สีเหลืองที่ไม่โดดเด่น - สีเทาที่ยังไม่หายไป

สีเหลืองที่ไม่โดดเด่น

ผมเห็นเหรียญสิบตกอยู่บนถนน
ตลอดเวลานานสองนานที่ผมยืนมองอยู่
ไม่มีทีท่าว่าใครจะเก็บเหรียญสิบเหรียญนี้เลย
คนเดินข้าม รถมอเตอร์ไซค์ขับเฉียด รถยนตร์แล่นคร่อม
แต่ก็ไม่มีใครเก็บมันขึ้นมาเลย
ราวกับว่าไม่มีคุณค่า ไม่มีราคาเพียงพอที่จะให้เก็บ
หรือไม่ก็ไม่มีความเด่น ไม่สะดุดตา ไม่มีตัวตน
เลยไม่มีใครสังเกตเห็นและหยิบมันขึ้นมา
ผมก็เลยได้แต่คิดในใจว่า เหรียญสิบเหรียญนี้ ต้องอาศัยโชคดีเป็นอย่างมากเลย
ถึงจะโดนคนเก็บไป

สีเทาที่ยังไม่หายไป

ผมนั่งแท็กซี่จากหมอชิตไปสุวรรณภูมิ
ระหว่างทางคนขับรถกับผมก็คุยกันถึงเรื่องการเมือง
วิทยุในรถก็กำลังคุยกันถึงเรื่องการเมืองเช่นเดียวกัน
แต่เนื้อเรื่องที่เล่าถึงเหตุการณ์เดียวกันกลับไม่ตรงกัน ไม่สอดคล้องกันเลย
และผมเองก็ไม่รู้ว่าใครพูดจริงหรือพูดเท็จ
ผมรู้แค่ว่าผมรีบ ต้องไปให้ทันเที่ยวบิน
และด้วยความรีบ ทำให้ผมเผลอทำแบงค์พันตกลงในรถระหว่างการจ่ายค่ารถ
ซึ่งมารู้ตัวทีหลังก็ตอนตรวจนับเงินก่อนออกเดินทาง
ผมถึงได้รู้ว่าแบงค์สีเทาของผมหายไปหนึ่งใบ
คิดในใจว่าคงไม่ได้คืนแน่ ๆ
เสียดายอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไร
เพราะสีเทาในหัวใจของผมยังอยู่ดี ไม่ได้หายไปหรือเปลี่ยนสีแต่อย่างใด




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2552    
Last Update : 19 สิงหาคม 2552 7:15:12 น.
Counter : 246 Pageviews.  

คืนที่สว่างจ้า - ดาวที่ริบหรี่

คืนที่สว่างจ้า

รอบกายผมสว่างไสวไปหมด ทั้ง ๆ ที่เป็นตอนกลางคืน
ไม่ว่า ณ ที่ใด หลอดไฟต่างก็เปล่งแสงกันอย่างเต็มกำลัง
ต่อต้านและขับไล่ความมืดจนหายไปหมดสิ้น
พอความมืดหมดไป ทุกคนจึงได้เริ่มงานรื่นเริง
พ่อค้าแม่ค้าพากันออกร้าน ผู้คนต่างพากันเดินเที่ยว
ทุกคนต่างมีความสุข
ผมเดินเที่ยวรอบ ๆ งาน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ
เดินเที่ยวรอบงานจนเหนื่อย ผมเลยหาที่นั่งพัก
ผมนั่งลงแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
เห็นแต่ท้องฟ้าที่มืดมิด ไม่มีดาวสักดวง
สงสัยคงเป็นเพราะแสงไฟจากงานกลบแสงดาวไปหมด
ทั้งที่เป็นแสงเหมือนกันแท้ ๆ แต่กลับมากลบกันเองซะได้
คืนนี้ผมเบื่อแสงจากหลอดไฟ มันสว่างจ้าเกินไป ทำให้ปวดตา
ผมอยากเห็นแสงดาวบ้างจัง
ผมคงต้องเดินเข้าไปหาที่ที่มันมืด ๆ สินะ ถึงจะได้เห็นแสงดาว

ดาวที่ริบหรี่

คืนนี้รู้สึกเหงา ๆ ผมก็เลยออกมายืนมองดูดาว
ในเมืองอย่างนี้ แสงสว่างมากมายกลบแสงดาวไปหมด
ท้องฟ้าก็เลยดำปิ๊ดปี๋ ไม่มีดาวโผล่มาให้เห็น
แต่ถึงกระนั้น ผมยังอยากเห็นดาวอยู่ดี
ผมยืนแหงนคอมองท้องฟ้าอยู่นาน
ในที่สุดผมก็เห็นดาวดวงเล็กดวงหนึ่งเปล่งแสงริบหรี่ ๆ อยู่
มันทำให้ผมรู้สึกพอใจและประทับใจ
ที่ดาวดวงนั้นอุตส่าห์เปล่งแสงจนทำให้ผมสามารถเห็นได้
คงจะพยายามอย่างมากสินะ
ผมอยากส่งกำลังใจให้ดาวดวงนั้นจัง
แต่เราอยู่ห่างขนาดนี้ดาวคงไม่เห็นว่าผมกำลังส่งกำลังใจไปให้แน่ ๆ
ผมคงต้องพยายามเปล่งประกายเจิดจ้า ส่งแสงของผมให้ดวงนั้นเห็น
เพื่อให้ดาวรู้ว่า ผมส่งกำลังใจไปช่วยดาวอยู่




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2552    
Last Update : 17 สิงหาคม 2552 8:12:10 น.
Counter : 357 Pageviews.  

ความเจ็บปวดที่ไม่มีบาดแผล - แผลที่มองไม่เห็น

ความเจ็บปวดที่ไม่มีบาดแผล

ตอนนี้ผมรู้สึกเจ็บปวดเกินบรรยาย
มันเจ็บและรวดร้าวไปหมด
ผมคงต้องบาดเจ็บสาหัสแน่ ๆ ถึงได้เจ็บขนาดนี้
รวบรวมเรี่ยวแรงอันเหลือน้อยนิด สำรวจร่างกายเพื่อดูอาการ
แต่น่าประหลาดเป็นอย่างยิ่ง ผมไม่เห็นบาดแผลอะไรเลย
ทั้ง ๆ ที่เจ็บจนสุดจะทานทนแท้ ๆ
แต่ทำไมถึงไม่มีแผลอะไรเลยล่ะ
แล้วอย่างนี้ผู้คนจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าผมบาดเจ็บเจียนตาย
ในเมื่อมันไม่มีแผลอะไรให้เห็นเลย

แผลที่มองไม่เห็น

ฉันเห็นชายคนนั้น
ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะเต็มไปหมด
เขาคงต้องเจ็บปวดมาก ๆ แน่ ๆ
และสีหน้าท่าทางของเขาก็บ่งบอกเช่นนั้น
ฉันรีบตรงไปหาเขา เพื่อจะไปช่วยเหลือ
แต่พอไปใกล้และเขาหันหน้ามามองที่ฉัน
เขาก็พลันมีสีหน้าที่ตกใจ ละล่ำละลักรีบถามฉัน
" คุณ ! เป็นอะไรมากไหม ?!? ทำไมถึงมีแผลมากมายขนาดนี้ ! "




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2552    
Last Update : 15 สิงหาคม 2552 7:28:26 น.
Counter : 405 Pageviews.  

เมืองช้อนยาว

ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเวลาที่ใกล้หัวค่ำอะไรมากมายนัก แต่ท้องฟ้าก็กลับเริ่มมืดหม่นไร้
ความสดใส คงจะเป็นเพราะแสงอาทิตย์คงถูกเมฆฝนแปรสภาพให้กลายเป็นหยดน้ำที่
ร่วงหล่นอย่างไม่ขาดสายอยู่ในตอนนี้

เด็กสาวคนหนึ่งเดินถือร่มอยู่ท่ามกลางสายฝน เธอกำลังมุ่งหน้ากลับบ้านของเธอ
ระหว่างทางกลับ เธอก็เห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดเสียอยู่ข้างทาง ชายที่ดูท่าว่าน่าจะเป็น
เจ้าของรถกำลังเปลี่ยนยางอย่างขะมักเขม้นท่ามกลางสายฝนอยู่

" มีอะไรให้ช่วยไหมคะ ? "
เด็กสาวเดินเข้าไปหาชายผู้นั้นพร้อมกับยื่นร่มไปกันฝนให้ เพราะว่าเธอสังเกตเห็นเขา
ยกมือขึ้นมาปาดน้ำฝนที่ไหลเข้าตาอยู่บ่อย ๆ พร้อมกับถามด้วยความปราถนาที่จะ
ช่วยเหลือ

ชายคนนั้นชะงักมือ เงยหน้าขึ้นมามองเด็กสาว เขายิ้มให้เธอพร้อมกับพูดว่า
" ไม่เป็นไรครับคุณหนู แค่คุณหนูมาถือร่มกันฝนให้แบบนี้ ผมก็รู้สึกรบกวนคุณหนู
มากแล้ว และอีกอย่าง ผมก็ใกล้จะเปลี่ยนยางรถเสร็จแล้วครับ "

" ถ้าไม่มีอะไรให้หนูช่วย งั้นหนูขอถือร่มอยู่แบบนี้จนกว่าจะซ่อมเสร็จได้ไหมคะ ? "
" คุณหนูไม่ต้องมาลำบากมาถือร่มให้ก็ได้ ผมรู้สึกเกรงใจจะแย่อยู่แล้ว "
" ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ หนูเองก็ยังไม่ได้รีบกลับบ้านหรอกค่ะ "
" อืม งั้นก็ขอบคุณนะครับ "
ชายคนนั้นหันหน้ากลับไปสู่ล้อรถ เร่งมือเปลี่ยนยางรถอย่างเต็มที่ เขาไม่ต้องการให้
เด็กสาวถือร่มเพื่อกันฝนให้เขาเป็นเวลานานเกินไปด้วยเกรงว่าจะทำให้เธอเมื่อยล้า

สายฝนยังคงพร่างพรมอยู่ น้ำฝนไหลจากร่มเป็นทางลงสู่พื้น ค่อย ๆ เซาะพื้นดินเป็น
หลุมลึกไปเรื่อย ๆ ก่อให้เกิดเป็นอาณาเขตของร่มกันฝนบนผืนดินขึ้นมา

" มาจากไหนเหรอคะ ? "
" มาจากเมืองข้าง ๆ ครับ ผมเป็นพ่อค้าเร่ ขายของตามเมืองต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ "
" แล้วขายอะไรคะ ? "
" ขายช้อนครับ "
" งั้นเหรอคะ แหมพอดีเลย เมืองนั้นเขาใช้ช้อนทานอาหารกัน อย่างนี้ก็คงจะขายดีใช่
ไหมคะ ? "

ชายหนุ่มหยุดมือ หันกลับพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาว
" ผมก็เคยคิดเช่นนั้น จำได้ดีเลยล่ะ ตอนที่เข้าไปเมืองนั้นเป็นครั้งแรก ผมแวะเข้า
ร้านอาหารร้านหนึ่ง มันทำให้ผมประหลาดใจมาก ช้อนทานอาหารที่ใช้กันในร้านยาว
ประมาณหนึ่งช่วงแขนคน มันยาวมากเลยจริง ๆ ยาวจนไม่สามารถตักอาหารเข้าปาก
ด้วยตัวเองได้เลย และที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือแขกในร้านอาหารนั่นทุกคนใช้
ช้อนยาวตักอาหารจากจานของคนที่นั่งตรงข้ามกันแล้วก็ป้อนให้กันและกันทาน "

" ฮิ ๆ ก็เมืองนั้นมีฉายาว่า เมืองช้อนยาว นี่คะ "
เด็กสาวหัวเราะน้อย ๆ

ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเล่าต่อ
" ผมสงสัยมากก็เลยถามเจ้าของร้าน ซึ่งเขาก็บอกว่าเมืองที่เขาอยู่ใช้ช้อนแบบนี้มานาน
มากแล้วตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ผมก็เลยถามต่อว่า ช้อนยาวมากเกินไปแบบนี้มันใช้งาน
ไม่สะดวกไม่ใช่เหรอ เขาก็ตอบมาว่า พวกเขาใช้ช้อนแบบนี้ตั้งแต่เล็กจนโต ก็เลยรู้สึก
เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ได้ลำบากอะไร "

" แล้วยังไงต่อคะ ? "
เด็กสาวถามชายหนุ่มหลังจากที่เขาหยุดเล่าเรื่อง หันหน้ากลับไปเปลี่ยนยางรถต่อ

" ทีนี้ผมก็เลยมีความคิดว่า ถ้าเอาช้อนที่มีขนาดสั้นกว่านั้นมาขาย ก็น่าจะขายได้ดี
อย่างแน่นอน เพราะมันใช้ทานอาหารได้สะดวกกว่าช้อนยาวนั่น พอเดินทางกลับมาที่
เมืแงขแงผม ผมก็รีบไปกว้านซื้อช้อนสั้น ๆ แล้วย้อนกลับไปเร่ขายที่เมืองนั้น "
ชายหนุ่มหยุดพูด เขาเก็บเครื่องไม้เครื่องมือเข้าใส่ลังเครื่องมือเพราะว่าเปลี่ยนยางรถ
เสร็จแล้ว

เขาลุกขึ้นยืนนำลังเครื่องมือและยางที่เสียไปวางไว้ท้ายกระบะรถ เด็กสาวเดินถือร่ม
ตามชายหนุ่ม เธอชูร่มสูงจนแทบจะสุดมือของเธอ

"มาเดี๋ยวผมถือให้ "
ชายหนุ่มยิ้มพร้อมกับยื่นมือไปขอร่มจากเด็กสาวมาถือ เขารู้สึกสงสารที่เธอต้องถือร่ม
แบบเขย่งขาเพราะว่าความสูงต่างกันเกินไป

" แล้วขายดีไหมคะ ? "
เด็กสาวยื่นร่มให้ชายหนุ่มถือพร้อมกับถามเขา

" มันน่าแปลกใจมาก ไม่มีใครซื้อช้อนที่ผมเอามาขายเลย ผมวนเวียนเร่ขายไปทั่วทั้ง
เมืองเกือบหนึ่งเดือน แต่กลับขายไม่ออกแม้แต่คันเดียว เคยถามคนที่แวะมายืนดูว่า
ไม่ลองซื้อช้อนสั้น ๆ ไปใช้งานดูเหรอ มันใช้งานสะดวกกว่าช้อนยาวนะ แต่เขาก็ตอบ
กลับมาว่า มันก็น่าสะดวกขึ้นจริงอยู่ แต่คงไม่คิดจะเปลี่ยนช้อนหรอก เพราะว่าชินกับ
ช้อนยาวแล้ว "
พูดจบ ชายหนุ่มก็ถอนหายใจ

" แย่จังเลยนะคะ "
เด็กสาวแสดงความเห็นใจ

ชายหนุ่มมองหน้าเด็กสาว เขายิ้ม คืนร่มให้เด็กสาวแล้วจึงหันหลังไปเลิกผ้าคลุมกันฝน
ที่ท้ายกระบะรถหยิบช้อนมัดหนึ่งยื่นให้เธอ
" มันก็ไม่แย่ขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวผมไปเร่ขายที่เมืองอื่นต่อก็ได้ ส่วนนี่ก็เป็นสิ่งแทน
คำขอบคุณที่คุณหนูมีน้ำใจช่วยผม ขอบคุณคุณหนูมากครับ "

เด็กสาวมองมัดช้อนอย่างลังเล
" แต่ที่บ้านของหนูใช้ตะเกียบ เมืองนี้ทุกคนต่างก็ใช้ตะเกียบนะคะ "
" ก็คิดเสียว่าเป็นของชำร่วยก็แล้วกันนะครับ "
" งั้นก็ขอบคุณนะคะ "

ฝนเริ่มปรอยปรายเป็นเม็ดน้อยลงเรื่อย ๆ อีกไม่นานคงจะหยุดตก ท้องฟ้ายามค่ำคืนคง
จะไร้เมฆหมอกและเปิดกว้างเป็นเวทีให้แสงดาวเปล่งประกายระยิบระยับประชันกัน
เด็กสาวเดินกลับบ้านพร้อมกับหมุนร่มไปมาอย่างอารมณ์ดี เธอคิดในใจว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้
จะเอาช้อนที่รับมาไปแจกเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2552    
Last Update : 13 สิงหาคม 2552 11:48:44 น.
Counter : 205 Pageviews.  

เรื่องเล่าที่เธอไม่รู้

ในวันธรรมดาทั่วไปวันหนึ่ง อยู่ๆเธอก็ลุกขึ้น แล้วพูดคำหนึ่งออกมาว่า
" คืนนี้ เราไปดูดาวกันเถอะ "

" นาน ๆ ทีก็พูดเรื่องดีๆขึ้นมาเหมือนกันนะ "
ฉันแซวกลับไป พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งคู่

บนถนนที่ไร้แม้แสงไฟส่อง คนบ้าสองคนเดินไปยิ้มไปพร้อม ๆ กัน



ฉันยืนมองท้องฟ้าของค่ำคืนนี้อยู่บนโลกที่ไร้แสงไฟ แล้วมองไปยังกลุ่มดาว
ที่เหมือนจะร่วงหล่นลงมา

" กลุ่มดาวเหล่านั้นคือ Deneb Altair Vega "
นิ้วของเธอเคยชี้ไปยังกลุ่มดาวแห่งฤดูร้อนทั้งสามดวงนั้น

พอนึกขึ้นมาได้ ก็แหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้า
ในที่สุดก็เจอแล้วเจ้าหญิงทอผ้า แล้วเจ้าชายเลี้ยงวัว อยู่แห่งใดกันล่ะ
แบบนี้ ก็เหมือนว่าฉันอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวเพียงเพียงเดียวดายน่ะสิ
เธอที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มบนหน้าซึ่งยืนข้างๆฉัน
ช่างทำให้ฉันไม่สามารถเอ่ยคำพูดใดๆออกมาได้เลย

วันนั้นในค่ำคืนหนึ่งของหน้าร้อน วันที่แสงดาวส่องประกาย
จนถึงตอนนี้ ฉันยังคงจำทุกอย่างได้ดี
ทั้งใบหน้าเวลายิ้ม ทั้งใบหน้าเวลาโกรธของเธอ
จะแบบไหนฉันก็ชอบที่สุด

แต่

จะรู้ไหมว่าภายในใจของฉันนั้นแสนสั่นไหว แสนเจ็บปวด
นี่เองหรือ คือความรู้สึกรักใครสักคน
มันเป็นแบบนี้นี่เอง
ฉันอยากทำอะไร ?
พูดออกไปดีไหม ?
พูดตามเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวใจ

จริง ๆ แล้วไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ตัวเธอนั้น
มาทำให้ตัวฉันเปลี่ยนแปลงไป
ถึงแม้จะเจอแล้วว่าคือสิ่งใด ฉันก็คงไม่สามารถพูดออกไปได้
อย่านะ อย่าร้องไห้ออกมานะ
ได้แต่เฝ้าเตือนตัวเองในใจ
คนขี้ขลาดที่แสร้งทำตัวเข็มแข็งอย่างฉัน
ได้แต่แสดงท่าทางไม่สนใจตัวเธอไปวันๆ

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ตัวเธอนั้น คือคนที่ฉันเฝ้าใฝ่ฝันหา
ฉันอยากขอร้องเธอยิ่งนัก
ได้โปรดอย่าตกใจกับคำขอร้องครั้งนี้
ได้โปรดจงฟัง ทั้งหมดของตัวฉัน
คือความรู้สึกนี้เอง

แต่ความจริงมันช่างแสนโหดร้ายเหลือเกิน
ฉันไม่เคยพูดออกไป ฉันไม่กล้าพูดออกไป
กลัวเหลือเกิน ว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก

ค่ำคืนที่ผ่านไปพร้อมความทรงจำของตัวเธออันแสนไกล
ฉันชี้นิ้วขึ้นไป
และเอ่ยถ้อยคำอันแสนซื่อตรงที่สุดออกมาจากใจ
คำที่ไม่เคยได้บอกเธอไป

พึลึกจริงๆนะ ทั้งๆที่เข้าใจหมดแล้วทุกอย่าง
แต่กลับเล่าให้เธอฟังไม่ได้
ทั้งหมดนี่แหละคือเรื่องที่เธอไม่รู้
นี่คือความลับของฉันเพียงคนเดียว




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2552    
Last Update : 11 สิงหาคม 2552 10:36:39 น.
Counter : 271 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

garnet19th
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add garnet19th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.