กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
สำเภาเจดีย์ที่วัดยานนาวา


สำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา



.......................................................................................................................................................



ประวัติวัดยานนาวา

วัดยานนาวานี้เป็นวัดโบราณ มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เรียกกันว่า วัดคอกควาย ครั้นถึงสมัยตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี นับเป็นพระอารามหลวงที่สถิตของพระราชาคณะแห่งหนึ่ง เรียกนามในทางราชการว่า วัดคอกกระบือ ครั้นมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชศรัทธาสร้างพระอุโบสถ ซึ่งยังปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้ นอกจากพระอุโบสถเมื่อรัชกาลที่ ๑ จะสร้างสิ่งใดอีกบ้างหาทราบไม่ สำเภาที่หลังพระอุโบสถนั้นมาสร้างต่อในรัชกาลที่ ๓

อันมูลเหตุที่จะสร้างสำเภาที่วัดยานนาวานั้น เล่ากันมาว่า เมื่อในรัชกาลที่ ๓ วัดคอกกระบือทรุดโทรม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชศรัทธาปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ แล้วใคร่จะทรงสร้างพระเจดีย์เพิ่มขึ้น ทรงพระราชดำริเห็นว่า จะสร้างเป็นพระสถูปหรือพระปรางค์ก็มีอยู่ที่อื่นมากแล้ว ทรงปรารภว่าแต่ก่อนมาเรือที่ใช้ไปมาค้าขายกับต่างประเทศใช้เรือสำเภาเป็นพื้น ในเวลานั้นเกิดต่อเรือกำปั้นใช้กันขึ้น ด้วยเห็นว่าดีกว่าเรือสำเภาจีน ต่อเรือกำปั่นใบอย่างฝรั่งใช้กันมากขึ้นทุกที พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยากรณ์ว่าเรือสำเภาคงจะสูญไป อาศัยเหตุนี้ เมื่อทรงพระราชดำริหาแบบอย่างพระเจดีย์ที่จะสร้างที่วัดคอกกระบือ ทรงระลึกขึ้นถึงพระธรรมทั้งหลาย ซึ่งพระเวสสันดรโพธิสัตว์อุปมาเหมือนสำเภายานนาวา ในมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมาร จึงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์มีฐานเป็นสำเภาเท่าขนาดเรือสำเภาจริงขึ้นไว้ที่วัดคอกกระบือ มีพระราชดำรัสว่า “คนภายหน้าอยากเห็นสำเภาเป็นอย่างไรจะได้มาดู” ดังนี้ เมื่อสร้างสำเภาพระเจดีย์แล้ว จึงโปรดให้ขนานนามพระอารามเปลี่ยนใหม่เรียกว่า วัดยานนาวา ซึ่งเรียกกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

สิ่งซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างไว้ในวัดยานนาวา ซึ่งควรชมและควรรักษาไว้ให้มั่นคงยังมีอยู่หลายอย่าง คือ

ที่ในพระอุโบสถ หลังบานประตูเขียนรูปกระทงใหญ่ ตามแบบซึ่งทำในพิธีลอยพระประทีปเมื่อรัชกาลที่ ๓ หลังบานหน้าต่างเขียนรูปโถยาคู ตามแบบอย่างซึ่งทำเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารทครั้งรัชกาลที่ ๓

ที่สำเภายานนาวา มีรูปพระเวสสันดรโพธิสัตว์ กับรูปกัณหาชาลีหล่อ ประดิษฐานไว้ที่ห้องท้ายบาลี และศิลาจารึกภาษาไทยแผ่น ๑ ภาษาจีนแผ่น ๑ ได้คัดสำเนาภาษาไทยพิมพ์ไว้ด้วย


....................................................................................



จารึกสำเภาวัดยานนาวา
จารึกผนังข้างขวารูปพระเวสสันดร

รูปขัติยดาบสพระองค์นี้ ทรงพระนามพระเวสสันดร เป็นพระบรมโพธิสัตว์อันประเสริฐ ยังชาติเดียวจะได้ตรัสเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้า พระราชบิดาทรงพระนามพระเจ้าสญไชยราชครองกรุงเชตุอุดร พระผุสดีเป็นพระมารดา เมื่อพระมหาสัตว์ประสูติจากครรภ์พระราชมารดานั้น ออกพระวาจาขอทรัพย์พันกหาปะณะให้ทาน แล้วได้เปลื้องเครื่องประดับพระกายประทานให้พระนมถึง ๙ ครั้ง เมื่อทรงคิดจะบำเพ็ญอัชฌัติทางกายในอันยิ่งภริยา และมังษโสหิตชีวิตร์ของพระองค์เป็นทาน แผ่นดินไหวถึงพรหมโลกย์ ครั้นทรงพระเจริญได้นางกษัตริเมืองมัทราสฐ ทรงพระนามพระมัทรีเป็นอรรคมะเหษี มีพระราชโอรสชื่อพระชาลี พระราชบุตรีชื่อพระกัณหา แล้วพระองค์ตั้งโรงทาน ๖ ตำบล ทรงบริจาคพระราชทรัพย์วันละ ๖ แสนกหาปะณะ จนได้พระราชทานพญาช้างเผือกผู้ชื่อปัจจัยนาคแก่พราหมณ์ แผ่นดินก็ไหวอีกครั้งหนึ่ง

ขณะนั้นชาวเมืองเชตุอุดรกล่าวโทษพระโพธิสัตว์ ว่าให้ทานพญาช้างของคู่พระนคร ผิดเยี่ยงกระษัตรแต่ก่อน พระเจ้าสญไชยราชบิดาก็บัพพาชนิยกำม์พระเองค์เสียจากพระนคร พระโพธิสัตว์ก็ให้สัตะสดกะมหาทาน คือให้สิ่งละเจ็ดร้อยๆ แผ่นดินก็ไหวอีกครั้งหนึ่ง ให้ทานเสร็จแล้วพระองค์ก็พาพระมัทรีกับพระชาลีและกัณหาทรงรถเทียมด้วยม้าทั้ง ๔ จะออกจากพระนคร พระองค์กลับพระพักตร์มาทอดพระเนตรพระราชนิเวศ แผ่นดินก็ไหวอีกครั้งหนึ่ง เพลานั้นมีพราหมณ์ ๔ คนตามไปขอม้าเทียมรถ พระองค์ก็ประทานให้ ยังเทพยดาทั้ง ๔ จำแลงกายเป็นละมั่งเข้ารับแอกรถพาไป มีพราหมณ์อีกผู้หนึ่งมาขอรถ พระองค์ก็ประทานให้ ละมั่งทั้ง ๔ ก็อันตรธารหาย สี่กระษัตรก็เสด็จด้วยพระบาทไปในระหว่างทาง ขณะนั้นมีพรานป่านำเนื้อย่างกับน้ำผึ้งมาถวาย พระองค์ก็ให้ปิ่นทองแก่พรานนั้น จึงเสด็จล่วงแดนเจตราษฐไปสู่เขาวงกฏ อยู่ในอาศรมพระอินทร์นิมิตรถวาย ทรงเพศเป็นดาบสทั้ง ๔ พระองค์

กาละวันหนึ่ง ชูชกพราหมณ์ชาวเมืองกะลึงคราษฐตามไปขอพระชาลีพระกัณหา พระองค์ก็ยกพระชาลีพระกัณหาให้แก่พราหมณ์ชูชก สองกุมารรู้ก็แล่นหนีลงสู่สระ พระโพธิสัตว์ก็ตามเรียกพระราชบุตรทั้ง ๒ กล่าวเป็นคาถา ยกพระบารมีทานเปรียบยานนาวา คืออุปมาความด้วยสำเภาอันจะพึงขนข้ามซึ่งพานิช คือสัตว์โลกย์กับทั้งเทวโลกย์ให้พ้นสาครคือโอฆสงสารสู่ฝั่งพระนิพพาน เมื่อพระองค์ตรัสเรียกดังนี้แล้ว สองกุมารก็ขึ้นจากสระพามาให้แก่ชูชกพราหมณ์ ทรงหลั่งลงซึ่งทักษิโณทก ปรารถนาพระโพธิญาณ ก็บังเกิดมะหัศจรรย์แผ่นดินไหวอีกครั้งหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นพระอินท์แปลงเพศเป็นพราหมณ์มาขอมัทรีอันเป็นพระมเหษี พระองค์ก็ประทานให้ แผ่นดินก็ไหวถึงพรหมโลกย์อีกครั้งหนึ่ง

ฝ่ายพราหมณ์ชูชกที่พาสองกุมารไปถึงทางแยก เทพยดาดลใจให้ไปทางกรุงเชตุอุดร ถึงสำนักนิพระสญไชยราชผู้เป็นพระบรมไอยกา พระองค์ทรงเห็นพระหลานไต่ถามทราบความ แล้วไถ่พระชาลีด้วยทองพันกหาปะณะ ไถ่พระกัณหาด้วยเงินทองและสรรพสิ่งทั้งปวงสิ่งละร้อยๆ ให้แก่พราหมณ์ชูชก แล้วพระเจ้าสญไชยราชกับพระผุสดีอรรคมเหษีและพระชาลีพระกัณหาเสด็จด้วยพล ๑๒ อะโชภีนี ไปรับพระเวศสันดรถึงเขาวงกฏ เมื่อพร้อมหกกระษัตรบังเกิดอัศจรรย์ห่าฝนโบกขรพัษก็ตกลงในที่ประชุมชน แผผ่นดินไหวอีกครั้งหนึ่ง จึงราชาภิเษกพระเสสสันดรกับพระมัทรี ให้เสวยศิริราชสมบัติในกรุงศีสิราษฐ ณะที่นั้น แล้วก็รับพระโพธิสัตว์คืนเข้าพระนคร ห่าฝนแก้วเจ็ดประการตกลงทั่วทั้งเมือง พระเวศสันดรก็ทรงบำเพ็ญทานสืบมาเป็นอันมาก เสด็จเสวยถวัลราชสมบัติเป็นบรมศุขตราบเท่าถึงสิ้นพระชนม์ ขึ้นไปบังเกิดในดุสิตสวรรค์ ทรงพระนามสันดุสิตเทวราช

เมื่อพระบารมีบริบูรณ์ครบ ๔ อสงไขยแสนกัลป์แล้ว พระอินท์และเทพยดาทั้งหมื่นจักระวาฬไปทูลขออาราธนา พระมหาสัตว์ก็จุติจากเทวพิภพลงมาปัติสนธิในพระครรภ์พระศิริมหามายา อรรคมเหษีแห่งพระเจ้าศิริสุโทธน อันครองกรุงกระบิลพัดถุ์ เมื่อประสูตินั้นก็ออกพระวาจาเป็นปถมสีหนาทว่า หาผู้จะเลิศเสมอพระองค์หามิได้ พระราชบิดาถวายพระนามชื่อพระสิธัดถราชกุมาร ครั้นทรงพระเจริญได้นางสากยราชชื่อพระพิมพามาเป็นพระมเหษี มีพระราชโอรสชื่อพระราหุลกุมาร

เมื่อพระมหาสัตว์มีพระชนมายุศมได้ ๒๙ พรรษา ได้ทอดพระเนตรเห็นนิมิตทั้ง ๔ คือชนชราพยาธิคนตาย และเพศบรรพชิต มรพระไทยหน่ายในฆราวาศเสด็จออกบรรพชา กระทำทุกรกิริยาอยู่หกพรรษา ครั้นถึงบุณมีวันพุฒเดือนหก ปีวอก เสด็จทรงนั่งเหนือรัตนบัลลังก์ใต้ไม้พระมหาโพธิ ทรมานเสียซึ่งพญามารวัศวดีมารกับพลมารทั้งหลายให้พ่ายแพ้ แล้วพระองค์ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้า เที่ยวโปรดเทพยดาอินท์พรหมแลมนุษย์ทุกๆประเทศทั่วชมพูทวีป ได้มรรคและผลสำเร็จแก่พระนิพพาน แลสวรรค์สมบัติ มนุษยสมบัติ เป็นอันมากเหลือจะนับจะประมาณ จึงพวกมหาชนที่เป็นสำมาทฤฐิได้กระทำสักการบูชาคาราวะนับถือพระเวศสันดร และพระชาลีพระกัณหาสืบๆ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้



....................................................................................



คำแปลคาถาพระเวสสันดรเรียกพระชาลีกัณหา
ที่ผนังหลังรูปพระเวสสันดร มีจารึกคำแปลคาถาพระเวสสันดรเรียกพระชาลีกัณหา
แต่ศิลาจารึกนั้นแผ่นที่ ๑ หายไปเสีย ได้แปลขึ้นใหม่สำหรับพิมพ์ในหนังสือนี้
ส่วนแผ่นที่ ๒ เป็นของเดิม

ตาต ดูกรพ่อ ปิยปุตฺต เป็นบุตรเป็นที่รัก ตฺวํ อันว่าท่าน เอหิ จงมา ตุมฺเห อันว่าท่าน ปารมี ยังบารมี มม แห่งเรา ปูเรถ จงให้เต็ม ตุมฺเห อันว่าท่าน อภิญฺสิเจถ จงโสรจสรง หทยํ ซึ่งหทัย เม แห่งเรา ตุมฺเห อันว่าท่าน กโรถ จงกระทำตาม วจนํ ซึ่งถ้อยคำ มม แห่งเรา ตุมฺเห อันว่าท่าน ยานนาวาว ดุจดังว่าสำเภาอันเป็นยาน อจลา มิได้หวั่นไหว โหถ จงมี เม แก่เรา อหํ อันว่าเรา ภวสาครา ตริสฺสามิ จักออกจากสาครคือพิภพข้ามโพ้น ชาติปารํ ซึ่งฝั่งคือชาติ อหํ อันว่าเรา โลกํ ยังสัตวโลก สเทวกํ กับทั้งเทวโลก สนฺตาเรสฺสํ จักให้ข้ามโพ้น

อมฺม ดูกรแม่ ปิยา ธีดา เป็นธิดาเป็นที่รัก ตฺวํ อันว่าท่าน เอหิ จงมา ทานปารมี อันว่าทานบารมี ปิยา เป็นที่รัก เม แห่งเรา ตุมฺเห อันว่าท่าน อภิสิญฺเจถ จงโสรจสรง หทยํ ซึ่งหไทย เม แห่งเรา ตุมฺเห อันว่าท่าน กโรก จงกระทำตามตาม วจนํ ซึ่งถ้อยคำ มม แห่งเรา ตุมฺเห อันว่าท่าน ยานนาวาว ดุจดังว่าสำเภาอันเป็นยาน อจลา มิได้หวั่นไหว โหถ จงมี เม แก่เรา อหํ อันว่าเรา ภวสาครา ตริสฺสามิ จักออกจากสาครคือพิภพข้ามโพ้น ชาติปารํ ซึ่งฝั่งคือชาติ อหํ อันว่าเรา โลกํ ยังสัตวโลก สเทวกํ กับทั้งเทวโลก


.......................................................................................................................................................


คัดจาก ชุมนุมพระนิพนธ์
พระนิพนธ์ในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ



Create Date : 17 สิงหาคม 2550
Last Update : 17 สิงหาคม 2550 14:06:17 น. 3 comments
Counter : 5158 Pageviews.  
 
 
 
 
สวยมาก มีแบบนี้จริง ๆ

 
 

โดย: ^_^ (ดอกฝิ่นสีชมพู ) วันที่: 17 สิงหาคม 2550 เวลา:14:56:28 น.  

 
 
 
ยังมีอีกหลายเรื่องในเมืองไทย

ที่เรายังไม่รู้เลย

 
 

โดย: มณีไตรรงค์ วันที่: 17 สิงหาคม 2550 เวลา:15:16:16 น.  

 
 
 
สวัสดีครับ

คุณ ดอกฝิ่น เชิญชวนไปเที่ยวงานประจำปีวัดไผ่โรงวัว
ระหว่างวันที่ ๒๓ สิงหาคม - ๓ กันยายน ศกนี้
วัดนี้มีของดีหลายอย่าง วิหารร้อยยอด สังขารหลวงพ่อ หลวงพ่อโต เปรตวัดไผ่
เรียนเชิญครับ ชวนเที่ยวงานประจำปีวัดไผ่โรงวัว


คุณมณีไตรรงค์ ได้หมาเด็กตัวใหม่มาแทนตัวเก่า
ไปดูความน่ารักของเพื่อนร่วมโลกใบนี้ ด้วยกันครับ และ แล้ว ก็ หา เจอ
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 17 สิงหาคม 2550 เวลา:16:03:08 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com