กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
พระบรมราชาธิบายเรื่อง ตั้งกรมเจ้านาย


พ่อหมอใหญ่
(ไฟล์ภาพ จากคุณ NickyNick ขอบคุณครับ)



.........................................................................................................................................................



พระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง การตั้งเจ้าต่างกรม



๑๘๓. ณ วันอาทิตย์ เดือน ๘ แรม ๑๒ ค่ำ ลุศักราช ๑๑๖๑ ปีมะแมเอกศก สมเด็จตรัสสาเจ้ากรมพระศรีสุดารักษ์เสด็จสู่สวรรคาลัย

๑๘๓.คำที่เรียกสมเด็จตรัสสานี้ไม่เคยได้ยิน แต่เรียกเจ้านายว่าตรัสนั้น คงจะได้เรียกอย่างเดียวกับเสด็จ เช่นตัวอย่างตรัสน้อยครั้งกรุงเก่า แต่ตรัสสาระแยกเป็นฝ่ายอิตถีลึงค์ก็ดูแปลกอยู่สักนิดหนึ่งถ้าเรียกเฉพาะองค์เดียว ก็น่าจะเดาว่าเป็นอย่างอื่นไปได้แต่นี่เรียกทั้งสองพระองค์ แปลกไม่เคยได้ยินใครเล่าเลย



๑๘๔. ณ วันศุกร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๑ ค่ำ สมเด็จตรัสสา เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี เสด็จสู่สวรรคาลัย

๑๘๔. ขอให้สังเกต สมเด็จพระศรีสุดารักษ์ เรียกเจ้าฟ้ากรมศรีสุดารักษ์ แต่สมเด็จพระเทพสุดาวดี เรียกเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี ดูถูกต้องดีหนักหนา เพราะเหตุที่เจ้ากรมสมเด็จพระเทพสุดาวดีเป็นพระยาพานทอง เจ้ากรมพระศรีสุดารักษ์เป็นพระ


บัดนี้จะตั้งวินิจฉัย ในเรื่องเจ้าต่างกรมแปลว่ากระไร เหตุไฉนชื่อเจ้ากรมจึงเหมือนกับชื่อเจ้า ข้อนี้วินิจฉัยง่าย คือเจ้าฟ้าก็ดี พระองค์เจ้าก็ดี ที่มีข้าไทเลขสมสังกัดขึ้นมาก การบังคับบัญชาคนข้าไทเหล่านั้นต้องมีข้าของเจ้าคนหนึ่งสองคนหรือสามคน เป็นผู้ควบคุมผู้คนมากด้วยกัน จะเป็นจางวาง นายเวร สมุห์บัญชี ชื่อเดิมควบคุมคนมากๆก็ดูไม่สมควร เจ้าแผ่นดินจึงโปรดให้ยกคนหมู่นั้นขึ้นเป็นกรมต่างหากกรมหนึ่งคงอยู่ในเจ้าองค์นั้น เจ้าองค์นั้นมีอำนาจตั้งเจ้ากรมเป็นพระยาพระหลวงขุนหมื่นมีชื่อตำแหน่ง ส่วนเจ้าซึ่งเป็นผู้ปกครองกรมนั้นเป็นเจ้าฟ้าก็คงเป็นเจ้าฟ้า เป็นพระองค์เจ้าก็คงเป็นพระองค์เจ้า แต่การที่ผู้ใดจะออกพระนามเดิมจริงๆดูเป็นการไม่เคารพ เช่นกับจะออกพระนามกรมหลวงจักรเจษฎาว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าลา เช่นนี้ก็ดูเป็นการต่ำสูง จึงเรียกเสียว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา ตามชื่อเจ้ากรมซึ่งเป็นหัวหน้าข้าไทของท่าน ส่วนพระองค์เจ้าเล่า ตามอย่างเก่าๆ เข้ายังเรียกพระองค์เจ้ากรมหมื่นนั่น พระองค์เจ้ากรมหมื่นนี่ คำที่ใช้จ่าหน้าบัญชีเจ้านาย ก็ใช้ว่าพระองค์เจ้ามีกรม และพระองค์เจ้าไม่มีกรมเช่นนี้เป็นตัวอย่าง ชื่อเจ้ากรมปลัดกรมอย่างเก่าๆไม่ได้ใช้คำสูงวิเศษอะไร และไม่ได้ใช้เป็นผู้ชายผู้หญิง เช่นเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพย์ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ ก็เห็นได้ตรงว่า พระนารายณ์คงไม่ได้ตั้งพระขนิษฐาให้ชื่อโยธาทิพย์องค์หนึ่ง และพระราชบุตรีให้ชื่อโยธาเทพ ซึ่งเป็นชื่อทหารผู้ชายเช่นนั้น เห็นชัดว่าเป็นชื่อสำหรับเจ้ากรมเท่านั้น

การค่อยๆเข้าใจผิดกันมาทุกที เพราะเรียกพระนามกรมจนจับหน้าเจ้าองค์นั้นเสียแล้ว จึงกลายเป็นชื่อเจ้าองค์นั้น ชื่ออย่างเจ้ากรมของตัว คงเหลืออยู่แต่เจ้าฟ้าซึ่งได้รับพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามเป็นเจ้าฟ้าก่อนเป็นกรม เช่นเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ ใช้ทั้ง ๒ อย่าง การที่ชักเลอะนั้นเพราะเจ้าฟ้าที่ไม่ได้รับพระสุพรรณบัฏและชื่ออย่างไทยๆ เช่นชักตัวอย่างเจ้าฟ้าลา กรมหลวงจักรเจษฎามานั้น เป็นเหตุให้ฟั่นเฟือนได้ประการหนึ่ง

สมเด็จพระบรมราชชนนี แต่ไหนแต่ไรมาใช้ว่ากรมพระเทพามาตย์ คงเป็น"มาตย" ไม่ใช่ "มาตุ" ที่แก้เป็นมาตุนั้นแก้ตามความหลง ถ้าจะเอามาวินิจฉัยว่าพระราชชนนี ทำไมจึงไม่ใช้สมเด็จ แต่พระอัครมเหสียังใช้สมเด็จได้ หรือเจ้านายอื่นๆยังตั้งเป็นกรมสมเด็จได้ ถึงที่พระราชชนนี เหตุใดจึงตั้งเป็นแต่กรมพระ ความข้อนี้วินิจฉัยได้ง่าย สมเด็จนั้นอยู่หน้าคำนำ ตามแบบโบราณเข้าใช้สมเด็จพระพันปีหลวง หรือสมเด็จพระราชมารดา สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระบรมราชชนนี ถ้าหากว่าพระนามของท่านเป็นคำไทยๆเช่นสมเด็จพระบรมราชชนนี รัชกาลที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ใครเลยจะกล้าออกพระนามไทยๆต่อท้ายสมเด็จได้ เพราะเหตุฉะนี้ สมเด็จพระพันปีแต่โบราณก็มีพระนามไทยๆ เขาจึงเรียกสมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ แต่ด้วยความเคารพยิ่งขึ้นไป จึงไม่ออกพระนามแม้แต่สมเด็จพระพันปีหลวง เรียกแต่ชื่อเจ้ากรม ว่ากรมพระเทพามาตย์ ทีเดียว

การที่เปลี่ยนชื่อเจ้ากรมในรัชกาลที่ ๒ เป็นพระอมรินทรามาตย์ด้วยความประสงค์จะแก้จืดและจะให้สูงขึ้น ได้ยกสมเด็จซึ่งเป็นคำนำพระพันปีหลวงมาใช้นำชื่อกรม เป็นสมเด็จกรมพระอมรินทรมาตย์ "สมเด็จ" หรือ "สมเด็จของ"กรมพระอมรินทรามาตย์ มีปรากฏในหมายเก่าใช้ "สมเด็จกรมพระอมรินทร์" "สมเด็จกรมพระศรีสุลาลัย"ทุกแห่ง ยังถูกต้องดีอยู่

ข้อซึ่งมาฟั่นเฟือนมากไปนั้น ด้วยในรัชกาลที่ ๔ มีพระราชบัญญัติ พระศรีภูริปรีชารับพระบรมราชโอการ ออกหมายลงวันเดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีชวดจัตวาศก จุลศักราช ๑๒๑๔ ก่อนข้าพเจ้าเกิดปีหนึ่ง สาเหตุข้อพระราชบัญญัตินี้ และความมุ่งหมายเป็นอย่างอื่นแท้ เหตุที่เกิดขึ้นนั้นดังนี้

ทรงได้ยินคำกราบทูลว่า สมเด็จพระเดชา และสมเด็จพระปรมานุชิตเป็นต้น ทรงระแวงไปว่าดูเหมือนบรรดาศักดิ์จะเสมอสมเด็จพระราชาคณะ อันเรียกว่าสมเด็จพระอิรยวงศาญาณ สมเด็จพระพุฒาจารย์และอื่นๆ อีกอย่างหนึ่งนั้น มีผู้กราบทูลเรียกพระนามกรมพระว่า พระราม พระพิพิธ พระพิทักษ์ ก็จะเหมือนพระพิพิธเดชะ พระอินทรเทพ และอื่นๆไป จึงได้บัญญัติลงว่า

จะออกพระนามพระเจ้าอยู่หัววังหลวง วังหน้า ให้ใช้ "พระบาท" นำสมเด็จ ถ้าจะออกพระนามสมเด็จพระเดชา สมเด็จพระปรมานุชิต ให้ใช้ "กรม"นำหน้าสมเด็จ จะผิดกับสมเด็จพระราชาคณะ ถ้าจะใช้พระนามกรมพระรามอิศเรศ กรมพระพิพิธ กรมพระพิทักษ์ ให้ใช้กรมนำหน้าพระ

มีข้อความปรากฎอยู่ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ เล่ม ๒ หน้า ๓๕๘

พระราชบัญญัติอันนี้ไม่ได้ทรงระลึกถึงแบบเดิม ซึ่งเคยใช้สมเด็จกรมพระอมรินทร์ สมเด็จกรมพระศรีสุลาไลย ซึ่งคงใช้อยู่จนถึงเวลาออกพระราชบัญญัตินั้นเลย พระราชประสงค์แต่จะแก้ข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นในขณะหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาหลงเอาชื่อเจ้ากรมมาเป็นชื่อเจ้าเสียช้านานแล้วนั้น

คำที่ใช้ว่า"พระบาท"นำหน้าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินนั้นน่าจะมาจากศุภอักษร ซึ่งมีข้อความว่า " ท่านเสนาบดินทร์นริทรามาตย์ ผู้บำเรอพระบาทสมเด็จพระเอกาทศรฐ" เป็นต้น ถ้าจะชักเอาพระบาทให้ขาดวรรค "ผู้บำเรอ พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรฐ" ก็เป็นอันเข้าใจใช้ได้ว่า สมเด็จในพระนามของพระเจ้าแผ่นดินควรจะมีพระบาทนำ แต่ก็เป็นบัญญัติใหม่ เพื่อจะให้ผิดจากสมเด็จพระราชาคณะนั้นเอง ของเก่าๆหาได้ใช้เป็นหลักฐานมั่นคงไม่

แต่กรมนำหน้าสมเด็จ ไม่สนิทเหมือนพระบาทนำสมเด็จ กรมนำเข้าข้างหน้าต้องเข้าใจว่าเจ้าองค์นั้น พระนามเหมือนเจ้ากรม ถ้าเอากรมต่อท้ายสมเด็จตามแบบเก่าได้ความว่าเจ้าองค์นั้นเป็นสมเด็จกรม ที่ต่อข้างท้ายเป็นชื่อเจ้ากรม สำเร็จรูปเป็นเนื้อความว่า "สมเด็จของกรมซึ่งพระปรมานุชิตเป็นเจ้ากรม" เรียกสั้นๆว่า สมเด็จกรมพระปรมานุชิต เมื่อมีกรมอยู่ข้างท้ายสมเด็จเช่นนี้ จะเหมือนสมเด็จพระราชาคณะที่ไหนได้

ส่วนกรมพระที่ทิ้งกรมข้างหน้าเสียนั้นผิดแท้ ไม่ทราบว่าเหตุผลอย่างไร จะเป็นตัวสั้นและง่าย เคยได้ยินที่สุดเจ้านายในกรมนั้นเอง เช่นพระองค์เจ้าชิดเชื้อพงษ์ หม่อมเจ้ายินดี ก็มักเรียกว่า พระพิพิธ พระองค์เจ้าสิงหนาท และหม่อมเจ้าสมุนก็เรียกพระพิทักษ์ เว้นไว้แต่ถ้าพูดกันมากๆจึงเรียกแต่ว่าในกรม เหมือนหม่อมเจ้าทั้งปวงเรียกบิดา ข้อนี้หลงไปเรียกชื่อเจ้ากรมเป็นเจ้า เช่น พระพิพิธ พระพิทักษ์ นี้หลงเป็นอย่างเอก

พระราชบัญญัติที่ยกมากล่าวนี้ ไม่บัญญัติไปถึงพระนามสมเด็จพระพันปีหลวงก็จริง แต่เมื่อบัญญัติลงว่าเจ้านายอันเป็นสมเด็จจำต้องมีกรมนำ จึงจะผิดกับสมเด็จพระราชาคณะเช่นนั้นแล้ว ก็ลามมาถึงพระนามสมเด็จพระพันปีหลวงกลายเป็นกรมสมเด็จพระอมรินทร์ กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ กรมสมเด็จพระศรีสุลาไลย ตลอดจนกรมสมเด็จพระเทพศิรินทร์ ก็เป็นเช่นนั้นด้วย จนสมเด็จพระพี่นางเธอรัชกาลที่ ๑ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งเรื่องที่กล่าวอยู่บัดนี้ อันเป็นเจ้าฟ้าทั้ง ๒ พระองค์ ก็ต้องเลิกเจ้าฟ้า เติมกรมนำหน้าสมเด็จ เป็นกรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ไปด้วย

แต่ครั้นมาในชั้นหลังจะทรงระแวงขึ้นมา ว่าสมเด็จพระบรมราชินีไปเหมือนกันเข้ากับกรมสมเด็จต่างๆหรืออย่างไร จะถวายเทศนาโปรดให้หยอดท้าย เช่น กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ สมเด็จพระบรมราชินี พระที่ลืมหยอดเช่นนี้ต้องถูกลงจากธรรมาสน์ไปก็มี แต่ไม่ได้เติมในฉลากสดัปกรณ์ การจึงได้เป็นแบบอย่างมาจนทุกวันนี้

ข้อซึ่งพาให้เลอะลืมต้นเหตุแห่งการตั้งกรมมีอีกคือยกตัวอย่างกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข นับว่าเป็นเจ้านายอย่างสูงชั้นพระราชา ก็ใช้ว่ากรมพระราชวังบวร ไม่ได้ใช้ว่ากรมพระยาราชวัง ความวินิจฉัยอันนี้ผิดมาก ที่วังหน้าและที่วังหลังนี้เขาไม่ได้เรียกตามชื่อบุคคล ผู้ที่เป็นราชการสองกรมนั้นมีมากด้วยกัน เขาจึงเรียกเอาตามชื่อวัง วังหน้าเรียกว่าวังบวรสถานมงคล วังหลังเรียกว่าวังบวรสถานพิมุข ส่วนพระองค์เอง ท่านเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช และสมเด็จพระเจ้าหลานเธอต่างหาก ที่พาเลอะเพราะเอากรมไปนำวังเข้าอีก ที่จริงกรมในที่นี้ใช้แทนคำว่าฝ่าย เป็นหมวด เป็นแผนก ไม่ควรเอาไปเทียบกับยศเจ้านาย ที่เรียกตามยศเจ้ากรมนั้นเลย

ทางที่พาเลอะอีกเรื่องหนึ่งนั้น คือตามกฎหมายเดิมไม่มีคำนำพระนามเจ้านายที่เป็นผู้ใหญ่กว่าพระเจ้าแผ่นดิน จะเป็นพระอัยกาก็ตาม พระอา พระพี่ก็ตาม ใช้คำนำว่า พระเจ้าน้องยาเธอเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่าเป็นการบกพร่อง ถ้าจะเป็นการถือเกียรติยศก็ไม่เข้าเรื่อง จึงทรงพระราชดำริแก้เรื่องนี้ แต่แรกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ มีข้อความปรากฏอยู่ในประกาศอันข้าพเจ้าเข้าใจว่าจะได้นำมาลงในหนังสือวชิรญาณวิเศษไว้ คงจะอยู่ในเล่มเดียวกับที่ได้อ้างถึงนี้ หรือก่อนขึ้นไปเล่มหนึ่ง

พระราชปรารภนั้น ว่าข้อซึ่งบัญญัติให้เรียกพระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าพี่นางเธอนั้น ไต่ตามตัวอย่างที่เคยมีในรัชกาลที่ ๑ เรียกสมเด็จพระพี่นางทั้ง ๒ พระองค์ ควรจะเดินตามแบบอย่างนั้นจึงบัญญัติให้เรียกพระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าพี่นางเธอ

แต่เมื่อบัญญัติลงเช่นนั้นแล้ว คำนำเช่นนั้นย่อมทั่วไปถึงกรมขุนพิพิธภูเบนทร์ กรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์ พระองค์เจ้าทินกร เพื่อจะยกกรมขุนเดชอดิศรให้สูงยิ่งไปกว่าเจ้านายที่ออกพระนามมาแล้ว จึงได้พระราชทานเพิ่มคำสมเด็จนำพระนาม และให้เจ้ากรมเป็นพระยาเทียบอย่างสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอพระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ ๑

แต่มาขาดความพิจารณาไม่ทั่วถึงเสียในระยะนี้เอง ด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์ใหญ่รัชกาลที่ ๑ ท่านเป็นเจ้าฟ้า เรียกสมเด็จเป็นคำนำของเจ้าฟ้าแต่หากไม่เรียกออกพระนามเจ้าฟ้า แต่สมเด็จเปล่าเอาต่อกับชื่อเจ้ากรม ว่าสมเด็จกรมพระยาเทพสุดาวดี เลยหลงไปว่าสมเด็จนั้นเป็นชั้นของเจ้ากรมอย่างยอด อันมีเจ้ากรมเป็นพระยา สมเด็จใช้แทนคำว่าพระยาอยู่แล้ว จึงเรียกสำเร็จรูปเป็นกรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี ตามบัญญัติกรมนำหน้าสมเด็จ คราวนี้ก็คลาดรอยจับรูปไม่ติดทีเดียว ครั้นตั้งกรมขุนเดชอดิศรให้เป็นต่างกรมอย่างสูงที่สุด จึงได้เป็นกรมสมเด็จพระเดชอดิศร

แต่ครั้นเมื่อพิเคราะห์ไป ยกเช่นนี้ไปทันกับสมเด็จพระพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอรัชกาลที่ ๑ ซึ่งท่านเป็นเจ้าฟ้า หาที่แปลกกันไม่ได้ จึงโปรดให้เติมคำนำลงเสียหน้าสมเด็จว่า "พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมสมเด็จพระเดชาดิศร" "พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปรมานุชิต" แก้ไขยักเยื้องไปพอให้แปลกกัน เมื่อลงรูปเช่นนี้จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะต้องเข้าใจว่าพระองค์เจ้ามั่งองค์นี้พระนามเดชาดิศร แต่เหตุไฉนเจ้ากรมจึงมาชื่อพ้องกัน เจ้านายต่างกรมบางองค์มีความเดือดร้อนว่าลายเซ็นของตัวเหมือนกับเจ้ากรมไม่ทันพิศ บางคนหลงว่าลายเซ็นของเจ้ากรม เป็นลายพระหัตถ์ของเจ้า

ในเรื่องเจ้านายซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า ได้รับยศเป็นสมเด็จนี้ชอบกลอยู่น่าจะมีเค้ามูลอย่างหนึ่งอย่างใด จะว่าสูงเกินไปจนว่าไม่มีเลยเป็นแน่ก็ว่าไม่ได้ แต่ขุนนางยังเป็นสมเด็จเจ้าพระยาได้ มีตัวอย่างที่ข้าพเจ้าระงับไว้ยังไม่ได้วินิจฉัยมาช้านานแล้วเรื่องหนึ่ง คือเมื่อเวลาเรื่องประราชประวัติสามรัชกาลสำหรับเทศนากระจาดใหญ่ เมื่อสมโภชพระนครข้าพเจ้าเป็นผู้เรียบเรียงรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ เมื่อเก็บข้อความทั้งปวงรวบรวมจะเรียงขึ้นนั้น กรมหลวงบดินทร์รับสั่งยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จออกไปขัดทัพที่ปากแพรกเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม เจ้ากรมเป็นแต่หมื่น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้ออกพระนามในท้องตราว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์" ท่านทรงรับสั่งยืนยันเป็นแน่นอน ไม่ใช่อย่างเลอะๆ แต่เวลานั้นหนังสือที่ต้องค้นคว้าเรียบเรียงมาก เวลาไม่พอจึงได้ทูลขอให้ระงับไว้เสีย ว่าถ้าจะลงความข้อนี้ในพระราชประวัติ จะต้องหาหลักฐานไว้ต่อสู้เขาให้ดีหน่อยจะเกิดเป็นปากเสียงว่ายกย่องกันเกินไป ครั้งนี้ระงับไว้เสียทีหนึ่งเถิด การก็ค้างกันมา

เมื่อพิเคราะห์ดูเจ้านายที่ไม่ใช่เจ้าฟ้า เช่นสมเด็จกรมพระปรมานุชิต กรมสมเด็จพระเดชาดิศร เป็นสมเด็จด้วยอะไร เป็นได้ด้วยพระราชทานให้เป็น ไม่ใช่พระราชทานให้เป็นเจ้าฟ้า เป็นสมเด็จอย่างสมเด็จเจ้าพระยา อย่างสมเด็จพระราชาคณะ จึงมาคิดเห็นว่าน่าจะมีแบบอย่างอะไรมาแต่ก่อนบ้าง ถ้าหากว่าคำที่กรมหลวงบดินทร์รับสั่งนี้เป็นความจริง ก็น่าจะอย่างสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ นี้เป็นตัวอย่าง แต่เวลานั้นคิดเห็นไม่ได้เหตุด้วยเรื่องบัญญัติเอากรมนำหน้าสมเด็จเข้าไปขวาง ได้ความยกย่องเป็นกรมสมเด็จพระเจษฎาบดินทร์ไม่ได้เป็นอันขาด ไม่มีจดหมายข้อความในที่ใดเลย จึงเป็นข้อที่ฉงนต้องระงับไว้ก่อน แต่ถ้าหากว่าสมเด็จเป็นแต่คำนำไม่เกี่ยวแก่กรมตามแบบเก่า เช่นเคยใช้สมเด็จกรมพระอมรินทร์ สมเด็จกรมพระศรีสุลาไลยแล้ว จะใช้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรืออย่างสั้นว่า สมเด็จกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ก็จะขัดข้องอันใด ก็อย่างเดียวกันกับสมเด็จกรมหมื่นพระยาเดชาดิศร สมเด็จกรมพระปรมานุชิต จะว่าเหมือนสมเด็จพระราชาคณะก็ไม่เหมือน เพราะมีกรมอยู่ท้ายสมเด็จ เห็นว่าแยบคายดีหนักหนา ดีกว่าพระราชบัญญัติแก้ให้ใช้กรมนำสมเด็จ

ตัวอย่างความลำบากซึ่งเคยอึดอัดใจอย่างยิ่ง ได้เกิดขึ้นเมื่อครั้งกรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์ ท่านเป็นกรมพระอยู่แล้ว แต่เพื่อจะยกย่องให้สูง เช่นสมเด็จพระปรมานุชิต หรือสมเด็จพระเดชา แต่พระองค์ท่านเป็นเจ้าฟ้า เป็นสมเด็จอยู่ในคำนำพระนามเดิมอยู่แล้ว และตั้งเป็นกรมสมเด็จอีกซ้ำหนึ่ง สมเด็จเดิมทิ้งเสียก็ไม่ได้ สมเด็จใหม่ไม่เติมเข้าก็ไม่สำเร็จกิจการเลื่อนกรม จึงต้องลงสองอย่างกลายเป็น "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์" สมเด็จถึงสองหนเผยิบผยาบเต็มที ถ้าหากวินิจฉัยลงว่าคำซึ่งกรมหลวงนรินทรเทวี เรียกสมเด็จพระพี่นางเธอรัชกาลที่ ๑ นี้ถูกต้องตามแบบอย่างความมุ่งหมายเดิมแล้ว จะเรียกได้ง่ายว่า "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์" สนิทสนมดีมาก

ถ้าหากว่าความวินิจฉัยอันนี้ตกลง ผลที่จะเรียกในแผ่นดินปัจจุบันนี้ จะออกพระนามได้ดังเช่นกล่าวต่อไป
๑. สมเด็จพระเจ้าบรมปัยยิกาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี หรือเรียกอย่างย่อว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี
๒. สมเด็จพระเจ้าบรมปัยยิกาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ หรือเรียกอย่างย่อว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์
๓. สมเด็จพระเจ้าบรมราชปัยยิกา กรมพระอมรินทร์ทรามาตย์ หรือเรียกอย่างย่อว่า สมเด็จกรมพระอมรินทร์มาตย์
๔. สมเด็จพระบรมราชอัยยิกา กรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ หรือเรียกอย่างย่อว่า สมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์
๕. สมเด็จพระราชมหาปัยยิกา กรมพระศรีสุลาไลย หรือเรียกอย่างย่อว่า สมเด็จกรมพระศรีสุลาไลย
๖. สมเด็จพระบรมราชชนนี กรมพระเทพศิรินทรามาตย์ หรือเรียกอย่างย่อว่า สมเด็จกรมพระเทพศิรินทรามาตย์
๗. สมเด็จพระเจ้าบรมอัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร
๘. สมเด็จพระบรมอัยกาเธอ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
๙. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร
๑๐. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์
๑๑. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์
......หรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้า กรมพระยาบำราบปรปักษ

เช่นนี้เป็นต้น อาจจะลงร่องรอยได้ เห็นผิดกันที่ในระหว่างที่เป็นเจ้าฟ้า และมิได้เป็นเจ้าฟ้า และผิดกันกับสมเด็จพระราชาคณะ

จึงเห็นว่าข้อความซึ่งกรมหลวงนรินทรเทวีเรียก สมเด็จตรัสสาเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี และสมเด็จตรัสสาเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ น่าจะถูกต้องแยบคายดีหนักหนา


.........................................................................................................................................................


คัดจากพระบรมราชาธิบาย
ในหนังสือ "จดหมายเหตุเจ้าครอกวัดโพธิ"



Create Date : 07 มิถุนายน 2550
Last Update : 7 มิถุนายน 2550 19:20:40 น. 0 comments
Counter : 1779 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 36 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com