อดีตชาวดิน สระบุรี กรมที่ดิน (ราส์ส กิโลหก)
Group Blog
 
All Blogs
 

ตาย

ตาย.....
ราสส์ กิโลหก
คำเดียวสั้นๆ แต่ความหมายนั้น น่าเกรงขามสุดที่จะบรรยาย มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ถ้าถามถึงความตาย ทุกคนต่างเบือนหน้าหนี และพยายามที่จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวหรือข้องแวะกับความตาย สัตว์ต่างๆถ้ามันพูดได้ ก็คงไม่ต่างจากจากมนุษย์ คือกลัวตาย
ถ้าคนที่มีจิตใจปกติ จะต้องกลัวความตาย นอกจากพวกที่สติแตกจากความกดดันจนควบคุมตัวเองไม่ได้ อันนี้เป็นข้อยกเว้น
ธรรมชาติเป็นผู้ปั้นแต่งสิ่งต่างๆในโลกนี้ ไม่มีผู้ใดหลุดพ้นกฎของธรรมชาติไปได้ เกิดมาแล้วต้องตายทุกคน มนุษย์รู้กฎข้อนี้ดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อใด ต่างคิดว่าความตายยังอยู่อีกห่างไกล จึงไม่คิดกังวลกับความตาย
แต่ความจริงแล้วความตายนั้นอยู่รอบตัวเรา มันเหมือนแก๊สไร้สีและกลิ่นที่พร้อมจะระเบิดได้ทันทีหากมีสิ่งกระตุ้น เพียงแต่เรานั้นไม่รู้ตัว
เพื่อนผมคนหนึ่ง ถ้าคุยกันเรื่องความตายมันบอกว่า มันไม่กลัวความตาย แต่กลัวจะไม่ตายซะมากกว่า อ้ายนี่ท่าจะเพี้ยน พูดจากวนอวัยวะเบื้องต่ำ
“เอ็ง จะบ้าหรือไง ?.ใครๆก็กลัวตายกันทั้งนั้น ” ผมเสียงดังใส่มัน
เอาล่ะๆ ข้าจะอธิบายให้เอ็งฟัง อ้ายเพื่อนจอมเพี้ยน ยกมือขึ้นห้ามญาติ
“เวลาเอ็งไปถอนฟัน ถ้าหมอฟันไม่ฉีดยาชา เอ็งจะยอมให้หมอเอาคีมปากยาวๆมาควักเอาฟันเอ็งออกจากเหงือกมั๊ย !”
แค่นึกภาพความเสียวก็พุ่งเข้าสมองจนต้องเอามือมากุมที่แก้ม
“ ถ้าไม่มียาชา ข้าคงชักตาตั้งแน่ๆ ใครจะบ้าทำอย่างนั้น”
“ข้าถึงบอกเอ็งไงว่า ข้าไม่กลัวตายแต่ที่กลัวคือไม่ตาย”
มันเห็นผมทำหน้าโง่ๆ จึงบอกว่า

“ คนที่ใกล้ตายจะเจ็บปวดทรมานมาก ทุรนทุราย กว่าจะสิ้นใจตาย ตรงกันข้ามหากตายไปทันทีเลยจะสบายกว่า เอ็งว่าข้าพูดถูกหรือเปล่า ?”
“อือๆๆๆ” ผมพยักหน้าเห็นด้วย
******************
คนเรานั้นมิได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ ย่อมมีพ่อ แม่ พี่ น้อง พี่ ป้า น้า อา เมีย น้องเมีย ลูก หลาน ฯลฯ ถ้าได้ตายลงไป ผู้ใกล้ชิดก็จะเสียใจ ร้องห่มร้องไห้กัน ผัวเมียบางคู่รักกันมาก หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสิ้นลมไป ฝ่ายที่ยังอยู่ก็จะร้องไห้เสียใจตีอกชกหัวเป็นที่เวทนาแก่ผู้มาร่วมงานศพ แต่ในระยะเวลาไม่นาน เมื่อธรรมชาติเรียกร้อง เขาหรือหล่อนก็จะยิ้มออก เมื่อได้พบคนปลอบใจคนใหม่ ดังที่ว่า ที่ตายก็ตายไป ที่อยู่ก็เอากันไป ...ไว้ในป่าช้า..
บางคนตายไปแทนที่จะมีคนเสียใจกลับดีใจที่ตาย ..เสียได้ก็ดี...เช่นผัวแก่ หรือเมียแก่ ที่อายุต่างกันมาก อีกฝ่ายจะแอบดีใจลึกๆ เพราะความจำเป็นต้องอดทนอดกลั้นมาเป็นเวลานาน ตายไปได้ก็โล่งใจ เหมือนเอาตุ๊กแกออกไปจากตัว
ญาติผู้ใหญ่ที่อายุมากๆมีลูกหลานหลายคน คนแก่เหล่านี้ส่วนใหญ่หนังเหนียวกว่าจะตายต้องใช้เวลานาน พวกลูกหลานไม่ว่าอยู่ใกล้ไกลแค่ไหน ต้องเดินทางมาเฝ้ามาเยี่ยม ยิ่งมีมรดกแยะๆก็ต้องมานอนเฝ้ากันจนหยดสุดท้าย ในใจลึกๆต้องมีคิดอะไรกันบ้างละ คนที่บ้านอยู่ต่างจังหวัดไกลๆก็ลำบากหน่อย พอสิ้นลม ปุ๊บ เหมือนยกภูเขาออกจากอก ...อันเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจ..
สำหรับผมนั้น ความตายได้เข้ามาถึงตัวเสียแล้ว ไม่มีทางหลบหนีได้ เกิดก็เกิดมาพร้อมกัน แต่เจ้าได้หนีตายจากข้าไปเสียแล้ว เจ้าเคยเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในตัวของข้า ต่อจากนี้ไปเจ้าก็เป็นเพียงสิ่งไร้ค่าชิ้นหนึ่งที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกแล้ว โธ่ ! ไม่น่ามาด่วนจากไปเลย ...หรือนี่คือการตายทั้งเป็น ! ....




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2555 18:45:55 น.
Counter : 401 Pageviews.  

ชี้ระวาง

ชี้ระวาง....
ราสส์ กิโลหก

ถ้าเป็นชาวดินไม่ว่าฝ่ายรังวัดหรือฝ่ายทะเบียนจะรู้จักดี แต่สำหรับช่างรังวัดแล้ว พวกเขาไม่อยากจะได้ยินคำนี้
“พี่ๆ หัวหน้าให้ชี้ระวาง แปลงนี้หน่อย” นิ้งหน่องผู้ช่วยช่างเขียนประจำสำนักงาน เดินถือคำขอชี้ระวางมาวางให้ที่บนโต๊ะ พลางร้องเรียกเจ้าของที่ดินให้มารอที่หน้าโต๊ะทำงานของช่างผู้นั้น
ช่างเคราะห์ร้าย จะออกอาการตาขวาง คันปากมุบมิบส่งสายตาไปยังห้องหัวหน้าผู้สั่งการด้วยอาการไม่เป็นมิตร
ยิ่งถ้าวันไหนหัวหน้าช่างไม่อยู่ หัวหน้างานจะต้องเป็นผู้สั่ง อาการของช่างซึ่งถูกสั่งให้ชี้ระวางจะมีมากกว่านั้น บางคนที่แก่พรรษามากๆ ถึงกับลุกไปถามว่า คนอื่นไม่มีหรือไง ? ผมไม่ว่าง !..น้ำใจท่านช่างประเสริฐแท้..
บาปก้อนนี้ส่วนใหญ่จะมาตกอยู่กับช่างที่ย้ายมาใหม่ๆหรือด้อยอาวุโสหรือช่างที่เป็นใบ้บื้อ มักจะโดนมัดมือให้ชี้ระวาง จนได้รับตำแหน่งใหม่เป็นช่างชี้ระวาง ระดับ 2 ซึ่งเป็นตำแหน่งพิเศษควบติดตัวไปด้วย..
ตอนที่ผมเป็นธุรการช่างฯ เมื่อมีคำขอชี้ระวางขึ้นมาจากฝ่ายทะเบียน ถ้าหัวหน้าช่างอยู่ก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่หากหัวหน้าช่างไม่อยู่จะเกิดปัญหาทันทีเพราะหัวหน้างานมักไม่กล้าสั่งให้ช่างชี้ระวาง ภาระจึงตกมาที่ธุรการช่าง
ครั้งหนึ่งมีคำขอชี้ระวางจากฝ่ายทะเบียนขึ้นมาหลายแปลง หัวหน้าช่างไม่อยู่ หัวหน้างานจึงรับหน้าที่แทน พี่แกแทงหนังสือด้วยความสบายใจมาให้ธุรการชี้ระวางทั้งหมด ผมถึงกับหงุดหงิดหัวใจเงยหน้ากราดสายตามองไปรอบห้องพวกช่างคนอื่นๆนั่งหัวดำกันเต็มห้อง มันเห็นธุรการเป็นปลาหมึกหรือไง วะเนี่ย ! ก็ได้แต่ทำปากมุบมิบ ก็โธ่ ! การชี้ระวางไม่ง่ายเหมือนชี้ตัวผู้ต้องหาเพราะแค่กระดิกนิ้วก็จบ ยิ่งถ้าข้างเคียงเป็นที่มีการครอบครองหลายด้านละก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้น บางครั้งไปเจอเจ้าของที่ดินหูตึงให้อีก ก็ยิ่งมัน พะยะค่ะ ! ..แหกปากตะโกนกันจนลั่นห้อง ได้ยินลงไปถึงชั้นล่าง พวกฝ่ายทะเบียนคงนึกว่าช่างทะเลาะกับเจ้าของที่ดิน.....(อีกแล้ว..)
--------------------------------------------------------------------
ผมมีเรื่องการชี้ระวางจะมาเล่าให้ฟัง 2 เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่สอง มันเกือบทำให้ผมถุกเด้ง...มาฟังกัน..!

ชายแก่คนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปีในมือถือคำขอชี้ระวางเดินขึ้นมาพร้อมกับชายกลางคน เจ้าหน้าฝ่ายรังวัดรับหนังสือคำขอจากแก นำไปให้หัวหน้างานสั่งการเพราะหัวหน้าช่างไม่อยู่ออกไปตรวจป่า ผมนั่งมองอยู่คิดว่าเดี๋ยวคำขอคงมาที่ผมแน่ๆ เพราะหวยไม่เคยพลิก แล้วก็เป็นตามคาด ไม่นานเจ้าหน้าที่ก็พาเจ้าของที่ดินทั้งสองคนมาที่โต๊ะทำงานผม..
ผมเรียกเชิญให้นั่งลงที่หน้าโต๊ะทำงาน ลุงรีบนั่งทันทีเดาว่าแกคงเหนื่อย แต่อีกคนยังไม่นั่ง เขาดึงกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง หยิบนามบัตรมายื่นให้ผม พร้อมกับหย่อนก้นนั่งลง..
“ผมเป็นเลขา ส.ส............”
“อ๋อ ครับๆๆๆๆ” ก็ไม่รู้จะพูดอะไร ผมอ่านในนามบัตรเขาเป็นเลขา ส.ส. คนหนึ่งทางภาคอีสาน ยังนึกในใจว่าถึงไม่เป็นเลขา ส.ส. ก็พร้อมที่จะบริการให้อยู่แล้ว
การชี้ระวาง ก็ต้องการทราบว่าที่ดินอยู่แห่งหนตำบลไหน ที่สำคัญคือแปลงที่ดินที่นำมายื่นสามารถออกโฉนดได้หรือเปล่า เป็นที่ป่า ที่สาธารณประโยชน์อย่างใดหรือไม่ บางคนชี้ระวางไม่ละเอียด ช่างออกไปทำการรังวัดแล้วเกิดปัญหาในตำแหน่งที่ดิน ...มันกลับมาด่าคนชี้ระวางก็มีให้เห็นบ่อยๆ..
“ลุงได้ถ่ายสำเนาหรือจดรายละเอียดที่ดินที่เป็นโฉนดแปลงข้างเคียงมาด้วยหรือเปล่า ครับ” ผมถามลุงเพราะพลิกดูในคำขอแล้วไม่เห็นมี..
“ บ้านลุงอยู่หมู่ 8 ตำบล............ติดกับที่ดิน อีปลิก อ้ายน้อย และก็เจ๊กตง.....”
“ลุง บอกมาแบบนี้ผมชี้ระวางไม่ได้ ถ้าไม่มีสำเนาโฉนดแปลงข้างเคียงมาให้ดู ผมไม่รู้ว่าที่ดินอยู่ระวางอะไร”
เลขา ส.ส...พูดกับผมว่า
“คุณเป็นช่าง เป็นเจ้าหน้าที่ คุณตรวจไล่ดูก็ได้ นี่ครับ ชาวบ้านจะไปรู้อะไร”
เอาแล้วไง ถ้ามาแบบนี้คงไม่เข้าใจ ต้องชี้แจงเสียหน่อย..
ผมหันหน้าไปที่ เลขา ส.ส...
“คืออย่างนี้ครับ การออกโฉนดเราต้องรังวัดสืบเนื่องจากโฉนดที่มีอยู่แล้ว ไม่งั้นโฉนดจะทับกันวุ่นวาย มันเหมือนคุณไปขอต่อน้ำต่อไฟฟ้า มันต้องมีเมนเดิมไว้ก่อนแล้ว......” พูดยังไม่ทันจบ ท่านเลขา ส.ส.เริ่มกร่าง..
“มันเป็นหน้าที่ของคุณ คุณต้องไล่ตำแหน่งได้อยู่แล้ว ลุงแกบอกหมู่ บอกชื่อข้างเคียงให้แล้ว ทำไมจะทำไม่ได้”
ด้วยความเกรงใจผมพยายามหาตำแหน่งโดยอาศัยข้อมูลจากคำบอกเล่าของลุงเจ้าของที่ดิน เดินหยิบระวางมาดูแผ่นแล้วแผ่นเล่า แกบอกว่าที่ดินแกติดกับโฉนดนายน้อยเนื้อที่ 20 ไร่ผมก็มองหาที่ดินที่มีเนื้อที่ 20 ไร่พบอยู่หลายแปลงแต่ก็หาตำแหน่งแปลงที่แกถือ น.ส.3 อยู่ไม่ได้สักที จนเวลายืดยาวไปเกือบ 2 ชั่วโมง ผมจึงคิดว่าถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ วันนี้คงทำอะไรไม่ได้แน่ ที่สำคัญมันเสียเวลาคนอื่นเขาด้วย จึงบอกเขาว่าถ้าไม่มีข้อมูลมาให้ ผมจะทำให้กับรายอื่นก่อน
“ อะไรกันผมมาก่อนต้องทำให้ผมให้เสร็จก่อน ซิครับ !” เขาแสดงความเห็นแก่ตัวออกมา
ผมเอามือเกาหัว “ โธ่ คุณครับ ระวางหนึ่งๆ กว้าง 2 กิโลเมตรยาว 2 กิโลเมตร และตำบลหนึ่งๆมีเป็นสิบระวาง ถ้าไม่มีข้อมูลนำทาง เราจะเสียเวลามากโดยใช่เหตุ”
“แสดงว่า เราออกโฉนดไม่ได้ใช่ไหม ?” เขายังไม่ยอมเข้าใจ
ผมรีบปฎิเสธทันควัน... “ ออกได้ซิครับ ถ้าไม่ผิดระเบียบอะไร แต่ก็ขอความร่วมมือหน่อยครับ ถ้าจะกรุณาให้ลุงแกกลับไปในที่ดินแล้วของจดหรือถ่ายสำเนาโฉนดแปลงใกล้กันมาให้หน่อย”
คนมันจะมึนพูดยังไงก็ไม่เข้าใจ..
“ผมไม่มีเวลามาก เจ้านายผมจะซื้อที่ดินแปลงนี้ แต่จะต้องออกโฉนดเสียก่อน ถ้าไม่อย่างนั้นผมไม่ต้องมา ง้อออกโฉนดให้เสียเวลา”
ตาลุงคงเกรงใจผม แกบอกว่าเดี๋ยวกลับไปบ้านจะไปขอสำเนาโฉนดแปลงข้างเคียงมาให้เจ้าหน้าที่..
แต่อ้ายขี้แอคไม่ยอม เขายืนกรานจะให้ผมทำให้ได้ ..
ปรากฏว่ามีเจ้าของที่ดินรายอื่นอีก 3 รายมารอให้ผมชี้ระวาง ผมจึงเรียกเข้ามารายหนึ่ง แล้วก็ถามหาเอกสารต่างๆ เช่นสำเนาเอกสารโฉนดแปลงข้างเคียง แล้วนำมาให้เลขา ส.ส. ดู บอกเขาว่า ถ้ามีเอกสารครบแบบนี้ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย
แต่ไม่เป็นผล เขาลุกขึ้น พูดเสียงดังว่า “ ถ้าคุณไม่ยอมทำให้ผมจะไปบอกให้เจ้านายคุณ สั่งให้คุณทำ”
ว่าแล้วก็เดินลงไปด้านล่าง
เวลาไม่นาน เจ้าหน้าที่หน้าห้องเจ้าพนักงานที่ดินฯซึ่งอยู่ด้านล่างของสำนักงาน เดินขึ้นมาบอกว่าเจ้าพนักงานเรียกให้ผมไปพบด่วน...
ผมเปิดประตูห้องเจ้า นายเข้าไป ยืนโค้งทำความเคารพตามธรรมเนียม มองเห็นตัวต้นเหตุนั่งเต๊ะจุ๊ย อยู่หน้าโต๊ะเจ้าฯ
“ว่าไง ! ทำไมถึงไม่ชี้ระวางให้เขา” นายถาม
“คือ งี้ ครับหัวหน้า เจ้าของที่ดินไม่ได้จดโฉนดที่ดินแปลงข้างเคียงมาประกอบการชี้ระวางตามระเบียบครับ !”
แต่นายไม่ได้ฟังเหตุผลของผม..
“เราเป็นเจ้าหน้าที่ต้องบริการให้เขา อย่าให้เขากลับบ้านมือเปล่า เข้าใจหรือเปล่า ไปๆๆไปทำให้เขาให้เรียบร้อย”
ผมชักเลือดขึ้นหน้า วันนี้เป็นไงเป็นกัน ผมไม่ยอม...
“ หัวหน้าครับ มีเจ้าของที่ดินมารอชี้ระวางอีก 3 ราย พวกเขามีเอกสารครบ พร้อมที่จะชี้ระวางให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง แต่รายท่านนี้ (ต่อหน้านายให้เกียรติมันซะหน่อย) ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงยังทำไม่ได้ แล้ว คนที่รออยู่อีก 3 รายทำไงครับ..!”
เจ้าพนักงานท่านนี้เพิ่งโอนย้ายมาจากหน่วยงานอื่นยังคงไม่ชำนาญเรื่องช่างมากนัก อาจไม่เข้าใจลึกซึ้งในการชี้ระวาง..
“แล้วจะทำยังไง จะให้เขากลับมือเปล่าได้อย่างไร” เจ้าพนักงานฯมีสีหน้ากังวลคงเกรงใจลูกพี่อ้ายเบื๊อกนั่น
ผมก็ชักเต็มที่เหมือนกันเสียเวลามาเกือบครึ่งวันแล้ว อารมณ์ชักเดือด เป็นอะไรเป็นกัน..
“หัวหน้าครับ เขามามือเปล่า ก็ให้กลับไปมือเปล่าเถอะครับ”
“ เฮ้ย..ๆๆๆๆๆๆๆ” เสียงเจ้าฯดังเกือบแปดหลอด...
**********************************
เรื่องนี้จบลงโดย ผมโทรไปหา ส.ส. ลูกพี่ของเขาตามเบอร์โทรที่อยู่ในนามบัตรของเขาที่มอบให้ผมตอนแรก เพราะเขาพิมพ์ชื่อ ส.ส. และเบอร์โทรไว้ด้วย เพื่อเอาไว้อวดบารมี...
ปรากฏว่าท่าน ส.ส. พูดเข้าใจได้ไม่ยาก และเข้าใจที่ผมชี้แจง พร้อมโทรสั่งให้เลขาไปดำเนินการตามที่ผมบอก เมื่อได้สำเนาโฉนดแปลงข้างเคียงมาแล้ว ก็ดำเนินการชี้ระวางให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง..
ถ้าเขาไม่ดื้อรั้นและเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสำเร็จด้วยความรวดเร็ว...สมความประสงค์...ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันให้วุ่นวาย..




 

Create Date : 25 มกราคม 2555    
Last Update : 25 มกราคม 2555 9:59:00 น.
Counter : 521 Pageviews.  

มือปืน...

มือปืน…

ราส์ส กิโลหก


ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด วัยไม่เกิน 25 ปีสวมหมวกกันน๊อคและเสื้อคลุมสีดำ ขี่รถแมงกะไซคันเขื่องมาจอดอยู่ที่หน้าสถานบันเทิงเล็กๆแห่งหนึ่ง เขามีนัดสำคัญกับใครบางคน....

ตาเหลือบมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ ในความมืดพรายน้ำบอกเวลาเกือบสองทุ่ม ก้าวขาออกจากรถเดินเอื่อยๆไม่รีบร้อนเข้าไปในร้าน มองเลือกหาโต๊ะมุมสุดของร้าน ..

สาวพนักงานบริกรประจำร้าน ในชุดสีชมพูสดใส มือซ้ายถือสมุดเล่มเล็กมือขวาถือปากกา รีบเดินตามมาที่โต๊ะที่เขานั่งอยู่

“เบียร์ขวด ถั่วทอดด้วยนะน้อง” เขาร้องสั่ง มองดูลูกค้ายังมีไม่มากคงยังเป็นช่วงหัวค่ำ....พวกนกฮูกจะหนาแน่นตอนดึกๆ

กินเบียร์ไม่ทันหมดขวด...

“เฮ้ ! สมชายมานานแล้วหรือ ?”. เสียงเล็กๆแต่สมชายจำได้แม่นยำ.เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง ขยับตัวยืนขึ้นยกมือไหว้..

“สวัสดีครับ ! เฮีย. เชิญนั่งก่อนครับ” หันไปตะโกนสั่ง น้ำส้มเพิ่ม 1 แก้วเพราะผู้มาใหม่ไม่กินเหล้า-เบียร์.

เฮียกวง รูปร่างผอมสูงใส่แว่นตาหนาเตอะ อายุร่วมๆ 60 ปี แต่แข็งแรงเกินอายุ ไปไหนมาไหนขับรถด้วยตัวเอง แกเป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่งในยุทธจักรนักเลง ในอดีตสมัยหนุ่มๆคลุกคลีกับวงการนักเลงมาโดยตลอด..แต่ไม่ถึงขั้นเจ้าพ่อ ไม่มีบ่อนเป็นของตัวเอง ไม่เลี้ยงลูกน้อง หรือตั้งซุ้มมือปืน..

อาศัยที่ รู้จักเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลแยะ รู้จักมือปืนต่างๆก็มาก แกจึงอาศัยศักยภาพในด้านนี้ ประกอบอาชีพเป็นเอเย่นต์จัดหามือปืนให้ฆ่าคน..

พูดง่ายๆคือนายหน้าหาคนมาฆ่าคน ดูแล้วเป็นงานสบายทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางค้าชีวิตมนุษย์ งานไม่หนักไม่เหนื่อยได้เงินแยะเพราะบางทีรับงานมา 500,000 บาทหาจ้างมือปืนแค่ 250,00 บาท.กำไรเท่าตัว แต่ก็อย่างว่าคนที่ทำอย่างนี้ได้ต้องไม่ธรรมดา..

... เพราะงานแบบนี้ ไม่ใช่ใครนึกอยากจะทำก็ทำได้ มันต้องสร้างสมบารมีมาเกือบค่อนชีวิต ที่สำคัญจิตใจต้องโหดผิดมนุษย์ ..คือเห็นความตายเป็นแค่ธุรกิจอย่างหนึ่งเท่านั้น..

“สมชาย ! มีงานใหญ่ชิ้นหนึ่งจะให้ทำเพราะ อั๊ว เชื่อมือลื้อ. และค่าแรงงาม” แกพูดขึ้น

สมชายหูผึ่ง งานใหญ่ค่าจ้างคงงาม. …งานฆ่าคนเป็นอาชีพของเขา เงินมางานก็เดินเรื่องแบบนี้รู้ๆกันอยู่เพียงแต่ว่าลักษณะของงานจะง่ายหรือยาก ก็ต้องคำนวณค่าแรงให้ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรมันอยู่ที่คนกลางเพราะเป็นคนหางานมาให้ทำ ถ้าเล่นตัวมากงานก็หายากเพราะไม่มีคนป้อนงาน

และสมชายแทบตกเก้าอี้..

“งานนี้ ฆ่าผู้หญิง ค่าจ้าง 300,000 บาท” เฮียกวงพูด

*************************************

ประวัติของสมชาย นั้น เขาเติบโตจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่เล็กจนโตไม่เคยเห็นหน้า พ่อ-แม่ ว่าหน้าตาป็น
อย่างไร ? แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะไม่รู้จะสนใจไปทำไม หัวใจมันด้านชาจนหมด เขาไม่ต้องห่วงกังวลกับใครความโดดเดี่ยวคือเพื่อตายของเขา

กลับถึงห้องพักที่เขาเช่าอยู่ เอารายละเอียดต่างๆของเหยื่อ มาตรวจสอบดู มีรูปภาพ แผนที่บ้าน และอื่นๆเช่นเหยื่อทำงานอะไร-ที่ไหน เขาศึกษารายละเอียดต่างๆของเหยื่ออย่างตั้งใจ งานแบบนี้พลาดไม่ได้ หากพลาดหมายถึงการจบอาชีพมือปืน ต้องไปนอนคุกแทนบ้านหลายสิบปี เกรดของอาชีพมือปืนจะตกต่ำลง..ความเชื่อถือของนายจ้างก็จะน้อยลง..กลายเป็นมือปืนกระจอกในไม่ช้า....สาระสำคัญที่สุดคือเหยื่ออยู่กับหญิงรับใช้เพียงลำพัง 2 คน

รูปของเหยื่อที่อยู่ในมือของสมชาย เป็นภาพหญิงสาวสวยที่เดียว ดูหน้าตาแล้วอายุคงไม่เกิน 20 ปี ชิวิตของเธอช่างสั้นนัก เธอจะต้องตายด้วยน้ำมือของเขาซึ่งไม่เคยรู้จักหรือโกรธเคืองกันมาก่อน แต่ก็ช่วยไม่ได้อาชีพอย่างเขาต้องทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นใครที่ไหน ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หรือคนแก่ เขาไม่มีหน้าที่ไปคิดหรือสงสัยว่า ทำไมต้องฆ่า และฆ่าเพราะเหตุใด.? มันไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรับรู้ เขามีหน้าที่อย่างเดียวคือ ทำอย่างไรให้เหยื่อตาย.!.

แต่ที่สมชาย ข้องใจมากๆคืองานนี้ทำไม ? เฮีย กวง ให้ค่าจ้างแพงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะให้ถึง 300,000 บาท ทั้งยังกำชับว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต้องทำงานให้เสร็จห้ามพลาดเด็ดขาด เขายังคิดว่ากะอีแค่ฆ่าผู้หญิงคนเดียวจะยากเย็นอะไร.?

สมชายเริ่มออกสำรวจพื้นที่ เขาเริ้มต้นแถวๆบ้านของเหยื่อก่อน โดยปลอมเป็นคนขายไอศกรีมแบบรถเข็น เขาเตร็ดเตร่รอจนเห็นรถของเหยื่อเลี้ยวมาที่หน้าประตูบ้าน สมชายเข็นรถไอศกรีมโฉบเข้าไปจนเกือบถึงหน้าประตูบ้าน เพื่อจะดูหน้าให้ชัดๆกันความผิดพลาดในภายหน้า คนใช้ในบ้านวิ่งออกมาเพื่อทำหน้าที่เปิดประตูรั้ว จนกระทั่งหญิงสาวขับรถเข้าไปในบ้าน

สมชายเหลือบตามองตามไปที่หญิงสาวขณะเปิดประตูลงจากรถ พอลงมาเต็มตัว สมชายเห็นแล้วใจเต้นแรง.. จนรถไอศกรีมเกือบชนรั้วบ้าน..

เธออยู่ในชุดคลุมท้อง หน้าท้องยื่นออกมาจนดูอุ้ยอ้าย..อายุเด็กในท้องคงไม่น้อยกว่า 6 เดือน.!

เขาเดินใจลอยเข็นรถไอศกรีม ผ่านออกมา พลางนึกในใจว่า ค่าจ้างแพงเป็นสองเท่า เพราะเหตุนี้นี่เอง..

ถึงแม้สมชายจะได้ชื่อ เป็นเพชฌฆาตหน้าหยก เป็นมือพระกาฬระดับต้นๆ ผู้หญิงหรือคนแก่เขาเคยยิงมาแล้ว แต่กับคนท้อง นี่ ! เขายังไม่เคย..

หลังจากเอารถไอศกรีม ไปคืนที่ศูนย์จำหน่ายแล้ว เขาขับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพเพื่อกลับที่พัก ช่วงนี้การจราจรแออัดเพราะเป็นชั่วโมงเร่งด่วน รถยนต์ติดกันเป็นแพ เขาขับแทรกไปตามช่องว่างไปเรื่อยๆ

ข้างหน้าห่างไปไม่ถึง 50 เมตรมองเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจจอดอยู่ข้างทาง ท้ายรถเปิดไฟแดงแวบๆ.มีรถแท็กซี่คันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนติดกับฟุตบาท มีคนมุงอยู่เป็นจำนวนมาก พอขับเข้าไปใกล้ๆพบว่าตำรวจจราจรนายหนึ่งกำลังก้มๆเงยอยู่ที่เบาะหลังของรถแท็กซี่

เขาจอดรถไปดูด้วยความสงสัย “มีผู้หญิง คลอดลูกในรถแท็กซี่ ตำรวจกำลังทำคลอดอยู่” เสียงพวกไทยมุงคุยกัน.

สมชายไม่นึกตื่นเต้นอะไร ? กับแค่คนคลอดลูก แต่ไปยืนรวมกับกลุ่มไทยมุง ซักพักเสียงเด็กร้อง อุแว้ๆๆ เห็นตำรวจอุ้มเด็กตัวเล็กๆดวงตายังปิดสนิท ออกมาจากตัวรถ มือทั้งสองของเด็กโบกไปมาแสดงถึงการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตดวงหนึ่งที่จุติบนโลกนี้ ตำรวจที่ทำคลอดแล้วเอาผ้าพันตัวด้วยความคล่องแคล่ว พวกไทยมุง เฮ กันลั่นตบมือดีใจกันใหญ่ เหมือนสิ่งที่ออกมามีความสำคัญมากๆ..

เขาเดินเลี่ยงออกมาเพื่อกลับบ้าน พลางนึกในใจ “ ตอนที่เราคลอด แต่มีคนเอาไปทิ้ง !”..

กลับถึงบ้าน เขากำหนดแผนการทำงานขึ้น นำปืนเถื่อนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ตรวจดูความเรียบร้อย ..

การทำงานของสมชาย เขาจะกำหนดมาตรการให้กับตัวเองอย่างรัดกุม จะเปลี่ยนอาวุธปืนทุกครั้งที่ทำงาน ไม่พกปืนติดตัวนอกจากวันที่ไปปฏิบัติการ ไม่เคยมีปืนประจำตัว เมื่อทำงานเสร็จจะนำไปทำลายหรือฝังดิน

ในด้านร่างกาย ในวันทำงาน ผมที่หัวจะโกนจนโล้นแต่จะใส่วิกผมแทนในขณะปฎิบัติงาน ตัดเล็บมือให้สั้น เสื้อกางเกง รองเท้าซื้อใหม่ทั้งชุด และที่ขาดไม่ได้ถุงมือยางต้องสวมใส่ขณะลั่นไกปืน เช่นกันหลังทำงานเสร็จหลักฐานทุกอย่างในตัว จะถูกเผาทำลายทิ้งทันที...

เมื่อจัดการกับเหยื่อเสร็จ และรับเงินงวดสุดท้ายกับ เฮียกวงเรียบร้อยแล้ว เขาจะปลีกตัวไปนอนเล่นที่ต่างจังหวัดประมาณ 2 สัปดาห์จนเรื่องเงียบจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ..

“สมชาย ลื้อมีเวลาอีกไม่เกิน 7 วันต้องจัดการกับเหยื่อให้เรียบร้อย” เป็นประกาศิตจาก เฮียกวง แกโทรมาสำทับ..และยังเล่าให้ฟังอีกว่า เด็กในท้องจะเกิดมาไม่ได้ต้องตายสถานเดียว มันเป็นเรื่องมรดกกองใหญ่ !

สมชายวางแผนจะยิงเหยื่อ ในอีก 2 วัน ช่วงนี้เขานั่งนอนเล่นอยู่ในห้องพัก ไม่ออกไปเที่ยวกินเหมือนเคยเพื่อพักผ่อนร่างกายไว้สำหรับงานสำคัญ !

โยนกระเป๋าบนที่นอน จัดเสื้อผ้าและเครื่องใช้ที่จำเป็น เตรียมไว้สำหรับการเดินทางไปต่างจังหวัดหลังจากทำงานเสร็จ คนในหอพักรู้แต่เพียงว่าสมชายเป็นพนักงานขายของ ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว..เมื่อเขาหายไป เกือบ 2 สัปดาห์จึงเป็นเรื่องปกติ.

ช่วงดึกเกือบตีสอง..สมชายหลับไปแล้ว ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงคนทุบประตูดังลั่นในความมืด.

“พี่ๆ !! ช่วยหนูด้วย เปิดประตูที หนูจะไม่ไหวแล้ว..” เป็นเสียงผู้หญิงเสียงดังลั่น มีอะไรกัน ? กระโดดลงจากเตียงนอนวิ่งไปเปิดประตู…

เป็นหญิงสาวที่พักอยู่ชั้นเดียวกัน เธออยู่ห้องถัดไปไม่กี่ห้อง อยู่ในชุดคลุมท้องผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตาเหยเกแสดงถึงความเจ็บปวด ที่ขาทั้งสองข้างมีน้ำดำเหม็นคาวไหลย้อยตามขาลงมาที่พื้นจนเปียกกลิ่นเหม็นโชยเข้าจมูก

“พี่ ! ช่วยหนูด้วย ผัวหนูไม่อยู่ หนูจะออกลูกช่วยเอาไปส่งที่โรงพยาบาลให้ที” มือปืนหนุ่มหนีไม่ออก ต้องจำใจพาหญิงท้องแก่จวนคลอดไปส่งโรงพยาบาลด้วยความทุลักทุเล ถึงโรงพยาบาลเขายังปลีกตัวกลับไม่ได้ หญิงท้องแก่ขอร้องให้เขาอยู่รอจนคลอดเสร็จ เพราะเธอไม่มีญาติเผื่อหมอเรียกหาญาติ..


ต้องจำใจนั่งเล่นอยู่หน้าห้องคลอด จนพักใหญ่ๆ พยาบาลในชุดสีขาวเดินออกมาจากในห้อง เธอมองหน้าสมชายแล้วยิ้มน้อยๆ บอกว่า

“ ขอแสดงความยินดีกับคุณพ่อ..คุณได้ลูกผู้หญิง ค่ะ อ้วนจ้ำม่ำน่ารักเชียว”

************************************

ตื่นขึ้นมาช่วงสายวันรุ่งขึ้น สมชายอดไม่ได้ที่จะไปเยี่ยมดูแม่และลูกเกิดใหม่ ที่โรงพยาบาล เขายังมีน้ำใจซื้อข้าวของที่จำเป็นติดมือไปให้ด้วย.

ที่ตึกแผนกสูติฯ สมชายได้เห็นภาพของคนที่มาออกลูก เห็นเด็กเกิดใหม่ตัวน้อยๆ เห็นสามีมาดูลูกและเมียของตัวเอง เสียงเด็กร้อง สภาพมันเป็นเหมือนโรงงานผลิตอะไรซักอย่าง ดูสับสนวุ่นวาย แต่ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความสุข .

**************************************

สมชายนั่งคนเดียวเงียบๆอยู่ในห้อง เขาคิดถึงการเกิดและตาย มันหมุนเวียนไม่จบสิ้น มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่เขาจะเป็นผู้ส่งชีวิตหนึ่งให้ตายหายไปจากโลกนี้ การตายเป็นการดับสิ้นไป จากที่เป็นสิ่งที่มีชีวิต พูดได้ กินได้ มีดีใจ เสียใจ จะนอนสงบนิ่งรอวันเน่าเปื่อยเหมือนสิ่งของที่หมดประโยชน์

เหตุการณ์คืนที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ใหม่ของเขา แต่สมชายก็สลัดความคิดต่างๆออกไป การฆ่าคนเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเขามาตลอด มันเป็นงานที่เขาถนัด ถ้ามาพูดเรื่องบาปกรรม เขาคิดว่าคนที่บาปมากกว่าเขายังมีอีกมาก เช่นพวกแม่ค้าขายปลาในตลาด ที่นั่งทุบหัวปลาวันหนึ่งเป็นร้อยตัว หรือร้านขายอาหารตามสั่ง ถ้ามีคนสั่งหอยแครงลวก แม้ค้าจะเอาหอยแครงมาลวกให้ตายที่เดียวเป็นร้อยตัว..หนักกว่าเขาตั้งหลายเท่า.!!

ถึงกำหนดวันที่จะลงมือ สมชายตรวจดูความเรียบร้อยของรถมอเตอร์ไซค์ อาวุธปืน ฯลฯเขากำหนดเวลาตายไว้ที่ 5 โมงเย็น เมื่อใกล้เวลาเขานำรถไปจอดรอบริเวณไม่ไกลจากหน้าบ้านเหยื่อ กะให้พอมองเห็นรถเป้าหมาย

สมชายดูลาดเลามาก่อนแล้วพบว่า เมื่อเหยื่อรถขับมาถึงประตูหน้าบ้าน จะต้องกดแตรรถเรียกคนในบ้าน ซึ่งเป็นหญิงรับใช้ให้มาเปิดประตู ระยะเวลาที่จะออกมาเปิดประตูใช้เวลาประมาณ 30 วินาทีแต่ไม่เกิน 1 นาที ช่วงนี้เขาจะเข้าไปที่ประตูรถด้านคนขับและจะยิงที่หัวทันที โดยใช้เวลาไม่ควรเกิน 5 วินาที..

สูบบุหรี่ หมดไปสองมวน..

รถของเหยื่อวิ่งมาแล้วมองเห็นแต่ไกล เขาเอามือคีบบุหรี่จากมุมปากปาลงพื้นตามด้วยเท้าขยี้ให้ดับ เอามือแตะที่ด้ามปืนซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวเบาๆเหมือนเตือนว่าได้เวลาแล้ว..

รถยนต์เปิดไปเลี้ยว แวบๆ มาแต่ไกล คนขับชะลอความเร็วลง พอถึงหน้าบ้านเลี้ยวหันหัวไปจ่อที่หน้าประตูบ้าน ..ไม่รอช้าเขาเริ่มทำงานตามแผนที่วางไว้ ขี่รถสองล้อคู่ชีพบึ่งเข้าไปทันที เป้าหมายคือด้านข้างคนขับ ตามองที่เหยื่อเขม็งเหมือนเสีอร้ายที่วิ่งเข้าขม้ำเหยื่อ...

...มีบางอย่างผิดปกติ...

คนขับรถไม่บีบแตรและนั่งรอในรถเหมือนที่เคยเป็น หญิงท้องโตเปิดประตูรถพาร่างกายอุ้ยอ้ายเดินลงมาในมือถือลูกกุญแจพวงใหญ่ .. เสียงก้องของรถมอเตอร์ไซค์ทำให้เธอหันมามอง มัจจุราชมาถึงตัวอย่างเร็ว เขาควักวัตถุสีดำสื่อความตายออกมาจากเอวด้วยความชำนาญ ปากกระบอกหันทื่อเข้าใส่ นิ้วเตรียมลั่นไก

เหยื่อสาวรู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลืมสังขารตัวเองขยับตัววิ่งไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด แต่โชคไม่เข้าข้าง ด้วยอาการร้อนรนขาข้างหนึ่งไปเกี่ยวกับขอบฟุตบาททำให้สะดุดขาตัวเองเสียการทรงตัว ร่างกายโถมไปข้างหน้า ท้องที่บวมเหมือนลูกโป่งกระแทกขอบฟุตบาทที่แข็งเหมือนหิน ไม่มีเสียงเนื้อกระแทกขอบปูนให้ได้ยิน ..นอกจากเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังจนลั่น…

“ โอยๆๆๆ ช่วยด้วย โอยๆๆๆๆ !” พยัคฆ์ร้ายชะงัก ! เธอพลิกตัวหงายขึ้น หว่างขาสองข้างเปรอะไปด้วยเลือดสดๆ ไหลย้อยมาตามขาทั้งสองข้าง

หญิงสาวหน้าซีดเป็นกระดาษ เธอหันมามองสมชายด้วยอาการลนลาน พูดออกมาด้วยความเจ็บปวด

“]ลูก จ๋า ช่วยแม่ด้วย !..” พอขาดคำก็ล้มเป็นลมสลบไป..

*******************************

ที่วัดแห่งหนึ่งสมชายกำลังถวายสังฆทานให้กับพระคุณเจ้าที่นั่งพับเพียบอยู่ทางด้านหน้า จิตใจของเขาเริ่มดีขึ้น นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เมื่อไม่กี่วันมานี้....

ที่โรงพยาบาล หน้าห้องฉุกเฉิน สมชายในสภาพที่เสื้อผ้าเปียกเปื้อนทั้งเลือดทั้งน้ำคาว ..

คนไข้หมดสติและไม่มีญาติ หมอให้สมชายรออยู่ด้วย ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย รอบตัวมีแต่กลิ่นไอของความตาย หน้าตาแต่ละคนที่มารอที่หน้าประตูเต็มไปด้วยความตื่นกระหนก เสียงกรีดร้องคร่ำครวญของญาติพี่น้องคนไข้ฟังไม่ได้ศัพท์ ระคนด้วยเสียงกึกก้องโหยหวนจากไซเร็น ทุกคนมีแต่ความเครียด มันช่างแตกต่างจากสิ่งที่เขาประสบจากการนำคนไปคลอดลูกราวฟ้ากับดิน

โลกมนุษย์มันเป็นเช่นนี้เอง..

“คนไข้ปลอดภัยแล้วนะคะ แต่เด็กยังไม่คลอด หมอกำลังช่วยอยู่ค่ะ ! ทำใจดีๆนะคะ ”

“คนไข้ ฟื้นแล้ว ใช่ เธอฟื้นแล้ว !” เขาเดินจากออกมา

“โยม สบายใจหรือยัง ?” เสียงหลวงพ่อดังขึ้น .....สมชายตื่นจากภวังค์....ครับๆๆหลวงพ่อ

*******************************************

ณ. ร้านอาหารชายทะเลแห่งหนึ่ง สมชายนั่งอยู่คนเดียว บนโต๊ะมีจานถั่วทอด และแก้วเบียร์ถืออยู่ในมือ เขายกแก้วเทน้ำเบียร์ใส่ปากจนฟองเบียร์สีขาวเกาะอยู่รอบปากเป็นวง ลมทะเลพัดผ่านมาตลอดเวลา เสียงคลื่นดังมาเป็นระยะๆอย่างเป็นระเบียบ..

ไม่มีใครโทรมารบกวนเพราะเขาปิดโทรศัพท์ไปแล้ว ..

สมชายคิดว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมา คงเป็นลิขิตของฟ้าที่ต้องการให้เขาเลิกอาชีพ ที่เรียกว่า “ มือปืน” เขายังนึกอีกว่า พวกสื่อหนังสือพิมพ์ชอบตั้งอะไรให้ดูน่ากลัวและตื่นเต้น จริงแล้วพวกมือปืนรับจ้างก็เป็นเพียงสุนัขลอบกัดเท่านั้นไม่ได้มีศักดิ์ศรีอะไรเลย เพราะทำคนทีเผลอและไม่กล้าสู้ซึ่งหน้า จะมีเพียงความเหี้ยมโหดที่สามารถฆ่าคนที่ไม่เคยรู้จักกันได้เท่านั้น !..


วันที่.......
ถึงเฮีย กวง ที่นับถือ

พร้อมจดหมายฉบับนี้ ผมส่งเงินมัดจำ 150,000 บาทคืนมาให้เฮียด้วย ผมทำงานไม่สำเร็จผมใจอ่อนเกินไป คงต้องเลิกอาชีพนี้เสียที และจะไปทำมาหากินอย่างอื่น ผมตัวคนเดียวคงไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เฮียอย่าโกรธผมนะครับ

ขอโทษเฮียอย่างมากครับ……สมชาย..

**********************************
เฮียกวงขยำจดหมายทิ้ง แกยิ้มจนแก้มแทบฉีก..

“อ้ายชาย เอ๊ย ! เอ็งเอาเงินมาคืนทำไม ? หวานคอแร้งข้าเลย รับเต็มๆ 500,000 บาท คนจ้างมันต้องการให้เด็กตายเท่านั้น ตัวแม่เป็นแค่ของแถม มันแท้งลูกตั้งแต่วันเข้าโรงพยาบาลแล้ว”…..ฮะๆๆๆๆๆๆๆๆ




 

Create Date : 14 กันยายน 2553    
Last Update : 14 กันยายน 2553 19:44:27 น.
Counter : 318 Pageviews.  

ฝนหยาดสุดท้าย

ฝนหยาดสุดท้าย..
ราสส์ กิโลหก

ฝนหยาดสุดท้ายหัวใจหวั่นไหวให้ตรม
ซ่อนรอยน้ำตาขื่นขม ร้าวระบมสุดที่จะฝืน
ถึงคราวจำพราก โศกซ้ำกล้ำกลืน
ฉันนอนซบหมอนสะอื้น ค่ำคืนผวาโศกศัลย์
ฝนหลั่งสั่งฟ้า นิจจาจำร้างห่างกัน
อย่าลืมรักเคยผูกพัน ทุกคืนวันอย่าลืมเสน่หา
ถึงกายจะห่าง แต่รักอย่ารา
เธอเคยสัญญาไว้ว่า จะมาเมื่อฝนเยี่ยมเยือน
จงหมั่นจำความหลังอย่าลืม
สองเราเคยรักเคยปลื้ม ด่ำดื่มจำไว้อย่าเลือน
คอย ฉันคอยจนฝนใหม่เยือน
หวั่นเกรงรักลวงลอยเลื่อน เพื่อนใจอยู่ไหนไม่มา
ฝนหยาดสุดท้าย เขาใยปล่อยฉันให้คอย
ส่งกระแสใจเลื่อนลอย หลงรอคอย คอยร่ำเรียกหา
ฝนเอยอย่าด่วน สิ้นร้าง สร่างซา
เพราะชื่นหัวใจของข้าไม่มา ฝนจ๋า ข้าตรม

หญิงสูงอายุ นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตรงริมขอบหน้าต่างชั้นสองของตัวบ้าน สายตาเหม่อมองออกไปด้านนอก บรรยากาศช่วงฝนตกช่างเหงาหงอยเหมือนนั่งอยู่คนเดียวในโลก สายฝนเริ่มซาเม็ดลงหลังจากตกมาเกือบทั้งวัน อากาศเย็นสบาย ไม่นานฝนก็หยุดตกสายฝนขาดเม็ดลง ทิ้งไว้เพียงความเปียกชื้นรอบๆบริเวณ น้ำฝนที่ตกค้างตามชายคาบ้านหยดลงพื้นดินดังแหมะๆเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บรรยากาศยามนี้ดูหม่นหมองสำหรับ เธอ ผู้ซึ่งมีความหลังเกี่ยวกับฝน

“ฝนหยาดสุดท้าย” เธอรำพึงเบาๆ

ฝนหยาดสุดท้ายหัวใจหวั่นไหวให้ตรม
ซ่อนรอยน้ำตาขื่นขม ร้าวระบมสุดที่จะฝืน

บางช่วงของบทเพลงที่ไพเราะและมีความหมายฉุดกระชากความรู้สึกให้ย้อนกลับไปในอดีต มันเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้ มันกระตุ้นเตือนและสะกิดใจทุกครั้งที่สัมผัสกับบรรยากาศในตอนที่ฝนตก และเห็นภาพสายฝนที่ล่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าโปรยลงมาเป็นสายตามรรมชาติ

ทำให้เรื่องราวในอดีตจะผุดขึ้นมาอีกแม้เวลาจะผ่านพ้นมาหลายสิบปี..

***************************************

หนุ่มสาววัยแรกรุ่นมักจะต้องประสบพบเจอแต่เรื่องของความรัก ทุกคนต้องเดินผ่านเส้นทางนี้ มันเป็นเหมือนช่องทางตรวจสอบความเข้มแข็งของจิตใจ แต่น่าเสียดาย สาววัยแรกรุ่นจำนวนไม่น้อยกว่าครึ่งที่ไม่สามารถเดินผ่านเส้นทางนี้ไปได้ ความสดใสและความบริสุทธิ์จะถูกดักและทำลายเสียก่อนในระหว่างทาง ความรักเป็นสิ่งดีและสวยงาม แต่บางครั้งความรักเป็นสิ่งเสพติดทำให้คลุ้มคลั่ง มันอยู่ที่ว่าเรารู้จักความรักแค่ไหน ความรักและความสุขเป็นของคู่กันที่ใดมีรักที่นั่นเต็มไปด้วยความสุข แต่อนิจจา ! บางครั้งมันไม่เป็นเช่นนั้น เหมือนที่ใครบางคนกล่าวไว้ว่า “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์”

พ.ศ. 2514.. ช่วงเวลาสายๆ

ณ สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนตากอากาศ ชายทะเลด้านอ่าวไทยแห่งหนึ่ง นามว่า สวางคนิวาส เป็นสถานที่ตากอากาศที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง การเดินทางมาที่นี่แสนสะดวกเพราะระยะทางห่างจากกรุงเทพฯไม่มาก เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะคนที่เริ่มจะไขว่คว้าหาความรัก ลมจากทะเล คลื่นจากทะเล เป็นฉากแห่งความสุข เป็นบ่อเกิดจินตนาการของความรัก จนต้นรักเจริญงอกงามสมหวังตามที่ใจปรารถนา

สองหนุ่มสาวในชุดนักเรียน เดินเกี่ยวก้อยกันมาด้วยความสุข ในมือของชายหนุ่มหิ้วถุงของกินหลายถุง เสียงคลื่นเสียงลมดังครืนๆดังมาเข้าหูพร้อมภาพท้องน้ำสีเขียวมรกตที่กว้างยาวจนสุดหูสุดตา หัวใจของชายหนุ่มเต้นจนคับอก หัวใจของเขากำลังเพรียกร้องโหยหาความรักซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้

“นั่งกันตรงนี้ดีมั้ย หมวย”

หนุ่มหน้าตาดี ชี้มือไปที่สนามหญ้าเขียวขจี ตรงจุดนี้สามารถ มองเห็นวิวทะเลได้ชัดเจน แหงนมองขึ้นฟ้ากลุ่มนกนางนวลจำนวนมากบินถลาเล่นลมจนเต็มท้องฟ้าสีคราม

หญิงสาวในชุดนักเรียนพยักหน้าตอบรับ พลางเดินลัดสนามหญ้าและหย่อนตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นหญ้า หนังสือเรียน 3 เล่มเอาวางไว้ข้างตัว ชายหนุ่มวัยกำดัดเดินตามและหย่อนตัวนั่งลงใกล้ๆ เขาพยามยามนั่งให้ชิดที่สุด..แต่หญิงสาวขยับหนีตามมารยาท

ชายหนุ่ม มีความรู้สึกตื่นเต้นและภาคภูมิใจเพราะวันนี้เขาสามารถชักชวนให้หญิงสาวหนีโรงเรียนเพื่อมาเที่ยวสถานที่แห่งนี้ได้สำเร็จ ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะได้ไปเดินเที่ยวหรือไปดูหนังกันสองต่อสอง แต่หญิงสาวก็ยังไม่เคยแสดงถึงการเป็นคู่รักและเธอก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ วันนี้ เขามีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะบอกถึงความในใจและความต้องการของเขากับ หญิงสาว ให้ได้

ลมทะเลพัดเอื่อยๆตามธรรมชาติ มองไปในทะเลช่างสดสวยเหมือนรูปวาด นกนางนวลฝูงใหญ่บินถลาเล่นลมไปมาอยู่บนท้องฟ้า โอ ช่างเป็นฉากที่แสนจะโรมานติค สำหรับการปลูกต้นรักของชายและหญิง

ทั้งสองนั่งคุยกันอย่างออกรส เรื่องคุยมีมากมายไม่รู้จบ ไม่มีความเบื่อหน่าย มีแต่ความเพลิดเพลิน หัวใจเปี่ยมไปด้วยความสุข เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจากเที่ยงไปจนเวลาเย็น

ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เหนือหัวขึ้นไปฟ้าร้องครืนๆดังมาเป็นระยะๆ บ่งบอกอาการว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้านี้ ลมเริ่มพัดและแรงขึ้นตามลำดับ ท้องฟ้าเริ่มแปรปรวน เศษใบไม้แห้งปลิวไปตามลม

“หมวย” เสียงอ้อนๆจากปากชายหนุ่มแข่งกับเสียงลมพัด เขาไม่ได้มองไปที่หญิงสาว หากแต่ทอดสายตาออกไปยังท้องทะเล ที่ไกลจนสุดหูสุดตา ใจของเขาเต้นจนรัว

“ทำไม หรือ? บอย มีอะไร” หมวยหันหน้ามาตามเสียงเรียก ผมดำขลับปลิวตามแรงลม

“เรารัก หมวย” เสียงเหมือนอยู่ในลำคอ

“ว่าไง นะ” เอียงคอถาม

“เรารักหมวย รักมานานแล้วด้วย”

หญิงสาวถอนใจเธอไม่ได้แสดงอาการผิดปกติอะไร คำพูดของบอย ทำให้เธอรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย เพราะเธอยังไม่คิดไกลไปถึงความรัก มันยังเร็วเกินไปและที่สำคัญ บอยอายุน้อยกว่าอีกทั้งฐานะทางบ้านก็ด้อยกว่ากัน ถึงแม้ว่าเธอจะออกไปเที่ยวที่ไหนๆกับเขาบ่อยๆแต่ความนึกคิดยังไม่ถึงขั้นนั้น เธอยังไม่ได้รักเขา ..

“บอย ดูๆกันไปก่อนดีมั๊ย มันเร็วไปนะ เรายังต้องคบกันอีกนาน”

“ โอ้โห ! หมวย เป็นปีแล้วนะที่เราคบกัน ไปเที่ยวไหนต่อไหนกันก็หลายแห่ง หมวยไม่ได้มีใจกับบอยเลยหรือ ?” ชายหนุ่มทำท่าน้อยใจ

สำหรับหญิงสาวถึงแม้ความสัมพันธ์ยังไม่ถึงขั้นความรัก แต่เธอก็ตอบแทนตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงมาคบกับเขา หรือเธอชอบเขา เพราะหลายครั้งเมื่อ บอย เดินผ่านหน้าร้านที่ครอบครัวเธอเปิดเป็นร้านขายของซึ่งตั้งอยู่กลางซอย หากเธอมองเห็นบอยเดินผ่านหน้าบ้าน มันเหมือนต้องมนต์ เพราะจะต้องเดินตามออกมาไปยังจุดนัดพบที่ปากซอยทุกครั้ง..

“บอย เราขอเป็นชอบก่อนแล้วกัน อย่าโกธรนะ วันเวลายังเหลืออีกแยะ” เธอยังเป็นห่วงความรู้สึกของบอย

ลมเริ่มพัดแรงขึ้น เศษหญ้าแห้ง ใบไม้แห้งปลิวกันว่อน..

“ ก็ได้หมวย เราจะรอจนถึงวันนั้น”เสียงแสดงถึงความผิดหวังเล็กๆ

ไม่ทันที่หญิงสาวจะระวังตัว ชายหนุ่มเอียงหน้าเอาจมูกมาหอมที่แก้มของสาวที่เขาหมายปองด้วยความรวดเร็ว ทำเอาฝ่ายหญิงตกใจ คิดไม่ถึงว่าเขาจะทำแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

อากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน เริ่มสำแดงผล สายฝนหล่นลงมาเป็นฝอย และทำท่าจะแรงขึ้น สองหนุ่มสาวขยับตัวลุกขึ้น

“กลับบ้านกันเถอะ บอย ฝนตกแล้ว” ทั้งสองคนขยับตัวลุกขึ้นวิ่งหนีสายฝน

************************************

เกือบค่ำทั้งสองเดินทางมาถึงบริเวณหน้าปากซอยเข้าบ้าน. ก่อนที่จะแยกกันที่ปากซอย และต่างคนต่างเดินกลับเข้าบ้านตามลำพังเนื่องจากคนในบ้านของหมวยไม่ชอบให้ลูกสาวคบผู้ชายในวัยเรียน

“หมวย วันเสาร์นี้ ตอน เก้าโมงเช้าเจอกันที่เดิมนะ บอย จะพาไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ พระโขนง”

“ก็ได้ๆๆ แล้วเจอกัน โชคดีนะบอย” หญิงสาวรับปาก

******************************

ที่โรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง….วันนี้เป็นวันศุกร์

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เดินออกจากห้องเรียน หลังจากการเรียนในวันนี้สิ้นสุดลง ทุกคนกำลังแยกย้ายกันเพื่อกลับบ้าน

นักศึกษา 2 คนในมือถืออุปกรณ์การเรียนเดินออกมาพร้อมกัน

“เฮ้ย ! พรุ่งนี้วันเสาร์ มึงไปไหนหรือเปล่าวะ จ๊อด” หนึ่งในสองคนเอ่ยพูด

“มีอะไรเหรอ บอย” จ๊อดเป็นเด็กต่างจังหวัดพ่อแม่ส่งมาเรียนที่กรุงเทพฯเขาเช่าบ้านพักอยู่ตามลำพังที่พระโขนง

“กู จะเอาเด็กมาฟัน เป็นเด็กพาณิชย์ บ้านอยู่ซอยเดียวกับกู แม่ง ! ทั้งขาวทั้งอวบ ขอยืมบ้านมึงหน่อย วะ แล้วกูจะออกเงินค่าดูหนังให้มึง เอาไป 2 รอบเลย ถ้ายังไม่มืดอย่ารีบกลับมานะโว้ย ! ”

มันไม่รอคำตอบควักเงินให้เพื่อน พร้อมแบมือ “เอากุญแจบ้านสำรองมาให้กู” อ้ายบอยบังคับเพื่อน

ปากยังไม่วายสังการเป็นครั้งสุดท้าย

“กูนัดเด็กไว้ เก้าโมงเช้า มึงรีบออกจากบ้านไปก่อนเลยนะจ๊อด !”

************************************

วันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดเรียน และหมวยมีนัด

“หมวย ลื้อจะออกไปไหน แต่เช้า” หญิงจีนวัยกลางคนเอ่ยปากถามด้วยความกังวล เธออยากให้ลูกสาวอยู่กับบ้าน

“จะไปซื้อหนังสือกับเพื่อน ที่สนามหลวง” ตอบแบบรำคาญ พร้อมกับเตรียมตัวเดินออกไป

ในขณะที่เล็กเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกัน กำลังเดินสวนเข้ามาที่ร้านขายของ เธอมองดูหมวยด้วยความสนใจ

“หมวย จะไปไหน จ๊ะ แต่งตัวซะสวยเชียว”

หมวยหยุดชะงักตามเสียงเรียก ยิ้มให้ตามมารยาท แต่หันหน้ามองดูนาฬิกาที่ฝาบ้าน เกือบเก้าโมงเช้าแล้ว รู้สึกขัดใจที่มีคนมาขัดจังหวะ ไม่ได้ใส่ใจคำถามมากนักเพราะอยากจะรีบออกไป เกรงใจคนยืนรอที่ปากซอย..

สถานการณ์มองดูแปลกๆ

เล็กมองหน้าหญิงจีนแล้วหันไปมองที่หมวย แม่ลูกคู่นี้มีอะไรกัน มองหน้าผู้เป็นแม่ เห็นตาแดงๆมีน้ำตาซึมเต็มขอบตาและกำลังล้นจนมองเห็นน้ำท่วมเต็มดวงตา

“เจ้ ร้องไห้”

ผู้ถูกร้องทักรีบเอาชายเสื้อเช็ดที่ตา ทำท่ายิ้มแหยๆ

“ไม่มีอะไรหรอก เล็ก แมงมันบินเข้าตา” ก่อนหันหลังเดินเข้าไปด้านในบ้าน

**************************************

ผู้เป็นแม่รู้จักนิสัยลูกสาวคนนี้ดีว่า เป็นคนที่ไม่ยอมฟังใครแม้กับเตี่ยและแม่ เคยทะเลาะกันมาหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งจับได้ว่าแอบไปดูหนังกับ อ้ายบอย แต่ปากแข็งไม่ยอมรับถามมากๆเข้า ถึงกับเอ่ยปาก ให้ตัดพ่อตัดลูก คิดถึงเรื่องลูกสาวก็ได้แต่สะอื้นอยู่ในอก มันเหมือนมีส้วมตั้งอยู่หน้าบ้าน หัวอกของคนเป็นแม่มันยากที่จะอธิบายมันอัดอั้นจนแน่นอกอกหากลูกไม่เชื่อฟัง ลูกๆนั้นคงไม่รู้ว่า แม่นั้นทั้งรักและห่วงลูกแค่ไหน..

หมวยมองตามหลังแม่ ซึ่งเดินกลับเข้าไปหลังบ้าน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

“หมวย ! แม่หมวยร้องไห้นะ ไม่ใช่แมงเข้าตาหรอก” เล็กร้องทักมองหน้าหมวยเขม็ง

แต่อีกฝ่ายไม่ได้แสดงสีหน้าห่วงใยอะไร

“จะร้องทำไม ไม่ได้ไปตายซักหน่อย”

“อ้าวทำไมพูดแบบนั้น ล่ะ แม่ทั้งคนนะ แล้วเธอจะออกไปไหน ทำไมแม่ถึงไม่อยากให้ไป”

“เรานัดเพื่อนจะไปซื้อหนังสือ”

สายตาของเล็กบังเอิญมองไปที่คอของเพื่อน

“เฮ้ย ! หมวยแขวนพระอะไรน่ะ ทำไมมีน้ำมันเยิ้มออกมาแบบนั้น”

เล็กชี้ไปที่พระองค์เล็กๆซึ่งแขวนอยู่ที่คอ เป็นพระขนาดนิ้วก้อยสีดำมีน้ำมันซึมออกมาจนเป็นมันเยิ้ม. ด้วยความตกใจ ผู้ถูกถามรีบคว้าเอามาดู แต่คว้าแรงไปหน่อยพระหลุดจากตะขอของสายสร้อย ตกลงไปบนพื้น กลิ้งไปมา เศษฝุ่นเศษดินที่อยู่ตามพื้นคลุกเข้ากับตัวพระเพราะมีน้ำมันเหนียวๆเคลือบอยู่

“เธอเอามาจากไหน ทำไมน่าเกลียดจัง ดูซิ มีน้ำมันออกมาด้วยน่ากลัวจัง”

“เพื่อนให้มา” หมวยบอก

พร้อมเอื้อมมือหยิบพระขึ้นมา

“พระเลอะหมดเลย เดี๋ยวเราเอาไปล้างก่อน”

***************************************
บอย มองดูนาฬิกา 9.20 น.แล้ว เขาเริ่มหงุดหงิดเพราะที่ผ่านมาหมวยไม่เคยผิดนัด ..

“เป็นบ้าอะไรวะยังไม่ออกมาอีก”

เขาตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในซอยอีกครั้ง เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านสาวคนรักแลมองเข้าไปในบ้านแต่ไม่เห็น แกล้งเดินเลยไปไกลพอสมควร แล้วหันหลังกลับเดินย้อนกลับมาอีกรอบพยายามเดินผ่านช้าๆ เพราะมีความมั่นใจว่าถ้าหมวยเห็นเขาแล้วจะต้องรีบเดินตามออกมา เหมือนทุกครั้ง เดินเลยไปประมาณ 100 เมตรแล้วหยุด ก่อนหันหน้ามามองว่าจะมีใครเดินตามมาหรือเปล่า แต่ก็ไม่มี ยืนรอ จากนาทีเป็นหลายนาที ไม่มีเงาของคนที่เขารอ จนเวลาล่วงเลยเป็นชั่วโมงและ หลายๆชั่วโมง..

*****************************************

“หมวย ! อ้ายบอย มันเดินผ่านหน้าบ้านตั้งหลายรอบ” เล็กพูดขึ้น หญิงสาวได้แต่พยักหน้ารับไม่ได้พูดอะไรเพราะเธอก็มองเห็นเหมือนกัน

หมวย ในชุดกางเกงขาสั้นสวมเสื้อยืด หลังจากเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ เพราะเธอเปลี่ยนใจไม่ออกไปไหนแล้ว น้ำตาของแม่ และพระองค์นั้น มันทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ รู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นนอน และเริ่มทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ทำไมเธอต้องไปไหนมาไหนกับ บอย คงต้องจบกันในวันนี้ พอกันเสียที่..ไม่น่าเชื่อว่าทำไมเธอถึงตัดใจได้ง่ายๆ..เหมือนกับว่าไม่เคยคบหากันมาก่อน[

“เล็ก พระองค์นี้เรายกให้เธอ” หมวยยื่นห่อกระดาษซึ่งมีพระอยู่ภายใน

แต่อีกฝ่ายรีบยกมือขึ้นปฎิเสธเสียงแข็ง..

“โอ๊ย ไม่เอาหรอกเธอ พระอะไรไม่รู้ พิลึกกึกกือ”

“เอาไงดีเล็ก เราไม่อยากได้แล้ว เอาไปโยนทิ้งจะบาปหรือเปล่า ?”

“ใครให้เธอมาก็เอาไปคืนคนนั้นแหละ”

“งั้น เหรอ” หมวยเอายางรัดของมัดกระดาษที่ห่อพระให้แน่นหนา และคิดว่าจะฝากคนรู้จักเอาไปคืน ให้กับบอยเพราะต่อจากนี้ไป เราคงเลิกคบกัน

“เลิกคบกันนะบอย” หมวยพูดกับตัวเองด้วยความมั่นใจ

เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆในอดีตที่ผ่านมาเธอยอมรับว่าในช่วงนั้นมันเป็นเหมือนเส้นทางที่ให้ต้องเดินผ่านเข้าไป เหมือนเดินหลงเข้าไปในที่แห่งหนึ่ง แต่เป็นช่วงที่มีความสุขสำหรับชีวิตของเด็กวัยสาวคนหนึ่ง .. ยังนึกไม่ออกว่าเธอชอบเขาหรือเปล่า ? คิดว่ามันเป็นห้วงเวลาหนึ่งที่เด็กสาวอย่างเธอได้ออกไปผจญกับโลกภายนอกภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ..แต่อย่างไรก็ตาม คงเป็นวาสนาจากปางก่อนทำให้เหตุการณ์ต่างๆจบลงอย่างสวยงาม .. เธอหัวเราะกับตัวเองด้วยความสบายใจ..

“เราจากกัน ครั้งสุดท้ายวันฝนตกที่ สวางคนิวาส มันเป็นฝนหยาดสุดท้าย สำหรับเรา”

*************************************

หญิงวัย 57 ปีนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกริมหน้าต่าง ในมือมีภาพถ่ายขาวดำในอิริยาบถต่างๆของเด็กสาววัย 18 ปี ถ่าย ณ สวางคนิวาส สถานที่ตากอากาศที่เธอได้สัมผัสมาครั้งอดีต เพลงฝนหยาดสุดท้ายจบลงแล้ว หญิงชราเอนตัวไปด้านหลังพร้อมหลับตาลงอย่างมีความสุข....








 

Create Date : 13 สิงหาคม 2553    
Last Update : 13 สิงหาคม 2553 12:16:09 น.
Counter : 440 Pageviews.  

คนงานรังวัด

คนงานรังวัด....

ราส์ส กิโลหก.

คนที่ทำงานเป็นช่างรังวัด ต้องมีคนงานรังวัดเป็นลูกน้องซึ่งต้องออกไปทำงานร่วมกัน ลำพังช่างรังวัดต่อให้เก่งแค่ไหนก็ทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพาพวกคนงานเหล่านี้ ใครที่ได้ลูกน้องดีขยันขันแข็ง ก็สบายตัวไปไม่ต้องปากเปียกปากแฉะ เหนื่อยกายแล้วยังต้องเมื่อยปากอีก หากต้องเจอคนงานโง่ๆเซ่อๆต้องตะโกนกันลั่นทุ่งเพื่อให้ทำงานให้ถูกต้อง

การเป็นคนงานรังวัดไม่ใช่เป็นกันได้ง่ายๆ ต้องมีความสามารถพิเศษในการอ่านระยะจากสายวัดระยะ แต่ศัพท์ทางช่างกรมที่ดินเรียกว่า โซ่ ถ้าเรียกชื่อเต็มๆเรียกว่าโซ่ลาน ความยาวทั้งเส้น 40 เมตร ลักษณะเป็นเหล็กแบนๆกว้างเท่าเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก เล็กกว่าเส้นหมี่โคราชเล็กน้อย บนเส้นโซ่จะมีตุ่มทองเหลืองเล็กๆเพื่อแสดงตำแหน่งระยะ ความยาวของตุ่มเหล่านี้ยาว ช่วงละ 40 เซนติเมตร ทั้งเส้นจะมีอยู่ 100 ตุ่มถ้ารวมกันจะยาวทั้งสิ้น 4000 เซนติเมตร ก็คือ 40 เมตรนั่นเอง

ถ้านับจากปลายโซ่ด้านหนึ่ง เมื่อครบ 10 ตุ่ม ตุ่มที่ 10 จะไม่เป็นตุ่มคือจะเป็นแผ่นทองเหลืองลักษณะแบนๆ มีตัวเลข 1 กำกับไว้ให้รู้ว่าตรงนี้คือ 10 ตุ่มถ้านับต่อเนื่องมาอีก 20 คุ่ม ก็ทำนองเดียวกันจะมีตัวเลข 2 กำกับไว้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ที่แปลกคือมันจะไปสุดแค่เลข 4 เพราะตรงตุ่มทองเหลืองที่ 50 จะไม่เขียนว่าเลข 5 แต่มีเครื่องหมายแบ่งครึ่งคือมีขีดอยู่ที่กลางแผ่นทองเหลือง และถ้านับต่อไปจากจุดนี้ไปตุ่มที่ 60 จะไม่มีเลข 6 แต่กลายเป็นเลข 4 หมายความว่า การอ่านระยะของโซ่เส้นนี้จะอ่านจากทางด้านต้นก็ได้ หรือทางด้านปลายก็ได้..

นั่นคือ ถ้าอ่านจากด้านหนึ่ง นับไปจนถึง เลข 4 ถัดไปถึงกึ่งกลางก็คือหมายถึงตุ่ม 50 นั่นเอง ถ้านับเลยไปอีกจะพบเลข 4 อีกนั่นหมายความว่า มันคือ 60 ตุ่ม ถัดไปอีก เมื่อพบเลข 3 มันคือ 70 ตุ่ม ..ถึงบอกว่าคนที่ไม่มีความชำนาญจะอ่านระยะจากโซ่เหล่านี้ไม่ได้เลย....ที่สำคัญในระหว่างตุ่มต่างๆที่ยาว 40 เซนติเมตร ต้องใช้ความเม่นยำในการกะระยะ...คือ 10 ช่วงๆละ 4 เซนติเมตร เช่นในการขานระยะ...คนงานรังวัดจะอ่านว่า..

“ลูกพี่ ครับ ระยะวัดได้ 1 เส้น 25 ข้อ 3 ปอย 6”

ชาวบ้านหรือคนทั่วไปไม่รู้หรอกว่ามันเป็นระยะเท่าใด จะอธิบายให้ฟัง..

ระยะที่วัดนี้ถ้าคำนวณเป็นเมตรก็คือ
1 เส้น คือ 40 เมตร
25 ข้อคือ 25 ตุ่มทองเหลืองความยาวตุ่มละ 40 เซนติเมตรคือ 25X0. 40 = 10 เมตร
3 ปอยคือ 3 ส่วนใน 10 ส่วนของ 40 เซนติเมตร คือ 3X0.04 = 0.12 เมตร
คำสุดท้ายอ่าน 6 หมายความว่า 6 ส่วน ใน 10 ส่วนของ 4 เซนติเมตร ซึ่งแยกย่อยลงไปอีก คือ 0.024 เมตร
สรุประยะนี้คือ 40+10+ 0.12+0.024 = 50.144 เมตร..

คิดดูแล้วกันว่าถ้าคนทั่วไปหรือคนงานทั่วไปจะไม่สามารถทำงานเป็นคนงานรังวัดได้ ยังๆ ยังไม่หมด คนงานรังวัดต้องล่อห่วงคะแนนเป็น(ห่วงคะแนนคือเหล็กกลมยาวประมาณ 1 เมตรด้านหนึ่งแหลมส่วนอีกด้านทำเป็นห่วงเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตรสำหรับจับ) วิธีการคือ....

ในการวัดระยะต้องใช้คนงาน 2 คน (ถ้าใช้คนเดียวคงต้องนับก้าวเอา)..คนหนึ่งอยู่ที่ปลายโซ่ด้านหน้า เรียกว่าโซ่หน้า คนนี้ต้องถือห่วงคะแนนไว้ด้วยอย่างน้อยต้อง 5 อันเป็นมาตรฐาน เอามือจับที่หัวโซ่แล้วเดินไปยังตำแหน่งที่ต้องการวัดระยะ ส่วนคนที่ 2 เรียกว่าโซ่หลัง จะมีหน้าที่ปล่อยโซ่ออกจากจานโซ่ (จานโซ่เป็นเหล็กลักษณะกลมสองแผ่นประกบกันโดยมีแกนเหล็กยึดไว้ให้สองแผ่นติดกัน เพื่อให้มีช่องว่างของจาน ข้างๆจานโซ่จะมีเดือยยื่นออกมาพอสมควรเพื่อใช้ในการหมุน อีกด้านของจานจะมีสายรัดเป็นหนังเพื่อเอามือสอดเข้าไป เส้นโซ่จะม้วนตัวอยู่ในแกนของจานโซ่ เหมือนเชือกว่าว ที่ม้วนอยู่ที่กระป๋องนม เพียงแต่จานโซ่จะดีกว่าเพราะมีแกนหมุนให้เส้นโซ่เข้าหรือออกได้สะดวกกว่า)

เมื่อเดินจนหมดเส้นโซ่ คือระยะที่ต้องการวัดยาวกว่าเส้นโซ่ คนที่อยู่โซ่หน้าจะควักเอาห่วงคะแนนออกมา เอานิ้วคีบที่ปลายห่วง เพื่อให้น้ำหนักของเหล็กได้แนวดิ่งกับพื้นดิน คนที่อยู่โซ่หลังจะใช้สัญญาณมือ เพื่อบอกว่าให้ไปทางซ้ายหรือขวา จนกว่า จุดด้านหลัง จุดด้านหน้า และห่วงคะแนน จะอยู่ในแนวเดียวกัน คนที่อยู่โซ่หลังจะตวัดมือลงพื้นดิน หมายความว่าให้คนล่อห่วงคะแนนปล่อยเหล็กให้ปักลงดิน เมื่อเหล็กลงดินแล้ว คนโซ่หลังจะใช้สายตา( เซอร์เวย์ ) เล็งอีกครั้งว่า ทั้งสามจุดได้แนวเดียวหรือไม่ ถ้าได้แนวก็จะพยักหน้าตกลงเป็นอันใช้ได้ จัดการเอาตำแหน่งศูนย์บนโซ่ทาบลงในตำแหน่งจุดแรกบนพื้นดิน ส่วนคนที่อยู่โซ่หน้าก็เอาศูนย์ทาบลงดินโดยให้โซ่แนบกับห่วงคะแนนมากที่สุด หากไม่แนบอาจทำให้แนวที่เล็งไว้คลาดเคลื่อนได้ ดึงโซ่ให้ตึงแล้วเลื่อนห่วงคะแนนมาตามแนวเส้นโซ่ให้ตรงกับตำแหน่งศูนย์ของโซ่ เป็นอันว่าเราได้ระยะแรกแล้ว 40 เมตรเต็ม ที่เตือนกันบ่อยๆคือคนที่อยู่โซ่หลังต้องถอนห่วงคะแนนออกทุกครั้งที่วัดเสร็จ..เพราะ 1 ห่วงคือ 1 เส้นเป็นเหมือนนับไม้ติ้ว

พวกเขาจะทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะถึงจุดหมายที่ต้องการ คนที่ขานอ่านระยะคือโซ่หลัง..เช่น

“ลูกพี่ครับ ระยะนี้ 3 เส้น 30ข้อ 5 ปอย 6” คือจากระยะนี้ไม่ถึง 4 เส้น (หมายถึงห่วงอยู่ในมือของเขา 3 อัน เพราะเขาต้องถอนเหล็กออกทุกครั้งที่การวัดระยะผ่านไป) ไม่ต้องล่อห่วงอันที่ 4 นั่นคือระยะนี้ 3 เส้นกว่าๆ

พูดถึงจานโซ่ คนงานที่ชำนาญเขาจะม้วนเส้นโซ่เข้าจานได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่นาน เส้นโซ่ ยาว 40 เมตรจะหายวับเข้าไปในจานโซ่ เหมือนเล่นกล..คุณสมบัติของโซ่ลานนั้นเป็นเหล็กผสม มีความเหนียวและทนทาน แต่เปราะ คือถ้าโซ่บางส่วนม้วนเป็นคอไก่ถ้าไม่รีบคลายให้ตรง ยังดึงต่อไปมันจะหัก เปาะทันที ต้องไปให้ร้านที่บัดกรีสังกระสี จัดการเชื่อมต่อให้ใหม่ แต่ถ้าดึงกันตรงๆพวกคนเก่าๆเล่าว่าให้ช้างมาดึงโซ่ก็ไม่ขาด ไม่รู้จริงหรือเท็จไม่เคยลองซักที

ขอพูดถึงห่วงคะแนนบ้าง นอกจากจะใช้วัดระยะแล้วยังเป็นเครื่องมือใช้ทิ่มแทงลงไปในที่ดินเพื่อค้นหาหลักเขตเก่าอีกด้วย

ครั้งหนึ่งไปทำการรังวัดที่ดินแปลงของลุงน้อย...ตำบลหัวปลวก

“อ้ายเบี้ยว เอ็งไปแทงหาหลักเก่า ตรงโคกหัวนาข้างหน้า เจ้าของที่ดินบอกว่า มีหลักเก่าอยู่”

ตอนนั้นเป็นหน้าหนาว ลมหนาวพัดตึงๆท้องนาแห้งมีแต่กอซังข้าว อ้ายเป๋ กับอ้ายง่อย ที่ยืนอยู่ข้างๆนึกสนุก พวกมันถือห่วงคะแนนคนละอัน วิ่งตามอ้ายเบี้ยวไปด้วย... ด้วยความคะนองร้อง เย้ๆๆกันสนุกปาก วิ่งไปได้ประมาณ 2 เส้น ได้เรื่องครับได้เรื่อง..

ตรงป่าละเมาะบนโคกใหญ่ที่พวกคนงานกำลังจะผ่านไป..มีเสียงคนร้องโวยวายด้วยความตกใจมาจากป่า สักพักเห็นมีหญิงแก่3 คน วิ่งเตลิดออกไปด้านหลังป่า ผ้าถุงแทบหลุดลุ่ย แต่ละคนอุ้มไหคู่ชีพออกไปด้วย...แป๊บเดียวหายเงียบเข้าป่าใหญ่ไปเลย..

ลุงน้อยเจ้าของที่ดินบอกว่า มันคงนึกว่าเจ้าหน้าที่สรรพสามิตมาแทงไหเหล้า คนวิ่งนำหน้าคือ อีปริก อี่นี่ชอบหมักเหล้าขาย..

**********************

พวกคนงานรังวัดที่อายุงานมากๆพวกนี้เขี้ยวรอบตัวถ้ามีช่างย้ายมาใหม่ๆ มักโดนแหกตาอยู่บ่อยๆ...

“พี่ครับ” เสียงนรชาติ ช่างรุ่นน้องที่ย้ายมาใหม่จากกรุงเทพฯ พูดขึ้นที่หน้าโต๊ะ

“มีอะไร นรชาติ”

“โซ่ที่นี่เปราะจังเลยพี่ ผมไปรังวัดทีไรโซ่หักทุกครั้งเลย นับได้สามครั้งแล้วพี่ เสียทั้งเวลาและเงินค่าจ้างคนงานเพราะต้องกลับไปทำงานซ้ำอีกรอบในวันหลัง ”

“นายเอาใครไปเป็นคนงาน”

“เด็กบ้านเสือขบชื่อ แบะแล้วก็ ชื่อ แก่ ครับ”

ผมถอนใจ “อ้ายสองตัวนี้มันมือหักโซ่”

“หมายความว่าไงครับพี่ ?”

“โซ่จะหักตอนใกล้เที่ยงใช่ไหม ? แล้วเจ้าของที่ดินต้มไก่รอพร้อมเหล้า”

“โอ้ ! โห้ พี่แสนรู้.....อุ๊ยๆๆขอโทษพี่” เขายกมือไหว้

“อ้ายเวร”ผมนึกในใจ..

เขาเดินใกล้เข้ามา “ตรงเป๊ะ เลยพี่”

“พอโซ่ขาดก็เลิกงาน กินเหล้าแกล้มต้มไก่”

“เป๊ะเลยพี่”

พวกมันรับน้องใหม่อย่างเอ็ง ไงล่ะ..

ผมชวนนรชาติไปกินเหล้าตอนเย็น เดี๋ยวข้าจะฝึกวิชาปราบมารให้ อ้ายน้อง !

**************************************

วันต่อมาผมนั่งทำงานที่สำนักงานถึงเย็นเพราะมีงานคั่งค้างอยู่ เกือบหกโมงเย็น นรชาติกลับมาจากท้องที่ หลังจากรังวัดที่ดินเสร็จ ที่ตำบลดอนพุด อ้ายแบะและอ้ายแก่เดินตามหลังมา ในมือถือเครื่องมือรังวัด..หน้าตามันทั้งคู่บอกบุญไม่รับ..

ตรงกันข้ามกับ นรชาติ หน้าตาบานเป็นกระด้ง..เขาเดินตรงมาที่ผมนั่งอยู่

“อยู่หมัดเลยพี่ ทำตามที่พี่บอก พวกมันหงอยไปเลย”

ผมแนะนำนรชาติว่า ถ้ามันแอบหักโซ่ ให้เอาโซ่หักๆนั่นแหละวัดต่อไป เหลือแค่ไหนเอาแค่นั้นวัด โซ่สั้นคนงานรังวัดก็จะลำบาก เพราะต้องขยับเส้นต่อเส้นมากขึ้น 100 เมตรแทนที่จะล่อห่วงแค่ 2 ครั้ง ถ้าโซ่สั้นต้องล่อห่วงมากครั้งขึ้นความลำบากของคนวัดก็เพิ่มมากขึ้น...นี่แหละวิชาหักเขี้ยว..สุนัข..

****************************************

ยังมีอีก พวกที่เอาเปรียบคนงานด้วยกัน ตอนเช้าๆตรงหน้าสำนักงาน พวกคนงานรังวัดจะมานั่งรอเพื่อไปทำงานกับลูกพี่ ส่วนมากจะนัดกันล่วงหน้าแล้ว

“พี่ๆๆวันนี้ผมปวดท้อง พี่หาคนอื่นแทนแล้วกัน” อ้ายแบะเอามือกุมท้องบอกกับช่างรังวัด

“เฮ้ย ! มาบอกอะไรตอนนี้ แล้วข้าจะหาใครแทนได้ล่ะนี่” เล่นเอาลูกพี่หัวเสียเพราะต้องเสียเวลาไปหาคนงานคนอื่น

******************************************

แต่คนหัวดีแอบมาหาช่างอีกคน

“พี่เบิ้ม วันนี้ผมขอออกด้วยนะพี่” อ้ายแบะยิ้มร่า

“ได้เลยๆ ไปกับกู” น้าเบิ้มยิ้มที่มุมปาก

อ้ายแบะคงไม่ได้ดูดวงก่อนออกจากบ้าน จึงเป็นวันโลกาวินาศสำหรับมัน

น้าเบิ้มกลับจากทำงานเกือบมืด สภาพอ้ายแบะ มอมแมมเหมือนไปฟัดกับน้องควายมา..

น้าเบิ้มหันมายักคิ้วกับผม..

กูรู้ว่าอ้ายนี่มันแสบ แต่ขอโทษเหนืออ้ายแบะยังมีกู...เบิ้ม บางเบิดเว้ย !...

มันเป็นไง น้า ?

“มันจะมาตอนเช้าๆแล้วแอบไปเปิดดูเรื่องรังวัดของช่าง เพื่อดูว่าช่างคนไหนรังวัดที่ไหนเนื้อที่มากหรือน้อย ถ้าเจอคนไหนงานแปลงเล็กและวัดง่ายๆ ก็เข้าประกบอ้อนขอไปด้วย..แต่ถ้าเห็นว่าใครมีงานแปลงใหญ่วัดยากและอยู่ไกลๆ มันแทบไม่เฉียดเข้าไปใกล้ช่างคนนั้น กลัวถูกชวนไปด้วย”..

“แล้ววันนี้เป็นไง ? เมื่อเช้าเห็นมันมาอ้อนไปกับน้าไม่ใช่หรือ ?”

“ก็ไม่ไง ตอนเช้าข้าเอาเรื่องรังวัดที่มีเนื้อที่ แค่ 50 ตารางวามาใส่แฟ้มเอาไว้ มันมาแอบดู แล้วคงนึกว่าวันนี้รังวัดแค่ 50 ตารางวา”

“แล้วจริงๆ เท่าไหร่”

“ไม่มากหรอก น้อง แค่ 99 ไร่ขาดร้อยแค่ 1 ไร่ ทั้งไกล ทั้งรก คลองชลประทานตัดกลางแปลงอีกต่างหาก กว่าจะได้กินข้าวกลางวันเกือบบ่ายสอง งานก็ยังไม่เสร็จกินข้าวแล้วต้องทำต่ออีก กว่าจะเสร็จเล่นเอามืด สะใจจริงๆ อ้ายแบะถึงกับหน้ามืดลมจับ ขาสั่นดิกๆ คงเข็ดไปนาน สมน้ำหน้ามัน”....




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2553    
Last Update : 8 สิงหาคม 2553 11:08:19 น.
Counter : 439 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

สวนดอก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add สวนดอก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.