จงข้ามคนล้มไปเรื่อย ๆ

" อย่ามองกลับหลัง "
เสียงใครสักคนตะโกนบอกผม

ตอนนั้น ผมน่าจะอยู่ชั้น ป.6 กีฬาสีโรงเรียนกำลังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
กองเชียร์ต่างร้องตะโกนปลุกเร้าให้นักวิ่งผลัดสี่คูณร้อยของเเต่ละสีเร่ง
ฝีเท้าเพื่อให้เข้าเสันชัยเป็นคนแรก ผมกำลังขับเคี่ยวกับนักวิ่งสีเขียวอยู่อย่าง
เอาเป็นเอาตาย สายลมหวดผ่าน เราพ่นลมหายใจต่อสู้กับลมนั้น เหลือระยะ
ทางอีกเพียงห้าเมตรก็จะรู้ว่าใครได้เหรียญทอง และตอนนั้นเอง นักวิ่ง
สีเขียวที่นำหน้าผมอยู่เพียงนิดเดียวก็เกิดสะดุดล้มลง

ทีมผมได้เหรียญทอง

" อย่ามองกลับหลัง "
เสียงเด็กสองคนตะโกนบอกผม

ตอนนั้นผมอยู่ ม. 3 นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจนของจังหวัดที่มีเกรดเฉลี่ย
เท่ากันมีถึงสามคนแต่ทุนกลับมีแค่ทุนเดียว ผู้จัดการทุนตัดสินใจให้มี
การสอบแข่งขันเพื่อเลือกผู้ได้คะแนนสูงสุด ผมและนักเรียนที่เรียนดีแต่
ยากจนอีกสองคนต้องมาสอบแข่งขันกัน

และเป็นผมที่สอบได้ที่หนึ่ง

" อย่ามองกลับหลัง "
เสียงจากหลากหลายคนทั้งเด็กสาวและเด็กหนุ่มตะโกนบอกผม

ตอนนั้นผมสอบโควต้าเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ผมเลือกคณะวิศวะ
เป็นอันดับหนึ่ง ผู้เข้าสอบคณะวิศวะทั้งสิ้นประมาณ 600 คนแต่คัดเลือก
เพียง 225 คน ผมอ่านหนังสือและทำข้อสอบอย่างเต็มที่ ประกาศผลสอบ
ผมคือหนึ่งใน 225 คนที่สอบผ่าน

ผมได้เป็นน้องใหม่คณะวิศวกรรมศาสตร์

" อย่ามองกลับหลัง "
เสียงผู้ชายสองคนตะโกนบอกผม

ตอนนั้นหลังจากที่ผมเรียนจบ ก็ออกมาหางานทำ จดหมายสมัครงานถูก
ร่อนออกไป และในที่สุด ผมก็ได้รับการตอบรับจากบริษัทแห่งหนึ่งให้
เข้าสัมภาษณ์ วันสัมภาษณ์มีผู้เข้าสัมภาษณ์ทั้งสิ้นสามคนรวมทั้งผม
แต่สุดท้ายผมเป็นคนที่ได้รับการตอบรับจากทางบริษัท

ผมได้เป็นวิศวกร

" อย่ามองกลับหลัง "
เสียงชายคนหนึ่งตะโกนบอกผม

ระหว่างที่เข้าทำงาน เลือดใหม่อย่างผมต้องเผชิญหน้ากับซีเนียร์เลือดเก่าที่
ทำงานอยู่ก่อน ความเห็นไม่ลงรอย เกิดการเล่นเกมบนดิน เกมใต้ดิน และ
เป็นผมที่สร้างผลงานได้เข้าตาผู้จัดการมากกว่า วางยาซีเนียร์ได้ถูกจังหวะ
ซีเนียร์คนนั้นเลยต้องลาออกไป

ผมก้าวขึ้นมาเป็นซีเนียร์แทน

วันเวลาผ่านไป ผมดำเริ่มมีหงอกแซม ตำแหน่งเริ่มใหญ่โตขึ้น ภาระหน้าที่
สิ่งที่แบกรับมีมากเกินกำลัง ผมเริ่มอ่อนล้าและในที่สุดผมก็ล้มลงนั่งกับพื้น
อย่างเหน็ดเหนื่อย ยอมแพ้ให้กับทุกสิ่ง ในขณะที่ผมนั่งกับพื้น มีคน ๆ หนึ่ง
ก้าวข้ามบ่าของผมไป เขาเดินไปข้างหน้าสักพักแล้วก็หยุด ทำท่าเหมือนจะ
หันหลังกลับมามองคนที่เขาเพิ่งก้าวข้ามไหล่มา

" อย่ามองกลับหลัง "
ผมตะโกนบอกชายผู้นั้น

ทันทีที่เขาได้ฟัง เขาก็ชะงักอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ไม่หันกลับมามองผม
เขาเดินทางไปต่อ ผมเห็นแผ่นหลังของเขาค่อย ๆ เล็กลงไปเรื่อย ๆ จน
ในที่สุด เขาก็หายลับไปจากตา

และผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ยิ้มส่งให้กับทุกคนที่เดินข้ามไหล่ของผมไป
พร้อมกับตะโกนบอก ยามที่พวกเขาทำท่าเหมือยจะหันหลังกลับมา

" อย่ามองกลับหลัง "


Create Date : 01 ตุลาคม 2552
Last Update : 1 ตุลาคม 2552 19:44:22 น. 2 comments
Counter : 264 Pageviews.

 
การแก่งแย่งแข่งขันชิงดีในโลก อาจทำให้คนหลายคนคิดว่าการมองกลับหลังเป็นสิ่งที่จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ

ความจริง ทางเลือกย่อมมีเสมอ การก้าวไปถึงช้ากว่า ไม่ได้แปลว่าจะไปไม่ถึง

และหลายๆครั้ง ทางเดินเส้นนั้นไม่ได้กำหนดวว่าให้เดินได้คนเดียว

การได้เดินไปข้างหน้าขณะที่มีเพื่อนร่วมทางย่อมทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้นเยอะ



โดย: อ้อ (sandseasun ) วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:20:38:47 น.  

 
ชอบเนื้อเรื่อง และสไตล์การเขียนของคุณ (ไม่เฉพาะเรื่องนี้) ที่ใช้นำเสนอมุมมองเดิมๆ ในรูปแบบใหม่ๆ

อ่านสนุก

ชอบนะคะ

ขอบคุณค่ะ




โดย: cinta วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:22:57:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

garnet19th
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add garnet19th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.