8 : 53 เวลาของผู้กล้า

8:49

ผมเดินอย่างไร้จุดหมายอยู่บนฟุตบาทย่านธุรกิจกลางกรุง ที่จริงในสภาพการณ์
ณ เวลานี้ของผม ถ้าเรียกเตร็ดเตร่อาจจะไม่ค่อยตรงเท่าไร น่าจะเรียกว่าเตะฝุ่น
มากกว่าด้วยซ้ำ

ใช่แล้ว ผมกำลังตกงาน

ที่ทำงานบริษัทเก่าของผมเป็นบริษัทเล็ก ๆ ทำเกี่ยวกับเอเจนซี่โฆษณา มีออฟฟิศ
รูหนูอยู่กลางกรุง ที่จริงตอนก่อนหน้านี้บริษัทของผมก็พออยู่ได้ มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ
แต่พอกีฬาสีเปิดฉาก ก็เจอพิษกีฬาสีเข้าอย่างจัง งานหดหายไปในพริบตา แล้วยิ่ง
ตอนเขาเล่นรอบกองไฟ ก็จบข่าว พี่เจ้าของบริษัทแจ้งมาทางโทรศัพท์ว่า ไม่ต้องมา
ทำงานแล้วนะเพราะพี่เจ๊งเรียบร้อยเเล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พี่เขาก็ยังอุตส่าห์
เฉือนเนื้อจ่ายค่าชดเชยให้ครึ่งเดือน ถึงมันจะน้อย แต่ผมก็ยังซึ้งน้ำใจแกจริง ๆ

แต่ชีวิตของผมมันดันยาวนานกว่าครึ่งเดือน

ผมก็เลยต้องหางานทำ งานก็หายากเสียเหลือเกิน ไปที่ไหน ๆ ก็เจอคนสมัครงาน
แข่งขันกันมากมาย งานน้อยแต่คนตกงานมาก สัมภาษณ์มาหลายที่ก็ไม่โดนเรียก
ซะที เงินที่มีก็ร่อยหรอไปทุกที

เฮ้อ ชีวิต จะมีกินไหมเนี่ย พรุ่งนี้

ฟันไปมองทางขวามือ ผมก็สะดุดสายตากับเด็กน้อยกลุ่มหนึ่ง ดูท่ากำลังวิ่งเล่นไล่
จับกันอย่างสนุกสนาน ไม่ไปโรงเรียนกันรึไงฟ่ะ ถึงได้มาวิ่งเล่นกัน แต่พอฉุกคิด
เออ ใช่ วันนี้วันหยุดนี่หว่า พวกมันเลยไม่ต้องเรียนกัน อิจฉาโว้ย ! ไม่ทุกข์ไม่ร้อน
เลยนะพวกเอ็ง



8:50

" เพ่ย เพ่ย ออกมาทำข้อนี้ซิ "
หลังจากที่ฉันเรียกชื่อ เด็กนักเรียนหญิงที่ตัดผมม้าสั้นเต่อ หุ่นปุ๊กลุก แก้มเเดงเเฉ่ง
แลดูน่ารักน่าชัง ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับเดินมาที่กระดานดำ เธอหยุดมามอง
หน้าฉัน ดวงตาที่ดูงุนงงดูใสแป๋วเสียเหลือเกิน

" ลองทำดูก่อน ผิดถูกครูไม่ว่าอะไรหรอก "
พอได้ฟัง เพ่ย เพ่ย ก็หันหน้าไปที่กระดานดำ หยิบชอล์กขึ้นมา จ้องมองมันด้วย
เเววตาที่ยังคงงุนงงอยู่ แต่แล้วเธอก็เริ่มขีดเขียนคำตอบ

โรงเรียนที่ฉันสอนอยู่นี้เป็นโรงเรียนประถมศึกษาเล็ก ๆ ในเมืองตูเจียงหยาง จำนวน
นักเรียนไม่มากมาย ก็เพราะเป็นโรงเรียนที่ไม่ได้โด่งดังอะไรผู้ปกครองเลยไม่ค่อย
นิยมส่งลูกมาเรียนเท่าไรนัก ในชั้นเรียนของฉันก็เลยมีแต่เด็กที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ใน
ละแวกนี้กันทั้งนั้น หวังเสี่ยวหู่ เฉินเป่า ต้าหลี่ และเด็กคนอื่น ๆ ในชั้นเรียนของฉัน
ก็ล้วนแต่พักอาศัยไม่ห่างไกลจากโรงเรียนเท่าไรนัก นัยว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียน
ที่ผู้ปกครองส่งลูกหลานมาเรียนเพราะอยู่ใกล้บ้าน

ฉันละสายตาจากพวกเด็ก ๆ หันกลับมาที่กระดานดำ เพ่ยเพ่ย เขียนคำตอบทั้งหมด
ใส่กระดานดำแล้ว เธอเลยหันหน้ามามองฉันด้วยสายตาที่แป๋วแหว๋วของเธอ พอเห็น
สายตาแบบนั้น ฉันต้องอมยิ้มทุกที เอาล่ะได้เวลาตรวจคำตอบแล้ว



8:51

ผมมองเจ้าเด็กพวกนั้นครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกอิจฉา แต่พอหมดความสนใจ ผมก็หัน
หน้ากลับมามองทางเดินที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง เฮ้อ ตูจะหางานทำได้เร็ว ๆ ไหมเนี่ย

แต่จู่ ๆ ลูกบอลพลาสติกก็กลิ้งผ่านหน้าผมไป มันกลิ้งลงไปบนถนน แล้วเด็กคน
หนึ่งก็ปลีกตัวออกจากกลุ่มเด็กที่ผมเคยมอง เขาวิ่งลงไปที่กลางถนนพร้อมกับก้ม
ลงเก็บลูกบอล

แปร๊นนนนนนน !

เอี๊ยดดดดดดดดด !

เด็กคนนั้นเงยหน้า หันมองไปตามเสียง รถยนต์คันหนึ่งแล่นด้วยความเร็วสูงคัน
หนึ่งกำลังบีบแตรพร้อมกับเหยียบเบรคจนตัวโก่งแต่ก็ไม่ได้มีความเร็วช้าลงสัก
นิดกำลังพุ่งเข้าใส่

รถยนต์คันนั้นกับเด็กห่างกันไม่ถึง 2 เมตร

มันไม่ใช่ความคิดที่ผ่านการกลั่นกรองแน่ ๆ ผมสาบานได้ ผมต้องทำไปด้วยความ
ไร้สติสัมปะชัญญะแน่ ให้ตายสิ มันไม่มีทางเลยที่ผมจะทำแบบนั้น ถ้าผมมีเวลามา
นั่งคิดแค่เพียงสักนิด

ผมลงไปที่ถนนพร้อมกับผลักเด็กคนนั้นไปที่ฟุตบาท

โครมมมมม !!!

เวลาเชื่องช้าลง ร่างผมเบาโหวง ลอยละล่องอยู่กลางอากาศ มองเห็นรถยนต์ที่
เพิ่งชนผมหมุนคว้าง ทิ้งรอยยางสีดำไว้เบื้องหลัง รถยนต์ห่างไปเรื่อย ๆ ร่างผม
ค่อย ๆ บินโฉบต่ำลงทุกที ๆ สุดท้ายปีกที่มองไม่เห็นของผมก็ไม่สามารถกระพือ
ยกตัวผมให้ต้านทางโน้มถ่วงได้อีกต่อๆป

ผมจึงตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรง



8 : 52

ฉันลุกจากเก้าอี้ เดินไปที่กระดานดำ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกไม่มั่นคง ตัวโยกโงนเงน
สั่นไหวไปมา จนรู้สึกว่าตัวเองจะยืนไม่อยู่

ครึ่ก ! ครึ่ก ! ตึง ! โครม ! ตึง ! ครึ่ก โคร่ม !

จู่ ๆ ก็เสียงเกิดเสียงดังสนั่น ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายสั่นสะเทือนไปหมด ของที่
วางอยู่บนที่สูงตกลงมาบนพื้นแตกกระจัดกระจาย ตู้เก็บของที่อยู่หลังห้องล้ม
ดังโครมใหญ่ รางหลอดไฟร่วงลงมาฟาดเข้ากับเด็กนักเรียนที่นั่งอยู่ข้างใต้
เสียงหวีดร้องตกใจระงมดังไปหมด

" แผ่นดินไหว ! "
เสียงเด็กหลายคนรวมทั้งฉันตะโกนมา

" ทุกคนมุดใต้โต๊ะ เร็วเข้า ! "
พริบตาต่อมาหลังจากที่ฉันทำความเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ตะโกน
บอกให้นักเรียนทุกคนหลบอยู่ใต้โต๊ะของตัวเองแข่งกับกับเสียงโครมคราม
ที่ดังเพิ่มขึ้นมากทุกที ฝ้าเพดานเร่วงหล่นมากระแทกพื้นก็จะแตกเป็นเสี่ยง
กระเบื้องหลังคาเริ่มร่วงลงแล้ว ฉันมองเห็นนักเรียนมุดเข้าใต้โต๊ะของ
ตัวเองกันบ้างแล้ว

" กรี๊ด !! "

กร๊อบ !

ฉันหันขวับไปตามเสียงกรี๊ด เพ่ยเพ่ย ยังอยู่ที่กระดานดำ เธอฟุบตัวเอง ขด
เป็นก้อนกลมด้วยความกลัว ฉันรีบปราดเข้าไปหาเธอ ตัดสินใจว่า
จะลากเธอมาหลบใต้โต๊ะอาจารย์ แต่พอไปถึงตัวเธอ ก็ได้ยินเสียงกร๊อบ
ดังลั่น ขื่อที่อยู่เหนือหัวของเราทั้งสองคนทนแรงสั่นสะเทือนไม่ไหวจึง
ได้หักและก็ตกลงมาใส่เราทั้งสอง

ฉันจึงตัดสินใจเอาตัวคร่อมเพ่ยเพ่ยไว้แทน



8 : 53

คนทั้งปวงก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ เพราะรู้ว่าเด็กนั้นตายแล้ว

ลูกา




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2553    
Last Update : 27 สิงหาคม 2553 14:13:16 น.
Counter : 248 Pageviews.  

ซอมบี้กินหญ้า

และแล้วสิ่งที่ทุกคนหวาดกลัวก็กลายเป็นความจริง

2012 โลกแตก !

แต่ไม่ได้แตกเพราะปัญหาโลกร้อนอย่างที่เคยคาดการณ์กันไว้ โลกแตกเพราะ
สาเหตุอื่นที่คาดไม่ถึง

เชื้อโรคระบาด !!!

ฤดูหนาวปี 2012 ในระหว่างที่ผู้คนจดจ่อกับมหัตภัยโลกร้อนที่กำลังรุนแรง ส่งผล
ให้เกิดวิกฤตกับสภาพอากาศ พายุหิมะ ลูกเห็บ โหมกระหน่ำในหลายพื้นที่ จนทำ
ให้ผู้คนหลงลืมการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ มหันตภัยที่ครั้งหนึ่งเคยคร่า
ชีวิตผู้คนไปไม่น้อยเสียสนิท หากแต่ครั้งนี้ มันพัฒนาสายพันธุ์ให้ลึกล้ำซับซ้อน
ยิ่งกว่าเดิมโดยมีนกอพยพเป็นพาหะแพร่เชื้อ

นักปักษีวิทยาคนหนึ่งเริ่มสังเกตเห็นฝูงนกที่อพยพหนีหนาวจากไซบีเรียมีอาการ
แปลก ๆ ฝูงบินของพวกมันเริ่มสะเปละปะ นกค่อย ๆ ร่วงตายทีละตัว และบริเวณ
ที่นกร่วงตาย สัตว์ป่าและลัตว์เลี้ยงก็เริ่มล้มตายตาม ในไม่ช้าก็ลามไปถึงคน

ผู้คนต่างล้มตายลง การระเบิดเกิดอย่างรวดเร็วและรุนแรง นักระบาดวิทยาต่าง
ต้องตะลึงกับเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่พันธุ์ได้ทางอากาศและความรุนแรงสูง
ที่สุดเท่าที่เคยพบเคยเห็น รัฐบาลทุกประเทศพยามยามกักกันและระงับวงเขต
ของการระบาดแต่อนิจจา พวกเขาทั้งหมดต่างล่าช้าเกินไป เชื้อโรคได้กลายเป็น
ส่วนหนึ่งของอากาศที่หายใจก่อนที่พวกเขาทั้งหลายจะได้ทันรับมือ

มนุษย์คนสุดท้ายตายในวันที่ 21 ธันวา 2012

แต่ถัดมาอีกวัน สิ่งที่กล่าวได้ว่าน่าขยะแขยงและน่าสะพรึงกลัวก็เกิดขึ้น ซากนก
อพยพ ตัวการของการแพร่ระเบิดที่ล้มตายไปก่อนหน้าก็กระดิกตัว หยัดตัวเอง
ลุกขึ้นมา พวกมันคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง !

แต่ไม่สมบูรณ์แบบ

พวกมันไม่บิน มันเอาแต่เดิน ลูกตาไม่กระพริบ อุณหภูมิร่างกายของมันเท่ากับ
อุณหภูมิอากาศในฤดูหนาว หรือจะกล่าวง่าย ๆ ได้ว่า พวกมันไม่มีความอุ่นในตัว

เป็นเพราะหัวใจไม่เต้น

ใช่แล้วพวกมันกลายเป็นแฟนตาซีที่เคยโลดแล่นอยู่ในนิยาย หนัง ละคร การ์ตูน
และสื่อต่าง ๆ สร้างความสนุกสนาน ตื่นตะลึง และหวาดกลัว

ซอมบี้

หากแต่มันไม่เหมือนซอมบี้ที่เหล่านักประพันธ์เคยวาดภาพลักษณ์เอาไว้ มันไม่
ได้กระหายเลือด ไม่ได้เข่นฆ่าสิ่งชีวิตอื่น ๆ คงเป็นเพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือ
อยู่อีกแล้ว พวกมันจึงไม่มีอะไรให้เข่นฆ่า

แต่พวกมันกลับจิกทึ้งกินหญ้า

เหล่าซากนกเดินได้ทั้งหลาย ต่างจิกหญ้ากิน มันจิกกินหญ้าไปเรื่อย ๆ จนกว่า
ท้องมันจะเต็มไปด้วยหญ้าถึงหยุด แล้วก็รอจนหญ้าผ่านลำไส้ ขับถ่ายออกเป็น
ของเสีย แล้วจึงกินหญ้าต่อไปเรื่อยไม่หยุดพักนอน หยุดเมื่อท้องแน่นแล้วแค่นั้น

และสัตว์ที่ล้มตายไปก่อนหน้านี้ก็คืนชีพ มีชีวิตกลับมาในซากของมันอีกครั้ง เฉก
เช่นเดียว พวกมันกินแต่หญ้า แม้กระทั่ง เสือ สิงห์โต ราชันย์นักล่า ต่างก็กินหญ้า
กันถ้วนหน้า

และมนุษย์ก็คืนชีพมากินหญ้าเช่นกัน

มนุษย์หกพันล้านกว่าคน ไม่ใช่สิ พวกเขาไม่ใช่คนแล้ว เขาเหล่านั้นไม่สามารถ
ดำเนินกิจกรรมเหมือนเดิมที่เคยทำมาก่อนได้ ต้องเรียกว่า ซากมนุษย์หกพันกว่า
ล้านซากต่างหาก ซากทั้งหมดนั้นต่างก้มลงคลานเลียดพื้น กัดกินหญ้าไปเรื่อย ๆ
โดยไม่สนว่าอากาศจะหนาว แดดจะร้อน ฝนจะตกหนักแค่ไหน พวกเขาก็เอาแต่
กินหญ้าอย่างเดียว

ซากมนุษย์ที่อยู่ในเมืองหลวง ต่างขวนขวายออกจากเมือง เพราะที่นั่นมีแต่พื้น
คอนกรีต ไม่มีสนามหญ้า พวกเขาละทิ้งเมือง มุ่งแสวงหาแต่สถานที่ที่มีหญ้าขึ้น
เท่านั้น

สรุปได้ว่า ซากสัตว์ทุกชนิดบนโลกลุกขึ้นมาหญ้า

เคราะห์ดีที่ืัทั้งหมดนั้นต่างพากันกินหญ้า เพราะหญ้านั้นถึงแม้จะโดนกินจนเหี้ยน
เตียน แต่ตราบเท่าที่รากยังไม่โดนถอน เหง้ายังไม่โดนขุด หญ้าก็สามารถเกิดขึ้น
มาใหม่ได้เสมอ ดังนั้นเหล่าซากสัตว์ที่แปรเปลี่ยนมากินหญ้า ต่างก็ยังคงมีหญ้า
ให้กินไม่ขาด



โลกยังคงหมุนอยู่ หมุนเพื่อพาซากของสรรพสัตว์และมนุษย์ไปรับแสงและราตรี

เพียงแต่ว่าทั้งหมดนั้นยังคงดำรงอยู่แต่ไม่มีชีวิตแล้ว




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2553    
Last Update : 25 สิงหาคม 2553 22:38:32 น.
Counter : 271 Pageviews.  

เรื่องสั้นจิตตก : # 2 ความเร็วของ .......

โจทย์
1. จงอ่านเรื่องด้วยวิจารณญาณ ( 5 คะแนน )
2. จงเติมหัวชื่อเรื่องให้สมบูรณ์ ( 5 คะแนน )


ผมกับหนูมินท์ออกเดินทางกันอีกแล้ว

ไปกันเรื่อยเปื่อยเหมือนเดิม บนถนนเส้นเดิม เส้น 334 ข้ามปักธงชัย วังน้ำเขียว
ทับลาน นาดี กบินทร์ ปลายทางปราจีนบุรี

แต่ก่อนตอนเขายังไม่ขยายถนน ผมและหนูมินท์วิ่งข้ามเขาลูกนี้เป็นครั้งแรก เรา
มากันแบบไร้ประสบการณ์ ก็ด้วยความที่กลัวว่าหนูมินท์จะมีกำลังไม่พอ เราก็เลย
พากันลากเกียร์ 1 แถมยังไม่พอ ไม่กล้าแซงรถพ่วงที่คลานกันอืด ๆ ด้วย ก็มัน
ทางขึ้นเขานี่นา ถนนสองเลนแคบ ๆ อีกต่างหาก เกิดแซงไปแล้วไม่พ้น จูบรถที่
สวนมาจะว่ายังไง เราก็เลยตัดสินใจแล่นตามตูดดมเขม่าควันขโมงของรถพ่วง
จนกว่าจะถึงถนนช่วงที่ไม่ชันถึงค่อยแซง ใช้เวลาข้ามเขาประมาณ 3 ชั่วโมง
ศึ่งก็เล่นเอาเหงื่อแตกทั้งคู่

แต่หลังจากที่เดินทางข้ามเขาบ่อยครั้งขึ้น เลเวลก็เลยอัพขึ้น ๆ ไม่มีแล้วเกียร์ 1
ขึ้นเขา เกียร์ 4 เลย เจอรถพ่วงวิ่งอยู่ข้างหน้า แซงโลด ต่อให้มีรถสวนก็แซง ก็
แหม หนูมินท์เป็นสาวร่างน้อยนี่นา เลยสามารถใช้พื้นที่แห่งความเกรงใจของ
รถสวนกันได้สบาย ๆ ไม่ตัวกลัวโดนเฉี่ยว แต่ก็หวาดเสียวเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
นะ แต่ก็เพราะขับแบบนี้นี่แหล่ะ เราก็เลยข้ามเขาได้เร็วกว่าตอนครั้งแรกมาก ๆ

แต่เดี๋ยวนี้เขาเจี๋ยนภูเขา ขยายถนน ทำเพิ่มมาเป็นสี่เลน แถมบางช่วงเป็นหกเลน
ด้วย ถนนก็ไม่ค่อยชันเท่าแต่ก่อนด้วย ก็เลยขับสบายกว่าเดิมมาก แต่เราก็ไม่
ชอบสักเท่าไร เพราะสูญเสียอารมณ์ของการขึ้นเขาไปเยอะเลย

ส่วนวันนี้ เราก็เดินทางมาเรื่อยใกล้จะถึงวังน้ำเขียวแล้วล่ะ หนูมินท์เลยต้องชะลอ
ความเร็วลง เพราะว่าที่วังน้ำเขียว ตำรวจจะชอบตั้งด่าน ดังนั้นเพื่อสร้างความ
ตื่นเต้นทดแทนความเร้าใจจากการขึ้นเขาที่สูญหายไปเพราะถนนใหม่ เราก็เลย
ชอบเลี่ยงด่านตรวจ หลบตำรวจ และคอยชะเง้อชะเเง้ดูว่า ตำรวจจะตามมาไหม
มันลุ้นดีนะ

แต่พอจะชะลอความเร็ว เจ้ารถพ่วงคันใหญ่ที่บรรทุกของซะหนักเพียบแปล้ที่อยู่
ข้างหน้าเราก็ขับช้าเสียเหลือเกิน หนูมินท์เลยตัดสินใจเเซงรถคันนี้ แต่ระหว่างที่
เร่งเครื่องแซงนั้น ผมก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเข้า

ล้อยางข้างหนึ่งของรถคันนั้นปูดบวมเป็นลูกโป่งออกมา

เอ๋ อะไรเนี่ย ผมคิดในใจขณะหนูมินท์แซงผ่านไปแล้ว ทำไมมันถึงได้ปูดขนาด
นั้นล่ะ มันจะไม่ระเบิดเหรอนั่น โห ถ้ามันระเบิดนะ มีหวังรถคันนั้นได้ซ่อมยาวแน่
เพราะเล่นบรรทุกหนักซะขนาดนั้น ยางระเบิดไปช่วงล่างพังได้เลยล่ะมั้ง วู้ คนขับ
นี่ก็เหลือเกิน ไม่เช็คสภาพก่อนออกเดินทางรึไง ปล่อยให้ยางปูดเป็นหูดไก่ มัน
อันตรายมาก ๆ เลยนะ นี่ถ้ายางระบิดใส่รถข้าง ๆ คนขับจะไม่ตกใจ พวงมาลัย
ปัดแล้วก็เกิดอุบัติขึ้นมาเลยเรอะ ดีนะ ที่แซงพ้นมันมาได้ น่ากลัวชะมัด

ในขณะที่ผมกำลังคิดถึงรถคันนั้นอยู่ หนูมินท์ก็ทิ้งระยะห่างออกจากรถคันนั้นมา
เรื่อย ๆ จนกระทั้งมาถึงทางลงเขา ซึ่งค่อนข้างจะชัน ผมเลยต้องใช้เกียร์ต่ำเพื่อ
ไม่ให้หนูมินท์ทะยานลงเขาเร็วเกินไป เพราะถ้าลงเขาเร็วเกินไป ก็จะควบคุมรถ
ยากและหากแหกโค้งตกเขาเอาได้ แถมการเหยียบเบรคบ่อยก็ไม่ใช่เรื่องดีด้วย
ดังนั้นการลงเขาจึงควรใช้เกียร์ต่ำ ใช้เวลาไม่นานแล้วก็ลงเขาได้อย่างปลอดภัย
หนูมินท์และผมก็เลยพากันเดินทางอย่างสบายใจ แต่อยู่ ๆผมก็ฉุกคิดขึ้นมา

แล้วรถพ่วงที่ยางปูดคันนั้นจะลงเขาได้เหรอ

ยางรถเป็นแบบนั้น ยิ่งต้องมาลงเขา มันก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงว่ายางจะระเบิดจนทำ
ให้รถควบคุมไม่ได้ อาจจะเกิอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นมาได้ เป็นไปได้ว่าอาจถึงแหก
โค้งตกเขาได้

ผมเริ่มรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก

เอาไงดี ดูท่าคนขับจะไม่รู้ว่ายางปูดแน่นอน ขืนให้เขาลงเขาเสียแบบนั้น มันต้อง
เกิดอุบัติเหตุแน่นอน ทำยังไงดีล่ะ ต้องไปเตือนให้เขารู้ แต่ว่าผมเเซงเขามาตั้ง
ไกลแล้วจะย้อนก็ไม่ได้แล้ว ห่างขนาดนี้กว่าจะย้อนได้ก็ไล่ไม่ทันแหง ๆ ทำไงดี
แต่จะปล่อยไปเฉย ๆ ก็ไม่ได้ เอ.. จะย้อนไปบอกดีไหม นั่น ยูเทิร์นข้างนี้ กลับ
รถแล้วย้อนไปบอกเลย เอ.. แต่ต้องวิ่งขึ้นเขาอีกนะเนี่ย เอาไงดี

ผมคิดไม่ตกจนเลยยูเทิร์นที่หมายตาว่าจะกลับรถไป จะย้อนกลับไปบอกดีไหม
แต่ถ้าย้อนก็ต้องพาหนูมินท์ขึ้นเขา แล้วก็ตามหาจนกว่าจะเจอรถคันนั้น พอเจอ
แล้วก็ต้องยูเทิร์นอีกที และก็ไล่กวด ซึ่งมันเป็นระยะทางที่ไกลและลำบากเอา
เรื่องเลย

หลักกิโลเมตรผ่านสายตาไปเรื่อย ๆ ผมยังลังเลสองจิตสองใจอยู่ แต่ในที่สุด
ผมก็ตัดสินใจยูเทิร์น พาหนูมินท์ย้อนกลับขึ้นเขา พร้อมกับสอดส่ายสายตาหา
รถยางปูดคันนั้น แต่ก็ยังไม่เห็นเขาสูงชันขึ้นเรื่อย ๆ มองหาอยู่นานจนผมท้อใจ
คิดว่ารถคันนั้นอาจจะเลี้ยวไปทางอื่นแล้วก็เป็นได้

แต่แล้วในที่สุดผมก็เจอ

รถพ่วงที่บรรทุกของหนักซะเพียบแปล้คันนั้น กำลังคืบคลานลงเขาอย่างเชื่องช้า
ไปเรื่อย ๆ เอาล่ะเมื่อหาเจอแล้วผมรีบหายูเทิร์นเพื่อกลับรถโดยทันที แต่ว่านี่เป็น
ทางลงเขา เลยไม่มียูเทิร์นดังนั้น หนูมินท์จึงต่อพาผมตะกุยขึ้นเขาต่อ แล่นไปอีก
ครู่ใหญ่จึงเจอ พอกลับตัวเสร็จ หนูมินท์ก็พุ่งเป็นจรวดเพื่อไล่ตามรถพ่วงยางปูด
ทันที



ปึ้ง !

ผมปิดประตูของหนูมินท์ หลังจากที่จอดแอบลงข้างทางพร้อมกับใส่เบรกมือจน
แน่ใจว่ารถจะไม่ไหล แต่เพื่อความไม่ประมาท ผมหาก้อนหินก้อนโตมาหนุนล้อ
เอาไว้ ก่อนจะเดินตัดถนนไปอีกฝั่ง

ณ ที่ตรงนั้น เบื้องหน้าของผมมีรถกู้ภัยไม่แน่ใจว่า ร่วม หรือ ปอ จอดอยู่สองคัน
เปิดไซเรนที่มีวูบวาบอนู่บนหลังคารถ เจ้าหน้าที่ตะโกนเสียงโหวกเหวกโวยวาย
บางคนวิทยุให้วุ่นวาย ดูท่าพวกเขากำลังเจอสถานการณ์อุบัติเหตุที่ร้ายแรงถึงได้
ดูเร่งร้อนกันนัก ผมละสายตาจากพวกเขา เดินต่อไปที่แผงกั้นคอนกรีตที่สร้าง
ขึ้นมาตรงบริเวณทางโค้งของถนนเพื่อป้องกันไม่ให้รถตกเขา แต่ตอนนี้ดูท่ามัน
จะไม่ใช้แผงกั้นเสียแล้ว มันกลายเป็นก้อนเศษปูนน้อยใหญ่แทน สงสัยว่าคงจะ
โดนอะไรทุบเข้าให้ถึงได้แตกละเอียดขนาดนี้ ผมก้าวข้ามเศษปูน เดินไปตรง
ขอบหน้าผาแล้วก็ชะโงกลงไป

นอนอยู่ก้นเหวเรียบร้อยแล้วรถพ่วงที่ผมไล่ตามหา

ผมจ้องมองอย่างนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน



ฮึ ฮึ ฮึ

ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เสียงหัวเราะดังกึกก้องในสมองของผม



จิตสำนึกกูช้ากว่ารถกู้ภัยเสียอีก !!!




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2553    
Last Update : 4 สิงหาคม 2553 20:40:59 น.
Counter : 286 Pageviews.  

เรื่องสั้นจิตตก : # 1 @กรรม@


โจทย์
1. จงนำชื่อเรื่องมาวางตรงชื่อตอนในตำแหน่งที่ถูกต้อง ( 3 คะแนน )

@เก่า

ผม มีชีวิตที่เกือบเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ

ผมเกิดในครอบครัวฐานะที่เรียก ได้ว่ารวยล้นเหลือ พ่อเป็นนักธุรกิจใหญ่ ใหญ่ขนาด
มีเครือธุรกิจมากมาย หลากหลายเชื่อมโยงกัน ปี ๆ หนึ่งสร้างมูลค่าและผลกำไรไม่ต่ำ
กว่าพันล้าน ส่วนแม่ก็เป็นปลัดกระทรวงใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อประเทศเป็นอย่างมาก
อาจจะ พอเรียกได้ว่าทั้งสองคนต่างเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถผลักดันประเทศให้เจริญ
ก้าว หน้าได้

แต่จะว่าไป นั่นก็เป็นเรื่องของพ่อกับแม่ ไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมเลยแม้แต่น้อย การเอา
เรื่องพ่อแม่มากล่าวอ้างแล้ว มายกตนข่มท่าน ในสายตาผมแล้วมันดูกระจอกมาก ๆ
พ่อเป็นอย่างนั้น แม่เป็นอย่างนี้ แล้วไง แล้วเอ็งได้เป็นอย่างพ่อแม่เอ็งเหรอ ดังนั้น ผม
จึง เบะปากทุกครั้งที่เพื่อนในห้องหรือใครก็ตามกล่าวอ้างพ่อแม่เพื่ออวดศักดาของ
ตัว เอง จะว่าไงดี เหมือนตัวเองใหญ่เสียเต็มประดาด้วยบารมีของพ่อกับแม่แต่โดย
เนื้อ แท้แล้วก็เป็นแค่ไอ้กระจอกคนหนึ่งเท่านั้น

นั่นเป็นเรื่องของพ่อกับ แม่ ถึงจะไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นผม แต่ก็ช่วยเสริมขับให้
ผมดูดีมีสง่า ราศีขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่เนื้อแท้ของผมต่างหาก ที่ผมภาคภูมิใจเป็น
อย่าง มาก

ผมมีหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการ ผิวขาว สูงโปร่ง ชนิดที่สามารถไปเป็นนายแบบหรือ
ไม่ก็ไปเป็นนักร้องได้สบาย ๆ นั่นแค่หน้าตาเท่านั้น ผลการเรียนของผมก็ยอดเยี่ยม
ผมเข้าสอบเข้าเรียน โรงเรียนที่ดังและอัตราการแข่งขันสูงที่สุดของประเทศได้ด้วย
คะแนนเป็น ลำดับที่ 4 แถมตอนเรียนก็มีผลการเรียนติดลำดับ 1-3 ของชั้นปีอยู่ตลอด
นอก จากเกรดจะดี ผมก็ยังกิจกรรมเด่นด้วย ระหว่างเรียนผมเป็นกีฬาบาสของโรงเรียน
แถม ยังพ่วงกับเป็นตัวแทนแข่งขันทางวิชาการและตบท้ายด้วยการเป็นประธานนักเรียน
และ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมยังสามารถสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้เป็นลำดับ 1 ของคณะ
พร้อมกับได้ทุนการศึกษาเรียนจนจบปริญญาเอก เรียกได้ว่าอนาคตสดใสเลยทีเดียว

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรเพอร์เฟค

ผม มีอาการป่วยประจำตัว อาการมันเริ่มตอนสมัยมัธยม ผมจะปวดหน้าอก ปวดแปล๊บ
แต่ แค่แป๊บเดียวก็หายไป นาน ๆ ครั้งจะเป็นที ซึ่งผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร คิดว่าคงจะเป็น
อาการยอกเนื่องจากการซ้อมบาส อาการปวดอกมันเป็นเช่นนี้มาพักหนึ่ง แต่แล้วจู่ ๆ
ในวันที่ผมกำลังจะเข้า พิธีปฐมนิเทศน์นักศึกษาใหม่นั้น อาการก็กำเริบหนัก ผมปวด
ร้าวในอกจนแทบ หายใจไม่ได้ ล้มลงกองกับพื้นคาชุดนักศึกษา ทางบ้านผมรีบ
พาผมส่งโรง พยาบาล แต่พอกำลังจะไปถึง อาการก็หายเป็นปลิดทิ้งไปเสียเฉย ๆ แต่ถึง
อาการ เจ็บหน้าอกจะหายไป พ่อกับแม่ผมก็ให้ผมเข้ารีบการตรวจวินิจฉัยโรค ผมถูก
เอ็ก ซ์เรย์ ซีทีสแกน ตรวจวัดคลื่นหัวใจ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่น่าแปลกหมอกลับ
ไม่ พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ที่จะเป็นสาเหตุของอาการปวดหน้าอกได้ จึงได้เพียงแค่ติดตาม
อาการพร้อมกับให้ยาเพื่อบำรุงแค่นั้น

และหลังจากวันนั้นเป็นต้น ผมก็มีอาการปวดหน้าอกอย่างรุนแรง มันจะเป็นทุก ๆ สามถึง
สี่วัน ผมจะปวดหน้าอกรุนแรงจนแทบสลบ และก็จะเป็นเหมือนเดิมทุกครั้ง พอจะไปถึง
มือหมอ ผมจะหายปวดเป็นปลิดทิ้งทันที พ่อกับแม่ผมพยายามที่จะให้ผมได้รับการ
รักษา โรคที่เป็นอยู่นี้ให้หายขาด ท่านส่งผมไปแทบทุกโรงพยาบาลทั้งในประเทศและ
ต่าง ประเทศ ในบางครั้ง ผมถึงกับต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเกือบเดือน แต่สุดท้ายก็
ไม่ มีหมอคนไหนสามารถวินิจฉัยอาการป่วยของผมได้เลย ผลตรวจทุกอย่างต่างบ่งชี้
ว่า ผมสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดีทั้งสิ้น และตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล ผมก็จะ
ไม่ มีอาการปวดหน้าอกเลย แต่พอกลับบ้าน อาการปวดถึงได้กลับมากำเริบอีกครั้ง
มัน ช่างเป็นโรคร้ายที่อุบาทว์และสุดแสนจะสร้างโมโหให้เป็นอย่างมาก ชีวิตผมกำลัง
ถูกเจ้าโรคนี้ทำลายไปอย่างช้า ๆ ผมไม่สามารถไปเรียนได้ตามปกติ เพราะต้องเสีย
เวลาไปทำการตรวจรักษา จนไม่สามารถเข้าเรียนได้ การใช้ชีวิตผมก็ไม่สามารถทำได้
เหมือนเดิม ได้แต่อยู่กับบ้าน ทำอะไรไม่ได้ มันทำให้ผมเครียด ความเครียดสะสม
ทั้ง บ้านเลยสุขภาพจิตเริ่มย่ำแย่ สิ่งดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต ในครอบครัว กำลังมลาย
หายไปอย่างช้า ๆ

ผมต้องรักษาโรคนี้ให้หายให้ได้

แต่ แพทย์แผนปัจจุบันกลับไม่สามารถทำการรักษาได้เลย พ่อกับแม่จึงหันไปหาแพทย์
แผนโบราณ แพทย์ทางเลือก สาระพัดยา เวชการ หัตถการต่าง ๆ ทั้งที่มีหลักการอ้างอิงบ้าง
ไม่อ้างอิงบ้าง แต่การรักษาที่เยอะแยะมากมายนี้ กลับไม่สามารถรักษาอาการ ป่วยนี้ได้เลย
มันยังคงเป็นเหมือนเดิม

ผมกำลังสิ้นหวังแล้ว

แต่แล้ววันหนึ่ง แม่ก็ตัดสินใจพาผมไปกับชายคนหนึ่ง

2. จงอ่านตอนนี้พร้อมด้วยวิจารณญาณ ( 4 คะแนน )

สแกน@

ผม ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นมันคืออะไร

ตอนที่ผมจับมือน้าสาวแล้วหลับตา ภาพบางอย่างจะปรากฎขึ้นมา ภาพที่ไม่เคยพบ
เคยเห็นมาก่อน ปรากฏขึ้นมาเป็นเหตุกาณ์ในดวงตาที่หลับสนิทของผม มันอาจจะ
เป็นภาพหลอน นิวรณ์ อุปทาน หรืออาจจะเป็นอะไรก็ได้ พอผมบอกสิ่งที่ผมเห็นให้
กับน้า สาว บอกว่าผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังใช้ค้อนทุบหัวหมูอยู่ ผมเห็นเขาทุบหัว
หมู มากมายหลายหลายตัว เป็นสิบ เป็นร้อย พอน้าได้ฟัง เธอก็ตะลึงก็ไปครู่หนึ่ง แต่
สักพัก เธอก็ฉีกยิ้ม พูดจาหาว่าผมเพ้อเจ้อ

แต่ดวงตาเธอดูหวาด ๆ

หลังจากวันนั้น น้าของผมก็เริ่มทำบุญตักบาตร เธอใส่บาตรทุกเช้า หลังใส่บาตร
เธอก็กรวดน้ำด้วย แถมผมได้ยินมาว่า เธอไปไถ่ชีวิตหมูบ้าง โค กระบือ บ้างจาก
โรงฆ่าสัตว์ แล้วต่อมาอีกสักพักหนึ่ง ผมก็ได้ข่าวว่าเธอไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ
อีกแล้ว ซึ่งผมมาทราบทีหลังว่า น้าผมเธอป่วยเป็นไมเกรนอาการหนักมาก เธอจะ
ปวดหัวราวกับมีคนใช้ค้อนทุบหัว แต่ตอนนี้เธอหายสนิทแล้ว

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตอนผมอายุสิบเอ็ดขวบ

หลัง จากนั้นเป็นต้นมา เวลาที่ผมจับมือใคร หลับตา สงบสติ สร้างสมาธิ ผมจะก็จะ
เห็น ภาพเหตุการณ์ขึ้นมาในนิมิตร ใครสักคนกำลังทำอะไรสักเรื่อง แต่ทุกเรื่องที่
พวก เขาทำนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องไม่ดี ฆ่าสัตว์บ้าง ปล้นทรัพย์ ลักขโมยบ้าง บางคน
เลวร้ายถึงขนาดฆ่าคนตายด้วยซ้ำ และเมื่อผมลืมตา ผมบอกสิ่งที่ผมเห็นให้พวกเขา
ได้ทราบ พร้อมกับแนะนำให้พวกเขาไปทำอะไรสักอย่างเพื่อลบล้างและบรรเทา
สิ่งที่คน ที่อยู่ในนิมิตรที่ผมเห็นนั้นได้กระทำ และพอพวกเขาได้ลงมือปฏิบัติตาม
สิ่งเลวร้าย โชคร้าย อาการเจ็บป่วยที่พวกเขาเหล่านั้นประสบก็ค่อยบรรเทาเบาบาง
ลง บางรายก็หายเป็นปลิดทิ้ง และพอพวกเขาหายจากอาการที่ประสบ จากปากต่อ
ปากก็ขยายความไปเรื่อย ๆ ว่า ผมมีความสามารถพิเศษ สามารถรักษาคนที่ประสบ
เคราะห์ กรรม อาการป่วยที่แพทย์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

พวกเขาเหล่านั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมสามารถเห็นอดีตชาติ

และในวันนี้ ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขารูปร่างหน้าตาดีมาก ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน
แววตาดู ฉลาดเข้ามาพบผม ซึ่งทางผู้ประสานงานก็บอกว่า เด็กหนุ่มคนนี้เป็นลูก
ของนักธุรกิจรายใหญ่ของเมืองไทย แถมแม่ของเขาที่เป็นคนพาเขามา ก็เป็นถึง
ปลัดกระทรวง ส่วนสาเหตุที่พามาที่นี่ ก็เป็นเพราะเด็กหนุ่มป่วยด้วยโรคที่หาสาเหตุ
ไม่ได้ หมอไม่ว่าแผนไหน ๆ ก็ไม่สามารถทำการรักษา จนในที่สุดพอแม่ของเขา
ได้ยินกิติศัพท์ของผมเข้า เธอก็ตัดสินใจพาลูกชายมาหาผม

ผมนำเขาเข้ามาในห้องทำพิธี ในขั้นตอนการทำพิธี ผมจะไม่ให้ใครเข้ามาด้วย จะมี
เพียงแค่ผมกับผู้ประสบ ชะตาไม่ดีเท่านั้น เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก เพราะผมต้องการ
สมาธิ เราคุยกัน ผมอธิบายขั้นตอนการทำพิธีให้เขาฟัง เขาตั้งใจฟังพร้อมกับตอบรับ
ด้วย กิริยาที่สุภาพ หลังจากอธิบายเสร็จสิ้นแล้ว ผมก็เริ่มทำวิธี

หลังจาก จับมือทั้งสองข้างของเขาพร้อมกับให้ทั้งผมและเขาหลับตาลง ผมก็เริ่ม
ด่ำ ดิ่งไปในห้วงความมืดมิด แต่มันไม่ได้มืดนานนัก ภาพบางอย่างก็ค่อย ๆปรากฏ
ชัด ขึ้นมาเรื่อย ๆ

ผมเห็นอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ในบ้านมีกลุ่มชายฉกรรจ์ พวกเขาทั้งหมดใส่ชุดทหาร
อืม ชุดที่พวกเขาใส่ดูคุ้น ๆ เหมือนผมเคยเห็นมันมาก่อน อ้า ใช่แล้วล่ะชุดทหาร
ญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก ครั้งที่สองนี่เอง พวกเขากำลังกลุ้มรุมอะไรสักอย่าง ดูพวก
เขาทำสีหน้า สนุกสนานอย่างเต็มที่ ผมอยากรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่ก็เห็น
เพียงแผ่นหลังของพวกเขาเท่านั้น

แต่ทันใดนั้นจู่ใครคนหนึ่งในกลุ่มคน เหล่านั้นก็แหวกกลุ่มคนออกมา เปิดช่องให้
ผมได้เห็นสิ่งที่เขากำลังกลุ้ม รุมอยู่

หญิงสาวร่างเปลือยเปล่าคนหนึ่ง ที่ถูกมัดขึงพืดอยู่บนเตียง

แต่แล้วภาพของหญิงสาวคนนั้นก็หายไปเพราะกลุ่มคนเหล่านั้นเบียดตัวกันบังร่าง
ของเธอจนมิด ผมไม่เห็นเธออีก เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง

จำได้เพียงแววตาที่เต็มไปด้วย ความเจ็บปวด หวาดกลัวและความเคียดเเค้น

แต่แล้วภาพเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไป ผมยังอยู่ในบ้านหลังเดิม แต่เห็นทหารญี่ปุ่น
คนหนึ่งอุ้มเด็กทารกอายุน่าจะประมาณเจ็ดเดือน เด็กทารกกำลังร้องไห้จ้า น้ำตา
พรั่งพรูไม่ยอมหยุด ทหารที่อุ้มเด็กหันหน้าไปพยักกพะเยิดกับเพื่อนทหารอีกคน
ที่ถือปืนยาวติดดาบปลายอยู่ ดูเหมือนพวกเขาจะคุยอะไรสักอย่าง แล้วทหารที่อุ้ม
เด็ก ก็ ...

เฮ้ย !!!!!!

เขาโยนเด็กสูงขึ้นไปใส่เพื่อนทหารที่เขาคุยด้วย เด็กยังคงร้องไห้จ้าขณะอยู่กลาง
อากาศ แล้ว แล้ว แล้ว ทหารก็ ก็ ก็

ใช้ดาบปลายปืนเสียบเด็กทารกที่กำลังร่วงใส่เขา

ภาพเปลี่ยนไปอีก ผมเห็นทหารคนหนึ่ง เขายืนอยู่กลางบ้าน สังเกตจากแต่งกาย
ดูเหมือนเขาจะเป็นนายทหาร เขากำลังตะโกน ดูคล้ายกับเขากำลังสั่งลูกน้องด้วย
ท่าทางที่ดูสนุกสนาน แล้วต่อมาเขาก็มองไปที่พื้น ตรงพื้นมีชายคนหนึ่งนอนคว่ำ
หน้า อยู่ เขานอนแนบพื้น กลางหลังของเขามีลิ่มไม้อันใหญ่อันหนึ่งตอกตรึงร่าง
ของเขาเอาไว้ ดูท่าลิ่มนั้นน่าจะทะลุหน้าอกของเขาและฝังแน่นไปที่พื้น ผมเห็น
ชายคนนั้นยังคงขยับตัวอยู่ เขายังไม่ตาย ถึงแม้จะเห็นเลือดไหลเป็นทางออกมา
จากปากแผล แต่เขายังคงไม่ตาย นายทหารมองที่ชายคนนั้นและผมก็เห็นชาย
ที่ถูกตอกลิ่มตรึงไว้กับพื้นคนนั้นค่อย ๆ ผงกหัวขึ้น เขาพยายามเงยหน้าขึ้นมา
แววตาเขาจับจ้องไปที่นายทหารคนนั้น

และผมก็เห็นหน้าชายคนนั้นชัดเจน

3. จงอธิบายเรื่องกรรม ( 3 คะแนน )

ตัด@

ผมยังคงหลับตานิ่งอยู่ตามที่พ่อหมอสั่งไว้ ตลอดเวลาที่เราทำพิธี ผมไม่เห็นอะไร
เลยนอกจากความดำมืด ผมไม่รู้ว่าพ่อหมอมองย้อนชาติก่อนของผมเเล้วเห็นอะไร
แต่ตลอดเวลาที่ทำพิธี มือของเขากระตุกเป็นช่วง ๆ และแถมยังเย็นเฉียบไปเรื่อย ๆ
ซึ่งทำเอาผมตกใจอยู่เหมือนกัน เเละเมื่อครู่พ่อหมอผละมือจากผม เขาสั่งให้ผมหลับตา
เอาไว้ ก่อนจะลุกหนีไป ดูเหมือนเขาจะไปที่ไหนสักที่ ผมจึงต้องนั่งหลับตาเพื่อ
รอเขาทำพิธีให้เสร็จ

วี้บบบ ฉึ่บ !

จู่ ๆ ผมก็ได้ยินอะไรสักอย่างแหวกอากาศและต่อมาก็ก็มีเสียงอะไรบางอย่างดัง
ข้าง ๆ หู และหลังจากนั้นสติของผมก็วูบไปเรื่อย ๆ

ตุ่บ !

นั่นคือ เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนสติจะมืดสนิทลง



ผมลดดาบที่ถือ อยู่ในมือลง พยายามผ่อนลมหายใจที่รัวและถี่ให้กลับมาเป็นปกติ

เลือดสีแดงฉานค่อย ๆ ไหลย้อยจากคมดาบไปหาปลายดาบก่อนจะหยดลงบน
พื้นพรมของห้อง ทีละหยด ทีละหยด สายตาของผมจับจ้องไปยังร่างของเด็กหนุ่ม
คนนั้น เลือดที่เคยฉีดจนพุ่งพรวดไปถึงเพดานห้อง ตอนนี้กำลังไหลเอื่อย ๆ ออก
มาจากคอของเขา ชุดสีขาวบริสุทธิ์ของเขากำลังถูกย้อมให้แดงฉานด้วยเลือดของ
ตัวเขาเอง หัวของเขาหยุดกลิ้งแล้ว มันไปซุกอยู่ตรงมุมห้อง กลิ่นคาวคละคลุ้งไป
ทั่วและผมก็สูดเอากลิ่นคาวเหล่านั้นเข้าปอด

ผมเดินไปที่มุมห้อง เขาหลับตาพริ้ม ดวงหน้าไม่ได้บ่งบอกถึงความตกใจ ความเจ็บปวด
หรือความเคียดแค้น เขาตายอย่างสงบ ผมหยุดนิ่ง มองเขาอยู่อย่างเนิ่นนาน

ผมขอ อโหสิกรรมให้คุณ

ชาติก่อนที่คุณเคยทำกับลูกผม เมียผมและตัวผมนั้น มันหนักหนาเพียงใด ผมก็
ขออโหสิให้ และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไป เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก ผมขอให้เรา
เริ่มชาติหน้าด้วยไมตรีจิตและ สร้างกุศลกรรมอันดีต่อกัน

ขอให้คุณไปสู่สุคติ













บัดซบ เอ๊ย ! ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเมื่อชาติที่แล้วแท้ ๆ !




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2553    
Last Update : 14 มิถุนายน 2553 17:40:24 น.
Counter : 256 Pageviews.  

พ่อผมอยากเป็นอาจารย์

"เี๋ดี๋ยวอีกสักหน่อยพ่อก็จะไปเป็นอาจารย์"
อยู่ ดี ๆ พ่อพูดลอย ๆ ขึ้นมา

"แก่อย่างพ่อใครเขาจะเอาไปเป็นอาจารย์"
"บ๊ะ ไอ้นี่ จะอ่อนจะแก่ก็เป็นอาจารย์ได้ทั้งนั้นแหล่ะ อย่างพ่อนี่อีกไม่กี่ปีหรอก"
"โอ้ย อย่างพ่อนี่อีกนานกว่าจะได้เป็นอาจารย์"
"พ่อว่าิีอีกไม่นานหรอก อะไร ๆ มันก็ไม่แน่นอน"
พ่อหยุดพูด สายตาเหม่อลอย เหมือนแกมองอะไรสักอย่างที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้า
ผมมองแก เห็นแผลเป็นจากฟันการฝ่าสู้ชีวิตปรากฏทั่วใบหน้า

ใช่แล้วล่ะ พ่อผมผ่านร้อนผ่านหนาวมานานจนทำให้แกรู้และเข้าใจความไม่แน่นอน
ได้อย่าง ถ่องแท้



พ่อผมเป็นลูกชาวนา เรียนจบการศึกษาภาคบังคับในสมัยนั้นซึ่งก็คือ ป. สี่ และ
พอจบก็แน่ นอนอยู่แล้วว่าต้องหางานทำ พ่อตะลอน ๆ ทำงานไปเรื่อย รับจ้างบ้าง
ขาย ของบ้าง ทำงานตามโอกาสและโชคจะอำนวย แกทำงานอยู่พักใหญ่ก็ได้พบ
กับแม่ และก็แต่งงานกัน หลังจากนั้นพ่อก็มาเปิดร้านขายยาแผนโบราณ ซึ่งกิจการ
ก็ ดี สามารถเลี้ยงตัวได้สบาย ๆ เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่มั่นคง

แต่แล้ว ก็เกิดเหตุการณ์พลิกผัน

พ่อไปค้ำประกันเงินกู้ให้เื่พื่อน และเพื่อนก็สนองคุณโดยการชิ่งหนี ทิ้งหนี้ไว้ให้ดู
ต่างหน้า นายประกันอย่างพ่อเลยต้องใช้หนี้แทน เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ร้านยา
โดนยึด ไปหมด

พ่อผมกลายเป็นคนล้มละลาย

แต่ชีวิตเมื่อยังหายใจก็ต้อง สู้ต่อไป พ่อซึ่งไม่เหลือทรัพย์สมบัติอะไรนอกจากแรง
เลยต้องใช้แรงเพื่อ หาเงิน และยังดีที่วัยหนุ่มพ่อเคยผ่านงานพวกนี้และได้เรียนรู้
วิชามา พ่อจึงกลายมาเป็นช่างปูน จากเจ้าของร้านยาผันตัวเองมาเป็นกรรมกร

ชีวิต มันไม่แน่นอนจริง ๆ



"พ่อจะไปเป็นอาจารย์"
พ่อย้ำคำอย่าง หนักแน่น

"ไม่มีทาง ผมไม่ยอมให้พ่อไปเป็นหรอก"
ผมก็ย้ำคำอย่าง หนักแน่นเช่นกัน

พ่อนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดต่อ
"ชีวิตของพ่อนอก จากลูก ๆ แล้ว พ่อก็ไม่เคยได้สั่งสอนใคร จบก็แค่ ป.สี่ ความรู้
ก็น้อย เท่าหางอึ่ง จะไปสอนอะไรเขาได้"

แล้วดวงตาของพ่อฉายประกายแสงขึ้นมา วูบวาบ
"แต่ด้วยร่างกายพ่อนี่แหล่ะ สามารถสอนให้คนเป็นหมอได้ มันดีแค่ไหนที่คนไร้
ความรู้ความสามารถอย่างพ่อ สอนคนได้"
"ผมไม่ยอม หรอก ศพพ่อ ผมจะเผาเอง"

พ่อหันมาจ้องหน้าผม สายตาเราประสานกัน ผมหลบสายตาพ่อ ผมแพ้ประกาย
วูบวาบที่อยู่ในดวงตาฝ้า ๆ คู่นั้น

"เปา สังขารมันไม่เที่ยงแท้ แต่ถึงมันจะไม่เทียงแท้ ถ้าเกิดเราใช้มันเกิดประโยชน์
ได้ มันก็ดีไม่ใช่เหรอ "
"ให้พ่อได้ เป็นประโยชน์ โดยการไปเป็นอาจารย์สั่งสอนคนให้เป็นหมอเถอะ"
รอยยิ้มผุด ขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นนั้น

ผมนิ่งเงียบ ไม่ตอบ ไม่ต่อต้าน

รอย ยิ้มและดวงตาของพ่อดูหนักแน่นเสียเหลือเกิน




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2553 18:44:55 น.
Counter : 287 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

garnet19th
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add garnet19th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.