กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนเสวยราชย์



...............................................................................................................................................


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ ฯลฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ ซึ่งปรากฏพระนามโดยพระเกียรติยศต่อมาว่า สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี เป็นสมเด็จพระบรมราชชนนี พระองค์เสด็จสมภพเมื่อ ณ วันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลูเบญจศก(๑) จุลศักราช ๑๒๑๕ พ.ศ. ๒๓๙๖ เทียบปฏิทินทางสุริยคติ ตรงกับวันที่ ๑๐ กันยายน คริสตศักราช ๑๘๕๓ พระองค์มีพระกนิษฐาร่วมสมเด็จพระบรมราชินี ๓ พระองค์ คือ




พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว - สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี


๑. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล ประสูติเมื่อ ณ วันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ (ตรงกับวันที่ ๘ เมษายน) ปีเถาะสัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ พ.ศ. ๒๓๙๘ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๖ แรม ๑๒ ค่ำ ปีกุนเบญจศก จุลศักราช ๑๒๒๕ พ.ศ. ๒๔๐๖ ในมารัชกาลที่ ๕ เฉลิมพระนามพระอัฐิเป็น สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงวิสุทธิกระษัตรีย์ พระองค์หนึ่ง



๒. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี ประสูติเมื่อ ณ วันอังคาร เดือนยี่ แรม ๓ ค่ำ (ตรงกับวันที่ ๑๔ มกราคม) ปีมะโรงอัฐศก จุลศักราช ๑๒๑๘ พ.ศ. ๒๓๙๙ ในรัชกาลที่ ๕ เป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวง แล้วเลื่อนเป็น สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระจักรพรรดิพงศ์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ (ตรงกับวันที่ ๑๑ เมษายน) ปีชวดโทศก จุลศักราช ๑๒๖๒ พ.ศ. ๒๔๔๓ พระองค์หนึ่ง



๓. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ประสูติเมื่อ ณ วันพุธ เดือนยี่ แรม ๔ ค่ำ(ตรงกับวันที่ ๑๓ มกราคม) ปีมะแมเอกศก จุลศักราช ๑๒๒๑ พ.ศ. ๒๔๐๒ ในรัชกาลที่ ๕ เป็นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงภาณุพันธูวงศ์วรเดช แล้วเลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เลื่อนพระเกียรติยศเป็น สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข ครั้นถึงรัชกาลปัจจุบัน(๒) ทรงสถาปนาพระเกียรติยศเป็น สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เสด็จทิวงคตในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๑ พระองค์หนึ่ง (๓)



พระตำหนักเดิมอันเป็นมงคลสถานที่พระบรมราชสมภพ และที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับอยู่ฝ่ายใน อยู่ตรงที่สร้างพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ และท้องพระโรงกลางข้างหลังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาททุกวันนี้ พระตำหนักนี้ เดิมพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้นถวายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้นสมเด็จพระศรีสุลาลัยสวรรคตแล้ว จึงพระราชทานแด่พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงลม่อม(๔) อันเป็นพระขนิษฐาภคินีร่วมเจ้าจอมมารดากับกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์


พระองค์เจ้าหญิงลม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร


เจ้าจอมมารดาเป็นพระญาติวงศ์ของสมเด็จพระศรีสุลาลัย ได้ทรงบำรุงเลี้ยงพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๒ พระองค์นั้นมาแต่ยังทรงพระเยาว์ ครั้นกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์(๕)สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดให้รับบรรดาพระโอรสธิดา ซึ่งล้วนแต่ยังทรงพระเยาว์อยู่ทั้งนั้น เข้าไปทรงทำนุบำรุงเลี้ยงไว้ในพระบรมมหาราชวัง อยู่ที่พระตำหนักเดิม อันเรียกกันในเวลานั้นว่า พระตำหนักตึก กับพระองค์เจ้าลม่อมโดยมาก

แต่พระบรมราชชนนีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ นั้น พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าบุตรี(๖) ทรงรับทำนุบำรุงอีกชั้นหนึ่ง ด้วยพระองค์เจ้าบุตรีเป็นพระราชธิดาพระองค์น้อย ได้รับหน้าที่ราชูปัฏฐากในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงได้เสด็จขึ้นไปช่วยรับหน้าที่ทำการอุปัฏฐากสนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระบรมอัยยิกาธิราช พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ได้รับพระราชทานนามว่า "รำเพย" เพราะถวายอยู่งานพัดถูกพระราชอัธยาศัย พระองค์ทรงปฏิบัติสมเด็จพระอัยกาธิราชมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๓ มาในรัชกาลที่ ๔ เมื่อได้เป็นพระนางเธอ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีรับสั่งให้เสด็จมาประทับที่พระตำหนักตึก และต่อมาโปรด ให้สร้างพระที่นั่งสีตลาภิรมย์ เป็นที่เสด็จไปประทับในบริเวณพระตำหนักนั้น(๗)องค์ ๑


พระองค์เจ้าบุตรี กรมหลวงวรเสรฐสุดา


สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชปิโยรสของสมเด็จพระบรมชนกนาถมาแต่ทรงพระเยาว์ โปรด ให้เสด็จอยู่ใกล้ชิดติดพระองค์เสมอ ถึงแม้เวลาเสด็จประพาสหัวเมือง จะเป็นทางใกล้หรือไกลก็โปรดให้ไปโดยเสด็จทุกครั้ง ครั้งหนึ่งเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙ เวลานั้นพระชันษาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ๕ ปี สมเด็จพระบรมชนกนาถพาไปทรงรถ เกิดเหตุรถพระที่นั่งล่มถึงต้องบาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเล่าเรื่องในพระราชหัตถเลขาถึงทูตไทยที่ไปประเทศอังกฤษ ดังนี้

เมื่อ ณ วันอังคารขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ (ปีมะโรงอัฐศก พ.ศ. ๒๓๙๙) เวลาเย็นมีเหตุบังเกิดขึ้นเป็นที่ตกใจมากในพระบรมมหาราชวังนี้ เวลาบ่ายวันนั้นข้าออกไปดูนาที่ท้องสนามหลวง ตัวข้าขี่ม้าออกไป แต่ลูกข้า ๔ คน ยิ่งเยาวลักษณ์ ทักษิณชา โสมาวดี ชายจุฬาลงกรณ์ ไปบนรถที่ข้าเคยขี่(๘) ครั้นไปถึงที่ท้องสนามหลวง ลงดูนาดูสวนที่นั้นแล้ว เมื่อกลับมาตัวข้าไปขึ้นรถกับลูก ๔ คนด้วยกัน ขับรถกลับเข้ามาแล้วหาได้เข้าประตูวิเศษไชยศรีไม่ เลยลงไปดูการที่โรงทานนอก(๙) และดูการที่ป้อมอินทรังสรรค์จะก่อแท่นเป็นที่ยิงปืน ไปหยุดอยู่ที่โน่นนานจนเย็นจวนค่ำ




พระองค์เจ้าทักษิณชา - พระองค์เจ้าโสมาวดี


ข้าขับรถกลับมา ลูกข้า ๔ คนนั่งบนที่นั่งเต็มหมดจนไม่มีที่นั่ง ตัวข้าเอาข้างหลังยันเบาะ เท้าทั้งสองยันพนักหน้ารถ นั่งลอยมาเพราะข้าวของเล็กๆ น้อยๆ ลูก ๔ คนหาประทุกมาเต็มชานหน้ารถ ไม่มีที่นั่งที่ยืน และทางที่ไปนั้นมีแต่จะชักรถเลี้ยวข้างขวาอย่างเดียว ไม่มีทางที่จะชักรถเลี้ยวข้างซ้าย เพราะฉะนั้นสายถือข้างซ้ายชำรุดอยู่ด้วยด้ายที่เย็บหนังแถบสายถือ ที่คล้องเหนี่ยวประวินที่ปากบังเหียนม้าข้างซ้ายนั้น เปื่อยผุมานักแล้ว หามีใครสังเกตไม่ ตัวข้าก็ไม่รู้เลย

เมื่อรถตรงเข้ามาตามถนนประตูวิเศษไชยศรี ม้าก็เร็วเข้ามาตามตรง ข้าก็ถือสายถือรวบเข้าทั้งสองสายมือเดียวหน่วงไว้เบาๆ ครั้นกระบวนมาถึงที่เลี้ยวจะไปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พวกทหารแห่เลี้ยวเข้าไปข้างนั้น แล้วยืนอยู่ตามเคย ครั้นรถมาถึงมุมทิมสงฆ์ก็เป่าแตรตีกลองตามเคย ม้าก็กระโชกวิ่งหนักเข้า ข้าเห็นกระโชกหนักกลัวลูกนั่งบนรถจะคะมำลง จึงรั้งสายถือพร้อมกันทั้งสองสายรวบอยู่ในมือเดียวกันนั้นหนักเข้ามา ม้าก็เดินเลี่ยงเฉไปข้างซ้ายไม่รอช้าดังประสงค์ เพราะสายถือหนักไปข้างซ้ายข้างเดียว ข้างขวาขาดเสียแล้ว ข้าหาเห็นไม่ ด้วยหนังยังเกี่ยวอยู่

ข้าเห็นม้าเดินเชือนไปผิดทางข้างซ้าย จึงแก้บังเหียนข้างขวาชักหนักมาสายเดียว ปลายสายแถบก็หลุดออกมา ข้าเห็นแล้วก็ร้องให้คนช่วย ก็ไม่มีใครช่วยทัน ข้างรถก็กระทบกับแท่นปากกลางตันชัยพฤกษ์ และรั้วล้อมกงข้างซ้ายก็ปีนขึ้นไปบนแท่นก่อด้วยอิฐ หลังคาประทุนรถกระทบปลายรั้วล้มเทมาข้างซ้าย ข้าก็สิ้นที่พึ่งเพราะสายถือขาดเสียแล้ว ไม่รู้ที่จะทำอย่างไร ตัวข้าก็นั่งลอยนัก แก้ตัวไม่ทัน พลัดตกหกตะแคงลงมากับทั้งลูก ๔ คน ตัวข้ากลัวรถจะทับตาย เอามือขวาดันไว้ รถจึงทับได้ที่ตะคาก(๑๐)ข้างขวา แต่แขนซ้ายนั้นตัวทับลงไปยกขึ้นไม่ได้ รถทับข้างขวากดลงไปกลับอิฐเสือกไป แขนซ้ายและตะคากก็ถลอกช้ำชอกเป็นแผลเจ็บหลายแห่ง แต่ตะคากข้างขวาช้ำบวมห้อโลหิต กับชายโครงขวานั้น โสมาวดีพลัดตกทับลงจึงเจ็บช้ำยอกเสียดไป

แต่ลูก ๔ คนที่ตกลงมาด้วยกันนั้น ชายจุฬาลงกรณ์ศีรษะแตกสามแห่งแต่เล็กน้อย ลางแห่งฟกบวมบ้าง ยิ่งเยาวลักษณ์เท้าเคล็ด ห้อยยืนในเวลานั้นไม่ได้ ขัดยอกที่สันหลังด้วย แต่มีแผลเล็กน้อย โสมาวดีก็มีแผลบ้าง หลังบวมแห่งหนึ่ง แต่ทักษิณชาป่วยมาก จะเป็นอะไรทับก็สังเกตไม่ได้ หลังเท้าขวาฉีกยับเยิน โลหิตตกมากทีเดียว ขณะนั้นลูกก็ร้องไห้วุ่นทั้ง ๔ คน แต่เดชะบุญคุณเทวดาช่วย ม้าก็หยุดไม่วิ่งไป คนวิ่งตามช่วยยกรถที่ล่มขึ้นได้ ข้าก็ลุกวิ่งมาได้ในขณะนั้น ลูก ๔ คนก็มีคนมาอุ้มขึ้นได้

แต่ทักษิณชานั้นอาการน่ากลัวมาก โลหิตไหลไม่หยุดสักชั่วทุ่มหนึ่ง ต้องแก้ไข แต่หมอว่ากระดูกไม่แตก เป็นแต่เนื้อแหลกเหลวไป ในกลางคืนวันนั้นให้ชักให้กระตุกตัวสั่นไป แต่แก้ไขมาก็ค่อยยังชั่วขึ้น แต่ยิ่งเยาวลักษณ์นั้นเอาน้ำมันนวดก็หายแล้ว โสมาวดีอาเจียนออกมาในเวลากลางคืนเป็นแต่เสมหะ ไม่มีโลหิต ให้กินยาก็หายเป็นปกติแล้ว ชายจุฬาลงกรณ์เป็นแต่หัวแตกสามแห่งแผลเล็กๆ แต่ตัวข้านั้นป่วยบ้าง ที่ตะคากขวาบวมช้ำห้อโลหิตแห่งหนึ่ง ชายโครงขวายอกเสียดช้ำไปแห่งหนึ่ง แต่แขนซ้ายชายสะบักซ้ายข้างลงดิน เป็นแผลช้ำบ้าง ถลอกบ้างหลายแห่ง แต่มีแผลใหญ่สองแผล ช้ำมาก เดี๋ยวนี้เป็นบุพโพขาวข้นไหล แต่ค่อยยังชั่วแล้วไม่เป็นอะไร

ในเหตุอันนี้ข้ากลัวคนจะตื่นไปต่างๆ ก็ไม่ได้บอกป่วย ออกมาตามเวลาเสมอทุกวัน และให้มีงายทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระสงฆ์ หล่อพระพุทธรูป มีละคร ข้าก็ฟังสวดมนต์ ไปเลี้ยงพระ และดูละครตามปกติ ไม่ได้บอกป่วย แผลหลายแผลก็ใส่เสื้อซ่อนเสีย หน้าตาและหัวดีอยู่แล้ว และเดินได้อยู่แล้ว ก็ไม่เป็นอะไรดอก



พอพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญขึ้น ก็ได้รับหน้าที่เป็นราชูปฐาก และทรงใช้สอยการงานต่างพระเนตรพระกรรณมาจนตลอดรัชกาลที่ ๔ ส่วนการศึกษาวิชาทั้งปวงนั้น เมื่อทรงพระเจริญพระชันษาสมควรแก่การศึกษาอักขรสมัย ได้ทรงเล่าเรียนในสำนักพระเจ้าราชวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุตรี อันเป็นขัติยราชนารี ทรงรอบรู้ทั้งอักขรสมัยและโบราณราชประเพณีเป็นปฐมาจารีย์ และทรงศึกษาวิชาการต่างๆซึ่งนับถือกันในสมัยนั้นว่า สมควรแก่พระราชกุมารทุกอย่าง เป็นต้นว่า ภาษาบาลี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หลวงราชาภิรมย์ (เปี่ยม เมื่อบวชเป็นพระครูวินัยธร ฐานานุกรมในพระองค์)(๑๑) กรมราชบัณฑิตย์เป็นพระอาจารย์ เสด็จออกไปทรงศึกษาที่หอพระมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นเวลา

การยิงปืนไฟทรงศึกษาในสำนักพระยาอภัยศรเพลิง(ศรี) วิชามวยปล้ำ กระบี่กระบอง ทรงศึกษาต่อหลวงมลโยธานุโยค (รุ่ง) วิชาอัศวกรรม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครอบพระราชทาน แล้วโปรดเกล้า ให้ทรงศึกษาในสำนักหม่อมเจ้าสิงหนาถ(๑๒)ในกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ต่อมา คชกรรม ทรงศึกษา (เมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว) ในสำนักสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระบำราบปรปักษ์ แต่ส่วนวิชารัฐประศาสตร์ ราชประเพณีและโบราณคดีทั้งปวงนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทฝึกสอนเองตลอดมา


สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์


ถึงปีระกาตรีศก จุลศักราช ๑๒๒๓ พ.ศ. ๒๔๐๔ สมเด็จพระชนนีทรงประชวร สวรรคตเมื่อ ณ วันจันทร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลานั้นสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุได้ ๙ พรรษา แต่นั้นพระองค์เจ้าลม่อมก็ทรงอุปการะทำนุบำรุงแทนสมเด็จพระชนนีสืบมา ตลอดจนถึงเวลาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกไปประทับข้างฝ่ายหน้า พระองค์เสด็จออกไปอยู่ด้วย



ในปีระกาตรีศกนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชันษาถึงกำหนดรับพระสุพรรณบัฏ เฉลิมพระนามตามจารีตเจ้าฟ้าในโบราณราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๔แรม ๕ ค่ำ มีกระบวนแห่อย่างโสกันต์กระบวนใหญ่ ตั้งแต่พระราชมณเฑียรข้างในออกประตูราชสำราญ เดินกระบวนตามถนนริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง มาจนประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวเข้าประตูพิมานไชยศรี ไปยังพระมหาปราสาท ทรงสดับพระสงฆ์สวดพระปริต(๑๓) กระบวนแห่ครั้งนั้นปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร ซึ่งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่งไว้ว่า บรรดาข้าผู้ซึ่งเป็นคู่เคียง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกสรรข้าราชการผู้ใหญ่ในตระกูลซึ่งบรรพบุรุษได้เคยเป็นคู่เคียง ครั้งพระองค์ทรงรับพระสุพรรณบัฏเมื่อในรัชกาลที่ ๒ โดยมาก คือ



คู่ที่ ๑
๑. เจ้าพระยารวิวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค ซึ่งภายหลังพระราชทานนามเปลี่ยนเป็น เจ้าพระยาทิพากรวงศ์) บุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ) ซึ่งได้เคยเป็นคู่เคียง เมื่อยังเป็นที่พระยาสุริยวงศ์มนตรี จางวางมหาดเล็ก
๒. เจ้าพระยายมราช (นุช บุณยรัตพันธุ์ ซึ่งภายหลังได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาภูธราภัย ที่สมุหนายก) เป็นบุตรเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย) ซึ่งเคยเป็นคู่เคียง เมื่อยังเป็นเจ้าพระยายมราช


เจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์)


คู่ที่ ๒
๓. เจ้าพระยาพลเทพ (หลง)
๔. เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (เสือ สนธิรัตน์)

คู่ที่ ๓
๕. พระยาราชภักดี (ช้าง เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
๖. พระยามหาอำมาตย์ (บุญศรี ภายหลังได้เป็นเจ้าพระยาธรรมา แล้วเลื่อนเป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี)

คู่ที่ ๔
๗. พระอมรินทรฦๅชัย (กุ้ง วงศาโรจน์) ผู้ว่าราชการเมืองราชบุรี บุตรเจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง) ซึ่งเคยเป็นคู่เคียง
๘. พระราชพงศานุรักษ์ (กุญ ณ บางช้าง) ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสงคาม บุตรพระยาอุไทยธรรม (กลาง) ซึ่งเคยเป็นคู่เคียง

คู่ที่ ๕
๙. พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค ภายหลังได้เป็นเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์) บุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ ซึ่งได้เคยเป็นคู่เคียง เมื่อเป็นที่พระยาศรีสุริยวงศ์ จางวางมหาดเล็ก
๑๐. พระยาประชาชีพ บุตรเจ้าพระยาพลเทพ ซึ่งได้เคยเป็นคู่เคียง


พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค)


คู่ที่ ๗
๑๑. พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (ผึ้ง ภมรสูตร) ราชินิกุล
๑๒. พระยาวิชิตสรไกร (กล่อม ณ นคร) บุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ซึ่งได้เคยเป็นคู่เคียง

ครั้น ณ วันศุกร์ เดือน ๔ แรม ๖ ค่ำ เวลาเช้า แห่เสด็จมายังพระมหาปราสาท ครั้นได้พระฤกษ์เสด็จสู่ที่สรง ทรงเครื่องแล้วเสด็จประทับบัลลังก์ในที่มณฑลพิธี จึงพระศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์อ่านประกาศพระบรมราชโอการ มีคำประกาศดังนี้

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๐๔ พรรษา ลุศักราช ๑๒๒๓ ปัตยุบันกาลกุกุฏสังวัจฉรผคุณมาศ กาลปักษ์ ฉัฐยดิถี ศุกรวาร บริเฉทกาลกำหนด


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ ฯลฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ เมื่อเวลาประสูติใหม่ ท่านเสนาบดีทั้งปวงได้พร้อมกันกราบทูล ขอยกย่องให้เป็นพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า เพื่อรักษาแบบอย่างบุราณราชประเพณีไว้ ไม่ให้เสื่อมสูญ(๑๔) แต่ยังหาได้พระราชทานพระสุพรรณบัฏจารึกพระนามไม่ ครั้งนี้จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสสั่งให้เลื่อนเฉลิมพระนามพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่นั้น ให้เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร และให้เป็นเจ้าฟ้าต่างกรม มีนามกรมว่า กรมหมื่นพิฆเณศวรสุรสังกาศ ได้ทรงศักดินา ๔๐๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า ขออาราธนาเทพยดา ผู้มีมเหศวรศักดิ์อันประเสริฐ ซึ่งสถิตดำรงอยู่ในภูมิพฤกษอากาศ กาญจนรัตนพิมานทั่วทุกแหล่งหล้าเป็นอาทิ คือเทพยอันทรงนามสยามเทวาธิราช ซึ่งเป็นอธิบดีได้บริรักษ์บำรุงกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทรายุธยานี้ และเทพยเจ้าผู้อภิบาลรักษานพปฎลเศวตฉัตร ศิริรัตนราชราไชสวริย และเทพยอันรักษารัตนบัลลังก์พระที่นั่งบรมอาสน์ใหญ่น้อย ในพระราชนิเวศน์บรมมหาสถานทุกตำบล ทั้งเทพยเจ้าอื่นๆ ผู้มีทิพยานุภาพมหิทธิฤทธิ์ สิงสถิตในภูมิลำเนาแนวพฤกษบรรพตากาศพิมาน ทุกสถานทั่วพระราชอาณาจักร บรรดาซึ่งมีไมตรีจิตได้ผดุงบริรักษ์พระบรมราชวงศ์นี้สืบมาจนกาลบัดนี้ จงได้ทำนุบำรุงรักษาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ ให้ทรงเจริญพระทฤฆชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาณ สิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลเกียรติยศอิสริยศักดิเดชานุภาพทุกประการ ทำราชการสนองพระเดชพระคุณ โดยสมควรแก่ความเป็นในพระราชตระกูลอันสูงศักดิ์ในบรมราชวงศ์นี้ ขอให้พระเกียรติคุณอดุลยยศปรากฏไปสิ้นกาลนานเทอญ.

อนึ่งเมื่อทรงพระกรุณาโปรดให้มีอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมพระองค์นึ่งแล้ว ดังนี้
ให้ทรงตั้งเจ้ากรม เป็นหมื่นพิฆเณศวรสุรสังกาศ ถือศักดินา ๘๐๐
ให้ทรงตั้งปลัดกรม เป็นหมื่นวรราชบุตรารักษ์ ถือศักดินา ๖๐๐
ให้ทรงตั้งสมุหบัญชี เป็นหมื่นอนุรักษาพลสังขยา ถือศักดินา ๓๐๐
ให้ผู้ที่ได้รับตำแหน่ง ๓ นี้ ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยผาสุกสวัสดิ์ทุกประการเทอญ




Create Date : 03 ตุลาคม 2550
Last Update : 4 ตุลาคม 2550 15:55:49 น. 14 comments
Counter : 12827 Pageviews.  
 
 
 
 
...............................................................................................................................................





เมื่ออาลักษณ์อ่านประกาศแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานอภิเษก ด้วยน้ำพระมหาสังข์ และทรงเจิมแล้ว จึงพระราชทานพระสุพรรณบัฏจารึกพระนาม และพระราชทานเครื่องยศทองคำลงยาราชาวดีอย่างเจ้าฟ้าต่างกรม อันเป็นพระอัครราชวโรรส คือพานพระศรี พระเต้าน้ำ พระสุพรรณศรี พระมาลากับเครื่องทรงอย่างเทศ นอกจากนั้น มีของพระขวัญซึ่งพระราชทานเป็นสิ่งพิเศษครั้งนั้น คือพระสังวาลพระนพองค์น้อย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเคยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จเป็นจอมพลไปเตรียมสู้พม่าที่เมืองกาญจนบุรี ๑ พระธำมรงค์นพเก้าเครื่องต้น ๑ พระแสงกระบี่ทรงเดิมเครื่องทองลงยาราชาวดีศีรษะนาคส้นปรุ เรียกกันว่ากระบี่อิเหนา ๑ พระแสงกั้นหยันฝักทองลงยาราชาวดี ๑ พระวอประเวศวังของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเมื่อยังเป็นกรม ๑

แล้วเสด็จลงมาแต่งพระองค์ที่พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ ทรงฉลองพระองค์กับพระมาลาสำหรับยศซึ่งได้พระราชทาน และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดพระราชทาน พระมหาสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์เครื่องต้นเฉียงซ้าย ทรงพระสังวาลเพชรของเดิมเฉียงขวา เหน็บกระบี่กั้นหยันซึ่งได้พระราชทาน แห่กลับคืนเข้าพระราชวังชั้นใน ครั้นเวลาบ่ายแต่งพระองค์ทรงเครื่องต้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมงกุฎดอกไม้ไหว และพระแสงตรีเพชรให้ทรงเหน็บ(๑๕)แห่มาสมโภช และพระราชทานของขวัญที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอีกเวลา ๑ จึงเป็นเสร็จพิธี



การพระราชพิธีพระราชทานพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามเช่นนี้ ถ้าทำเต็มตำราทำพร้อมกับพิธีลงสรง ได้ทำเต็มตำเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชดำริว่า การพิธีใหญ่สำหรับราชประเพณีที่เคยทำสืบมาแต่โบราณ ตำรับตำราสูญหายไปเสียเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก เมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดให้สืบหาตำรับตำราเดิม และสอบถามผู้รู้แบบแผนการพระราชพิธีครั้งกรุงเก่า ทรงตั้งแบบแผนราชประเพณี ตลอดจนพระราชกำหนดกฎหมายให้กลับมีขึ้นอย่างเดิม ส่วนการพิธีใหญ่ได้ทำให้ปรากฏเป็นแบบแล้วแต่ในรัชกาลที่ ๑ บางอย่าง เป็นต้นว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ทำเต็มตำราเมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ พิธีอุปราชภิเษก ได้ทำเต็มตำราเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๔๙ ครั้งพระองค์ทรงรับอุปราชาภิเษก พิธีโสกันต์เจ้าฟ้าได้ทำเต็มตำราเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๔๑ ครั้งโสกันต์เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี

แต่พิธีลงสรงเฉลิมพระนามเจ้าฟ้า เมื่อในรัชกาลที่ ๑ ยังหาได้ทำไม่ มีพระราชประสงค์จะให้ปรากฏแบบอย่างไว้สำหรับพระนคร จึงโปรดให้ทำพิธีลงสรงเฉลิมพระนามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๕๕ ได้ทำเต็มตำรามาครั้งเดียวเท่านั้น ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระชนมายุครบกำหนดรับพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนาม ก็ไม่ได้ทำพระราชทานพระสุพรรณบัฏอีก ตลอดทั้งรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ เว้นแต่เมื่อตั้งกรม ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าจะเป็นด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ลงสรงในรัชกาลที่ ๒ ครั้งนี้จึงมิได้ทำพิธีลงสรงเนื่องในพิธีพระราชทานพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนาม



ในปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระเจ้าลูกยาเธอชายหญิงอีกหลายพระองค์ พระชันษาสมควรจะทรงเล่าเรียนความรู้ชั้นสูงขึ้นไปได้ ทรงพระราชดำริเห็นแน่ในพระราชหฤทัยว่า ความรู้ภาษาฝรั่งเป็นวิชาซึ่งจำเป็นสำหรับราชการต่อไปภายหน้า แต่ยังมิใคร่มีใครเอาใจใส่ให้ลูกหลานเล่าเรียน จึงมีรับสั่งให้สืบหาครูฝรั่งที่เมื่อสิงคโปร์ ได้หญิงอังกฤษชาวแคนาดาคนหนึ่งชื่อนางลิโอโนเวนซ์ เป็นครูสอนลูกผู้ดีอยู่ที่เมืองสิงคโปร์ รับจะเข้ามาสอนภาษาอังกฤษแก่พระเจ้าลูกเธอ จึงโปรดให้ว่าจ้าง เข้ามาถึงกรุงเทพ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๐๕ โปรดให้นางลิโอโนเวนซ์เข้ามาสอนที่พระที่นั่งทรงธรรม ในพระบรมมหาราชวัง(๑๖) สอนเฉพาะเวลาก่อนเจ้านายเสด็จขึ้นเฝ้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียนภาษาอังกฤษในสำนักนางลิโอโนเวนซ์อยู่จนทรงผนวชเป็นสามเณร(๑๗) ครั้นเมื่อเสด็จออกไปอยู่ฝ่ายหน้าแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้หมอจันดเลอ อเมริกันมาเป็นครู ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษต่อมาจนสิ้นรัชกาล(๑๘)

ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๐๘ พระชันษาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงกำหนดโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้จัดการพระราชพิธี มีเขาไกรลาสและกระบวนแห่เต็มตามตำราอย่างโสกันต์เจ้าฟ้า พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งต้น ณ วันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๕ ค่ำ แห่เสด็จมาสดับพระพุทธมนต์ ๓ วัน ถึงวันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม ๓ ค่ำ เวลาเช้า โสกันต์แล้ว โปรดให้ทรงพระมาลาเพชรน้อยเครื่องต้น และพระราชยานไปยังที่สรง ณ สระอโนดาตที่เขาไกรลาส เสร็จสรงทรงเครื่องแล้ว เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหม เจ้าพระยาภูธราภัยที่สมุหนายก จูงพระกรขึ้นเขาไกรลาส สมมตตามพิธีพราหมณ์ว่าขึ้นไปเฝ้าพระอิศวร แต่รัชกาลก่อนเคยโปรดให้พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ทรงทำพิธีเป็นพระอิศวร แต่ครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสมมตเป็นพระอิศวรเอง ครั้นโสกันต์แล้ว เวลาบ่ายแห่ไปสมโภชที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอีกสามวัน ในการแห่สมโภชนั้นโปรดให้ทรงพระที่นั่งพุดตาน และมีกลองชนะทองเงิน แห่เหมือนกระบวนเสด็จพยุหยาตรา

การโสกันต์ใหญ่มีเขาไกรลาสเคยมีมาในกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ ๑ ทำเมื่อโสกันต์เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีในรัชกาลที่ ๑ ครั้งที่ ๒ เมื่อโสกันต์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ทำเมื่อโสกันต์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๓ ไม่ได้ทำเลย ครั้งนี้จึงเป็นครั้งที่ ๔


สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์


ในเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประชวรวัณโรคเรื้อรังมาหลายปี พระอาการทรุดหนักลงเมื่อจวนงานโสกันต์คราวนี้ แต่แรกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริจะรองานพระราชพิธีโสกันต์ แต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทูลขอให้คงงานไว้ ด้วยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นหลานเธอซึ่งพระองค์ทรงพระเมตตามาก(๑๙) กราบทูลว่าถ้างดงานโสกันต์ไว้ พระองค์จะมิได้มีโอกาสสมโภช

ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้คงมีงานโสกันต์ตามกำหนดฤกษ์ เมื่อถึงวันงาน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ลงมากราบทูลว่า จะเสด็จลงมาจรดพระไกรกรรประทานเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบอยู่ว่า พระอาการเพียบคงเสด็จมาไม่ได้ แต่ก็ต้องดำรัสสั่งให้ทอดที่ราชอาสน์เตรียมไว้ ด้วยเกรงพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พอเสร็จงานถึงวันลอยพระเกศา เมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือนยี่ แรม ๖ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็สวรรคต


พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว


ที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เป็นเหตุสำคัญในเรื่องพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อก่อนเสวยราชย์ ด้วยก่อนนั้นมาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จอยู่ในฐานเป็นรัชทายาท ถ้าหากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตลง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวคงเสด็จขึ้นครองแผ่นดินโดยไม่มีปัญหา แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงเตรียมการไว้อย่างนั้น โดยไม่ทรงประมาท

การที่โปรดให้สร้างพระราชวังนันทอุทยาน ก็ด้วยทรงพระราชปรารภว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงครองราชสมบัติ ถ้าพระราชโอรสธิดาของพระองค์คงประทับอยู่ที่ในพระบรมมหาราชวังบางทีจะกีดขวาง จึงทรงกะแผนผังพระราชวังนันทอุทยาน ให้สร้างตึกเป็นพระที่นั่งหมู่หนึ่งต่างหาก หมายจะพระราชทานให้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระกนิษฐาด้วยกันต่อไป และพื้นที่ต่อออกไปในเขตนันทอุทยานโปรดให้สร้างตำหนักข้างในอีกหลายหมู่ หมู่หนึ่งหมายจะพระราชทานให้เป็นที่ประทับของพระเจ้าลูกเธอในเจ้าจอมมารดาคนหนึ่ง เตรียมไว้ดังนี้

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนฐานะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอยู่ในที่รัชทายาท ด้วยเป็นสมเด็จพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ เพราะฉะนั้นบรรดาการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริเตรียมไว้แต่เดิม ต้องเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นหมด เมื่อพิเคราะห์ดูตามทางพระราชปฏิบัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งปรากฏสมัยต่อมา ดูเหมือนครั้งนั้นความที่ทรงยินดีอันย่อมบังเกิดโดยธรรมดา ด้วยสมเด็จพระปิยราชโอรสจะเป็นรัชทายาท จะไล่เลี่ยกับพระปริวิตกที่เกิดขึ้น

เพราะเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเยาว์ และส่วนพระองค์เองพระชันษากว่า ๖๐ ปี เข้าเขตทรงพระชราแล้ว เห็นจะทรงพระราชดำริเป็นยุติมาแต่แรก ว่าถ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับรัชทายาทได้โดยมั่นคง จึงจะทรงมอบเวนพระราชสมบัติพระราชทาน ถ้าหากจะไม่ทรงสามารถปกครองแผ่นดินได้มั่นคงไซร้ อย่าเพ่อให้ทรงครองราชสมบัติจะดีกว่า แต่ในเวลานั้นยังไม่จำเป็นจะต้องประกาศสถาปนาตำแหน่งรัชทายาท จึงเป็นแต่ทรงเตรียมการต่อมาโดยลำดับ

ถึงปีขาล พ.ศ. ๒๔๐๙ เป็นกำหนดซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงผนวชเป็นสามเณรตามราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการตามแบบเจ้าฟ้าทรงผนวช เหมือนอย่างครั้งพระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรในรัชกาลที่ ๒ คือ เมื่อวันพุธ เดือน ๘ ขึ้น๖ ค่ำ ทำพระราชพิธีสมโภชที่พระที่นั่งอนันตสมาคม และตรงที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับหน้าบายศรีนั้น ให้ทำเพดานระบายดอกไม้สดมีเสาตั้ง ๔ เสา ตั้งเครื่องยศ ๒ ข้าง และให้เชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ไปประดิษฐานบนพระที่นั่งเศวตฉัตรเป็นส่วนพิเศษด้วย

รุ่งขึ้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๘ ขึ้น ๗ ค่ำ โปรดให้แต่งพระองค์ทรงเครื่องต้นอย่างขัตติยราชกุมาร ทรงพระชฎาห้ายอด ทรงพระยานมาศจากพระที่นั่งอนันตสมาคมออกประตูเทวาพิทักษ์แห่ไปทางถนนเจริญกรุง ถนนเฟื่องนคร เลี้ยวกลับทางถนนบำรุงเมือง เข้าประตูสวัสดิโสภา ประทับพลับพลาเปลื้องเครื่องหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ผลัดเครื่องทรงและทรงโปรยทานแล้ว เสด็จเข้าในพระอุโบสถ ทรงพระเสลี่ยงกงผูกหาม ๔ คน เข้าไปจนกำแพงแก้ว แล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจูงพระกรเข้าในพระอุโบสถ ทรงสักการบูชาพระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตแล้ว

ทรงบรรพชาตามพระวินัยบัญญัติต่อคณะสงฆ์ ๓๐ รูป มีพระเจ้าบวรวงศ์เธอ กรมหมื่นรังษีสุริยพันธุ์(๒๐)เป็นพระอุปัชฌาย์ ทั้งส่วนทรงรับพระสมณาคม และรับศีล และเริ่มรับนิสัยเป็นครั้งแรกที่จะมีในการบรรพชาสามเณร อนึ่งโปรดให้ยกเพดานระบายดอกไม้สดเมื่อสมโภชนั้นมาตั้งถวายพระสงฆ์ในที่ทรงบรรพชาด้วย ครั้นทรงผนวชแล้ว โปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอแต่งพระองค์อย่างราชกุมาร ทรงรำกระบี่ กระบอง ง้าว ดาบสองมือ เป็นคู่ๆ กันเป็นการสมโภชที่หน้าพระอุโบสถ เจ้านายที่ทรงกระบี่กระบองครั้งนั้น คือ

คู่ที่ ๑ รำกระบี่
เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี (สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระจักรพรรดิพงศ์) - พระองค์เจ้ากมลาสนเลอสรรค์ (กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร)




คู่ที่ ๒ รำกระบอง
พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล (กรมหลวงพิชิตปรีชากร) - พระองค์เจ้าทวีถวัลยลาภ (กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์)




คู่ที่ ๓ รำง้าว
พระองค์เจ้าศุขสวัสดี (กรมหลวงอดิศรอุดมเดช)
พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ (กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม)




คู่ที่ ๔ รำดาบสองมือ
พระองค์อุณากรรณอนันตนรไชย
พระองค์เจ้าชุมพลรัชสมโภช (กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์)


กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์


แล้วเสด็จประทับอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีศาสดารามคืนหนึ่ง ด้วยเย็นวันนั้นมีการฉลองพระสงฆ์ ๓๐ รูปที่นั่งหัตถบาสสวดมนต์ที่ในพระอุโบสถ

รุ่งขึ้น ณ วันศุกร์ เดือน ๘ ขึ้น ๘ ค่ำ เลี้ยงพระแล้ว จึงทรงรถพระที่นั่งกับสมเด็จพระชนกนาถ มีกระบวนแห่ไปส่งเสด็จ ณ วัดบวรนิเวศ โปรดให้เสด็จประทับอยู่ที่พระปั้นหยา ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประทับอยู่เมื่อครั้งทรงผนวช ทรงรับโอวาทและเล่าเรียนพระธรรมวินัยในสำนักกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ต่อมา และโปรดให้หลวงราชาภิรมย์ (ชู ซึ่งภายหลังได้เป็นพระมหาราชครูมหิธร) เป็นอาจารย์ หัดทำนองเทศน์มหาชาติกัณฑ์สักบรรพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่โดยเฉพาะ


กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์


ครั้น ณ เดือน ๑๑ โปรดให้พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศน์ เหมือนอย่างครั้งพระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรถวายเทศน์กัณมัทรี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเสด็จดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เชิญเสด็จไปเทศน์ที่วังและทรงทำกระจาดใหญ่ถวายบูชากัณฑ์เทศน์(๒๑) กระจาดที่กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสทำครั้งนั้น ตั้งที่สนามไชยตรงหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ทำเป็นรูปสำเภาโตเท่าลำสำเภาจริงๆ จัดของไทยธรรมอย่างสินค้ำของต่างๆ ซึ่งเอาออกวางขายบนปากเรือสำเภาเมื่อเข้ามาจากเมืองจีน ส่วนผลไม้และเครื่องอาหารแต่งประดับทำเป็นสัตว์น้ำอยู่ตามลูกคลื่นรอบสำเภา กระจาดใหญ่ครั้งนี้เป็นการครึกครื้นใหญ่โตมาก มีเทศน์มหาชาติที่พระที่นั่งทรงธรรม เมื่อเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ


พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส


เมื่อออกพรรษาแล้วเสด็จไปบูชาพระปฐมเจดีย์ และครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเล่าความหลังให้ทรงทราบ ว่าเมื่อครั้งพระองค์ยังทรงผนวชอยู่นั้น ทรงเลื่อมใสในพระปฐมเจดีย์ว่าเป็นพระมหาเจดียสถานเก่าก่อนพระเจดีย์ทั้งหลายในประเทศสยามนี้ ได้ถวายพระพรทูลแนะนำแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขอให้ทรงปฏิสังขรณ์ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ไม่ได้เสด็จไปบูชา) มีพระราชดำรัสว่า พระปฐมเจดีย์อยู่ในป่าเปลี่ยว ทรงปฏิสังขรณ์ก็จะไม่มีใครรักษา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงตั้งปฏิญาณแต่เมื่อครั้งนั้น ว่าถ้าหากพระองค์ทรงมีกำลังสามารถจะทำได้เมื่อใด จะทรงปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์ให้จงได้

ครั้นเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ จึงทรงปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์ตามที่ได้ทรงปฏิญาณไว้ แต่การยังไม่สำเร็จ ทรงพระวิตกว่า ถ้าหากพระองค์สวรรคตเสียก่อน การก็จะเริดร้างค้างไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคารพต่อพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ รับจะสนองพระเดชพระคุณในเรื่องปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์ จึงโปรดให้เสด็จออกไปปฏิญาณพระองค์ที่พระปฐมเจดีย์ เหมือนอย่างพระองค์เองได้เคยปฏิญาณมาแต่หนหลัง(๒๒)

ในปีขาลนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือถึงเมืองพิษณุโลก โปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงผนวชเป็นสามเณร โดยเสด็จไปในเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชด้วย เสด็จออกจากกรุงเทพ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ แรมค่ำ ๑ ในสมัยนั้นลำแม่น้ำทางเมืองเหนือยังกว้าง เมื่อขาขึ้นเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชจักรข้าง ๒ ปล่อง เป็นเรือไฟขนาดยาว ๓๐ วา ยังเข้าปากน้ำเกยไชยขึ้นทางลำน้ำเมืองพิจิตรเก่าได้ถึงเมืองพิษณุโลก แต่ขากลับน้ำลดต้องล่องทางคลองเรียง ที่เป็นลำน้ำเมืองพิจิตรทุกวันนี้

และเมื่อขาเสด็จขึ้นไปนั้น เสด็จประทับทอดพระเนตรวัดโพธิประทับช้างในลำน้ำเมืองพิจิตรเก่า ซึ่งเป็นวัดของพระเจ้าเสือทรงสร้างไว้แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา กล่าวกันว่าเพราะเสด็จสมภพ ณ ที่นั่น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นประพาสวัดโพธิประทับช้าง อาศัยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นสามเณรทรงผ้ากาสาวพัสตร์ จึงมีรับสั่งให้ทรงพระราชยานต่างพระองค์ และโปรดให้ข้าราชการแห่นำตามเสด็จเหมือนกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน ส่วนพระองค์เองนั้นทรงพระราชดำเนินตามไปโดยลำพังทั้งขาขึ้นขาลง

และเมื่อสมโภชพระพุทธชินราช ณ เมืองพิษณุโลกนั้น โปรดให้ทรงกำกับทหารมหาดเล็ก ซึ่งเป็นพนักงานการมหรสพด้วย(๒๓) และครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชศรัทธาสร้างวิหารพระเหลือ (หลังนอก) ที่ในวัดพระศรีมหาธาตุ และโปรดให้ทำศิลาจารึกติดไว้ที่วิหารนั้นยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองครั้งนั้น เสด็จกลับมาถึงกรุงเทพ เมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๑๑ ค่ำ โปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ต่อมา เพื่อประโยชน์ในการทรงศึกษา จนถึงเดือนยี่ ปีขาลนั้นจึงได้ลาผนวช รวมเวลาทรงผนวชอยู่ ๖ เดือน

ก็ในสมัยเมื่อก่อนทรงผนวชเป็นสามเณรนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับอยู่ที่ "พระตำหนักตึก" ข้างในพระบรมมหาราชวัง ถึงเวลาเสด็จออกมาประพาสข้างหน้า ย่อมประทับที่โรงช้างเผือกซึ่งสร้างขึ้นไว้ครั้งรัชกาลที่ ๒ โรงสุดทางตะวันออก(๒๔) เป็นที่ให้ข้าในกรมและผู้อื่นได้เฝ้าแหน ครั้นเมื่อลาผนวชจากสามเณร ถึงเวลาจะต้องเสด็จออกมาประทับอยู่ข้างหน้าตามประเพณีราชกุมารที่ทรงเจริญวัย

ก็ในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างพระอภิเนาวนิเวศน์ขึ้นทางด้านตะวันออกพระบรมมหาราชวัง และเสด็จประทับอยู่ที่นั้นเป็นปกติ มีพระราชประสงค์จะให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ใกล้พระองค์ เพื่อจะได้ทรงฝึกหัดราชการได้สะดวก จึงโปรดให้แก้ไขคลังเก่าซึ่งสร้างครั้งรัชกาลที่ ๓ ที่ในสวนกุหลาบ แปลงเป็นพระตำหนักที่ประทับ(๒๕) แล้วโปรดให้ซื้อบ้านเจ้าพระยาพลเทพ (หลง) เตรียมไว้สำหรับสร้างวังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระอนุชา ๒ พระองค์ด้วย แต่หาทันได้สร้างวังไม่ เป็นแต่โปรดให้ข้าในกรมไปปลูกเรือนรักษาอยู่(๒๖) จนตลอดรัชกาลที่ ๔

ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลาผนวชมาประทับอยู่ที่พระตำหนักสวนกุหลาบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฝึกหัดราชการกวดขันขึ้น คือนอกจากที่เสด็จไปเฝ้าและตามเสด็จโดยปกติ เวลากลางคืนถ้าทรงพระราชวินิจฉัยข้อราชการ หรือทรงประพฤติพระราชกรณีย์โดยลำพัง ก็มีรับสั่งให้หาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเข้าไปปฏิบัติประจำพระองค์ ให้ทรงฟังพระบรมราโชวาทและพระบรมราชาธิบายในราชการและราชประเพณีต่างๆ เสมอ เฝ้าอยู่จนราวเที่ยงคืนบ้าง บางทีก็ดึกกว่านั้น จึงได้เสด็จกลับออกมายังพระตำหนัก นอกจากนั้นมักโปรดให้เป็นผู้เชิญกระแสรับสั่งแจ้งพระราชประสงค์ หรือทรงหารือข้อราชการไปยังเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เวลาเช้าต้องทรงเสด็จข้ามไปบ้านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เนืองๆ
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 3 ตุลาคม 2550 เวลา:17:06:03 น.  

 
 
 
...............................................................................................................................................




ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ เมื่อพระราชทานเพลิงพระศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนกรมเจ้านาย เนื่องในเหตุที่พระมหาอุปราชสวรรคตตามราชประเพณีเคยมีมา(๒๗)ในรัชกาลที่ ๓ เจ้านายซึ่งโปรดให้เลื่อนกรมครั้งนั้น คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา เป็นกรมขุนบำราบปรปักษ์พระองค์ ๑ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวรจักรธรานุภาพ กับพระเจ้าราชวงศ์เธอ กรมหมื่นราชสีหวิกรม เป็นกรมขุนคงพระนามเดิม และโปรดให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนพระยศเป็นกรมขุนด้วย รวมเป็น ๔ พระองค์ด้วยกัน


พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์


พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวรจักรธรานุภาพ


พระเจ้าราชวงศ์เธอ กรมหมื่นราชสีหวิกรม


ครั้งนั้นมีพระราชดำรัสว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ก็มีความชอบสมควรจะได้เลื่อนกรม แต่ตามราชประเพณี พระเจ้าน้องยาเธอจะทรงกรมได้เพียงชั้นกรมหลวงเป็นสูงสุด จึงมิได้โปรดให้เลื่อนกรมหลวงวงศาราชสนิทด้วย(๒๘)


พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท


ส่วนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนพระนามกรม เป็นกรมขุนพินิตประชานาถ ด้วยทรงพระราชดำริว่า พระนามกรม กรมมเหศวรศิววิลาส กรมวิษณุนาถนิภาธร พระชันษาไม่ยั่งยืน จะเป็นด้วยพ้องกับนามพระเป็นเจ้าในไสยศาสตร์ จึงทรงเปลี่ยนพระนามกรมพิฆเณศวรสุรสังกาศ นั้นเสีย


สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ


เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งให้เลื่อนกรมเจ้านายครั้งนั้น เสด็จประทับในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อทรงสั่งแล้วมีพระราชดำรัสให้หาเจ้านายทั้ง ๔ พระองค์นั้นเข้าไปเฝ้า ณ ที่รโหฐานตรงหน้าพระแล้ว มีพระราชดำรัสว่าจะให้ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระมหามณีรัตนปฏิมากร ว่าเจ้านายซึ่งจะเป็นกรมขุน ๔ พระองค์นี้ ถ้าใครได้ครองราชสมบัติต่อไปไม่ทรงรังเกียจเลย เจ้านายทั้ง ๓ พระองค์ต่างทูลถวายปฏิญาณ ว่ามิทรงได้คิดมักใหญ่ใฝ่สูง ตั้งพระราชหฤทัยแต่จะสนองพระเดชพระคุณ ช่วยทำนุบำรุงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอให้ได้รับราชสมบัติต่อไป(๒๙)

การพิธีตั้งกรมและเลื่อนกรมเจ้านาย แต่ก่อนมาทำที่วังของเจ้านาย เป็นแต่ต้องเสด็จเข้าไปรับพระราชทานพระสุพรรณบัฏที่ในพระบรมมหาราชวัง ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปพระราชทานพระสุพรรณบัฏที่วังเจ้านาย การเลื่อนกรมครั้งนี้โปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำพิธีที่พระตำหนักสวนกุหลาบ พระสงฆ์สวดพระปริต ณ วันเสาร์ เดือน ๔ ขึ้น ๖ ค่ำ รุ่งขึ้น ณ วันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ เป็นวันพระฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปยังพระตำหนักสวนกุหลาบ พระราชทานน้ำสรงมุรธาภิเษกแล้ว อาลักษณ์อ่านประกาศเลื่อนกรม มีคำประกาศดังนี้

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๑๐ พรรษา ลุศักราช ๑๒๒๙ ปัยุบันกาล สัสสังวัจฉรผคุณมาศภาพปักษ์ สัตมีดิถีรวิวาร บริเฉทกาลกำหนด


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ ฯลฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าชายพระองค์ใหญ่ เมื่อเวลาประสูติใหม่ ท่านเสนาบดีทั้งปวงได้พร้อมกันกราบทูลขอยกย่องให้เป็นพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า เพื่อจะรักษาแบบอย่างโบราณราชประเพณีไว้ไม่ให้เสื่อมสูญ เพราะฉะนั้น เมื่อปีระกานักระษัตรตรีศก๑๑ ได้พระราชทานสุพรรณบัฏจารึกเฉลิมพระนามสมญาว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศ์บริพัตร สิริวัฒนราชวโรรส ดังนี้ และให้เป็นเจ้าฟ้าต่างกรม มีพระนามกรมว่า เจ้าฟ้ากรมหมื่นพิฆเณศวรสุรสังกาศ ได้ทรงศักดินา ๔๐๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า บัดนี้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ล สิริวัฒนราชวโรรส นั้นทรงพระเจริญวัยวัฒนาการขึ้น ได้ราชการต่างๆหลายอย่าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดำริพร้อมกับดำริความคิดพระราชวงศานุวงศ์ และท่านเสนาบดีเห็นพร้อมกัน ให้เลื่อนพระนามกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุน สูงกว่าแต่ก่อน บัดนี้จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่ง ให้เลื่อนพระนามกรม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชวโรรส ซึ่งแต่ก่อนทรงพระกรุณาโปรดให้เป็น เจ้าฟ้ากรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ นั้น ให้เลื่อนขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพินิตประชานาถ ทรงศักดินา ๔๐๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าต่างกรม

ขออาราธนาเทพยดาผู้มีมเหศวรศักดิ์อันประเสริฐ ซึ่งสถิตดำรงอยู่ในภูมิพฤกษอากาศ กาญจนรัตนพิมานทั่วทุกแหล่งหล้า เป็นอาทิคือ เทพยอันทรงนามสยามเทวาธิราชซึ่งเป็นอธิบดีได้บริรักษ์บำรุง กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรมหินทรายุธยานี้ และเทพยเจ้าผู้อภิบาลรักษานพปดลมหาเศวตฉัตร สิริรัตนราไชสวริย และเทพยอันรักษารัตนบัลลังก์พระที่นั่งบรมราชอาสน์ใหญ่น้อยในพระราชนิเวศน์ บรมมหาสถานทุกตำบล ทั้งเทพยเจ้าอื่นๆ ผู้มีทิพยานุภาพมหิทธิฤทธิศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตในภูมิลำเนาแนวพฤกษบรรพตากาศพิมานทุกสถานทั่วพระราชอาณาจักร บรรดาซึ่งมีไมตรีจิตได้ผดุงบริรักษ์พระบรมราชวงศ์นี้สืบมาจนกาลบัดนี้ จงได้ทำนุบำรุงรักษาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ ให้ทรงพระเจริญทฤฆชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาน ศิริสวัสดิพิพัฒนมงคล เกียรติยศอิสริยยศศักดิ์เดชานุภาพทุกประการ

ทำราชกาลสนองพระเดชพระคุณโดยสมควรแก่ความเป็นในพระราชตระกูลอันสูงศักดิ์ในพระบรมราชวงศ์นี้ ขอให้พระเกียรติคุณอดุลยยศ ปรากฏไปสิ้นกาลนานเทอญ

อนึ่งเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีพระอิสริยศเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมพระองค์หนึ่งแล้วดังนี้
ให้ทรงตั้งเจ้ากรมเป็น ขุนพินิตประชานาถ ถือศักดินา ๘๐๐
ให้ทรงตั้งปลัดกรมเป็น หมื่นวรราชบุตรารักษ์ ถือศักดินา ๖๐๐
ให้ทรงตั้งสมุหบัญชีเป็น หมื่นอนุรักษ์พลสังขยา ถือศักดินา ๓๐๐
ให้ผู้รับตำแหน่งทั้ง ๓ นายนั้น ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยผาสุขสวัสดิทุกประการเทอญ


เมื่อได้เลื่อนกรมแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับตำแหน่งมีหน้าที่ราชการแผ่นดินต่อมา คือทรงบัญชาการกรมมหาดเล็ก เหมือนอย่างพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดให้พระองค์เอง เมื่อยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทรงบัญชาการกรม ๑ ทรงบัญชาการกรมทหารบกวังหน้า ซึ่งมาสมทบรับราชการวังหลวงตามประเพณี ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเสด็จสวรรคต(๓๐)กรม ๑ และแต่ก่อนได้โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสทรงบัญชาการกรมล้อมพระราชวัง กับกรมพระคลังมหาสมบัติ ครั้นกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศสิ้นพระชนม์ จึงโปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบัญชาการ ๒ กรมนั้นด้วย



อนึ่งเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๐๙ นั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ลงมือสร้างพระราชวังสราญรมย์ขึ้น ที่ใกล้พระบรมมหาราชวังทางด้านตะวันออกอีกแห่งหนึ่ง ด้วยตั้งพระราชหฤทัยว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสมบูรณ์พระชันษา พอเสร็จกิจทรงผนวชเป็นภิกษุภาวะแล้ว จะทรงมอบเวนราชสมบัติพระราชทาน ส่วนพระองค์เองนั้นจะเสด็จออกเป็น "พระเจ้าหลวง”(๓๑) และออกไปประทับอยู่ที่พระราชวังสราญรมย์ ทรงช่วยแนะนำกำกับราชการต่อไปจนตลอดพระชนมายุ แต่กระแสพระราชดำริข้อนี้หาได้ทรงเปิดเผยไม่ ถึงกระนั้นก็ทราบกันอยู่ในบรรดาที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย

แต่มาถึงสมัยนี้ การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะได้รับรัชทายาท ย่อมเป็นที่เข้าใจและเป็นความนิยมของคนทั้งหลายทั่วไป ตลอดจนชาวต่างประเทศ เป็นแต่บางคนคิดวิตกด้วยเห็นว่า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มีอำนาจมากยิ่งกว่าใครๆ ในแผ่นดิน เว้นแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว เกรงว่าจะไม่ซื่อตรงต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความวิตกเช่นว่ามานี้มีเรื่องจะยกมาแสดงพอเป็นอุทาหรณ์(๓๒) ดังในเวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรหนักอยู่นั้น วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปเยี่ยม พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า ใคร่จะกราบบังคมทูลความลับสักเรื่องหนึ่ง แล้วตรัสขับบรรดาผู้ที่เฝ้าแหนอยู่ในที่นั้น ให้ลงมาเสียจากพระที่นั่งอิศเรศร์ราชานุสรณ์ ให้อยู่แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้เชิญพระแสงของสมเด็จพระบรมชนกนาถพระองค์ ๑ กับกลีบจอมมารดาซึ่งเป็นผู้พยาบาล และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกคน ๑

เมื่อเป็นที่รโหฐานแล้ว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวกราบบังคับทูลว่า พระองค์ก็จะไม่ได้ดำรงพระชนม์อยู่ไปได้กี่วันแล้ว จะขอถวายปฏิญาณว่าการที่ได้ทรงสะสมกำลังทหารและเครื่องศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ไว้เป็นอันมากนั้น จะคิดร้ายต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่มีเลย แต่ไม่ไว้ใจเจ้าพระศรีสุริยวงศ์ เกรงว่าถ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลงเมื่อใด เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะกำเริบขึ้น จึงได้เตรียมกำลังไว้ป้องกันพระองค์ เมื่อพระองค์สวรรคตแล้วขอให้พระสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงระวังต่อไปให้จงดี ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานปฏิญาณว่า มิได้เคยทรงระแวงสงสัยในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าจะทรงคิดร้ายต่อพระองค์ แต่เรื่องเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์นั้น หาได้มีพระราชดำรัสตอบประการใดไม่


สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์


นอกจากเรื่องนี้ยังมีข้าราชการรู้กันในพระราชสำนักหลายคน ซึ่งไม่ไว้ใจเจ้าพระยาศรีสุริวงศ์คิดเข้ากันเป็นพวก นัยว่าเพื่อจะป้องกันพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(๓๓) แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงส่งเสริมพวกนี้ อันความที่เกิดขึ้นมีผู้ไม่ไว้ใจเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ครั้งนั้น จนถึงชาวต่างประเทศก็ทราบ เซอร์แฮรีออด เจ้าเมืองสิงคโปร์เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยอุปราคาที่ตำบลหว้ากอ ได้มารู้จักพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและทราบความเรื่องที่จะทรงรับรัชทายาท กล่าวไว้ในจดหมายเหตุดังนี้(๓๔)

“สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระชันษาราวสัก ๑๕ ปี เป็นที่เข้าใจกันอยู่ว่า เจ้าฟ้าพระองค์นี้จะเป็นรัชทายาทสืบพระวงศ์ เพราะในเวลานี้ไม่มีพระมหาอุปราช แต่ไม่เป็นการแน่ทีเดียวที่เจ้าฟ้าพระองค์นี้จะได้รับราชสมบัติ ด้วยตามประเพณีไทยถึงการรับราชสมบัติ ย่อมสืบต่ออยู่ในพระราชวงศ์อันเดียวกัน ราชสมบัติไม่ได้แก่พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดินเป็นแน่นอน มีตัวอย่างเช่นครั้งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน (คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีพระราชประสงค์จะให้พระเจ้าลูกเธอได้รับรัชสมบัติ(๓๕) แต่ตระกูลใหญ่ของผู้สำเร็จราชการทั้งสอง (หมายความว่าพวกสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ) ไม่เห็นชอบตามพระราชประสงค์ ไม่ยกพระเจ้าลูกเธอของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนขึ้น พร้อมกันถวายราชสมบัติแก่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ (คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ผู้เป็นรัชทายาทที่แท้แห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ ก็ได้ทำโดยปราศจากเหตุการณ์ (สังเกตดู)สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์พระองค์นี้ฉลาดหลักแหลม ถ้าคิดดูโดยพระชนมายุเพียงเท่านั้น พระรูปอยู่ข้างสูงและพระกิริยาอัธยาศัยก็เป็นผู้ใหญ่”

ฝ่ายฝรั่งเศสก็เห็นเข้าใจอย่างเดียวกัน พระเจ้าเอมปเรอนโปเลียนที่ ๓ จึงถือเอาเป็นโอกาสที่จะบำรุงทางพระราชไมตรีให้สนิทยิ่งขึ้น ให้แสงพระแสงกระบี่ขึ้น ๒ องค์ ส่งมาถวายเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ พระแสงองค์ใหญ่จารึกอักษรว่า "ของเอมปเรอฝรั่งเศสถวายพระเจ้าแผ่นดินสยาม" พระแสงกระบี่องค์น้อยจารึกอักษรว่า " ของพระยุพราชกุมารฝรั่งเศสถวายพระยุพราชกุมารสยาม" ดังนี้(๓๖)

และต่อมาในปีเถาะนั้น เอมปเรอนโปเลียนที่ ๓ ทรงตั้งให้มองสิเออร์ แบลกัวล์ เป็นราชทูตพิเศษเข้ามาแลดกเปลี่ยนหนังสือสัญญา ซึ่งพระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์ได้ไปทำที่นครปารีส เมื่อราชทูตเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วบอกกรมท่าว่าจะขอไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แทนที่ทูตเคยเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแต่หนหลัง ก็โปรดให้เฝ้าตามประสงค์ จึงเกิดปัญหาเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จลงไปเยี่ยมตอบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เสด็จลงไปด้วยกันกับกรมหมื่นบวรวิชัยชาญ(๓๗)


กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ


ครั้นเมื่อเสร็จการเยี่ยมตอบแล้ว ราชทูตฝรั่งเศสมาพูดกับเสนาบดีว่า มีความเสียดายที่รู้ตัวเร็วไป ไม่มีเวลาพอจะจัดการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สมแก่พระเกียรติยศ ขอเชิญเสด็จไปทอดพระเนตรเรือรบแต่พระองค์เดียวอีกครั้งหนึ่ง พอจะได้มีโอกาสจัดการรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามประสงค์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงไปครั้งหลัง เมื่อ ณ วันพุธ เดือนอ้าย ขึ้นค่ำ ๑ ราชทูตฝรั่งเศสจัดการรับเสด็จอย่างเต็มยศใหญ่ชักธงบริวาร และให้ทหารขึ้นยืนประจำเสาเรือรบ แล้วยิงสลุตตามพระเกียรติยศรัชทายาททุกประการ อาศัยเหตุที่ราชทูตฝรั่งเศสแสดงความเคารพโดยพิเศษครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงพระนามและประทับพระลัญจกร(๓๘)ในหนังสือสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนสัญญาด้วยกันกับกรมหลวงวงศาธิราชสนิท สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ และเจ้าพระยาภูธราภัย

ตามเรื่องพระราชประวัติแสดงมา พึงเห็นได้ว่า พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญขึ้นตามทางพระราชประสงค์แห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถเป็นอันดับมา จนไม่มีผู้ใดจะคิดเห็นว่าผู้อื่นจะเป็นรัชทายาท ถึงกระนั้นก็ดี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้สิ้นทรงพระปริวิตก เพราะเหตุซึ่งต้องทรงพระปริวิตกมีอยู่ คือ ถ้าหากพระองค์สวรรคตลงก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระชันษาสมบูรณ์ ถึงจะได้ทรงรับรัชทายาท ก็จะต้องมีผู้อื่นว่าราชการแผ่นดินแทนพระองค์ การอันนี้ยังมิได้เคยมีแบบอย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ปรากฏในเรื่องพระราชพงศาวดารครองกรุงศรีอยุธยา เคยมีพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเยาว์ต้องมีผู้ว่าราชการแทน ๕ ครั้ง พระเจ้าแผ่นดินก็ถูกปลงพระชนม์บ้าง ถูกกำจัดจากราชสมบัติบ้าง ไม่เคยอยู่ได้ยั่งยืนเลยสักพระองค์เดียว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงประมาทต่อเหตุการณ์ ได้ทรงพระราชดำริป้องกันด้วยพระบรมราโชบายอันสุขุมคัมภีรภาพ ด้วยครั้งนั้นรู้อยู่เป็นแน่ว่า ถ้าหากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตลงในเวลาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังหย่อนพระชันษา มีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คนเดียว ที่สามารถจะเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เพราะเหตุนี้ถึงมีใครๆ กราบบังคมทูล แสดงความรังเกียจ ก็ไม่ทรงนำพา กับทรงปรึกษาหารือกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ตามตรง ให้ช่วยคิดอ่านรักษาความเป็นอิสระของประเทศ ในเมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นหากจะเกิดขึ้น และได้ทรงไต่ถามทราบความคิดของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์อยู่แล้วทุกประการ(๓๙) เพราะฉะนั้นเมื่อใกล้จะเสด็จสวรรคต บางคราวพระราชหฤทัยหวนห่วงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเคลือบแคลงก็ดำรัสถามว่ายังเสด็จดำรงพระชนม์อยู่หรือ ครั้นทรงทราบว่ายังเสด็จอยู่ ก็ห่วงต่อไปถึงการจะทรงรับรัชทายาท เกรงจะไม่มั่นคง ดังมีพระราชดำรัสแก่พระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์ ในที่สุดพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้พระราชวงศ์และเสนาบดีปรึกษาพร้อมกันแล้วแต่จะเลือกเจ้านายพระองค์ใดให้รับราชสมบัติ

เมื่อคิดวินิจฉัยดูว่า เหตุใดจึงโปรดให้เลือกรัชทายาท และมิได้ทรงมอบเวนราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เห็นว่าน่าจะเป็นด้วยทรงพระราชดำริเป็น ๒ อย่าง คือ ประการที่ ๑ ทรงพระราชดำริว่า ความมั่นคงของประเทศสยามสำคัญยิ่งกว่า เพียงพระองค์จะได้ความพอพระราชหฤทัยเพราะพระราชปิโยรสได้รับรัชทายาท ประการที่ ๒ ถ้าหากให้พระราชวงศ์กับเสนาบดีพร้อมใจกันถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ซึ่งน่าจะทรงเชื่ออยู่ว่าคงจะเป็นอย่างนั้นยิ่งกว่าอย่างอื่น) ทั้งพระราชวงศ์และเสนาบดีมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์โดยเฉพาะ จะได้รู้สึกเป็นหน้าที่และรับความผิดชอบ ที่จะต้องช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยเต็มกำลัง เพราะได้พร้อมกันเลือกสรรเองดังนี้

และการที่พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลือกรัชทายาทนั้น ก็ไม่ผิดราชประเพณีซึ่งเคยมีมา ตั้งแต่เมื่อจะสิ้นรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระอาการประชวรไม่สามารถจะตรัสสั่งมอบเวนราชสมบัติ พระราชวงศ์กับเสนาบดีก็ได้ปรึกษาพร้อมกัน ถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมาครั้ง ๑ มาถึงเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรใกล้จะเสด็จสวรรคต ก็มีพระราชดำรัสสั่งแก่พระราชวงศ์และเสนาบดี ว่าแล้วแต่จะพร้อมกันถวายแก่พระราชวงศ์พระองค์ใด จึงได้ปรึกษาพร้อมกันถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์(๔๐)นับเป็นครั้งที่ ๒ จึงทรงพระราชดำริเห็นว่า ที่โปรดให้เลือกรัชทายาทนั้น ไม่เป็นการแปลกประหลาดหรือฝ่าฝืนราชประเพณีอย่างหนึ่งอย่างใด



เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ประทับที่พระตำหนักสวนกุหลาบนั้น มีแพเป็นที่เสด็จประพาส(๔๑)จอดไว้ที่ข้างใต้ท่าราชวรดิตถ์หลังหนึ่ง ด้วยในสมัยนั้นในกรุงเทพ ยังมีถนนใช้รถได้ไม่กี่สาย ที่สโมสรของผู้ดียังอยู่ทางแม่น้ำและมักชอบเที่ยวเตร่ทางเรือตามแบบโบราณ ผู้มีบรรดาศักดิ์มักมีแพเป็นที่พักและที่พบปะมิตรสหาย แต่ที่พระตำหนักสวนกุหลาบในสมัยนั้น ก็เป็นที่ประชุมของเจ้านายและข้าราชการชั้นหนุ่มๆ คล้ายกับเป็นสโมสรสถานอันหนึ่ง ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอัธยาศัยโอบอ้อมอารี โปรดการสมาคมกับผู้อื่นมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว

บรรดาพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติภายหลังสมเด็จพระบรมชนกนาถเสวยราชย์ ล้วนเคยรักใคร่นับถือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นหัวหน้า มาตั้งแต่ทรงจำความได้ทุกพระองค์ พอพ้นเวลาเฝ้าสมเด็จพระบรมชนกนาถต่างก็ติดตามออกไปเฝ้าแหนเล่นหัว และโดยเสด็จประพาสไม่ขาด(๔๒) ส่วนเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์เป็นต้น ก็โปรดเสด็จไปที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ด้วยชอบพระอัธยาศัยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้หม่อมเจ้าต่างกรมทั้งชั้นผู้ใหญ่และชั้นที่ยังเยาว์ก็มีไปเฝ้าไม่ขาด แต่ข้าราชการที่หมั่นไปสวนกุหลาบนั้นมักเป็นพวกข้าราชการในพระราชสำนักเป็นพื้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จอยู่ ณ พระตำหนักสวนกุหลาบนั้น มีพระธิดากับหม่อมราชวงศ์แขพระองค์ ๑ (คือพระองค์เจ้าผ่อง) ประสูติที่วังเดิมของกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์(๔๓) เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนอ้าย แรม ๘ ค่ำ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ แล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานคุณแพ(๔๔) ธิดาพระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์ (วอน บุนนาค) เป็นอัครบริจาริกา มีพระธิดา (เมื่อในรัชกาลที่ ๔) พระองค์ ๑ (คือพระองค์เจ้าหญิงศรีวิลัยลักษณ์ ซึ่งภายหลังทรงสถาปนาเป็น กรมขุนสุพรรณภาควดี) ประสูติที่พระราชวังนันทอุทยาน เมื่อ ณ วันศุกร์ เดือน ๙ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ในสมัยนั้นยังทรงดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าทั้ง ๒ พระองค์
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 3 ตุลาคม 2550 เวลา:17:07:26 น.  

 
 
 
เชิงอรรถ

(๑) ในปีฉลูเบญจศกนั้น ข้างต้นปีฝนแล้ง ครั้นเดือน ๘ แรม ๓ ค่ำ ช้างเผือกที่ได้เป็นปฐมในรัชกาลที่ ๔ คือ พระพิมลรัตนกิรินีมาถึงกรุงเทพ ต่อมาเดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสมภพ และเมื่อใกล้วันพระราชสมภพนั้นฝนห่าใหญ่ตกอยู่ ๓ วัน ถึงน้ำนอง ตั้งแต่นั้นฝนก็ตกบริบูรณ์ ต้นข้าวในนาปีนั้นก็พ้นภยันตราย ด้วยเหตุนี้จึงถือกันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระพิมลรัตนกิรินี เป็นสิริในการพระราชพิธีพิรุณสาตร ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ นั้น ถ้าปีใดฝนแล้งถึงต้องทำพิธีพิรุณสาตร โปรดให้แต่งพระพิมลรัตนกิรินีด้วยเครื่องคชาภรณ์ออกยืนแท่น และโปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวเสด็จไปในการพิธีด้วยทุกครั้ง

(๒) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

(๓) วันเวลาคลาดเคลื่อนกันกับในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ และหนังสือราชสกุลบรมราชจักรีวงศ์ – กัมม์
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(๔) ในรัชกาลที่ ๕ ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร

(๕) ทรงสถาปนาพระเกียรติยศเป็นสมเด็จพระมาตามหัยกา ในรัชกาลที่ ๕

(๖) ทรงสถาปนาเป็นกรมหลวงวรเสรฐสุดา ในรัชกาลที่ ๕

(๗) พระที่นั่งสีตลาภิรมย์นี้ ถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อทรงสร้างวัดราชบพิธ โปรดให้รื้อไปปลูกถวายเป็นตำหนักเจ้าอาวาส (หลังทางริมคลอง) ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

(๘) เป็นรถอย่าง ๒ ล้อ มีประทุนพับได้

(๙) โรงทานนั้นอยู่ตรงหอธรรมสังเวชเดี๋ยวนี้

(๑๐) แง่กระดกเชิงกรานที่บั้นเอว

(๑๑) ในรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้เลื่อนเป็น พระยาปริยัติธรรมธาดา

(๑๒) ทรงสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ ในรัชกาลที่ ๕

(๑๓) ในเทศนาบุรพาทิศานมัสนธรรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ว่าสวดมนต์ ๓ วัน แต่ในพระราชพงศาวดารของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่าสวดวันเดียว งานนี้ติดโสกันต์พระเจ้าลูกเธออยู่ก่อน เห็นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ลงวันคืนแน่นอน ข้าพเจ้าจึงอนุมัติตาม

(๑๔) พระราชโอรสธิดาซึ่งพระมารดาเป็นพระองค์เจ้า ย่อมเป็นเจ้าฟ้าตามราชประเพณีมีมาแต่โบราณ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอ้างถึงเสนาบดีกราบทูล ขอให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าฟ้าเช่นนี้ ด้วยฐานะของเจ้าฟ้าราชกุมารพระองค์ใหญ่ ย่อมเนื่องถึงที่จะเป็นรัชทายาท เวลานั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนม์อยู่ สันนิษฐานว่าเพราะทรงเกรงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเข้าพระหฤทัยผิด จึงไม่ทรงยกย่องโดยลำพังพระองค์เอง

(๑๕) เครื่องยศและเครื่องทรงที่กล่าวตอนนี้คัดจากเทศนาบุรพทิศานมัสนธรรม ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า

(๑๖) พระที่นั่งองค์นี้ชำรุดเสียนานแล้ว อยู่ตรงที่สวนศิวาลัย

(๑๗) ลูกชายของนางลิโอโนเวนซ์ ชื่อหลุย เข้ามาหามารดาเมื่อเป็นเด็ก ถึงรัชกาลที่ ๕ เข้ามาทำป่าไม้ขอนสักได้เป็นนายห้าง หลุยตีลิโอโนเวนซ์

(๑๘) ตอนเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับนายแปตเตอร์สันต่อมาอีก ทรงเวลาค่ำเมื่อเสร็จราชการประจำวัน แต่ทรงอยู่ไม่ได้เท่าใดเพราะไม่มีเวลาว่าง ที่พระองค์ทรงทราบภาษาอังกฤษดีสู้ใครๆ ที่เรียนในเมืองนี้ได้ เป็นด้วยทรงพระอุตสาหะศึกษาโดยลำพังพระองค์ต่อมา

(๑๙) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสเล่าว่า ครั้งหนึ่งเสด็จขึ้นไปเฝ้าในเวลาประชวรนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวยกพระหัตถ์ลูบที่พระเศียรตรัสว่า "เจ้าใหญ่นี่แหละ จะเป็นที่พึ่งของญาติต่อไปได้" ในส่วนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง แม้ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ ก็ยังทรงเคารพนับถือในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาก มีความประหลาดข้อหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ยินพวกวังหน้าที่เคยอยู่ครั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จนลูกเธอมักกล่าวกันว่า พระกิริยาอัธยาศัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คล้ายกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าเคยนำความข้อนี้ขึ้นกราบบังคมทูล มีพระราชดำรัสว่า “ไม่ใช้แต่พวกวังหน้า ถึงทูลกระหม่อมก็เคยรับสั่งว่า พ่อใหญ่นี่อย่างไร ดูไปเหมือนท่านที่บน" ดังนี้

(๒๐) ถึงรัชกาลที่ ๕ ทรงสถาปนาเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ แล้วต่อมาโปรดถวายมหาสมณุตมาภิเษกเป็น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา

(๒๑) ฐานะของกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส เหมือนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒ อย่าง คือ เป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่อย่าง ๑ ได้ทรงบัญชาการกรมพระคลังมหาสมบัติ (มาตั้งแต่กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธรสิ้นพระชนม์) อย่าง ๑ สันนิษฐานว่าโปรดให้เป็นผู้ทำกระจาดใหญ่ด้วยข้อหลังเป็นสำคัญ เพราะได้ทรงว่ากล่าวพวกจีนเจ้าภาษีนายอากร อาจหาของแปลกประหลาดมาแต่งกระจาดได้ง่ายกว่าผู้อื่น

(๒๒) เมื่อมีผู้ศรัทธาพากันขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตบูรณปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทำแต่สิ่งอื่น แต่องค์พระมหาสถูปปฐมเจดีย์นั้น ไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ผู้อื่นปฏิสังขรณ์ มีพระราชดำรัสว่าเพราะได้ถวายปฏิญาณไว้ จะต้องทำเองจนสำเร็จ

(๒๓) เหตุที่มหาดเล็กเป็นพนักงานมหรสพสมโภชพระพุทธชินราชเมืองพิษณุโลกนั้น เดิมเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชอยู่ในรัชกาลที่ ๓ เสด็จธุดงค์ขึ้นไปเมืองเหนือ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๗๖ เสด็จไปถึงเมืองพิษณุโลก ทรงพระปรารภจะสมโภชพระพุทธชินราชตามราชประเพณี ครั้งนั้นเครื่องมหรสพมีแต่ตัวหนังอยู่ที่วัดพระชินราช คนเล่นหามีไม่ พวกมหาดเล็กที่โดยเสด็จไปด้วยจึงชวนกันรับเล่นหนังถวายเป็นการมหรสพ เมื่อเสด็จไปครั้งหลังพวกข้าหลวงเดิมที่เคยเล่นหนังเมื่อเสด็จครั้งแรก ได้เป็นข้าราชการตามเสด็จไปด้วยหลายคน พากันรับอาสาเข้าเล่นหนังเหมือนหนหลัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงอนุโมทนา และทรงพระราชดำริว่าเมื่อครั้งแรกพระองค์ทรงผนวชอยู่ได้ทรงอำนวยการ ครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงผนวช จึงโปรดให้ทรงอำนวยการ ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๔๔ เสด็จไปถึงเมืองพิษณุโลก มีการสมโภชพระพุทธชินราช ทรงรำลึกถึงความหลังที่กล่าวมา จึงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา เป็นผู้อำนวยการมหรสพ และให้ข้าราชการกรมหมาดเล็ก กรมตำรวจ และกรมทหารเรือเล่นหนังในงานมหรสพกรมละคืน

(๒๔) อยู่ตรงมุขกระสันตะวันออกแห่งพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

(๒๕) ตำหนักนั้นยังอยู่จนบัดนี้

(๒๖) ที่แห่งนี้อยู่ริมคลองตลาดฝั่งใต้ ปลายถนนอัษฎางค์ต่อถนนจักรเพ็ชร ถึงรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ปลัดอ่ำ ข้าหลวงเดิม ซึ่งได้เป็นพระอินทรเทพแล้วเลื่อนเป็นพระยามหามนตรี และเป็นพระยาพิชัยสงครามเป็นที่สุด สร้างบ้านอยู่จนตลอดอายุ

(๒๗) มีเรื่องปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร เจ้าพระยาทิพากรแต่ง ว่าเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพสวรรคตนั้น ข้าในกรมของเจ้านายต่างกรมหลายพระองค์เข้าใจว่า เจ้านายของตนจะได้เป็นมหาอุปราช พากันเตรียมตัวจะเป็นขุนนางวังหน้าจนเกิดกิตติศัพท์ขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรึกษาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ เมื่อยังเป็นที่พระยาศรีพิพัฒน์ กราบทูลว่าถ้าเช่นนั้นควรโปรดให้เลื่อนกรมเจ้านายให้ปรากฏเสียว่าจะได้เป็นแต่เพียงนั้น ข้าในกรมจะได้ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย จึงได้โปรดให้เลื่อนกรมเจ้านาย แต่เมื่อพิเคราะห์ดูในเรื่องพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ เห็นเมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทสวรรคตในรัชกาลที่ ๑ และเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์สวรรคตในรัชกาลที่ ๒ ก็มีการเลื่อนกรมเจ้านายทั้ง ๒ ครั้ง จึงเห็นว่าที่จริงการเลื่อนกรมเจ้านาย เมื่อพระมหาอุปราชทิวงคตนั้น เห็นจะเป็นประเพณีมีมาแล้วแต่ก่อน แต่เผอิญประจวบเหตุเช่นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์กล่าวมีขึ้นในรัชกาลที่ ๓ เพราะฉะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงถือเป็นแบบอย่างต่อมาทั้งในรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕

(๒๘) ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อจะโปรดให้เลื่อนกรมสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทั้ง ๒ พระองค์เป็นกรมพระ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า ทรงเทียบตามอย่างพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเลื่อนสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์เป็นกรมพระราชวังหลัง

(๒๙) เรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเล่าให้ทราบ

(๓๐) ทหารบกวังหน้ามีจำนวนประมาณ ๖๐๐ คน ส่วนทหารเรือและเรือรบวังหน้านั้น โปรดให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญทรงบัญชาการ

(๓๑) ทรงกำหนดว่า "พระพุทธเจ้าหลวง" ให้ใช้เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว แต่ในเวลาเมื่อเสด็จละราชสมบัติ แต่ยังดำรงพระชนม์อยู่ให้ใช้ว่า "พระเจ้าหลวง" ดังนี้

(๓๒) เรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสเล่าให้ฟัง

(๓๓) เรื่องนี้ก็ได้ทราบโดยมีพระราชดำรัสเล่า

(๓๔) จดหมายเหตุของเซอร์แฮรีออด หอพระสมุด ได้แปลเป็นภาษาไทย พิมพ์แล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ คัดมาลงที่นี้แต่เฉพาะเรื่อง
จดหมายเหตุเสด็จหว้ากอ ปีมะโรงสัมฤทธิศก - กัมม์

(๓๕) ข้อนี้ฝรั่งเข้าใจผิด

(๓๖) การที่เอมปเรอนโปเลียน ประทานพระแสงกระบี่ก็มีผลดีอยู่บ้าง จะพึงเห็นได้ในคำพระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต

(๓๗) เจ้าพระยาทิพากรวงศ์กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเอาแบบอย่างครั้งนายพลเรีอกิงฮอล แม่ทัพเรืออังกฤษเข้ามาเฝ้า เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๐๕ ครั้งนั้นได้โปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสเสด็จลงไปเยี่ยมตอบ (ข้าพเจ้าสันนิษฐานต่อไปว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คงโปรดให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ เป็นผู้ลงไปเยี่ยมตอบ) แต่ลักษณะการผิดกับครั้งเยี่ยมตอบราชทูตฝรั่งเศส ด้วยเมื่อครั้งก่อนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชันษาได้เพียง ๙ ขวบ ฐานะของกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสเป็นอย่างผู้กำกับ เยี่ยมตอบครั้งหลังทรงพระเจริญแล้วต้องหาผู้กำกับไม่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญเสด็จไปด้วยคงเป็นด้วยเหตุอื่น

(๓๘) ดูเหมือนพระลัญจกรรูปพระ (เกี้ยวยอด) จุลมงกุฎ จะคิดขึ้นในคราวนี้ แต่ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ

(๓๙) ความที่กล่าวตรงนี้ ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(๔๐) เหตุที่ถวายราชสมบัติพร้อมกันสองพระองค์ อันไม่เคยมีเยี่ยงอย่างในพงศาวดาร เจ้าพระยาภาณุวงศ์ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เดิมเสนาบดีมีบิดาท่าน คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ที่สมุหพระกลาโหมเป็นหัวหน้า ได้ปรึกษากันจะถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่พระองค์เดียว ครั้นเมื่อไปกราบทูลให้ทรงทราบ ดำรัสว่าขอให้ถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยอีกพระองค์๑ เพราะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นพระชะตาแรงนัก ตามตำราว่าคงจะต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าถวายราชสมบัติแต่พระองค์เดียวเกรงจะเสด็จอยู่ไม่ได้ยั่งยืน ด้วยไม่สามารถทนแรงพระชะตาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ไปทูลความแก่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านไปด้วยได้ยินกราบทูลอธิบายดังกล่าวมา

(๔๑) แพหลังนี้เมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้วเรียกว่า "แพข้าหลวงเดิม" สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ทรงรับไปรักษาไว้ที่หน้าพระราชวังเดิม อยู่ที่นั่นจนสิ้นพระชนม์ ต่อมาภายหลังเมื่อสร้างท่าวาสุกรีแล้ว โปรดให้ถอยไปจอดไว้ที่ท่าวาสุกรี ยังจอดอยู่ที่นั่นจนทุกวันนี้

(๔๒) ตัวข้าพเจ้าอยู่ในชั้นเล็ก เมื่ออายุได้ ๔ ขวบ ออกไปเฝ้าที่สวนกุหลาบครั้งแรก โปรดให้ตัดเสื้อสักหลาดสีเขียวตามแบบแฟชั่นในเวลานั้นพระราชทานตัวหนึ่ง เลยติดใจไปสวนกุหลาบเสมอ ยังจำได้อยู่

(๔๓) ด้วยตามราชประเพณีมีมาแต่โบราณ ถือว่าประสูติในพระราชวังได้แต่พระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน

(๔๔) คือ เจ้าคุณพระประยูรวงศ์
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 3 ตุลาคม 2550 เวลา:17:18:38 น.  

 
 
 
เข้ามาอ่าน ข้อมูลเยอะมากๆ เลย

ขอบคุณค่ะ
 
 

โดย: null (รักดี ) วันที่: 3 ตุลาคม 2550 เวลา:18:48:48 น.  

 
 
 
รันางเจ้าโสมนัส พระชายาองค์แรก คุณกัมม์พอจะมีข้อมุลมั้ยคะ
แหะ แหะ ยิ้มเอาใจ
 
 

โดย: กระจ้อน วันที่: 3 ตุลาคม 2550 เวลา:18:52:06 น.  

 
 
 
สวัสดีครับ คุณ กระจ้อน
จะพยายามหาข้อมูลมาคัดไว้นะครับ
ตอนนี้ยังไม่มีหนังสือของพระองค์ท่าน ขออภัยไว้ก่อนครับ

สวัสดีครับ คุณ null
เข้าไปเยี่ยมบล็อกรักดีแล้ว หาที่คอมเม้นท์ไม่เจอ
แต่บล็อกรักดีเป็นบล็อกที่ดีมากอีกบล็อกหนึ่ง สมชื่อ
รวมพระธรรมคำสอนที่เข้าใจง่าย ทำให้คิดถึงคำประพันธ์บทที่ว่า
..............................ธัมมะคือคุณากร...........................
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 4 ตุลาคม 2550 เวลา:8:54:53 น.  

 
 
 
คุณกัมม์ค่ะ

ประวัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในหนังสือเลาะวัง ของ มล.เนื่อง อ่ะคะ เขียนได้สนุกมาก
ได้ความรู้ทางเกร็ดประวัติศาสตร์ด้วยนะคะ
 
 

โดย: ลีลากวนกวน (ลีลากวนกวน ) วันที่: 5 ตุลาคม 2550 เวลา:1:37:37 น.  

 
 
 
สวัสดครับ คุณ ลีลากวนกวน

เลาะวัง ของ คุณจุลลดา ภักดีภูมินทร์
ตอนนี้ท่านเขียน เวียงวัง ให้กับ สกุลไทย
ไปช่วยกันยุให้รวมเล่มกันนะครับ //www.sakulthai.com/Dwongsql.asp

ส่วนหนังสือของ มล. เนื่อง ผมเองก็ชอบมาก มีอยู่หลายเล่มเช่นกันครับ
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 5 ตุลาคม 2550 เวลา:8:51:06 น.  

 
 
 
ได้ความรู้มากเลยครับ ยังอ่านไม่จบนะครับ

เดี๋ยวแวะมาอ่านต่อ

23 ตุลาคม
เราขอก้มกราบบูชา
ระลึกถึงตลอดมา
พระคุณล้นฟ้าล้นแผ่นดิน
 
 

โดย: ลุงนายช่าง วันที่: 5 ตุลาคม 2550 เวลา:14:17:06 น.  

 
 
 
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จสวรรคตพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีพระชันษาได้ ๑๖- ๑๗ พรรษา

ต่อมา พระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระอัครมเหสีอย่างเต็มพระเกียรติยศ โปรดฯ ให้ออกพระนามว่า "สมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี" แต่ทรงดำรงพระอิสริยยศได้เพียง ๑๐ เดือน ก็สิ้นพระชนม์หลังจากประสูติพระราชกุมาร ซึ่งสิ้นพระชนม์ในวันประสูติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระราชทานพระโกศทองใหญ่สำหรับทรงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระอัครมเหสี แล้วเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ทรงเป็นพระอัครมเหสีแต่พระองค์เดียวที่พระราชทานเกียรติยศสูงดังนี้ แม้ สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ซึ่งดำรงพระยศพระนางเธอ อยู่ในตำแหน่งอัครมเหสีโดยปริยายในภายหลังก็มิได้พระราชทานให้เชิญพระโกศประดิษฐานที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทดังเช่นสมเด็จพระนางโสมนัสฯ

หลังจากสิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงสร้างวัดพระราชทานให้อีกวัดหนึ่ง คือ วัดโสมนัสวรวิหาร คู่กันกับวัดที่สร้างสำหรับพระองค์เอง คือ วัดมกุฎกษัตริยาราม


ปล. เกร็ดความรู้นี้ได้จากหนังสือเลาะวัง ของคุณจุลลดา ภักดีภูมินทร์ ค่ะ ผิดพลาดประการใด ลีน้อมรับความบกพร่องด้วยใจจริงนะคะ
 
 

โดย: ลีลากวนกวน วันที่: 7 ตุลาคม 2550 เวลา:20:13:44 น.  

 
 
 
ลีนะ Submit ทั้งหมดหลายรอบมาก แต่โพสไม่ได้
เพราะฉะนั้นตอนที่สองจึงขึ้นมาให้อ่านก่อนตอนแรกด้วยประการละฉะนี้ ขออภัยผู้อ่านทุกท่านด้วยความจริงใจยิ่ง

ตอนแรก มีเกร็ดพระราชประวัติดังนี้ค่ะ

พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เป็นพระธิดาพระองค์เดียวของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ไม่ปรากฎนามพระมารดา ส่วนพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระบิดาเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาบาง
เมื่อพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ สิ้นพระชนม์เสียตั้งแต่พระชันษา ๒๓ พระธิดาพระองค์เดียวเพิ่งจะมีพระชันษาเพียงขวบเดียว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระเมตตายิ่งนัก โปรดฯ ให้รับพระเจ้าหลานเธอเข้ามาทรงอุปการะในพระราชวัง สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าเป็นพิเศษ เมื่อโสกันต์ (โกนจุก) ก็โปรดเกล้าฯ ให้จัดเป็นงานใหญ่ และทรงสร้างวัดราชนัดดาราม พระราชทานพระเจ้าหลานเธอ เมื่อสมเด็จพระนางโสมนัสฯ ทรงมีพระชันษาเพียง ๑๐-๑๑ พรรษา

ปล. โปรดอ่านบล๊อคข้างบนต่อเนื่องอีกรอบค่ะ เผื่อความไม่สับสน อิอิ
 
 

โดย: ลีลากวนกวน (ลีลากวนกวน ) วันที่: 7 ตุลาคม 2550 เวลา:20:22:53 น.  

 
 
 
ขอบคุณครับ
 
 

โดย: Darksingha วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:11:48:09 น.  

 
 
 
ตามมาให้กำลังใจคะ
 
 

โดย: ตัวหนอน (sawkitty ) วันที่: 12 ตุลาคม 2550 เวลา:6:27:55 น.  

 
 
 
สวัสดีครับ คุณ ลีลากวนกวน
ขอบคุณครับที่นำเกร็ดประวัติศาสตร์มาเพิ่มใน Blog
ทำให้น่าสนใจยิ่งขึ้นมาก ขอบคุณอีกครั้งครับ

สวัสดีครับ คุณ Darksingha
สวัสดีครับ คุณ sawkitty
และสวัสดีครับทุกๆ ท่าน
ขอบพระคุณที่ให้เกียรติกรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนกัน

ได้ยินข่าวว่า Bloggang จัดระเบียบใหม่
จำกัดการจัดการบล็อกขึ้นเยอะหลายข้อ
ผมก็ได้ลองทำบล็อกหน้าใหม่ขึ้น เป็นตอนที่ต่อจากหน้านี้
พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนเสวยราชย์
แต่ก็ไม่สามารถ Publish ได้ สอบถามไปทางพี่นิค แจ้งว่าเพราะระเบียบใหม่
เมื่อเป็น้เช่นนั้น Blog รัตนโกสินทร์ ๒๒๕ คงจะไม่มีบล็อกใหม่อีกแล้ว
เรื่อง พระราชประวัติ ตอนเสวยราชย์ เพื่อนท่านใดสนใจ เชิญไปร่วมกันที่ห้องสมุดนะครับ

//www.pantip.com/cafe/library/topic/K5894957/K5894957.html
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 12 ตุลาคม 2550 เวลา:15:21:30 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com