อดีตชาวดิน สระบุรี กรมที่ดิน (ราส์ส กิโลหก)
Group Blog
 
All Blogs
 
ไปดู...ผี..!!(ตอนที่ 1)

ไปดู...ผี

ราส์ส กิโลหก


เมื่อประมาณ พ.ศ. 2518 ช่วงฤดูหนาวชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าว ผมมีคิวออกไปทำการรังวัดที่ดินให้กับเจ้าของที่ดินรายหนึ่ง ณ พื้นที่ในตำบลเล็กๆของจังหวัดฯ


ลุงบุญ คือเจ้าของที่ดินและเป็นผู้ยื่นคำร้องตามระเบียบขอให้เจ้าหน้าที่ออกไปทำการรังวัด แกมารับเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเมื่อเวลา 8.30 น. โดยใช้รถกระบะเก่าๆมาจอดรอ ผมและลูกน้องอีก 3 คนช่วยกันจัดเครื่องไม้เครื่องมือรังวัดพร้อมขนหลักเขตที่ดินขึ้นรถ เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทางกัน.


ผมนั่งที่หน้ารถคู่กับลุงบุญและคนขับรถอีกคน รถคันนี้ลุงบุญจ้างมาเพื่อรับและส่งเจ้าหน้าที่คือพวกผมนี่แหละ .! รถวิ่งปุเลงไปบนถนนซึ่งเป็นดินล้วนๆ ล้อรถวิ่งบดลงไปบนถนนดินเกิดเป็นฝุ่นกลุ่มใหญ่ฟุ้งตามติดหลังรถไปตลอดทางเหมือนหางเครื่องบินไอพ่น ผมนั่งอยู่ด้านหน้ารถไม่เท่าไหร่ สงสารแต่พวกที่นั่งอยู่หลังรถ คงสูดฝุ่นกันเต็มปอด ผมเผ้าไม่ต้องย้อมแดงเถือกกลายเป็นฝรั่งขี้นก..


ขณะที่รถวิ่งไปตามทาง ลุงแกเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสภาพของหมู่บ้านและความเป็นอยู่ต่างๆของชาวบ้านแถบนี้ แกเล่าว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและฐานะยากจน บ้านเรือนยังมีอยู่ไม่มากนักปลูกกันอยู่ห่างๆไม่หนาแน่น ความเจริญยังไปไม่ถึงกระแสไฟฟ้ายังไม่มีใช้ อาศัยตะเกียงเป็นหลัก ส่วนน้ำกินน้ำใช้ขุดเอาจากบ่อ และรองน้ำฝนไว้ในตุ่มใหญ่ในตอนหน้าฝน ถนนหนทางไม่ต้องพูดถึงเมื่อถึงฤดูฝนจะมีสภาพเละตุ้มเป๊ะ แทบไม่มีสภาพเป็นถนนมองดูเหมือนทะเลโคลน ระยะทางแค่ไม่ถึง10 กิโลเมตรจากถนนใหญ่ ใช้เวลาเดินทางเป็นชั่วโมง.


สมัยนั้นไม่มีสถานีอนามัยกระจายไปยังพื้นที่ห่างไกลมากเหมือนสมัยนี้ หากมีคนป่วยฉุกเฉินถูกสัตว์ร้ายต่างๆเช่นงูพิษขบกัดเอา หรือหญิงท้องแก่คลอดลูก และอุบัติเหตุต่างๆการนำผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาลจะทุลักทุเลและเป็นเรื่องที่มีปัญหามาก ในบางครั้งไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อยที่เดียว


คุยกันเพลินๆ เกือบ 10 โมงเช้า จึงถึงบ้านลุงบุญ คนขับเอารถเข้าไปจอดที่ในบ้าน ซึ่งสร้างอยู่บนที่นาของแกนั่นเอง บนส่วนที่เรียกว่าโคกคือเป็นพื้นที่สูงกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ เนื้อที่ประมาณ 2 งาน สภาพบ้านก็เหมือนบ้านนอกทั่วไปเป็นบ้านสองชั้นใต้ถุนสูงด้านล่างกั้นเป็นคอกสำหรับเก็บวัวควายในช่วงมืดค่ำ ส่วนด้านบนเป็นชานบ้านโล่งๆมีแต่ฝาบ้านแต่ไม่มีห้อง แลดูโล่งๆมีต้นไม้ใหญ่รอบบ้านหลายต้นทำให้เกิดความร่มเย็นตามธรรมชาติ


ผมมองดูรอบๆเห็นว่า บริเวณแถวๆนี้นอกจากบ้านลุงบุญแล้ว ไม่มีบ้านใครมองเห็นแต่ท้องนา.


“ลุง ! แถวๆนี้ไม่มีบ้านใครเลยหรือ ? มันเงียบๆนะ ตอนกลางคืนสงสัยมืดเหมือนอยู่ในถ้ำ” ผมถามแกด้วยความแปลกใจ ยังนึกในใจว่าใครมายกที่ดินให้ผมฟรีๆแถวนี้ ก็คงไม่รับ.


“ผมอยู่จนชินแล้ว ! แต่ที่ท้ายนามีบ้านอยู่อีกหลังติดกับที่ดินผม เจ้าของชื่อ นางแป้น” ลุงบุญยืนเอาผ้าขาวม้าพันที่หัวเตรียมตัวออกไปรังวัดที่ดินกัน.


“หา! ท้ายนายังมีบ้านคนอีกหรือ ?” ผมพูดลอยๆเพราะขนาดที่บ้านลุงบุญยังเปลี่ยวขนาดนี้ นี่ลึกเข้าไปถึงท้ายที่นาซึ่งอยู่ด้านในเข้าไปอีกจะขนาดไหน


จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์การรังวัดเสร็จก็เดินออกมา เพื่อเริ่มรังวัดที่ดินลุงบุญกัน นาของแกมีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ สภาพพื้นที่เพิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จใหม่ๆตอซังข้าวยังสดๆ พวกคนงานรังวัดตัดเอาตอซังข้าวมาทำเป็นปี่เป่าเล่นกันสนุก อากาศหน้าหนาวลมหนาวพัดเย็นสบาย พวกช่างรังวัดชอบทำการรังวัดที่ดินตอนหน้าหนาวเพราะอากาศเย็นสบายดี พื้นดินแห้งไม่รกเดินสบายเหมาะแก่การรังวัด


การรังวัดและปักหลักเขตที่ดินนั้น เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงจะต้องมาร่วมในการรังวัดด้วย แนวเขตที่ติดต่อกันถ้าจะต้องปักหลักเขตใหม่ ต้องปักกันต่อหน้ากันทั้งสามฝ่ายคือเจ้าของที่ดิน , เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงด้านที่ติดกัน และเจ้าหน้าที่ก็คือช่างรังวัด เมื่อตกลงพร้อมใจกันก็ขุดฝังหลักเขตได้


การรังวัดดำเนินไปรอบๆแปลงที่ดิน โดยมีเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงที่เกี่ยวข้องเดินตามไปด้วย แต่เมื่อสุดเขตของตัวเองแล้วก็หมดหน้าที่ เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงด้านถัดไปก็จะรับหน้าที่ต่อเป็นลูกโซ่ จะเป็นเช่นนี้จนรอบแปลงที่ดิน


เรารังวัดมาถึงด้านท้ายแปลงที่ดิน ผมมองแลเห็นบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนสูงหลังหนึ่งปลูกอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ หลายต้นจนดูเหมือนบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในป่า


“ข้างเคียงด้านนี้ ติดกับที่ดินของนางแป้น และบ้านหลังที่มองเห็นเป็นบ้านของนางแป้น ครับ” ลุงบุญหันหน้ามาบอกเมื่อเราเดินเกือบจะถึงแนวเขตที่ดินนางแป้น


พอเข้าไปใกล้และมองเห็นสภาพบ้านนางแป้นชัดๆ ผมตกใจนิดนึงเพราะตัวบ้านเต็มไปด้วยไม้เลี้อย พากันไต่ยั๊วเยี้ยเกาะตามเสาบ้าน ฝาบ้าน โดยเฉพาะตรงบริเวณวงกบหน้าต่างจะห้อยกันเป็นพวง เนื่องจากบ้านนี้มีแต่ช่องวงกบแต่ไม่มีบานหน้าต่าง ยิ่งตรงใต้ถุนบ้านยิ่งรกเป็นดงไม้เพราะมีต้นไม้ล้มลุกขึ้นอยู่เต็ม สภาพเหมาะเป็นที่อยู่อาศัยของพวกงูและสัตว์เลี้อยคลานต่างๆ


“บ้านคนอยู่หรือผีอยู่นะลุง ?” เสียงตะโกนของอ้าย เบี้ยว คนงานรังวัดตะโกนขึ้นมาอย่างคะนองปาก


ลุงบุญเดินเข้ามาหาผม หันหน้าไปมองตัวบ้านแบบหวาดๆ พอหันหน้ากลับมาแล้วกระซิบเบาๆ


“นายช่างครับ ! บ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่ เจ้าของบ้านตายหมดแล้ว ตายไปหลายปีแล้วครับ !!”


ผมมองดูสภาพบ้านแล้วนึกถึงปราสาทผีดิบที่เห็นในหนังผีทั่วๆไป ถ้ามีคนอยู่ก็คงเป็นเรื่องแปลก !เมื่อเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงไม่มีใครอยู่ และเห็นว่าแนวเขตที่ดินมีคันนาเป็นเขตที่ชัดเจนอยู่แล้ว ผมจึงให้ลุงบุญปักหลักเขตไปได้เลย ทำงานกันเสร็จเกือบห้าโมงเย็น จึงพากันเดินกลับมาที่บ้านลุงบุญเพื่อเตรียมตัวกลับ
แต่ลุงบุญกลับสั่งให้เมียไปก่อเตาเพื่อต้มยำปลาช่อน ตัวแกเอาเสื่อมาปูที่นอกชานหน้าบ้านพร้อมเรียกผมและคณะขึ้นมานั่ง แกเอาเหล้าป่าซึ่งน้ำใสเป็นตาตั๊กแตน ประเภทจุดไฟลุกพรึบ ! เอามาวางให้ 2 ขวดจานชามเปล่าๆหลายใบ และแก้วเหล้า 1 ใบ


“อากาศมันหนาว กินยาแก้หนาวกันก่อน” จริงของแกตอนนี้อากาศก็เย็นลมหนาวก็พัด ตูมๆๆ จนเรือนชานที่เรานั่งกันอยู่ ออกอาการสั่นๆเมื่อลมหนาวตะบึงซัดเข้ามาเป็นช่วงๆ


นี่คือไมตรีที่บริสุทธิ์ของชาวบ้าน เป็นน้ำใจที่ใสซื่อและจริงใจ เป็นความน่ารักอย่างหนึ่งของคนที่บางคนดูถูกเขาว่าเป็นคนด้อยการศึกษา .!


อากาศรอบตัวเริ่มมืดทั้งที่ยังไม่ถึง 1 ทุ่ม ฤดูหนาวอากาศจะมืดเร็ว เพราะเหตุที่เวลากลางคืนยาวกว่ากลางวันนักภูมิศาสตร์หัวล้านๆคนหนึ่งท่านว่าไว้ ลมหนาวยังพัดตึงๆตลอดเวลา มันเหมือนเสียงคนตรีของธรรมชาติที่ดังอยู่รอบๆตัว


การกินเหล้าของชาวบ้านแถวนี้ไม่เหมือนคนในเมืองกิน แต่จะใช้แก้วใบเดียวกินกันรอบวง การกินเหล้าป่าไม่มีทั้งโซดาและน้ำแข็ง กรรมวิธีคือ จะมีคนในวงเหล้าด้วยกันนั่นแหละ เป็นคนริน(ขุนรินสุราพ่าย) จะรินประมาณ เศษหนึ่งส่วนสี่ของปริมาตรแก้ว เมื่อมีผู้รับแก้วเหล้าและยกดื่มเข้าปากเรียบร้อย จะต้องเอาแก้วมาคืนให้ผู้ริน เพื่อจะรินให้กับคนที่นั่งถัดไปเอาไปดื่มต่อเป็นลำดับ ทำอย่างนี้เรื่อยๆเป็นวงรอบ นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านทำให้ผู้มาร่วมวงเหล้าได้กินเหล้าเฉลี่ยเท่าๆกันทุกคน. ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน เวลาเมาจะได้เมาพร้อมๆกัน พูดภาษาเมากันได้รู้เรื่อง.


กินกันไปคุยกันไป โดยเฉพาะกับแกล้มต้มยำปลาช่อนฝีมือแม่บ้านของลุงบุญ สดทั้งปลาทั้งพริกผักรสชาติสุดแซบๆๆร้านค้าในตลาดเทียบไม่ติด เสริมด้วยบรรยากาศธรรมชาติล้วนๆของจริงแบบนี้ กินกันเพลินจนเหล้าหมดไป 1 ขวดแบบไม่รู้ตัวเพราะอากาศหนาวเย็นทำให้ร่างกายต่อสู้กับดีกรีจากเหล้าป่าได้อย่างสูสีโดยยังไม่มีใครแพ้ชนะคือความเมายังมาไม่ถึง มีแต่ความสนุกจากการกินการคุย เหล้าขวดที่ 2 ถูกยกมาเสริมเพื่อไม่ให้ขาดตอน


ในช่วงจังหวะหนึ่ง ผมหวนนึกถึงคำพูดของลุงบุญเมื่อตอนบ่าย เกี่ยวกับบ้านนางแป้นที่ปลูกอยู่ที่ปลายนา ทำนองว่ามีคนตายหมดทั้งบ้านและตายมาหลายปีแล้วด้วย มันรบกวนความรู้สึกจนขจัดออกจากหัวไม่ได้ จึงร้องถามเรื่องนี้ขึ้นมาในวงเหล้า


“ลุงบุญ ! ช่วยเล่าเรื่องนางแป้นให้ผมฟัง หน่อยเรื่องราวมันเป็นยังไง ?”


“ถ้าอยากรู้ลุงจะเล่าให้ฟัง !” แกขยับตัวพร้อมตั้งท่าเตรียมบรรยาย แก้วเหล้าถึงคิวลุงแกพอดี ยกแก้วขึ้นซดเหล้าหายวาบเข้าไปในคอ กระแอมนิดหน่อยพอเป็นพิธี .


หลายปีมาแล้ว ทิดน้อยพื้นเพเป็นคนอำเภอนี้แหละ แต่ต่างหมู่บ้านซึ่งก็ไม่ไกลจากหมู่บ้านนี้เท่าไหร่ ส่วนนางแป้นเป็นคนที่อื่นมารับจ้างเกี่ยวข้าวแถวบ้านของทิดน้อย เกิดชอบพอกันได้เสียกันแต่พ่อ-แม่ทิดน้อยไม่ชอบนางแป้น เพราะเป็นคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีนมาก่อน จึงไม่ยอมให้พาเข้ามาอยู่ในบ้าน ไล่ให้มาอยู่กันเองที่นามรดกเก่า คือที่ดินแปลงที่อยู่ด้านท้ายที่มีบ้านร้างตั้งอยู่. .


สองผัวเมียจึงมาปลูกบ้านอาศัยอยู่ และทำนาเป็นอาชีพ ต่อมาไม่นานนางแป้นผู้เป็นเมียได้ตั้งท้องลูกคนแรกเวลาผ่านมาจนท้องโตได้ประมาณ 6 เดือน คืนวันหนึ่งฝนตกทิดน้อยออกไปหาปลาส่องกบส่องเขียดตามแถวๆที่นาของแกเองเหมือนทุกครั้งที่ฝนตก แต่ครั้งนี้เหมือนชะตาฟ้าลิขิตโชคไม่ดีโดนงูเห่าที่ออกมาหากินเหมือนกันกัดที่น่อง ตอนที่โดนกัดเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว ฝนก็ตกไม่หยุด สองผัวเมียตะเกียกตะกายออกมาหาที่บ้านให้ช่วยพาไปโรงพยาบาล แต่ไม่ทันการ เข้าใจว่างูคงตัวใหญ่พิษมาก ทิดน้อยจึงตายคาบ้านของลุงบุญโดยยังไม่ทันได้พาไปไหน.


นางแป้นนั้นไม่มีพี่น้องที่ไหน จึงต้องจำใจอยู่ที่บ้านคนเดียวเพราะพ่อแม่ทางทิดน้อยไม่ใส่ใจไม่สนใจปล่อยตามยถากรรมทั้งที่ท้องจวนจะคลอดลูก แล้วก็กลายเป็นนิยายเศร้าพระเจ้าคงไม่อยากให้พรากจากกัน นางแป้นไม่ทันได้คลอดลูก ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ? ถูกงูอะไรก็ไม่รู้กัดตายท้องกลมคาบ้านไปอีกคน.


ลุงบุญตีบทแตก ทำเสียงสูงๆต่ำหรี่เสียงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบให้ดูน่ากลัวและเล่าต่อว่า “ที่น่าแปลกคือ ตอนที่ไปเจอศพนางแป้นมันไปนอนตายอยู่ในมุ้งบนบ้าน สภาพขึ้นอืดแล้ว ดูเหมือนว่ามันยอมตาย เพราะมีผ้าห่มคลุมตัวอย่างเรียบร้อย ส่วนที่รู้ว่าถูกงูกัดเพราะกำนันที่มาดูศพเห็นรอยเขี้ยวงู 2 รูที่หลังเท้า” ถึงตอนนี้พวกคนฟังคงจินตนาการไปถึงคนที่นอนตายอืดอยู่ในมุ้ง นึกภาพแล้วสยอง.


เหล้าขวดที่ 2 พร่องไปเกือบจะหมด ลุงบุญติดลมแกตะโกนสั่งให้คนขับรถรับจ้าง ที่มาจอดรอรับพวกเรากลับ ให้ไปซื้อเหล้าป่าจากบ้านคนที่ต้มเหล้าขายซึ่งอยู่ห่างไปประมาณเกือบกิโลฯมาอีก 2 ขวด ผมทำเป็นร้องห้ามเป็นพิธีว่ามืดค่ำแล้วนะ แต่ใจจริงยังก็อยากกินต่อ อารมณ์ติดลมบนเสียแล้ว.


ลุงบุญกำลังน้ำลายแตกฟอง. แกเล่าต่อไปว่า.


ตอนตายกันใหม่ๆก็ไม่มีอะไร เวลาที่ไปไถนาผ่านแถวนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ตอนหลังๆชักมีอะไรแปลกๆ ทุกครั้งที่ผ่านไปแถวนั้นมันเหมือนมีคนมองออกมาจากด้านใน พอรีบหันกลับไปมองมีความรู้สึกว่ามีเงาดำๆหลบวูบจากช่องหน้าต่างหายไป เป็นอย่างนี้หลายครั้ง นึกอดสงสัยไม่ได้คิดในใจว่ามีใครแอบเข้าไปอยู่ในบ้านหรือเปล่า .?


จนวันหนึ่งตอนเที่ยงกินข้าวที่เถียงนาจนอิ่มดีแล้ว ทั้งอากาศดีท้องฟ้าสว่างแจ่มใส จึงรวบรวมความกล้าหลังจากที่อิดออดอยู่หลายครั้ง จำใจเดินเข้าไปสำรวจในบริเวณบ้านเดินมาถึง ตรงบันใดที่จะขึ้นบ้านรกทึบไปด้วยไม้เลี้อย มองดูแล้วไม่น่ามีใครเดินขึ้นไปได้ เพื่อให้หายสงสัยจึงเอามีดตะขอยาวถากถางจนพอเดินขึ้นไปได้


สภาพบนบ้านมองเห็นมุ้งและผ้าห่ม ที่นางแป้นเคยนอนตายยังอยู่ไม่มีใครเก็บไปไหน ยังมีตู้เสื้อผ้าพลาสติค เตาถ่าน หม้อข้าว ถ้วยชามรามไห วางอยู่ระเกะระกะไม่เป็นที่เป็นทาง ฝุ่นจับหนาเตอะ ตามใต้หลังคามีแต่ใยแมงมุมจนไม่มีพื้นที่ว่าง มองสังเกตที่พื้นบ้านซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นไม่มีรอยเท้าของคนจึงแน่ใจว่าไม่มีคนขึ้นมาบนบ้านนี้แน่ ! เดินกลับออกมาพร้อมกับนึกในใจว่าที่เห็นเงาดำๆมันเป็นอะไร ?.


“จนวันหนึ่งผมโดนเข้ากับตัวเองเต็มๆ” ลุงบุญคว้าแก้วเหล้าซัดเข้าปากอย่างสะใจ .ท่ามกลางลมหนาวพัดผ่านต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆวงเหล้า เสียงซู่ซ่าๆๆของกิ่งไม้ สร้างบรรยากาศทำให้ผู้ฟังที่นั่งอยู่รอบๆวงเริ่มเอามือกอดอกขยับตัวชิดกันมากกว่าเดิม


วันนั้นเอาควายออกไปไถนาตามปกติ จนถึงเย็นแต่วันนี้ตั้งใจจะไถให้เสร็จเพราะเหลืออีกไม่มาก แต่เจ้ากรรมพื้นสุดท้ายตรงกับหน้าบ้านนางแป้นพอดี ท้องฟ้ายังไม่มืดแค่โพล้เพล้ก็ไถนาเสร็จเตรียมตัวกลับบ้าน ไม่รู้นึกยังไงหันหน้ามองไปที่บ้านนางแป้น เห็นอะไรแว๊บๆตรงหน้าต่าง พอปรับสายตาจนได้ที่ ภาพที่เห็นทำเอาขนลุกซู่มาถึงหนังหัว ที่ช่องหน้าต่างมีเงาดำของคนโผล่อยู่และไม่ยอมหลบไปไหน เอามือขยี้ตาขยี้แล้วขยี้อีกเพราะคิดว่าตาฝาด แต่เงาดำเหมือนคนก็ยังอยู่ มองไปอีกครั้งก็ยังเห็นเหมือนเดิม รีบโกยอ้าวกลับบ้านแทบไม่ทัน แป้นเอ๊ย ! ไปที่ชอบๆเถอะเดี๋ยวจะทำบุญไปให้ เดินไปท่องไป ตลอดทาง.


ตั้งแต่นั้นมาเกิดเฮี้ยนไม่เลิก หลอกทั้งกลางวันและกลางคืน จนไม่มีใครกล้าเดินเฉียดแถวนั้น พ่อ-แม่ทิดน้อยเคยคิดจะรื้อบ้านไปถวายวัด ช่างไม้แถวบ้านที่รู้ประวัติไม่มีใครกล้ามารื้อ ต้องไปจ้างช่างต่างถิ่นมารื้อ ปรากฏพวกช่างโดนเล่นงานจนเป็นไข้หัวโกร๋นกันถ้วนหน้า ต่อมาจึงไม่มีใครไปยุ่งอีกปล่อยเป็นบ้านร้างทิ้งไว้ เรื่องขโมยตัดทิ้งไปได้ไม่เคยได้ยิน ผีหวงบ้านซะอย่างงั้น ใครกล้าเข้ามาขโมยก็ช่วยไม่ได้.


ยิ่งดึกลมยิ่งแรงอากาศก็เย็นจนแทบทนไม่ไหว เพราะทั้งลมทั้งหนาวกระหน่ำมาพร้อมๆกัน ดีที่ได้อาศัยฤทธิ์เหล้าเกือบ 4 ขวดเป็นยาต้านลมหนาวได้พอสมควร ไม่งั้นปอดบวมรับประทานแน่ๆลุงบุญเริ่มเมาเสียงอ้อแอ้ ผมเห็นว่าดึกมากแล้วและอากาศคงหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ จึงขอตัวแกลากลับสำหรับเจ้าของรถรับจ้างก็ใจดีนอนรอได้จนดึกดื่น เห็นว่าเจ้าของรถเป็นหลานของแกเอง.


หลังจากนั้นอีกหลายวัน วันนั้นเป็นวันหยุดราชการไม่มีธุระที่ไหนตามประสาคนที่ไม่มีภาระอะไร ผมนัดพรรคพวกมาตั้งวงกินเหล้ากันตั้งแต่เที่ยงวัน นัดมากินกันที่บ้านพักของผมซึ่งเช่าอยู่คนเดียวเพราะผมยังเป็นโสดไม่มีครอบครัว โดยมีขาประจำที่ไม่ต้องเรียกไกลคือจ่าย้อยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเช่า จ่าย้อยอายุประมาณ 50 กว่าปีแกเป็นตำรวจประจำอยู่สถานีตำรวจในจังหวัดที่ผมทำงานอยู่


พรรคพวกที่นัดมา คือเพื่อนทำงานที่เดียวกันกับผมเป็นช่างรังวัดเหมือนกัน คือ สาธิต เบิ้ม สมาน และที่ขาดไม่ได้คืออ้ายเบี้ยวลูกน้องคนสนิทของผม เพราะต้องอาศัยให้มันวิ่งซื้อเหล้า น้ำแข็ง โซดา กับแกล้มเหล้า ฯลฯ ตั้งวงเหล้าที่ไรเป็นลาภปากของอ้ายเบี้ยวทุกครั้ง.


กินกันไปคุยกันไป จนวกเข้ามาเรื่องผีจนได้..


“ผีนางแป้น ที่อยู่ท้ายนาลุงบุญ เฮี้ยนจริงๆ นะจ่าฯ หลอกคนเป็นว่าเล่น ไม่เลือกว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน” อ้ายเบี้ยวหันหน้าไปมองหน้าจ่าย้อย โดยมันยืนพูดมาจากข้างวงเหล้าเพราะไม่ได้นั่งร่วมวงต้องคอยบริการชงเหล้าอยู่ข้างๆวง


จ่าย้อยทำท่าไม่เชื่อ แกบอกว่า “ผมเป็นตำรวจมาร่วม 20 ปีไม่เคยเห็นผีที่ไหนหลอก ! ผีไม่มีในโลกและผมก็ไม่กลัวผีด้วย” จ่าทำเป็นเก่ง


“บ้านผีนางแป้นอยู่ไกลมั๊ย ! พาจ่าแกไปดูหน่อย” สาธิตซึ่งนั่งอยู่ข้างจ่าย้อย พูดอย่างติดตลกแล้วหัวเราะชอบใจ คงพูดหยอกเล่นมากกว่า.


แต่ผิดคาด จ่าย้อยพูดสวนออกมาเสียงดังแข็งขัน “ไปก็ได้ ไปกันคืนนี้เลย เดี๋ยวจะหาว่าจ่าย้อยกลัวผี ! รถตู้ส่งของผมมี เอารถผมไปก็ได้”.
( จบตอนที่ 1 รออ่านต่อตอนจบ)




Create Date : 29 กันยายน 2551
Last Update : 29 กันยายน 2551 15:43:18 น. 3 comments
Counter : 296 Pageviews.

 
รออ่านตอนสองนะคับบบ


โดย: ใบสีทอง วันที่: 29 กันยายน 2551 เวลา:16:18:23 น.  

 
ตอนจบ ลงให้แล้วจ้า....

..ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ...


โดย: สวนดอก วันที่: 2 ตุลาคม 2551 เวลา:7:20:02 น.  

 


โดย: amulet108 วันที่: 14 พฤษภาคม 2555 เวลา:17:13:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สวนดอก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add สวนดอก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.