อดีตชาวดิน สระบุรี กรมที่ดิน (ราส์ส กิโลหก)
Group Blog
 
All Blogs
 

ลุงบุญ

ลุงบุญ.....

ราส์ส กิโลหก


ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พ.ศ. 2531 ถึง 2534 ในช่วงนั้น มีการเจริญเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นยุคทองทางเศรษฐกิจ และที่ผมได้สัมผัสตรงๆคือผืนแผ่นดินเกิดการตื่นตัวในการซื้อขายอย่างมากมาย ที่ดินกลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง ราคาที่ดินพุ่งพรวดจนคาดคะเนไม่ได้ ราคาซื้อขายปั่นป่วนเพราะความต้องการของตลาด


ชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด จากดินกลายเป็นดาวแบบไม่น่าเชื่อ


ประมาณ ปี พ.ศ. 2532....


ในช่วงนั้นผมนั่งทำงาน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง ประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคกลาง ซึ่งจังหวัดนี้คนจะรู้จักในนาม “นมดี กระหรี่ดัง” ถ้าพูดคำนี้ออกไปร้อง อ๋อ ! กันทุกคน


ชายคนหนึ่งอายุเกือบ 50 ปี รูปร่างผอมสูงตัวดำเป็นเหนียง แต่งตัวแบบชาวนาทั่วๆไป ในมือถือโฉนดที่ดินแผ่นใหญ่ม้วนกลมๆ มองดูเก่ากระดาษสีเหลืองอ๋อย..


แกเดินเข้ามาในที่ทำงาน และหยุดอยู่ด้านหน้าเคาเตอร์ ยืนมองซ้ายมองขวาอย่าง งงๆ เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ด้านหน้า ร้องถามว่า จะมาทำอะไร ? แกตอบว่าต้องการมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน..


เจ้าหน้าเชิญแกมาที่โต๊ะผม...


“ สวัสดี ลุง ! เชิญนั่งครับ มีอะไรหรือ ครับ?” ผมทักกับแก พร้อมเชิญให้นั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน..


แกรับไหว้ผม พร้อมหย่อนตัวนั่งบนเก้า อี้ พอแกพูดออกมา โฮ้โห้ ! กลิ่นเหล้าขาวหึ่ง จนผมแทบจะสำลัก..


“ผมมาขอถามเกี่ยวกับการรังวัดสอบเขตที่ดินของผมหน่อยครับ ?” แกพยายามยื่นหน้ามาพูดกับผม เหมือนกลัวจะไม่ได้ยินที่แกพูด..


ผมถอยเก้าอี้ออกมาให้พ้นรัศมีกลิ่นละมุดเน่า “ ถามได้เลยครับ ! ผมรอฟังอยู่ลุง ! ” ผมบอกกับแกแบบแหยงๆกลัวจะเมากลิ่นเหล้าที่ออกจากปากแก..


ขอสรุปเลยดีกว่า ลุงบุญแกเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ และมีนายทุน สนใจจะซื้อ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องให้เจ้าหน้าที่ไปทำการรังวัดสอบเขต ให้เรียบร้อยเสียก่อน แกจึงมาติดต่อเจ้าหน้าเพื่อยื่นคำร้องให้ออกไปดำเนินการให้ตามระเบียบ.


ผมถามแกเล่นๆว่า ขายไปไร่เท่าไหร่ ?



แกตอบแบบอารมณ์ดี เหมือนโลกใบนี้เป็นของแกคนเดียว “ พวกนายหน้าเสนอมา ไร่ละ 1 ล้านบาทครับ ! รวมทั้งหมด 50 ล้านนิดๆ ”


ผมดีใจไปกับแกด้วยเงินขนาดนี้ใช้ไปทั้งชาติก็ไม่มีหมด.


ลุงบุญ ไปๆมาๆเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการรังวัดสอบเขตโฉนดของแก และทุกครั้งที่มาติดต่อแกจะแวะมาคุยกับผมทุกครั้ง จนคุยกันถูกคอ..


จนการรังวัดเสร็จสิ้น หลักเขตที่ดินและรูปแผนที่เนื้อที่ จัดการเรียบร้อย ครบถ้วนขบวนการของการรังวัดสอบเขตที่ดิน ตรงตามความประสงค์ของผู้ซื้อ ทั้งสองฝ่ายจึงนัดทำการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายกัน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด


วันที่โอนซื้อขายที่ดิน ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมาพร้อมกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดฯ ผู้ซื้อเป็นอาเสี่ยมาจากกรุงเทพฯ มาพร้อมทนายความถือกระเป๋าเอกสารเดินตามหลังเสี่ยต้อยๆ


ส่วนทางฝ่ายผู้ขายคือลุงบุญก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่เห็นแล้วผมตกใจเพราะกองเชียร์มากันเกือบ 20 คนทั้งก่อนหน้านั้นเวลามาติดต่อเกี่ยวกับเรื่องสอบเขตที่ดิน ลุงบุญจะมาคนเดียวตลอด


ฝ่ายลุงบุญนั้น นอกจากลูกเมียแล้ว ยังประกอบด้วย นายหน้า,ญาติเก่า,ญาติใหม่,คนอยากเป็นญาติ, เพื่อนบ้านที่รู้ข่าว และเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่ลุงบุญติดต่อให้มารับเงินฝาก..และที่สำคัญบุคคลที่ไม่อาจมองข้ามคือเจ้าหนี้ของลุงบุญ มาร่วมด้วยอีกเป็น สิบเหมือนกัน..


จากชาวนา จนๆมีหนี้สินรอบตัว กลายเป็นเศรษฐีไปในทันที หลังจากการโอนโฉนดที่ดินเรียบร้อย เงินหลายสิบล้านเข้ามาอยู่ในมือเหมือนฝัน..


ทั้งที่ ที่ดินแปลงนี้เมื่อก่อนไร่ละ ไม่ถึงแสน ไปเคี่ยวเข็ญขายกับใครก็ไม่มีใครซื้อเพราะไม่รู้จะซื้อไปทำไม ? พอถึงยุคนายกฯชาติชายเป็นยุคฟองสบู่เฟื่องฟู มีโรงงานต่างๆเกิดขึ้นมากมาย นายทุนต่างชาติขนเงินมาลงทุนในประเทศจำนวนมาก ความต้องการซื้อที่ดินเพื่อทำโรงงานก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ชาวบ้านที่มีที่ดินทำเลดี ขายที่ดินร่ำรวยกันจน กลายเป็นเศรษฐีใหม่ ในพริบตา..


ที่ดินของลุงบุญถูกซื้อเอาไปเพื่อก่อสร้างโรงงาน เป็นโรงงานเกี่ยวกับอาหารสัตว์ ผมเคยผ่านไปแถวๆนั้นหลังจากลุงบุญโอนขายไปไม่นาน ก็เห็นโรงงานกำลังก่อสร้าง จากที่ดินทำนาแท้ๆ กลายเป็นชุมนุมชนขึ้นมา เป็นโรงงานขนาดใหญ่พอสมควร ได้ข้อมูลว่าจะจ้างแรงงานหลายร้อยคนที่เดียว..


จนวันหนึ่ง ลุงบุญแวะมาหาผมที่ทำงาน คนเราพอมีเงินราศีก็จับจนไม่เหลือเค้าลุงบุญคนเดิม กลายเป็นเสี่ยบุญ ผมหวีเรียบแป้ เครื่องแต่งกายยี่ห้อดีราคาแพง โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ประจำตัว นาฬิกาเรือนทองใหม่เอี่ยม สายสร้อยทองหนักเป็นสิบบาทดูเหมือน โซ่ มากกว่าเป็นสร้อยสรวมคอ.


แกหิ้วเหล้าแบล๊คเลเบิ้ล ขนาด 1 ลิตรเอาติดมือมาฝาก นั่งคุยกันได้ความว่าแกเอาเงินไปลงทุนวิ่งรถสิบล้อที่ใช้สำหรับขนส่งดิน หิน และลูกรัง.ซึ่งในขณะนั้นธุรกิจแบบนี้กำลังบูมสุดๆ ตามประสาคนมีเงินนับสิบล้านแกออกรถสิบล้อทีเดียว 10 คัน ทั้งๆที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจด้านนี้ น่าจะประเภทเห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง.


ผมก็ฟังแกเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซื้อนั่นซื้อนี่ โดยเฉพาะซื้อบ้านราคาหลายล้านบาทให้ลูกชายมั่ง ลูกสาวมั่ง ยังอดคิดในใจว่าทำไมไม่ไปหาซื้อที่ดินเปล่าๆไว้บ้าง แต่ไม่กล้าแนะนำมากเดี๋ยวเกิดแกไม่พอใจเอาเหล้ากลับคืน..


ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่มีแต่ลุงบุญคนเดียว เจ้าของที่ดินรายอื่นๆถ้าเห็นว่าที่ดินมีราคาก็จะขายกันหมด บางหมู่บ้าน ขายที่ดินกับแทบหมดหมู่บ้าน ร้านค้าทองในตลาดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะพวกเศรษฐีใหม่ชอบใส่ทองอวดกัน


ที่ยอดนิยมสุดๆอีกอย่างคือรถสิบล้อ บ้านไหนพอขายที่ดินได้มีเงินจะไปออกรถสิบล้อทันที ชาวบ้านทุกคนมีความคิดว่า ถ้าใครมีรถสิบล้อจะหาเงินได้ง่าย เนื่องจากงานถมดินเป็นธุรกิจที่เฟื่องมากๆ ในยุคนั้นโรงงานเกิดขึ้นใหม่เหมือนดอกเห็ด งานถมดินจึงมีไม่ขาดสาย ได้เงินง่ายได้เงินเร็ว เศรษฐีใหม่จึงนิยมกัน อ้อ ! แล้วเป็นการอวดศักดากัน ถ้าบ้านไหนไม่มีรถสิบล้อถือว่ายังไม่มีระดับ..คิดกันไป ด๊ายๆๆๆ..!!!.



ต่อมาผมถูกย้ายไปรับราชการที่จังหวัดอื่น นานเกือบ 10 ปีจึงได้ย้ายกลับมาที่จังหวัดเดิมที่เคยอยู่ วันหนึ่งเจ้านายให้ไปพบผู้จัดการโรงงานอาหารสัตว์แห่งหนึ่ง เพื่อติดต่อเกี่ยวกับการบริจาคสิ่งของในงานวันปีใหม่ของจังหวัด


คนขับรถพาไปที่โรงงานเป้าหมาย ปรากฏเป็นโรงงานที่ซื้อที่ดินจากลุงบุญไปนั่นเอง ผมจำได้เพราะก่อนโรงงานสร้างเสร็จ ผมผ่านไปบ่อยๆ


รถเลี้ยวเพื่อเข้าสู่ตัวโรงงาน ด้านหน้ามีป้อมยามและไม้กั้นรถเข้าออก ยามหรือ ร.ป.ภ. วิ่งออกมาจากป้อม เดินเข้ามาตะเบ๊ะ...ด้านที่ผมนั่งอยู่ ผมไขกระจกลง ยามถามผมว่าจะเข้าไปพบใคร.?.


ผมบอกว่าจะมาพบผู้จัดการ ได้โทรนัดกันล่วงหน้าแล้ว ...


ยามไปยอมเดินไปไหน แกก้มจ้องหน้าผมเขม็ง ! “ใช่...คุณ........หรือเปล่าครับ ? ” น้ำเสียงแกพูดอย่างดีใจสุดๆๆ


แกถอดหมวกออก และยกมือไหว้ผม..


“ลุงบุญ !” ผมร้องเสียงดัง ลุงบุญ จริงๆ ด้วย เป็นยังไง ? มายังไง ? กันนี่..!!..



หลังจากเสร็จธุระกับผู้จัดการโรงงาน ตอนที่จะกลับออกจากโรงงาน ลุงบุญมาดักรอผมที่หน้าโรงงาน แกบอกว่าออกเวรแล้วอยากคุยกับผมหน่อย เราจึงไปหาที่นั่งคุยกันที่ร้านอาหารหน้าโรงงาน


ก็ตาม ทำ –มะ –เนียม นอกจากอาหารแล้วก็เบียร์เย็นๆตามมา..


สภาพลุงบุญ แปรสภาพจากเสี่ยบุญที่ผมเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบ 10 ปีอย่างสิ้นเชิง..กลายเป็นลุงบุญที่ผมเห็นครั้งแรก คือผอมดำแต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือความแก่ชรา หน้าตายับย่นจนแก่เกินอายุ ที่ เกือบ 60 ปี แต่มันเหมือนอายุซัก เกือบ 80 มั๊ง !


แกเล่าว่าช่วงที่มีเงินฮึกเหิมมาก เพราะเงินได้มาง่ายๆจึงไม่ค่อยรู้คุณค่าของเงิน ใครชวนทำอะไรก็เอาด้วย ใครชวนซื้ออะไรก็ซื้อ เพราะมีแต่คนยกย่องเยินยอ จนหลงตัวเอง ใครๆก็เรียกเสี่ยบุญ จนตัวลอย..


รถสิบล้อที่ซื้อด้วยเงินสดที่เดียว 10 คัน เอาไปวิ่งบรรทุกดินเห็นว่าได้เงินดี จึงเอาเงินไปดาวน์ออกมาอีก 20 คัน กะว่าจะไปรับงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานถมทรายสร้างสนามบิน ..


ลูกเมียไม่ยอมทำงานใช้แต่เงิน เดี๋ยวซื้อรถ เดี๋ยวซื้อบ้าน ทองหยองซื้อใส่กันเต็มตัว ที่สำคัญเล่นการพนันกัน เล่นหวยกันตัวหนักๆ ..และที่มารบกวนประจำคือพวกมาขอกู้เงิน..ขัดก็ไม่ได้ญาติตัวเองบ้าง ญาติเมียบ้าง มั่วไปหมด..


พอฟองสบู่แตก เศรษฐกิจ ตกต่ำ บริษัทที่จ้างไปถมดินล้มละลาย เงินหลายล้านเก็บไม่ได้ไม่รู้จะไปเก็บกับใคร ? หนี้สินถูกเบี้ยวหมด ตอนนั้นแกบอกว่าถ้าทำใจไม่ได้ก็ต้องตามฆ่าลูกหนี้เป็นแน่..!!


เพราะไม่ทำงานกันไม่มีรายได้มาจับจ่าย รถสิบล้อที่ซื้อมาทีหลังไม่มีเงินส่งค่างวดก็ถูกยึดไป บ้านหลังใหญ่และสิบล้อที่ซื้อด้วยเงินสด ก็ทยอยขาย จนไม่นานก็เกลี้ยงเหลือแต่ตัว..ที่ดินซักกระแบะมือก็ไม่มี..


“ลูกเมียไปไหนหมดล่ะ ลุง ?” ผมอดถามถึงครอบครัวแกไม่ได้..


แกคว้าแก้วเบียร์ ยกขึ้นซดที่เดียวหมดแก้ว ก่อนตอบแบบเซ็งๆๆ


“เมียผมตายไปหลายปีแล้ว มันตรอมใจ ส่วนลูกไม่ต้องพูดถึง มันขายบ้านหนีไปหมดแล้ว ครับ ตอนนี้ผมอยู่คนเดียวไม่มีใคร !”


“ลุงมาทำงานอยู่นี่ได้ไง ?”

“ ผมไม่มีทางไป ก็บากหน้าไปหาผู้จัดการขอทำงานเลี้ยงตัวกันตาย แกจำได้ว่าผมเป็นเจ้าของที่ตั้งเดิม จึงเมตตาให้มาทำงานเป็น ยามนี่แหละ ” ดวงตาแกแดงก่ำแต่ไม่มีน้ำตาออกมา..

เราคุยกันจนเกือบมืด ผมเกรงใจคนขับรถ จึงขอลาแกกลับ ถามแกว่าบ้านอยู่ไหนจะขับรถไปส่ง..

“ บ้านผมอยู่นี่ ไง?”

แกพูดด้วยความเมาแล้วชี้มือไปที่โรงงานฯ

“กระต๊อบผมตั้งอยู่หลังโรงงาน ผมกินอยู่ที่นี่แหละ ! ที่ดินของผมไง !!”

แกเดินเซๆจากผม ไปยังโรงงานเพื่อกลับ ที่พัก...อ้อ ! ที่ดินของแก...

ลุงบุญ เสี่ยบุญ กลายเป็น อ้ายบุญของคนหลายคน....//




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2551 14:20:29 น.
Counter : 246 Pageviews.  

เพฌชฆาต..!!!

เพชฌฆาต....!!!.

ราส์ส กิโลหก


ชายหนุ่มอายุประมาณ 25 ปีสรวมเสื้อกันลมสีดำ ที่หัวมีหมวกกันน๊อคใบสวยสรวมอยู่..เขากำลังควบเจ้ามอเตอร์ไซค์คู่ชีพ ขับไปยังที่แห่งหนึ่งเพื่อพบกับใครบางคน..ตามการนัดหมายล่วงหน้า..


เขากวาดตามองหาสถานที่ต้องการ จนพบตำแหน่งที่นัดหมายกันไว้ เป็นร้านอาหารเล็กๆชานเมืองคนไม่พลุกพล่าน เป็นร้านขายอาหารตามสั่ง แต่แต่งร้านแบบสวนอาหาร โต๊ะนั่งแยกเป็นสัดส่วนเหมาะแก่การคุยธุระส่วนตัว

.
จอดรถที่หน้าร้าน ตาเหลือบมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ พรายน้ำบอกเวลาในที่มืด เกือบสองทุ่มแล้ว.อีก 5 นาทีถึงกำหนดนัด. ก้าวขาออกจากตัวรถเดินทอดน่องไม่รีบร้อน พยายามเลือกหาโต๊ะมุมสุดของร้าน จนพบที่ต้องการ เป็นโต๊ะที่นั่งได้ไม่เกิน 4 คนกำลังเหมาะ..เขาก้มตัวนั่งลงบนเก้าอี้..


เด็กผู้หญิงตัวเล็ก แต่งชุดสีชมพูสดใส มือซ้ายถือสมุดเล่มเล็กมือขวาถือปากกา รีบเดินตามมาที่โต๊ะ เขาร้องสั่งเบียร์และถั่วทอด…นั่งจิบเบียร์อย่างสบายใจ..


เวลาผ่านไปไม่นาน...


“ว่าไง ! สมชายมานานแล้วหรือ ?”. เสียงเล็กๆแต่สมชายจำได้แม่นยำ.เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง ยืนขึ้นยกมือไหว้..


“สวัสดีครับ ! เฮีย. เชิญนั่งก่อนครับ” เขาชะโงกหน้ามองไปหาเด็กๆที่ยืนอยู่หน้าเคาเตอร์ในร้าน พร้อมตะโกนสั่ง น้ำส้มเพิ่ม 1 ขวดเพราะรู้ดีว่าเฮียไม่กินเหล้า-เบียร์.


เฮียกวง รูปร่างผอมสูงใส่แว่นตาหนาเตอะ อายุร่วมๆ 60 ปี แต่แข็งแรงเกินอายุ ไปไหนมาไหนขับรถด้วยตัวเอง แกเป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่งในยุทธจักรนักเลง เนื่องจากสมัยหนุ่มๆได้คลุกคลีกับวงการนักเลงมาโดยตลอด..แต่ไม่ถึงขั้นเจ้าพ่อ ไม่มีบ่อนเป็นของตัวเอง ไม่เลี้ยงลูกน้อง หรือตั้งซุ้มมือปืน..


แต่อาศัยที่ รู้จักเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลแยะ รู้จักมือปืนต่างๆก็มาก แกจึงอาศัยศักยภาพในด้านนี้ ประกอบอาชีพเป็นเอเย่นต์จัดหามือปืนให้ฆ่าคน..


พูดง่ายๆคือนายหน้าหาคนมาฆ่าคน ดูแล้วเป็นงานสบายทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางค้าชีวิตมนุษย์ งานไม่หนักไม่เหนื่อยได้เงินแยะเพราะบางทีรับงานมา 500,000 บาทหาจ้างมือปืนแค่ 250,000 บาท.กำไรเท่าตัว


ก็ต้องยกเครดิตให้แก เพราะงานแบบนี้ ไม่ใช่ใครนึกอยากจะทำก็ทำได้ ต้องสร้างสมบารมีมาเกือบค่อนชีวิต และที่สำคัญจิตใจต้องเหนือมนุษย์จริงๆ..คือเห็นความตายเป็นแค่ธุรกิจอย่างหนึ่งเท่านั้น..


“สมชาย ! มีงานใหญ่ชิ้นหนึ่งจะให้ทำเพราะ อั๊ว เชื่อมือลื้อ. และค่าแรงงาม” แกพูดขึ้นหลังจากดูดน้ำส้มในขวดไปหลายอึก..


สมชายหูผึ่ง กับคำสุดท้าย คือค่าแรงงาม.


ประวัติของสมชาย นั้น เขาเติบโตจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่เล็กจนโตไม่เคยเห็นหน้า พ่อ-แม่ ว่าหน้าตาป็นอย่างไร ? แต่เขาก็ไม่เคยสนใจเกี่ยวกับ พ่อ-แม่ ตนเอง เพราะไม่รู้จะสนใจไปทำไม หัวใจของสมชายด้านชาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้..ไปนานแล้ว.


กลับถึงห้องพักที่เขาเช่าอยู่ เอารายละเอียดต่างๆของเหยื่อ ตามที่เฮีย “กวง” มอบให้ที่ร้านอาหารมาดู มีรูปภาพ แผนที่บ้าน รายละเอียดอื่นๆเช่นในบ้านมีคนอยู่กี่คน และเหยื่อทำงานอะไร-ที่ไหน.. ในรายละเอียดยังบอกว่าเธออยู่กับคนรับใช้เท่านั้น..


สมชายรับจ้างฆ่าคนมาตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบ ยิงคนมาไม่ต่ำกว่า 20 คน จนกลายเป็นมืออาชีพ เขาศึกษารายละเอียดต่างๆของเหยื่ออย่างตั้งใจ งานแบบนี้พลาดไม่ได้ หากพลาดหมายถึงการจบอาชีพมือปืน ต้องไปนอนคุกแทนบ้านหลายสิบปี เกรดของอาชีพมือปืนจะตกต่ำลง..ความเชื่อถือของนายจ้างก็จะน้อยลง..กลายเป็นมือปืนกระจอกในไม่ช้า..


รูปของเหยื่อที่อยู่ในมือของสมชาย เป็นภาพหญิงสาวสวยที่เดียว ดูหน้าตาแล้วอายุคงไล่เลี่ยกับสมชาย อาชีพอย่างเขาต้องทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นใครที่ไหน .!ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หรือคนแก่ เขาไม่มีหน้าที่ไปคิดหรือสงสัยว่า ทำไมต้องฆ่า และฆ่าเพราะเหตุใด.?
มันไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรับรู้ เขามีหน้าที่อย่างเดียวคือ ทำอย่างไรให้เหยื่อตาย.!.

แต่ที่สมชาย ข้องใจมากๆคืองานนี้ทำไม ? เฮีย “กวง”ให้ค่าจ้างแพงมากกว่าปกติ ให้ถึง 500,000 บาท ทั้งยังกำชับว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต้อง ทำงานให้เสร็จ เขายังคิดว่ากะอีแค่ฆ่าผู้หญิงคนเดียวจะยากเย็นอะไร.?


สมชายเริ่มออกทำงาน เขาออกไปสำรวจบ้านของเหยื่อก่อน โดยปลอมเป็นคนขายไอศกรีมแบบรถเข็น เขาดักรอจนได้เห็นเหยื่อตัวจริงในวันหนึ่งขณะที่เธอขับรถจะกลับเข้าบ้าน ลักษณะตรงตามรูปถ่าย ตัวจริง หล่อนเป็นหญิงสาวที่สวยมากคนหนึ่ง ผิวขาวเนียน แสดงถึงชาติตระกูลที่ดี..


พอรถจอดหน้าบ้าน สมชายเข็นรถไอศกรีมโฉบเข้าไปจนเกือบถึงหน้าประตูบ้าน เพื่อจะดูหน้าให้ชัดๆกันความผิดพลาดในภายหน้า คนใช้ในบ้านวิ่งออกมาเปิดประตูรั้ว หญิงสาวขับรถเข้าไปในบ้าน สมชายเหลือบตามองไปที่หญิงสาวขณะที่เธอเปิดประตูลงจากรถ พอลงมาเต็มตัว สมชายเห็นแล้วใจเต้นแรง.. จนรถไอศกรีมเกือบชนรั้วบ้าน..


เธออยู่ในชุดคลุมท้อง ท้องยื่นออกมาจนดูอุ้ยอ้าย..คงไม่น้อยกว่า 6 เดือน.!!


เขาเดินใจลอยเข็นรถไอศกรีม ผ่านออกมา พลางนึกในใจว่า ทำไมค่าจ้างถึงแพงเป็นสองเท่า เพราะเหตุนี้นี่เอง..เฮีย นะ เฮีย !! ..


ถึงแม้สมชายจะได้ชื่อ เป็นเพชฌฆาตหน้าหยก เป็นมือพระกาฬระดับต้นๆ ผู้หญิงหรือคนแก่เขาเคยยิงมาแล้ว แต่กับคนท้อง นี่ ! เขายังไม่เคย..


หลังจากเอารถไอศกรีม ไปคืนที่ศูนย์จำหน่ายแล้ว เขาขับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพเพื่อกลับที่พัก ช่วงนี้การจราจรแออัดเพราะเป็นชั่วโมงเร่งด่วน รถยนต์ติดกันเป็นแพ เขาขับแทรกไปตามช่องว่างไปได้เรื่อยๆ


ข้างหน้าห่างไปไม่ถึง 50 เมตรมองเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจจอดอยู่ข้างทาง ท้ายรถเปิดไฟแดงแว๊ปๆ.มีรถแท็กซี่คันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนติดกับฟุตบาท มีคนมุงอยู่เป็นกลุ่มประมาณ 10 กว่าคน พอขับเข้าไปใกล้ๆพบว่าตำรวจจราจรนายหนึ่งกำลังก้มๆเงยอยู่ที่เบาะหลังของรถแท็กซี่


เขาจอดรถไปดูด้วยความสงสัย “มีผู้หญิง คลอดลูกในรถแท็กซี่ ตำรวจกำลังทำคลอดอยู่” เสียงพวกไทยมุงคุยกัน.ด้วยความตื่นเต้น.!!


สมชายไม่นึกตื่นเต้นอะไร ? กับแค่คนคลอดลูก แต่ไปยืนรวมกับกลุ่มไทยมุง ซักพักเสียงเด็กร้อง แว๊กๆ..!!! เห็นตำรวจอุ้มเด็กตัวเล็กๆดวงตายังปิดสนิท สองมือโบกไปมา นำออกมาจากเบาะรถ แล้วเอาผ้าพันตัวด้วยความระมัดระวังดุจเป็นของสำคัญและมีค่า พวกไทยมุง เฮ ! กันลั่นตบมือดีใจกันใหญ่ เหมือนสิ่งที่ออกมามีความสำคัญมากๆ..


เขาเดินเลี่ยงออกมาเพื่อกลับบ้าน พลางนึกในใจ “ ตอนที่เราคลอดออกมา ดันมีคนเอามาทิ้ง !!”..


กลับถึงบ้าน เขากำหนดแผนการทำงานขึ้น นำปืนเถื่อนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ตรวจดูความเรียบร้อย ..


การทำงานของสมชาย เขาจะกำหนดมาตรการให้กับตัวเองอย่างรัดกุม จะเปลี่ยนอาวุธปืนทุกครั้งที่ทำงาน ไม่พกปืนติดตัวนอกจากวันที่ไปปฏิบัติการ ไม่ เคยมีปืนประจำตัว เมื่อทำงานเสร็จจะนำไปทำลายหรือฝังดิน


ในด้านร่างกาย ในวันทำงาน ผมที่หัวจะโกนจนโล้น ตัดเล็บมือให้สั้น เสื้อกางเกง รองเท้าซื้อใหม่ทั้งชุด และที่ขาดไม่ได้ถุงมือยางต้องสรวมใส่ขณะลั่นไกปืน เช่นกันหลังทำงานเสร็จหลักฐานทุกอย่างในตัว จะถูกเผาทำลายทิ้งอย่างรวดเร็ว...


ในทุกครั้งเมื่อจัดการกับเหยื่อเสร็จ และรับเงินงวดสุดท้ายกับ เฮีย “กวง”เรียบร้อยแล้ว เขาจะปลีกตัวไปนอนเล่นที่ต่างจังหวัดที่ห่างไกล ประมาณ 2 สัปดาห์จนเรื่องเงียบจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ..


“สมชาย ลื้อมีเวลาอีกไม่เกิน 7 วันต้องจัดการกับเหยื่อให้เรียบร้อย” เป็นประกาศิตจาก เฮีย “กวง” แกโทรมาสำทับ..และยังเล่าให้ฟังอีกว่า เด็กในท้องจะเกิดมาไม่ได้ต้องตาย มันเป็นเรื่องมรดกกองใหญ่ !


สมชายวางแผนจะยิงเหยื่อ ในอีก 2 วัน ช่วงนี้เขานั่งนอนเล่นอยู่ในห้องพัก ไม่ออกไปเที่ยวกินเหมือนเคยเพื่อพักผ่อนร่างกายไว้สำหรับงานสำคัญ


เขาเอากระเป๋ามาวางบนที่นอน จัดเสื้อผ้าและเครื่องใช้จำเป็น เพื่อเตรียมตัวเดินทางออกไปต่างจังหวัดเมื่อทำงานเสร็จ คนในหอพักรู้แต่เพียงว่าสมชายเป็นพนักงานขายของ ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว..เมื่อเขาหายไป เกือบ 2 สัปดาห์จึงเป็นเรื่องปกติ.


ช่วงดึกเกือบตีสอง.. เสียงคนทุบประตูห้องสมชาย ดังลั่นในความมืด.


“พี่ๆ !! ช่วยหนูด้วย เปิดประตูที หนูจะไม่ไหวแล้ว..” เป็นเสียงผู้หญิงเสียงดังลั่น เขาสะดุ้งตื่น ลงจากเตียงนอนวิ่งมาเปิดประตูออกมาดู..


หญิงสาวที่พักอยู่ชั้นเดียวกัน อยู่ห้องพักห่าง ไปไม่กี่ห้อง เธออยู่ในชุดคลุมท้องผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตาแสดงถึงความเจ็บปวด ที่ขาทั้งสองข้างมีน้ำดำเหม็นคาวไหลย้อยตามขาลงมาที่พื้นจนเปียก


“พี่ ! ช่วยหนูด้วย ผัวหนูไม่อยู่ หนูจะออกลูกเอารถมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่โรงพยาบาลให้ที” มือปืนหนุ่มหนีไม่ออก ต้องจำใจพาหญิงท้องแก่จวนคลอดไปส่งโรงพยาบาลด้วยความทุลักทุเล ถึงโรงพยาบาลสมชายยังกลับไม่ได้ หญิงท้องแก่ขอร้องให้เขาอยู่รอจนคลอดเสร็จ เพราะเธอไม่มีญาติเผื่อหมอเรียกหาญาติ..


เขานั่งเล่นอยู่แถวหน้าห้องคลอด จนพักใหญ่ๆ พยาบาลในชุดสีขาวเดินออกมาจากในห้อง เธอมองหน้าสมชายแล้วยิ้มน้อยๆ บอกว่า


“ ขอแสดงความยินดีกับคุณพ่อ..คุณได้ลูกผู้หญิง ค่ะ อ้วนจ่ำม่ำน่ารักเชียว”


ตื่นขึ้นมาช่วงสายวันรุ่งขึ้น สมชายอดไม่ได้ที่จะไปเยี่ยมดูแม่และลูกเกิดใหม่ ที่โรงพยาบาล เขายังมีน้ำใจซื้อข้าวของที่จำเป็นติดมือไปให้ด้วย.


ที่ตึกสำหรับคนมาคลอดลูก สมชายได้เห็นภาพของคนมาออกลูก เห็นเด็กเกิดใหม่ตัวน้อยๆ เห็นสามีมาดูลูกและเมียของตัวเอง เสียงเด็กร้อง มันเป็นเหมือนโรงงานผลิตอะไรซักอย่าง ดูสับสนแต่ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความสุข .


สมชายนั่งคนเดียวเงียบๆอยู่ในห้อง เขาคิดถึง เหตุการณ์คืนที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ใหม่ของเขา แต่สมชายก็สลัดความคิดต่างๆออกไป การฆ่าคนเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเขามาตลอด มันเป็นงานที่เขาถนัด ถ้ามาพูดเรื่องบาปกรรม เขาคิดว่าคนที่บาปมากกว่าเขายังมีอีกมาก เช่นพวกแม่ค้าขายปลาในตลาด ที่นั่งทุบหัวปลาวันหนึ่งเป็นร้อยตัว หรือร้านขายเหล้าถ้ามีคนสั่งหอยแครงลวก แม้ค้าจะเอาหอยแครงมาลวกให้ตายที่เดียวเป็นร้อยตัว..หนักกว่าเขาตั้งหลายเท่า.!!


ถึงกำหนดวันที่จะลงมือ สมชายตรวจดูความเรียบร้อยของรถมอเตอร์ไซค์ อาวุธปืน ฯลฯเขากำหนดเวลาตายไว้ที่ 5 โมงเย็น เมื่อใกล้เวลาเขานำรถไปจอดรอบริเวณไม่ไกลจากหน้าบ้านเหยื่อ กะให้พอมองเห็นรถเป้าหมาย


สมชายดูลาดเลามาก่อนแล้วพบว่า เมื่อรถขับมาถึงประตูหน้าบ้าน คนขับจะกดแตรรถเรียกคนในบ้าน ซึ่งเป็นหญิงรับใช้เพื่อให้มาเปิดประตู ระยะ เวลาที่จะออกมาเปิดประตูประมาณ 30 วินาทีแต่ไม่เกิน 1 นาที เขาคิดว่าจะเข้าไปประชิดตัวรถด้านคนขับและจะยิงทันที ใช้เวลาไม่ควรเกิน 5 วินาที..


เขามองเห็นรถเป้าหมายแล้ว เอามือคีบบุหรี่จากมุมปากปาลงพื้นตามด้วยเท้าขยี้ให้ดับ เอามือแตะที่ด้ามปืนซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวเบาๆเหมือนเตือนว่าได้เวลาแล้ว..


รถยนต์เปิดไปเลี้ยว แว๊บๆ มาแต่ไกล พอถึงหน้าบ้านคนขับเลี้ยวหันหัวไปจ่อที่หน้าประตูบ้าน ..สมชายบึ่งรถเข้าไปทันทีที่ด้านข้างคนขับตามแผนการที่กำหนดไว้..


แต่!! คนขับรถไม่บีบแตรและนั่งรอในรถเหมือนเดิม หญิงสาวในชุดคลุมท้องเปิดประตูรถพาร่างกายอุ้ยอ้ายเพราะท้องโต เดินลงมาจากรถในมือถือลูกกุญแจพวงใหญ่ .. สมชายขยับมาจนจะถึงตัวหญิงท้องแล้ว ชะงักนิดนึงเพราะไม่คิดว่าเหยื่อจะลงจากรถ แต่ในความเป็นมืออาชีพเขาเตรียมยิงตรงข้างรถมือขยับไปที่ด้ามปืน ..


โดยไม่คาดคิด หญิงท้องโตสะดุดขาตัวเองหน้าคะมำ ลงไปที่ฟุตบาทริมถนน ท้องกระแทกกับพื้นถนนอย่างแรง ..


“ ว๊ายๆ !!” เธอร้องสุดเสียง..สมชายตกใจทำอะไรไม่ถูก เธอพลิกตัวหงายขึ้น หว่างขาเปรอะไปด้วยน้ำดำๆ บางส่วนไหลย้อยมาตามขาทั้งสองข้าง ที่สำคัญมีเลือดปนออกมาด้วย เปียกแฉะผสมกันนองพื้นถนน..


หญิงสาวหน้าซีดเป็นกระดาษ เธอหันมามองสมชาย พูดออกมาด้วยความเจ็บปวด


“ช่วย หนู และลูกด้วย !..” พอขาดคำก็ล้มเป็นลมสลบไป..


ที่โรงพยาบาล หน้าห้องคลอด สมชายในสภาพที่เสื้อผ้าเปียกเปื้อนทั้งเลือดทั้งน้ำคาว เขาจำเป็นต้องพาเหยื่อสาวของเขามาที่โรงพยาบาล เพราะในบ้านไม่มีใคร กดออดเรียกแล้วก็ไม่มีคนออกมา คนรับใช้คงไม่อยู่..


คนไข้หมดสติและไม่มีญาติ หมอให้สมชายรออยู่ด้วย เขากลับมาอยู่ในสถานการณ์เดิมๆอีก กำลังนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย พยาบาลในชุดสีขาวเดินออกมาจากห้องคลอด สีหน้าดูเครียดๆ พูดว่า


“คนไข้ ฟื้นแล้วนะคะ แต่เด็กยังไม่คลอด หมอกำลังช่วยอยู่ค่ะ ! ทำใจดีๆนะคะ” คงคิดว่าเราเป็น ผัว มั๊ง! สมชายนึกอยู่ในใจ แต่ก็พูดขอบคุณไป..


“คนไข้ ฟื้นแล้ว ใช่ เธอฟื้นแล้ว .แล้วเราจะเอายังไง ?”. เขานึกไม่ออก บอกไม่ถูก.!..



ณ. ร้านอาหารชายทะเลแห่งหนึ่ง สมชายนั่งอยู่คนเดียว บนโต๊ะมีจานถั่วทอด และแก้วเบียร์ถืออยู่ในมือ เขายกแก้วเทน้ำเบียร์ใส่ปาก จนฟองเบียร์สีขาวเกาะอยู่รอบปากเป็นวง ลมทะเลพัดผ่านมาตลอดเวลา เสียงคลื่นดังมาเป็นระยะๆอย่างเป็นระเบียบ..


ไม่มีใครโทรมารบกวนเพราะเขาปิดโทรศัพท์ไปแล้ว หลังจากวันที่กลับจากโรงพยาบาลพอรู้หญิงสาวเหยื่อของเขาฟื้น เขาจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่โรงพยาบาลอีกต่อไป..


สมชายคิดว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมา 2-3 วันนี้คงเป็นฟ้าลิขิตให้เขาต้องเลิกอาชีพ ที่เรียกว่า “เพชฌฆาต” เสียที เขายังนึกอีกว่า พวกสื่อหนังสือพิมพ์ชอบตั้งอะไรให้ดูน่ากลัวและตื่นเต้น จริงแล้วพวกมือปืนรับจ้างก็เป็นเพียง สุนัขลอบกัดเท่านั้นไม่ได้มีศักดิ์ศรีอะไรเลย เพราะทำคนทีเผลอไม่กล้าสู้ซึ่งหน้า จะมีเพียงความเหี้ยมโหดที่สามารถฆ่าคนที่ไม่เคยรู้จักกันได้เท่านั้น !..


วันที่.......


ถึงเฮีย กวง ที่นับถือ

พร้อมจดหมายฉบับนี้ ผมส่งเงินมัดจำ 250,000 บาทคืนมาให้เฮียด้วย ผมทำงานไม่สำเร็จผมใจอ่อนเกินไป ผมคงเลิกอาชีพนี้เสียที และจะไปทำมาหากินอย่างอื่น ผมตัวคนเดียวคงไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เฮียอย่าโกรธผมนะครับ..
ขอโทษเฮียอย่างมากครับ..

นับถือ

สมชาย..


เฮียกวงอ่านจดหมายจบ แกยิ้มอย่างอารมณ์ดี..
“อ้ายชาย เอ๊ย ! เอ็งเอาเงินมาคืนทำไม ? หวานคอแร้งข้าเลย รับเต็มๆ 1 ล้านบาท คนจ้างมันต้องการให้เด็กตายเท่านั้น ตัวแม่เป็นแค่ของแถม มันแท้งลูกตั้งแต่วันเข้าโรงพยาบาลแล้ว”




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2551    
Last Update : 25 สิงหาคม 2551 11:40:15 น.
Counter : 252 Pageviews.  

มันเป็นแค่..แม่หมาตัวหนึ่ง...

มันเป็นแค่ แม่หมาตัวหนึ่ง... !!!

ราส์ส กิโลหก


บ้านพักผมอยู่ชานเมือง ส่วนที่ทำงานอยู่ในเมือง ระยะทางจากบ้าน
พักถึงที่ทำงานประมาณ 3 กิโลเมตร ผมมีรถส่วนตัวขับไปทำงาน
ทั้งไปและกลับ..


วันหนึ่งช่วงเช้าผมขับรถไปทำงานตามปกติ เส้นทางนี้เป็นถนนสองเลน
ลาดยางมะตอย สองข้างทางบางช่วงไม่มีบ้านคน จะมีบางช่วงที่เป็นที่
ชุมนุมชนมีตลาดเล็กๆ อยู่ข้างทาง รถราบนถนนไม่ค่อยมีเพราะไม่ใช่
ถนนสายหลัก แต่ก็ มีวิ่งอยู่เรื่อยๆไม่ถึงกับเปลี่ยว..


ขับมาได้ซักครึ่งทาง ใช้ความเร็วพอประมาณไม่เกิน 80 ผมมองเห็นมีหมา
ตัวหนึ่งยืนอยู่ริมถนนทางด้านซ้ายมือ มัน ยืนเก้ๆกังๆอยู่ข้างถนนบนไหล่
ทาง ผมลดความเร็วพลางคิดว่า มันจะวิ่งข้ามถนนหรือเปล่า ? จนมาถึง
ใกล้ๆระยะประมาณ 20 เมตรเจ้าหมาตัวนี้ก็ยังยืนอยู่เฉยๆ มองเห็น
นมยานเป็นแถวเห็นได้ชัดเจนเป็นคงหมาแม่ลูกอ่อน ความที่ผมกลัวมันจะ
วิ่งออกมาที่ถนน จึงกดแตรบีบไล่เพื่อให้มันหลบออกไป แต่แทนที่มันจะ
หลบออกไปข้างทาง มันกลับวิ่งทื่อออกมากลางถนน ผมตกใจเอาเท้าแตะ
เบรกเบาๆเพื่อชะลอความเร็วของรถ


ทำให้มันวิ่งผ่านหน้ารถผมไปได้ ไปอยู่อีกเลนทางด้านขวามือ ช่วงฉุกละหุกผมไม่ได้สังเกตุว่ามีรถอีกคันหนึ่ง วิ่งมาจากทางด้านหลัง พอผมชะลอความเร็วรถคันนี้ก็แซงออกไปทางด้านขวา


มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เจ้าหมาแม่ลูกอ่อนวิ่งกำลังจะพ้นผิวจราจรของถนนอยู่แล้วแต่ไม่อาจทันความเร็วของรถที่วิ่งมาถึงพอดี ด้านหน้าของรถทางด้านขวา ซัด เข้าไปที่บั้นท้ายช่วงขาหลังอย่างแรง เสียงเหล็กกระทบเนื้อของเจ้าสัตว์ตัวเล็ก ดังตึ๊บ !! ตัวกระเด็นลอยสูงไปตามแรง หมุนคว้าง แล้วก็ตกลงไปในพงหญ้าข้างทาง


ไม่มีเสียงร้อง ซัก แอะ ! ผมตกใจมือไม่สั่นเพราะมันเกิดขึ้น ต่อหน้าต่อตา
พอหายตกตะลึง ผมเอารถจอดข้างทาง ในใจนึกเป็นห่วงเจ้าหมาแม่ลูกอ่อน
ตัวนี้ขึ้นมาในทันที คงเป็นเพราะผมเป็นต้นเหตุให้มันถูกชน ผมไม่น่าบีบแตร
ไล่มันเลย ถ้าไม่บีบมันคงไม่วิ่งออกมากลางถนน และที่สำคัญมันเป็นหมา
แม่ลูกอ่อน ถ้ามันตาย ลูกมันจะเป็นอยู่อย่างไร ?


ผมเปิดประตูรถออกมายืนข้างถนน มองไปทางตำแหน่งที่หมากระเด็นตกลง
ไปไม่นานผมได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด จากเสียงค่อยๆ จนถึงดังแรงขึ้น ซึ่งแสดงถึงความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้น พอรู้ว่ามันยังไม่ตาย ผมวิ่งข้ามถนนไปยังตำแหน่งที่เจ้าหมาตกลงไป..เดินแหวกหญ้าลงไปตามเสียงร้องที่ บางครั้งเบา บางครั้งก็แรงขึ้น..เป็นระยะๆ


ผมเดินจนไปถึงตัวมัน ภาพที่เห็นทำเอาผมใจห่อเหี่ยวและหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ขาหลังทั้งสองข้างหักพับงอ ขี้เยี่ยวเปรอะเรี่ยราด ขาหน้าทั้งสองข้างสั่น ดิกๆ..คงเพราะความเจ็บปวด แต่ที่ทำให้ผมปวดร้าวใจมากแทบกลั้นความสงสารไว้ไม่อยู่ คือสายตาของเจ้าหมาที่มองมายังผม มันเป็นสายตาที่วิงวอนและโหยหา..ผมไม่เคยเห็นแววตาของหมาแบบนี้มาก่อนเลย..


แถวๆนี้ไม่มีบ้านคน เลยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ผมยืนเก้ๆกังๆทำอะไรไม่ถูก
สมัยนั้น (พ.ศ. 2520) โรงพยาบาลสัตว์ไม่เคยมี สัตว์แพทย์ผมก็ไม่รู้จัก ผมไม่รู้จะทำอย่างไงดี ?กลับไปที่รถ หยิบกระติกน้ำและขนมปังที่ติดอยู่ในรถ เอามาให้เจ้าหมากิน ..


เอาผ้าเช็ดรถมาปูให้มันนอน หาเศษไม้แถวๆนั้นทำเป็นเสาสี่ต้นเตี้ยๆ เอาเสื้อยืดเก่าๆของผมที่อยู่ท้ายรถเอามาทำหลังคา เพื่อกันแดดให้มัน ..


“นังแม่ลูกอ่อน นอนอยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวจะไปตามหาเจ้าของ มาให้” ใครจะ
ว่าบ้าก็ได้ ผมพูดกับหมา ก่อนจากออกมา..


ผมขับรถออกมาประมาณ 300 เมตร มาถึงบ้านหลังหนึ่ง อยู่ข้างถนน จอด
รถเสร็จ เดินลงไปที่หน้าบ้านมีคนอยู่ในบ้าน 3-4 คน ถามเค้าว่า ได้เลี้ยง
หมาแม่ลูกอ่อนบ้างหรือเปล่า ? มันถูกรถชนบาดเจ็บอยู่ใกล้ๆบ้าน นี่ แหละ !
ปรากฏไม่มีใครสนใจหรือยอมรับอะไร พวกเล่นส่ายหน้าอย่างเดียว ดูแล้ว
ไม่ตื่นเต้น คงคิดว่าแค่หมาถูกรถชน..


ไปแวะถามอีก 3-4 หลัง ก็ไม่มีใคร รับเป็นเจ้าของ อีกทั้งไม่มีใครใส่ใจอะไร ผมจึงรีบขับรถไปทำงานก่อน เดี๋ยวไปเข้าสาย เจ้านายจะด่าเอา. วันทั้งวันนั่งทำงานไม่รู้เรื่อง เพราะใจพะวงห่วงหมาแม่ลูกอ่อน..


พองานเลิก 4 โมงครึ่ง ผมรีบกลับออกไปดูทันทีด้วยความเป็นห่วง จอดรถ
เสร็จรีบเดินลงไปดู ในใจคิดว่าผมจะเอาตัวแม่กลับบ้านไปด้วย แต่ต้องค้นหา
ลูกให้เจอก่อน ต้องเอาไปให้หมดทั้งแม่ทั้งลูก เดินไปถึงจุดเดิมที่เจ้าหมานอนเจ็บเมื่อเช้า เสื้อยืดที่ผมเอามาทำหลังคายังอยู่ ..


พอก้มตัวมองลอดเข้าไปผมต้องตกใจ เพราะพื้นที่ว่างเปล่า ! ไม่มีแม่หมา
นอนอยู่ นึกดีใจคิดว่าคงไม่เป็นอะไรมากน่าจะกลับไปหาลูกได้แล้ว แต่ก็ข้องใจอยู่นิดๆเพราะบาดแผลที่ผมเห็นตอนเช้ามันสาหัสพอดูแต่ก็ไม่คิดอะไรมาก คิดเข้าข้างตัวเองว่าบางที่หมาก็หนังเหนียวเหมือนกัน


ตอนที่ เดินกลับขึ้นมาที่ริมถนน สายตาผมสังเกตเห็นที่พื้นถนนมีรอยเลือด
น้อยๆและเศษขี้ของหมา รอยเป็นทางเหมือนลากของ จากฝั่งที่ผมยืนอยู่ไป
ยังฝั่งตรงกันข้าม ก็คือจุดที่แม่หมายืนอยู่ครั้งแรก ก่อนที่จะข้ามถนนมาถูกรถชน


ด้วยความสงสัย จึงเดินตามรอยไป พบว่าร่องรอยไปหยุดอยู่ที่โพรงไม้ซึ่ง
อยู่ห่างจากริมถนนไปไกลพอสมควร ผมก้มตัวมองเข้าไปในโพรง ได้ยิน
เสียงลูกหมาแว่วๆมาเข้าหู แต่เสียงอ่อนและแหบเต็มที


ผมดีใจสุดๆที่พบลูกหมาแล้ว และคิดว่าแม่มันคงอยู่ไม่ไกล ผมจัดการรื้อ
โพรงไม้นั้นออก ไม่นานก็เจอตัวแม่หมานอนเหยียดยาวให้ลูกกินนม ลูก
หมายังไม่ลืมตามีอยู่หกตัว


ทุกตัวนอนกลิ้งเกลือกอยู่ตรงเต้านมแม่ แต่แข่งกันร้องกันเสียงระงมไปหมด เหมือนร้องเพราะความหิว ผมมองไปที่ขาหลังของแม่หมา พลางคิดว่ามันไม่น่าเดินทางมาถึงโพรงไม้นี้ได้ เพราะ สภาพหักยับเยินไปหมด ผมคิดว่าจะอุ้มแม่หมาไปที่รถก่อน ลูกหมามาเอาอีกเที่ยว..


พลัน ที่สายตาผมมองไปที่หน้าของมัน ผมใจหายวูบ และความรู้สึกที่ตามมาคือ มันเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอหอย หายใจติดขัดขึ้นมาทันใด..


ภาพที่ทำร้ายจิตใจผมจนหดหู่เกินบรรยาย คือ แม่หมานอนลืมตาโพลง มีมดตัวเล็กๆมาตอมอยู่รอบๆดวงตา..


อนิจจา แม่หมาได้ตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าตายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมเดินถอยออกมานั่งลงกับพื้นหญ้าใกล้ๆ ยอมรับว่าทำอะไรไม่ถูก มันช็อกความรู้สึกไปชั่วขณะ ผมคิดถึงแม่ขึ้นมาทันทีเกิดความรักแม่ขึ้นมากะทันหัน..


ความรักลูก ของแม่หมาตัวนี้ (คงไม่ใช่เฉพาะตัวนี้ตัวเดียวคงเหมือนกันทั้งหมด) ยื่งใหญ่สุดที่จะบรรยาย ขนาดตัวเจ็บเจียนตาย แต่ด้วยสำนึกของความเป็นแม่ ยังแข็งใจยอมทนความเจ็บปวด กลับมาให้นมลูก เพราะห่วงลูก โดยไม่ห่วงตัวเอง. เลยซักนิด...


ผมจ้างคนแถวนั้นให้ฝังแม่หมา แล้วเอาลูกหมามาเลี้ยง...ยังคิดว่าพวกมันเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา มันจะรู้มั๊ยว่า ครั้งหนึ่งแม่ของพวกมันได้ทำอะไรไว้ให้บ้าง และจะทำตัวเป็นหมาที่ดีหรือเปล่า ??




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2551    
Last Update : 20 สิงหาคม 2551 7:17:37 น.
Counter : 231 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

สวนดอก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add สวนดอก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.