เมษายน 2563

 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog
ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน (ตอนที่ 7)
   ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน 
(ตอนที่  7)

เมื่อคืน  วันที่ 26  ก.พ.  พวกเราพักที่ วัดไทยสิริราชคฤห์  เป็นครั้งแรก
ที่พวกเราจะได้พักวัดนี้เป็นเวลา  2 คืน   ช่วงเช้า
วันนี้  คือ 27  ก.พ. เราจึงไม่ต้องเร่งรีบจัดกระเป๋า  ลากกระเป๋าเพื่อไป
เก็บไว้ที่รถ เพื่อเดินทางเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ค่ะ 
วันนี้  เราทานข้าวที่วัดไทยสิริราชคฤห์  ประมาณ 6.00 น. อิ่มข้าวกัน
แล้ว  ประมาณ เกือบ เจ็ดโมงเช้าแล้ว รถก็เคลื่อน
ออกจากวัดไป  เป้าหมาย ก็คือ  ถ้ำสัตตบรรพตคูหา 

ถ้ำสัตตบรรพตคูหา  อยู่ที่ภูเขาเวภารบรรพต  สถานที่แห่งนี้ พระพุทธ-
เจ้าเคยทำนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์ (นิมิตรโอภาส
ได้อธิบายไว้แล้วใน ตอนที่ 6 ค่ะ)  ถ้ำสัตตบรรพต คูหา อยู่เหนือถ้ำ 
ปิปผลิคูหา  ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพระมหากัสสปะ
ขึ้นไป ประมาณ 120 เมตร  สถานที่แห่งนี้  เป็นสถานที่ที่ทำสังคายนา
พระไตรปิฎกเป็นครั้งแรก  เรียกว่า ปฐมสังคายนา
หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน มี
การประชุมสังคายนา พระธรรมวินัย ครั้งแรก  เพื่อรวบรวม
คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ได้ทรงสั่งสอนไปถึง 45 ปี  เพื่อที่จะได้
รวบรวมคำสั่งสอนเหล่านั้น ให้เป็นหลักฐานไว้
ท่องจำกันสืบต่อ ๆ กันไป  เพราะสมัยนั้น ไม่มีตัวอักษรในการบันทึก
ต้องใช้วิธีการท่องจำถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา
ในการสังคายนาครั้งนี้  ในที่ประชุมสงฆ์ เห็นชอบแต่งตั้งให้พระมหา-
กัสสปะ  ซึ่งเป็นพระเถระที่อาวุโสที่สุด เป็นประธาน
และให้ท่านเป็นคนถาม    มีพระอุบาลี เป็นผู้วิสัชนาพระวินัย   มีพระ-
อานนท์  เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม  และมีการคัดเลือกพระสงฆ์
จำนวน  500  รูป เข้าร่วมประชุมสัมมนา
(คำว่า  วิสัชนา  แปลว่า  ตอบ หรือ ชี้แจง  ค่ะ ) 
การทำสังคายนา ครั้งนี้  มาประชุมทำสังคายนาที่ ถ้ำสัตตบรรพตคูหา
เหตุผลที่เลือกที่ถ้ำนี้   เพราะมีอาวาสให้พระสงฆ์
พักผ่อนอย่างเพียงพอ  และที่สำคัญ คือ มีพระเจ้าอชาตศัตรู เป็นองค์
อุปถัมภ์ ตลอดระยะเวลา 7 เดือนในการทำการสังคายนา
จึงทำให้เกิดความสะดวกสบายในการทำงาน สังคายนา



นี่คือ  ถ้ำสัตตบรรพตคูหา  ที่ทำปฐมสังคายนา  ค่ะ  
ทางขึ้นถึงถ้ำ  ยากลำบากมากทีเดียว  ต้องเดินขึ้นเขา เป็นกิโล  ๆ 
พระอาจารย์กิติพันธ์คงเล็งเห็นแล้วว่า  ฉันอาจจะเดิน
ไม่ไหว  ท่านจึงมาถามกันว่า  จะมีใครนั่งเสลี่ยงขึ้นเขาไหม  มีชาว
อินเดีย รับจ้างหาบลูกค้าขึ้นเขาด้วย โดยผู้ที่จะไป
ติดต่อให้  คือมัคคุเทศก์  จันดัล  ในราคา ไป กลับ  หามสองคน ราคา
2000  รูปี  เท่ากับเงินไทย  1000  บาท  ฉันก็ตกลง
แต่ไม่มีใครไปกับฉัน   มีฉันคนเดียวที่นั่งเสลี่ยง ได้เป็น มหาราณี
คนเดียว  ห้าห้า  และเมื่อเห็นทางขึ้นลงแล้ว ฉันก็คิดถูกแล้ว
เพราะหนทางที่ขึ้นนั้น ลำบากมากทีเดียว  มีทางราบบ้าง  ชันบ้าง  มี
บันไดเป็นบางช่วง  คนหามสองคน ก็หอบ แฮ่ก ๆ 
นี่ขนาดฉันตัวเล็กไม่หนักมาก นะเนี่ย  ห้าห้า


ก่อนที่จะเดินขึ้นเขานั้น  เราต้องผ่านธารน้ำที่เชื่อว่ามาจากเขาหิมาลัย
คือ แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู  พวกเขาจะมาอาบน้ำ
เป็นแหล่งการอาบน้ำของพวกวรรณะจัณฑาล


บันไดที่พวกเราต้องขึ้นไป เพื่อเดินขึ้นเขา  เฉอะแฉะ มาก ๆ  


ผ่านช่วงที่ชาวฮินดูอาบน้ำแล้ว  ก็เริ่มเดินขึ้นเขา  เสลี่ยงยังไม่เห็นมา
เลย  น้องหน่อย ก็ช่วยจูงฉันขึ้นเขาไปก่อน  พักใหญ่ ๆ 
เสลี่ยงจึงมา  ค่ะ  พี่จินดา เลยขอฝากเก้าอี้นั่งไว้กับฉัน  จะได้ไม่ต้อง
หอบขึ้นเขาให้หนัก  ส่วนน้องแจ่มฝากกระเป๋าและน้ำค่ะ


นี่คือ สภาพที่คนหามเสลี่ยงขึ้นไปตามบันได  ค่ะ 



พระอาจารย์ ขอนั่งพักก่อน  ค่ะ อิอิ 





พระอาจารย์มหาเหมือน  และ น้อง เบญจ์  ก็นั่งพัก ค่ะ 



 
ทิวทัศน์ระหว่างทาง  เป็นป่าเขาลำเนาไพร  ค่ะ 

ทิวทัศน์ระหว่างทางผ่าน ค่ะ  






หามมาถึงระหว่างทาง  สองหนุ่มผู้หาม ขอพักเหนื่อย พร้อมกับบอก
ว่า  อย่าลืมทิบเขาด้วยนะ  อิอิ  เห็นสถานที่แห่งนี้ไม่รู้ว่า คืออะไร
ก็ถ่ายรูปไว้หน่อย พอดีน้องเล็กเดินมาถึงก็เลยถ่ายให้น้องด้วย 



ฉันมาถึงที่ถ้ำ สัตตบรรพตก่อน เพราะไม่ได้เดินไงล่ะ ห้าห้า  แล้วก็
ตามด้วย พระมหาเขียวและพระจ่อย  เลยได้ถ่ายรูปกับท่านไว้
เป็นที่ระลึก  และถ่ายให้คนหามสองคนโดยเขาขอให้ถ่ายรูปเขา
ไว้เป็นที่ระลึกด้วย  


สองศรีพี่น้องก็เก่งมาก ได้ข่าวว่า น้องบัวลา ลมขึ้นเหมือนกัน อิอิ






นอกจากคณะของเราที่ขึ้นมากราบสักการะสถานที่ที่ทำสังคายนาแล้ว
ยังมีคณะอื่น ๆ  เช่น  ชาวพม่า  พระพม่า  ด้วย ค่ะ  


เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว  (ปรากฏว่า น้องโฆษิต หายไป 1 คน) 
และได้เข้าไปในถ้ำเพื่อกราบพระในถ้ำด้วย  ซึ่งบรรยากาศ
มืด ๆ  ต้องค่อย ๆ คลำทางเข้าไป ยิ่งลึกก็แคบและมืด  น้อง ๆ ได้ช่วย
จูงฉันออกจากถ้ำด้วย  พวกเราตามหา น้องโฆษิต  ในที่สุด ก็โทร
ติดต่อกันได้  ปรากฏว่า  เธอหลงทางเลยกลับไปที่รถแล้ว
พระอาจารย์เริ่มเตรียมพร้อมเพื่อนำพวกเราสวดมนต์ หลังจากพวกเรา
สวดมนต์แล้ว  พระอาจารย์นำพวกเรานั่งสมาธิกัน




รูปหมู่ของพวกเรา  ด้านหลังเป็นเหวลึก ค่ะ 
หลังจากพิธีสวดมนต์  นั่งสมาธิเสร็จเรียบร้อยแล้ว  พวกเราก็เริ่มกลับ
ลงมาจากเขา  ส่วนฉันเสียเงินแล้วก็สบาย ก็คือ 
นั่งเสลี่ยงลงจากเขามา  อิอิ  และลงมาถึงยังลานกว้างด้านล่างสุด
สองคนที่หามฉันก็น่ารักนะ บอกว่า  ให้ฉันนั่งรอ
อยู่ที่นี่  เขารอเป็นเพื่อนฉันด้วย  ถึงแม้ฉันจะจ่ายเงินค่าแรงและทิบ
พวกเขาคนละ 200  รูปี  (100 บาท) และยาหม่อง
ตราลิงคนละตลับไปแล้วก็ตาม  ฉันนั่งคุยกับเขารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่อง
บ้าง  ภาษาอังกฤษของฉันก็ไม่เอาไหนเลย อิอิ 
ลงจาก เขาเวภารบรรพต  แล้ว พวกเราก็กลับที่พัก  คือ วัดไทยสิริ
ราชคฤห์  และทานข้าวเที่ยงที่วัดนี้  และพักผ่อน
นัดขึ้นรถบ่ายโมง  เพื่อขึ้นเขาคิชฌกูฏ ต่อไป  ค่ะ 


ช่วงบ่ายก่อนขึ้นรถก็มีการถ่ายกับป้ายชื่อของวัด  ค่ะ 

รถพาพวกเราไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง  ก็คือ  เขาคิชฌกูฏ  มาถึงที่นี่
ฉันก็นั่งเสลี่ยงเหมือนเดิม  แต่เขาลูกนี้ มีน้องต๋อย นั่งเสลี่ยง
อีกคน  แต่น้องต๋อยตัวโต สูงใหญ่ นั่งเสลี่ยงไม่ได้ ต้องนั่งเก้าอี้ หนัก
มาก  ใช้สี่คนหาม  เก้าอี้นี่สามารถนั่งห้อยขาได้
ถ้านั่งเสลี่ยงอย่างฉัน  ซึ่งเล็กมาก ห้อยขาก็ไม่ได้  ต๋อยใช้เก้าอี้และใช้
คนสี่คนหาม  ต้องเสียเงินเป็นสองเท่าของฉัน คือ 4000 รูปี ค่ะ 
ที่จริง  การขึ้นเขาคิชฌกูฏ  มีอีกหนึ่งทางเลือกที่จะขึ้นไปและได้ราคา
ถูกกว่านี้  ก็คือ การขึ้นกระเช้าสลิง  โดยการตีตั๋ว
ไป - กลับ  ราคา 80   รูปี  ค่ะ แต่ไม่ได้ไปถึงยอดเขา  ต้องเดินขึ้นไป
อีกระยะหนึ่ง ค่ะ  


นี่เป็นหน้าตาของกระเช้าสลิงหรือเรียกว่า แชร์ลีฟขึ้นเขาคิชฌกูฏ ค่ะ 
ดูแล้วก็หวาดเสียวเหมือนกันนะ   ต้องนั่งคนเดียวด้วย ค่ะ อิอิ  
ที่เขาคิชฌกูฏ  เราต้องขึ้นไปกราบนมัสการ พระคันธกุฎีของพระพุทธ- 
เจ้า  แปลว่า  กุฎีที่มีกลิ่นหอม  ซึ่งเราจะเรียกสถานที่
ประทับของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะด้วยชื่อนี้   สถานที่เช่นนี้ จะมีการ
นำเอาดอกไม้หอม  ไม้หอม มาวางไว้ที่ประทับ
หรือรอบ ๆ ที่ประทับของพระองค์  เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า

เขาคิชฌกูฏ  เป็นภูเขาขนาดเล็ก   อยู่ทางทิศใต้ของกรุงราชคฤห์
แคว้นมคธ  ปัจจุบัน คือ จังหวัด นาลันทา  รัฐพิหาร  
เป็นสถานที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธเจ้าในพรรษาที่ 2,5.7 และ
พรรษาสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
รูปร่างของภูเขาลูกนี้  มีลักษณะรูปร่างเหมือนนกอีแร้ง  เล่ากันว่า ใคร
ที่ได้ขึ้นมาถึงยอดเขาคิชฌกูฏ สักครั้ง  
ก็เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า  เขาคิชฌกูฏ เป็นหนึ่งใน 5 เบญจ-
คีรีนคร  เพราะแคว้นมคธล้อมรอบด้วยภูเขา 5 ลูก คือ 
1.เวภาระ  2. ปัณฑวะ  3.เวปุลละ  4.อิสิคิรี   5. คิชฌกูฏ   ทางขึ้นเขา
คิชฌกูฏ ไม่ลำบากมากนัก  เพราะว่า เป็นภูเขาที่เอียงลาด
ยาวขึ้นไป  ใช้เวลาเดินขึ้นเขาประมาณ 30  นาที  (แต่ฉันคิดว่า เวลา
แค่นี้  น่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นมั้ง  ห้าห้า ) 
ตลอดทางที่ฉันนั่งเสลี่ยงผ่านไป  จะเห็นขอทาน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่
คนชรา  มีลิงประปราย วิ่งไปมา  พวกขอทานก็พยายาม
จะเข้ามาหา  เรียกพวกเราว่า  มหาราณี  เรียกผู้ชายว่า มหาราชา อิอิ
คนที่หามเสลี่ยงฉัน  ก็หามฉันไปไม่หยุด เลยไม่ถูกรุมขอเงิน
ก่อนที่จะถึง  พระคันธกุฎี  ซึ่งเป็นที่จำพรรษาของพระพุทธเจ้า ตามที่
ได้เล่าไว้ตอนต้นแล้ว  เราจะผ่าน ถ้ำสุกรขาตา
หรือ ถ้ำ พระสารีบุตร  ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด
พระสารีบุตร  กล่าวคือ  ช่วงเวลานั้น  ทีฆนขปริพาชก
ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตร  ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า  เพื่อทูลถาม
ปัญหา  พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับ
ทิฏฐิและเวทนา   ทีฆนขปริพาชกได้บรรลุโสดาบัน   ส่วนพระสารีบุตร
ในขณะนั้นได้ถวายอยู่งานพัดพระพุทธเจ้า ท่านได้ยิน
ธรรมนั้น  ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนมาฆะ
(เดือน 3 )   หลังจากที่ได้บวชมาได้  15 วัน
พระสารีบุตรนั้น นิพพานก่อนพระพุทธเจ้า  
นอกจาก ถ้ำพระสารีบุตรแล้ว  ยังมีอีกถ้ำหนึ่ง   คือ ถ้ำพระโมคคลานะ
เป็นที่พักของพระโมคัลลานะ  เพื่ออยู่สนองงานของพระพุทธเจ้า
ขณะที่ประทับอยู่ที่พุทธวิหาร  ยอดเขาคิฌกูฏ (พระคันธกุฎี)  เป็นถ้ำที่
มีก้อนหินเรียงตั้งขึ้นเรียงกัน สาม ก้อน มีช่องว่างพอเดิน
ได้  จุดตรงนี้  สันนิษฐานว่า   เป็นบริเวณที่ พระเทวทัตแอบขึ้นไปอยู่
บนยอดเขา   แล้วงัดก้อนหินใหญ่กลิ้งลงมา
หวังที่จะปลงพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า  สะเก็ดหินถูกพระบาทของ
พระพุทธองค์ห้อเดือด  หมอชีวกโกมารภัจจ์ได้ทำการรักษา
เมื่อเดินต่อไปจะเจอซากอิฐก่อฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมติดหน้าผาเชื่อกันว่า
เป็นที่พักของพระอานนท์  ผู้เป็นยอดอุปฐาก
และเป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า จะตามเสด็จไปทุกหนแห่ง ได้รับ
ยกย่องว่า เป็นเลิศทางพหูสูต  ที่จำพระธรรมวินัย
84,000  พระธรรมขันธ์ได้ทั้งหมด  บริเวณยอดเขาของคิชฌกูฏ  เป็น
ลานกว้าง  บริเวณตรงกลาง  มีอิฐปรักหักพัง  เป็นลักษณะ
สี่เหลี่ยมเป็นแนวอยู่ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า พระคันธ-
กุฎี   เป็นจุดที่พวกเรามาสวดมนต์และนั่งสมาธิ
ที่เขาคิชฌกูฏ  พระอาจารย์ได้เล่าให้พวกเราฟังว่า  ที่เขานี้ มีพระรูป
หนึ่ง ชื่อว่า  พระวักกลิ  ผู้หลงใหลในพระรูปโฉม
ของพระพุทธเจ้า  พระวักกลิ   เกิดในตระกูลพราหมณ์  แห่งเมือง
สาวัตถี  ได้เรียนศิลปวิทยาตามลัทธิพราหมณ์
จนจบไตรเพท  วันหนึ่งได้พบพระพุทธองค์  ก็เกิดความเลื่อมใสใน
พระรูปโฉมของพระพุทธองค์ จนไม่เคยเบื่อหน่าย
ที่จะมองแต่พระวรกายของพระองค์  ทางเดียวที่จะได้เห็นพระรูปโฉม
ของพระพุทธองค์ทุกวัน  ก็คือ การออกบวช  
หลังจากออกบวชแล้ว  ก็ไม่คิดศึกษาพระธรรมคำสอนอะไร มัวแต่
ชื่นชมพระรูปโฉมของพระองค์  ต่อมา พระพุทธองค์
ได้ตรัสสอนพระวักกลิ ว่า " เธอต้องการดูกายที่เปื่อยเน่านี้ เพื่อเกิด
ประโยชน์อะไร  ดูก่อน  วักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นจึงได้ชื่อว่าเห็นเรา  ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม"  ถึงแม้ว่า
พระองค์จะตรัสสอนแล้ว  พระวักกลิก็ไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยเดิม
พระพุทธองค์ทรงพระดำริว่า  ภิกษุรูปนี้ ถ้าไม่ทำให้เกิดความสลดใจ
ก็จะไม่บรรลุธรรม  ดังนั้น เมื่อจวนจะเข้าพรรษา
พระองค์จึงเสด็จไปที่กรุงราชคฤห์ และไล่พระวักกลิออกจากสำนักไป
พระวักกลิเกิดความน้อยใจยิ่งนัก  คิดว่ามีชีวิต
อยู่ต่อไปก็เปล่าประโยชน์  จึงคิดจะไปกระโดดเขาคิชฌกูฏฆ่าตัวตาย
แลัวก็ขึ้นไปที่ยอดเขาคิชฌกูฏ  พระพุทธองค์
ทรงทราบ จึงแสดงปาฏิหาริย์ ปรากฏพระองค์เฉพาะหน้าของพระวักกลิ
และตรัสสอนด้วย ธรรมกถามีประการต่าง ๆ 
ทำให้พระวักกลิเกิดความปิติอย่างแรงกล้า มาเฝ้าพระองค์กลางอากาศ
ได้บรรลุพระอรหันต์ลงมาถวายพระพุทธองค์เฉพาะพระพักตร์
จึงได้ชื่อว่า ผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในด้าน สัทธาวิมุตติ
แปลว่า  ผู้พ้นจากกิเลสด้วยความศรัทธา



น้องต๋อยก็นั่งเสลี่ยงที่เป็นเก้าอี้ขึ้นเขาคิชฌกูฏ  ค่ะ 


นี่เสลี่ยงเล็ก  ราคา 2,000  รูปี ค่ะ อิอิ ก็สมราคา ค่ะ 




ระหว่างทางที่ขึ้นเขาคิชฌกูฏ   ค่ะ 



พระคันธกุฎี หรือพระมูลคันธกุฏี  ที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธเจ้า
และเป็นสถานที่ที่พระอาจารย์นำพวกเรามาสวดมนต์
กล่าวคำบูชาพระพุทธเจ้า ค่ะ  



พวกเรานั่งสวดมนต์และนั่งสมาธิ  โดยมีพระอาจารย์ ดร.มหากิติพันธ์
เป็นผู้นำสวดมนต์  ที่ตรงนี้  น้องจอยบอกให้นำน้ำขวดมาด้วย
เพื่อมาสวดและเป็นน้ำมนต์นำกลับบ้านไปดื่มด้วย ค่ะ 



หลังจากที่สวดมนต์ นั่งสมาธิกันเรียบร้อยแล้ว  ก็ถ่ายรูปหมู่กัน ค่ะ 

จากที่พระคันธกุฎีแล้ว ก็เดินลงบันไดมา ก็จะเจอถ้ำสุกรขาตา หรือถ้ำ
พระสารีบุตร  มีการนั่งสวดมนต์และนั่งสมาธิที่ถ้ำนี้ด้วยค่ะ 
มีการถ่ายรูปกับพระอาจารย์ด้วยค่ะ  


ถ่ายรูปหมู่ที่หน้าถ้ำ พระสารีบุตร  ค่ะ 



น้องวรรณ  ค่ะ 


น้องโฆษิต และ น้องเล็ก ค่ะ 


ฉัน และ น้องประเทือง พี่สาวของพระอาจารย์กิติพันธ์  ค่ะ 




รูปบน น้องหนุ่ย   รูปล่าง น้องเบญจ์  ค่ะ 


พวกเราเมื่อสวดมนต์ นั่งสมาธิ  ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้ว  พระอาจารย์พา
ไปที่ถ้ำพระโมคคัลลานะ  แต่เจ้าสองคนที่หามเสลี่ยง
ฉัน  ไม่จอดให้ฉันลง  เขาคงเหนื่อยแล้ว และคงไม่อยากรออีกแล้ว ฉัน
ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ค่ะ สองคนนี้ สู้สองคนตอนเช้า
ไม่ได้  ระยะทางก็สั้นกว่าการขี้นไปถ้ำสัตตบรรพตคูหา  เลยให้ทิบไป
คนละ  100  รูปี  แถมไม่รอให้ฉันให้เพื่อน ๆ ลงมาจากเขา
ส่งฉันถึงที่รับฉันแล้ว ก็จากไปเลย ฉันนั่งรอเพื่อน ๆ น้อง ๆ ประมาณ
20  นาที  ทุกคนก็ค่อย ๆ ลงจากเขาคิชฌกูฏมาจนครบ

โปรแกรมต่อไปที่เราจะไป  ก็คือ  โรงพยาบาลชีวกัมพวัน  ซึ่งเป็น
โรงพยาบาลแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
ประวัติของหมอชีวกโกมารภัจจ์   ท่านเป็นบุตรชายของนางสาลวดี
เป็นหญิงโสเภณี ประจำเมืองราชคฤห์  
เมื่อนางคลอดบุตรแล้ว  ได้นำบุตรไปทิ้งไว้ที่กองขยะ อภัยราชกุมาร
ไปพบทารกน้อย  จึงได้นำไปเลี้ยงและให้ศึกษา
วิชาแพทย์ที่เมืองตักสิลา  เมืองหลวงของแคว้น คันธาระ  เป็นแพทย์
ใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นแพทย์ประจำราชสำนัก



พระอาจารย์กำลังเล่าประวัติความเป็นมาของโรงพยาบาล  ค่ะ 






พวกเราอยู่ที่โรงพยาบาลชีวกัมพวันที่เหลือแต่ซากปรักหักพัง ไม่นาน
เพราะต้องรีบไปอีกสถานที่อีกแห่งหนึ่ง  
คือ วัดเวฬุวัน มหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา  แต่เดิมวัดนี้ เป็นอุทยานของพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ
พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา  จึงได้ถวายอุทยานแห่งนี้
(ป่าไผ่) ให้เป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา
วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขา เวภารบรรพต  บนฝั่งแม่น้ำ สรัสวดี  ซึ่งมี
เตโปธาราม (บ่อน้ำร้อนโบราณ)คั่นอยู่ระหว่างกลาง
นอกเขตกำแพงเมืองเก่าราชคฤห์ เป็นจุดกำเนิดของ  มาฆบูชา  ผู้ที่มา
แสวงบุญที่นี่  จะมุ่งไปที่"ลานจาตุรงคสันนิบาต"
ที่เป็นลานเล็ก ๆ   มีซุ้มประดิษฐาน พระพุทธรูปยืน ปางประทานพร
อยู่กลางซุ้ม  ลานนี้สันนิษฐานว่า พระพุทธเจ้า
ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ในวันมาฆบูชา  มีพระสงฆ์มาชุมนุมโดย
พร้อมเพียงกันเป็นจำนวน 1250 รูป โดยไม่ได้นัดหมายกัน

การแสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ในท่ามกลางสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
มี 2 อย่าง คือ
1.ยกหัวข้อธรรมะอันเป็นหลักของพระศาสนา เช่น ขันติ ขึ้นประกาศ
2.ยกพระวินัยอันเป็นข้อบังคับขึ้นประกาศ โดยเรื่องที่ยกขึ้นประกาศนั้น
เรียกว่า ปาฏิโมกข์ ถ้าเป็นพระโอวาทคือคำสอนคำเตือน 
ก็เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ 
หลักคำสอน อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา  ได้แก่ การไม่ทำความ
ชั่วทั้งปวง  การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิต
ของตนให้ผ่องใส  เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน



พระอาจารย์ กำลังให้ความรู้เกี่ยวกับวัดเวฬุวัน มหาวิหาร  ค่ะ 


บริเวณในวัดเวฬุวัน  มีป่าไผ่ มากมาย ค่ะ  


พวกเรากำลังเดินไปที่ "ลานจาตุรงคสันนิบาต" สระน้ำที่เห็นนี่ จะใช่
ตโปธาราม  หรือเปล่า  ไม่ทราบ ค่ะ ฉันเห็นก็ถ่ายรูปเอาไว้ ค่ะ 


ซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ปางประทานพรอยู่กลางซุ้ม ค่ะ 


"ลานจาตุรงคสันนิบาต" ที่พระอาจารย์นำพวกเราสวดมนต์ นั่งสมาธิ
กราบนมัสการ พระพุทธเจ้า  ค่ะ 


ถ่ายรูปหมู่กันที่ซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ปางประทานพร ค่ะ 

พวกเราออกจาก วัดเวฬุวันมหาวิหารก็เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว  คืนนี้
เราได้พักที่วัดไทยสิริราชคฤห์อีกคืนหนึ่งค่ะ  
 พวกเรากลับถึง วัด ก็เป็นเวลาเย็น  เตรียมพากันไปทานข้าวมื้อเย็น
และคืนนี้เราก็จะมีการทอดผ้าป่าด้วย ค่ะ 


เตรียมการทอดผ้าป่า วัดไทยสิริราชคฤห์  วัดนี้ ฉันกับเพื่อน ๆ ทำบุญ
400    บาท ค่ะ  คืนนี้เจ้าอาวาสยังไม่กลับมาที่วัด  ค่ะ 


บรรยากาศในการทอดผ้าป่า  ค่ะ  
หลังจากการทอดผ้าป่ากันเรียบร้อยแล้ว  พวกเราก็ต่างแยกย้ายไป
เข้าห้องนอนตัวเอง  คืนนี้เราต้องจัดกระเป๋าเดินทางแล้ว ค่ะ 

การเล่าเรื่องไปกราบนมัสการ  สังเวชนียสถาน ที่ประเทศอินเดีย ก็ได้
จบลงไปอีกตอนหนึ่งแล้ว ค่ะ นอกจากความรู้ต่าง ๆ 
ที่เก็บเกี่ยวจากพระอาจารย์กิติพันธ์แล้ว  ฉันก็ค้นคว้าพิ่มเติมจากใน
อินเทอร์เน็ต  ซึ่งมีผู้รู้เขียนไว้บ้าง  ก็ขอขอบคุณ
พระอาจารย์ และ แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ฉันไปศึกษาค้นคว้ามา ค่ะ
ขอเชิญผู้อ่านที่สนใจ  ติดตามอ่านต่อในตอนที่ 8 ได้ค่ะ
สวัสดี  ค่ะ 



 
















 



Create Date : 26 เมษายน 2563
Last Update : 30 เมษายน 2563 11:37:29 น.
Counter : 406 Pageviews.

28 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณThe Kop Civil, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณ**mp5**, คุณทนายอ้วน, คุณtuk-tuk@korat, คุณสันตะวาใบข้าว, คุณสองแผ่นดิน, คุณtoor36, คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณกะว่าก๋า, คุณNior Heavens Five, คุณคนผ่านทางมาเจอ, คุณอุ้มสี, คุณชีริว, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณSweet_pills, คุณmambymam

  
อนุโมทนาสาธุด้วยครับอาจารย์ มีคุณค่าทางจิตใจเป็นอย่างยิ่งด้วยครับ
โดย: The Kop Civil วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:13:03:33 น.
  
ดีจังเลยครับครู อนุโมทนาบุญ สาธุ ๆ ๆ...

ที่นั่นยังไม่เคยไป เดือน กพ. ยังหนาวชอบ..ครับ

ครูนำภาพเข้าถ่ำเป็นภาพเปิดเรื่อง ให้บังเอิญผมก็นำภาพมุดถ่ำ
เป็นภาพแรกเหมือนกัน แต่คงไม่เหมือนที่ครูไป.. ตอนนี้พวกเรา
ยังมุดถ่ำอยู่ ไม่รู้จะเห็นทางออกหรือแสงสว่างเมื่อใดครับ
โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:13:21:44 น.
  
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:16:10:46 น.
  
อนูโมทนาสาธุ กับการแสวงบุญครั้งนี้ครับ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:16:13:49 น.
  
มาติดตามต่อค่ะ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:16:38:20 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ถ้ำสัตตบรรพตคูหาผมไม่ได้ขึ้นไปครับ
แต่ดูแล้วหนทางก็เดินได้ลำบากทีเดียว
ดีที่อาจารย์ตัดสินใจนั่งเสลี่ยงครับ
ช่วยเพลาแรงได้เยอะเลย
ถ้าผมไป ก็คงนั่งครับ 555

ผมไม่ค่อยชอบนั่งสมาธิครับ
เพราะธรรมชาิตผมเป็นคนชอบคิด
พอคิด จิตก็ฟุ้ง
เห็นนู่นเห็นนี่
พระอาจารย์เคยบอกผมว่า
เห็นอะไรก็แค่เห็น
อย่าไปตามสิ่งทีเ่ห็น
สุดท้ายผมเลือกจนค้นพบวิธีการวาดรูป
ที่ทำให้ผมเกิดสมาธิได้เร็วกว่า ถนัดกว่าครับ

การตามลมหายใจ
จริงๆแล้วผมว่าเป็นอุบายนี่ล่ะครับอาจารย์
เพระาเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด
นำมาฝึกได้ทันที
เพียงแต่ผมตามลมหายใจแล้วไม่สงบครับ
เลยต้องหาวิธีอื่น 555

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:19:38:26 น.
  
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะคุณครู^^

โดย: สันตะวาใบข้าว วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:20:06:21 น.
  
อนุโมทนาบุญด้วยครับ

บางทีเราก็ต้องรู้ว่าสภาพร่างกายเราเป็นอย่างไรนะครับ เดินเองบางทีก็อาจไม่ไหวเหมือนกัน
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:22:19:10 น.
  
สาธุ อนุโมทามิด้วยค่ะครู
โดย: อุ้มสี วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:23:27:26 น.
  

สวัสดีค่ะ อจ.

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
โดย: newyorknurse วันที่: 1 พฤษภาคม 2563 เวลา:0:56:24 น.
  

สวัสดียามเช้าครับ

โหวตครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 พฤษภาคม 2563 เวลา:6:10:00 น.
  
สวัสดียามเช้าครับอาจารย์
อนุโมทนาบุญด้วยครับอาจารย์
โหวตครับ
โดย: Nior Heavens Five วันที่: 1 พฤษภาคม 2563 เวลา:7:51:11 น.
  

อนุโมทนาสาธุด้วยครับอาจารย์ มีคุณค่าทางจิตใจจริงๆค่ะ

รู้สึกจิตใจสงบไปด้วยกับกิจกรรมนี้
โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 1 พฤษภาคม 2563 เวลา:8:12:56 น.
  
ตอนไปน่านไม่ได้ขึ้นไปดูดอกชมพูภูคาครับ เอาแม่ไปด้วย แม่ขึ้นเขาๆไม่ไหวแน่ๆ เที่ยวแต่พื้นราบครับ อิอิ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 1 พฤษภาคม 2563 เวลา:14:05:45 น.
  
สถานที่ทางพุทธศาสนาของไทยหลายแห่งตั้งชื่อตามสถานที่ในอินเดีย แต่มาตามเส้นทางสังเวชนียสถานที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติแท้ๆแบบไม่ต้องจำลองเลยนะครับ ความน่าตื่นตาตื่นใจคงผิดกันเยอะ
วันนี้ตามมาชมถ้ำสัตตบรรพตคูหา ที่พระพุทธเจ้าเคยทำนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์ โอ้ ประวัติส่วนละเอียดขนาดนี้ผมไม่รู้แน่ๆ
ถ้ำด้านล่างเป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกด้วยนะครับ บันทึกด้วยการท่องจำนี่โหดจริงๆ ดีนะสมัยต่อมาบันทึกเป็นตัวหนังสือกันแล้ว
เวลาเดินขึ้นทางลำบากๆ เสลี่ยงก็เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ เป็นโอกาสให้คนอายุมากๆมีโอกาสไปสถานที่พวกนี้ได้
เราๆเดินขึ้นก็เหนื่อยแล้ว คนพวกนี้ต้องแบกเราขึ้นไปด้ว ยแข็งแรงน่าดูเลยครับ
เขาคิชฌกูฏนี้มีกระเช้าเลย แสดงว่ามีคนมาเยอะเหมือนกัน ขนาดเขาคิชฌกูฏของไทยผมยังไม่เคยไปเลยครับ
พระพุทธเจ้ามาจำพรรษาที่นี่บ่อยเหมือนกัน มีประวัติเกี่ยวข้องทั้งพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอานนท์ และพระเทวทัต รวมฮิตเลย
โรงพยาบาลของหมอชีวกตอนนี้กลายเป็นกองหินไปแล้วนะครับ คิดถึงโรงเรียนของโสเครติสที่กรีซเลย
วัดเวฬุวันนี่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อยากไปครับ วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา มีจุดที่เกิดเหตุการณ์วันมาฆบูชาด้วย
สมัยก่อนเคยเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ผ่านสื่อการสอน พอได้เห็นสถานที่จริงแล้วเติมเต็มจินตนาการน่าดูครับ
โดย: ชีริว วันที่: 1 พฤษภาคม 2563 เวลา:17:24:30 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ผมโชคดีมากครับอาจารย์
ที่ได้เจอมาดาม
ไม่งั้นน่าจะโสดตลอดชีวิต 555

ผมรักคนยากมาก
แต่ถ้ารักแล้ว
ผมก็หยุดความรักไว้ที่คนๆนั้นไปเลยครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 พฤษภาคม 2563 เวลา:20:52:46 น.
  

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 พฤษภาคม 2563 เวลา:6:30:48 น.
  
แวะมาเยี่ยมคราบ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 2 พฤษภาคม 2563 เวลา:14:42:36 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

เดือนนี้ผมตั้งใจจะลงบล็อกเพลงไปเรื่อยๆ
ทุกคนคงเครียดกับข่าวโควิดกันมากพอควร
เลยพักบล็อกธรรมะหนักๆไว้ก่อนครับ 5555

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 พฤษภาคม 2563 เวลา:19:58:00 น.
  
กราบพระและขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ด้วยนะคะ

ถ้ำสัตตบรรพต เขาคิชฌกูฏ ถ้ำพระโมคคัลลานะ
โรงพยาบาลชีวกัมพวันและลานจาตุรงคสันนิบาต
สถานที่แต่ละแห่งล้วนมีความสำคัญและน่าสนใจมาก

ขอบคุณอาจารย์ที่พาชมค่ะ
ถูกใจเสลี่ยงด้วยค่ะอาจารย์ น่าลองนั่งค่ะ

โดย: Sweet_pills วันที่: 3 พฤษภาคม 2563 เวลา:0:32:10 น.
  

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 พฤษภาคม 2563 เวลา:6:48:00 น.
  
ชอบกินยอดหน่อไม้ครับ แล้วที่ใส่ขาหมูเพราะว่ามันจะไปลดความเผ็ดร้อนของเครื่องแกงครับ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 3 พฤษภาคม 2563 เวลา:16:25:22 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

เพลงแรกผมเขียนให้ตอนที่ผมขึ้นไปบ้านหลังนี้ครั้งแรกครับ
บ้านหลังนี้อยู่กลางหุบเขาเลย มีสองสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน
กลับลงมาผมก็แต่งเพลง ดาวล้อมดอยให้เป็นของขวัญ
ทั้งสองคนรักเพลงนี้มากครับ

คำขอสุดท้าย ผมแต่งให้ตอนที่ผู้ชายเออรี่รีไทร์จากงานราชการ
พร้อมหนี้ก้อนหนึ่ง สุดท้ายเงินไม่พอใช้พี่ผู้หญิงต้องไปทำงานอีกจังหวัดหนึ่ง
ทำให้ห่างกันไป ว่างก็กลับมาเจอกัน

เพลงที่สามผมเพิ่งเขียนให้เมื่อปลายปีที่แล้วครับ
พี่ผู้หญิงอยากให้เขียนเพลงเป็นที่ระลึกครบรอบที่แต่งงานกันมานาน
แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่กก็ยังคงคิดถึงห่วงใยกันเสมอ

ทั้งสามเพลงเลยเหมือนหนังสามภาคที่ร้อยเรียงต่อกันครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 พฤษภาคม 2563 เวลา:18:41:25 น.
  
เส้นหมี่ขาวไวไวอร่อยและใช้สะดวกนะคะ
เมนูที่อาจารย์ทำน่ารับประทานมากค่ะ

อาจารย์นอนหลับฝันดีคืนนี้นะคะ
ขอบพระคุณอาจารย์สำหรับกำลังใจค่ะ

โดย: Sweet_pills วันที่: 3 พฤษภาคม 2563 เวลา:22:11:51 น.
  

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 พฤษภาคม 2563 เวลา:5:45:55 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

เพลงลูกทุ่งแท้ๆร้องยากมากครับ
ผมร้องยังไงก็ไม่เหมือนจริงๆครับ 555

ผมเขียนชีวิตเมืองตอนลงไปเรียนที่กรุงเทพครับ
ช่วงปริญญาตรีมีแต่ความวุ่นวาย
เลยสะท้อนออกมาเป็นเพลงนี่ล่ะครับ

เพลงฝนตกในใจ
เขียนให้กำลังใจน้องคนนึงในบล็อก
ที่ต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพ
ไม่มีเวลาได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่ครับ

เขียนไว้นานมากแล้วเหมือนกัน
ทุกวันนี้น้องคนนี้เลิกเขียนบล็อกไปแล้วครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 พฤษภาคม 2563 เวลา:11:36:15 น.
  
แวะมาเยี่ยมบ้านคราบ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 4 พฤษภาคม 2563 เวลา:16:11:47 น.
  

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 พฤษภาคม 2563 เวลา:5:53:02 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments