป็นฝ่ายที่โดนกระทำก็เถอะ แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดที่ทำให้แม่ต้องมาร้องไห้เป็นห่วงแบบนี้

"แม่ร้องไห้ทำไม ลูกพ้นขีดอันตรายแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว เดี๋ยวลูกก็ใจเสียหมด"
พ่อปรามแม่ไม่ให้ร้องไห้

"สงสาร...ลูก..."
เสียงแม่ฟืดฟาดตอบพ่อ

"นึกว่าพี่วินจะไม่ฟื้นซะแล้ว พี่สลบไปตั้ง 7 วัน นานมากจนหมอกลัวว่าจะไม่ฟื้นน่ะ ทุกๆคนเป็นห่วง
มากเลยรู้ไหม?"
ผมเหลือบตามองน้องชายของผม ถึงเราสองคนจะไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์พี่น้องสักเท่าไรตั้งแต่
ตอนเป็นเด็กจนโต แต่เราก็ยังเป็นห่วงกันอยู่ดี นี่แหละมั้งความสัมพันธ์ของสายเลือด

"นี่รู้ไหม พี่วินโครตดวงดีเลย พี่โดนยิงเฉียดหัวใจไปนิดเดียวเอง แถมระเบิดก็ด้านอีก เนี่ยในข่าว
เขาบอกว่าหน้าพี่ซบกับระเบิด ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยพี่เลย รอตั้งนานกว่าหน่วยกู้ระเบิดจะมา
เลือดออกขนาดนั้นใครๆก็นึกว่าพี่ตายแล้ว พี่นี่อึดจริงๆ"

อ้าว ระเบิดด้านหรอกเหรอ ผมนึกว่าผมรอดตายจากการระเบิดได้ซะอีก หมดกันผมอุตส่าห์คิดว่า
ผมเจ๋งกว่าแมคเคลนแล้วเชียว

"ไม่เป็นไรแล้วนะลูก หมอบอกว่าอาการดีขึ้นแล้ว อีกไม่นานก็ได้ออกจากนี่แล้ว"
พ่อบอกกับผมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผมมองหน้าพ่อ ตาของพ่อดูรื่นๆสั่นไหวอยู่ สื่อให้เห็นถึงความเป็น
ห่วงของพ่อที่มีต่อผม

น้องชายยังคงพูดเล่าเรื่องต่างๆที่ข่าวเขาออกมา เรื่องที่มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ถึงบ้านแล้วก็เรื่องอื่นๆ
อีกหลายเรื่อง พ่อบางทีก็ปรามบางทีก็เสริมเป็นระยะ ส่วนแม่เลิกร้องไห้แล้ว รอยยิ้มผุดออกมาระบาย
บนใบหน้า

ครอบครัวเราดูเป็นครอบครัวขึ้น

นานมาแล้วที่เราไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน แยกย้ายกระจัดกระจายกันอยู่ ตั้งแต่ผมเรียน
มหาวิทยาลัยจบก็ออกทำงานเลยแทบไม่ได้กลับบ้านเลย น้องชายพอจบมัธยมปลายก็เข้าไปทำงานที่
กรุงเทพฯ ไม่เรียนต่อ พ่อกับแม่เลยอยู่ที่บ้านกันสองคน นานทีปีหนถึงจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน

แต่การรวมตัวพร้อมหน้ากันแบบนี้ไม่ดีเลย

ครั้งนี้ผมแค่โชคดีที่รอดตายมาได้ เราได้เลยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน แต่ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้นล่ะ
ถ้าเกิดใครคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรไป เราจะยังเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์กันได้อยู่เหรอ ?

อกผมสะท้อนหวั่นไหว

หลังจากพวกเขาพากันกลับไปไม่นานนัก ผมก็มีแขกรายใหม่มาเยี่ยมซึ่งมาพร้อมกับเทปบันทึกเสียง
นักข่าวสองคนหญิงหนึ่งชายหนึ่ง

"คุณวรินทร์คิดยังไงกับคนร้ายคะ ? ไม่น่าให้อภัยเลยใช่ไหมคะ ? น่าจะรับโทษประหารรึเปล่าคะ ?"

ผมฟังสิ่งที่นักสาวถาม ซึ่งดูเหมือนจะถามเองตอบเองแล้วรู้สึกอารมณ์ขุ่นขึ้นมาตะหงิดๆ
ใจคอจะไม่ถามผมว่าอาการเป็นยังไงบ้างเลยใช่ไหม ?
ผมก็เลยนิ่งไม่ตอบรับอะไรทั้งนั้น พอไม่ได้คำตอบเธอก็ถามคำถามอื่นต่อหลายคำถาม

"คุณวรินทร์รู้จักผู้หญิงที่เข้ามาช่วยไหมคะ ?"

มีคำถามนี้เท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกสนใจขึ้นมา ผมเลยหันหน้าไปหาเธอพร้อมกับส่ายหน้า

"เธอคนนั้นไม่ใครรู้จักเลยค่ะ ตอนเกิดเหตุก็ไม่มีใครที่ถ่ายภาพหน้าของเธอได้เลยซักคน ตอนก่อนที่
เธอจะกระโดดเข้าไปก็ไม่มีใครเห็นอีก ไม่มีใครบอกรายละเอียดรูปพรรณของเธอได้เลย คุณวรินทร์
พอจะจำหน้าเธอได้ไหมคะ ?"

ผมนึกถึงเธอคนนั้น แน่นอน ผมจำหน้าเธอได้ชัดเจน แต่ผมกลับเลือกที่จะส่ายหน้าปฏิเสธ

"งั้นเหรอคะ น่าเสียดายจังเลย ทางตำรวจเองกำลังตามหาตัวเธออยู่เหมือนกัน เพื่อสอบปากคำเธอคะ
เนี่ยจากข่าวที่ได้ยินมา รู้สึกว่าเธอจะโดนข้อหาทำร้ายร่างกายและก่อความเดือดร้อนนะคะ คุณว่ามัน
แปลกไหมคะ ทั้งที่เป็นฮีโร่ผู้กอบกู้สถานการณ์แท้ๆแต่กลับโดนตั้งข้อหาแบบนั้น ?"

"แต่ผมว่าเธอบ้าระห่ำมากเลยนะ ทั้งที่คนร้ายมีระเบิดที่ถอดสลักแล้ว ก็ยังไปทำแบบนั้นอีก มันเป็น
ยิ่งกว่าการฆ่าตัวตายอีกนะนั่น"
เพื่อนที่มาด้วยกันของเธอออกความเห็นขัด

นักข่าวสาวหันขวับไปทันที
"มันก็จริงอยู่ที่มันอันตราย แต่ถ้าเธอไม่เข้ามา เหตุการณ์ก็น่าจะบานปลายใหญ่โตกว่านี้อีกนะ"
"ถ้าระเบิดมันเกิดระเบิดขึ้นมา เหตุการณ์มันก็บานปลายใหญ่โตเหมือนกัน"
"แต่มันไม่ระเบิดนี่"
"ก็แค่โชคดีแค่นั้นแหละ ยังไงซะ มันก็อันตรายอยู่ดีที่ไปทำอย่างนั้น"
"แล้วทำไมนายชอบขัดฉันนักนะ หา"
แล้วสองคนนั้นก็ต่อล้อต่อเถียงกัน จนสุดท้ายก็ลืมเรื่องสัมภาษณ์ผมไปซะสนิท พากันออกไปเถียง
กันต่อข้างนอกห้อง

สรุปแล้วสองคนนั้นพากันมาทำอะไรเหรอ
ผมหลับตาลงอย่างรู้สึกรำคาญ ในใจคิดถึงเรื่องสาวชุดดำคนนั้น
ใบหน้าที่สวยแต่มีริ้วรอยแผลเป็นพาดผ่าน
แต่ก็ไม่นานนัก ผมก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

หลังจากผมได้สติขึ้นมาเป็นเวลา 5 วัน ผมก็ได้ออกจากห้อง ICU ย้ายมาหอผู้ป่วยในแทน
ตลอดช่วงนั้น ครอบครัว และผองเพื่อนจากที่ทำงานก็พากันมาเยี่ยมกันเป็นระยะๆ ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น
ขึ้นมาหน่อย รู้สึกว่ามีคนเป็นห่วงเราอยู่ ส่วนตำรวจก็มาสอบปากคำพร้อมกับให้ผมชี้ภาพของคนร้าย
2 ครั้งแล้วก็เงียบไป แต่ก็มีอีกพวกหนึ่งที่มาทีไร ผมกลับรู้สึกรำคาญ
พวกนักข่าว
ผมเองก็เพิ่งฟื้นตัวจึงพูดโต้ตอบพวกเขาได้แค่สั้นๆเท่านั้น แต่พวกเขาก็ยังวนเวียนเซ้าซี้ถามอยู่ดี
เวลาพวกเขาเข้ามา ผมก็เลยทำฟอร์มป่วย ตอบคำถามนิดหน่อยแล้วก็ขอนอนพักผ่อน
ผมไม่ค่อยชอบนักข่าวเท่าไรเลย พวกเขาวุ่นวายเกินไป

หอผู้ป่วยในที่ผมอยู่เป็นห้องรวม มี 12 เตียง คนไข้หนักเบาต่างก็จับจองจนเตียงไม่เคยว่างเลย
เตียงที่ผมนอนนั้นทำเลไม่ค่อยดีเลย อยู่กลางห้องใกล้ทางเดิน พวกหมอและนางพยาบาลมักจะเดินกัน
ไปมาบ่อย ทำให้หาความสงบไม่ค่อยได้
แต่มันก็ดีไปอีกแบบ
เพราะหลังจากออกห้อง ICU มา จำนวนคนมาเยี่ยมผมก็ลดลงไปเรื่อย มีแต่ครอบครัวเท่านั้นที่มา
เยี่ยมผมสม่ำเสมอ ส่วนคนอื่นก็แทบไม่โผล่มาเลย พอยิ่งอยู่พักฟื้นนานๆแบบนี้ นานวันเข้า ผมก็จมอยู่
กับความว่าง ตอนไม่มีใครมาเยี่ยม ก็อาศัยมองพยาบาลที่เดินผ่านไปผ่านมานี่แหละที่ทำให้พอชุ่มชื่น
ได้บ้าง

ก็ผมผู้ชายนี่นา

แต่ก็ไม่ถึงขนาดไม่มีคนมาเยี่ยมเลย เมื่อสัก 4 วันที่แล้วก็มีนักข่าวมาหาผมอีก คู่หูคู่ฮา สองคนนั้น
มาหาผมอีกครั้ง

"คราวนี้ไม่ทะเลาะกันโชว์เหรอ"
ผมแซวสองคนนั้น

"เรื่องมันแล้วไปแล้ว ลืมๆไปเหอะครับ"
สมเกียรติตอบ

สองคนนี้มาหาผมสองครั้งแล้ว ครั้งล่าสุดก็สัมภาษณ์ผมได้สักหน่อย สักพักก็เริ่มขัดกันเองอีก แล้วก็พา
กันออกไปเถียงกันข้างนอก ดีว่าครั้งหลังสุดยังแวะกลับเข้ามายื่นนามบัตรแนะนำตัวให้กับผม ทำให้ผม
รู้ว่าผู้ชายมีชื่อว่าชื่อ สมเกียรติ ส่วนผูหญิงชื่อว่ากุลธิดา

"แหม น่าอายจังเลยค่ะ มารบกวนคุณตั้งสองครั้งแล้ว แต่เพราะทำตัวไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวเอง เลยต้อง
มารบกวนอีก ขอโทษด้วยนะคะ"
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ดีซะอีกมีคนคุยด้วยจะได้ไม่เหงา"
"แล้วอาการตอนนี้ดีขึ้นมั่งรึยังครับ ?"
"หมอบอกว่าเริ่มดีขึ้นมากแล้ว อาการแทรกซ้อนก็ลดลงแล้วครับ"

ก็กับนักข่าวสองคนนี้นี่แหละที่ผมรู้สึกดีด้วย ถึงตอนแรกจะดูไร้มารยาทไปหน่อย แต่พักหลังก็ถามไถ่
อาการของผมนอกเหนือจากถามเรื่องข่าว ส่วนคนอื่น พอผมไม่ตอบสักหน่อยก็พากันเบะปาก น้องชาย
ของผมยังมาเล่าให้ฟังเลยว่า พอสวนกับพวกนั้นข้างนอกก็ได้ยินพวกเขานินทาผม หาว่าผมหยิ่งเล่นตัว
ไม่ยอมให้ข่าว ก็เล่นจะเอาแต่ข่าวแบบนี้แล้วใครจะมีใจตอบให้ล่ะ

"เรื่องที่เราเคยคุยกันไว้คราวก่อน ไม่ทราบพอจะจำได้หรือเปล่าค่ะ ?"

พอเธอพูดขึ้นมา ก็ทำให้ผมหวนนึกถึงใบหน้าอันสวยงามแต่เต็มไปด้วยแผลเป็นขึ้นมา ลืมไปเสียนาน
สาวลึกลับในชุดดำ

"ผู้หญิงชุดดำที่เข้ามาช่วย รึเปล่าครับ ?"
ผมตอบกลับ

"ใช่แล้วค่ะ เชื่อไหมคะจนถึงวันนี้ไม่มีใครรู้เลยว่า เธอเป็นใคร มาจากไหน แม้แต่ทางตำรวจก็ยังไม่มี
เบาะแสเลย"
"ไม่มีแม้แต่ภาพสเกตช์ด้วยครับ"
สมเกียรติเสริมขึ้นมา

"อ้าว แล้วไม่ถามคนร้ายกับตัวประกันอีกคนล่ะครับ ผมว่าทั้งคู่น่าจะเห็นแบบชัดๆเต็มๆเลยนะครับ"
ผมคิดว่าถ้าไม่มีใครเห็นเลย อย่างน้อยสองคนที่เผชิญหน้ากับเธอคนนั้นต้องจำหน้าได้บ้างสิน่า

"พอโดนจับ คนร้ายก็กลายเป็นคนสติแตกพูดโวยวายไม่รู้เรื่อง ตอนนี้ถูกส่งไปให้โรงพยาบาลจิตเวช
วินิจฉัยอยู่ค่ะ ส่วนตัวประกันก็ช็อกจนจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย"
กุลธิดาตอบกลับ

กลายเป็นไม่มีอะไรเลยที่จะบ่งบอกหน้าตาของเธอได้ ไม่ว่าทั้งภาพถ่าย ภาพสเกตช์ตลอดไปจนถึง
พยานบุคคล แม้แต่คนที่เจอหน้าเธอแบบจังๆก็กลับให้รายละเอียดไม่ได้
ช่างสมกับเป็นสาวลึกลับจริงๆ

"เลยมาหาผมอีก เผื่อว่าผมจะให้เบาะแสได้"
"ใช่แล้วค่ะ ไม่เหลือใครแล้วแล้วนอกจากคุณคนเดียวเท่านั้นที่พอจะให้เบาะแสได้"
"แล้วทำไมต้องตามหาเธอล่ะครับ"
ผมถามหาเหตุผลที่ให้ต้องตามหาหญิงสาวคนนั้น

กุลธิดาตอบกลับด้วยแววตาที่ลุกวาว
"ฮีโร่ไงคะ ฮีโร่ ทุกคนอยากรู้จักฮีโร่ทั้งนั้นค่ะ"

ผมตะลึงกับคำตอบของเธอ แต่สมเกียรติกลับถอนหายใจแล้วพูดขึ้นมา
"เธอเป็นพวกคลั่งฮีโร่น่ะครับ เหมือนเด็กๆเลย"
"ชั้นไม่ใช่เด็กนะ และก็ฮีโร่ทุกคนเขาทำเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง มันไม่ดีตรงไหน ?"
"ก็ที่เธอคนนั้นทำไปมันเสี่ยงมากไม่ใช่เหรอ โชคดีที่ระเบิดด้าน ไม่งั้นก็คงมีคนตายเยอะกว่านี้แน่"
"แต่ถ้าปล่อยให้มันยืดเยื้อคุณวรินทร์ก็อาจจะตายน่ะสิ"

คำพูดนี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมา
ถ้าเธอคนนั้นไม่เข้ามาจัดการคนร้าย แน่นอนว่าเหตุการณ์ต้องยืดเยื้อนานออกไปจนในที่สุด ผมอาจจะ
เสียเลือดมากจนตายก็ได้
ผมรู้สึกอยากขอบคุณเธอขึ้นมา

กุลธิดาและสมเกียรติเริ่มตั้งหน้าตั้งตาเถียงกันอีกแล้ว ผมเริ่มชักสงสัยว่าหัวหน้าคนไหนจับคู่ให้สองคน
นี้มาทำงานร่วมกัน มันจะได้งานไหมล่ะแบบนี้
ก่อนที่ทั้งสองจะพากันออกไปเถียงกันข้างนอก ผมเลยขัดพวกเขาขึ้นมา

"แล้วตอนนี้คนร้ายเป็นยังไงบ้างแล้วครับ ?"
ผมอยากทราบชะตากรรมของคนที่เล่นงานผม

กุลธิดาหยุดเถียงแล้วหันขวับมาตอบคำถามของผมทันทีบ่งบอกถึงความไฮเปอร์แอคทีฟของเธอได้เป็น
อย่างดี
"ตอนนี้ก็เข้าโรงพยาบาลจิตเวช ให้หมอวินิจฉัยว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ค่ะ"

"แล้วเขาเป็นคนยังไง ?"
ผมถามต่อ

"เขาเป็นพนักงานเฝ้าร้านเกมส์ค่ะ เขาติดเกมส์พวกยิงต่อสู้กันมาก ตำรวจไปค้นที่ห้องพักก็เจอทั้งปืน
จริง ปืนอัดลม ลูกระเบิด นิตยสารอาวุธปืนมากมายเลยค่ะ บ่งบอกว่าเป็นพวกคลั่งไคล้ความรุนแรงค่ะ"
กุลธิดาตอบ

"นอกจากนี้เขายังมีภาพถ่ายและวีดิโอที่เขาถ่ายตัวเองตอนซ้อมยิงปืนไว้ด้วยนะครับ"
สมเกียรติช่วยเสริม

ผมเริ่มเห็นเค้าลาง
"เรื่องกลายเป็นว่าคนโรคจิตเกิดคลั่งฆ่าคนขึ้นมา และผมก็กำลังจะเจ็บตัวฟรี"

"แนวโน้มก็น่าจะเป็นประมาณนั้นครับ"
สมเกียรติตอบไม่ค่อยอ้อมค้อมเท่าไร

ผมถอนหายใจ รู้สึกปวดชายโครงแปล๊บขึ้นมา ก่อนเอ่ยขึ้นมา
"ผมจะบอกหน้าตาของผู้หญิงคนนั้นให้พวกคุณสเกตช์ภาพ แต่มีข้อแม้สองข้อ"

"เอ๋ ? ว่าไงนะครับ/ค่ะ"
อุทานพร้อมกันทั้งสองคน

"ผมจะบอกให้พวกคุณสเกตช์ภาพหน้าของเธอ แต่มีข้อแม้สองข้อคือ หนึ่งห้ามตำรวจรู้เรื่องนี้ และสอง
เมื่อเจอเธอแล้ว พวกคุณต้องพาผมไปพบเธอด้วย ผมอยากขอบคุณที่เธอช่วยชีวิตผมไว้"
ผมยื่นข้อเสนอ

ทั้งสองคนรีบตกลงแทบจะทันทีหลังจากที่ผมพูดจบ หลังจากนั้นกุลธิดาก็นำเสนอเทคโนโลยีการสเกตช์
ภาพบุคคลให้ผมรู้ โดยเอาโน้ตบุคมาเปิดโปรแกรมที่มีชิ้นส่วนของใบหน้ามาให้ผมเลือกดูส่วนที่คล้าย
ที่สุดแล้วจึงนำมาประกอบกับเป็นภาพหน้าขึ้นมา ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่สะดวกรวดเร็วใช้ได้เลยไม่ต้อง
มาเสียเวลามานั่งวาดมือ เพียงแต่เธอไม่ได้บอกที่มาของเจ้าโปรแกรมนี้ และผมเองก็ไม่สนใจจะถาม
ด้วย หลังจากใช้เวลาไม่นานนัก ภาพคล้ายใบหน้าของเธอคนนั้นก็ปรากฏบนจอโน้ตบุค

"โอ้ ! เป็นผู้หญิงที่สวยจริงๆ"
สมเกียรติอุทานหลังได้เห็นภาพสเกตช์ของเธอ กุลธิดาหันมาค้อนตาขวางขวับหนึ่ง

"แต่ต้องเพิ่มรอยแผลเป็นหลายแผลเลยนะครับ"
ผมพูดพร้อมกับพยายามนึกถึงตำแหน่งรอยแผลเป็นบนใบหน้าของเธอ ผมจำได้ค่อนข้างจะเลือนลาง

หลังจากที่ใช้เวลาตกแต่งภาพเพิ่มเติมรายละเอียดตามที่ผมบอกสักพักหนึ่ง ในที่สุดภาพสเกตช์ก็เสร็จ
สมบูรณ์ กุลธิดายกโน้ตบุคมาให้ผมตรวจทานภาพ ซึ่งมันค่อนข้างคล้ายกับเธอที่ผมจำได้มากเลย
ทีเดียว เมื่อได้ภาพสเกตช์ที่สมบูรณ์แล้ว ทั้งสองก็ขอตัวลากลับเพื่อรีบไปทำงานต่อ ซึ่งก่อนไปก็ล่ำลา
ผมและให้สัญญาว่า ถ้าได้ความคืบหน้าจะรีบโทรมาหาผมทันที
ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเมื่อ 4 วันก่อน

วันนี้ก็มีคนมาเยี่ยมผมเหมือนกัน คนที่ผมคุ้นเคยพอสมควร

ผู้จัดการฝ่ายบุคคล

โรงงานที่ผมทำงานอยู่นั้นเป็นโรงงานขนาดไม่ใหญ่มาก มีพนักงานก็พอประมาณ แต่พวกเจ้าหน้าที่มี
ค่อนข้างน้อย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ทุกคนก็เลยต้องทำงานที่ค่อนข้างหนักและมีหน้าที่ที่ต้องความรับผิดชอบ
ค่อนข้างมาก พูดง่ายๆคือต้องทำงานหลายหน้า การที่ใครสักคนหายหน้าไปเป็นเวลานานก็จะส่งปัญหา
ต่อโรงงานได้

วันนี้ผู้จัดการมาพูดถึงเรื่องผลกระทบของการที่ผมเข้าโรงพยาบาลเป็นเวลานานนั้น ส่งผลต่อโรงงาน
อย่างไร พูดถึงเรื่องการที่ต้องรีบหาคนมาทำงานในตำแหน่งของผมโดยด่วนเพื่อให้โรงงานสามารถ
ทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่น และเรื่องขอให้ผมลาออก เขายื่นซองเอกสารพร้อมทั้งอธิบายสิทธิ
ประโยชน์ที่ผมจะได้รับซึ่งผมจะได้ค่าทำขวัญเป็นเงินเดือนล่วงหน้ารวมทั้งสิ้น 4 เดือน

"ผมรู้ว่ามันดูโหดร้าย ผมเองก็เสียใจแต่คุณก็รู้ว่าโรงงานเราตอนนี้เป็นยังไง โรงงานรอไม่ได้ เราเลย
ไม่มีทางเลือก เลยต้องขอให้คุณลาออก เพื่อ...."
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลพูดกับผม แต่ขอโทษเถอะ เสียงของเขาไม่เข้าหูของผมเลย

ผมนอนนิ่ง

ตั้งแต่เกิดเรื่อง ผมก็เข้านอนโรงพยาบาลมาเดือนกว่าแล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็นเวลาที่นานเกินกว่าที่ระเบียบ
ของบริษัทกำหนดให้ลาป่วยได้ แต่มันก็ไม่ใช่สาเหตุหลักที่นำมาบังคับให้ผมลาออกได้ ส่วนไอ้ที่โรงงาน
เดือดร้อนเนื่องจากขาดผมไปนั้นมันก็เป็นแค่ข้ออ้าง สาเหตุหลักๆนั้น ผมคิดว่าผมรู้ดี

ประมาณอาทิตย์ที่แล้ว เพื่อนที่ทำงานมาเยี่ยมผม พร้อมกับบอกข่าวคราวของที่ทำงาน

"ไอ้วิน โรงงานเราซวยแน่ ลูกค้าแม่งยกเลิกออเดอร์บานเลยว่ะ"
"ทำไมวะ"
"มึงก็รู้นี่ ตอนนี้เศรษฐกิจมันเป็นยังไง ไอ้อเมริกามันหนี้เน่าบานเลย การเงินแม่งเลยปั่นป่วนกระทบ
ไปทั้งโลกเลย ลูกค้าเราก็ยิ่งเป็นพวกอเมริกาอยู่แล้ว เลยไปกันใหญ่ น่ากลัวว่ะ ตอนนี้โรงงานเรางาน
แทบไม่มีรันเลยว่ะ เด็กว่างงานบานเลย กูว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปอีกสักหน่อยไม่ช้าก็ได้โดนเลย์ออฟกัน
บ้างแล้วล่ะวะ"
"อ้าว กูนอนป่วยอย่างนี้ กูจะไม่โดนเขาถีบส่งเหรอวะ"
"ฮ่ะๆ กูว่ามึงโดนแน่"

ถัดจากวันที่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลมาเยี่ยมผมได้ 3 วัน ผมก็ออกจากโรงพยาบาล
ผมกลายเป็นคนตกงาน



นี่สินะเขาเรียกว่าฟาดเคราะห์ตอนเบญจเพส
โดนยิงเกือบตาย นอนโรงพยาบาลสองเดือนแถมด้วยตกงาน
วัยนี้กว่าจะผ่านมาได้คงจะทุลักทุเลกันทุกคนสินะ เสียแต่ว่าของผมทุลักทุเลกว่าชาวบ้านเยอะ
แต่ก็ยังที่ผ่านมาได้ เพราะคงมีหลายคนที่ผ่านวัยนี้ไปไม่ได้
ผมยังโชคดีกว่าพวกเขา

ผมร่อนจดหมายสมัครงานและส่งอีเมล์สมัครงานออกไปจนมือแทบจะเป็นระวิง แต่การตอบรับกลับ
ไม่เป็นที่น่าพอใจเลย มีแค่ 2 ที่เท่านั้นที่เรียกผมไปสัมภาษณ์ พอไปสัมภาษณ์เสร็จก็เงียบหายไปเลย
ที่นี่ก็คงจะเหมือนกัน
ผมยืนเหม่อที่ป้ายรถเมล์แถวนิคมลาดกระบังหลังจากสัมภาษณ์งานบริษัทที่ 3 เสร็จ
คงจะไม่ได้ละมั้ง ผมคิดในใจ
ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่า ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อการจ้างงานขนาดไหน วิกฤตการเงินโลกมัน
ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งระบบ เมื่อสถาบันการเงินมีหนี้เน่าท่วมก็จะขาดสภาพคล่อง การให้กู้ก็จะลดลง
โรงงาน ธุรกิจขาดเงินหล่อเลี้ยงก็ไม่สามารถขยายกิจการหรือลงทุนเพิ่มได้ ระบบเศรษฐกิจก็หยุด
ชะงักชะลอตัวกันไปหมด แล้วจะมีตำแหน่งงานจากไหนมารองรับกันล่ะ ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว
ผมถอนหายใจกับตัวเอง จะเอายังไงดีกันเนี่ย ขายแซนด์วิชดีไหมหว่า ?

"คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้" ก่อนที่น้องเขาจะร้องท่อนต่อไป ผมรีบรับโทรศัพท์ทันที
ก็ยอมรับอยู่ว่ามีอายบ้าง แต่ผมก็ชอบริงโทนนี้อยู่ดีนั่นแหละ

"สวัสดีครับ วรินทร์ครับ"
"อ้า คุณวรินทร์ นี่กุลธิดานะคะ เป็นไงบ้าง ตอนนี้อยู่ที่ไหนคะ"
ผมลืมไปซะสนิทเรื่องของนักข่าวคนนี้ มัวแต่ยุ่งอยู่กับการหางานทำ ตั้งแต่พบกันครั้งสุดท้ายที่
โรงพยาบาลก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย นี่ก็ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว

"อ้าว คุณกุลธิดา ไม่ได้คุยกันตั้งนานเลย ผมสบายดีครับ พอไปไหนมาไหนได้แล้วครับ ตอนนี้ผมอยู่
แถวนิคมลาดกระบังครับ มาสัมภาษณ์งาน มีอะไรรึเปล่าครับ"
"เอ๋ สัมภาษณ์งานเหรอคะ ทำไมละคะ ลาออกจากงานเดิมเหรอ"
"ฮ่ะๆ ผมโดนเขาให้ออกน่ะครับ"
ผมหัวเราะอย่างขื่นๆตอบ

"อ้าว ทำไมเขาให้ออกละคะ เพราะเรื่องเข้าโรงพยาบาลเหรอคะ แต่เรื่องนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยนี่"
กุลธิดาถามผม
ผมเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนตอบเธอ
"คือโรงงานเขากำลังมีปัญหาครับ ก็เลยเลย์ออฟคนงาน พอดีผมเองก็ดวงซวย เข้าโรงพยาบาลนาน
ซะด้วยก็เลยโดนเลย์ออฟหน่ะ"
"เอ๋ งั้นก็แย่เลย แล้วเขาชดเชยอะไรให้รึเปล่าคะ"
"ก็นิดหน่อยไม่มากมายหรอกครับ เศรษฐกิจแบบนี้ลำพังจะเอาตัวเองให้รอดก็ยังลำบากเลย"
"ใช่คะ ช่วงนี้แม้แต่ทางดาเองก็ยังแย่ เบี้ยเลี้ยงออกหาข่าวก็ลดลง แถมยังต้องออกไปหาคนมาลง
แอดส์ด้วยค่ะ เหนื่อยเลยล่ะช่วงนี้"
สองคนถอนหายใจพร้อมกัน

หลังถอนหายใจ เราก็พากันเงียบไปนิดหนึ่ง กุลธิดาก็ถามผมต่อ
"แล้วเป็นไงคะสัมภาษณ์งาน มีข่าวดีไหมค่ะ"
"ท่าจะเหลวน่ะครับ งานการช่วงนี้หายากจริงๆ ผมไปมา 2 ที่แล้วยังไม่ได้เลยครับ"
"แย่จังเลยนะคะ ยังไงๆก็พยายามเข้านะคะ"
"ขอบคุณครับ"
แม้เราเรียกได้ว่าแทบจะไม่รู้จักกัน แต่เธอก็ยังให้กำลังใจผม ผมรู้สึกขอบคุณเธอ ตอนนี้ผมก็รู้สึก
มีกำลังใจขึ้นมาบ้าง

"โอ๊ะ คุณกุลธิดา โทษทีนะครับ รถเมล์มาแล้ว เดี๋ยวผมจะต้องขึ้นรถก่อนนะครับ"
รถเมล์มาพอดี ผมเลยขอตัวขึ้นรถเมล์

"คะ งั้นแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวจะโทรไปหาอีกนะคะ ก็ขอให้คุณโชคดี ได้งานทำในเร็วๆนี้นะคะ"
"ขอบคุณมากครับ แล้วเจอกัน สวัสดีครับ"

พอปิดโทรศัพท์ ผมก็รีบวิ่งไล่ตามรถเมล์ที่จอดเลยป้ายไปไกลพอสมควร
ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าทำไมรถเมล์ชอบจอดเลยป้ายกัน หรือนี่อาจจะเป็นกุศโลบายของ ขสมก.
ให้คนไทยได้ขยับเนื้อขยับตัวออกกำลังกายกันบ้าง ดีกว่ารอแถวขึ้นรถเมล์เฉย
แต่แบบนี้มันเหนื่อยนา

พอขึ้นไปได้ ผมก็หันรีซ้ายขวาหาที่นั่งว่าง เจออยู่สองที่ท้ายรถกับหน้าสุด
เป็นที่ที่ผมไม่ชอบทั้งสองที่
แต่เล็กจนโต แม่ก็พร่ำสอนผมอยู่เสมอว่า เวลานั่งรถโดยสารอย่านั่งหน้าสุดกับหลังสุด เพราะทั้งที่นั่ง
ทั้งสองที่นั้นเสี่ยงต่ออุบัติเหตุมากที่สุด ให้พยายามหาที่นั่งตรงกลางจะปลอดภัยกว่า ซึ่งผมเองก็เชื่อฟัง
แม่อย่างเคร่งครัดเสมอ

ปลอดภัยไว้ก่อน

แต่ทำยังไงดี ตอนนี้ไม่มีที่นั่งตรงกลางว่างเลยครับแม่
ลังเลแป๊บหนึ่ง ผมก็เดินไปที่นั่งหน้าสุด หย่อนก้นลงแหมะ เอาวะ นั่งหน้าก็ได้ อย่างน้อยถ้าเห็นอะไรไม่
ชอบมาพากลก็พอลุกเผ่นได้ก่อน

ผมปล่อยให้ทิวทัศน์ข้างทางไหลผ่านไป สมองผมตอนนี้มันว่างเปล่า มันไม่เคยเป็นอย่างนี้มานานพอ
สมควรแล้ว นับตั้งแต่ผมเริ่มทำงาน ชีวิตที่เคยใช้อยู่มันก็ยุ่งไปกับงานการอยู่แทบทุกวันจนไม่มีเวลาไป
คิดเรื่องอื่น แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว งานการที่เคยทำก็ไม่มีแล้ว เวลาเลยมีเหลือเฟือสำหรับคิดเรื่อง
ต่างๆ แต่พอผ่านไปนานเข้า เรื่องที่ให้คิดกลับน้อยลงไปทุกที จนในที่สุดผมก็แทบไม่มีเรื่องจะให้คิด

อนาคตของผมเริ่มกลายเป็นปากทางเข้าอุโมงค์

"คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงา..." ผมเลิกเหม่อ รีบรับโทรศัพท์ แอบเห็น
พขร. อมยิ้มอยู่เล็กน้อย สงสัยจะชอบเพลงนี้เหมือนกัน

"สวัสดีครับ วรินทร์ครับ"
"ฮัลโหล คุณวรินทร์ นี่ผม สมเกียรตินะ"
"มีธุระอะไรกันเหรอครับ เมื่อกี้คุณดาก็โทรเข้ามาหาผม มีเรื่องด่วนอะไรเหรอครับ"
ผมถามเขา เมื่อเห็นว่านักข่าวทั้งสองคนโทรมาหาผมในเวลาไล่เลี่ยกัน

"อ้อ พอดีพวกผมมีข่าวจะบอก แต่คนเป๋อไม่ได้บอกคุณน่ะครับ"
"ฉันไม่ได้เป๋อนะ คุณวรินทร์เขารีบขึ้นรถก่อนต่างหาก เลยยังคุยไม่เสร็จ"
เสียงลอดมาให้ได้ยิน

"ฮ่ะๆๆ ก็จริงอย่างนั้นแหละครับ พอดีรถมาเลยเลิกคุยกันก่อน อย่าไปว่าเธอเลยครับ"
คู่นี้เขาช่างครื้นเครงกันดีจริงๆ ผมอดหัวเราะไม่ได้

"ว่าแต่ว่า มีข่าวอะไรเหรอครับ"
"ก็สาวลึกลับคนนั้นไงครับ ตอนนี้เราได้ข่าวของเธอแล้วครับ"
เป็นเวลานานพอสมควรหลังจากพวกเขาได้ภาพสเกตช์ไป และผมเองก็มัวแต่วุ่นอยู่กับหางานใหม่ทำ
ไม่ได้นึกถึงเลย ถ้าสมเกียรติไม่พูดถึง ผมอาจจะลืมไปเลยก็ได้ ผู้มีพระคุณของผมที่ผมยังไม่ได้เอ่ย
ขอบคุณเลย

"เป็นไงครับ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน"
ผมรีบถามอย่างกระตือรือร้น

"คือไม่กี่วันนี้ มีคนเห็นเธอ..."

ตูม !
"เฮ้ยยยย !"
เอี๊ยดดดดดด !

จู่ๆก็มีบางสิ่งกระแทกเข้ากับเข้ากับกระจกหน้าเต็มแรงจนทะลุเข้ามาในตัวรถ เสียงดังสนั่น เศษ
กระจกกระเด็นกระจายไปทั่ว สิ่งนั้นพุ่งเฉียดตัวผมไปนิดเดียวก่อนจะหยุดกึก ผมตกใจจนร้องออกมา
เสียงดัง พขร.เองก็เหยียบเบรกจนตัวโก่ง จนผู้โดยสารทุกคนหัวคะมำไปข้างหน้า ผมหัวคะมำจนต้อง
รีบเอามือค้ำหน้ารถไว้ มือถือกระเด็นหลุดจากมือตกกระทบพื้น แบตเตอรี่กระเด็นหลุดออกมา

โครม !
แป๊นนนนนนนนนนน !

สั่นสะเทือนอย่างแรง รถเมล์ที่วิ่งตามมาข้างหลังติดๆ พุ่งเข้าชนท้ายรถเต็มแรงจนทำให้ตัวรถพุ่งต่อไป
ข้างหน้า ตัวผมกระแทกกับโครงรถดังปึก จนลงกองไปที่พื้นรถ สักพักหนึ่งตัวรถจึงหยุดนิ่ง เสียงแตร
จากตัวรถดังยาว เสียงหวีดร้องครวญครางระงมไปทั้งรถ

ผมค่อยๆหยัดตัวขึ้นมา สำรวจความบาดเจ็บของตัวเอง เลือดไหลออกมาจากหัวผมแต่ก็ไม่มากมาย
สงสัยหัวแตก ส่วนอื่นไม่เป็นไรมาก ไม่มีกระดูกหัก แค่ฟกช้ำธรรมดา ผมหันมองรอบตัว เห็นสิ่งที่พุ่ง
กระแทกเข้ามาในตัวรถเต็มตา

เด็กผู้ชายนอนคว่ำ แต่หันหน้าหงายมองเพดานรถ !

ร่างของเขาปกคลุมไปด้วยไอเสียสีดำของรถก่อนจะค่อยๆจางจนหายไปในที่สุด เลือดทะลักออกจาก
จมูกและมุมปากของเขา ผมเห็นหน้าที่แดงฉานไปด้วยเลือดของเขาเต็มตาจนต้องเบือนหน้าหนี

ตายสนิท !

ผมนั่งกองตรงพื้นรถ สงบสติ รวบรวมมือถือและแบตเตอรี่ที่ตกกระเด็นไป มาเก็บไว้ใส่กระเป๋า ก่อนลุก
ขึ้นไปหาพขร.ที่ฟุบหน้าซบกับพวงมาลัย ทับแตรจนเกิดเสียงดังยาว ผมดึงตัวเขาให้กลับมาที่พนักพิง
เสียงแตรจึงเงียบหายไป หน้าผากของเขาแตก เลือดไหลย้อยลงมา แต่เขายังหายใจอยู่ ดูแล้วคงแค่
หมดสติไป แต่ผมก็ไม่อยากเคลื่อนย้ายเขา ให้เจ้าที่มาจัดการดีกว่า ผมผละจากพขร. มองไปทาง
ด้านหลัง ผู้โดยสารคนอื่นที่บาดเจ็บเล็กน้อยเริ่มทยอยกันลงจากรถ พอมองเลยไปที่ท้ายรถ สภาพยับ
เยินมาก ที่นั่งด้านหลังถูกแรงกระแทกทำลายจนหมด

ผมขนลุกวาบไปทั้งตัว

ตำแหน่งเบาะหลังที่ผมชั่งใจแล้วไม่เลือกนั่ง ตรงนั้นถูกเศษตัวถังรถที่ฉีกขาดพุ่งทะลวงเบาะออกมา
เศษเหล็กชิ้นนั้นยาวประมาณ 30 ซม.

ถ้าผมไปนั่งตรงนั้นคงตายแน่นอน

ผมค่อยๆพาตัวเองลงจากรถ พลเมืองดีเข้ามาถามอาการของผมพร้อมช่วยพยุงผมลงจากรถ ประคอง
ผมพาไปนั่งพักที่ฟุตบาท เสียงหวอทั้งจากรถมูลนิธิ รถพยาบาลและรถตำรวจดังระงมไปทั้งบริเวณ
เหล่าไทยมุงเริ่มจับคุยกันถึงสิ่งที่เกิด

"ป้าเห็นกะตาเลย เด็กคนนั้นอยู่ๆก็ปีนสะพานลอยตรงนั้น พอรถเมล์คันนี้มา ก็กระโดดพุ่งใส่รถเลย"
ไทยมุงรุ่นป้าคนหนึ่งพูดสิ่งที่ตนเห็นพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

"สงสัยฆ่าตัวตายล่ะมั้ง"
"มีใครผลักเด็กไหมล่ะ"
"ไม่มี เด็กกระโดดลงไปเอง"
"ยังเด็กอยู่เลย นึกยังไงฆ่าตัวตาย"
มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนาๆ ผมหันหน้าไปทางทิศที่ป้าคนนั้นชี้พร้อมกับมือที่ยังกดห้ามเลือดตรง
หัวที่แตกอยู่ เห็นสะพานลอยและกลุ่มคนที่จับกลุ่มกันมองลงมาทางที่เกิดเหตุยืนกันอยู่เรียงราย

ร่างที่เคยเห็นแค่ครั้งเดียวแต่กลับดูคุ้นตายืนอยู่บนสะพานลอยนั่น
เสื้อสูทสีครีม ผมยาวถึงกลางหลังสวมที่คาดผมสีเทา ใบหน้ารูปไข่ที่มีริ้วรอยแผลเป็นหลายแผล
ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตของผมไว้กำลังมองมาทางนี้

ผมลุกขึ้นยืนและเริ่มจะออกเดินเพื่อไปหาเธอทันทีเมื่อเห็นเธอหันหน้าหนีและออกเดินเพื่อข้ามไปอีก
ฟากของถนน แต่ก่อนที่ผมจะเริ่มออกเดิน เจ้าหน้าที่จากหน่วยกู้ภัยมูลนิธิก็มาถึงตัวผม

"เดี๋ยว คุณจะไปไหน มา ผมจะพาไปทำแผลที่โรงพยาบาล"
"ผมไม่เป็นไรมากครับ แค่เลือดออกนิดหน่อย"
"ไม่นิดหน่อยแล้วล่ะ หัวแตกแบบนี้ได้เย็บแน่นอน มาเดี๋ยวผมพาคุณไปทำแผล"
ผมโดนเจ้าหน้าที่คนนั้นพยุงเชิงบังคับให้ไปขึ้นรถมูลนิธิที่จอดรออยู่ ผมก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย
แต่กระนั้นผมก็หันไปมองหาเธอคนนั้นอีกครั้ง

เธอหายไปแล้ว

ผมถูกประคองขึ้นรถของมูลนิธิเพื่อพาไปโรงพยาบาล
รถออกตัวเร็วมาก เร็วจนน่ากลัวจริงๆ



"แม่ ผมไม่เป็นอะไรมากหรอกแค่หัวแตกเย็บสี่เข็มเท่านั้นเอง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ"
ผมบอกแม่ให้คลายกังวล

"งั้นเหรอ แต่แม่ว่ายังไงวินก็กลับบ้านเถอะ มาอยู่ที่บ้านเรานี่ล่ะ ไม่ต้องไปไหนหรอก มันอันตราย"
"แม่ ก็แค่ช่วงนี้ผมดวงไม่ดี ฟาดเคราะห์อยู่"
"ลูกก็เบญจเพสพอดี กลับมาบวชแก้เคราะห์ที่บ้านไหม"
แม่ยื่นข้อเสนอ แต่ไม่ไหวหรอกแม่ ลูกชายแม่ยังไม่ได้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาถึงขนาดอยากบวช
ยังรักทางโลกอยู่ ผมก็เลยกล้อมแกล้มปฏิเสธ

"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมทำบุญใส่บาตรทุกเช้าครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมจะระวังตัวเองให้มากๆ
ยังไงๆ ผมก็ยังต้องหางานทำอยู่ ไม่งั้นเดี๋ยวจะลำบากกัน "
"อือ ถ้าอย่างงั้นก็ระวังรักษาตัวเองให้มากๆนะ แล้วอย่าลืมสวดมนตร์ก่อนนอนทุกคืนล่ะ สวดเสร็จก็
แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของเรา เขาจะได้ไม่ตามรังควานเรา สวดอยู่หรือเปล่านี่ทุกคืน หือ ?"
"สวดทุกคืนคร้าบ แผ่เมตตาด้วย"
"อย่าลืมนะ ทำอย่าได้ขาด แล้วพรุ่งนี้ใส่บาตรเสร็จก็อุทิศส่วนกุศลให้ตาด้วยล่ะ ขอให้ตาช่วยคุ้มครอง
เรา"
"คร้าบ"
"งั้น แค่นี้นะ ระวังตัวด้วยล่ะ"
"ครับแม่ รักแม่นะครับ หวัดดีครับ"
"จ้า"
ผมปิดโทรศัพท์

แม่เป็นห่วงผมมากหลังรู้ข่าวจากน้องชายว่า ผมประสบอุบัติเหตุรถเมล์ชนกัน พอผมกลับจาก
โรงพยาบาลมาถึงห้องพักน้องชายไม่ทันไร แม่ก็โทรมาหาเลย แม่เป็นห่วงผมมาก พ่อก็ด้วย

ผมทำให้พวกเขาเป็นห่วงอีกแล้ว

"แม่ว่าไงบ้าง"
น้องชายถามผม

"แม่ให้พี่บวช แต่ไม่บวชหรอก ต้องหางานทำก่อน"
ผมพูดเสร็จก็ลงไปนอนแผ่ ใช้เท้าเขี่ยพัดลมที่มีอยู่ตัวเดียวในห้องให้มาเป่าใส่ผม

ปลายเดือนกุมภาแท้ๆ แต่อากาศในห้องพักของน้องชายผมกลับร้อนอบอ้าว ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเดือนที่
แล้วยังหนาวจับใจอยู่เลย ปัญหาโลกร้อนแหงๆ

"เหรอ ว่าแต่ว่า คนในรถพี่เป็นอะไรกันมากไหม"
น้องชายเลื่อนตัวเองลง ใช้เท้าเขี่ยให้พัดลมเป่าใส่ตัวเอง

"พวกนั่งข้างหน้ากับตรงกลางไม่เป็นอะไรกันมาก แต่พวกเบาะหลังสิเจ็บหนัก เห็นว่าสาหัสอยู่ 2 คน"
ผมเขี่ยให้พัดลมหันกลับมาทางผม

"งั้นพี่เห็นเด็กที่โดดมาใส่รถเมล์ไหมล่ะ เป็นไง เห็นข่าวบอกว่ายังอยู่แค่ ม.1 เอง"
น้องชายถาม

ผมขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงภาพเด็กคนนั้น มันติดตาผมพอสมควร
"เห็นสิ มันพุ่งมาใส่พี่เลยล่ะ แต่ไม่อยากพูดถึงมันอีก ไม่อยากนึกถึง"
ผมอยากลบภาพเด็กคนนั้นออกจากความทรงจำ ไม่อยากนึกขึ้นมาอีก

ภาพรอยยิ้มของเด็กนั้นที่กำลังยิ้มทั้งๆที่คอหักจนหมุนได้รอบ !

"เหรอ"
แล้วน้องชายของผมก็เงียบไป

ผมนอนนิ่ง นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เหตุการณ์ระทึกขวัญ
ทำไมนะ ช่วงนี้ผมถึงได้เจอแต่เรื่องร้ายแรงอยู่เรื่อย ถึงครั้งไม่เจ็บตัวจนต้องเข้านอนโรงพยาบาล แต่
มันก็เป็นโชคดีที่ไม่ไปนั่งเบาะข้างหลังนั่น ไม่งั้นคงไม่ได้มานอนแผ่อย่างนี้หรอก

สงสัยอาถรรพ์เบญจเพส

ผมรู้สึกหนาวๆร้อนๆ อาถรรพ์นี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน มันเหมือนกับรอให้เราถึงวัยนั้น จากนั้นก็จะค่อยๆ
เดินตามเรามาเรื่อยๆ เมื่อเราหยุดมันก็หยุด แต่เมื่อเราเผลอมันก็จะลอบมาใกล้ตัวเราไม่ให้รู้สึกตัว
และถ้าเราพลาดเราก็จะโดนมันเล่นงาน จนกว่าเราจะหลุดพ้นวัยนี้ มันจึงเลิกเล่นงานเรา ผมต้องระมัด
ระวังตัวให้มากกว่านี้ เพราะอีกหลายเดือนกว่าผมจะหลุดพ้น ประมาทไม่ได้
ผมเหงื่อตก ผุดลุกขึ้นมา

"เฮ้ย หาเรื่องรึไง เอาพัดลมไปเป่าคนเดียว"
ผมหันพัดลมกลับมาใส่ผม

"อ้าวๆ พูดอย่างงี้ได้ไง นี่เจ้าของห้องนะ มาอาศัยอยู่ รู้จักเกรงกันหน่อยสิ"
มันสู้

ก็เพราะเข้ามาสัมภาษณ์งานในกรุงเทพฯหรอก ถึงได้มาเบียดเบียนห้องพักของเจ้าน้องชาย ทั้งแคบ
ทั้งร้อนแถมพัดลมตัวเดียวที่มีก็เสียไม่ยอมส่ายอีกต่างหาก

"เฮ้ย พี่เป็นพี่นะ"
หมดคำเถียง ก็มันเป็นเจ้าของห้องนี่นา เล่นมุขนี้ก็เถียงไม่ออกสิ เลยต้องแถสู้

"แล้วไง มาอาศัยอยู่น้า มาอาศัยเขาอยู่"
"... เออ ย้ายเอามาเป่าด้านข้างแทนได้ไหมล่ะ"
"เอาดิ แต่เป่าวุฒก่อนนะ"
"เออ"
ต้องยอมมัน ก็มันเป็นเจ้าของห้อง มันใหญ่กว่าเรา

สองคนพี่น้องนอนเหงื่อแตกในห้อง ผมก่ายหน้าผากพยายามข่มตาให้นอนหลับลง นอนไปได้สักหน่อย
โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมา ผมเลยลุกไปคว้าแล้วเปิดรับ

"สวัสดีครับ วรินทร์ครับ"
"ฮัลโหลคุณวรินทร์ เป็นอะไรรึเปล่า ตอนกลางวันได้ยินเสียงโครมครามกับเสียงคุณร้องด้วย เกิดเรื่อง
อะไรรึเปล่า โทรย้ำไปก็ไม่ติด แล้วก็ดันติดธุระซะอีก นี่เพิ่งเสร็จเลยรีบโทรมาหา"
น้ำเสียงของสมเกียรติบ่งบอกถึงความเป็นห่วง

"อ๋อ พอดีรถเมล์ที่ผมนั่งไปเกิดอุบัติเหตุครับ"
"ใช่รถเมล์คันที่โดนเด็กพุ่งหลาวจากสะพานลอยรึเปล่าครับ"
"ใช่เลย พุ่งมาใส่ผมด้วย"
"โอ้ แล้วคุณวรินทร์เป็นอะไรมากไหมครับ ?"
"ไม่เท่าไรครับ แค่หัวแตกเย็บ 4 เข็มครับ พอทำแผลเสร็จ ตำรวจก็สอบปากคำนิดหน่อยก่อนปล่อย
กลับบ้าน"
ผมอธิบายเขา รู้สึกดีมีคนมาเป็นห่วง เหมือนเราเป็นเพื่อนกัน

"ดีจังที่ไม่เป็นอะไรมาก เอ้อ คุณวรินทร์ อะไรจะพอดีขนาดนี้ ตอนนี้ บก. ให้พวกผมออกไปช่วยหา
ข่าวของเด็กคนนี้เหมือนกันที่ ผมเลยได้ข่าวมาว่า เด็กคนนั้นอายุประมาณ 13 เอง เรียนอยู่ชั้นม.1
เพื่อนนักข่าวที่ทำเรื่องนี้ก่อนเล่าให้ฟังว่า ไอ้เด็กคนนี้เป็นเด็กเรียนดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่รู้นึกยังไง
ถึงไปฆ่าตัวตายแบบนี้ ไม่มีใครรู้สาเหตุเหมือนกัน "
"เหรอครับ อืม น่าเสียใจแทนพ่อแม่เขานะครับ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ผมสงสัย"
"หือ สงสัยอะไรครับ"

ผมคิดลังเลนิดนึงว่าจะพูดดีไหม ก่อนตัดสินใจเอ่ยออกไป
"ทำไมเด็กคนนั้นถึงยิ้มทั้งๆที่ฆ่าตัวตายแบบนั้น"
"หือ คุณเห็นหน้าเขาเหรอครับ"
"ใช่ครับ ผมเห็นหน้าเขาชัดเจนเลย"
"งั้น เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะ พอดีผมอยู่ออฟฟิศ เดี๋ยวผมตรวจสอบรูปเด็กคนนั้นก่อน"
พูดจบ สมเกียรติก็เงียบไปพักหนึ่ง

"ฮัลโหล คุณวรินทร์ ไม่นี่ครับ ไม่เห็นรูปเด็กคนนั้นยิ้มเลยซักรูป"
"แต่ผมเห็นศพเด็กคนนั้นยิ้มจริงๆนะ"
"คุณวรินทร์ตาฝาดรึเปล่าครับ แบบว่าหัวโดนกระแทกน่ะเลยเบลอๆไป"
ผมหยุดพูด อาจจะเป็นอย่างที่เขาว่าก็ได้

"สงสัย ผมคงตาฝาดไปน่ะครับ"
"ถ้ายังไง ลองไปให้หมอตรวจเช็คดูดีไหมครับ"

ผมยิ้มก่อนตอบเขา
"ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ ถ้าอาการไม่ดียังไง ผมอาจจะไปหาหมอให้ลองตรวจดูครับ จะว่าไปก็ปวดแผล
ขึ้นมาตุบๆอยู่เหมือนกัน"
"ดีแล้วครับ โอ๊ะ ดึกขนาดนี้แล้ว รบกวนคุณแค่นี้ก็แล้วกันนะครับ พักผ่อนให้มากๆนะครับ"
"ครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ"
"อย่าคิดมากไปเลย เราคนกันเอง อนาคตคงต้องพึ่งพากันอีกเยอะ"
"นั่นสินะ งั้น แล้วเจอกัน สวัสดีครับ"
"ครับ แล้วเจอกัน"

ผมปิดโทรศัพท์ วางไว้ที่เดิม แต่ก่อนที่จะกลับไปถึงที่นอน มันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"สวัสดีครับ วรินทร์ครับ"
"คุณวรินทร์ นี่ ดานะคะ"
"อ้าว คุณดาเหรอครับ เป็นไงบ้างครับ"
"ค่า สบายดีคะ ได้ข่าวคุณวรินทร์เจออุบัติเหตุใช่ไหมคะ เป็นไงบ้าง"
"อ้อ เล็กน้อยครับ ไม่เป็นไรมาก ขอบคุณที่เป็นห่วง ว่าแต่ว่ามีอะไรรึเปล่าครับ"
"พอดีเรื่องสำคัญจะบอก เพราะคนเป๋อไม่ได้บอกคุณวรินทร์"
เธอจงใจเน้นคำว่า "เป๋อ" เสียงดัง
เหมือนผมได้ยินเสียงคำรามฮึ่มแฮ่ลอดมาในโทรศัพท์ อืม สงสัยคิดไปเอง

"เรื่องอะไรเหรอครับ"
"ก็เรื่องสาวลึกลับคนนั้นไงคะ ตอนนี้เราได้ข่าวมีคนเห็นเธออยู่แถวสุวรรณภูมิช่วงวันสองวันมานี้ ดู
เหมือนว่าพึ่งกลับมาจากต่างประเทศคะ"
ข่าวนี้กระตุ้นความสนใจผมอย่างเต็มที่

"งั้นเหรอครับ ดีจัง แต่วันนี้ ถ้าผมตาไม่ฝาด ผมคิดว่าผมเห็นเธอนะครับ"
"เหรอค่ะ เห็นที่ไหน"
กุลธิดาแสดงความตื่นเต้นออกมาอย่างชัดเจน

"ก็หลังเกิดอุบัติเหตุ ผมก็เห็นเธอยืนอยู่บนสะพานลอยที่เด็กคนนั้นกระโดดลงมาน่ะครับ ผมเองก็ว่าจะ
เข้าไปหาเธอ แต่ก็โดนพวกมูลนิธิหิ้วไปโรงพยาบาลซะก่อนก็เลยคลาดกัน"
"งั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวดาจะลองเข้าไปสืบหาดูนะคะ ฮุฮุ อยู่ใกล้กว่าที่คิดอีก ดีจังเลย"
ดูท่ากุลธิดาจะดีใจกับข่าวนี้มาก ถึงกับหัวเราะน้อยๆออกมา

"คุณดา พรุ่งนี้ผมขอไปด้วย ผมอยากตามหาเธอให้เจอ และจะได้ขอบคุณเธอที่ช่วยชีวิตผมไว้"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่

"ดีค่ะ จะได้ช่วยกันหาให้เจอเร็วๆ อยากสัมภาษณ์เร็วๆจังเลย จะเขียนคอลัมน์ให้เด็ดไปเลย"
ผมยิ้มกับความใสซื่อของกุลธิดา เธอช่างเป็นคนที่ตรงไปตรงมาซะเหลือเกิน

"ครับ งั้นพรุ่งนี้เจอกันกี่โมงดี สักแปดโมงเช้าดีไหมครับ"
"ดีค่ะ เจอกันตรงสะพานลอยนั้นเลยนะคะ"
"ครับ ตรงลงตามนั้น พรุ่งนี้เจอกันนะครับ"
"ค่า เจอกัน ราตรีสวัสดิ์ค่ะ"
ผมรีบเข้านอนเก็บแรงเพื่อเอาไว้ออกเดินตามหาเธอ

ผมอยากเจอเธออีกครั้ง



ไม่น่าบ้าพลังขนาดนี้เลยผม ความสำนึกผิดเริ่มทับถมผมเรื่อยๆ
ทั้งๆที่เมื่อวานเจออุบัติเหตุขนาดนั้นแท้ๆ แทนที่จะพัก ดันเสร่อออกมาเดินท่อมๆกลางแดดแบบนี้
ทั้งตัวปวดระบมไปหมด จนต้องกินยาแก้ปวดช่วย
ไม่ประมาณตนเลย

หลังจากที่มาถึงที่นัดหมาย ผม สมเกียรติและกุลธิดาก็ประชุมย่อยกัน
"นี่เป็นแผนที่ของบริเวณนี้นะคะ แผนก็คือให้ทุกคนเดินสำรวจ เมื่อสำรวจแล้วก็ตีกรอบอาณาเขตที่
ตัวเองสำรวจแล้ว แล้วค่อยเอามารวมกันเป็นพื้นที่สำรวจแล้ว จะได้เวลาคราวหลังมาสำรวจอีก ก็ไม่ต้อง
สำรวจซ้ำอีก ส่วนนี่ก็ภาพสเกตช์ เอาไว้ประกอบการสืบ"
กุลธิดาบอกแผนการที่วางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับแจกจ่ายแผนที่และภาพสเกตช์ให้กับทุกคน

ผมรู้สึกทึ่งที่เธอเตรียมการได้ถึงขนาดนี้ หันไปมองสมเกียรติ เขายักไหล่ให้ผมราวกับจะบอกว่า
เธอเป็นอย่างนี้ของเธออยู่แล้ว เจ้าแม่เตรียมพร้อม หรือไม่ก็อีสาวไฮเปอร์ อะไรประมาณนั้น

"เอาล่ะเจอกันอีกทีตรงนี้ตอนเที่ยงตรง นะคะ ถ้าใครหาพบหรือได้เบาะแสสำคัญ ก็รีบโทรบอกกันเลย
นะคะ"

เมื่อทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันออกสืบหา ผมเลือกเดินข้ามสะพานลอยไปฝั่งที่เห็นเธอ
เดินข้ามไปเมื่อวานนี้ โดยคาดว่าน่าจะเจอหรือได้เบาะแสของเธอจากแถวนั้น
ทั้งหมดเป็นเรื่องเมื่อประมาณ 1 ชั่วโมงก่อน

ตอนนี้แค่ก้าวขาก็รู้สึกยากลำบาก ปวดเมื่อยหน่วงๆ ไปทั้งตัว คิดๆไปก็สมควรอยู่หรอก เพิ่งเจ็บตัวมา
แต่ดันห้าวซะขนาดนี้

ผมออกเดินสอบถามตามร้านค้าและผู้พักอาศัยอยู่แถวนี้พร้อมโชว์ภาพสเกตช์ให้ดู ทุกคนต่างส่ายหน้า
บอกไม่เคยเห็นกัน เวลาผ่านไปสักหน่อย ผมก็เริ่มชักท้อ แต่ไม่ใช่ท้อเพราะการสืบไม่คืบหน้า แต่ท้อกับ
สังขารบักโกรกของผมต่างหาก ผมเลยตัดสินใจแวะนั่งพักที่ม้านั่งของร้านค้า สั่งโค้กมาดื่มหนึ่งขวด
อากาศร้อนแบบนี้ โค้กเย็นๆนี่ เฮ้อ ช่างดีจริงๆ
นั่งพักได้ซักหน่อย ผมก็หันไปมองข้างหลัง ภาพที่เห็น ทำให้ผมดีใจจนขนลุกซู่

คนที่กำลังตามหา

เธออยู่ในชุดสูทสีฟ้าอ่อน กระโปรงบานยาวสีเทา ยืนอยู่คนเดียวตรงเกือบจะสุดซอย ก่อนจะเริ่มออกเดิน
หายเข้าไปอีกซอย ผมรีบลุกขึ้นจ่ายเงินให้กับแม่ค้าโดยไม่รอเอาเงินทอน จ้ำพรวดๆ มุ่งไปท้ายซอย
พอไปถึง ก็ไม่เห็นแล้ว ผมตัดสินเดินต่อเข้าไปในซอย เดินไปเรื่อยๆจนเจอทางแยก ลังเลอยู่พักหนึ่ง
ผมตัดสินใจเดินไปทางขวามือ เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ สักระยะก็เห็นชายกระโปรงยาวสีเทาสะบัดหาย
เข้าไปในตรอกเล็กๆ ผมรีบตามไปยังตรอกนั้นทันที
ไม่มี ตรอกนั้นเป็นตรอกตันแท้ๆ แต่กลับไม่เห็นเธอ
ผมถอยออกมาจากตรอกนั้น ยืนงงอยู่นิดหนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินย้อนกลับทางเดิม เลี้ยวเข้าอีกตรอกหนึ่ง
ที่อยู่ถัดจากตรอกที่เลี้ยวเข้าเมื่อกี้
คราวนี้ผมเห็นเธอชัดเจนเลย เธอกำลังเดินเข้าไปในระหว่างซอกตึก ผมรีบตามไปทันที
พอเลี้ยวเข้าไป ก็ไม่เห็น เธอหายไปแล้ว ทั้งๆที่ซอกตึกนั้นเป็นผนังกำแพงตันแท้ๆ และผมก็ตามเธอมา
ติดๆด้วย แต่เธอกลับหายตัวไปเสียได้ ผมเดินไปสำรวจที่กำแพงตันนั่น มันไม่มีประตูเลยสักบาน

ผมยืนฉงนอยู่พักหนึ่ง ก่อนหันหลังกลับ

เงาวูบวาบต่อหน้าผม
เธอพุ่งเข้าใส่ผม ประชิดตัว ใช้มือซ้ายจับปกคอเสื้อเชิ้ตแล้วยกร่างของผมจนลอยพ้นพื้น
ดันให้ไปกระแทกกับกำแพงด้านหลังจนเสียงดังตึง
ท้ายทอยผมฟาดเข้ากับกำแพง ตาพร่าเลือนเห็นดาวเดือนระยิบระยับ
พอหายมึน ก็พบว่าตัวเองถูกขึงลอยพ้นพื้น หลังแนบกับกำแพง
เราประจันหน้ากัน
ริมฝีปากสีชมพูสวยได้รูปของเธอขยับ น้ำเสียงหวานแต่เย็นชาดังกังวาน

"ตามมาทำไม ?"

ผมตะลึง
โครงหน้ารูปไข่ คิ้วโก่งเรียว ขนตางอนยาวเป็นแพ จมูกเชิดโด่ง ผมได้เห็นใบหน้าของเธออย่างใกล้ชิด
เต็มๆ บอกได้เลยว่า เธอสวยมาก ยิ่งถ้าหากไม่มีริ้วแผลพาดผ่านใบหน้าของเธอ ผมบอกได้เลยว่าเธอ
สวยหยดย้อยเลยล่ะ

แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมตะลึง

เธอใช้แค่แขนซ้ายข้างเดียว แต่กลับยกตัวผมลอยและตรึงไว้กับกำแพงจนผมกระดิกตัวไม่ได้ราวกับถูก
แขวนอยู่บนตะปู

แรงของเธอเยอะมากๆ

เธอใช้มืออีกข้างล้วงเข้าไปในเสื้อสูท หยิบของบางสิ่งออกมาควง ประกายสีเงินวิบวับวูบวาบไปมา พอ
เธอหยุดควงพร้อมกับยกสิ่งนั้นขึ้นมาถือในระดับทัดหู ผมจึงได้รู้ว่า ประกายสีเงินนั่นคือมีดผีเสื้อ
ปลายมีดเล็งมาที่ผม

"ตามมาทำไม ?"
เธอถามซ้ำอีกครั้ง

ผมกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อประสานสายตากับเธอ ราวกับกบถูกงูจ้อง ไม่สามารถ
ขยับตัวได้เลย

"ทำอะไรกัน"
เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นมา

ทั้งผมและเธอต่างก็หันไปมองที่เสียงนั้น ผมเห็นชายคนหนึ่ง อายุราวสี่สิบกว่า สวมเสื้อฮาวายลายพร้อย
ปากคาบบุหรี่ ยืนมองมาทางเราสองคนอยู่

"โดนติดตาม กำลังสอบถามสาเหตุที่ติดตามอยู่"
เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเย็นชา

"เอ๋ เรไรเนี่ยนะ โดนติดตามได้ ทำไมไม่หนีล่ะ"
"สลัดไม่หลุด เขาติดตามได้ดี ไม่หลงกลที่หลอกล่อ เลยต้องจับตัวไว้"

ชายคนนั้นมองมาที่ผมแวบหนึ่ง ใช้มือคีบบุหรี่ออกจากปาก พ่นควันสีตะกั่วออกมา ก่อนพูดขึ้นมาว่า
"ปล่อยเขาก่อนสิ เดี๋ยวฉันถามเขาเอง"

เธอปล่อยมือ ผละตัวออกจากผม
พอผมหลุดจากมือของเธอ ตัวผมก็ร่วงลงพื้น แต่พอดีว่าเธอตัวไม่ได้สูงกว่าผม ผมเลยสามารถทรงตัว
อยู่ได้หลังจากที่เธอปล่อยให้ผมหลุดจากจุดที่เธอตรึงไว้

ชายคนนั้นเดินเข้ามาหยุดใกล้ผม ผมเลยเห็นเขาชัดเจน หน้าตาของเขาดูมีอายุไม่มาก แต่ผมกลับเป็น
สีดอกเลาทั้งหัว ผิวสีออกดำแดง ที่แขนทั้งสองข้างและตรงคอหอยมีรอยสักอักขระขอมอยู่เต็ม

"คุณชื่ออะไร ?"
เขาถามผม

"ผม ชื่อ วรินทร์"
"เป็นพวกตำรวจหรือพวกนักสืบเหรอ ?"
"ผมไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นครับ เป็นคนธรรมดา"
"แล้วตามเธอทำไม เป็นพวกโรคจิต ชอบตามสาวเหรอ"

ผมสะดุ้งเฮือก จะว่าไปพฤติกรรมของผมก็ดูออกจะคล้ายๆกับพวกสโตกเกอร์อยู่เหมือนกัน
"เอ่อไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้เป็นพวกนั้น"

"อ้าว แล้วตามทำไมล่ะ ?"
"คือ ผมตามมาเพื่ออยากจะขอบคุณเธอที่เคยช่วยชีวิตผมไว้"

ชายคนนั้นหันเป็นถามหญิงสาว
"แล้วไปช่วยชีวิตเขาตอนไหน ?"
"ไม่เคยช่วยชีวิตใครทั้งนั้น"

ผมรีบพูดขึ้นเพื่อให้พวกเขาเข้าใจ
"ก็ตอนที่ คนร้ายจับตัวประกันในตลาดนัดแถวนวนครไงครับ"

"อ๋อ จำได้แล้ว อ้อ คุณนี่เอง ใช่คนที่โดนยิงรึเปล่า ผมเห็นเลือดคุณออกเยอะเอาเรื่องเลยนะ"
ดูเหมือนเขาจะอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นด้วยเหมือนกัน

"ใช่ครับ แต่โชคดีที่ผมรอดมาได้ ก็เพราะคุณผู้หญิงคนนี้เข้าไปจัดการคนร้าย ผมเลยไม่ตกเลือดตาย"
ผมบอกพวกเขา

"ฉันไม่ได้เข้าไปช่วยคุณหรือตัวประกัน ฉันแค่รู้สึกว่า ต้องฆ่าบางสิ่งบางอย่างในตัวของคนคนนั้นเท่า
นั้นเอง"
"อืม ตอนนั้นผมเองก็ห้ามไม่ทันซะด้วย แต่ก็ถือเป็นผลดีไป สามารถช่วยชีวิตคุณได้ด้วย"

พอเขาพูดจบ เราทั้งสามคนก็เงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง จู่ๆชายคนนั้นก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาดีดขี้บุหรี่ทิ้ง
ก่อนยกขึ้นมาสูบ พอสูบเสร็จ เขาก็พูดกับผม
"ขอโทษด้วยนะ พอดีตอนนี้พวกเรากำลังรีบ มีธุระด่วนพอดี ถ้ายังไงคุณลองมาที่สำนักงานของเราสิ
จะได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าที่นี่"

พูดจบเขาก็เปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบนามบัตรยื่นให้ผม
ผมรับไว้อย่างงงๆ

"พรุ่งนี้มาให้ได้นะ จะรออยู่ทั้งวัน"
เขากำชับก่อนหันหลังออกเดินจากไป เธอมองมาที่ผม เรามองกันอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็หันหลัง ผมยาวของ
เธอถูกสะบัดให้สยายกระจายเต็มแผ่นหลัง เธอเริ่มออกเดินตามชายคนนั้นไป

"เดี๋ยวก่อนสิครับ อย่าเพิ่งไป"
ผมร้องท้วงให้พวกเขาหยุด

ชายคนนั้นยกมือขึ้นมาโบกไปมา หันหน้ากลับมาพูดกับผม
"คุณไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้คุณค่อยมาที่สำนักงานของผม ซื้อของรึไม่ก็ช่อดอกไม้ติดมือมาด้วย แล้วค่อย
ขอบคุณเธอสิ ขอโทษทีที่ตอนนี้เรารีบจริงๆ ไปก่อนนะ"

เขาหันหน้ากลับ แล้วทั้งสองคนก็พากันเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนอยู่คนเดียว

นามบัตรที่เขาให้ไว้ ด้านหนึ่งเขียนไว้แค่คำว่า "วินัย คงประจักษ์"




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2551    
Last Update : 10 ธันวาคม 2551 11:46:18 น.
Counter : 127 Pageviews.  

Todesengel ~ การพบพาน ~



การพบพาน


ผมมองหน้าชายคนนั้น จดจำทุกรายละเอียด ให้ภาพของมันตราอยู่ในความทรงจำของผม
เพื่อให้ตอนที่ลงนรก ยมบาลถามว่าเป็นอะไรตาย
ผมจะได้อธิบายหน้าตาของคนที่ฆ่าผมได้ถูกต้อง



เย็นวันนี้อากาศกำลังเย็นสบาย
ช่วงเดือนตุลาเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศเลยค่อนข้างแปรปรวน แต่วันนี้ดูเหมือนท้องฟ้า
จะไร้ความทุกข์ร้อน ท้องฟ้าเลยปลอดโปร่ง ลมเย็นๆอ่อนๆถึงได้พัดผ่านไปทั่ว
เวลาหกโมงเย็นนิดหน่อย แต่ดูท่าพระอาทิตย์จะเหนื่อยจัดเสียแล้ว จึงมีแค่ส่องแสงรำไรออกมา
นอกจากจะมีลมเย็นพัดแล้ว ก็ยังไม่มีแดดมาให้ร้อนอีก
ช่างเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการออกเดินเล่น

ผมเดินเรื่อยเปื่อยไปในตลาดนัดเปิดท้ายขายของ
เวลาหลังเลิกงานแบบนี้ ตลาดนัดเลยมีผู้คนคราคร่ำมากมายทั้งพ่อค้าแม่ค้า สาวๆมาเดินเลือก
หาซื้อของ หนุ่มๆมาเดินเหล่สาว ครอบครัวพ่อแม่ลูกจูงมือกันเดินสวนผมไป ทุกคนต่างดูยิ้มแย้ม
ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจมาตลาดนัดเพื่อหาซื้อของ เพราะของที่พ่อค้าแม่ค้าเอามาขายก็ไม่ได้พิเศษ
แปลกตาอะไรมากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเสื้อ ของใช้จุกจิก เครื่องประดับเล็กๆน้อยๆซ้ำๆกันไป
ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจในสายตาของผม ไปตลาดนัดทีไรผมก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือมา
เท่าไร ส่วนใหญ่ก็แค่ไปหาซื้อของกินเล่นมาเดินกินแล้วมองดูสาวๆกับแอบจ้องแม่ค้าตอน
ก้มๆเงยๆเท่านั้น ที่มาเดินเล่นที่นี่ก็อาจจะเป็นเพราะเห็นคนอยู่เยอะก็เลยทำให้อยากเข้ามาดู
ก็เราเป็นสัตว์สังคมนี่นา

ถึงมนุษย์จะเป็นสัตว์สังคม แต่นี้ผมกลับเดินกินไอติมอยู่ในตลาดนัดคนเดียว
ก็คนมันยังไม่มีแฟน
ไม่ใช่ว่ายังเจอคนไม่ถูกใจ แต่มันน่าจะเป็นไม่สนใจที่จะอยากจะมีแฟนมากกว่า
ไม่ว่าเพื่อนจะเชียร์สาวคนนั้นคนนี้แค่ไหน แต่ผมกลับยุไม่ขึ้น ไม่สนใจซะงั้น
พวกมันก็เลยชักสงสัยว่า ผมชอบอย่างอื่นที่ไม่ใช่ผู้หญิงรึเปล่า คิดไปต่างๆนานา
แต่ช่างหัวพวกมัน ก็คนมันไม่สนใจนี่นา ทำไงได้
ผมก็เลยโสดสนิทอยู่อย่างนี้

หลังจากเดินดูของได้สักพัก ก็สมควรแก่เวลากลับ
ผมเลยเดินออกมา ไปที่ลานจอดรถ
ผมเดินเฉียดใกล้กับสายตรวจสองคนที่กำลังพูดคุยกับชายคนหนึ่งอยู่
เสียงพวกเขาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงหยุดเดิน ยืนดูพวกเขาด้วยความสนใจ
ดูเหมือนจะมีเรื่องมีราวเกิดขึ้น ผมคิดในใจ
ด้วยเสียงการถกเถียงที่ดังขึ้นเรื่อย ผู้คนรอบข้างเลยเริ่มให้ความสนใจขยับเข้ามาใกล้
จำนวนคนค่อยเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มไทยมุง

ปัง ! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เกิดเสียงดังขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง
ทันทีที่ได้ยินเสียง ผมรู้สึกมีอะไรบางอย่างมากระแทกตัวผมจนตัวเซ
ชายโครงผมชาไปหมด แต่พอผ่านไปแป๊บเดียวก็รู้สึกร้อนวูบวาบ
ผมเอามือกุมชายโครงจุดที่โดนกระแทก สัมผัสได้ถึงการไหลของของเหลวอุ่นๆ

"กรี๊ด ! คนถูกยิง"

เสียงตะโกนกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกับความสับสนอลม่าน ทุกคนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดกันจ้าละหวั่น
สถานการณ์กลายเป็นความวุ่นวาย ผู้คนแตกตื่น
แต่ผมกลับวิ่งไม่ออก
ผมยืนมองสายตรวจสองคนที่ทรุดลงไปนอนที่พื้น ตัวแน่นิ่งไปแล้ว
ชายคนนั้นถือปืนกวัดแกว่งไปมา ถลันตัวไปกระชากเด็กผู้หญิงที่ยืนอยู่ช็อก นิ่งอยู่ใกล้ๆมาล็อกคอไว้
ผมเริ่มยืนไม่อยู่แล้ว
ร่างของผมค่อยๆทรุดลง จนตัวผมล้มกระแทกพื้น แก้มครูดไปกับพื้นถนน
ผมไม่สามารถขยับตัวได้

ภาพสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปต่อหน้าผม
ชายคนนั้นจับตัวเด็กผู้หญิงเป็นตัวประกัน
เขาล็อกคอเด็กคนนั้นดึงให้หลังของเด็กแนบติดกับตัวของเขา ถูกลากให้ไปพร้อมกันราวกับเป็นเงา
ตะโกนส่งเสียงโหวกเหวก

"อย่าเข้ามา ใครเข้ามากู ฆ่าทิ้งหมด"

ผมเห็นสีหน้าของเด็กคนนั้นชัดเจน
เธอซีดเผือด ปากสั่น ตัวสั่น น้ำตาคลอทำอะไรไม่ถูก เธอตกใจเป็นอย่างมาก
แล้วชายคนนั้นก็โยนปืนทิ้ง มันเป็นปืนลูกโม่สีเงิน
ใช้มืออีกข้าง เขาล้วงไปในกระเป๋าสะพายของเขาหยิบเอาบางสิ่งออกมา
เป็นลูกเหล็กกลมเกลี้ยงสีเขียว
ผมรู้โดยทันทีว่ามันคือระเบิดมือ
เขาใช้มือข้างที่ล็อกคอเด็กสาวกระชากสลักนิรภัยออก
ระเบิดมือพร้อมที่จะระเบิดแล้ว
มันอันตรายมากๆ ที่ทำอย่างนั้น ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาก็จะระเบิดทันที แต่เขายังกุมระเบิดไว้แน่น

"ใครเข้ามา ตาย!"

ตอนนี้ที่ตรงนี้ไม่เหลือความปลอดภัยอีกแล้ว
ผมอยากจะลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปให้พ้นโดยเร็วที่สุด แต่ผมขยับตัวไม่ได้เลย
ร่างกายเริ่มชา แขนขาไม่มีแรงกระดิก
ทำได้แค่มองความเป็นไปตรงหน้าแค่นั้น
กองเลือดจากชายโครงของผมเริ่มขยายความกว้างขึ้นเรื่อยๆ
แต่ขนาดมันยังเล็กกว่าของสายตรวจสองคนนั้น
พวกเขาต่างนอนจมกองเลือดวงกว้างของแต่ละคน


"คุณ คุณ ใจเย็นๆก่อนค่อยๆพูดค่อยๆจากัน"
เสียงของนายตำรวจคนหนึ่งดังขึ้น

สถานการณ์ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนไปจากการก่อเหตุยิงกลายเป็นการจับตัวประกัน
หลังเกิดเหตุตำรวจนายอื่นและรปภ.ที่ดูและความสงบเรียบร้อยของตลาดนัดก็เข้ามาปิดล้อม

"อย่าเข้ามา ไม่งั้นกูระเบิดทิ้งให้หมด!"
"ใจเย็นๆครับ ใจเย็นครับ เราไม่ทำอะไรคุณ เราไม่ทำอะไร"

ถึงนายตำรวจคนนั้นบอกว่าจะไม่ทำอะไร แต่สิ่งที่เป็นมันไม่ใช่อย่างนั้น ตำรวจนายอื่นอีกสองนาย
ประทับปืนพร้อมกับเล็งไปที่ชายคนนั้น รปภ.หลายคนก็ล้อมกรอบ ตีวงล้อมไว้อยู่ห่างๆ ปิดทางหนี
โดยสิ้นเชิง

"คุณทำอย่างนี้มันอันตรายมากๆนะครับ ถ้าพลาดขึ้นมาจะแย่นะครับ ใจเย็นๆนะครับ"
"กู จะออกไปจากที่นี่ เอารถตู้มาให้กูเดี๋ยวนี้"
"ใจเย็นนะครับ ผมไม่มีอำนาจพอจะหารถตู้ให้นะครับ ยังไงก็อยากขอให้รอก่อนนะครับ ใจเย็น
ไว้ก่อน"
"มึงไม่มีอำนาจก็รีบไปบอกคนที่มีอำนาจว่า กูต้องการรถตู้ เดี๋ยวนี้!"
"เดี่ยวนี้คงไม่ได้หรอกครับ มันต้องใช้เวลา ทั้งติดต่อทั้งจัดหา ต้องเสียเวลารอครับ ยังไงก็อดทน
รอก่อนนะครับ"
"พวกมึงไม่ต้องมาถ่วงเวลา เอารถตู้มาให้กูเดี๋ยวนี้ !"

ตำรวจพยายามเกลี้ยมกล่อมให้ใจเย็นลง แต่ดูท่าเขาไม่ต้องการที่จะใจเย็นลงแม้แต่น้อย
เขาต้องการรถตู้
ความต้องการสวนทางกัน

"เอ่อ ถ้ายังไงเราจะรีบจัดหารถให้เดี๋ยวนี้นะครับ แต่ว่าเราขอเอาคนเจ็บออกมาส่งโรงพยาบาล
ก่อนได้ไหมครับ คุณเองก็คงไม่อยากให้มีการตายเกิดขึ้น"
ตำรวจพยายามต่อรองขอเอาคนเจ็บทั้งสามคนซึ่งรวมทั้งตัวผมด้วยไปส่งโรงพยาบาล

"มึงไม่ต้องห่วงหรอก ไอ้สองคนนี่ตายห่าแล้ว กูยิงใส่อกมันทั้งคู่ สงสัยโดนหัวใจเลือดพุ่งยังกับน้ำ"

ซึ่งก็น่าจะจริง กองเลือดใหญ่ขนาดนั้นเรียกได้ว่าแทบจะไหลออกมาหมดทั้งตัว
แต่ถึงยังงั้น ตำรวจก็ไม่ละความพยายาม พูดขอร้องต่อ

"ยังไง ยังไง ก็ขอเอาตัวออกมาก่อนนะครับเผื่อจะมีโอกาสรอด โดยเฉพาะคนที่นอนอยู่ตรงนั้น
น่าจะรอดถ้าคุณรีบให้เราพาไปส่งโรงพยาบาล"

"มีใครอีกว่ะ? "
เขาหันมองหารอบตัว ในที่สุดเขาก็หันมาเห็นผมที่นอนอยู่เยื้องขวามือของเขาไปสักหน่อย
แสยะยิ้ม สำรากคำอันน่าตกตะลึงออกมา

"ไอ้นี่โดนยิงด้วยเหรอ ซวยจริงๆมึง"

พระเจ้าช่วย! มันไม่รู้ว่าผมโดนลูกหลง มันไม่ได้สนใจแม้แต่จะมองว่า ใครโดนมันยิงบ้าง

เมื่อมันเห็นผมแล้ว มันก็เดินลากตัวประกันมาหา พามาถึงก็ชะโงกดูผม
เราสบสายตากัน

"ฮ่า ไอ้นี่ยังไม่ตายว่ะ ดีจริงๆ"
"เอาล่ะ ถ้าไม่อยากให้ไอ้นี่ตาย ก็รีบๆเอารถตู้มาให้กูได้แล้ว ยิ่งพวกมึงช้าเท่าไร มันก็ยิ่งตาย
เร็วขึ้นเท่านั้น"

สารเลวที่สุด มันใช้ชีวิตของผมต่อรองเอารถตู้ ผมกลายเป็นไพ่ใบเด็ดที่มันใช้ต่อรองกับตำรวจ

ตำรวจพากันมองหน้าเลิกลั่ก ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจกับสถานการณ์วิกฤตนี้อย่างไรดี
คนร้ายฆ่าสายตรวจตายสองนาย มีระเบิดมือที่ถอดสลักนิรภัยแล้ว มีตัวประกันสองคน แถมหนึ่งใน
ตัวประกันยังบาดเจ็บจนใกล้ตายไปทุกที
ได้เปรียบอย่างเป็นที่สุด

เสียงหวอของรถตำรวจดังระงมทั่วบริเวณ กำลังสนับสนุนคงมาถึงกันแล้ว
จำนวนคนเพิ่มขึ้นก็จริงแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ทางตำรวจได้เปรียบขึ้นมาแต่อย่างใด

"พวกมึงต้องรอให้มันตายก่อนใช่ไหม ถึงจะเอารถตู้มาให้กู"
"ฮ่าๆ รับรองพวกมึงดังแน่ๆ ปล่อยให้ประชาชนตายแบบนี้"

ตำรวจต่างพากันนิ่งเงียบ ใช้วิทยุคุยกันอย่างคร่ำเคร่ง ดูเหมือนตำรวจกำลังจนหนทาง
 มันควบคุมเกมส์ได้แล้ว

ผมเหลือบตาขึ้นมองหน้ามัน พยายามมองมันอย่างชัดๆ
มันเป็นคนที่หน้าตาดูธรรมดาๆ ใส่เสื้อยืดคอกลม สะพายกระเป๋าใบไม่ใหญ่นักที่ไหล่ซ้าย
มันใช้แขนซ้ายล็อกคอตัวประกันไว้ มือขวากุมระเบิดไว้แน่น
ผมจ้องหน้ามัน ทรงผม โครงหน้า คิ้ว จมูก ปาก ตา พยายามจำไว้ทั้งหมด

ตอนนี้ผมเริ่มหิวน้ำ รู้สึกว่าอากาศเริ่มเย็นมากขึ้นเรื่อย ความเจ็บแผ่ไปทั่วร่าง
ตาเริ่มเลื่อนลอย
ความตายกำลังยื่นมือมากระชากตัวผมไป

ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็กระโจนลงมา ปรากฏตัวอยู่ข้างผมในท่าย่อตัว
ร่างนั้นผมยาวสยาย สวมที่คาดผมสีเทา เสื้อสูทสตรีแขนยาวสีดำสนิท กระโปรงสีดำติดระบายรอบ
ยาวกรอมข้อเท้า
หญิงสาวในชุดดำทั้งชุด

ประกายแสงสีเงินจากมือของเธอสะท้อนเข้าดวงตาของผม
มันเป็นมีดพกสีเงิน ยาวประมาณหนึ่งคืบ
เธอถือมันในลักษณะชักดาบออกจากเอวข้างซ้าย

เหมือนเวลาถูกยืดออก ผมเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเชื่องช้าลง
เธอก้าวเท้าขวาไปหาคนร้าย ยืดตัวขึ้น
มีดถูกวาดเป็นวง ตวัดขึ้นใส่มือขวาที่ถือลูกระเบิด
นิ้วหัวแม่มือขาดกระเด็น ระเบิดหลุดออกจากมือของมันร่วงลงสู่พื้น
ทันทีที่ปลายมีดถึงจุดสูงสุด เธอก็ควงมีดในมือเปลี่ยนท่าจับจากท่าปาดกลายเป็นท่าจ้วงแทง พร้อม
กับจ้วงเข้าที่ไหล่ซ้ายของมัน ใบมีดปักมิดเข้าที่ไหล่ เธอกระชากมีดกรีดเป็นทางยาวไปหาหัวไหล่
ข้างซ้าย กรีดทั้งเนื้อ เสื้อและสายกระเป๋าสะพายขาดออกจากกัน กระเป๋าร่วงลงพื้น
เธอยื่นมือซ้ายไปคว้าแขนของเด็กสาวตัวประกัน ออกแรงกระชากเธอให้หลุดออกมาจากการล็อกคอ
แล้วจึงถีบเข้าที่ท้องของมันจนกระเด็นถอยหลัง นอนแอ้งแม้งหมดพิษสง
พอถีบเสร็จเธอก็พุ่งตัวไปข้างหน้า พร้อมกับออกวิ่งเลยคนร้ายไป ผมของเธอสะบัดกระจายเต็ม
แผ่นหลัง เธอวิ่งไปจนสุด พอถึงกำแพง เธอก็กระโจนสูงอย่างเหลือเชื่อ กระโดดข้ามกำแพงหายไป

ลูกระเบิดพอร่วงลงสู่พื้น กระเดื่องนิรภัยก็กระเด็นออก ระเบิดกลิ้งเข้ามาหาผม เข้ามาใกล้เรื่อยๆ
เด็กสาวออกวิ่งเพื่อหนี เสียงตำรวจตะโกนบอกให้ทุกคนหมอบดังก้อง เสียงหวีดร้องอลม่านดังไปทั่ว
ภาพทุกอย่างมืดลงทุกที ในที่สุดก็ดับไป
สติผมหลุดลอย ผมสลบ
แต่ก่อนสลบ ห้วงความคิดสุดท้ายของผมคือภาพของเธอ
หญิงสาวผมยาวในชุดสีดำ ถือมีดพก กำลังย่อตัวและจ้องมองมาที่ผม
ใบหน้าที่สวยงาม ผิวขาวกระจ่าง แต่ปรากฏรอยแผลเป็นหลายแผล
และดวงตาที่ดำราวกับบ่อน้ำในคืนเดือนมืด

นั่นคือห้วงความคิดสุดท้ายของผม





 

Create Date : 09 ธันวาคม 2551    
Last Update : 9 ธันวาคม 2551 8:51:15 น.
Counter : 115 Pageviews.  


garnet19th
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add garnet19th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.