กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
เรื่องทรงเที่ยวกลางคืน พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราช


...............................................................................................................................................


เรื่องเที่ยวกลางคืน

การเที่ยวกลางคืนในเมืองปีนังและสิงคโปร์ เป็นที่ให้เกิดความสนุกสบายแก่เรามาก แต่ตามความจริงมันสบายครึ่งตัววิตกรำคาญครึ่งตัว ความสบายนั้นเกิดแต่การที่ “ไม่เคยรับ” คือไม่ได้เที่ยวเตร่โดยลำลองเช่นนี้ได้มาแต่เล็กคุ้มบัดนี้ การที่ได้ไปตามสบายใจไม่มีเครื่องกดขี่ คือผู้ใหญ่คอบขู่เขี้ยว หรือมีเครื่องสกัดกั้นกล่าว คือกลัวอันตรายเสื่อมศักดิ์เสียยศ และเป็นความลำบากแก่ผู้อื่นเป็นเครื่องห้ามหวงอยู่ ได้เที่ยวตามลำพังใจไม่ต้องคอยระวังตัวและผู้อื่นนับว่าเป็นความสนุกสบาย

ส่วนวิตกรำคาญนั้นไปเห็นบ้านเมืองเขาปรกติเรียบร้อย ไม่มีคนเมามายตามถนนหรือคนวิ่งราวฉกลัก จะเดินไปถนนใดทางใดเหมือนเดินไปในบ้าน จนได้เห็นในหนังสือพิมพ์มีข่าวคนตายกลางถนน และผู้ร้ายปล้นตีฟันกัน ฟังไม่น่าเชื่อ ครั้นกลับมานึกถึงบ้านเราได้ยินแต่วิ่งราวเมามายกันไม่ได้ขาดหู เป็นเหตุให้มีน้ำใจหดหู่ เอาความที่นึกเหล่านี้เข้าไปปนสนุกเสียกึ่งหนึ่ง จึงเป็นอันสนุกครึ่งหนึ่ง วิตกรำคาญครึ่งหนึ่ง

เมื่อคิดถึงการโตใหญ่ที่ต้องใช้สติปัญญาความรู้ความไหวพริบ ก็ได้เคยคิดและเคยปลงตกได้ ว่าเพราะเราไม่มีการเล่าเรียนสั่งสอนกันมาแต่ก่อน เมื่อพึ่งจะมาลงมือสอนตามหลัง ก็คงต้องต่ำกับเขาวันยังค่ำเป็นการแล้วไป มังยังห่างไกลกันอยู่มากนัก

ส่วนการที่ไม่ต้องอาศัยสติปัญญาความรู้อันใดนัก เป็นแต่ความอุตสาหเท่านั้นก็รักษาไปไม่ได้ ของก็มีแล้วใกล้ไม่ผิดกัน แต่ของเขารักษาได้ของเรารักษาไม่ได้ วางไปก็เหลวไปหมดทั้งนั้น

เป็นต้นว่าไฟตามถนน ของเราถี่กว่าเขาในบางที่บางแห่ง ในที่บ้างแห่ที่ควรจะมียังไม่มีบ้าง ข้างเขามีห่างๆ รายทั่วไปทั้งในหมู่ตลาดและที่นอกออกไป เว้นแต่ที่ไกลๆ มากๆ ก็ยังไม่มี เช่นที่ปีนังเห็นจะมีแต่ในหมู่เมืองเท่านั้น ไฟรายห่างๆกันไปไม่ถี่เหมือนบ้านเรา แต่ของเขาสว่างทั้งโคมแกสและโคมน้ำมัน ผิดกันกับบางกอกมันเปื้อนเปรอะโสโครกเต็มที เหมือนโปลิศของเรามีถี่กว่าเขาในที่บางแห่ง แต่บางแห่งไม่มีเลย ข้างเขามีรายๆ ห่างๆ มีถี่อยู่แต่ที่ประชุมคนบางแห่ง แต่เขารักษาการดีไม่มีเหตุผลอันใด ของเราไม่มีประโยชน์ในที่ควรจะได้ไป เป็นแต่เครื่องมือของคนที่ร้องให้จับกันเท่านั้น ถ้าไม่มีใครร้องให้จับก็เป็นอันไม่ต้องทำอะไร หรือกลับมีคนกล่าวซ้ำไปว่ามักจะเป็นขโมยเอง

ถึงถนนเล่าของเราโตบ้างแต่เล็กมาก แต่การรักษาไม่เสมอได้ ข้างเขาถนนใหญ่ก็ไม่ใหญ่กว่าเรานัก แต่เขาใหญ่ทั่วไปไม่เป็นซอกเป็นตรอก แต่เขารักษาดีเสมอทั่วไป การผิดกันเล็กน้อยเท่านี้ทำได้ แต่ไม่มีใครทำ จึงเป็นเหตุให้ท้อใจ เพราะคนเราขาดความอุตสาหเช่นนี้ จึงมีความสบายดีครึ่งหนึ่ง วุ่นวายใจไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็เป็นเหตุทำให้ทึ่ง อยากเห็นอยากรู้มากเข้าอีกอย่างหนึ่งด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมารู้สึกชัดว่าคราวก่อนที่มาเที่ยวสนุกมากกว่าความสังเกตเทียบเคียง แต่ครั้งนี้มีความประสงค์จะดูจะรู้มากกว่าสนุก ถึงว่าความรู้ที่เรียนได้ในทางไม่ดี ก็ควรจดจำไว้พออย่าให้ลืมเสียดีกว่า จึงจดจำไว้ตามที่จำได้ และที่เขาใจเช่นนี้ ผิดหรือถูกจะเอาแน่นักไม่ได้

โรงคนชั่วที่ใน ๒ เมืองนี้มีเป็นคนละส่วน คือพวกจีนกวางตุ้งพวก ๑ ฝรั่งและญี่ปุ่นพวก ๑ เป็นคนหาเงินออกหน้า ที่สิงคโปร์แบ่งเป็นคนละถนน คือพวกจีนอยู่กำพงยาวา พวกฝรั่งพวกญี่ปุ่นอยู่ที่ถนนกำพงกะลำ คนละส่วนแห่งเมือง แต่ที่ปีนังอยู่ถนนเดียวกันแต่เป็นคนละตอน ยังมีพวกแขกที่หากินลับ เป็นเทือกคนเถื่อนอีกพวกหนึ่งต่างหาก

คนกวางตุ้งนั้นอยู่ตึกสูงๆ ๒ – ๓ ชั้นบ้าง คนโรงหนึ่งอยู่ตั้ง ๒๐ คนขึ้นไป การที่ตกแต่งนั้นชั้นล่างมีโต๊ะเครื่องบูชาติดโคมมีกระจกฉายข้างหลัง ดูสว่างแวววาวมาก ห้องที่อยู่ปันเป็นชั้นๆ ชั้นๆ บนเป็นคนชั้นที่ ๑ ชั้นรองลงมาเป็นชั้นที่ ๒ ชั้นต่ำเป็นชั้นที่ ๓ โรงที่เราไปดูนั้นที่ปีนังโรงเดียว เพราะเป็นตึกของเต๊กชุนให้เช่า ทั้งเขาเป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงคนพวกนี้อยู่โดยมาก จึงได้ขึ้นไปดูได้ เพราะคนพวกนี้ไม่รับคนชาติใดนอกจากพวกเดียวกัน ถ้ารับพวกคนอื่นคือฝรั่งเป็นต้นแล้ว พวกจีนพากันรังเกียจเสียไม่มีใครไป เพราะฉะนั้นที่กำพงยาวาไม่เห็นมีคนอื่น มีแต่จีนเต็มไปทั้งถนน แต่ที่ปีนังอยู่ถนนเดียวกับชาติอื่น จึงเห็นแขกฝรั่งไปมาทางหน้าตึกนั้นบ้าง

ห้องที่กั้นนั้นใช้ฝาไม้กั้นตามยาวของตึกเพียงครึ่งผนัง เป็นห้องสองฟากทางเดินกลาง ไม่มีหน้าต่างอย่างอุดอู้ตามธรรมเนียมจีน ถ้าขึ้นกระไดแลลงไปได้ในห้อง ประตูก็มีแต่ผ้าแดงเป็นม่านห้อยลงมาแต่ผืนเดียวเท่านั้น ดูน่ารำคาญเต็มที แต่ดูมันนอนสบายไม่เดือดร้อนอย่างใด ในห้องเช่นนั้นมียกพื้นขึ้นไปสูงสักศอกหนึ่ง มีมุ้งผ้าขาวเก่าๆ หลังหนึ่ง หน้ามุ้งมีเสื่อห้องกับหมอนกำมะลอกับตะเกียงฝิ่น มีเครื่องอะไรรุงรังตั้งหรือกองอยู่ริมฝาบ้าง การที่รู้กันว่าคนอยู่ในนั้นคือ ปิดม่านแล้วก็เป็นอันไม่มีใครเปิดเข้าไป แต่ห้องชั้นที่ ๑ นั้นมีอยู่ ๓ ห้อง กั้นฝาไม้ประตูมีม่านเหมือนกัน แปลกแต่ข้างในไม่ได้ยกพื้นมีเตียงที่นอนมุ้งแพร มีที่ล้างหน้าโต๊ะแต่ตัวกับเอาอี้ ๒ ตัว แต่กี๋คั่นกลาง ตั้งริมฝาเป็นเครื่องอย่างจีนเท่านั้น มีเจ้าพวกเครื่องกินเล่นคือเม็ดแตงและถั่วสัก ๒ – ๓ จาน ใช้จานตะกั่วเล็กๆ มีตะเกียงอย่างกระทะตะกั่วตั้งดวง ๑

ที่ชั้นบนมีห้องกว้างกั้นฝาเฟี้ยมสามด้าน เป็นประตูออกไปเฉลียงหลังคาตัดด้านหนึ่ง เฟอร์นิเจอร์ในนั้นมีโต๊ะศาลเจ้าโต๊ะหนึ่งกับเก้าอี้ยาวตั้งริมฝารอบ ที่กลางมีโต๊ะกลมกินข้าว ๒ โต๊ะ โต๊ะนี้ทำเป็นอย่างฝรั่งแต่ที่กลางยกสูงขึ้นไปหมุนได้รอบๆ เพราะจีนกินกับข้าวทีละชาม เมื่อใครจะกินก็จับหมุนไปตรงหน้าคนนั้น ใช้เก้าอี้ไม้ถักหวายของฝรั่ง มีเก้าอี้อย่างเหยียดขาอ่านหนังสืออีกมากเป็นที่นั่งพัก

วิธีรับแขกนั้นคือ แรกขึ้นไป เจ้าพวกผู้ชายคนใช้กาหลกันอย่างยิ่ง ชักรอกผ้าระบายที่ใต้ส่าหร่ายกับม่านขึ้นแขวน ขนเครื่องดีดสีตีเป่าออกมาตั้ง และสั่งให้ไปทำกับข้าวที่เตี๊ยมใกลักับที่ตึกนั้น มีน้ำชามาเลี้ยงก่อน น้ำชานั้นใช้ถ้วยชงลายสี่ฤดูสีอย่างเลว มีจุ๊นกลมอย่างที่ไทยๆ เราเรียกว่าจุ๊นญี่ปุ่น ทำด้วยตะกั่ว ในนั้นมีใบชาอยู่ในก้นถ้วย แล้วเอาน้ำร้อนเปล่ามาริน เวลาจะกินขยับฝาให้เคลื่อนกันใบชา ซดทางช่องข้างฝาถลำลงไปนั้น

ในเวลาแรกนี้มีเด็กผู้หญิงอายุสัก ๑๓ – ๑๔ ปี ๒ คน ขวั้นผมเข้าไปครึ่งหัว ถักเปียผม ตีนไรไว้ยาวสัก ๒ นิ้วกริบเสมอ นุ่งกางเกงแพร สวมเสื้อแพรติดขลิบใหญ่อย่างผู้หญิง แต่รูปร่างตาหน้ามันเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง จนตกลงเรียกกันว่าอ้าย เด็ก ๒ คนนี้เป็นคนมาฝึกหัดการปฏิบัติ ตั้งแต่ดีดสีขับร้องเป็นต้นไป ใครจะเล่นหัวลูบคลำก็ได้ เว้นแต่ถ้าจะ “เปิด” ต้องเสียเงินมากในคราวแรก

มีผู้หญิงออกมารับหน้าอยู่ ๒ คน แต่ยังไม่ได้แต่งตัว คือสวมเสื้อและกางเกงผ้าดำ ต่อคนอื่นแต่งตัวมาเปลี่ยนแล้ว จึงได้กลับไปแต่งตัวใหม่ การที่แต่งตัวนั้น คือสวมกางเกงแพงสีหนึ่ง เสื้อสีหนึ่งเป็นสีเทาๆ ต่างๆ ไม่ฉูดฉาด เสื้อใช้แขนโตอย่างมาก ติดขลิบดำและลูกไม้โตรอบ ผมเกล้าอย่างจีนมีสไตลต่างๆ ดูไม่ใคร่เหมือนกัน สวมถุงเท้ารองเท้าอย่างจีน นางคน ๑ ตีนเล็กเหมือนตีนกวางแท้ แต่ดูมันเดินคล่องแคล่วไม่กระโผกกระเผลกเลย เสื้อชั้นในใช้รัดเชือกอย่างเสื้อละคร มีตุ้มหูทองเปล่าบ้างประดับหยกบ้าง ปิ่นที่ปักผมก็เหมือนกัน การปฏิบัติก็คือผลัดกันร้องและดีดสีต่างๆ และเอากล้องมรกู่มาบรรจุยาให้สูบบ้าง มีมานั่งให้หยอกเป็นพื้น คนมาในชั้นที่ ๑ กับที่ ๒ จนหมดโรง แต่วันที่ไปนี้เต๊กซุนพาคนโงอื่นมาด้วยประมาณสัก ๔๐ คน และไปพาคนญี่ปุ่นมาให้ดูด้วย แต่จะงดไว้กล่าวทีหลังต่อไป กว่าคนจะมาพร้อมกันได้เป็นการจะบอกพอใช้อยู่แล้วแหล่ แต่ยังไม่เหมือนกับข้าว กว่าจะมาได้ยืดยาวเต็มที

ครั้นเมื่อจัดโต๊ะพร้อมแล้วไปนั่งที่เก้าอี้ล้อมรอบ บรรดาผู้หญิงที่มาก็ปันกันเป็นผู้ปฏิบัติตามมากและน้อย บางคนก็มี ๓ คน ๒ คนจนคนเดียว ยกเก้าอี้มาตั้งข้างหลังล้อมรอบออกไปอีกชั้นหนึ่ง ที่ตรงหน้าคนที่นั่งโต๊ะ มีจานรองตะเกียบช้อนและถ้วยน้ำนมตักเหล้าคนละใบ จานน้ำปลาคนละใบ มีจานเม็ดแตงและถั่วรายไปด้วย เหล้าสำหรับที่จะจับจ่ายใช้รินลงถ้วยใบ ๑ ตั้งกลาง กับข้าวใช้ชามรูปต่างๆ ยกมาทีละชาม แต่กินแล้วไม่ได้ยกกลับ กินจ้ำต่อไปอีกเท่าใดก็ได้ แต่จะกินมีพิธีมาก คือต้องสมมตนางคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่หยอดกันว่าดีกว่าเพื่อน เป็นพนักงานสำหรับเชิญ แรกลงมือเชิญให้กินเหล้า คือเอาถ้วยน้ำนมกับถ้วยแก้วเหล้าถือเดินไปรอบๆ ตักเหล้าแล้วบอกเชิญกินเหล้าเอาป้อนให้ที่ปาก ผู้กินเอาเหล้าในถ้วยของตัวให้นางคนนั้นกินทีละคน จนรอบแล้ว หยุดนั่งรอกันนิ่งไปทีหนึ่ง คราวนี้ลุกขึ้นใหม่เอาตะเกียบคีบกับข้าวป้อนให้ทีละคนจนรอบ แล้วจึงร้องเชิญให้กินต่อไป คนที่กินจึงได้ลงมือกิน

กับข้าวเปลี่ยนไปทีละสิ่งจนหมด มีน้ำชามาให้ในระวางนั้นด้วย เมื่อถึงของหวาน นางผู้เชิญลุกขึ้นเอาตะเกียบคีบป้อนที่ละคนใหม่จนรอบ แล้วป้อนเหล้ารอบอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้นางคนอื่นบรรดาที่ล้อมอยู่นั้น ลุกขึ้นจับถ้วยเหล้าเที่ยวป้อนทุกๆ คน รอบโต๊ะทั้ง ๓๐ – ๔๐ คน ถ้าจะกินจริงๆ สัก ๔๐ ถ้วยจะเมาเกือบตาย แต่ไม่ต้องกินพอแจะๆ ปากก็เป็นใช้ได้ เวลานางคนใดมาป้อน ผู้กินต้องขอให้นางคนนั้นกินด้วยทุกครั้ง อนึ่งเมื่อกำลังกินนั้น จีนเขาเล่นทายนิ้วกันกับพวกผู้หญิง แต่พวกเราเล่นไม่เป็น เกณฑ์ให้มันเล่นกันเอง ถ้านางที่ปฏิบัติใครแพ้ มันมักขอให้ผู้ชายกินเหล้าแทน ถ้ากินให้ก็ดูเป็นการกระจู๋กระจี๋ขึ้น แต่ถ้าอืดเอามันเสียมันก็กินเองได้ ดูมันกินเหล่าจุๆ กันทุกคน เสียอยู่หน่อยหนึ่งแต่ไม่รู้ราคาว่าสิ้นมากน้อยเท่าใดในการมาเล่นเช่นนี้ เพราะเต๊กซุนจัดเป็นการรับรอง ถามก็ไม่บอก

การเลี้ยงแล้วเสร็จยังมีการที่ยืดยาวใหญ่อีกต่อไป คือการที่จะเปรียบคู่ ผู้ต้อนรับเขาอยากรู้ว่าเราจะชอบคนใด เราไม่มีความประสงค์จะทำไม ไม่รับก็ไม่ฟัง ใครๆ ก็ไม่ตกลงกันลงไปได้ เราเห็นจะเป็นเรามากีดเขาอยู่จึงต้องยอมรับเลือกสำหรับดูเล่นคน ๑ คือนางตีนเล็ก เขาว่ารัดตีนเพื่อจะให้ลั่นขึ้นไปข้างบน เราไม่เชื่อจึงใคร่จะเห็นว่าจริงหรือไม่อยู่บ้าง เรารับแล้วคนอื่นจึงเลือกกันต่อไป แต่เป็นการกาหลอันยิ่งใหญ่ เพราะมันไม่ใคร่ยอมรับคนต่างประเทศ ต้องทาวกันแล้วทาวกันเล่าอยู่เป็นเม่าหนึ่งเท่าใด อีตีนกวางยิ่งเล่นตัวยิ่งใหญ่ไปกว่าคนอื่น เขาแอบไปได้ยินว่ากันจนร้อยห้าสิบเหรียญแล้วยังไม่ตกลง เราเห็นเขาจะฉิบหายเพราะค่าดูเท่านั้น บอกเลิกเสียก็ไม่ยอม กลับมาบอกตกลง เป็นได้ไม่รู้ว่าจะเอาเท่าใด

แต่การที่จะอยู่ที่นี่สกปรกเต็มที เราลืมกล่าวถึงไป ที่ห้องเรือนนี้พื้นเต็มที ดูกลางถนนจะสะอาดกว่า มันนึกจะถ่มน้ำลายหรือเทน้ำลงที่ไหน ถ่มเทลงไปที่นั่น ที่ชลาหลังคาตัดนั้นเหม็นเยี่ยวออกคลุ้งไปทั้งนั้น ไม่มีที่ทางอันใดจะที่ไหนได้ที่นั่น เต๊กซุนจึงขวนไปที่บ้านสวน ต้องพาคนเหล่านั้นล่วงหน้าไปก่อน และไปรับคนที่อื่นมาอีกด้วย แต่การที่จะหารถจ้างในเวลากลางคืนนั้นหายาก เพราะตั้งแต่ยามหนึ่งไปในถนนไม่ใครมีรถเดินเลย มีแต่รถเจ๊กเดินจนดึก ต่อคนชำนาญเช่นเต๊กซุนจึงจะไปหาได้ แต่กระนั้นก็ช้ามาก เพราะ ๒ ยามแล้วรถหมดทีเดียว ทางที่ไปสวนนั้นไกลมาก เพราะอยู่ถึงที่ใกล้ไปข้างเขา ทางเดินผ่านป่าช้าจีนเก่า วันนั้นฝนตกเสมอถนนเกือบเดินไม่ได้ ที่นอกเมืองตามแถบนี้ไม่เห็นมีโปลิศรักษาเลย

ที่เรือนนี้ดูเป็นที่แต่งไว้พร้อมสรรพสำหรับรับคนมาเล่น มีห้องนอนชั้นบน ๔ ห้อง ชั้นล่าง ๔ ห้อง มีเตียงนอนที่ล้างหน้ามุ่งที่นอนพร้อม คนที่พามานั้นเป็นมลายู จะกล่าวในพวกนั้นต่อภายหลัง อีเด็กที่ว่ายังๆไม่ได้เปิดนั้นก็ไม่จริงไปคนหนึ่ง เข้าพามาด้วย ทีจะปิดกันกลัวเกิดความว่าเด็กครั้นเมื่อไปถึงใครๆ ก็พากันรอเรา เราเห็นมันไปกีดเขาอยู่ จึงตกลงยอมไปเข้าห้อง ดูนางตีนเล็กไม่เห็นจริงดังคำกล่าวนั้นเลย แต่เราไม่ได้มีธุระอันใดต่อไป นั่งเล่นอยู่ข้างนอกซึ่งเป็นที่ประชุม ต่อเวลาดึกมากจึงได้กลับมา




Create Date : 29 ตุลาคม 2550
Last Update : 29 ตุลาคม 2550 13:43:38 น. 3 comments
Counter : 1719 Pageviews.  
 
 
 
 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราช


(ต่อ)

ครั้นเมื่อวันไปดูโรงงิ้ว เต๊กซุนเห็นมานอนกันอยู่ที่ริมทางที่จะเข้าไปจะเซ่นกวักอะไรกัน มีเครื่องกระดาษสำหรับเผาอย่างกงเต๊ก นอนสูบฝิ่นกินเหล้ากันอยู่เป็นกอง เห็นจะเป็นพวกที่ไปล่อคนที่โรงงิ้ว แต่ที่สิงคโปร์ไม่มีนำร่องไม่อาจเข้าไป ได้เห็นแต่ภายนอคงจะเหมือนกันกับที่ปีนัง ตามที่ถนนเหล่านี้ออกมาจากถนนใหญ่ มีร้านขายของของกินอย่างจีน มีข้าวเปล่า ข้าวต้มหมูเป็ดไก่มากหลายแห่ง ถ้าดึกจนสัก ๕ ทุ่มหรือ ๒ ยาม มีคนนั่งกินข้าวตามร้านเหล่านี้แห่งละ ๙ – ๑๐ คนเสมอทุกๆ ร้าน ไม่ใคร่มีเวลาว่าง ที่ปีนังดูไม่แน่นหนาเหมือนกับที่สิงคโปร์ ที่สิงคโปร์มีพวกหาบๆ เช่นหาบเกี้ยมอี๋ นั่งรายในถนนติดๆ กันเป็น ๒ แถวยาวไฟแดงไป ตามในใต้ถุนตึกเป็นร้านข้าวแกงอีกชั้นหนึ่ง จนรถจะเดินไม่ใคร่ได้

แต่ถ้าเป็นเตี้ยมใหญ่ ขั้นดีขึ้นไปกินตึกชั้นบน มีโต๊ะเก้าอี้ กับข้าวเป็นเกาเหลาอย่างดีๆ จะเรียกให้ทำอะไรก็เรียกได้ แต่ต้องนั่งคอยเพราะเป็นของทำใหม่เดี๋ยวนั้น กินอย่างไม่มีข้าว มีแต่หมี่กวางตุ้งและข้าวต้มและขนมต่างๆ แต่โรงสูงเช่นนี้ดูไม่ใคร่มีคนกินมากนักเพราะราคาแพง และโรงเช่นนี้มีแต่แผ่นกระดานไลเซนแขวนอยู่ด้วยทุกโรง โรงทั้งหลายเหล่านี้อาศัยเป็นเครื่องประกอบกับโรงคนหาเงินและโรงงิ้วเท่านั้น ที่อื่นไม่ใคร่มีคนเดินไปมา ค่อนจะอยู่ข้างมืดๆ

อีกพวกหนึ่งนั้นคือฝรั่งกับญี่ปุ่น คน ๒ พวกนี้อยู่ปนกันทั้ง ๒ เมือง ที่สิงคโปร์ฝรั่งมีมาก แต่ที่ปีนังมีน้อย ญี่ปุ่นนั้นเป็นสวะไปทั้ง ๒ แห่ง ตึกที่อยู่ตกแต่งเป็นประเภทเดียวกันคืออย่างฝรั่ง เพราะตั้งใจจะรับพวกนั้นมากกว่าคนอื่น แต่ไม่เลือกว่าชาติใดภาษาใดเป็นรับได้หมดทั้งนั้น เรือนตอนหนึ่งๆ มีตั้งแต่ ๓ คนเป็นอย่างน้อย ขึ้นไปหา ๙ -๑๐ คน ลงมานั่งเก้าอี้อยู่ตามใต้ถุนริมถนน ตอนหัวค่ำมีร้องเพลงญี่ปุ่นเซ็งแซ่ไป คนไปคนมากวักบ้างเรียกบ้าง ถ้าไปพูดจาที่หน้าโรงถึงเหนี่ยวรั้งไว้ก็มี แต่ถ้าดึกหน่อยแล้วนั่งหลับอยู่กับเก้าอี้ ดูน่าสังเวช ดูกิริยาไม่เป็นเชิงยวนยีให้เกิดความกำหนัด หรือจะเป็นด้วยเราเป็นไทยมันจะไม่ทำ หรือทำแต่เราไม่เข้าใจและไม่ชอบใจ ดูมันไม่ชวนที่จะเกิดความยินดีเลย

เรื่องเหม็นปากอย่างหนึ่ง อยู่ข้างไม่ได้การทั้งเจ๊กญี่ปุ่นและฝรั่ง ว่าด้วยดวงหน้าและผิวพรรณฝรั่ง ดูหน้ามันแก่นๆ เหมือนกับผู้ชายน่าเกลียดน่ากลัวมากกว่าน่าเอ็นดู คนหนึ่งที่ว่าเป็นดีวิเศษก็เป็นคนมีลูกแล้ว พวกญี่ปุ่นนั้นทำหัวเป็นฝรั่ง แต่ยังแต่งตัวเป็นญี่ปุ่นอยู่ ผิวพรรณมันแห้งๆ ดูหน้าและตัวเป็นพรุนๆ เทือกกล้วยไข่ไปแทบทุกคน ดูใกล้ๆ ครุคระเหลือทน ทำกิริยาอาการจะใคร่เป็นฝรั่ง แต่ร่างกายมันเป็นเจ๊กเราดีๆ เรื่องกินอยู่อะไรไม่มี เล่นแต่เรื่องกินเหล้ากันเท่านั้น เหล้าก็ใช้เหล้าฝรั่ง น้ำชาไม่กินกันเลย เครื่องแต่งเรือนเป็นของฝรั่ง มีจนปิอาโนแต่ดีดก็ไม่ได้ มีไว้เป็นเครื่องประดับเท่านั้น แต่เรือนที่รับคนไปมาเห็นจะไม่ได้เป็นที่อยู่ ทีจะมีที่ปอนๆ ลงไปแห่งใดแห่งหนึ่งต่างหาก เพราะดูคนมันมากกว่าห้องที่มี ดูตอนหนึ่งจะมีจะมีสัก ๓ – ๔ ห้องเท่านั้น คนพวกนี้ถ้าเวลาดึกมากลง ที่หลับก็หลับไป ที่ตื่นลงมาเดินไปมาอยู่ตามถนนบ้าง ขี่รถเที่ยวไปตามถนนบ้าง สังเกตได้ที่ร้องเพลง เสียงเอื่อยไปตามถนนเป็นร้องขายตัวอยู่ในตัว สำหรับใครจะเรียกให้แวะก็เรียกได้ เรื่องร้องเพลงเช่นนี้มีจนสามยามสิบทุ่มยังได้ยินอยู่

ยังมีฝรั่งอีกจำพวกหนึ่งที่สิงคโปร์ อยู่ตามถนนนอทปริชที่เราอยู่นั้นเองแต่ห่างไปมาก ที่เรือนชั้นล่างมีตู้ตั้งอยู่ใบหนึ่งหรือสองใบ ในนั้นมีของญี่ปุ่นบ้างแขกบ้างอย่างขยี้ขยำ ไม่ได้จัดเรียบร้อยอย่างไร ต่างว่าเป็นของขาย เพราะมันจะออกมาตั้งถนนใหญ่กลัวคอเวอนเมนต์จะห้าม จึงได้ทำเป็นขายของ แต่ขายจน ๘ ทุ่ม ๓ ยามเกินตำรับตำรา ตัวก็ออกมานั่งอยู่ที่หน้าตึกเหมือนกันกับคนพวกที่ว่ามา ตอนหนึ่งมีคนอยู่ ๓ คน แต่เป็นคนแก่เสียคน ๑ คนสาว ๒ คน นั่งเก้าอี้หลับบ้างก็มี เรือนเช่นนี้มีมาก

ไปเที่ยวผ่านมาทางนั้น เราลองแวะเข้าไปดูอาการที่ต้อนรับนั้น รับเป็นอย่างเข้าใจกันว่าทางนั้น แต่เราทำเซ่อถามซื้อของ มันอืดเสีย เราไปดูที่ตู้มันชวนให้ขึ้นไปชั้นบน เร่งให้มันขาย ดูมันช่างไม่เต็มใจไขประแจเสียจริงๆ เราถามซื้อแปรงด้ามกำมะลออันหนึ่งราคาเห็นจะสัก ๒๐ – ๓๐ เซนต์ มันบอก ๒ เหรียญ ที่ผ่านแรงแปลว่าจะไม่ขายเท่านั้น เราอยากเห็นบนเรือนมันจะจัดอย่างไร แต่เวลาเมื่อกำลังดูของ กรมดำรงไปปิดประตู อีแม่ปะแหรกมันขู่เอา ทำนองจะเป็นว่ายังไม่ตกลงกัน การที่คิดว่าจะไปชั้นบนนั้นเป็นจะขึ้นไปดูเปล่าๆ เห็นอีแม่ปะแหรกมันดุเต็มที ถ้าไปเปล่าจะไม่เป็นที่ชอบใจมันจะไล่เอาไม่ได้เรื่อง จะกลับลงมาจึงไถลซื้อรูปเล็กสักนิ้ว ๑ เท่านั้น มันเอาอันละ ๑๐ เซนต์ ตกลงกัน แต่ครั้นมันเห็นเราจะกลับกันจริง ยายแก่วิ่งไปปิดประตูเอง จะกลับต้องแย่งเปิดออกมา อีคนสาวที่มาเคลมอยู่นั้น จมูกยาวและบิดไปข้างหนึ่งสนัดใจ แต่ผิวพรรณดูผ่องใสกว่าอีฝูงโต ดูจะไม่สู้มีคนไปมามากนัก เพราะมันอยู่ข้างทางที่เราไปทางไหนไปทางนั้น เห็นนั่งสับเงาอยู่ที่เฉลียงเป็นพื้น

ยังมีพวกแขกหากินเช่นนี้ จะอยู่แห่งใดเราไม่รู้ ไม่เห็นอยู่ในหมู่เหล่านี้ เขาชี้ให้ดูแห่งหนึ่งที่ปีนังแต่เราเข้าใจว่าเป็นคนกลิง ราคาถูกอย่างยิ่ง ดูเหมือนจะนับด้วยเซนต์ไม่ใช่เหรียญ

แต่คนอีกพวกหนึ่งนั้นเป็นคนไม่ได้อยู่โรงหากินทั่วไป เหมือนที่กล่าวมาแล้ว เป็นคนมีที่อยู่ในบ้านต่างๆ มักเป็นคนมีผัวและมีลูกเกือบทุกคน ที่บ้านนั้นไม่ได้รับผู้ชายเป็นแต่มีมารับไปบ้าน เช่นเต๊กซุนจะเรียกที่ไหนก็เรียกได้ คนพวกโรงนั้นถ้าพอเข้าห้องเรียกเงินก่อนทุกคราว แต่คนพวกนี้เวลาก่อนเวลาหลังอย่างไรไม่พูดถึงเรื่องเงินทองเลย เพราะเต๊กซุนเป็นที่พึ่งที่อาศัย ถ้าขัดสนมาขอเมื่อใดให้เป็นคราวๆ ไม่ได้คิดเป็นราคาค่างวด แต่ถึงที่สิงคโปร์ไม่มีเต็กซุนก็เป็นเช่นนี้ได้เหมือนกัน

ที่นั้นมีเรือนแม่สื่อเป็นคนไทยเข้าไปอยู่ในกรอกที่ลับๆ เรือนที่อยู่นั้นจัดไว้สำหรับรับทีเดียว เป็นอย่างเรือนฝรั่ง ชั้นล่างเป็นพื้นปูอิฐแต่มีโต๊ะเก้าอี้ไม้อย่างเลวๆ ครัวไฟก็สะอาดพอใช้ เสียแต่เหม็นเยี่ยวไปหน่อยหนึ่ง เพราะเว็จอยู่ใกล้ ชั้นบนตั้งเตียงนอนมีที่ล้างหน้า แต่เลวๆ ปานกันทั้งนั้น เจ้าของเรือนมีที่นอนต่างหาก แต่อยู่บนนั้นเองปูลงไปกับพื้นอย่างไทยๆ เป็นแต่ไม่เปื้อนเปรอะ หมดจดดีทั้งเรือน เรือนเช่นนี้เห็นจะมีมาก แต่เราได้ไปเห็นแต่แห่งเดียวเท่านั้น เป็นแต่ได้ฟังเขาเล่าว่ามีที่อื่นอีก

คนพวกที่เรียกได้ว่าคน “เถื่อน” เหล่านี้มักจะเป็นคนพ่อเป็นฝรั่งบ้างเป็นเจ๊กบ้าง แม่เป็นคนแขกหรือเป็นคนไทย แต่ไปแต่งตัวเป็นแขก บางทีก็แม่เป็นพม่าพ่อเป็นฝรั่ง อยู่ในคงพูดแขกพูดเจ๊กพูดไทยทั้งสามภาษาโดยมาก บางคนก็พูดอังกฤษได้ แต่คงพูดแขกเป็นท้องภาษา ถึงพูดไทยไม่ได้ก็เข้าใจเกือบทุกคน คนเหล่านี้แต่งตัวเป็นแขกแต่ผัดหน้าแต่งตัวคล้ายไทยๆ กินหมากสูบบุหรี่ไม่ใคร่เหม็นปาก พวกที่ปีนังกินเหล้าจัดอยู่สักหน่อยหนึ่ง หน้ามักจะดีผิวขาวกว่าแขกมลายู แต่ไม่ถึงกับเจ๊กหรือฝรั่ง ที่มีความรู้ดีจนน่าพิศวงว่าทำไมจึงไปเป็นคนเช่นนี้ได้ก็มี

เราพบที่สิงคโปร์คน ๑ รูปร่างหน้าตาเป็นเมียขุนนางได้ดีๆ รู้ภาษาอังกฤษพูดอ่านเขียนได้คล่อง เรียนที่แรฟฟัลสกูล อายุก็เพียง ๑๙ ปีเท่านั้น มันเป็นคนเช่นนี้ได้ ขันเต็มที การที่เป็นทั้งนี้เพราะมันไม่มีเมียน้อยกันเท่านั้น คนเช่นนี้คงจะคิดอยากดีมากเกินไป เช่นอีแฟนนีคบกับอีแม่สื่อจะหาผัวให้ ถูกเข้าคนหนึ่งผิดไปแล้วหาใหม่ ผิดอีกหาใหม่อีก ก็ผิดร่ำไปจนกลายเป็นไม่มีตัวกันเท่านั้น คนไทยที่เราพบคน ๑ นั้นเป็นกฎีจีน ไม่ได้ไว้ผมมวยไว้ผมประบ่า เขาชอบกันแต่เราเกลียดเต็มที อีแม่สื่อชื่อเอมเป็นคนบ้านอยู่วัดสระเกศเป็นเมียแขก ดูท่าทางตอแหลเต็มที คนหากินพวกนี้ดูมันรู้จักทั้งหมด เราเข้าใจว่าคนพวกนี้เห็นจะเป็นพวกที่ดีกว่า ๒ พวกที่ว่ามาก่อนนั้น และมักสรรเสริญกันว่ามีวิชาดีต่างๆ ในเชิงนักเลง

การเรื่องคนหาเงินนี้ แต่เดิมมีหมอตรวจให้เซอติฟิเกต แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีตรวจตราอันใด ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่คนบ่นกันมากเต็มที ว่ามีคนเจ็บมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ความคิดจัดการเขาเอาโรงคนเหล่านี้เป็นที่ล่อให้คนติด ที่ปีนังเขาคิดว่าจะย้ายไปใหม่ เพราะที่อยู่เดี๋ยวนี้เป็นตึกรามแน่นหนาดีแล้ว เต็กซุนเดือดร้อนเต็มที

ยังเรื่องอื่นนอกจากผู้หญิง ซึ่งเป็นที่เราไปเที่ยวอยู่หลายวัน เห็นมีอยู่เป็นปรกตินั้นคือร้านขายของ ชนิดหนึ่งนั้นเป็นที่แลกเงิน มีตู้เล็กๆ ใส่เงินต่างๆ เป็นตู้กระจก แล้วมีเบี้ยทองแดงวางแผง มีบุหรี่ฝรั่ง บุหรี่ใบจากหมากพลูไม้ขีดไฟขายด้วย ร้านเช่นนี้มักมีติดๆ กันหลายๆ ร้าน และอยู่รายกันไปก็มีมาก อีกอย่างหนึ่งเป็นร้านแขกขายน้ำส่ารบัดขนมอันอีตต่างๆ เทือกขนมขิงขนมเปียก อีกอย่างหนึ่งเป็นร้านผลไม้ต่างๆ มีร้านบุหงาอยู่ใกล้ๆ บุหงานั้นใช้ใบเตยหั่นละเอียดๆ คลุกน้ำมันอย่างหนึ่ง ซึ่งดมแต่ลำพังน้ำมันออกเหม็น ต่อคลุกใบเตยแล้วจึงหอมดี ดอกไม้นั้นใช้ไม่จำกัดเหมือนบุหงาเรา คือใช้ดอกกุหลาบ จำปา มะลิ ดอกพุด และดอกอะไรๆ สุดแต่พอมีกลิ่นหอมแล้วเป็นใช้ได้ ใช้วางลงไปในห่อทั้งดอกๆ ตามได้ตามมี ขายห่อละ ๑๐ เซนต์ เราซื้อวันละ ๑๐ ห่อทุกวันประจำร้าน จนยายแก่ที่ขายจำได้พอไปถึงถามว่าเอา ๑๐ ห่อหรือ ร้านเหล่านี้เปิดอยู่จนดึกๆ ทุกวัน

ยังมีเจ้าพวกนั่งตามถนน คือขายซาเตะ ขายกล้วยแขก กล้วยแขกเป็นอย่างที่เราเลียนมาทำแท้ แต่เราชอบมันเกินไปเติมมะพร้าวเข้าไปรุงรังทำให้ไม่กรอบ ขอมันชุบแป้งทอดเปล่าๆ เท่นั้นอร่อยดี ยังมีพวกหาบอีกพวกหนึ่งคือซิวเหยยาฟ่าน ขอกินเล็กน้อยกับข้าวของกินนั้นมักเป็นหมูหันหรืออะไรไม่มีน้ำพริกจิ้ม ข้าวก็เป็นข้าวสุกเราธรรมดาแต่ขาวดี มีที่ระวังตักกวาดและอะไรหลายอย่าง ไม่รู้ว่าอะไร

ร้านขายของใช้สอยมีร้านจีนกวางตุ้ง และร้านแขกขายผ้าเปิดอยู่เพียงยามเศษ ๔ ทุ่มปิด เว้นแต่มีคนไปซื้ออยู่จึงขายต่อไป ที่อยู่ดึกกว่านี้มีแต่ร้านขายของเลวๆ เป็นเครื่องใช้สามัญเช่นร่มกระดาษเป็นต้น ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เป็นการขันอยู่ คือช่างทอง ทำไมมันจึงทำกันกลางคืนทั้งนั้นไม่รู้ แต่ดูต้องระวังกันสาหัส หน้าโรงเปิดช่องไม้เสาไว้เฉพาะพอเข้าไปเท่านั้น ของที่ขายใส่ไว้ในตู้กระจกข้างใน เวลาไปดูมันช่างระวังเสียจริงๆ ทีจะเคยถูกแย่งมามากหลายคราวแล้ว แต่ของนั้นเป็นเครื่องแต่งตัวแขกปนเจ๊กทั้งสิ้น

เมื่อจะจบเรื่องนี้ต้องพูดถึงเรื่องโจรผู้ร้ายอีก ที่ปีนังนั้นว่ามักมีผู้ร้ายปล้น เป็นคนมาแต่ทางทะเลโดยมาก เข้าปล้นจนในเมือง ตามบ้านคนมักมีหน้าต่างเป็นลูกกรงเหล็กทั้งนั้น เขาว่าถ้าเป็นตึกแถวไม่ใคร่ปล้น ถ้าจะปล้นก็เล่นตึกใหญ่ๆ เป็นพื้น และที่สิงคโปร์แต่ก่อนมีคนกล่าวกันว่าวิ่งราวชุม แต่ในเวลาที่เราไปครั้งนี้ ดูมันสงบดี และไม่เห็นท่าทางที่จะเป็นเลย หรือมันจะไม่เจอเข้าอย่างไรไม่ทราบ เพราะไปอยู่น้อยวันและเที่ยวแต่ในเตาน์ เป็นการจำเป็นที่จะต้องชมว่าเขารักษาการดี เพราะไม่ได้เห็นมีท่าทีจะยกโทษเขาอย่างไรเลย


...............................................................................................................................................
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 29 ตุลาคม 2550 เวลา:13:52:32 น.  

 
 
 
สวัสดีค่ะ บล๊อกนี้ไม่เห็นเลยค่ะ

เข้ามาอ่าน

ขอบคุณนะคะ
 
 

โดย: รักดี วันที่: 2 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:52:50 น.  

 
 
 
ขอบคุณ คุณ รักดี เช่นกันครับ
Blog นี้ เงียบๆ อยู่ จะเป็นอย่างคุณรักดีว่ากระมัง
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:10:08:41 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com