อดีตชาวดิน สระบุรี กรมที่ดิน (ราส์ส กิโลหก)
Group Blog
 
All Blogs
 

เฉียด....

เฉียด....

ราส์ส กิโลหก


สมหญิงนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนรถเมล์ประจำทาง ที่วิ่งคืบคลานอย่างเชื่องช้าเป็นเรือเกลือเพราะความหนาแน่นของประชากรรถยนต์ สายตาเหลือบมองดูนาฬิกาที่ข้อมือตลอดเวลา เกือบหกโมงเย็นแล้วบรรยากาศด้านนอกรถมืดครึ้ม มีเสียงฟ้าร้องมาให้ได้ยินเป็นบางครั้ง เป็นอาการธรรมชาติที่บ่งบอกว่าฝนกำลังจะตก.


เธอนึกโทษตัวเองว่าไม่น่าไปงานวัดเกิดของเพื่อนร่วมห้องเรียน ที่จัดขึ้นที่บ้านของเขาหลังจากเลิกเรียนในวันนี้ ครั้นจะบอกปัดก็ไม่ได้เพราะเพื่อนๆในห้องไปกันหมด จึงจำใจไปร่วมงานเพื่อไม่ให้เพื่อนเสียน้ำใจ บ้านพักของสมหญิงอยู่ห่างจากบ้านเพื่อนคนนี้มาก การเดินทางกลับถึงบ้านคงใช้เวลาเป็นชั่วโมงยิ่งรถติดก็จะเสียเวลาเพิ่มขึ้น แถมลงจากรถเมล์แล้วยังต้องเดินเข้าไปในซอยอีกเป็นกิโลฯ.


สมหญิงอาศัยอยู่กับแม่เพียง 2 คนตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยพบหน้าผู้เป็นพ่อ หากถามถึงพ่อ แม่จะตอบแบบเย็นชาว่าเขาได้ตายไปแล้วตั้งแต่สมหญิงยังไม่เกิด สมหญิงเรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.3 โรงเรียนของรัฐฯแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากบ้านมากนัก ทุกครั้งเธอจะกลับถึงบ้านไม่เคยเกิน 5 โมงเย็น สำหรับ ผู้เป็นแม่ทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ถ้าวันไหนเข้าเวรแม่จะกลับดึกหรือบางทีก็กลับตอนเช้าก็บ่อย.


วันนี้แม่สมหญิงเข้าเวร กะบ่ายออกเวรเที่ยงคืน ที่ผ่านมาเรื่องการกลับบ้านของสมหญิงแม่ไม่ค่อยห่วงเพราะสมหญิงจะกลับถึงบ้านประมาณ 5 โมงเย็นเนื่องจากโรงเรียนอยู่ไม่ไกล ถ้าแม่ไม่มีเวรบ่ายก็จะเจอหน้ากันที่บ้านตามปกติ แต่หากมีเวรบ่าย สมหญิงกลับจากโรงเรียนจะต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง จนกว่าแม่จะออกเวรแล้วกลับมาบ้าน ชีวิตประจำวันของสมหญิงกับแม่จะเป็นอย่างนี้มาตลอด


สำหรับวันนี้ที่น่าตำหนิคือสมหญิงไม่บอกแม่ว่าวันนี้จะไปบ้านเพื่อน !


สมหญิงลงรถเมล์ที่ปากซอย เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ครึ่งสายฝนตกพรำๆแต่ไม่ถึงกับแรงพอจะเดินฝ่าไปได้ บ้านพักของเธอนั้นจะต้องเดินจากปากซอยเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเบื้องต้นและต้องเลี้ยวที่ทางแยกเล็กๆอีกครั้งจึงจะถึงบ้าน




สำหรับทางแยกเล็กๆเพื่อเข้าบ้าน กว้างแค่พอคนเดินได้ระยะทางประมาณ 200 เมตร ตลอดเส้นทางจะไม่มีบ้านคน สภาพสองข้างทางเป็นกอหญ้าและร่มไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ถ้าเป็นช่วงกลางวันจะดูร่มรื่นเย็นสบาย แต่ช่วงกลางคืนจะรกครึ้มน่ากลัว


ณ. บริเวณปากซอยเวลายังไม่ถึง 2 ทุ่มยังพอมีคนเดินให้เห็นบ้างแต่ไม่มากเพราะฝนตก ร้านค้าปากซอยซึ่งขายอาหารตามสั่งมีคนนั่งกินเหล้าอยู่ 2-3 โต๊ะคุยกันเอ็ดตะโรเสียงดัง


“ลูกสาวใคร วะ ? กลับบ้านมืดค่ำ ไม่กลัวฝนกลัวฟ้าหรือ ไง?” ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุก ดังมาจากพวกที่นั่งกินกันอยู่


เด็กสาวไม่สนใจหรือหันไปมอง เธอเอากระเป๋านักเรียนวางเทินไว้บนหัวเพื่อป้องกันละอองฝนที่ตกพรำๆ พร้อมรีบเดินเข้าซอยอย่างรวดเร็ว ซอยนี้สภาพถนนเป็นคอนกรีตกว้างประมาณ 5 เมตรสองข้างทางมีบ้านคนเรียงเป็นช่วงๆ บางช่วงก็เป็นที่ว่าง ที่สำคัญตลอดแนวถนนไม่มีหลอดไฟริมถนนเพื่อให้ความสว่างเหมือนซอยอื่นๆ


เธออาศัยไฟที่เปิดตามรั้วบ้านข้างทางเป็นเพื่อนเดินทาง ฝนตกตั้งแต่ช่วงเย็นทำให้มีน้ำนองพื้นถนนคอนกรีต เวลาเดินรองเท้ากระทบน้ำที่นองอยู่บนถนนเสียง เปาะแปะๆๆไปตลอดทาง บรรยากาศมืดสลัวมีเสียงฝนซ่าๆเบาๆอยู่ตลอดเวลา บนท้องฟ้ายังมีเสียงครางและสายฟ้าแลบให้เห็นเป็นบางครั้ง ฟ้ายังรั่วไม่หยุด.


ยิ่งเดินลึกเข้าไปในซอยมันยิ่งเหมือนเดินอยู่คนเดียวในโลก ไม่มีผู้คนหรือสิ่งมีชิวิตให้เห็น เด็กสาวเริ่มมีความรู้สึกหวาดๆเพราะรอบๆตัวมีแต่ความมืดสลัวและความเย็นจากอากาศทำให้เกิดความหนาวเย็นไปทั้งตัว เธอมีความรู้สึกว่าทำไมวันนี้การเดินเข้าบ้านระยะทางมันเหมือนไกลกว่าเดิม ทั้งที่ซอยนี้เธอเดินมาตั้งแต่เป็นเด็ก แต่วันนี้มันเหมือนไม่ใช่ถนนที่เธอเคยเดินมันมีแต่สิ่งแปลกๆใหม่ๆมากมาย


เธอเดินไปท่ามกลางความหวาดกลัว หวาดระแวงไปรอบตัวไม่ว่าจะมีเสียงอะไรดังขึ้นจะสะดุ้งตกใจทุกครั้ง บางช่วงที่เป็นที่ว่างไม่มีบ้านคนอยู่ริมทาง เธอจะรีบวิ่งไปยังตำแหน่งที่มีบ้านคนตั้งอยู่ เวลาที่เธอวิ่งเสียงจะดังก้องในความมืดมันยิ่งทำให้เด็กสาว วัย 16 ปีใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันเหมือนกวางที่คิดว่าหลงเข้าไปในพื้นที่ของเสือร้าย ต้องเดินเหลียวหน้าเหลียวหลังมองดินมองฟ้าไปตลอดทาง


เดินมาได้ประมาณครึ่งซอย ด้านริมรั้วของบ้านหลังหนึ่ง จากแสงสว่างของโคมไฟซึ่งติดอยู่เสารั้วหน้าบ้าน เด็กสาวมองเห็นอะไรบางอย่างขยับหัวออกมาจากริมรั้วเพื่อขึ้นมาบนถนน ท่ามกลางสายฝนยังตกพรำๆ พอเห็นมันเกือบเต็มตัวเธอถึงกับสะดุ้งสุดตัว ขาที่กำลังก้าวเดินหยุดโดยอัตโนมัติใจสั่นระรัว มือที่ยกกระเป๋าเทินหัวอยู่ชักกลับมากอดที่หน้าอกเพื่อบรรเทาความขยะแขยงกับสิ่งที่มองเห็น มันคืองูขนาดข้อมือเด็กยาวเป็นเมตรสีเหลืองสลับดำเป็นปล้องๆ ตัวเป็นมันเพราะเปียกฝน.



มันเลื้อยขึ้นมาพาดถนนอย่างเชื่องช้า ไม่แยแสว่าจะมีใครอยู่ในบริเวณนั้น เด็กสาวยืนขาสั่นด้วยความกลัวนึกภาวนาอยู่ในใจให้มันรีบเลื้อยผ่านถนนไปอีกฝั่งเร็วๆ แต่เจ้าตัวร้ายกลับทำเหมือนไม่รับรู้อะไร มันค่อยๆขยับตัวเลื้อยไปอย่างเชื่องช้า เหมือนแกล้ง.


ยืนเสียเวลาจนงูเจ้ากรรมเลื้อยข้ามถนนหายไปยังข้างทางอีกฝั่งหนึ่ง หญิงสาวยกกระเป๋าเทินขึ้นหัวอีกครั้งแล้วเริ่มเดินต่อ เธอพยายามเดินให้อยู่ตรงกลางถนนกลัวจะมีงูตัวอื่นเลื้อยขึ้นมาจากข้างทางอีก เดินออกมาได้เพียงครู่เดียว .


ปรากฏมีเสียงอย่างหนึ่งดังมาทางด้านหลัง มันเป็นเสียงเหมือนล้อรถจักรยานกรีดลงไปบนแผ่นน้ำ เสียง แซดๆๆๆๆๆ ดังก้องในความเงียบ เธอหันหลังกลับไปมอง ตาพยายามแพ่งมอง พบว่ามีคนขี่จักรยานมองเห็นเงาดำตะคุ่มมาแต่ไกล นึกดีใจที่จะมีเพื่อนในยามคับขัน ! รถจักรยานวิ่งดิ่งตรงมาอย่างเร็วเสียงล้อวิ่งผ่านน้ำดัง แซดๆๆๆๆๆๆมาตลอดทาง


แต่เด็กสาวต้องผิดหวังเพราะคนที่ขี่รถจักรยานไม่สนใจมองมาที่เธอเลย เขาขี่ผ่านเธอไปอย่างรวดเร็วเหมือนจะรีบไปที่ไหนซักแห่ง ที่พอจะสังเกตได้ก็เพียงคนขี่เป็นผู้ชายคนหนึ่งหน้าตามองไม่ชัดเพราะรถจักรยานวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วและแสงสว่างก็มีน้อย.


เสียงฟ้ายังคำรามดังเป็นครั้งคราว ทำให้เพิ่มบรรยากาศดูน่ากลัวมากขึ้น เดินมาจนใกล้ถึงซอยเล็กที่จะแยกเข้าบ้าน เด็กสาวมีกำลังใจมากขึ้นเพราะจะถึงบ้านแล้ว นึกเข็ดขยาดจากเหตุการณ์ในคืนนี้และสาบานว่าจะไม่ยอมกลับบ้านมืดค่ำแบบนี้อีกต่อไป


เดินลงจากถนนคอนกรีตเพื่อเลี้ยวเข้าซอยเล็ก แสงสว่างจากฟ้าแลบซึ่งเกิดเป็นช่วงๆเหมือนเป็นไฟส่องทางอย่างดี เด็กสาวรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น เพราะอยากกลับให้ถึงบ้านเร็วที่สุด เดินมาได้ประมาณ 50 เมตรถึงบริเวณช่วงใกล้ๆต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งทะมึนอยู่ข้างทาง ก้าวขากำลังจะเดินผ่านปรากฏว่าเสียงจากฟ้าร้องสนั่นขึ้นมาจนแสบหู พร้อมแสงสว่างทาบจากฟ้าลงสู่พื้นดิน


พลัน ! เด็กสาวตกใจจนสะดุ้ง เมื่อสายตาเธอมองกระทบเข้ากับสิ่งของบางอย่าง มันคือรถจักรยานซึ่งจอดแอบอยู่ด้านหลังต้นไม้ ลักษณะพิงอยู่ข้างลำต้น .


เด็กสาวเกิดความสงสัยอย่างแรง รถจักรยานมาจอดอยู่ได้อย่างไร ? แต่สิ่งให้เธอต้องตกใจจนแทบช๊อก คือมีร่างของคนขยับตัวออกมาจากความมืดหลังต้นไม้ เด็กสาวร้องกรีดสุดเสียง พร้อมขยับตัวออกตัววิ่งทันที แต่ !..


ช้ากว่ามือที่หนาและหยาบกร้านคว้าเข้าที่ต้นคอของเธอพร้อมโถมตัวทับลงมา เธอล้มลงทันทีเพราะแรงมหาศาลจากผู้ที่แข็งแรงกว่าจนเทียบไม่ได้ เจ้าคนร้ายซึ่งร่างกายที่สูงใหญ่กว่ามากไม่รอช้ามันรีบนั่งคล่อมบนตัวของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว เหมือนนรกจะส่งเสริม ฟ้าร้องคำรามสนั่นขึ้นมาทันที แสงสว่างจากสายฟ้าแลบแปล๊บๆๆทาบลงมาเป็นสายทำให้มองเห็นหน้าเจ้าผู้ร้ายได้ชัดเจน หน้าตามันดูน่ากลัวตาพองโต เหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังไล่ตะปบเหยื่ออย่างกระหายเลือด.


ไม่ทันที่เธอจะขยับร้องออกมาอีก มือใหญ่หนาปิดเข้าที่ปากของเธออย่างรวดเร็ว..


“ อย่าร้อง นะ ! ไม่งั้นจะหักคอทิ้งเดียวนี้ อยู่เฉยๆ” เสียงห้าวและสั่นพูดที่ข้างหูของเด็กสาว แสดงถึงอารมณ์หื่น. พร้อมกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหึ่งจากปากกระทบเข้าที่หน้าจนแทบอาเจียน.


แต่เด็กสาวยังไม่ยอม ด้วยความกลัวเธอยังดิ้นสู้ แต่ต้องสะดุ้งจนตัวงอเพราะโดนบางอย่างกระแทกเข้าที่ท้อง จนจุกหายใจไม่ทันเรี่ยวแรงหายไปหมด ทำให้นอนหมดแรงร้องไม่ออก มันจัดการลากตัวเธอที่อ่อนปวกเปียก จากพื้นดินบนทางเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง


เด็กสาวใจหายวาบเมื่อรู้สึกว่ากระโปรงของเธอถูกถลกขึ้นมาที่หน้าอก ในยามนี้ใจของเด็กสาวแทบจะแตกดับไปกับความเจ็บปวด เธอคิดว่าคงไม่รอดจากความเลวร้ายนี้ไปได้และมันคงฆ่าเธอทิ้งแน่ ! เริ่มคิดถึงแม่น้ำตาไหลพรากออกมาเต็มหน้า คงไม่ได้กลับไปเห็นหน้าแม่แล้ว.


เธอสะดุ้ง ! เพราะความเจ็บปวดอีกครั้งเมื่อ มีความรู้สึกว่าของสงวนในตัว ถูกขยำขยี้อย่างเมามัน รวมทั้งใบหน้าของเธอถูกถูไถกลิ้งเกลือก จากใบหน้าของอ้ายตัวร้ายซึ่งทั้งสากจากหนวดเครา ทั้งเหม็นและเหนียวเหนอะหนะพร้อมกับเสียงที่มันร้องครวญครางเหมือนคนบ้าตลอดเวลา.


“ว๊าย!! แม่จ๋าช่วยด้วย.. ..” เด็กสาวตะโกนสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนก เมื่อมีความรู้สึกว่ากางเกงในถูกแรงกระชากออกจากตัวอย่างแรง จนขาดหลุดออกไป..เธอหมดหนทางที่จะป้องกันตัวเองได้แล้ว ในใจนึกถึงแม่ตลอดเวลา.. เจ้าคนโฉดเอามือข้างหนึ่งบีบเข้าที่คอ ส่วนมืออีกข้างพยายามจับขาของเธอแยกออก มันพยายามจะแยกขาออกให้ได้.


พอแยกขาเหยื่อออกได้ มันชักมือกลับเพื่อจะถอดกางเกงตัวเองออก ช่วงจังหวะนี้เอง มือขวาของเด็กสาวที่ว่างอยู่ได้สัมผัสกับก้อนหินใกล้ๆตัวขนาดเหมาะมือ เธอรีบคว้าด้วยความดีใจจับกำมันให้แน่นมือ แล้วฟาดเปรี้ยงไปที่ใบหน้าหื่นนั้นทันที


“ โอ๊ย !!” เสียงมันร้องลั่นออกมา


แต่สิ่งที่ตามมาคือมือทั้งสองข้างของมัน ตะปบเข้าที่ลำคอของเด็กสาวอย่างแรงแล้วเริ่มบีบกด จนเธอหายใจไม่ออก พยายามเอาสองมือตัวเองแกะมือของมันให้ออกจากลำคอ แต่ไม่มีผลเพราะสู้แรงมันไม่ได้ เด็กสาวเริ่มหูอื้อลมหายใจขาดเป็นช่วงๆ.


ก่อนที่สติจะขาดผึง หูเธอแว่วๆได้ยินอ้ายหื่นร้องเสียงดังออกมาอย่างสะใจ “ มรึงไม่รอดแน่ ! เสร็จกรูแน่ ! ฤทธิ์มากนัก...เอิ๊กๆๆอ๊อก..ครอกๆๆๆๆๆๆ โอ๊วววๆๆๆๆๆ”



มือที่แข็งปานคีมเหล็กคลายออกจากคอเด็กสาว พร้อมกับร่างใหญ่ที่ทับตัวอยู่กลิ้งออกไปจากตัว มีเสียงร้องอู้อี้ๆๆๆจากปากของมันตลอดเวลา ตามด้วยเสียงคนวิ่ง ตั๊บๆๆๆออกไปอย่างรวดเร็ว..


เหมือนพ้นจากการจมน้ำ เด็กสาวสูดหายใจเข้าเต็มปอด ยันตัวขึ้นนั่งอย่างยากเย็น ยังงงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ที่ผ่านมา ตายแล้วเกิดใหม่หรือนี่ ? เธอนึกในใจ.


ใบหน้าและตามตัวเจ็บระบมไปหมด ขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆเดินห่อตัวเพราะความเจ็บปวด เพื่อกลับบ้าน ..


“แม่จ๋า..หนูคิดถึงแม่ หนูอยากเจอหน้าแม่ที่สุด” เด็กสาวพูดกับตัว แล้วร้องไห้ โฮ !! สะอึกสะอื้นไปตลอดทางจนถึงบ้าน.


เช้าวันรุ่งขึ้น..


แม่สมหญิง ออกเวรเที่ยงคืนเนื่องจากฝนตกเธอจึงกลับบ้านเช้า..ถึงบ้านเกือบหกโมงเช้า..สมหญิงรออยู่แล้วพอเจอหน้าแม่เธอตรงเข้ากอดแม่จนแน่นเหมือนกลัวแม่จะหนีเธอไป.


“เป็นอะไรหรือ ? ลูก เมื่อคืนฝัน ร้าย ซิท่า !โตเป็นสาวแล้วกลัวอะไรกับความฝัน” เธอพูดยิ้มๆ แต่สมหญิงไม่พูดอะไรซุกหน้ากับอกแม่ เด็กสาวคิดว่าเรื่องเมื่อคืนเธอจะไม่เล่าให้แม่ฟัง.


ร้านกาแฟปากซอยเช้านี้ พวกคอกาแฟคุยกันว่าเมื่อคืน “อ้ายเบี้ยว” ซึ่งมีอายุเกือบ 50 ปีรูปร่างสูงใหญ่เป็นคนงานร้านค้าวัสดุก่อสร้างซึ่งตั้งอยู่หน้าตลาด ไปนอนตายอยู่บนถนนกลางซอยเหตุเพราะฟันปลอมติดคอสำลักจนตาย ไม่รู้มันไปทำอะไรมาขี้โคลนเปื้อนเต็มตัว มันวิ่งไปเรียกให้เจ้าของบ้านแถวนั้นช่วยไปกดกริ่งหน้าประตู แต่ไม่มีใครออกมาเพราะมันมืดแล้วและฝนก็ตกด้วย รถปอเต๊กตึ้งเอาศพไปแล้ว. /






 

Create Date : 22 กันยายน 2551    
Last Update : 22 กันยายน 2551 9:51:15 น.
Counter : 231 Pageviews.  

ความไม่ซื่อสัตย์...

ความไม่ซื่อสัตย์..?


ราส์ส กิโลหก


สายๆของวันหนึ่งช่วงปลายเดือน สมชายเด็กหนุ่มวัย 25 ปีอาชีพพนักงานส่งสินค้าร้านขายของแห่งหนึ่งในจังหวัดเล็กๆทางภาคอีสาน เขากำลังควบมอเตอร์ไซค์คู่ชีพนำสิ่งของไปส่งให้ลูกค้าตามปกติเหมือนทุกๆวัน


รถสองล้อวิ่งมาถึงหน้าธนาคารเล็กๆแห่งหนึ่ง เขานำรถจอดด้านหน้าธนาคารเหวี่ยงตัวลงจากรถด้วยความคล่องแคล่ว หันตัวไปที่ด้านท้ายรถนำสินค้ากล่องใหญ่ซึ่งผูกติดกับเบาะหลังออกมา จับแบกขึ้นบนบ่าเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในธนาคารแห่งนี้ ขณะที่เดินแบกของโทงๆไปถึงประตูจะเข้าไปด้านใน


“เฮ้ย ! ๆๆๆๆ อ้ายหนู ! เดินไม่ดูหน้าดูหลัง ระวังหน่อย !” เสียงร้องดังขึ้นใกล้ๆ เป็นเสียงทุ้มๆ ของผู้หญิงแก่


สมชายหยุดชะงักเพราะความตกใจเหมือนกัน เขารีบหันหน้ามาที่ต้นเสียง เป็นหญิงแก่ร่างอ้วนปากเคี้ยวหมาก แยบๆมองดูเหมือนแกอมเลือดไว้เต็มปาก มือซ้ายถือกระเป๋าหูหิ้วมือขวากำลังยันอยู่ที่กล่องใบใหญ่ของสมชายที่ห่างจากหน้าของแกไม่ถึงคืบ.


เขารีบเอ่ยปากขอโทษ ก่อนดันตัวเข้าประตูไป โดยหญิงแก่เดินตามเข้ามาแกคงเข้ามาทำธุระในธนาคารด้วย.


หลังจากนำสินค้าส่งให้ลูกค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะเดินกลับออกจากธนาคาร ช่วงก้าวขาเดินออกมาผ่านประตูหน้าธนาคารไม่กี่ก้าว สายตาเหลือบมองเห็นวัตถุอย่างหนึ่งที่พื้น มันเป็นซองจดหมายสีขาวปากซองปิดไม่สนิท มีเงินเป็นปึกแลบออกมาให้เห็น สมชายสะดุ้ง !.หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น เขามองซ้ายมองขวาไม่เห็นมีใครรีบก้มตัวหยิบขึ้นมายัดใส่กระเป๋ากางเกงด้วยความรวดเร็วพร้อมกับรีบเดินกลับมาที่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่


หลังจากเลิกงานแล้ว กลับถึงบ้านพักซึ่งเช่าอยู่คนเดียวเพราะเขา ยังไม่มีครอบครัว หย่อนตัวนั่งลงที่เก้าอี้พลางเอามื้อล้วงซองจดหมายสีขาวจากกระเป๋ากางเกง มันคือซองจดหมายที่เขาเก็บได้ที่หน้าธนาคารเมื่อตอนเช้า หัวใจเต้นตึ๊กๆ. ใจจดจ่อว่าในซองจะมีเงินมากน้อยเท่าใด ? เพราะสมชายรู้แล้วว่าในซองมีเงินบรรจุอยู่ เนื่องจากมองเห็นเงินในซองแลบออกมาให้เห็นตั้งแต่ตอนที่เขาเก็บคว้าใส่กระเป๋า.


เขาคลี่ซองออกมาดู เป็นธนบัตรใบละ 100 รวม 30 ใบ พลิกดูที่หน้าซอง มีชื่อและนามสกุลของหญิงสาวคนหนึ่ง เลขบัญชีธนาคารและชื่อสาขาย่อย.


“ยายอ้วนแก่ คงจะเอาเงินมาส่งให้กับผู้หญิงที่มีชื่ออยู่หน้าซอง” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ


สมชายมองดูที่ธนบัตรใบละ 100 แต่ละใบเก่ายับเรียงกันไม่ค่อยเป็นระเบียบ คิดว่าเจ้าของเงินคงใช้เวลาเก็บสะสมเป็นเวลานานพอสมควรกว่าจะได้จำนวนขนาดนี้ เงินจำนวนนี้คงมีค่าสำหรับเจ้าของอยู่มาก ?


นึกสงสารเจ้าของเงิน แต่ความโลภมีอำนาจเหนือกว่าพร้อมกับคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถ้าเราไม่เก็บมาคนอื่นก็เก็บเอาไปอยู่ดี ?


สมชายตกลงใจที่จะไม่คืนเงินให้กับเจ้าของ เขามีแผนที่จะนำเงินก้อนนี้ไปเสี่ยงโชคเพราะเงินได้มาเปล่าๆ ตามประสาคอหวยแบบไทยๆ เขานึกถึง เลขท้ายสามตัวของทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ที่เขาขับส่งของ และเลขท้ายสามตัวของบัญชีธนาคารที่ระบุอยู่ด้านหน้าซองที่เก็บได้ จัดเป็นเลขเด็ดที่จะเอาไปซื้อหวยใต้ดินกับเฮีย กวง เจ้ามือหวยเถื่อนที่ตลาด



เขาใช้เงินที่เก็บมาได้ซื้อหวยใต้ดินไปเกือบ 1000 บาท เหลืออีก 2000 บาทเอาไว้เป็นค่าเช่าบ้านและใช้หนี้คนข้างบ้านที่ไปหยิบยืมเขามา เดือนนี้เบาตัวไปแยะ สมชายไม่คิดอะไรมาก ? “สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม” เขาจำเอามาจากวิทยุตอนเช้าๆ


วันหวยออก สมชายมีความหวังเล็กๆเพราะคนซื้อหวยต้องมีความหวังเป็นธรรมดา แม้เงินที่ซื้อหวยจะเป็นเงินที่แอบเบียดบังคนอื่นมาก็ตาม ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเป็นเงินบาป !


แต่ปรากฏว่าความบาปกับสมชายกลายเป็นของที่ถูกกัน เพราะหวยออกมาตรงกับตัวเลขที่เขาซื้อกับเฮีย กวง เอาไว้ ถูกเต็มๆได้เงินมาเป็นแสนบาท. เขาดีใจและเต้นเต้นกับ “วีระเวร” ครั้งนี้มากๆ


เขารีบไปรับเงินถูกหวยกับเฮีย กวง ตั้งแต่เช้า เงินเป็นแสนเข้าไปอยู่ในกระเป๋าจนตุงคนอย่างสมชายไม่เคยจับเงินเป็นแสน เงินเป็นหมื่นก็ไม่เคยได้จับ วันนี้จึงเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุด มองอะไรก็สดใสไปหมดคนมีเงินมักอารมณ์ดีเสมอ โดยเฉพาะเงินที่ได้มาอย่างง่ายๆไม่เหนื่อยแรง “ทำไมดวงชะตาของเรามันดีอย่างนี้” เขามองขึ้นไปบนฟ้าเหมือนขอบคุณเทวดา.


ร้านขายทองในตลาดคือแห่งแรกที่เขาไปเยือน หลังจากเดินออกจากร้านทองพร้อมเฟอร์นิเจอร์เหลืองอร่ามรอบคอ มันเพิ่มความมั่นใจให้สมชายเต็มเปี่ยม. แต่ยังไม่หมดแค่นี้เขานึกไปถึงร้านขายนั่นขายนี่อีกหลายร้าน ..


ยายแป้นพารูปร่างอ้วนเป็นตุ่มบากหน้า ไปตระเวนขอหยิบยืมเงินจากเพื่อนบ้าน หลังจากหลายวันก่อนแกทำซองเงินที่มีเงินอยู่ 3000 บาทหายไป เงินจำนวนนี้แกต้องส่งไปให้ลูกสาวที่เรียนอยู่ที่กรุงเทพฯเป็นประจำทุกเดือน หากไม่มีเงินส่งไปให้ ลูกแกก็เดือดร้อนเพราะต้องรอเงินก้อนนี้ไปใช้จ่าย.



อาชีพของแกคือขายห่อหมก เป็นหม้ายมาหลายปีมีลูกสาวคนเดียวไปเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ รายได้ที่กินอยู่ทุกวันมาจากการขายห่อหมกในตลาด ได้กำไรวันหนึ่งๆร้อยกว่าบาท ดีที่บ้านไม่ต้องเช่าเพราะมีบ้านหลังเล็กๆเป็นของตัวเอง

แกจะต้องเก็บเงินแต่ละวันไว้ให้ได้ 100 บาทพอถึงสิ้นเดือนจะรีบนำเงินที่เก็บเอาไว้ส่งให้กับลูกสาวเป็นประจำทุกเดือน การทำเงินหายไปทำให้เกิดขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ความเดือดร้อนวิ่งเข้ามาหาตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


การไปขอหยิบยืมเงินคนอื่นๆไม่ใช่เรื่องง่าย ขนาดพี่น้องกันเองยังต้องทั้งขู่ทั้งปลอบกว่าจะแกะจากกระเป๋ามาได้ ยายแป้นนอนไม่หลับมาหลายวันเพราะไม่มีเงินส่งไปให้ลูก หน้าดำเป็นถ่านเพราะเครียด เดินพล่านเป็นเสือติดจั่นในการหากู้เงิน 3000 บาท ไปหาใครก็มีแต่คนส่ายหน้าเป็นพัดลม.


ดวงแกยังไม่ถึงฆาต จ่าย้อยตำรวจเก่าซึ่งเกษียณราชการแล้ว อดสงสารไม่ได้หลังจากได้ฟังเรื่องราวจากปากยายแป้น ควักเงินให้ยืมมา 3000 บาท พร้อมกับสายเลือดตำรวจเก่าฉีดแรงขึ้นมา แนะนำให้ยายแป้นไปแจ้งความที่โรงพักเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามเงินที่หายไป.


สมชายกินอิ่มนอนหลับสบาย นึกจะซื้ออะไรก็ได้ซื้อนึกจะกินอะไรก็ได้กินสมปรารถนา เงินเป็นสิ่งที่สารพัดนึกจริงๆ วันหนึ่งเขานอนดูโทรทัศน์ซึ่งซื้อมาใหม่เอี่ยม มีรายการพระออกมาพูดถึงความซื่อสัตย์สุจริต เรื่องผลกรรม บาปบุญคุณโทษต่างๆนานา ตามแนวทางของศาสนาพุทธ ทำให้สมชายเกิดความซาบซึ้งในรสพระธรรม นึกอยากจะไถ่บาปขึ้นมาเขาไปค้นหาซองจดหมายเก่าที่มีชื่อและหมายเลขบัญชี ของหญิงสาวเจ้าของเงินที่สมชายแอบจิกใส่กระเป๋าตัวเองเมื่อหลายวันก่อน.


เขาไปที่ธนาคารจัดการส่งเงินไป 4000 บาท “เพิ่มดอกให้อีก 1000 บาทเป็นค่าเสียหาย” สมชายยังมีอารมณ์ตลก.


วันนี้วันหยุดไม่ต้องไปทำงาน สายแล้วแต่สมชายยังไม่ตื่นเพราะเมื่อคืนดูหนังจนดึก.


ก๊อกๆๆๆๆ เสียงเคาะประตูหน้าบ้านสมชาย.


ตรงประตูหน้าบ้านมีหญิงแก่อ้วนเป็นตุ่ม ปากเคี้ยวหมาก แยบๆๆเหมือนคนอมเลือดไว้เต็มปาก และชายอีก 2 คนแต่งเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ.


บนโรงพักหรือสถานีตำรวจ สมชายนั่งหน้ามุ่ยหน้าโต๊ะทำงานของร้อยเวร ข้างๆโต๊ะยังมี ยายแป้นและจ่าย้อยนั่งร่วมวงอยู่ด้วย บนโต๊ะร้อยเวรมีจอมอนิเตอร์ใหม่เอี่ยมเจ้าหน้าที่ใส่ข้อมูลเข้าไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ สมชายเป็นพระเอกของเรื่องเขากำลังก้มลงเก็บซองเงินแล้วยัดใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว


“เครื่องก็ใหม่กล้องวงจรปิดของธนาคารก็ใหม่ ภาพชัดแจ๋ว” ร้อยเวรหันไปพูดกับสมชาย


เทวดาถีบสมชายตกสวรรค์ในบัดดล. !!


เขาได้รับกรรมพร้อมดอกเบี้ย ทั้งลดทั้งแถม 6 เดือนไม่รอลงอาญา..เพื่อให้หลาบจำ..!ดีที่สมชายส่งเงินคืนเจ้าของไป 4000 บาทจึงมีเหตุบรรเทาโทษไม่งั้นโดนหนักกว่านี้.


“ไม่เจอซองเงินก็ไม่เกิดกรรม สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม” สมชายนั่งคิดอยู่ในเรือนนอนของเรือนจำแห่งหนึ่ง.!


“แต่ถ้ามีความซื่อสัตย์ ก็แก้กรรมได้” แต่เสียงนี้สมชายไม่ได้ยิน เพราะเขาทำบาป !!




 

Create Date : 18 กันยายน 2551    
Last Update : 18 กันยายน 2551 17:49:58 น.
Counter : 260 Pageviews.  

แผนที่พิพาท..!!!

แผนที่พิพาท

ราส์ส กิโลหก


ผมเป็นช่างรังวัดประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดทางภาคกลางแห่งหนึ่ง..(ฉายาจังหวัดนี้คือ “นมดี กระหรี่ดัง”)


เจ้านายสั่งให้ไปทำการรังวัดที่ดิน แผนที่พิพาทตามคำสั่งศาล โดยเป็นคดีฟ้องขับไล่


ตามข้อเท็จจริงโจทก์และจำเลย ก็เป็นพี่น้องท้องเดียวกันนั่นแหละ.!!.ที่ดินแปลงที่พิพาทกันนี้ เดิมเป็นชื่อของแม่คนเดียว ..แต่ได้เอาไปจำนองกับนายทุนคนหนึ่งเป็นเงินมากพอสมควร..ต่อมาลูกชายคนเล็กซึ่งไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ. ทนเห็นแม่อาบเหงื่อต่างน้ำเพียงเพื่อเอาเงินไปส่งดอกเบี้ยไม่ไหว. จึงจะหาเงินมาไถ่ถอนที่นากลับคืนมาแต่มีข้อแม้ว่าจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ให้เป็นของตนเอง. เพื่อความสะดวกในการนำที่ดินไปกู้ยืมจากสถาบันการเงิน. แม่และพี่ชายที่อาศัยอยู่ในที่ดินแปลงนี้ไม่ขัดข้อง.เพราะไม่มีหนทางอื่นอีกทั้งเห็นว่าเป็นพี่น้องกันคงไม่มีปัญหาอะไร.? ไว้ใจกันว่างั้นเถอะ !.


อีกไม่นาน แม่ก็เสียชีวิต. ส่วนพี่ชายก็อาศัยที่ดินแปลงนี้อยู่อาศัยและทำกินมา โดยตลอดเพราะถือว่ายังเป็นที่ดินมรดกของแม่. และที่แม่ยอมโอนให้กับพี่ชายนั้นเป็นเพียงเงื่อนไขในการยืมเงินมาไถ่ถอนที่นาเท่านั้น.ตนเองยังมีสิทธิ์ในที่ดินคนละครึ่งในฐานะของทายาท. อันนี้เป็นความเข้าใจ.ของคนที่ไม่รู้กฎหมาย. เพียงแต่เข้าใจไปในความเป็นข้อเท็จจริง.


ความจริงพี่น้องสองคนนี้รักกันมาก. พ่อตายตั้งแต่ยังเด็ก อยู่กันมา 3 คนแม่ลูกพี่ชายอายุมากกว่าน้องชายเกือบ 10 ปี. พี่ชายไม่ได้เรียนหนังสืองานหลักคือช่วย แม่ทำนา.ส่วนน้องชายได้เรียนหนังสือจากโรงเรียนแถวๆบ้าน. แต่มีแววเรียนหนังสือเก่งจึงได้รับการส่งเสริมจากคุณครูในโรงเรียน. ให้ไปเรียนต่อในชั้นสูงขึ้นของโรงเรียนประจำอำเภอ. เขาก็ไม่ทำให้ใครผิดหวังเพราะไต่เต้าจนสามารถเรียนต่อ. ไปถึงสถาบันสูงสุดจนได้รับปริญญา. เป็นสิ่งที่หายากสำหรับเด็กๆในหมู่บ้านนี้.


สำหรับที่ดินก็ไม่มีปัญหาอะไร ?. พี่ชายก็ทำนาอาศัยทำกินไป. นานๆน้องชายจะมาเยี่ยมบ้างตามประสาพี่น้องซึ่งมีกันแค่ 2 คน.


แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้. เมื่อ ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจได้ขยายตัวเข้ามา ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นจนตาลุก. น้องชายซึ่งทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ. ทั้งที่ฐานะตำแหน่งหน้าที่ก็สูงพอสมควร. แต่ราคาที่ดินมันยั่วน้ำลายมองเห็นเงินก้อนโต. อีกทั้งคิดว่าพี่ชายทำแต่ไร่นาชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้นกว่าเดิม.จึงมีความคิดจะขาย.


ปรากฏว่าพี่ชายไม่ยอมเพราะแกรักที่ดินผืนนี้มาก. ไม่มีความคิดที่จะขาย เมื่อความเห็นไม่ตรงและ ผลประโยชน์ขัดกันก็ผิดใจกัน จากแค่เถียงกันเล็กๆน้อยๆก็กลายเป็นด่าทอกัน ยิ่งมีลูกเมียแต่ละคนมาผสมโรงด้วย. ทีนี้ไปกันใหญ่กู่ไม่กลับลืมนึกถึงความเป็นพี่น้องที่เคยรักกันมาก. เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องจึงต้องพึ่งอำนาจศาล. น้องชายตั้งทนายฟ้องขับไล่พี่ชายออกจากที่ดินพร้อมบริวาร.แต่พี่ชายก็ไม่ถอยตั้งทนายสู้โดยอ้างการครอบครองที่ดิน


ผมเล่าความเป็นมาให้ฟังเป็นสังเขป เพื่อความสมบูรณ์ของเรื่อง..


เมื่อมีการฟ้องร้องขับไล่กัน ศาลต้องการรู้ว่าใครอยู่ตรงไหน ? และขอบเขตโฉนดเป็นอย่างไร ? จึงต้องให้ผู้ชำนาญการคือเจ้าหน้าที่จากสำนักงานที่ดินจังหวัดออกไปทำการรังวัด. เพื่อจัดทำรายละเอียดต่างๆในพื้นที่พิพาท เสร็จแล้วให้สร้างเป็นรูปแผนที่เพื่อศาลใช้ประกอบการพิจารณา..


ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าแผนที่พิพาท ฉะนั้นทั้งสองฝ่ายก็ต้องไม่ถูกกัน. ถ้าคุยกันรู้เรื่องคงไม่ต้องไปพึ่งบารมีศาลให้เสียเวลาและเสียเงินค่าจ้างทนายเปล่าๆปรี้ๆ..สำหรับการจัดช่างแผนที่ออกไปทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทนั้น. ถือเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายอยู่ไม่น้อย. ทางการจึงต้องวางระเบียบเกี่ยวกับการจัดเจ้าหน้าที่ออกไปทำการรังวัด. ตามหนังสือสั่งการของกรมที่ดินกำชับให้หัวหน้าฝ่ายรังวัด(หรือผู้นัดรังวัด)ควรจัดให้ช่างรังวัดอาวุโสออกไปดำเนินการ


การออกไปทำการรังวัดแผนที่พิพาท มักมีเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาอยู่บ่อยๆ ส่วนมากที่เห็นเป็นประจำคือฝ่ายจำเลยจะกินเหล้าย้อมใจตั้งแต่เช้าในวันทำการรังวัด เหมือนจะไปออกสงครามมีพรรคพวกที่ไหนก็จะเกณฑ์มาร่วมวงเหล้า . ทำให้การทำงานลำบากยิ่งขึ้นเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง.


เรื่องเหล่านี้ช่างฯจะต้องมีเทคนิคของตัวเองเพื่อให้การทำงานผ่านพ้นไปด้วยดี.


สำหรับผมนั้นผมจะประเมินสถานการณ์ก่อน โดยหารายละเอียดให้มากที่สุดเกี่ยวกับโจทก์และจำเลย ซึ่งดูคดีนี้แล้วไม่น่าหนักใจเพราะเป็นพี่น้องกันสายเลือดน่าจะเข้มกว่าน้ำ.


ในวันทำการรังวัดจึงไม่ต้องขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปร่วมในการรังวัดเพื่อรักษาความปลอดภัย เหมือนทุกครั้ง


ผมเดินทางจากสำนักงานที่ดินพร้อมคนงานรังวัด 3 คนและเครื่องมือรังวัดไปถึงที่ดินประมาณ 9.00 น. พบฝ่ายโจทก์กลุ่มหนึ่งยืนกันอยู่ด้านนอกของแปลงที่ดิน ส่วนฝ่ายจำเลยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในพื้นที่พิพาท.


ฝ่ายโจทก์คือ นายสมชายฯอายุประมาณ 50 ปีเดินทางมาจากกรุงเทพฯพร้อมด้วยภรรยาและลูกชายเป็นทหารทั้ง 2 คน.แต่งเครื่องแบบมาเต็มยศ มีลูกน้องเป็นพลทหารมาด้วยอีก 2 คน.เพื่อเตรียมให้ช่วยช่างฯหากมีการถากถางหรือขุด.


ทักทายกันเรียบร้อยแล้ว.ผมจึงขอตัวเข้าไปคุยกับฝ่ายจำเลยซึ่งตั้งป้อมอยู่ภายในบริเวณบ้าน.พบกับลุงบุญอายุประมาณ 60 ปีนั่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกับลูกและเมียรวม 5 คน.


“ทนายไม่มาด้วยหรือครับ ลุง ?” ผมมองดูรอบๆ.


ลุงบุญส่ายหน้าบอกว่า “ทนายบอกให้นำช่างฯ รังวัดตามเขตที่ครอบครอง ครับ”

การรังวัดทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งศาล ทั้งโจทก์และจำเลยจะต้องนำช่างแผนที่ทำการรังวัด ตามเขตที่แจ้งว่าเป็นพื้นที่ของตน แต่การรังวัดจะรังวัดไม่พร้อมกันหมายถึง ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำช่างฯ รังวัดจนเสร็จ. แล้วจึงให้อีกฝ่ายมานำช่างแผนที่รังวัดเป็นลำดับต่อไป. ถ้าให้มาเดินรังวัดพร้อมกันเป็นเรื่องแน่ เพราะจะทะเลาะกันจนรังวัดไม่ได้.


ผมตัดสินใจให้จะให้โจทก์นำทำการรังวัดก่อน. ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะผมอธิบายให้ฝ่ายจำเลยทราบแล้วว่าการรังวัดนั้น ไม่ใช่หมายความว่ารังวัดแล้วจะได้ตามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำไว้ ใครจะได้ตรงไหนเท่าไหร่. ? ศาลท่านจะเป็นผู้พิจารณา .


ระหว่างที่รังวัดตามโจทก์นำชี้. เดินตามกันไปเป็นกลุ่ม เมียและลูกของนายสมชายฯเดินตามไปด้วยต่างพูดให้ผมฟังถึงความไม่ดีต่างๆนาๆของ ลุงบุญ ตลอดเวลา ทำนองว่าลุงบุญขี้โกงชื่อไม่มีในโฉนดยังดื้อจะเอาที่ดิน. ไล่ออกก็ไม่ไปเพราะถูกลูกยุจากชาวบ้านและทนาย. แต่นายสมชายเฉยๆไม่ค่อยพูดอะไรมาก. จนการรังวัดเสร็จเรียบร้อยเฉพาะในส่วนของโจทก์ พวกเขาจึงเดินไปรวมกลุ่มกันอยู่ที่เดิม.


ผมเดินเข้าไปหาฝ่ายจำเลยบ้างคือลุงบุญ. บอกให้แกออกมานำรังวัดในส่วนที่แกอ้างการครอบครอง ลุงบุญพร้อมด้วยเมียและลูก ออกมานำผมรังวัด ก็เหมือนกันคือฝ่ายลูกเมียลุงบุญ พูดด่าอีกฝ่ายให้ผมฟัง ตลอดเวลาที่เดินทำการรังวัด ทำนองว่านายสมชายเนรคุณแม่ โกงพี่ชายเพราะที่ดินแปลงนี้แม่ยกให้คนละครึ่งแต่นายสมชาย ฮุบจะเอาคนเดียวหน้ามืดเชื่อแต่ลูกเมีย. เงินที่เอาไปไถ่ที่นาจากนายทุนตอนที่แม่ยังไม่ตาย เป็นเงินไม่มาก แค่หลักแสน แต่ตอนนี้จะเอาไปขายได้ราคาหลายสิบล้าน. การรังวัดเสร็จสิ้น. หลังจากลุงบุญเข้าบ้านแล้ว. ก่อนเดินออกมาผมบอกแกว่าเดี๋ยวจะจัดเอกสารให้เซ็นชื่อให้รอประเดี๋ยว.


ผมเดินมาที่กลุ่มนายสมชาย เพื่อให้เซ็นชื่อในเอกสารของทางราชการ เมียและลูกนายสมชายเจอหน้าผมถามว่า ฝ่ายโน้นฟ้องด่าอะไรฝ่ายเราบ้าง.


ผมคิดอะไรได้แล้ว.!. มองหน้านายสมชายแล้วพูดว่า “ ลุงบุญหรือลูกเมีย ไม่มีใครว่าอะไรทางนี้หรอก แกบอกว่าสงสารแม่ ที่พี่น้องมาทะเลาะกัน มีกันแค่ 2 คนแม่ก็ตายไปแล้ว ทุกวันนี้น้องก็คือน้องไม่เคยคิดว่าเป็นคนอื่น แกก็ยังรักน้องเหมือนเดิม” ผมกระล่อนพูดไปเรื่อยเปื่อยแต่สังเกตเห็นนายสมชายขอบตาแดงๆ..


ผมกลับไปที่ฝ่ายลุงบุญเพื่อให้เซ็นเอกสาร เมียและลูกลุงบุญต่างถามผมว่าฝ่ายโน้น ด่าว่าอะไรพวกเราบ้าง ผมกระล่อนอีกตามเคย.

“นายสมชาย บอกว่าจริงๆแล้วเขายังคิดถึงแม่อยู่ แล้วลุงบุญก็เป็นพี่ชายที่เลี้ยงเขามา. เพราะอายุต่างกันเกือบ 10 ปี พี่ก็คือพี่ เราพี่น้องมีกันแค่ 2 คนพ่อก็ตายจากไปตั้งแต่เรายังเด็ก ไม่อยากทะเลาะกันอายชาวบ้าน. ทะเลาะกันแล้วทนายเอาเงินไปกินเสียทั้งสองฝ่าย” ผมทำเสียงให้สมบทบาท..ลุงบุญเอาชายผ้าขาวม้าเช็ดที่ดวงตาทั้งสองข้าง เมียและลูกเงียบกริบ.


อีกประมาณ 7 วัน. วันนั้นผมไม่ได้ออกรังวัดนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ.ก้มหน้าก้มตาเขียนรายงาน ร.ว.3 รู้สึกเหมือนมีคนมายืนออกันอยู่หน้าโต๊ะ เงยหน้าขึ้นปรากฏเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งผมพึ่งไปทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทเมื่อไม่กี่วันนี้ มากันทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย เป็นกลุ่มใหญ่. ผมงง.! มาพร้อมกันได้ไง ? ไม่ได้นัดมาซักหน่อย พวกเขาเห็นผมทำหน้าแปลกๆ. จึงรีบบอกว่าพวกเราจะถอนฟ้องกันแล้วและจะมาขอยกเลิกการรังวัด..


ผมมองเห็นรอยยิ้มที่สดใสของกลุ่มคนทั้งหมด มันช่างต่างกับวันนั้นโดยสิ้นเชิง นี่แหละคือสิ่งที่คนบางคนต้องการ แต่จะมีอีกกลุ่มคนที่ไม่ต้องการ คงเป็นทนายความละมั๊ง !!




 

Create Date : 01 กันยายน 2551    
Last Update : 1 กันยายน 2551 6:21:34 น.
Counter : 1860 Pageviews.  

จิ้งจก..ผู้น่าสงสาร.

จิ้งจกผู้น่าสงสาร....

ราส์ส กิโลหก


“จิ้งจก เปลี่ยนสี” เราคงได้ยินคำแบบนี้บ่อยๆเพื่อเปรียบเทียบถึง ความหมายจากการกระทำของคน.. แสดงว่าจิ้งจกเป็น สัตว์ ที่ดังไม่เบามีชื่อเสียงพอสมควร..


บางคนบอกว่าจิ้งจกเป็นพวกเดียวกับจระเข้. มองดูเผินๆก็น่าใช่.. ! แต่เจ้าจิ้งจกมันคงเป็นโรคกลัวน้ำ ..จึง ไม่อยากอยู่กับจระเข้ . หันมาคบกับตุ๊กแก.. เหตุเพราะถ้ามีจิ้งจกก็ต้องมีตุ๊กแกกลายเป็นฝาแฝด. มันคงจับมือสาบานเป็นพันธมิตรกัน.. เพราะไม่เคยเห็นตุ๊กแกทำร้ายจิ้งจก. เห็นแต่จิ้งจกไล่กัดกันเอง..


คนเราคุ้นเคยกับจิ้งจก มาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่ามนุษย์จะไปสร้างบ้านแห่งหนตำบลไหน. ก็จะหนีเจ้าจิ้งจกและตุ๊กแกไม่พ้น. มันจึงเหมือนเป็นสัตว์คู่บ้านไปโดยอัตโนมัติ.


ผมไม่รู้ว่าจิ้งจกมีประโยชน์อะไรกับเราบ้าง ? และที่พวกมันมั่วนิ่ม. เข้ามาอยู่ที่บ้านเราโดยไม่ได้รับอนุญาต. มันทำอะไรให้เราบ้าง ?


ถ้าสังเกตให้ดี สีของจิ้งจกจะเปลี่ยนไปตามที่อยู่อาศัย ถ้าอยู่ตามต้นไม้ในป่าสีจะออกดำ. แต่ถ้าอยู่ในบ้านคนที่มีแสงไฟฟ้าสว่างๆ..ตัวจิ้งจกจะออกเป็นสีขาวนวล.ทั้งที่เป็นพันธ์เดียวกัน..ผมยังสงสัยว่าถ้าจิ้งจกไปอยู่ในในคลับที่มีแสงไฟสลับหลายๆสี. มันจะเปลี่ยนสีได้หรือเปล่า ? ถ้าเปลี่ยนได้คงเป็นจิ้งจก..ที่โก้ไม่เบาและคงคุยกับจิ้งจกตัวอื่นๆที่อาศัยอยู่ตามบ้านธรรมดาว่า..ข้าคือจิ้งจกเพลย์บอย..


เพื่อนผมคนหนึ่ง. ภรรยาเก่าคงเบื่อที่แกกินแต่เหล้าเลยขอกลับบ้านเก่าก่อนกำหนด. แต่เพื่อนผมมีบุญ. พี่สาวของเมียเก่า ไม่อยากให้ไปเร่ร่อนที่ไหน.และกลัวผีสางนางไม้คาบเอาไปกิน. เลยส่งลูกสาวซึ่งมีฐานะเป็นหลานเมียเก่า...(อาจจะงง !นิดๆ) ให้มาเป็นเมียสืบทอดตำแหน่งแทนน้าสาวที่จากไป. เพื่อนผมตาลุกวาวรีบตะครุบทันทีเพราะหลานเมียเก่าอายุน้อยกว่า 18 ปียังสาว ซิงๆ. เหมือนได้ออกรถป้ายแดงไม่ต้องจ่ายเงินดาวน์ .


มันหน้าบานยิ้มไม่หุบ. ใครๆได้น้องเมียก็คุยโต. แต่นี่เด็ดกว่าเพราะได้หลานเมีย..เพื่อนๆพากันอิจฉาตาร้อนในความมีบุญของเพื่อนเรา..แต่ต่อมาไม่นานเพื่อนผมก็ยิ้มไม่ออก..มันพึ่งรู้ตัวว่ารถป้ายแดงคันนี้ไม่จ่ายเงินดาวน์ก็จริง..แต่ต้องส่งค่างวดตลอดชีวิต..!!!และที่สำคัญหมดสิทธิ์ไปออกรถคันใหม่..


ตอนมาอยู่ด้วยกันใหม่ๆ.ก็ภาษาข้าวใหม่ปลามัน..อายุต่างกันตั้ง 18 ปี. เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่แต่ในห้องมากกว่าอยู่นอกห้อง .ไม่ค่อยเจอแสงเดือนแสงตะวัน.. ตัวเพื่อนผมจึงซีดไปตามสีของห้อง..กลายเป็น “เสี่ยจก”


เอ้า !! ทีนี้มาเข้าเรื่องจิ้งจกเสียที..



อันบ้านที่อยู่อาศัยของคนเรานั้น. แน่นอนต้องมีประตูและหน้าต่าง.จะมีมากหรือน้อยแล้วแต่ขนาดของบ้าน.และหน้าต่างที่นิยมติดตั้งกันจะเป็นหน้าต่างแบบที่เรียกทับศัพท์ว่า “วิทโก้” คือเป็นบานพับด้านเดียวปิดเปิดโดยโยกเข้าโยกออก. บานหน้าต่างเหล่านี้ใช้ร่วมกันกับวงกบ. เวลาปิดบานหน้าต่างมันจะประกบกันสนิทกับวงกบ เพื่อกันฝนและกันลมไม่ให้เข้ามาในตัวบ้านได้..


จุดต่างๆทุกพื้นที่ของวงกบ. คือจุดตายของจิ้งจก. เพราะจิ้งจกเจ้ากรรมเหล่านี้. ชอบไปแอบอยู่ตามขอบๆของวงกบ. เพราะช่วงที่เราเปิดดันบานหน้าต่างออกไปลักษณะเปิดหน้าต่าง. พื้นที่ขอบวงกบก็ว่าง. พอเราปิดบานหน้าต่างเข้ามาก็นึกภาพเอาแล้วกัน. มันเหมือนที่หนีบกล้วยปิ้ง..


ผมเคยเดินสำรวจตามหน้าต่างรอบๆบ้าน. จะเห็นซากจิ้งจกเคราะห์ร้ายเหล่านี้. ติดคาอยู่ตามขอบวงกบ. หลายๆลักษณะ. โดนทับครึ่งตัวบ้าง. ทับช่วงหัวโผล่แต่ตัวหางสั่นดิกๆ..หรือบางทีทับที่ตัวโผล่หัวออกมาขออะไรกินก็มี. ที่สำคัญเฉพาะตำแหน่งที่เป็นบานพับถ้าทับทั้งตัว. จะแบนแตดแต๋..เหมือนสติ๊กเกอร์ที่แปะขอบของวงกบ. สวยไปอีกแบบ.


ตอนหลังเห็นมากๆเข้าเกิดความสังเวช. ก่อนปิดหน้าต่างทุกครั้งผมต้องคอยไล่คอยดู. ไม่ให้จิ้งจกเข้าไปยืนจุ้ยอยู่ที่ขอบวงกบ. ขี้เกียจดูจิ้งจกเล่นยิมนาสติก. มันเป็นบาปเป็นกรรมที่ไม่ได้ตั้งใจ.


ถ้ามันตายไปทันทีก็คงไม่คิดอะไรมาก. แต่นี่โดนไปครึ่งตัวดันยังไม่ตาย. ตะเกียกตะกายอยู่นานกว่าจะตาย. แทบไม่อยากเดินผ่านไปเห็น. โรงพยาบาลสัตว์ก็ไม่รับรักษาจิ้งจกซะด้วย…!!!!







 

Create Date : 30 สิงหาคม 2551    
Last Update : 30 สิงหาคม 2551 7:38:54 น.
Counter : 440 Pageviews.  

จุดใต้..ตำตอ..

จุดไต้ตำตอ....

ราส์ส กิโลหก
ชาวดินสระบุรี

ผู้เขียน เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรังวัด ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ธุรการช่าง ฟังดูก็เท่ห์ แต่ในความเป็นจริงตำแหน่งนี้ ช่างทุกคนเบือนหน้าหนี มันเหมือนแบกอะไรต่อมิอะไรเพิ่มที่บ่า ที่หลังด้วย หนักกว่าช่างทั่วไป....


อันตำแหน่งธุรการช่างนั้น นอกจากต้องรังวัดที่ดินแล้ว ยังเป็นกระโถนใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ในฝ่ายรังวัด...คือทำเกือบทุกอย่างเกี่ยวกับงานธุรการอีกด้วย....เหตุการณ์.ต้องพบประจำทุกวันจนชิน......คือ....
.
“ มาทำอะไรหรือ คะ เชิญพบธุรการช่าง ค่ะ”

“ ผมมาออกโฉนดครับ ช่วยชี้ระวางให้ด้วย”

“ ผมมาจาก หน่วยงาน........ขอความร่วมมือ ค้นหา.......”

“ ข้างเคียง มันทุบหลักเขต ครับ ทำไงดี ช่วยออกไปดูให้หน่อย”

“ พ่อผมตาย.......โฉนดผมหาย.......พี่ผมยึดที่นาไปทำคนเดียว........เมียผมเอาโฉนดไปให้ชู้......ลูกยายมันไล่ยายออกจากที่ดิน”..... ฯลฯ…..มนุษย์เรานี่ทำไมมันวุ่นวายแบบนี้..

และที่ถูกไล่บี้ประจำคือ “งบเดือน เสร็จหรือยัง ???” ใกล้ๆสิ้นเดือน จะได้ยินเสียงเตือนจากหัวหน้าฝ่ายฯเป็น เหมือนเสียงเทปม้วนเดิม....(อันนี้พูดถึงสมัยก่อน นะครับ พ.ศ. 2530 สมัยนี้รู้สึกจะใช้ข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ ได้เลย)

ณ. วันหนึ่งบนสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี

“.พี่....ๆๆๆ” เสียงแหลมๆๆเหมือนรูปร่าง....ของ นังหน่อง ผู้ช่วยช่างเขียนฯ ดังมาจากหน้าเคาเตอร์...

ผู้เขียนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ประมาณ4- 5 คน ..ยืนออกันอยู่ด้านนอกของเคาเตอร์...

“ ว่าไง ?? หน่อง มีอะไร !! ”

“เจ้าของที่ดิน มีเรื่องปรึกษา ค่า” นังหน่องทำเสียง เซ๊กซี่...

“เชิญเข้ามาเลย”....

ผู้เขียนจัดเก้าอี้ มาเรียง ให้ เจ้าของที่ดินนั่ง เป็นวง ล้อมโต๊ะทำงาน นั่งเบียดๆกัน คนหนึ่ง เป็นหญิงแก่ อายุประมาณ 70 ปี นอกนั้นอายุกลางๆคน ท่าทางคงเป็นลูกๆๆ ดูการแต่งกายและลักษณะ เป็นชาวไร่ชาวนาทั่วไป...

“มีอะไรหรือยาย ?” ผู้เขียนพูดกับ ยายที่นั่ง เช็ดน้ำหมากอยู่หน้าโต๊ะ..ปากและมือแดงเถือกไปด้วยน้ำหมาก..

ยายเล่าให้ฟังว่า..สามีของยาย มีที่นา อยู่หลายแปลง เนื้อที่รวมๆกัน เกือบร้อยไร่...ก็ถือว่าเป็นคนมีฐานะดีคนหนึ่ง สามีของยาย สมมุติ ชื่อ “นายอยู่” แต่นายอยู่ไม่ยอมอยู่ ดันหนีไปมีเมียน้อย อยู่ต่างอำเภอ ยายบอกว่า หนีไปร่วม 5 ปี แล้ว แต่โฉนดที่ดิน ยังอยู่กับยาย ....

แต่นายอยู่ยังพาเมียน้อยเดินทาง มาเก็บค่าเช่านา เป็นประจำทุกปี มาเก็บเฉพาะที่นาบางแปลง ที่ให้คนอื่นเช่าทำนา ส่วนแปลงที่ยายและลูกทำนา แกไม่มายุ่ง...

ยายเอามือซ้ายเช็ดน้ำหมาก ส่วนมือขวาปาดน้ำตาที่เริ่ม ปริ่ม ๆออกมา... แกบอกว่าตอนนี้เมียน้อยส่งข่าวมาว่า นายอยู่ตายแล้ว เมื่อ วันก่อน ตอนนี้ศพยังอยู่ที่วัด ... แถวบ้านเมียน้อย...

ยายพูดเสียงเศร้าๆว่า แกและลูกๆยังคิดถึงและห่วงตาอยู่มาก ....จึงรีบพากันมาพบเจ้าหน้าที่โดยยังไม่ได้ไปงานศพ เพื่อสอบถามว่า โฉนดที่ดินของตาอยู่ ซึ่งมีชื่อตาอยู่เพียงคนเดียว จะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เมียน้อยมายุ่งได้ ......

โอ้...โห....!!!.ได้ฟังแล้วรู้สึก ซาบซึ้งในความเป็นผู้มีความกตัญญู รู้คุณ ของยายและลูกมาก...???

ผู้เขียน อธิบายไปตามหลัก กฎหมาย ว่า เมื่อตาตายแล้ว ทรัพย์ที่ตามีอยู่ก็จะเป็น ทรัพย์มรดกและจะตกทอดสู่ทายาท โดยชอบธรรม หมายถึง ลูกเมียนั่นแหละ ประการสำคัญ ....ผู้เขียนเว้นไม่ได้พูดต่อ..

ทั้งยายและ ลูก ทำตาโต พูดออกมาเกือบพร้อมกัน “ และประการสำคัญ อะไรหรือ ???”

ผู้เขียน บอกต่อว่า หากตามีลูกกับเมียน้อย ลูกของเมียน้อย ก็จะมีสิทธิ์ในมรดกนี้ด้วย ..!!!

เฮ้อ..!! ค่อยยังชั่ว ทั้ง 5 คนทำท่าดีใจ อย่างเห็นได้ชัด....ยายรีบพูดบอกว่า “ถ้านังเมียน้อยมีลูก ก็คงเป็นลูกคนอื่น”

“ทำไมมั่นใจ แบบนั้น ล่ะ” ผู้เขียน มองหน้ายาย.....

“เอาเถอะ รู้แค่นี้ก็สบายใจแล้ว” เสียงลูกแกคนหนึ่งพูดสวนขึ้นมา..

ผู้เขียนพูดตัดบทขึ้นว่า “เอาละ ยายไม่ต้อง กลัว ที่ดิน ของ ตา ต้องกลับมาเป็นของยายและ ลูกแน่นอน ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ก็มาทำเรื่อง จดทะเบียนรับ มรดก ได้เลย”

“ พี่ ๆๆๆพี่....รับโทรศัพท์ ด้วย...ค่า” เสียงเซ๊กซี่ของนัง หน่อง ตะโกนบอก...

ผู้เขียนรับโทรศัพท์แล้วกลับมาที่ โต๊ะ ยังไม่ทันได้คุยกันต่อ ยายและลูก บอกลาผู้เขียน แล้วลุกขึ้น หันกลับออกไป ...แต่มีบาง คนยืนอยู่ด้านหลังยาย ยังไม่กลับ....??

ผู้เขียน ถามไปว่า มาด้วยกันหรือเปล่า ????ทำไมยังไม่กลับ พร้อมยายล่ะ มีอะไรจะถามเพิ่มเติม..

ยังไม่ทันที่ ที่เขาจะถามอะไร ผู้เขียน บอกสำทับไปว่า “ไม่มีอะไรแล้วละ ไปเถอะให้ยายเอาลูกมาทุกคน ใบมรณะบัตร คนตาย ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวของทุกคน อย่าลืม เอาโฉนดใบจริง มาด้วย รีบๆมาทำซะจะได้หมดปัญหา เรื่องเมียน้อยอย่าไปกลัว มันมายุ่งไม่ได้หรอก เชื่อเถอะ ”

“ ขอบคุณมาก ค่ะ แล้ว ช่าง ชื่อ อะไร คะ” เขาถามผู้เขียน

“ ผมชื่อ ราส์ส กิโลหก(ขอใช้นามสมมุตินี้นะครับ)” ผู้เขียนตาเป็นประกาย ตอบด้วยความภาคภูมิใจ..ที่ราษฎรให้ความสำคัญ...

“มีปัญหาอะไร มาปรึกษาได้นะครับ” บอกเพิ่มเติมไปอีก...

มองดูนาฬิกา เกือบเที่ยงแล้ว เตรียมไปหาสั่งข้าว กลางวันกิน....

“ พี่ๆๆๆพี่ๆๆๆๆ โทรศัพท์จ้า แหมวันนี้ เป็นดารา โทรศัพท์” เสียง นังหน่อง ตามเคย.....

ผู้เขียนเดินไปที่ ตั้งโทรศัพท์ ยกหู ขึ้น เตรียม จะพูด “ ออ.................................................”

“อ้าวพี่ ไม่เห็นพูดอะไร เขาวางหูแล้วเหรอ ?” นังหน่องสอดรู้สอดเห็น..

ผู้เขียน เดินออกมาจากโต๊ะโทรศัพท์ แบบ งงๆ !! ...เบลอๆๆๆๆ..หูยังไม่หาย อื้อ...!!!!

หันหน้าไปพูดกับนางหน่องจอมสอด “พูด กะผีอะไร มันด่า มาเป็น ชุดๆ เลย หาว่าปากหมา แล้วยังขู่ด้วยว่า ระวังจะไม่ตายดี”

กลับมานั่งที่โต๊ะ...เอนหลังพนักพิง....หลับตาทบทวน เหตุการณ์...!!!!!

มานั่งนึกดู....เอ..!! เราไปทำอะไรให้ใครที่ไหน...ตะโกน .ถามนังหน่อง ว่า คนที่โทรมา...ระบุ ชื่อของผู้เขียนหรือเปล่า ???? นังหน่อง ยืนยันว่าใช่แน่นอน ??? ชัดแจ๋ว....มันยังเล่นลิ้นอีก....นังนี่ !!!!

ผู้เขียนถามย้ำอีกว่า “เอ๊ะ...หน่อง เมื่อเช้าพวกที่ มาหาพี่ 4-5 คนที่มี ยายแก่มาด้วย แล้วมีใครมาหาพี่อีกหรือเปล่า..???

“ก็มีมาอีกคนพี่ เป็นผู้หญิง คนนี้มาทีหลัง”

“ มาถึงตอนไหน” ผู้เขียนถามเร็ว ปรื๋อ.....

“ตอน พี่ไปรับ โทรศัพท์ เห็นเค้าเดินไปที่โต๊ะพี่ เลย”

“ แล้วเค้ารู้จักกัน กับพวก ยายแก่กับลูกหรือเปล่า” ผู้เขียนเริ่มสงสัย..

“ ไม่รู้ รู้จักหรือเปล่า เห็น แต่พอ เดินไปที่โต๊ะพี่ พอพวกยายแก่ เห็นก็รีบกลับกัน เลย”

“อ้าว อย่าง นั้น ก็ไม่ได้มาด้วยกัน นะซิ” ผู้เขียน นึกอะไรออกแล้ว

“ ใช่ค่ะ ไม่ได้มาด้วยกันหรอก พี่ มาคนละพวก และไม่ได้มาคนเดียว มีผู้ชายมาด้วย อีก 2 คน แต่ไม่ได้เข้าไป นั่งรอ อยู่หน้าเคาเตอร์”

นั่นไง !!! ผู้เขียนเอามือตีท้ายทอยตัวเอง นึกออกแล้ว ผู้หญิงคนสุดท้าย ที่ผู้เขียน คุยด้วย หลังจากที่ เมียและลูก นายอยู่กลับ ที่แท้ก็คือ....

“ เมียน้อย นายอยู่นั่นเอง” ใครจะไปรู้นึกว่ามาด้วยกัน..กลุ่มเดียวกัน ซวยหูจริง.ๆๆ...

.......โบราณเค้าเรียก จุดไต้ตำตอ……กรรม..!!!!






 

Create Date : 29 สิงหาคม 2551    
Last Update : 29 สิงหาคม 2551 4:45:45 น.
Counter : 337 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

สวนดอก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add สวนดอก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.