ทำทุกวันให้เป็นวันที่ดีที่สุด
<<
พฤษภาคม 2550
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
4 พฤษภาคม 2550
 
 

จิตร ภูมิศักดิ์ : เขาตายเหมือนไร้ค่าแต่ต่อมาก้องนาม ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน

๕ พฤษภาคม เมื่อ ๔๑ ปีก่อน นักคิดนักเขียนคนสำคัญของไทยคนหนึ่งต้องเสียชีวิตไปโดยการถูกล้อมยิงที่ชายป่าบ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ชื่อของเขาคือ จิตร ภูมิศักดิ์

จิตร ภูมิศักดิ์
คำร้อง -ทำนอง สุรชัย จันทิมาธร


เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินเข็ญ ยากเย็นข้นแค้นอับจน
เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินเข็ญ ยากเย็นข้นแค้นอับจน
ถึงวันพรากเขาลงมาจากยอดเขา ใต้เงามหานกอินทรี
ล้อมยิงโดยกระหยิ่มอิ่มในเหยื่อตัวนี้ โชคดีสี่ขั้นพันดาว

เหมือนดาวร่วงหล่น ความเป็นคนร่วงหาย ก่อนตายจะหมายสิ่งใด
แสนคนจนยาก สิบคนหากรวยหลาย อับอายแก่หล้าฟ้าดิน
เขาจึงต่อสู้อยู่ข้างคนทุกข์เข็ญ ได้เห็นได้เขียนพูดจา
คุกขังเขาได้ แต่หัวใจอย่าปรารถนา เกิดมาเข่นฆ่าอธรรม

แล้วอำนาจเถื่อนมาบิดเบือนบังหน กี่คนย่อยยับอัปรา
สองพันห้าร้อยแปดเมฆดำปกคลุมฟ้า ด้วยฤทธามหาอินทรี
ร้างเมืองไร้บ้าน ออกทำการป่าเขา เสี่ยงเอาชีวีมลาย
พฤษภาห้าร้อยเก้า แดดลบเงาจางหาย เขาตายอยู่ข้างทางเกวียน

ศพคนนี้ นี่หรือ คือจิตร ภูมิศักดิ์
ศพคนนี้ นี่หรือ คือจิตร ภูมิศักดิ์
ตายคาหลักเขตป่ากับนาคร

เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินอีสาน อีกนาน อีกนาน อีกนาน
เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินอีสาน อีกนาน อีกนาน อีกนาน
เขาตายเหมือนไร้ค่าแต่ต่อมาก้องนาม ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน

ชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิดนักเขียน ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน
ชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิดนักเขียน ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน

ฟังเพลง จิตร ภูมิศักดิ์
http://www.caravanonzon.com/tum/admin/musicfile/17.html




ใบไม้ป่าชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์
ได้ร่วงแล้วลงเป็นหลักให้โลกเลื่อง
ดั่งเทียนป่าปลุกแสงขึ้นแรงเรือง
ไม่เปล่าเปลืองลมปราณที่ต้านลม

ใบไม้ป่า
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
จากหนังสือเพียงความเคลื่อนไหว


ใบไม้ร่วงหนึ่งใบในราวป่า
ยังดีกว่าใบไม้เหลืองในเมืองหลวง
ที่รอปลิดปล่นเปล่าประโยชน์ปวง
เป็นด่างดวงดำเปื้อนในป่าคน

ใบไม้ป่าร่วงแล้วได้เลี้ยงป่า
ทิ้งลงมาเลี้ยงรากเลี้ยงลำต้น
เหมือนแม่ให้นมลูกปลูกฝังจน
ลูกเติบตนโตแทนเต็มแผ่นดิน

เมื่อเมืองคนคั่งคับด้วยคนป่า
คนดีก็ด้อยค่าเหมือนกรวดหิน
เมื่อสัตว์ป่าสร้างป่าไว้หากิน
สัตว์เมืองก็ต้องสิ้นวิสัยเมือง

ใบไม้ป่าชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์
ได้ร่วงแล้วลงเป็นหลักให้โลกเลื่อง
ดั่งเทียนป่าปลุกแสงขึ้นแรงเรือง
ไม่เปล่าเปลืองลมปราณที่ต้านลม

ลมประสานเสียงแคนว่าแค่นแค้น
เปิบข้าวทุกคราวแค่นความขื่นขม
เหงื่อกูรินตากูแล้งน้ำแห้งตรม
ร่างกูซมซานไข้จนเขียวคาว

เสียงปืนดังเปรี้ยงกว่าเสียงปาก
ก็ปิดฉากชีวิตมืดมิดหนาว
แต่วิญญาณคือทิพย์ที่ยืนยาว
ดั่งดวงดาวยิ่งดึกยิ่งตื่นตา

กาลเวลาฆ่าจิตร ภูมิศักดิ์
กาลเวลาก็ตระหนักประจักษ์ค่า
กาลเวลาฆ่าคนดีทุกทีมา
แต่เวลาก็ทูนเทิดเชิดคนดี

ใบไม้ร่วงหนึ่งใบในราวป่า
เพื่อแตกมาเป็นใบใหม่ในทุกที่
จิตรหนึ่งดวงดับไปในวันนี้
เพื่อจะมีจิตรใหม่มากมายดวง

ถ้าสัตว์เมืองสร้างเมืองเป็นป่าได้
เราก็เหมือนใบไม้เหลืองในเมืองหลวง
ที่โหยหาป่าเขาเปลี่ยวเปล่าปวง
จิตรจะร่วงลงทั้งป่าเข้ามาเมือง



ฟังเพลงใบไม้ป่า
http://www.esnips.com/doc/a852e595-8ff3-4420-886a-e73000ee894f/baimaipa


ศพคนนี้นี่หรือคือ จิตร ภูมิศักดิ์ ตายคาหลักเขตป่ากับนาคร
เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินอิสาน อีกนาน อีกนาน อีกนาน


๕ พฤษภาคม ๒๕๐๙

ค่ำคืนที่ผ่านมา แผ่นดินแล้งได้รองรับฝนห่าใหญ่ ภูเขาชื้นชุ่มและท้องทุ่งเจิ่งนองน้ำ ห้วงยามเช่นนี้คนชนบทจะรู้ว่านามีกบเขียดให้หา ในป่ามีเห็ดให้เก็บ เช้าตรู่ ผู้หญิงบ้านคำบ่อที่ขึ้นภูมาหาเก็บเห็ดก็มาปะเข้ากับทับทหารป่า ทีแรกพวกนางแตกตื่นแทบสิ้นสติ เพราะความกลัวความโหดร้ายของคอมมิวนิสต์ตามที่ได้ยินคำเล่าลือกันมา แต่ครั้นได้มานั่งทำความรู้จักและพูดคุยจนเป็นที่เข้าใจกัน ท่าทีของพวกนางก็ดูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จนทหารป่าวางใจว่ากลุ่มผู้หญิงจะเดินกลับเข้าหมู่บ้านด้วยความรู้สึกเป็นมิตร

กระนั้นก็ตาม การที่มีคนมาพบเห็น ในทางจรยุทธถือเป็นการเสียลับ มีกฎให้เคลื่อนย้ายที่ทันที ปล่อยผู้หญิงกลับไปแล้ว ปรีชากับพวกรีบกินอาหารที่เหลือจากเมื่อคืน แล้วเก็บข้าวของข้ามห้วยปลาหางไปอยู่อีกฟากทุ่ง ไม่ระแคะระคายใจสักนิดว่า ในกลุ่มแม่บ้านที่เจอกันเมื่อเช้า มีคนที่เป็นเมีย อส. รวมอยู่ด้วย แดดเที่ยงไม่ทันเบี่ยงแสงลอดพุ่มไม้ สหายคนที่อยู่ยามเอ่ยกับเพื่อนว่าเขาได้ยินเสียงคน สหายอีกคนลุกไปเมียงมองสังเกตการณ์ ฉับพลันเสียงปืนก็แตกปะทุสนั่นหวั่นไหว ลูกกระสุนปักลงพื้นและปลิดขั้วใบไม้ร่วงกราว

ทหารป่า ๖ คนแตกออกเป็นสองกลุ่ม แยกกันถอยหนี ไม่มีใครทันได้หยิบเป้สัมภาระของตัวเอง สหายสวรรค์ สหายวาริช และสหายปรีชา ถอยไปด้วยกัน ตอนนั้นพวกเขาอาจคิดว่าโชคยังเข้าข้างอยู่บ้างตรงที่ฝ่ายโจมตีหันไปติดตามพวกอีก ๓ คนที่แยกหนีไปอีกทาง หรือบางทีอาจเป็นความจงใจของฟ้าดินที่เปิดให้เขาเดินไปสู่ชะตากรรมโดยสะดวก ปรีชาบอกกับเพื่อนสหายร่วมทุกข์ยากว่า เราต้องไม่ทิ้งกัน แล้วออกนำหน้าบุกป่ามุ่งไปหาบ้านคำบ่อ ที่นั่นมีแกนบ้านที่ไว้ใจพึ่งพาได้ แต่ความไม่คุ้นเคยพื้นที่ และไม่มีคนพื้นที่อยู่ในกลุ่ม ทหารป่าหนีตาย ๓ คนจึงเดินขึ้น-ลงเขาหลงป่าอยู่จนล่วงบ่าย และมาถึงท้ายหมู่บ้านเมื่อเย็นย่ำ นี่ละบ้านคำบ่อ สหายปรีชาบอกพรรคพวก พวกคุณสองคนรออยู่ที่นี่ ผมจะเข้าไปสืบสภาพ เขาหายไปชั่วครู่ก็กลับมาแจ้งกับเพื่อนว่า มีแต่บ้านหลังใหญ่ ๆ พวกเขารู้ว่านั่นไม่ใช่บ้านของคนยากจนที่ขอความช่วยเหลือได้ สหายปรีชาพาพวกวนไปซุ่มดูอีกด้านของหมู่บ้าน สักพักมีคนจูงหมูจากบ้านออกมาที่ลำห้วย ปรีชาเดินออกไปหาเขาคนเดียว

จะพาหมูไปไหน ?
เอามันไปล้างน้ำ
นี่บ้านอะไร ?
บ้านหนองกุง
บ้านคำบ่อไปทางไหน ?

ชายคนนั้นชี้บอกทาง แล้วเดินจากไป

คล้อยหลังไม่นาน หญิงชาวบ้านอีกคนเดินแบกยอกลับมาจากทางทุ่งนา ปรีชาเข้าไปถามทางไปคำบ่ออีกครั้ง นางชี้ไปทิศเดิม และชวนคนแปลกหน้าให้เข้าไปเที่ยวในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนั้นเป็นวันงานบุญพระเวส หญิงคนนั้นเดินเข้าหมู่บ้านไปแล้ว สวรรค์เห็นปรีชายืนรีรอเหมือนกำลังงุนงง หรือครุ่นคิดอะไรสักอย่าง สุดท้ายเห็นเขาเดินออกไปกลางทุ่ง แล้วก็หายไป

สหายที่ซุ่มอยู่ข้างทางแน่ใจว่าปรีชาต้องเดินย้อนเข้าหมู่บ้านไปแล้ว โดยเขาทั้งสองคนไม่ทันเห็นเด็กชายยก หลานกำนันแหลม เพิ่งต้อนควายจากทุ่งนากลับมาถึงบ้าน เห็นชายร่างผอมสวมแว่น ท่าทางอ่อนล้าเดินออกมาจากทางเดินท้ายหมู่บ้าน ไม่พูดไม่จากับใคร บอกแต่เพียงว่าขอข้าวสักปั้น แม่ของเด็กชายและทุกคนในหมู่บ้านรู้ในทันทีว่า ชายแปลกหน้าเป็นพวกที่ถูกตีแตกมาจากในป่า เสียงปืนที่ดังอยู่บนภูเขาเมื่อกลางวันไม่ได้ไกลเกินได้ยินมาถึงหมู่บ้าน ทั้งยังเพิ่งถูกกำชับมาจากกำนัน-ผู้เป็นพี่ชายของนางว่า ถ้าเห็นใครเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านให้มาแจ้ง ไม่อย่างนั้นจะเป็นโทษหนัก เด็กชายได้ยินแม่ตอบชายผู้หิวโซคนนั้นไปว่า ข้าวเหนียวกำลังนึ่ง ยังไม่สุก ให้ขึ้นมานั่งรอบนเรือนก่อน ชายแปลกหน้าปฏิเสธ เขายืนรออยู่หน้าบ้านจนได้รับห่อข้าว แล้วเดินออกจากหมู่บ้านไปตามทางเดิมที่เขาเข้ามา

แดดผีตากผ้าอ้อมฉาบบนทิวไม้สองข้างทางเหลืองเรืองไปทั้งป่า แมลงในพงหญ้าเริ่มกรีดปีกบรรเลงรอการมาของราตรี ปั้นข้าวเหนียวที่หญิงชาวบ้านคนนั้นให้มาอ่อนอุ่นอยู่ในห่อ หิวจนแสบท้องแต่เขายังไม่ยอมแกะห่อออกกิน เพื่อนอีกสองคนซุ่มรออยู่ที่ชายป่า พวกเขาก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ก่อนแดดวันนี้จะสิ้นแสงทุกคนคงได้อิ่มท้อง เขาจ้ำเท้าอย่างรีบเร่งและมีความหวัง เสียงอึกทึกของฝ่าเท้าคนจำนวนมากทำเอาแมลงไพรตกตื่นผวา บ้างแตกหนีลงรูดิน ทางเดินในหมู่บ้านตกอยู่ในความสงัด พอเขาเดินออกมาถึงกลางทุ่งโล่งที่คั่นระหว่างชายป่ากับหมู่บ้าน เสียงปืนก็แตกก้องฟ้า กระสุนสาดมาเป็นห่าฝน นัดหนึ่งเจาะเข้าที่โคนขาคนถือห่อข้าว เขาชักปืนสั้นวอลเทอร์ยิงตอบโต้กลับไปบ้าง พลางหนีกระเสือกกระสนไปล้มลงที่โคนไม้ริมชายป่า

ได้ยินเสียงปืนชุดแรก สวรรค์กับวาริชจะหนุนเข้าไปช่วยปรีชา ตามยุทธวิธีที่ฝึกมา แต่ห่ากระสุนของฝ่ายผู้ล่าหนักหน่วงเกินต้าน จำต้องชวนกันถอยขึ้นไปรออยู่ในดงลึก หลังฟ้าค่ำไปพักใหญ่ สวรรค์ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกนัด แล้วป่าทั้งป่าก็คืนสู่ความเงียบงัน สวรรค์รู้ว่า ปรีชาเสียสละชีวิตแน่แล้ว เขาด้นป่าฝ่าความมืดไปหาบ้านคำบ่อ สั่งความให้ทหารบ้านมาสืบข่าวการล้อมยิงทหารป่าที่บ้านหนองกุง การพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่ทราบว่า ศพนิรนามในชุดเสื้อผ้ามัวมอที่ทอดร่างอยู่บนกองเลือดของตัวเอง ริมชายป่าหมู่บ้านหนองกุง อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เป็นชายไทยเจ้าของบัตรประชาชนเลขที่ ๕๙๘๓๙/๒๔๙๖ ชื่อ นายจิตร ภูมิศักดิ์

กำนันหัวหน้าชุดล้อมฆ่าได้รับการกำนัลรางวัลจากซีไอเอ ด้วยการพาไปทัศนาจรอเมริกาอย่างเบิกบานใจ ขณะที่คนยากไร้ในหมู่บ้านแถบเทือกเขาภูพานแอบร้องไห้ด้วยความรักอาลัยเขา ร่างไร้วิญญาณของ จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกเคลื่อนมาที่โคนไม้แดง ห่างไม่กี่ก้าวจากใต้ต้นสะเดาที่เขาล้ม และถูกเผากลางป่าอย่างอนาถา ไม่มีแม้คนเก็บกระดูก สายลมฤดูแล้งพัดเถ้าถ่านปลิวไปเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงไม้ป่า และพัดหอบดวงวิญญาณไปอยู่ในห้วงฟ้าไกลโพ้น ห้วงยามที่โลกมืดมิดมองไม่เห็นหนทาง คนจะแหงนมองฟ้าหาแสงดาว

ดาวแห่งศรัทธาที่สุกสว่างที่สุดดวงนั้น นั่นแหละ จิตร ภูมิศักดิ์

พร่างพรายแสงดวงดาวน้อยสกาว
ส่องฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทองส่องเรืองรุ้งในหทัย
เหมือนธงชัยส่องนำจากห้วงทุกข์ทน
พายุฟ้าครืนข่มคุกคาม
เดือนลับยามแผ่นดินมืดหม่น
ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่ไม่วาย
ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง


เขาตายเหมือนไร้ค่าแต่ต้องมาก้องนาม ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน
ชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิดนักเขียน ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน


สิ้นเสียงปืนในวันนั้น ชื่อของเขาเงียบหายไปนานร่วม ๗ ปี หายไปกับสายลมที่พัดผ่านภูเขา ไปอยู่ในเสียงกระซิบของผู้คน และเสียงสะอื้นของผู้ยากไร้ในหมู่บ้านแถบเทือกเขาภูพาน คนในเมืองจำนวนหนึ่งรู้ถึงการมรณกรรมของเขา แต่ก็เพียงข่าวสารที่เลือนรางหาความชัดเจนแน่นอนไม่ได้ กระทั่งภายหลังการประกาศชัยของนักศึกษาประชาชนในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อบานประตูแห่งสิทธิเสรีภาพถูกเปิดออก เรื่องราวชีวิตของชายผู้มีความคิด-อุดมการณ์อันควรค่าแก่การเรียนรู้ถูกขุดค้นขึ้นมาศึกษาและเชิดชูกันอย่างคึกคักครึกโครม

เรื่องของชายวัย ๓๖ ปี ที่เสียชีวิตอย่างอนาถาอยู่ริมทางเกวียนของหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนแผ่นดินอีสานเมื่อหลายปีก่อน กลับมาอยู่ในความสนใจใคร่รู้และกลายเป็นแรงบันดาลใจแห่งความใฝ่ดีให้แก่คนหนุ่มสาวที่เอาใจใส่ต่อคุณค่าของชีวิตและสังคม

ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกคนหนึ่ง กล่าวถึงปรากฏการณ์คราวนั้นว่า เป็นการเกิดใหม่ของชายชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะ "ตำนาน" ที่ยืนยงและเป็นอมตะ

จากบทความเรื่อง ชายคนนี้ชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์
นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ ๒๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ปีที่ ๒๐
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=56



จิตร ภูิมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่ตำบลประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นบุตรของนายศิริ ภูมิศักดิ์ และนางแสงเงิน

พ่อของจิตรมีอาชีพเป็นนายตรวจสรรพสามิต ในวัยเด็กจิตรจึงย้ายที่อยู่และที่เรียนบ่อย จิตรเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประจำจังหวัดกาญจนบุรี ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๙ บิดาย้ายไปรับราชการที่จังหวัดพระตะบอง จิตรได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่นั่น และได้มีโอกาสศึกษาภาษาฝรั่งเศสและเขมรจนเชี่ยวชาญ

ต่อมาบิดาและมารดาของจิตรได้แยกทางกัน ภายหลังสงครามอินโดจีน ไทยต้องคืนจังหวัดพระตะบองให้กับเขมร มารดาของจิตรได้ย้ายไปทำงานที่ลพบุรีและหาเงินส่งลูกเรียนที่กรุงเทพฯ จิตรเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ระหว่างเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรนี้ จิตรมักถูกตราหน้าว่าเป็นเขมรจากครูอยู่เสมอ หลังจากนั้น จิตรได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและสอบไล่ได้เตรียมสอง (ม.ศ. ๕) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ และในปีเดียวกันนั้นเอง จิตรสอบเข้าเรียนต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะเรียนอยู่ีที่คณะอักษรศาสตร์ จิตรได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่จัดทำหนังสือมหาวิทยาลัยฉบับ ๒๓ ตุลาฯ จิตรได้จัดทำหนังสือในรูปแบบที่แหวกแนวกว่าที่เคยทำมาทุกปี โดยพยายามชี้ให้เห็นสภาพที่แท้จริงของประชาชน และค่านิยมอันไม่ถูกต้อง จากเหตุนี้ ทำให้เกิดการสอบสวนจิตร จิตรถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ "โยนบก" ลงจากเวทีหอประชุม ทำให้ได้รับบาดเจ็บ คณะกรรมการมหาวิทยาลัยยังได้มีมติลงโทษจิตร โดยให้พักการเรียนเป็นเวลา ๑ ปี ระหว่างถูกพักการเรียน จิตรได้ไปสอนหนังสือและทำงานกับหนังสือพิมพ์ "หนังสือพิมพ์ไทยใหม่" ช่วงเวลานี้ เป็นเวลาที่จิตรได้สร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่าต่อประชาชน และวงวิชาการไทย

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ จิตรกลับเข้าเรียนต่อที่จุฬาฯ จิตรได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้า ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในการศึกษาและต่อมานำไปสู่การปฏิบัติ แนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มกิจกรรมนิสิตของจิตร คือการกระตุ้นให้นักเรียนนักศึกษามีความรักชาติ รักประชาธิปไตย สนใจการเมือง พิทักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ค้านระบบอาวุโส ลัทธินิยมคณะ และกระตุ้นให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่าง ๆ เกิดความสามัคคี โดยได้พยายามจัดตั้ง "สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" ขึ้น

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จิตรจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี และเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ในขณะเดียวกัน จิตรเข้าเรียนต่อปริญญาโทที่สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโก ที่มหาวิทยาลัยประสานมิตร จากแนวความคิดของจิตร หนังสือรับน้องใหม่ของศิลปากรจึงออกมาแหวกแนวเช่นเดียวกับหนังสือของจุฬาฯ ในหนังสือเล่มนี้ บทความของจิตร "ศิลปเพื่อชีวิต" ภายใต้นามปากกาว่า "ทีปกร" ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรก

วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ จิตรถูกจับพร้อมกับบุคคลอื่น ๆ ที่ต่อสู้เืพื่อประชาชนในข้อหา "มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" และ "สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร" เป็นผลมาจากการยึดอำนาจและการใช้นโยบายปราบปรามของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ จิตร ภูมิศักดิ์ได้ัรับการปล่อยตัว เนื่องจากศาลกลาโหมยกฟ้อง จิตรถูกคุมขังอยู่นานถึง ๖ ปี โดยไม่มีความผิด ระหว่างที่อยู่ในคุก จิตรได้ทุ่มเวลาเขียนหนังสือ ผลงานเด่นที่สุดของจิตรขณะที่อยู่ในคุกคือ "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ" ซึ่งเป็นผลงานทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ

เดือนตุลาคม ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ จิตรได้เดินทางสู่ชนบทอิสาน เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในนาม "สหายปรีชา" สหายปรีชาเดินทางมุ่งสู่ที่มั่นกลางดงพระเจ้า สหายปรีชาใช้ชีวิตอยู่ที่ดงพระเจ้าได้ไม่นาน กองทหารป่าก็ถูกกำลังเจ้าหน้าที่ำตำรวจเข้ากวาดล้าง นับเป็นครั้งแรกที่มีการแตกเสียงปืนในดงพระเจ้า

สหายปรีชาและพวกได้ถอยทัพไปสู่ "ภูผาตั้ง" ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งใหม่ของทัพใหญ่ สหายปรีชาได้ปฏิับัติงานมวลชนที่นี่ และได้แต่งเพลง "ภูผาปฏิวัติ" ซึ่งกลายเป็นเพลงต่อต้านอันโด่งดังของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย

วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ระหว่างการปฏิบัติงานมวลชน จิตร ภูมิศักดิ์ได้ถูกล้อมยิงเสียชีวิตที่บ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

TO BANISH THE TRACE OF A TEAR FROM YOUR EYE,
A THOUSAND DEATHS WOULD I GLADLY DIE ;
IF ONE MORE LIFE WERE GRANTED ME,
I'D SPEND THAT LIFE IN SERVING THEE.

AVETIK ISAKYAN
THE PEOPLE'S POET OF ARMENIA

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

บทกวีของอาเวตีก อีสากยัน กวีประชาชนแห่งอาร์เมเนีย
แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ในนามปากกา “ศรีนาคร”

บทกวีนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจิตร ภูิมิศักดิ์ในที่สุด


http://www.geocities.com/siamintellect/intellects/jitara/biography.htm
http://biolawcom.de/?/article/63













 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2550
10 comments
Last Update : 4 พฤษภาคม 2550 10:53:45 น.
Counter : 5240 Pageviews.

 



ขอบคุณครับที่นำเอาบุคคลสำคัญๆ มาให้อ่าน...ชอบบุคคลแนวนี้มากๆ ครับ ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่คนที่เห็นค่ากลับใช้วิชามารมาล้มล้าง เพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามต่อไป...ปัจจุบันใครคือวีรบุรุษที่แท้จริง...วันนี้ผ่านไป 50 ปี คงรู้กัน ถึงตอนนั้นผมคง 80 อยากให้เวลาเดินไปไวๆ ว่าอีก 50 ปี ไทยจะคงอยู่แบบไหน

 

โดย: ฟ้าสดใส ทะเลสีคราม 4 พฤษภาคม 2550 11:58:35 น.  

 


หวัดดีครับ.....ขอให้มีความสุขในวันหยุดนะครับ...

 

โดย: ฟ้าสดใส ทะเลสีคราม 10 พฤษภาคม 2550 9:49:27 น.  

 

อ่ะ มาเยี่ยมครับผม

 

โดย: orcahappy (orcahappy ) 18 กรกฎาคม 2550 5:46:26 น.  

 

วันนี้เป็นวันดี เพราะเป็นวันเกิดของผม
ขอบคุณมากสำหรับคำอวยพรในกระทู้นายพุ่มสกี้ครับ

 

โดย: NickyNick 20 กรกฎาคม 2550 16:58:04 น.  

 

เข้ามารันทด

 

โดย: เมื่อไรจะหายเหงา 7 กันยายน 2550 18:58:58 น.  

 

เป็นบล็อกที่เต็มไปด้วยสาระน่ารู้จริงๆ ครับ

 

โดย: Nagano 16 มิถุนายน 2551 14:22:57 น.  

 

ขอบคุณคุณเพ็ญชมพูนะครับที่เข้ามาให้ความกระจ่างและรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสีในกระทู้ผมครับ ทำให้ได้ทราบลายละเอียดการแต่งกายและสีของเสื้อผ้าของคนไทยในยุคก่อนซึ่งไม่เคยรู้่มาก่อน(เพราะส่วนใหญ่เป็นรูปขาวดำ) รายละเอียดและการอธิบายลักษณะของสีที่คุณเพ็ญชมพู อธิบายมาช่วยได้มากเลยนะครับ ขอบพระคุณมากนะครับ

 

โดย: LNW (ทวยเทพสโมสร ) 26 พฤศจิกายน 2551 19:00:44 น.  

 

ขอให้คุณมีความสุขในวัน
ปีใหม่ มาก ๆค่ะ

Happy New Year Comments

 

โดย: tiki_ทิกิ 30 ธันวาคม 2551 1:07:40 น.  

 

ตามมาจากห้องสมุด ชื่นชมคุณเพ็ญมานานแล้ว
สาระและความรู้ที่ได้อ่านผ่านการตอบกระทู้
ช่วยเพิ่มลอยหยักให้สมองลีบๆของผมมาก
ขอบคุณอีกครั้งครับ
ผมเขียนนิยายอยู่เรื่องหนึ่ง
ลงในบล๊อกอยู่ เรียนเชิญคุณเพ็ญไปทัศนาครับ
ปล.ขอออกตัวไว้ก่อนว่ามีเขียนคำผิดเยอะมาก
ต้องการผู้รู้ช่วยติเพื่อแก้งานครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้าด้วย

 

โดย: วาโย (wayoodeb ) 8 กันยายน 2552 16:44:09 น.  

 

ขออนุญาตินำบทความนี้ไปลงใน facebook นะคะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

 

โดย: JennyMM (Jenny_MM ) 16 พฤษภาคม 2553 14:06:37 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

 

เพ็ญชมพู
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เพ็ญชมพู's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com