www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

City of ember + Max payne , ภาวะศรัทธาหน้ามืด กับ ความเท่ที่มาช้าเกินไป

Blog's talk


1. ขอฝากผลงานลำดับที่สาม หรือ หนังสือเล่มล่าสุดของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ด้วยจ้า ที่ชื่อว่า






City of Ember


ตอนแรกไม่ได้อยากดูมาก เพราะไม่ค่อยชอบหนังแฟนตาซีเด็กๆเท่าไหร่ และ ตัวอย่างก็ออกมาค่อนข้าง เด๊กเด็ก มิใช่น้อย ฉากกับงานสร้างก็ดูเก่าๆผุๆพังๆไม่ชวนตื่นตา CG กับโปสเตอร์กับตัวอย่างหนังก็ดูเหมือนหนังแฟนตาซีรุ่นคุณพ่อที่แสนจะเชย

แต่ที่เลือกไปดูเพราะว่าเห็นคะแนนคนดูจากเว็บมะเขือเน่าให้สูงถึง แปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์



ตัวหนังสร้างจากวรรณกรรมเยาวชนที่ดัง ได้รางวัลมาเพียบ และได้รับความนิยมมาก จนนำไปสู่ตอนต่อถึงสี่เล่ม และ เวอร์ชั่นหนังดัดแปลงมาจากเล่มแรก ที่ว่าด้วย เด็กกลุ่มหนึ่งค้นพบความลับของเมืองตัวเอง ที่อาศัยแสงไฟจากเครื่องปั่นไฟมาตลอด เพราะเมืองนี้ไม่มีแสงอาทิตย์ แต่วันหนึ่งไฟเกิดขัดข้องและกำลังจะดับลง

ดูหนังจบ ปรากฎว่าค่อนข้างชอบครับ เพราะดีกว่าที่คาดหวังไว้ และ แก่นหลักในหนังนั้นมีความเป็น ผู้ใหญ่ ในตัวมากกว่าจะดำเนินเรื่องแบบหน่อมแน้ม

ชอบหลายประเด็นในหนังเรื่องนี้ ที่สอดคล้องกับสภาพสังคมบ้านเรา(รวมทั้งบ้านอื่นๆด้วย) โดยเฉพาะแง่ของความเชื่อหรือศรัทธา

>

จุดเด่นของหนังคือแฝงการส่อเสียดโลกของผู้ใหญ่ ผ่านสายตาของเด็กที่มองอย่างงุนงง เช่น สภาพสังคมจำลองของ Ember ที่บางตอนก็น่าขบขันเวลาเด็กๆเห็นว่า ตัวละครผู้ใหญ่รอบตัวเขานั้นเหมือนกับหุ่นยนต์

คือมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม สนใจแต่หน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง ไม่ยินดียินร้ายอะไรกับปัญหารุนแรงตรงหน้า

คิดแต่เพียงว่า The Builder หรือ ผู้สร้างเมือง ที่เขาว่ากันว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาให้ ทั้งๆที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก และ ไม่มีหลักฐานมาก่อนว่า The Builder มีอยู่จริง

มันทำให้ผมคิดถึงหนังบางเรื่อง ที่ชี้ชวนให้เห็นความสำคัญของ การศรัทธา ว่า แม้บางสิ่งไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าเราศรัทธา พระเจ้าหรือสิ่งใดก็ตามจะช่วยเรา

แต่หนังเรื่องนี้เสริมว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าเราเดินตามผู้นำหรือความเชื่อประเภทที่ ‘เขาว่ากันว่า’ โดยขาด พื้นฐานของสติหรือวิจารณญาณ หรือ ถ้าหลงเชื่อหรือศรัทธาโดยไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง คงไม่ต่างอะไรจาก การศรัทธาหน้ามืด ซึ่งน่าจะเรียกว่า ความงมงาย เสียมากกว่า

ถ้า The Builder ในหนังเรื่องนี้คือ พระเจ้า ในทางอ้อม หนังก็บอกเราว่า พระเจ้าคงไม่ช่วยอะไร ถ้ามนุษย์ไม่พยายามทำอะไรเสียก่อน ถ้านั่งๆนอนๆก็อย่าหวังว่าจะหาทางออกจากปัญหาตรงหน้าไปได้

และหนังก็ยังแสดงให้เห็นว่า ไม่มีหรอก สังคมอุดมคติแบบยูโทเปีย ตราบใดที่ปัจจัยสำคัญยังเป็น มนุษย์ เพราะ มนุษย์ นั้นมิใช่หุ่นยนต์ที่จะกำหนดให้ดีหรือชั่วโดยไร้ความรู้สึก ไร้อคติ ดังนั้น การสร้างระบบให้เข้มแข็งต่างหากเป็นสิ่งจำเป็น

มิเช่นนั้น หากเมื่อใดที่ประชาชนอ่อนแอ หรือ ระบบอ่อนแอ แล้วบังเอิญ ได้ผู้นำที่อ่อนแอหรือผู้นำเฮงซวยเหมือนเช่นในหนัง ก็ได้เวลานับถอยหลังวันแห่งความมืดของประชาชนในเมืองนั้นอย่างแน่นอน




... เสน่ห์อย่างแรงของหนังเรื่องนี้มาจาก กลุ่มนักแสดงเด็ก โดยเฉพาะตัวชูโรงอย่าง Saoirse Ronan นักแสดงเด็กสาวที่แจ้งเกิดจากบทไบรโอนี่ในหนัง Atonement มารับบทเป็นหนึ่งในสองตัวเอกที่ พยายามจะหาทางออกและช่วยเหลือเมืองเอมเบอร์ หลังจากที่เธอไปพบความลับจากกล่องปริศนา

เรื่องนี้ไม่ต้องอาศัยความซับซ้อนทางอารมณ์มากมาย แต่เธอก็สามารถอุ้มหนังไปข้างหน้าฟันฝ่านักแสดงระดับพระกาฬได้เป็นอย่างดี เธอเป็นนักแสดงที่ออร่าจับมากๆเทียบกับรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งผมเองซูฮกฝีมือเธอใน Atonement เป็นอย่างแรง มาถึงเรื่องนี้ ขอฟันธงว่า คุณน้องรุ่งแน่ๆ ถ้าเลือกหนังดีๆ คอนเฟิร์มมมมมมมมมม

และอีกคนที่น่ารักมากๆคือ คนที่รับบทน้องเล็ก น้องหนูแอ๊บเอ๋อน่ารักมากๆในหลายฉาก เรียกได้ว่า พลังดาราเด็กเรื่องนี้แรงดีทีเดียว



ในขณะที่นักแสดงรุ่นเดอะ หนังได้ Bill Murray และ Tim Robbins แต่ใช้ความสามารถของทั้งคู่ไม่คุ้มเท่าไหร่ โดยเฉพาะรายหลัง ออกมาไม่กี่ฉากแต่เล่นได้ดีมาก เสียก็ตรง บทหนังเขียนให้สองตัวละครนี้ดูตื้นเขินอย่างมากเช่นกัน



บทของTim Robbins น้อยชนิดที่เรียกว่าไม่จำเป็นต้องดึงเขามาเล่นก็ได้ ส่วนบท นายกเทศมนตรี ของ Bill Murray ถึงจะมีเวลาอยู่ในจอมาก แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้บทมีพัฒนาการหรือน่าสนใจ ทั้งๆที่ บางซีนเราจะเห็นเลยว่า Bill Murray เล่นร้ายได้น่ากลัวทีเดียว ถ้าบทส่งให้เขามากพอ

สรุป ...โดยรวมแล้ว City of ember ถึงจะมีงานสร้างทึมๆเก่าๆผุๆพังๆ ใช้ CG ก๊องแก๊งไม่ค่อยอลังการ(ดูแมลงนึกว่าหนังเก่าๆทีเอามาฉายช่องเจ็ดตอนเช้าๆ) แต่ก็ยังสนุกกว่าหนัง CG ไฮโซอย่าง The Golden compass

ผมจัดให้ เป็นกลุ่มหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนที่ค่อนข้างประทับใจ ในแง่มุมที่หนังสอดใส่มุมมองของผู้ใหญ่ ใกล้เคียงกับตอนที่ดู The Spiderwick chronicle หรือ Bridge to therabithia (แต่ยังไม่สนุกเท่าเรื่องแรก และยังไม่กินใจเท่าเรื่องหลัง)


ป.ล. หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าเขียนเปรียบเทียบในบางมุมมองกับ The Village เป็นอย่างยิ่ง แต่ช่วงนี้ไม่มีเวลา เลยขอเบี้ยว

Max payne



ส่วน Max payne นั้น ผมไม่ใช่คอเกมส์ และ ผมก็ไม่เคยเล่น Max payne จึงไม่อาจเปรียบเทียบว่าเกมส์กับหนังใครแจ่มกว่ากัน เพียงแต่ได้ยินชื่อมานานว่า เป็นเกมส์ที่มี story ที่ดีเหมาะแก่การสร้างเป็นหนังและเป็นเกมส์บู๊มันส์ๆ บวกกับ ดูตัวอย่างก็น่าดูคล้ายๆ Sin city ที่มืดๆนัวร์ๆ

พระเอกเป็นนายตำรวจที่ลูกเมียถูกฆ่าตาย กลายเป็น นายตำรวจนั่งอมทุกข์ที่แผนกเอกสาร เป็นแผนกที่เอกสารของทุกคดี ก่อนปิดคดีจะส่งมาที่นี่ เขานั่งทำงานไปวันๆด้วยหวังว่าจะพบเบาะแสของฆาตกรที่ฆ่าลูกเมีย และ ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับยาเสพติดชนิดใหม่ที่คนใช้จะมีอาการประสาทหลอน ตามด้วยการมีแววว่าการตายของภรรยาจะมีส่วนเกี่ยวข้อง



รวมๆแล้วหนังออกแนวสืบสวนเสียมากกว่า จึงทำให้ช่วงต้นหนังค่อนข้างอืดๆ เดินเรื่องเหมือนหนังนักสืบยุคโบราณ ซึ่งขัดกับความเฉียบเฉี่ยวในงานด้านภาพเป็นอย่างมาก และที่ขัดแย้งคือ การที่หนังมุ่งเน้นไปในส่วนสืบสวน ก็ควรที่จะทำให้ออกมาเข้มข้นสไตล์หนัง suspense หรือ มืดหม่นเหมือนหนังฟิล์มนัวร์ดีๆ แต่ หนังก็คงกลัวว่าจะเสียลูกค้ารุ่นเยาว์ จึงทำให้ ส่วนสืบสวนสอบสวนนั้นก็ง่ายไปหน่อย ดูแล้วก็ไม่ได้สนุกลุ้นหรือคิดตาม



ช่วงท้ายเรื่องที่กลายเป็นหนังพระเอกเมายา จึงค่อยได้อารมณ์บู๊ต่อเนื่องสมที่คาดหวัง แต่ที่มาทำให้เซ็งอารมณ์อีกครั้ง ก็ตรงที่อยู่ๆอยากจะจบหนังก็มาตัดจบแบบชวนให้เสียอารมณ์เหลือเกิน



Mark Wahlberg เข้มดี เสื้อผ้าหน้าผมรูปทรงได้ เพียงแค่ไม่ทำให้รู้สึกสะใจเหมือนตอนดู Shooter ความเจ็บปวดความเศร้าทั้งหลายทั้งปวงยังไม่ทำให้เรารู้สึกได้ลึกๆเท่าไหร่ ยังไม่ถึงระดับ Max pain ตามเป้าที่วางไว้


และสงสัยเหลือเกินว่า ทำไม Olga Kurylenko น้องสาวนางเอกในเรื่อง ถึงพิศวาส ผู้ชายสไตล์นักฆ่านัก หรือจะเป็นเทรนด์ใหม่จะได้เปลี่ยนอาชีพบ้าง เพราะสามเรื่องหลัง เธอเลือกรับเล่นแต่เป็น สาวๆของพระเอกนักฆ่าทั้งนั้นอย่าง Hitman , และ บอนด์ ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อเทียบกับผลงานที่เคยรุ่งไปกับ Behind Enemy Lines หนังที่ถูกนำไปเทสต์ชุดโฮมเธียเตอร์ตามร้านบ่อยมาก กับ ผลงานที่โดนสอยร่วงอย่าง Flight of the Phoenix ก่อนที่จะได้คำวิจารณ์ครึ่งกลางๆค่อนไปทางแย่กับการรีเมค The Omen งานชิ้นล่าสุดของ ผู้กำกับ John Moore ชิ้นนี้ก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้าย เท่าสองงานหลังสุด เพียงแค่ก็ยังให้อารมณ์ครึ่งๆกลางๆไม่สุดๆเท่าไหร่

ส่วนหนึ่งคงเป็นเหตุผลของเวลาด้วย ที่หนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่องถึง ความเท่ ไม่มากนัก เพราะ ถ้าฉายเมื่อห้าหกปีก่อนอาจจะฮือฮากว่านี้ แต่พอเอามาฉายในยุคสมัยที่ ฉากสไตล์ Bullet time เกิดตามหลัง The Matrix กับลูกหลานอีกหลายสิบเรื่อง หรือ ฉากขาวดำแต้มสีแดงเป็นพักๆ สไตล์เล่าเรื่องแบบ graphic novel ก็เหมือนเดินตามหลัง Sin City แถมกำลังจะมี The Spirit ที่มีแววจะแนวกว่า จี้หลังตามมา

ผลลัพธ์ความเท่ในหนังจึงขาดความสดใหม่ไปโดยปริยาย แต่ถ้าเทียบกับหนังที่ดัดแปลงจากเกมส์ เรื่องนี้ก็อยู่ในกลุ่มดีใช้ได้กว่าอีกหลายๆเรื่องที่เคยทำมา

ป.ล. ... และสำหรับแฟนๆซีรี่ส์ Prison break กับ Grey’s anatomy การดูเรื่องนี้ก็จะสนุกเพิ่ม เพราะเราจะได้พบเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ อย่าง ซูเครพ่อหนุ่มคนดีฝังใน ที่เรื่องนี้ผีเข้า กลายเป็น วายร้ายโรคจิต และ แม่ของหนูเมเรดิธ ที่หายอัลไซเมอร์มาเป็นประธานบริษัทใหญ่ แล้วรับ คุณสัตว์แพทย์กิ๊กเก่าของลูกสาวมาเป็นลูกน้องในบริษัท


Link ของ บทความที่อ้างอิงถึง และ เกี่ยวข้อง

หนังครอบครัวชั้นดี หนังแฟนตาซีชั้นเยี่ยม >>>> The Spiderwick Chronicles <<<< สนุกเหลือล้น

Bridge to Terabithia , Just close your eyes but keep your mind wide open

ชำแหละ The Village , หมู่บ้านนี้มีความลับ หมู่บ้านนี้มีความรัก

The Golden Compass , ง๊ายง่าย เด๊กเด็ก

Shooter , หนังแอคชั่นที่ดูจบแล้ว"เออ มันดีแฮะ"

Hitman , ไม่ได้ถึงกับแย่ แต่ก็ไม่น่าจะ ฮิต

The Omen , ซาตานอยู่รอบตัวเรา

Sin city , ฟิล์มนัวร์ที่ลงตัวและเจ๋ง




สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนัง ได้ที่ //vreview.yarisme.com







ขอฝากหนังสือสองเล่มของ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ด้วยค้าบ "หนังสือรัก" หนังสือที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม ส่วน องศาที่ 361 คือ หนังสือจะช่วยให้คุณค้นหามุมเล็กๆในตัวเองที่จะมีความสุขในชีวิตได้มากขึ้น โดยอาศัย'หนัง'เป็นสะพานพาไปเข้าใจตัวเอง


เพื่อนๆที่หาซื้อตามร้านไม่ได้ "หนังสือรัก"เข้าไปสั่งได้จากเว็บของสนพ.เลยจ้าที่ //www.bynatureonline.com/store/bookstore.php ส่วน องศาที่ 361 สั่งได้จากเว็บของซีเอ็ดครับผม




ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง





ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 22 ตุลาคม 2551
Last Update : 25 ตุลาคม 2551 0:44:35 น. 11 comments
Counter : 7394 Pageviews.

 
สวัสดีครับ ยังไงก็ขอให้สุขภาพแข็งแรงครับ สนุกกับการทำงานครับ อิอิ


โดย: 4444 IP: 58.9.31.190 วันที่: 22 ตุลาคม 2551 เวลา:3:19:11 น.  

 
Max Payne มีคนด่าให้ฟังเยอะมากเลย 555555
งั้นผมหนีไปดูน้องไบรโอนี่ดีกว่า


โดย: ืnanoguy IP: 125.24.172.137 วันที่: 22 ตุลาคม 2551 เวลา:16:04:16 น.  

 
MAXPAYNE
อย่าไปดูนะครับหนังห่วย ทำเสียชื่อเกมหมดเลย ใครเคยเล่นเกมมา ผมจะบอกว่าอะไรเปลี่ยนไปมั่ง ฉากโรงงานผลิตยาที่เห็นเป็นโรงงานใหญ่ๆ มีห้องทดลอง มีมนุษย์ทดลอง มีทหารคอยคุ้มกัน แต่ในหนังเป็นแค่บ้านหลังเล็กๆ บ้านผมยังใหญ่กว่าเลย ลานจอดฮอตอนจบในเกม ขนาดประมาณสนามฟุตบอล แต่ในหนังมันเท่า สนามบอลพลาสติก ผู้ร้ายตอนจบ กระสุนหมดตอนเจอกับพระเอก มุขกระสุนหมดเนี่ย ยังกะหนังโบราณ ดูถูกคนดูสุดๆ มาถึงส่วนดีๆบ้าง ภาพสวย แนวมืดๆทึมๆ ฟิมส์นัวร์ ฉาแอคชั่นสวยงาม องค์ประกิบศิลป์ดูดีมาก เรื่องนี้ควรโทดคนเขี่ยบท โทดทีครับ คนเขียนบท ที่บังอาจเอาบทเค้ามาแก้ไข จนเละตุ้มเป๊ะครับ


โดย: The-Gabe IP: 125.26.162.92 วันที่: 22 ตุลาคม 2551 เวลา:22:02:43 น.  

 
อยากดู City of Emberมาก แต่ไม่มีคนไปดูด้วยเลย สงสัยงานนี้จะแกร่วแล้ว(สาวที่ชวนไปหายไปไหนแล้วไม่รุสงสัยกลัวจนหนีไปแหล่ว เหอๆ)


โดย: AquaDrehz IP: 58.9.250.209 วันที่: 22 ตุลาคม 2551 เวลา:22:51:59 น.  

 
แต่ผมดู City of Ember ไม่ค่อยสนุกเลยแฮะ
Olga Kurylenko เล่นทั้ง Hitman, Max payne และ Bond โอว คนเดียวกันหรือนี่ นอกจากเธอจะชอบสไตล์นักฆ่าแล้ว เธอยังชอบรุกก่อนทั้งสองเรื่องด้วยต้องรอดูใน Bond


โดย: พนธ์ IP: 61.90.5.145 วันที่: 23 ตุลาคม 2551 เวลา:13:00:10 น.  

 
เท่าที่ดูมา The Bourne เจ๋งสุดๆละ ถ้าเป็นหนังแนวนี้นะ ใครเห็นด้วยมั่ง


โดย: The-Gabe IP: 125.26.162.239 วันที่: 23 ตุลาคม 2551 เวลา:13:40:05 น.  

 
เริ่ดดดค่ะ ใจตรงกันค่ะชอบ City of ember มากเรยค่ะ คิดว่ามุข หรือสิ่งที่ผู้เขียนต้องการบอกบางอย่างมัน classic ค่ะส่วนเรื่อง maxx....พอดูจบแร้วก็หดหู่ แต่รู้สึกมันในอารมณ์ดีค่ะ ส่วนตัวแล้วไม่ถึงกับเลวร้ายเพราะทำใจแร้วว่าเป็นหนังเกมก็จะประมาณหนึ่งละค่ะ แร้วว่าง ๆ จะเข้ามาทักใหม่นะคร๊า ขอแอบแอดเฟรนด์นะค่ะ ชอบค่ะ


โดย: ฮิบโปเกิรล์ (hip_o_girl ) วันที่: 27 ตุลาคม 2551 เวลา:18:53:17 น.  

 
+ Max payne - ตอนแรกผมก็กะว่าจะดูนะครับ แต่เสียงตอบรับจากเน็ตไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ก็เลยตัดสินใจบาย

+ ส่วน Ember ถ้าดูเฉพาะตัวหนัง ผมมีความรู้สึกว่ามันยังไม่สุดอ่ะครับ แล้วการคลี่คลายก็ออกจะง่ายดาย แลแห้งแล้งอารมณ์ความสนุกไปหน่อย ... แต่ถ้าพูดถึงสถานการณ์และคอนเซ็ปต์ (ที่สร้างมาจากหนังสือ) ก็นับว่าเจ๋งทีเดียว ประมาณที่คุณ จขบ. ว่าไว้อ่ะครับผม


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:20:04:10 น.  

 
ส่วนตัวค่อนข้างชอบ Max payne น่ะครับ เอ...อาจจะเพราะเล่นเกมมาก่อนด้วยมั้ง(^^)

ส่วน City of ember นั้น กะว่าจะหาเวลาไปดูอยู่เหมือนกัน ชอบนางเอกคนนี้ ฝีมือดีจริงๆ



โดย: negima_xx วันที่: 28 ตุลาคม 2551 เวลา:23:25:05 น.  

 
จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเข้าไปดูอะไรมา เอิ้กๆๆ
จริงอยากที่คุณ จขบ.ว่า ฉากต่างๆมันช้ากว่าชาวบ้านเลยไม่ตื่นเต้นอะไรเกือบหลับซะด้วยซ้ำ - -


โดย: redchocolate IP: 203.170.228.168 วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:13:31:19 น.  

 
maxpayneนี่ไม่ชอบอย่างแรง
ผิดหวังสุดๆ ไม่ได้เอาจุดสำคัญในเกมมาเลยแม้แต่น้อย
เป็นหนังยอดแย่แห่งปีเลยสำหรับผม
ให้uwe bole มากำกับอาจจะสนุกกว่านี้ด้วยซ้ำ


โดย: blackholesun IP: 124.120.181.238 วันที่: 27 มีนาคม 2552 เวลา:0:32:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
22 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.