กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร



.........................................................................................................................................................


ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร


เรื่องพระราชพงศาวดารสยาม ควรจัดเป็น ๓ ยุค คือ เมื่อกรุงสุโขทัยเป็นราชธานียุค ๑ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานียุค ๑ เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานียุค ๑

เรื่องเมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ที่จะรู้ให้ถ้วนถี่นั้นยากแต่ก็มีศิลาจารึกและหนังสือโบราณ พอจะตรวจตราสอบสวนให้รู้เรื่องได้บ้าง ศิลาจารึกและหนังสือโบราณมีเรื่องครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ข้าพเจ้าได้พบ ๑๑ เรื่อง จะบอกไว้โดยสังเขปต่อไปนี้ คือ

๑. ศิลาจารึกของขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงสุโขทัยรัชกาลที่ ๓ ในราชวงศ์พระร่วง จารึกไว้เมื่อราวปีมะโรง จุลศักราช ๖๕๔ พ.ศ. ๑๘๓๕ เป็นหลักศิลาแรกที่จารึกด้วยตัวหนังสือไทย เล่าเรื่องสุโขทัยตั้งแต่พระเจ้าขุนศรีอินทราทิตย์ครองราชสมบัติ มาจนถึงแผ่นดินของพระเจ้าขุนรามคำแหง

๒. ศิลาจารึกของพระมหาธรรมราชาลิไทย ซึ่งครองราชสมบัติ ณ กรุงสุโขทัย เป็นรัชกาลที่ ๕ ในราชวงศ์พระร่วง จารึกไว้ที่เมืองนครชุม (อยู่หลังเมืองกำแพงเพชรเดี๋ยวนี้) เมื่อราวปีระกา จุลศักราช ๗๑๙ พ.ศ. ๑๙๐๐ เล่าเรื่องบรรจุพระบรมธาตุที่ได้มาจากเมืองลังกา

๓. ศิลาจารึกของพระมหาธรรมราชาลิไทย จารึกไว้เป็นภาษาไทยหลัก ๑ ภาษาเขมรหลัก ๑ เมื่อราวปีฉลู จุลศักราช ๗๒๓ พ.ศ. ๑๙๐๔ เล่าเรื่องต่างๆ ที่มีในรัชกาลของพระมหาธรรมราชาลิไทย

๔. หนังสือเรื่องนางนพมาศ หนังสือเรื่องนี้ว่าเป็นของนางนพมาศ ธิดาของพระศรีมโหสถ เป็นตระกูลพราหมณ์ครั้งกรุงสุโขทัยแต่ เล้าเรื่องที่บิดานำนางนั้นถวายเป็นพระสนมของสมเด็จพระร่วงได้เป็นพระสนมเอกที่ท้างศรีจุฬาลักษณ์ เข้าไปอยู่ในพระราชวัง เห็นขนบธรรมเนียมราชประเพณี ตลอดจนภูมิสถานบ้านเมืองและรั้ววังอย่างไรก็จดพรรณนาไว้ในหนังสือนั้น รวม ๓ เล่มสมุดไทย เรียกกันว่าเรื่องนางนพมาศบ้าง เรียกตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์บ้าง

เมื่ออ่านตรวจดูหนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าในทางภาษาเป็นหนังสือแต่งใหม่ในครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง สำนวนผิดกับหนังสือแต่งครั้งกรุงสุโขทัยนัก และมีข้อความในหนังสือนั้นบางแห่ง ซึ่งเห็นว่าเป็นความจริงไม่ได้เป็นอันขาด เช่น ชาวต่างประเทศว่ามีอังกฤษ ฝรั่งเศส วิลันดา สเปน และที่สุดอเมริกัน ซึ่งความจริงรู้อยู่เดี๋ยวนี้เป็นแน่นอนว่า ฝรั่งชาติเหล่านั้นหรือชาติใดๆ ยังไม่มีมาทางประเทศนี้ในครั้งนางนพมาศ

อีกประการหนึ่งที่ว่า ครั้งนครสุโขทัยมีปืนใหญ่หนักตั้งห้าร้อยหาบ พันหาบ ข้อนี้ก็จะเป็นความจริงไม่ได้ ด้วยปืนใหญ่ยังไม่ได้เกิดขึ้นในโลกในเวลานั้น เหตุใดจึงกล่าวไว้ในหนังสือนางนพมาศ เหตุนี้จึงน่าสงสัยจะเป็นหนังสือผู้อื่นแต่งขึ้นใหม่ๆ เอาแต่ชื่อนางนพมาศมาอ้างให้คนหลงเชื่อ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสกราบบังคมทูลความปรารภเรื่องนี้แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งหนึ่ง มีรับสั่งว่าได้ทรงสังเกตอยู่ว่าหนังสือเรื่องนางนพมาศ ทางภาษาเป็นหนังสือใหม่และมีข้อความที่จะจริงไม่ได้อยู่ในนั้นจริง แต่ท่านผู้ศึกษาโบราณคดีแต่ก่อนมามีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมหลวงวงศาธิราชสนิทเป็นต้น ท่านทรงนับถือหนังสือเรื่องนี้อยู่ ท่านคงจะได้ทรงสังเกตเห็นความวิปลาสในหนังสืออย่างที่เราเห็นเหมือนกัน แต่ท่านจะได้หลักฐานอื่นอย่างไรซึ่งเรารู้ไม่ได้มาประกอบ จึงได้ทรงเชื่อถือ

ในส่วนพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเองนั้น พระองค์ทรงพระราชดำริเห็นว่า เรื่องเดิมเขาจะมีจริงแต่ต้นฉบับจะลบเลือนบกพร่องอยู่อย่างไร มามีผู้ปฏิสังขรณ์หนังสือเรื่องนี้ขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แต่ผู้ที่ปฏิสังขรณ์หย่อนทั้งสติปัญญาและความรู้ ไปหลงนิยมเสียว่า ยิ่งตกแต่งให้เพราะเจาะละเอียดลออขึ้นได้อีกเท่าใด ยิ่งเป็นการดี จึงซ่อมแซมเสียจนเลอะไปอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

๕. หนังสือตำนานพระสิหิงค์ พระภิกษุชื่อโพธิรังษีแต่งไว้เป็นภาษามคธ ประมาณว่าเมื่อระหว่าง พ.ศ. ๒๐๐๐ จน ๒๐๗๐ เล่าเรื่องพระพุทธรูปซึ่งถวายพระนามว่า พระพุทธสิหิงค์ เดิมสร้างขึ้นที่เมืองลังกา แล้วพระร่วงให้พระเจ้านครศรีธรรมราชไปขอมาไว้เมืองสุโขทัย แล้วเล่าถึงเหตุการณ์ที่เชิญพระสิหิงค์ไปไว้ยังเมืองต่างๆ หนังสือนี้ได้แปลและแต่งเป็นภาษาไทยหลายฉบับ

๖. หนังสือชินกาลมาลินี พระภิกษุชื่อรัตนปัญญาณอยู่ในอาณาจักรลานนาไทย (คือเชียงใหม่) แต่งเป็นภาษามคธ เมื่อปีชวด จุลศักราช ๘๗๘ พ.ศ. ๒๐๕๙ กล่าวด้วยเรื่องพระพุทธศาสนามาประดิษฐานในประเทศนี้ แปลเป็นภาษาไทยเมื่อในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

๗. หนังสือจีนชื่อคิมเตี้ยซกทงจี๋ ซึ่งพระเจ้ากรุงจีนในราชวงศ์ไต้เชง แผ่นดินเขียนหลง มีรับสั่งให้กรรมการขุนนางแต่งขึ้นเมื่อปีกุน จุลศักราช ๑๑๒๙ พ.ศ. ๒๓๑๐ ว่าด้วยทางพระราชไมตรีในระหว่างกรุงจีนกับกรุงสยาม หนังสือเรื่องนี้ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) ได้แปลเป็นภาษาไทย

๘. หนังสือพงศาวดารเหนือ ได้ความตามบายแผนกที่มีอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงรวบรวมเมื่อปีเถาะ จุลศักราช ๑๑๖๙ พ.ศ. ๒๓๕๐ กรมพระราชวังฯ มีพระบัณฑูรให้พระวิเชียรปรีชา (น้อย) เจ้ากรมราชบัณฑิตขวาเป็นผู้เรียบเรียง วีที่พระวิเชียรปรีชาเรียบเรียงพงศาวดารเหนือ ดูเหมือนหนึ่งเที่ยวเก็บหนังสือเรื่องราวอะไรเก่าๆ บรรดามี ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา บางทีจะถึงจดคำเล่าคำบอกของชาวเมืองเหนือ ที่รู้เรื่องเก่าๆ เอาหนังสือเหล่านั้นมาเรียบเรียงลำดับ ตามที่เชื่อว่าเรื่องไหนก่อนเรื่องไหนหลัง แล้วคิดตกแต่งตรงหัวต่อด้วยตั้งใจจะเชื่อมให้เป็นเรื่องเดียวกัน อย่างพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เพราะฉะนั้นหนังสือพงศาวดารเหนือ จริงเป็นหนังสือหลายเรื่องเรียบเรียงไขว้เขว บางทีเรื่องเดียวซ้ำ ๒ หนก็มี ศักราชที่ลงไว้ในพงศาวดารเหนือวิปลาสจนอาศัยสอบสวนไม่ได้ทีเดียว แต่เนื้อเรื่องที่กล่าวในพงศาวดารเหนือมีมูลที่เป็นความจริงอยู่มาก ถ้าจะสอบสวนต้องเลือกหั่นเอาไป อย่าเชื่อตามลำดับเรื่องที่พระวิเชียรปรีชาเรียงไว้ จึงจะได้ความ

๙. หนังสือตำนานโยนก ว่าด้วยพงศาวดารเหนือในมณฑลพายัพที่เมืองเชียงใหม่เป็นต้น พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) รวบรวมตำนานและพงศาวดารทั้งปวง มาตรวจสอบแต่งขึ้นเป็นตำนานโยนกเรื่อง ๑ หนังสือตำนานโยนกนี้เป็นหนังสือดี ที่ผู้แต่งคือ พระยาประชากิจกรจักร มีความอุตสาหะรวบรวม แต่งด้วยความคิดและความรู้โบราณคดีอย่างลึกซึ่ง ควรจะสรรเสริญว่าเป็นหนังสืออย่างดีในพงศาวดารไทยเรื่อง ๑ น่าเสียดายที่พระยาประชากิจกรจักรถึงอนิจกรรมไปเสียแต่งยังหนุ่ม ถ้ายังอยู่จะเป็นกำลังในการสอบสวนพงศาวดารได้อีกคน ๑

๑๐. หนังสือราชาธิราช เป็นพงศาวดารเมืองรามัญ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีรับสั่งให้เรียบเรียงเป็นภาษาไทย เมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๑๔๗ พ.ศ. ๒๓๒๘ เนื้อความตอนต้นมีเรื่องเกี่ยวข้องถึงกรุงสุโขทัยมาก

๑๑. หนังสือจามเทวีวงศ์ พระโพธิรังษีเมืองเชียงใหม่แต่งเป็นภาษามคธ แปลออกเป็นพงศาวดารเมืองหริภุญไชย ก็มีเนื่องถึงกรุงสุโขทัยอีกเรื่อง ๑


เรื่องพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตรวจสอบได้ง่ายกว่าเรื่องครั้งกรุงสุโขทัย ด้วยมีหนังสือพระราชพงศาวดารอยู่เป็นหลัก

หนังสือพระราชพงศาวดารที่ปรากฏแก่คนทั้งหลายโดยมากมาแต่ก่อน คือ หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับ ๒ เล่มสมุดฝรั่ง ที่หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมืองปีกุน จุลศักราช ๑๒๒๕ พ.ศ. ๒๔๐๖ และโรงพิมพ์อื่นๆ ได้พิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้ง เข้าใจกันมาแต่ก่อนว่าหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับ ๒ เล่มนั้น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงแต่งขึ้น (ด้วยอาศัยเก็บข้อความจากหนังสือเรื่องหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระวันรัตได้แต่งไว้เป็นภาษามคธ เรียกชื่อหนังสือนั้นว่า มหายุทธการตอน ๑ จุลยุทธการตอน ๑) จึงเรียกหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่มนั้นว่า พระราชพงศาวดารฉบับกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ผู้ศึกษาพงศาวดารได้อาศัยแต่หนังสือฉบับ ๒ เล่มนั้นเป็นตำรา จนแทบเข้าใจกันทั่วไปว่า หนังสือพระราชพงศาวดารกรุงเก่ามีแต่ฉบับนั้นฉบับเดียว

ความรู้เรื่องหนังสือพระราชพงศาวดาร เพิ่มมากว้างขวางออกไปเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จัดหอพระสมุดวชิรญาณเป็นหอพระสมุดสำหรับพระนคร เมื่อ ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) โปรดให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ยังเสด็จดำรงพระเกียรติยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เป็นสภานายกของกรรมการ และต่อมาได้ทรงตั้งโบราณคดีสโมสรขึ้น เมื่อ ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับเป็นพระราชธุระในหน้าที่สภานายกเอง กรรมการหอพระสมุดพยายามหาหนังสือเก่ามารวบรวมไว้ในหอพระสมุดได้มาก และผู้ที่เป็นสมาชิกในโบราณคดีสโมสรหลายคน ได้ช่วยกันตรวจสอบหนังสือพระราชพงศาวดารที่หอพระสมุดรวบรวมไว้ ถ้ามีข้อสงสัยก็นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ หารือ และได้รับพระราชทานกระแสพระบรมราชวินิจฉัยมาเนืองๆ จนที่สุดไปรับพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องหนังสือพระราชพงศาวดาร ในเวลาก่อนพระองค์เสด็จสวรรคตเพียง ๒ เดือนเศษ ดังแจ้งอยู่ในสำเนาพระราชหัตถเลขาที่พิมพ์ไว้ต่อไปนี้


สวนดุสิต
วันที่ ๘ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๙



ถึงกรมหลวงดำรงราชานุภาพ


ได้หนังสือลงวันที่ ๕ เดือนนี้ว่า หอพระสมุดได้หนังสือพงศาวดารแปลกอีก ๒ ฉบับ เป็นฉบับเขียนเมื่อจุลศักราช ๑๑๔๕ และฉบับทรงชำระในจุลศักราช ๑๑๕๗ ความเดียวกับฉบับพิมพ์ แต่ฉบับเขียนเมื่อจุลศักราช ๑๑๔๕ ถ้อยคำขาดๆ เกินๆ ครุคระผิดกับฉบับพิมพ์ ได้คัดเทียบไว้ตอนหนึ่ง ส่งต้นหนังสือพระราชพงศาวดาร ๒ เล่ม กับที่ได้คัดเทียบความไว้มาให้ดู เธอตีความไม่ออกว่าฉบับจุลศักราช ๑๑๔๕ จะเป็นหนังสือกรุงเก่าแผ่นดินใด หรือหนังสือกรุงธนบุรีแต่ง ได้ลองพิจารณาดูความในหนังสือพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม หาหัวต่อยังไม่ได้นั้น ทราบแล้ว

พงศาวดารว่ากันด้วยฉบับพิมพ์ เห็นว่ามีอยู่ ๕ ฝีปาก ตอนแรกจะเป็นคัดจากจดหมายเหตุท้ายปูม (ตอนที่ ๒) ขึ้นหัวต่อแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จนถึงแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง ตอนนี้เข้าใจว่าได้แต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลักที่จะแต่งได้มาจากไหน คือ จดหมายเหตุรายวันทัพอย่างเช่นจดหมายเหตุรายวันทัพครั้งพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งฉันได้คัดลงไว้ในพระราชวิจารณ์บางตอนนั้น

ตอนที่ ๓ เริ่มตั้งแต่แผ่นดินพระนารายณ์ลงมา จนถึงแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เข้าใจว่าจะแต่งโดยรับสั่งพระเจ้าอยู่อยู่หัวบรมโกศ แต่ในระยะนั้นไม่มีจดหมายเหตุทัพจึงคัดลงไปเช่นกับได้ผูกสำนวนคำให้การอีแก่น ก็คัดลงไปทั้งดุ้นเลื้อยเจื้อย เพราะเก็บข้อความไม่เป็นเสียแล้ว

ตอนที่ ๔ ข้อความตั้งแต่ในแผ่นดินพระบรมโกศท่อนปลายมาจนเสียกรุง อาจที่จะเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรีรับสั่งให้จดหมายขึ้นไว้ให้บริบูรณ์ ข้อความจึงแตกกันอยู่เป็น ๒ แปลง

ตอนที่ ๕ เป็นตอนซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงเก็บตามรายวันทัพนั้นเอง ซึ่งมีสมุดรายวันอาจสอบกับพงศาวดารได้ว่าท่านเก็บอย่างไร ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

ข้อซึ่งหนังสือ ๒ เล่มอ้างว่าทรงชำระเมื่อจุลศักราช ๑๑๔๕ และ ๑๑๕๗ ฉันเห็นว่าจะเป็นแต่ชำระตรวจสอบถ้อยคำ และดัดแปลงสำนวนบ้าง ไม่ใช่แต่งหรือเก็บความขึ้นร้อยกรองใหม่ เคยสังเกตใจว่าสำนวนพงศาวดารนั้นแบ่งเป็นตอนๆ เช่นนี้ ได้ส่งสมุดดำทั้ง ๒ เล่มนั้นคืนออกมาด้วย


(พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์




เพื่อจะให้ผู้อ่านเข้าใจในพระบรมราชาธิบายในพระราชหัตถเลขานี้ชัดเจน จำจะต้องเล่าแม้โดยย่อ พอให้ทราบก่อนว่า หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับต่าง ที่หอพระสมุดวชิรญาณรวบรวมไว้ ได้มีต่างกันอย่างไรบ้าง

หนังสือพระราชพงศาวดาร ที่กรรมการหอพระสมุดหาต้นฉบับได้ในรัชกาลที่ ๕ มีอยู่ ๕ ความคือ

(๑) หนังสือพระราชพงศาวดาร ที่เรียกพระราชพงศาวดารฉบับนี้ว่า “ฉบับหลวงประเสริฐ” เพราะพระปริยัติธรรมธาดา (แพ) เปรียญ แต่ยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ไปได้ต้นฉบับมาให้แก่หอพระสมุด กรรมการจึงให้เรียกชื่อว่า “ฉบับหลวงประเสริฐ” เพื่อให้เป็นเกียรติแก่ผู้ให้ หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนี้ ข้างต้นมีบานแผนกว่า “ศุภมัสดุ ๑๐๔๒ ศก วอกนักษัตร ณ วันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ทรงพระกรุณาโปรดเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า ให้เอากฎหมายเหตุของพระโหราเขียนไว้แต่ก่อน และกฎหมายเหตุซึ่งหาได้แต่หอหนังสือ และเหตุซึ่งมีในพระราชพงศาวดารนั้น ให้คัดเข้าด้วยกันเป็นแห่งเดียว ให้ระดับศักราชกันมาคุงเท่าบัดนี้” ดังนี้ คือว่าหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีรับสั่งให้แต่งขึ้น ต้นฉบับที่หอพระสมุดได้มาเห็นจะเขียนในครั้งกรุงเก่า ได้มาแต่เล่ม ๑ เล่มเดียว ความขึ้นต้นแต่สร้างพระพุทธรูปพระเจ้าแพนงเชิง เมื่อปีชวด จุลศักราช ๙๖๖ ถึงสมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพไปถึงเมืองห้างหลวง หมดเล่ม ๑ หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับ ความกล่าวย่อๆ แต่มีเนื้อความที่พระราชพงศาวดารฉบับอื่นบกพร่องอยู่ในฉบับนี้หลายแห่ง และศักราชที่บอกไว้สอบได้ถูกต้องมั่นคงมาก หนังสือฉบับนี้ เข้าใจว่าของเดิมจะมีเล่ม ๒ อีกเล่มหนึ่ง

(๒) หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับจุลศักราช ๑๑๔๕ (คือต้นฉบับที่ได้มา เขียนเมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ ปี ๑) ฉบับนี้ความพิสดารอย่างฉบับที่พิมพ์เป็น ๒ เล่ม แต่จะขึ้นต้นที่ไหนลงท้ายที่ไหนและกี่เล่มจบทราบไม่ได้ เพราะหาต้นฉบับได้แค่ ๒ เล่ม รู้ได้ว่าความหนึ่งต่างหากที่สำนวนผิดกับฉบับอื่นๆ

(๓) หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับจุลศักราช ๑๑๕๗ มีบานแผนกว่า “ศุภมัสดุ จุลศักราช ๑๑๕๗ ปีเถาะสัปตศก สมเด็จพระบรมธรรมฤกมหาราชาธิราชพระเจ้าอยู่หัว ผ่านถวัลยราชกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา เถลิงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงชำระพระราชพงศาวดาร” ดังนี้ เข้าใจได้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงชำระหนังสือพระราชพงศาวดารในปีนั้น และในต้นฉบับเขียนบอกในที่บางแห่งว่าตั้งนั้นทรงแทรกเข้าใหม่ หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนี้ได้ต้นฉบับเขียนครั้งรัชกาลที่ ๑ ไว้เพียง ๓ เล่ม มีฉบับจำลองอีก ๔ เล่ม รวม ๗ เล่ม คงจะเริ่มความแต่เมื่อสร้างกรุงศรีอยุธยา แต่จะจบเพียงไร และจะเป็นสมุดไทยกี่เล่ม ยังทราบไม่ได้

(๔) หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับเมืองเพชรบุรี (คือได้ต้นฉบับมาจากเมืองเพชรบุรี) ฉบับ ๑ ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) จารลงใบลานผูกไว้เป็นคัมภีร์ฉบับ ๑ ทั้ง ๒ ฉบับนี้เทียบโวหารดู ความตรงกับฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ที่ว่ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงแต่ง แต่ไม่มีพระราชพงศาวดารสังเขปเรื่องนายแสนปม และพระราชพงศาวดารย่อข้างต้น

เรื่องพระราชพงศาวดารสังเขปที่พิมพ์ไว้ข้างต้นฉบับพิมพ์ ๒ เล่มนั้น ตามฉบับที่มีในหอพระสมุดฯ มีบายแผนกข้างต้นว่า “ศุภมัสดุ จุลศักราช ๑๒๑๒ ปีจอโทศก วันเสาร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าอรรณพ มาเผดียงกรมหมื่นนุชิตชิโนรส วันพระเชตุพน ให้เรียบเรียงพระราชพงศาวดารลำดับกษัตริย์กรุงเก่าโดยสังเขป ทูลเกล้าฯ ถวาย” ดังนี้ เป็นอันเข้าใจได้ว่า เป็นหนังสือซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้อาราธนากรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงเรียบเรียงขึ้นทีหลังเป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก หมอบรัดเลเห็นจะได้ฉบับมาพร้อมกับพระราชพงศาวดารความพิสดาร จึงพิมพ์ตอนสังเขปลงไว้ข้างหน้า ส่วนพระราชพงศาวดารย่อต่อตอนสังเขปนั้น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ได้ทรงเรียบเรียงขึ้นในคราวทรงเรียบเรียงพระราชพงศาดารสังเขปนั้นเอง

ข้าพเจ้าได้เอาพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกับฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ข้างตอนต้น ทั้งความและถ้อยคำตรงกับฉบับหลวงประเสริฐ เห็นได้ว่าผู้แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ได้คัดพระราชพงศาวดารฉบับที่แต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาลงไว้ในฉบับพิสดารนี้หลายแห่ง และเพิ่มเติมขยายความออกให้กว้าง ตั้งแต่ตอนแผ่นดินสมเด็จไชยราชาธิราชลงมา มีที่ประหลาดอยู่หน่อยที่ศักราชซึ่งลงไว้ในฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ตรงกับฉบับหลวงประเสริฐเพียงในแผ่นดินพระเจ้าอู่ทอง ต่อนั้นมาผิดศักราชกันตั้งแต่ ๔ ปีถึง ๒๐ ปีก็มี

(๕) หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาที่พิมพ์นี้ฉบับ ๑ ฉบับกรมหลวงมหิศวรินทร์ฉบับ ๑ ๒ ฉบับนี้ความต้องกัน หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขานี้ ได้ความว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงชำระใหม่ แก้ไขเพิ่มเติมของเก่าหลายแห่ง เนื้อความบริบูรณ์ดีขึ้นมาก ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เมื่อกรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงชำระแล้ว นำต้นฉบับขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรวจแก้ไข จึงปรากฏพระราชหัตถเลขาอยู่ในต้นฉบับ หอหลวงพระสมุดได้มาแต่ ๒๒ เล่ม แต่เคราะห์ดีที่ได้ฉบับกรมหลวงมหิศวรินทร์มาประกอบกัน ได้เนื้อความบริบูรณ์เป็นหนังสือ ๔๒ เล่มสมุดไทย กล่าวความแต่สร้างกรุงศรีอยุธยามาจนถึงในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ จบเพียงจุลศักราช ๑๑๕๒

หนังสือพระราชพงศาวดารที่หอพระสมุดได้มา มีต่างความกันดังนี้ ทำให้รู้ได้แน่ว่า หนังสือพระราชพงศาวดารมีอยู่ก่อนกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ มิได้ทรงแต่งพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่มขึ้นใหม่ดังเข้าใจกันมาแต่ก่อน จึงเป็นเหตุให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ หารือ ว่าหนังสือพระราชพงศาวดารนี้จะแต่งในครั้งใดบ้างแน่ จึงได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย ดังแจ้งอยู่ในพระราชหัตถเลขานั้น

ครั้งต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อ ร.ศ. ๑๓๐ พ.ศ. ๒๔๕๔ นายเสถียร รักษา (กองแก้ว) ให้หนังสือพระราชพงศาวดารแก่หอพระสมุดอีกฉบับ ๑ ต้นฉบับเขียนครั้งกรุงธนบุรี เมื่อจุลศักราช ๑๑๓๖ สำนวนยังเก่ากว่าฉบับจุลศักราช ๑๑๔๕ ขึ้นไปอีก หนังสือฉบับนี้หอพระสมุดได้ไว้แต่เล่มเดียว ทราบไม่ได้ว่าจะขึ้นต้นลงท้ายเพียงไร และกี่เล่มจบ แต่ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งว่า หนังสือพระราชพงศาวดารความพิสดารมีมาแต่ครั้งกรุงเก่าแน่ ฉบับจุลศักราช ๑๑๔๕ แต่งหรือชำระครั้งกรุงธนบุรี จึงผิดสำนวนกับฉบับนี้ อนึ่ง ศักราชที่ลงไว้ในฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖ นี้ ยังตรงกับในฉบับหลวงประเสริฐ เป็นพยานรู้ได้ว่าศักราชที่ลงในหนังสือพระราชพงศาวดาร เพิ่งมาคลาดเคลื่อนเมื่อชำระในครั้งกรุงธนบุรีหรือในกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง เสียดายนักที่ไม่ได้หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖ มาทันถวายเมื่อกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชวินิจฉัยของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ถ้าได้ทอดพระเนตรเห็นจะต้องพระราชหฤทัยเป็นแน่

หนังสือพระราชพงศาวดารทุกๆ ฉบับที่หอพระสมุดวชิรญาณได้ต้นฉบับมา น่ายินดีที่บังเอิญมีข้อความตอนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตคืนพระแก้วฟ้าแก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิด้วยกันทุกฉบับ ข้อนี้เป็นหลักพอที่จะคัดเทียบให้เห็นได้ ว่าสำนวนหนังสือพระราชพงศาวดารเหล่านี้ต่างฉบับผิดกันอย่างไร หรือถ้าจะว่าโดยทางสันนิษฐาน คือหนังสือพระราชพงศาวดารนี้ของเดิมแต่งไว้อย่างไร และได้แก้ไขโวหารผิดกันเป็นชั้นๆ โดยลำดับมาอย่างไร จึงได้คัดเทียบโวหารลงไปต่อไปนี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ความสังเกตของผู้ศึกษาพงศาวดาร

ความฉบับหลวงประเสริฐ

“ ศักราช ๙๒๖ ชวดศก พระเจ้าล้านช้างจึงให้เชิญสมเด็จพระแก้วฟ้าพระราชบุตรี ลงมาส่งยังพระนครศรีอยุธยา และว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกระษัตรเจ้านั้น และจึงพระราชทานสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าไปแก่พระเจ้าล้านช้าง ” นี่เป็นสำนวนในฉบับเก่าที่สุดที่หาได้

ความฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖

“ ในขณะพระแก้วฟ้าพระราชบุตรีพระเจ้าช้างเผือกปราสาททองเธอส่งให้ไปถวายแก่พระยาล้านช้างนั้น ครั้นพระแก้วฟ้าราชบุตรีไปถึงเมืองล้านช้าง พระยาก็ว่า เราจำเพาะใช้ให้ไปขอพระเทพกระษัตรี และพระแก้วฟ้าราชบุตรีนี้เรามิได้ให้ไปขอ และเราจะส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีคืนไปยังพระนครศรีอยุธยา และจะขอพระเทพกระษัตรีซึ่งจำเพาะแต่ก่อนนั้น ครั้นเสร็จการศึกช้างเผือก พระยาล้านช้างก็แต่งพระยาแสน ๑ พระยานคร ๑ พระยาทิพมนตรี ๑ ให้มาส่งพระแก้วฟ้า และพระยาล้านช้างให้แต่งพระราชสาส์นมาถวายว่า จะขอพระเทพกระษัตรี พระเจ้าช้างเผือกก็ตรัสบัญชาตาม จึงตกแต่งการที่จะส่งพระเทพกระษัตรีไปแก่พระยาล้านช้าง ครั้นถึงเดือน ๕ ปีชวดฉศก ศักราช ๙๒๖ พระเจ้าช้างเผือกตรัสให้พระยาแมนไปส่งพระราชธิดาไปแก่พระยาล้านช้างอันมานั้น ส่งไปโดยทางสมอสอ “ สำนวนนี้แต่ใหม่ทีหลัง ความตรงกับฉบับหลวงประเสริฐแต่เนื้อเรื่องกับศักราช

ความฉบับจุลศักราช ๑๑๔๕

“ ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งว่า ใช่องค์พระเทพกระษัตรีก็เสียพระทัยนัก จึงตรัสว่า เดิมเราจำนงขอพระเทพกระษัตรี ซึ่งเป็นพระราชธิดาพระสุริโยทัย อันเสียพระชนม์แทนพระราชสามีกับคอช้าง เป็นวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ ตรัสแล้วก็แต่งให้พระยาแสน พระยานคร พระยาทิพมนตรี เป็นทูตานุทูตให้ลงมาส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีคืนยังกรุงพระนครศรีอยุธยา และมีพระราชสาส์นเครื่องราชบรรณาการมาถวายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกด้วย ในลักษณะพระราชสาส์นนั้นว่าเดิมพระองค์ประสาทพระเทพกระษัตรีให้ กิตติศัพท์นี้ก็ทั่วไปในนิคมชนบทขอบขัณฑสีมาเมืองกรุงศรีสัตนาคนหุตสิ้นแล้ว บัดนี้พระองค์ส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีเปลี่ยนไปแทนนั้น ถึงมาตรว่าพระแก้วฟ้าราชบุตรีจะมีศรีสรรพลักษณโสภาคยิ่งกว่าพระเทพกระษัตรีร้อยเท่าพันทวีก็ดี ยังไป่ล้างกิตติศัพท์พระเทพกระษัตรีเสียได้ ก็เป็นที่อัปรายศชั่วกัลปาวสาน ข้าพระองค์ขอส่งพระแก้วราชธิดาคืน จงพระราชทานพระเทพกระษัตรีแก่ข้าพระองค์ดุจมีพระราชสาส์นอนุญาตมาแต่ก่อน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกแจ้งในลักษณะพระราชสาส์น และส่งพระแก้วฟ้าคืนมาดังนั้นก็ละอายพระทัยนัก พอพระเทพกระษัตรีหายประชวรพระโรค จึงตกแต่งการที่จะส่งพระราชธิดา และจัดเถ้าแก่กำนัลสาวใช้ทาสชายห้าร้อยหญิงห้าร้อย ครั้นถึงเดือน ๕ ศักราช ๙๑๓ ปีกุนตรีนิศก จึงมีพระราชโองการดำรัสให้พระยาแมนคุมไพร่พันหนึ่งไปส่ง พระยาแมนกับทูตานุทูตก็เชิญสมเด็จพระเทพกระษัตรีขึ้นทรงสีวิกากาญจนยานุมาศไปโดยสถลมารคสมอสอ “ สำนวนนี้เป็นแต่แก้ไขถ้อยคำฉบับจุลศักราช ๑๑๔๕ เล็กน้อย



Create Date : 12 กันยายน 2550
Last Update : 12 กันยายน 2550 10:29:48 น. 5 comments
Counter : 15423 Pageviews.  
 
 
 
 
................................................................................................................................................

(ต่อ)

ความฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม

“ ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนคนหุตแจ้วว่า ใช่องพระเทพกระษัตรีก็เสียพระทัยนัก จึงตรัสว่า เดิมเราจำนงขอพระเทพกระษัตรี ซึ่งเป็นพระราชธิดาพระสุริโยทัย อันเสียพระชนม์แทนพระราชสามีกับคอช้าง เป็นวงศ์กษัตริย์อันประเสริฐ ตรัสแล้วก็แต่งให้พระยาแสน พระยานคร พระยาทิพมนตรี เป็นทูตานุทูตให้มาส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีคืนมายังกรุงพระนครศรีอยุธยา และมีพระราชสาส์นเครื่องราชบรรณาการมาถวายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกด้วย ในลักษณะพระราชสาส์นนั้นว่าเดิมพระองค์ประสาทพระเทพกระษัตรีให้ กิตติศัพท์นี้รู้ทั่วไปในนิคมชนบทขอบขัณฑสีมาเมืองกรุงศรีสัตนาคนหุตสิ้นแล้ว บัดนี้พระองค์ส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีเปลี่ยนไปแทนนั้น ถึงมาตรว่าพระแก้วฟ้าราชบุตรีจะมีศรีสรรพลักษณโสภาคยิ่งกว่าพระเทพกระษัตรีร้อยเท่าพันทวีก็ดี ยังไป่ล้างกิตติศัพท์พระเทพกระษัตรีเสียได้ ก็เป็นอันอัปรยศชั่วทั่วกัลปาวสาน ข้าพระองค์ขอส่งพระแก้วราชธิดาคืน จงพระราชทานพระเทพกระษัตรีแก่ข้าพระองค์ดุจมีพระราชสาส์นอนุญาตมาแต่ก่อน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกแจ้งในลักษณะพระราชสาส์น และส่งพระแก้วฟ้าคืนมาดังนั้นก็ละอายพระทัยนัก พอพระเทพกระษัตรีหายประชวรพระโรค จึงตบแต่งการที่จะส่งพระราชธิดาและเถ้าแก่กำนัลสาวใช้ทาสชายห้าร้อยหญิงห้าร้อย ครั้นถึงเดือน ๕ ศักราช ๙๑๓ ปีกุนตรีศก จึงมีพระราชโองการดำรัสให้พระยาแมนคุมไพร่พันหนึ่งไปส่ง พระยาแมนกับทูตานุทูตก็เชิญสมเด็จพระเทพกระษัตรีขึ้นทรงสีวิกากาญจนยานุมาศไปโดยสถลมารคสมอสอ “ สำนวนนี้เกือบจะเหมือนกับฉบับจุลศักราช ๑๑๕๗ เชื่อว่ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ไม่ได้ทรงแก้ไข ที่มีคำผิดกันอยู่บ้างคำหนึ่งสองคำเห็นจะแก้เมื่อพิมพ์

ความฉบับพระราชหัตถเลขา

“ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งว่า ใช่องค์พระเทพกระษัตรีก็เสียพระทัยนัก จึงตรัสว่า เดิมเราจำนงขอพระเทพกระษัตรี ซึ่งเป็นพระราชธิดาพระสุริโยทัย อันเสียพระชนม์แทนพระราชสามีกับคอช้าง เป็นวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ ตรัสแล้วก็แต่งให้พระยาแสน พระยานคร พระยาทิพมนตรี เป็นทูตานุทูตให้ลงมาส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีคืนยังกรุงพระนครศรีอยุธยา และมีพระราชสาส์นเครื่องราชบรรณาการมาถวายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกด้วย ในลักษณะพระราชสาส์นนั้นว่าเดิมพระองค์ประสาทพระเทพกระษัตรีให้ กิตติศัพท์นี้ก็ทั่วไปในนิคมชนบทขอบขัณฑสีมาเมืองกรุงศรีสัตนาคนหุตสิ้นแล้ว บัดนี้พระองค์ส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีเปลี่ยนไปแทนนั้น ถึงมาตรว่าพระแก้วฟ้าราชบุตรีจะมีศรีสรรพลักษณโสภาคยิ่งกว่าพระเทพกระษัตรีร้อยเท่าพันทวีก็ดี ยังไป่ล้างกิตติศัพท์พระเทพกระษัตรีเสียได้ ก็เป็นที่อัปรายศชั่วกัลปาวสาน ข้าพระองค์ขอส่งพระแก้วราชธิดาคืน จงพระราชทานพระเทพกระษัตรีแก่ข้าพระองค์ดุจมีพระราชสาส์นอนุญาตมาแต่ก่อน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกแจ้งในลักษณะพระราชสาส์น และส่งพระแก้วฟ้าคืนมาดังนั้นก็ละอายพระทัยนัก พอพระเทพกระษัตรีหายประชวรพระโรค จึงตกแต่งการที่จะส่งพระราชธิดา และจัดเถ้าแก่กำนัลสาวใช้ทาสชายห้าร้อยหญิงห้าร้อย ครั้นถึงเดือน ๕ ศักราช ๙๑๓ ปีกุนตรีนิศก จึงมีพระราชโองการดำรัสให้พระยาแมนคุมไพร่พันหนึ่งไปส่ง พระยาแมนกับทูตานุทูตก็เชิญสมเด็จพระเทพกระษัตรีขึ้นทรงสีวิกากาญจนยานุมาศไปโดยสถลมารคสมอสอ “ สำนวนตรงกับฉบับจุลศักราช ๑๑๕๗ ไม่ได้แก้ไขอย่างไร

เมื่อได้อ่านตัวอย่างสำนวนที่คัดเทียบไว้นี้ทุกฉบับแล้ว ผู้ศึกษาพงศาวดารจะสังเกตเห็นได้ว่า หนังสือพระราชพงศาวดารมีขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นปฐม เมื่อปีวอก จุลศักราช ๑๐๔๒ ต่อนั้นมาได้มีผู้หนึ่งผู้ใดเอาหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับจุลศักราช ๑๐๔๒ มาขยายความแต่งเป็นฉบับพิสดาร ดังตัวอย่างที่เห็นในฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖ และหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับจุลศักราช ๑๑๓๗ นี้ เป็นต้นของฉบับอื่นๆ ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมต่อมา จนถึงฉบับพระราชหัตถเลขาเป็นที่สุด ความที่ว่านี้ไม่มีที่สงสัย

การแต่งหนังสือพระราชพงศาวดารแต่ก่อนมา ที่จริงเป็น ๒ อย่าง เรียกว่าแต่ง คือ เอาเรื่องที่มีอยู่แล้วมาเรียบเรียงใหม่ทีเดียวก็ดี หรือพระราชพงศาวดารเดิมมีเรื่องแล้วเพียงใด มาแต่งเรื่องต่อตอนนั้นลงมาก็ดี ทำอย่างนี้เรียกว่าแต่ง อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าชำระ หมายความว่า เอาหนังสือพระราชพงศาวดารที่มีอยู่แล้วมาตรวจแก้ไขถ้อยคำ หรือแทรกถ้อยคำลงในที่บางแห่ง อย่างนี้เรียกชำระ

การชำระหนังสือพระราชพงศาวดารในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ มีหลักฐานรู้ได้ว่าได้ชำระในรัชกาลที่ ๑ ครั้งหนึ่ง ในรัชกาลที่ ๔ ครั้งหนึ่ง และบางทีในรัชกาลที่ ๓ ก็จะได้ชำระอีกครั้งหนึ่ง แต่ก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นไปไม่มีหลักฐานที่จะรู้ ส่วนการแต่งหนังพระราชพงศาวดารนั้น ในครั้งกรุงเก่าเห็นว่าจะแต่งเป็น ๒ ครั้ง ครั้งแรกในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ตั้งเรื่องแต่สร้างพระเจ้าแพนงเชิงลงมา (ถ้าอย่างมากก็) เพียงสิ้นรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง ต่อมาแต่งอีกครั้งหนึ่ง ๑ ในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ด้วยในรัชกาลนั้นแต่งหนังสือกันมาก สมเด็จพระเจ้าบรมโกศเห็นจะเอาอย่างสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้แต่พระราพงศาวดารขึ้นใหม่เป็นฉบับพิสดารตั้งความเริ่มแต่สร้างกรุงศรีอยุธยาลงมาจบเพียงสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างมาก เหตุที่เห็นดังนี้ แจ้งอยู่ในพระบรมราชาธิบายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโดยมากแล้ว

จะกล่าวเพิ่มเติมในที่นี้แต่ว่า ข้าพเจ้าไม่คิดเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ จะแต่งพระราชพงศาวดารมีเรื่องกินลงมากกว่านั้น เพราะในหนังสือพระราชพงศาวดาร ความตอนแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชาและสมเด็จพระเจ้าเสือ มีข้อความซึ่งไม่เป็นพระเกียรติยศแก่พระเจ้าแผ่นดินทั้งสองพระองค์นั้น ผู้เป็นบรรพบุรุษของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ พระเจ้าบรมโกศที่ไหนจะแต่งลงในพระราชพงศาวดารอย่างนั้น ถ้าจะแต่งก็คงกล่าวความเป็นอย่างอื่น แต่ยังมีเหตุอื่นประกอบอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าสงสัยว่าหนังสือพระราชพงศาวดารที่แต่งเติมในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เรื่องจะไม่ลงมาจนถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสวรรคตด้วยซ้ำไป

ด้วยพระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ตามที่แต่งไว้ มีผิดข้อสำคัญอยู่ ๒ แห่ง คือที่ว่าเจ้าฟ้าอภัยทศเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ ความจริงเป็นพระอนุชา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชหามีพระโอรสไม่ ข้อนี้บรรดาหนังสือที่ฝรั่งซึ่งเข้าครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ มีราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาทั้ง ๒ คราว เป็นต้น แต่งไว้ต้องกันทุกเรื่อง ที่สุดจนคำให้การขุนหลวงหาวัดก็ว่า สมเด็จพระนารายณ์ไม่มีพระราชโอรส มีแต่พระราชธิดา จึงเป็นเหตุข้ออ้างว่าหลวงสรศักดิ์เป็นราชโอรสลับ นี้ผิดข้อสำคัญแห่งหนึ่ง อีกแห่งหนึ่งในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระนารายณ์สวรรคตเมื่อจุลศักราช ๑๐๔๔ แต่มีหนังสืออื่นตลอดจนปูม บอกไว้แน่นอนว่าสวรรคตเมื่อจุลศักราช ๑๐๕๐ ผิดกันถึง ๖ ปี ข้อนี้ก็ผิดสำคัญอีก ก็ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศนั้น คนครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ยังมีอยู่มาก แม้สมเด็จพระบรมโกศเองก็สมภพในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ได้เป็นหลายปี ถ้าหนังสือพระราชพงศาวดารตอนนั้นแต่ในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ที่ไหนจะผิดได้อย่างนั้น

ข้าพเจ้าได้ตรวจพิเคราะห์ดูในหนังสือพระราชพงศาวดารทั้งฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม และฉบับพระราชหัตถเลขา เห็นว่าเรื่องพระราชพงศาวดารที่ได้แต่งในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ จะมาจบลงเพียงกองทัพเจ้าพระยาโกษา (ขุนเหล็ก) ชนะพม่าที่เมืองไทรโยคแล้วกลับมาพระนคร ความต่อนั้นที่กล่าวขึ้นเรื่องวิชเยนทร์ดูต่อไม่สนิท และข้อความในพระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ต่อนั้นมา ก็อยู่ข้างจะคลาดเคลื่อน วันคืนก็ไม่ใคร่มี ดูเป็นแต่เอาเรื่องที่เขาเล่ามาเรียงลง เช่น เรื่องเจ้าพระยาวิชเยนทร์ เรื่องหลวงสรศักดิ์ ตลอดจนเรื่องเจ้าพระยาโกษา (ปาน) ไปเมืองฝรั่งเศส เรื่องราวแม้เท่าที่เรารู้ในเวลานี้ยังถ้วนถี่ถูกต้องกว่าที่กล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดาร จึงเห็นว่าจะเป็นผู้ที่เกิดทีหลังแต่งหนังสือพระราชพงศาวดารตอนนั้นเป็นแน่ จึงเลยผิดถึงปีสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตได้เป็น ๖ ปี

แต่ถ้าเรื่องพระราชพงศาวดารตั้งแต่ตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไม่ได้แต่งในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแล้ว จะได้แต่งเมื่อไร ความวินิจฉัยข้อนี้ ถ้าหนังสือพระราชพงศาวดารตอนนั้น จะได้แต่งในครั้งกรุงเก่าก็มีแต่ในรัชกาบสมเด็จพระเจ้าสุริยาศน์อมรินทร์ ข้อนี้พระยาโบราณราชธานินทร์คัดค้านว่า ในรัชกาลนั้นบ้านเมืองไม่ปรกติมีศึกสงครามจนตลอด ไม่เห็นมีโอกาสจะแต่งได้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็ต้องมาแต่งในครั้งกรุงธนบุรี แม้มีศึกสงครามมากเหมือนกันก็เป็นฝ่ายชนะ และมีพยานอีกอย่างหนึ่งที่พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ยังปรากฏอยู่ ถ้ามีโอกาสพอจะทรงพระราชนิพนธ์บทละครได้ ด็เห็นจะมีโอกาสจะทรงพระราชพงศาวดารได้

ความที่ว่านี้ ถ้าพิเคราะห์ดูถ้อยคำในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ที่ติเตียนสมเด็จพระท้ายสระและยกย่องพระเจ้าบรมโกศมาก จนเกินความคิดคนในชั้นหลังจะเห็นด้วยนั้นแล้วก็พอจะเห็นสม ด้วยพระเจ้ากรุงธนบุรีเอง และผู้หลักผู้ใหญ่ครั้งกรุงธนบุรีโดยมาก เป็นข้าราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ จึงเห็นว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงแต่งหนังสือพระราชพงศาวดาร (คือความฉบับจุลศักราช ๑๑๔๕) ต่อที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้ทรงค้างไว้ ลงมาจบเมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ

เรื่องต่อนั้นลงมาจนเสียกรุงเก่าแก่พม่า เห็นจะแต่งเมื่อชำระหนังสือพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ เมื่อจุลศักราช ๑๑๕๗ เรื่องพระราชพงศาวดารตอนกรุงเก่าแก่พม่า เห็นจะแต่งเมื่อชำระหนังสือพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ เมื่อจุลศักราช ๑๑๕๗ เรื่องพระราชพงศาวดารตอนกรุงธนบุรีลงมา ที่ปรากฏอยู่ในฉบับพิมพ์ ๒ เล่มนั้น รู้ได้แน่ว่าแต่งในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาราธนากรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ให้ทรงแต่ง ขึ้นต้นที่แผ่นดินเจ้าตากสินเชื่อมกับของเดิมไม่สนิท ยังพอสังเกตหัวต่อได้ มาในรัชกาลที่ ๔ ได้ชำระพระราชพงศาวดารอีกครั้งหนึ่ง คือฉบับพระราชหัตถเลขานี้ แต่ชำระมาได้เพียงเรื่องในจุลศักราช ๑๑๕๒ (ขาดความฉบับพิมพ์๒ เล่ม อยู่ ๖ หน้าสมุดพิมพ์) ก็ยุติไว้เพียงนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ตำนานการแต่หนังสือพระราชพงศาวดารจะเป็นมาดังแสดงมานี้
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:10:36:14 น.  

 
 
 
(ต่อ)

ถ้าจะมีคำถามในที่นี้ว่า เมื่อลงความอย่างนี้แล้ว จะว่าอย่างไรถึงเรื่องหนังสือพระราชพงศาวดาร ที่ว่าสมเด็จพระวันรัตแต่งไว้เป็นภาษามคธ ข้าพเจ้าขอตอบว่าเรื่องหนังสือพระราชพงศาวดารที่ว่าสมเด็จพระวันรัตได้แต่งไว้เป็นภาษามคธนั้น กรมพระสมมตอมรพันธุ์ได้เคยทรงสดับมาจากสมเด็จพระสังฆราช วัดราชประดิษฐ์ ว่าท่านได้เคยเห็นหนังสือนั้น และยังเล่าถึงที่เอาศัพท์ภาษาไทยไปแผลงเป็นภาษามคธ เช่น จมื่นทิพเสนา ไปแผลงเป็น จมีโนทิพฺพเสโน ดังนี้เป็นต้น

ส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็ได้เคยกราบทูลถามสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ว่า หนังสือเรื่องนั้นมีจริงดังเขาว่าหรืออย่างไร ท่านรับสั่งว่าได้เคยทอดพระเนตรเห็นที่กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เข้าพระทัยว่าหนังสือนั้นจะยังอยู่ที่วัดพระเชตุพน จึงมีรับสั่งถามพระมงคลเทพ (เที่ยง) ซึ่งเคยเป็นฐานานุกรมในกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ พระมงคลเทพถวายพระพรต่อหน้าข้าพเจ้าว่า เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ สิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้เจ้าพนักงานไปรับหนังสือในหอไตรของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ บรรทุกช้างเข้าไปไว้ในพระบรมมหาราชวังทั้งสิ้น หามีหนังสือของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เหลืออยู่ที่วัดพระเชตุพนไม่ เมื่อจะแบ่งหนังสือหอพระมนเทียรธรรมมารวมไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณ กรรมการหอพระสมุดได้ให้ตรวจหาหนังสือมหายุทธการ จุลยุทธการ หนังสือ ๒ เรื่องนั้นและพงศาวดารอย่างใดๆ ก็หามีในหอพระมนเทียรธรรมไม่ เป็นสิ้นกระแสความที่สืบสวนมาเพียงเท่านี้

หนังสือมหายุทธการและจุลยุทธการนั้นมีเป็นแน่ ถ้าจะลองคาดคะเนดูว่า หนังสือ ๒ เรื่องนั้นเป็นอย่างไร ก็เห็นหลักฐานทางที่จะคาดคะเนมีอยู่บ้าง ว่าตามชื่อที่เรียกชื่อหนังสือว่ามหายุทธการและจุลยุทธการนั้น ต้องเข้าใจว่าหนังสือ ๒ เรื่องนั้นว่าการสงครามที่มีมาในพระราชพงศาวดารอันเป็นพระเกียรติยศแก่พระเจ้าแผ่นดิน ถ้าไม่เป็นพระเกียรติยศคงไม่แต่งอยู่เอง มหายุทธการ ว่าด้วยสงครามคราวใหญ่ จุลยุทธการ ว่าด้วยการสงครามคราวน้อย (กว่ามหายุทธการ) เป็นหนังสือแต่ง ๒ ยุค จึงเป็น ๒ เรื่อง

สงครามครั้งใดเล่าที่เป็นสงครามใหญ่ในพระราชพงศาวดาร ต้องตอบทันทีว่า ครั้งไทยรบศึกหงสาวดี ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิลงมาจนสมเด็จพระนเรศวรชนะหงสาวดี จนได้เมืองมอญมาเป็นข้าขอบขัณฑสีมาเป็นอันมาก นี้แลเป็นคราวใหญ่ หนังสือมหายุทธการนั้นผู้แต่งคงจะแต่งเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวร ที่ว่าเช่นนี้ยังมีหลักฐานประกอบ คือหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับเก่าๆ ที่ได้มา คือฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖ และฉบับ ๑๑๔๕ ที่สุดฉบับจุลศักราช ๑๑๕๗ ได้มาล้วนแต่ความตอยมหายุทธการทุกฉบับ อีกอย่างหนึ่ง ถ้าพิเคราะห์ดูหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม หรือฉบับพระราชหัตถเลขานี้ จะเห็นได้ดังพระบรมราชาธิบายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่า เรื่องก่อนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นไป กล่าวแต่ย่อๆ อย่างคัดจดหมายเหตุในปูมมาลง มาพิสดารเอาต่อในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิลงมา ผู้แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ จะได้อาศัยหนังสือมหายุทธการมาประกอบด้วยจะเป็นได้ดอกกระมัง

หนังสือจุลยุทธการนั้นจะต้องคิดก่อนว่าสงครามยุคใด แต่คราวรบศึกหงสาวดีมาแล้ว จะควรเอาเป็นเรื่องแต่งเทียบเคียงกับมหายุทธการได้บ้าง การสงครามที่เป็นยุคมีในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยุค ๑ ได้รบพม่าและเชียงใหม่หลายคราว แต่เนื้อเรื่องไม่น่าเทียบเคียงมหายุทธการ เหมือนเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีรบชนะพม่าและปราบปรามจลาจล จนตั้งกรุงธนบุรีเป็นอิสรภาพได้ดังกรุงเก่า เนื้อเรื่องตอนนี้ดูใกล้กัน ดูชวนจะให้แต่งเฉลิมพระเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรี เทียบด้วยสมเด็จพระนเรศวร ถ้ามีผู้แต่งขึ้นก็จะเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีมิใช่น้อย เพราะฉะนั้นหนังสือเรื่องจุลยุทธการนี้ จะแต่งในครั้งกรุงธนบุรีจะเป็นได้หรือไม่ ถ้าแต่งครั้งกรุงธนบุรีแล้ว ข้าพเจ้าแทบจะรับระบุตัวผู้แต่งได้ คือพระธรรมธีรราชมหามุนี (ชื่น) วัดหงส์ หรือที่เรียกกันว่าสมเด็จเจ้าชื่นนั้น ท่านองค์นี้ตามเรื่องที่ปรากฏ ว่าเป็นผู้รู้พระปริยัติธรรมแตกฉานมาก เป็นผู้ฝักใฝ่ในพระเจ้ากรุงธนบุรี จนได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชในที่สุด มาในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ ต้องลดยศลงมาว่าที่วันรัต ที่เล่ากันมาแต่ก่อนว่าสมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ ทรงอาศัยหนังสือพระราชพงศาวดารสมเด็จพระวันรัตแต่งไว้เป็นภาษามคธประกอบ แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารนั้น บางทีจะได้ทรงอาศัยหนังสือจุลยุทธการที่สมเด็จชื่นแต่งนี้ดอกกระมัง

ขอให้สังเกตดูสำนวนพระนิพนธ์ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เมื่อขึ้นแผ่นดินเจ้าตากสินในฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม (ในฉบับพระราชหัตถเลขาสำนวนตรงนั้นแก้เป็นอย่างอื่นเสียแล้ว) ว่า “ ขณะเมื่อกรุงเทพมหานครยังมิได้เสียนั้น พระเจ้าอยู่หัวอันมีอภินิหารนับในเนื้อหน่อพุทธางกูรเจ้า ตรัสทราบพระญาณว่า กรุงศรีอยุธยาจะเป็นอันตราย แต่เหตุที่อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม จึงอุตสาหะด้วยกำลังพระกรุณาแก่สมณพราหมณาจารย์ และบวรพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญ จึงชุมนุมพรรคพวกพลทหาร ฯลฯ ยกออกไปตั้ง ณ วัดพิไชยอันเป็นมงคลมหาสถาน ด้วยเดชะพระบรมโพธิสมภารเทพเจ้าอภิบาลรักษาพระบวรพุทธศาสนาก็ส้องสาธุการ บันดาลให้วรรษากาลห่าฝนตกลงมาเป็นมหาพิไชยฤกษ์ ” ฯลฯ ดังนี้ น่าเชื่อนักว่าตรงนี้กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ท่านทรงคัดจากหนังสือจุลยุทธการ มิได้ทรงแต่ขึ้นเอง ดูไม่มีเหตุอันใดเลยที่กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ จะต้องยกย่องพระเจ้ากรุงธนบุรีถึงเป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร แต่สมเด็จเจ้าชื่นได้อย่างนั้น

ไปพลิกดูความตรงนี้ที่ (แต่งในรัชกาลที่ ๑ ) กล่าวไว้เมื่อก่อนจะเสียกรุงเก่าว่า “ครั้น ณ เดือน ๑๒ แต่งกองทัพเรือให้พระยาตาก (คือพระเจ้ากรุงธนบุรี) พระยาเพชรบุรี หลวงสุรเสนี ออกไปตั้งอยู่วัดใหญ่คอยสกัดเรือรบพม่า ฯลฯ พระยาเพชรบุรียกออกตี (พม่า) ณ วัดสังฆาวาสก็ตายในที่รบ พระยาตากกับหลวงสุรเสนีมาแอบดูหาช่วยหนุนไม่ แล้วไปตั้งอยู่ ณ วัดพิไชย” ดังนี้ ขอให้สังเกตดู ๒ ความนี้ผิดกันอย่างไร ที่ว่ามานี้เป็นการคาดคะเนแท้ ข้าพเจ้าไม่มีหลักฐานอย่างอื่นนอกจากที่แสดงมาแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่สิ้นความหวังใจที่จะได้หนังสือมหายุทธการและจุลยุทธการในภายหน้า(๑) แต่อย่างไรก็ดีหนังสือชนิดนั้นเป็นแต่หนังสือประกอบพระราชพงศาวดาร ใช้สอบสวนในเวลาแต่งพระราชพงศาวดาร ดังปรากฏในบานแผนกพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐเป็นหลายอย่าง ในจำพวกหนังสือประกอบพระราชพงศาวดารนี้ ถ้าจะจำแนกก็มี ๔ ประเภท คือ หนังสือพระแต่งประเภท ๑ หนังสือโหรแต่งประเภท ๑ หนังสือราชการแต่งประเภท ๑ หนังสือบุคคลแต่งประเภท ๑

หนังสือพระแต่งนั้น มูลเหตุเดิมมาจากหนังสือเรื่องมหาวงศ์ในลังกาทวีป พระเถระองค์หนึ่งชื่อว่ามหานาม แต่งเป็นคาถาภาษามคธ ว่าด้วยประวัติของพระพุทธศาสนาที่มาประดิษฐานในลังกาทวีป เป็นพงศาวดารสำคัญของลังกาแต่โบราณมา เมื่อพระภิกษุสงฆ์ทางประเทศนี้ออกไปศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป และมีพระภิกษุสงฆ์ชาวลังกามาอยู่ทางประเทศนี้ ได้เป็นมหาสวามีและราชครูมาตั้งแต่สุโขทัยและนครเชียงใหม่ เมื่อยังเป็นเอกราช พวกลังกานำคติเรื่องแต่งหนังสือตามอย่างเรื่องมหาวงศ์ เข้ามาแต่งตำนานพระศาสนาบ้าง ตำนานเจดียสถานบ้าง แต่งเป็นภาษามคธ เช่นพระโพธิรังษีแต่งเรื่องจามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชย พระรัตนปัญญาญาณแต่งเรื่องชินกาลมาลินี พระพรหมราชปัญญาแต่งเรื่องรัตนพิมพาวงศ์ ตำนานพระแก้วมรกตเป็นต้นบ้าง บางเรื่องแต่งเป็นหนังสือเทศน์ในภาษาไทย เช่นตำนานพระมหาธาตุนครศรีธรรมราชเป็นต้นบ้าง หนังสือเหล่านี้ย่อมเนื่องด้วยเรื่องพระราชพงศาวดารในประเทศ จึงเป็นเครื่องประกอบพระราชพงศาวดาร

หนังสือที่โหรแต่งนั้น คือ โดยปกติถ้ามีเหตุการณ์อย่างใด โหรก็จดลงไว้ในปฏิทินวันนั้น ทำนองจดไดเอรี่ เฉพาะวันที่มีเหตุการณ์ เมื่อนานๆ เข้าก็รวมลงท้ายปูม หรือแยกออกเป็นจดหมายเหตุเรียงเรื่องเหตุการณ์บอกวันกำกับไว้ เป็นหนังสือประกอบพระราชพงศาวดารอีกอย่างหนึ่ง ในจำนวนนี้มักแน่นอนด้วยวันคืน

หนังสือที่ราชการแต่งนั้น คือ รายวันราชการทัพเป็นต้น ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เคยทรงชี้แจงให้แลเห็นชัดในพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ว่าในตอนไรที่เป็นการทัพศึกมักมีวันคืนละเอียด ตอนไรไม่มีการทัพศึกวันคืนห่าง เห็นได้ตั้งแต่ตอนสมเด็จพระนเรศวรทำศึกกับหงสาวดี มาจนครั้งกรุงธนบุรีทำศึกกับพม่า เพราะเหตุว่ามีหนังสือรายวันทัพเป็นหลักแก่ผู้แต่งหนังสือพระราชพงศาวดาร นอกจากรายวันทัพ มีหนังสือ ซึ่งศักราชและเนื้อความในบานแผนกและในตัวบทกฎหมายเป็นเครื่องประกอบความรู้พงศาวดารได้มาก ยังหนังสือพงศาวดารของประเทศที่ใกล้เคียง มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกันมา ในหนังสือพระราชพงศาวดารต่างประเทศเหล่านี้ ที่ข้าพเจ้าได้พบและเอามาใช้สอบสวนแล้ว มีอยู่ ๖ เรื่อง คือ

๑. หนังสือพงศาวดารพม่า เรียกว่าเรื่องมหาราชวงศ์ ได้ความว่าเดิมเป็นหนังสือลาน ๔ ผูก ภายหลังพระเจ้าอังวะทรงพระนามศิริปวรมหาธรรมราชา ซึ่งพม่าเรียกว่า บาคยีดอ แปลว่า พระปิตุลาธิราช ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต ตรวจชำระขยายความให้พิสดารเป็นฉบับใหม่ เมื่อเดือน ๗ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะแม จุลศักราช ๑๑๙๗ (ตรงในรัชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร์) เรียกว่า หะมันนันมหาราชวงศ์ คือหนังสือมหาราชวงศ์ฉบับหอแก้ว เพราะว่าประชุมกันแต่งที่หอแก้วในพระราชวังกรุงอังวะ หนังสือเรื่องนี้เซอร์ ดาเธอ แฟร ได้ถอดใจความเป็นภาษาอังกฤษไว้เล่ม ๑ ขุนไพรสณฑ์สาลารักษ์ (เทียน) ได้แปลตั้งแต่ตอนศึกหงสาวดีรบกับไทยโดยพิสดารเป็นภาษาอังกฤษอีกฉบับ ๑ ข้าพเจ้าได้ให้มองต่อแปลตรงเป็นภาษาไทยเฉพาะตอนที่เกี่ยวข้องกับไทยอีกฉบับ ๑
๒. หนังสือพงศาวดารเขมร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้แปลเป็นภาษาไทย เมื่อปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๑๗ พ.ศ. ๒๓๙๘ เรื่อง ๑
๓. หนังสือพงศาวดารมอญ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้แปลเป็นภาษาไทย เมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๒๑๙ พ.ศ. ๒๔๐๐ เรื่อง ๑
๔. หนังสือพงศาวดารล้านช้าง แต่งเป็นภาษาไทยในเมืองนั้นเอง ได้พิมพ์ไว้ในหนังสือวชิรญาณ เรื่อง ๑
๕. หนังสือตำนานโยนก ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ที่ได้กล่าวมาแล้ว เรื่อง ๑
๖. หนังสือพระราชไมตรีในระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน ที่ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ) แปล เรื่อง ๑

นอกจากหนังสือที่กล่าวมานี้ ยังมีสำนวนความบ้าง จดหมายเหตุของไทยบ้าง ของต่างประเทศบ้าง ที่เป็นของจดไว้ในราชการ เป็นเครื่องประกอบพระราชพงศาวดารอีกอย่าง ๑

เรื่องจดหมายเหตุของเรามีธรรมเนียมเก่า เรียกว่า หอศาสตราคมเป็นหน้าที่ของนายเสน่ห์และนายสุดจินดาหุ้มแพรมหาดเล็ก ที่จะต้องจดหมายเหตุการณ์ต่างๆ เก็บไว้ในหอศาสตราคม ที่เรียกว่า “เหตุซึ่งมีในพระราชพงศาวดาร” ตามบานแผนกฉบับหลวงประเสริฐ เห็นจะหมายความว่า หนังสือจดหมายเหตุในหอศาสตราคมนี่เอง

ที่บุคคลจดนั้น คือ หนังสือเรื่องที่ใครๆ แต่งขึ้นตามรู้ตามเห็น หรือคำให้การ ในเวลาจะแต่งพระราชพงศาวดาร หรือจะใคร่รู้ความเก่า ถามผู้เฒ่าผู้แก่ที่รู้การงานมากจดมาประกอบ หนังสือจำพวกนี้ในรัชกาลที่ ๑ ได้ถามแบบแผนการงานครั้งกรุงเก่า มีการพระราชพิธีเป็นต้น ไว้มาก ตลอดจนพระราชพิธีโสกันต์ใหญ่ ต้องถามเจ้าฟ้าพินทวดีพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งอยู่มาในกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ หนังสือความทรงจำของพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่องงพระราชวิจารณ์นั้น ก็จะอยู่ในหนังสือจำพวกนี้เอง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเห็นจะทูลถามให้ท่านจดประทานเมื่อคราวแต่พระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๓ นั้น หนังสือจำพวกนี้เป็นกลอนก็มี เช่นเรื่องยวนพ่าย เป็นต้น และยังมีหนังสือภาษาฝรั่งที่เป็นประโยชน์แก่การสอบพงศาวดารไทยหลายเรื่อง

แต่บรรดาเรื่องที่ฝรั่ง มักจะได้เรื่องแต่แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมลงมา ที่จะได้เรื่องก่อนนั้นขึ้นไปมีน้อย

ส่วนพระราชพงศาวดารตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทรเป็นราชธานีมา มีหนังสือพระราชพงศาดาร กรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ทรงนิพนธ์เรื่องในรัชกาลที่ ๑ ไว้ตอน ๑ พระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) แต่งต่อมา มีเรื่องจนสิ้นรัชกาลที่ ๔ กับเรื่องพระวิจารณ์ อันเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้อีกเรื่อง ๑ หนังสือเหล่านี้มีเป็นหลัก และยังมีหนังสืออื่นอีกมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับจะตรวจสอบประกอบการแต่งหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ กรรมการหอพระสมุดกำลังรวบรวมอยู่ ถ้ามีผู้เอาใจใส่พงศาวดารช่วยการขวนขวายหลายๆ คน ข้าพเจ้าเชื่อว่าอาจจะแต่งให้ดี สู้พงศาวดารประเทศอื่นได้

ตำนานหนังสือพงศาวดารเมืองไทยเท่าที่ข้าพเจ้าทราบเป็นดังแสดงมานี้


.........................................................................................

เชิงอรรถ

(๑) หนังสือสองเรื่องนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ หาต้นฉบับได้ที่วัดพระเชตุพนนั้นเอง แต่ไม่ครบคัมภีร์บริบูรณ์ทั้งสองเรื่อง ปรากฏว่า มหายุทธการเป็นพงศาวดารมอญเรื่องราชาธิราช จุลยุทธการเป็นพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กรรมการหอพระสมุดได้ให้แปลเป็นภาษาไทย และให้พิมพ์เรื่องจุลยุทธการ (วงศ์) เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ มีอธิบายของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่าด้วยประวัติหนังสือสองเรื่องนั้นโดยละเอียดอยู่ในคำนำหนังสือคราวนั้น - กรมศิลปากร

................................................................................................................................................

ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร
พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
จากหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑
กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พุทธศักราช ๒๕๔๘
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:10:42:13 น.  

 
 
 
ขอบคุณคุณกัมม์มากค่ะ อุตส่าห์พิมพ์มาให้อ่าน
ดีใจจังที่ได้อ่านสมใจแล้ว


นานมาแล้ว
หนังสือเล่มนี้เคยเห็นในตู้บ้านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
แต่ตอนนั้นยังเด็กมาก
ผู้ปกครองเลยมองตาเขียวเป็นสัญญาณว่า
"ห้ามหยิบจากตู้ท่านเจ้าของบ้านมาอ่านโดยพลการ"... แง้
 
 

โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:11:31:16 น.  

 
 
 
นับถือเลยค่ะ
 
 

โดย: กระจ้อน วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:15:07:40 น.  

 
 
 
หวัดดี คุณ พระมเหสีอินฮยอน ตระกูลมิน แห่งยอฮึง
 
 

โดย: Sors Aung (กัมม์ ) วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:0:19:21 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com