คืนกำไรให้ชีวิต เพื่อพิชิตไปในโลกกว้าง
space
space
space
 
มกราคม 2567
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
space
space
28 มกราคม 2567
space
space
space

ชวนไปเที่ยว เลห์ ลาดัก ในประเทศอินเดีย ตอน 3
ชวนไปเที่ยวเลห์ ลาดักในประประเทศอินเดีย ตอน 3 

บล็อกนี้  จะพาเที่ยวอีก 2 วัน ค่ะ  คือ  วันที่ 26-27  ต.ค. วันที่ 28 ต.ค. เราก็ต้อง
อำลาเลห์  ลาดัก  บินไปที่ เดลลี  และต่อเครื่อง
ที่สนามบินเดลลเที่ยวประมาณ เกือบเที่ยงคืน  กลับถึงกรุงเทพฯ ประมาณ
น่าจะ สองโมงเช้า กว่า ค่ะ   เรามาเริ่มไปเที่ยวกัน ค่ะ 
          วันที่ 26 วันนี้  เราออกจาก โรงแรม สายหน่อย  ให้ทุกคนได้นอนและพักเหนื่อย
จากการไปเที่ยว ทะเลสาบ โมริริ  ซึ่งต้องใช้เวลา
ในการเดินทางนานมาก  วันนี้ ก็เดินทางไกลเช่นกัน ระหว่างทาง  ทิวทัศน์มี
ความสวยงาม  พวกเราก็ถ่ายรูปธรรมชาติที่สวยงามมาฝาก ค่ะ 











ถนนที่วิ่งผ่านหน้าผาไป  คดเคี้ยวมาก คนขับต้องมีความชำนาญมาก



ระหว่างที่ผ่าน  บางช่วง มีแอ่งน้ำด้วย  ค่ะ 



บางแห่งที่รถผ่าน  มีหิมะปกคลุม เป็นช่วง ๆ ค่ะ 




  อาหารกลางวัน กินเอาบ่ายกว่ามาก ๆ เป็นร้านอาหารตามทางที่ผ่าน  เป็นร้านชาวบ้าน
  ก็เป็นอาหารอินเดีย ที่เรากินกันทุกมื้อ นั่นแหละ ค่ะ





น้อง คงหนาวมาก ดูปากสั่น นะเนี่ย  อิอิ 



อาหารที่สั่งมากิน ค่ะ  





สองหมาน้อย  มองตาปริบ ๆ   มาคอยขออาหารจากพวกเรา ค่ะ 

กินเสร็จเข้าห้องน้ำของร้านค้าเขา  ก็ดีกว่าห้องน้ำตามทางผ่าน  อิอิ ก็ค่อยยังชั่ว
ไม่ต้องกลัวตกลงไปในหลุมส้วม  ห้าห้าห้า  ในที่สุด
น่าจะประมาณบ่ายสามน่าจะได้ก็มาถึง เมือง นูบร้า  และไปที่ทะเลทรายเกดพาไป
ขี่อูฐ  ค่ะ   มารู้จัก  เมืองนูบร้า สักเล็กน้อย ค่ะ 

             นูบรา หมายถึงหุบเขาแห่งดอกไม้ เป็นแหล่งปลูก Apricot และผลไม้หลากหลายของลาดัก
เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด อยู่ห่างจากเลห์
ไปทางเหนือ 125 km ใช้เวลาประมาณ  6 ชั่วโมง  นูบร้าถูกโอบล้อมด้วย
เทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาคาราโครัม (Karakoram Range)
ซึ่งเทือกเขาคาราโครัมนี้ เป็นเขตแดนตามธรรมชาติกั้นอินเดียกับปากีสถาน
  และก่อนหน้าปี ค.ศ. 1994 ทางการอินเดียไม่อนุญาต
ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในหุบเขานี้เลย การเดินทางไปนูบร้า ต้องเดินทางบนถนนสูงชัน
เลี้ยวลดคดเคี้ยวไต่ไปตามไหล่เขาซึ่งไม่มีรั้วกั้น
เส้นทางที่น่าหวาดเสียว แต่ภูเขารูปทรงประหลาดและสีสันแปลกตาสองข้างทาง 
ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจและสร้างความประทับใจ
รถเราวิ่งตามเส้นทางไต่ระดับขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากทัศนียภาพที่
แปลกตาไปตลอดทาง แนวเขาออกสีดินน้ำตาลอ่อนๆ
ดูแห้งแล้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นจึงค่อยๆ เห็นสีขาวจากหิมะด้วย
สวยงามมาก  บนเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน ค่ะ 
             เกือบตลอดเส้นทางมีการซ่อมปรับปรุงถนน  ถนนแถบนี้ต้องซ่อมแซมบำรุง
อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมักได้รับความเสียหาย
จากหินถล่ม การกัดกร่อนของหิมะหรือไม่ก็จากการกัดเซาะของน้ำอยู่ตลอด ป้ายริมทาง
เขียนข้อความคล้ายเป็นคำคมให้ขับรถไม่ประมาท
มักมีตัวอักษร ‘BRO’ สอดแทรกอยู่ในข้อความเสมอ สืบเสาะไปมาจึงได้รู้ว่า BROย่อมาจาก
Border Roads Organisation ถนนทุกสายที่สร้างขึ้น
บนที่สูงแถบภูมิภาคลาดักห์ของอินเดียเหนืออยู่ภายใต้โครงการ Himank Project โดยเริ่ม
การก่อสร้างต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ.1985 เป็นต้นมา
หลังอินเดียเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังพื้นที่แถบนี้ได้ในช่วงปี ค.ศ.1974



ระหว่างทาง  เราจะพบกับการซ่อมถนน  เป็นระยะ ๆ  ค่ะ และมักมีหินถล่ม ค่ะ 

 แล้วเราก็มาถึงทะเลทรายสีเงินที่หมู่บ้าน Hunder (ฮุนเดอร์) รถวิ่งขนานไปตามแนว
ทะเลทรายทอดยาวไปราว 3 กิโลเมตร
 เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน Hunder กับ Diskit แม้ไม่ใช่ระยะทางที่ยาวนัก แต่ก็มีพื้นที่
พอให้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง  คือ  การขี่อูฐ  ค่ะ 
          เราต้องเดินลุยเข้าทะเลทรายไกลไม่น้อย  จึงได้พบ กลุ่มอูฐซึ่งนอนอยู่เป็นฝูงใหญ่
  มีเจ้าของอูฐกำลังคุยกับนักท่องเที่ยวที่จะมาขี่อูฐด้วย 
เกดถามพวกเราว่าสนใจจะขี่อูฐไหม  ฉัน  จอย น้อง และแต๋ว  ตกลงขี่อูฐ 4 คน 
ส่วนเกด กับ เมล น่าจะเคยขึ่มาแล้ว  เลยไม่ขี่ด้วย 
ราคาขี่อูฐ 1 ชั่วโมง  500 รูป ก็ไม่แพงนะ เท่ากับเงินไทยประมาณ  250 บาท 
ต่อ 1 ชั่วโมง  โดยมีคนจูงอูฐที่เราขี่เดินไปในทะเลทราย 
จูงเป็นฝูงนะ  ไม่ใช่จูงทีละคน  อูฐ ก็แสบนะ เดินไป มันก็ไปสีกับอูฐเพื่อนมันไปด้วย
ทำให้เราคนขี่ ตกใจ เหมือนกัน เพราะว่าขาเรา
อยู่ข้าง ๆ ตัวอูฐ  นั่นเอง  อิอิ  กลัวตกเหมือนกัน  ก็ต้องจับเชือกไว้แน่น ๆ 
สนุกสนาน  มีน้องช่วยถ่ายรูปบ้าง  เกด ถ่ายให้บ้าง มาชมรูปพวกเรา  ค่ะ 

 


รถของเราต้องจอดอยู่ที่ถนนที่เป็นที่จอดรถ  ข้ามสะพานไม้ เข้าสู่ทะเลทราย



ทะเลทรายนี้  มีอูฐจำนวนหลายตัวรอทำงานตามหน้าที่ของมัน ค่ะ 



ทิวทัศน์ส่วนหนึ่งของบริเวณทะเลทราย Hunder Sand Dune ซึ่งเป็นทะเลทรายที่ซ่อนตัวอยูใน
หุบเขา  รูปร่างแปลกตา ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาสูง
ทิวทัศน์ทะเลทรายสีเงินที่สวยงาม  สูงถึง  4000 เมตร   ค่ะ 





ทิวทัศน์ อีกมุมหนึ่งของทะเลทรายแห่งนี้  ค่ะ 



มุมสวยงามมุมหนึ่งของทะเลทรายแห่งนี้  ค่ะ 



ผลัดกันถ่ายรูปให้  ค่ะ



มาถึงแล้วนะ  ทะเลทราย ที่รัก  



อูฐ นูบร้า  เป็นอูฐสองหนอก  พันธุ์ Bactrain  ตัวไม่ใหญ่เท่าอูฐแถบโอมานหรือ อิยิปต์
อูฐสองหนอกพบได้ในพื้นที่อื่นทางตอนเหนือของอินเดีย
เช่นกัน  แต่เดิมใช้เป็นพาหนะหลักสำหรับขนส่งสินค้าตามเส้นทางแถบเอเซียกลาง



เจ้าหน้าที่เจ้าของอูฐ  รอให้บริการที่ลูกค้าที่ต้องการมาขี่อูฐ ค่ะ 





อูฐจะหมอบอยู่  เจ้าของอูฐมาคอยช่วยให้พวกเราขึ้นอูฐและลงจากตัวอูฐ ค่ะ



ขอฉันถ่ายรูปใกล้ ๆ กับเธอหน่อยนะ อูฐ จ๋า  อิอิ 



แต๋ว เอาบ้าง  ท่ากลัว ๆ อูฐ อยู่นะ อิอิ 



จอย ใจกล้าที่สุด  ยืนใกล้ ๆ น้องอูฐ มากที่สุด 





มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นมาขี่อูฐด้วย  ค่ะ 



ท่าขี่อูฐของเสี่ยจอย เท่ มาก มั่นใจสุด ๆ เลย 



เตรียมพร้อมกับการขี่อูฐแล้ว  ค่ะ 



จับเชือกให้แน่น ๆ กัน นะ ห้าห้าห้า  กลัวหล่น 



จอยและแต๋ว เตรียมพร้อม เช่นกัน 



อูฐ ก็เตรียมพร้อม ยืนขึ้น รอคำสั่งและจูงจาก นายของมัน ค่ะ 



สู้ ๆ ค่ะ 



สู้ ๆ เช่นกัน  นะ 



รองเท้าจะหลุด ค่ะ ขอใส่ก่อน นะ



ใส่รองเท้าเรียบร้อยแล้ว  เตรียมตัว ค่ะ 





สี่คน สองคู่  เตรียมพร้อม อูฐ เดินตามที่เจ้านายเขาจูงไป ค่ะ 









ท่า เสี่ยจอย  สุดเท่ เลย 





เกด คอยถ่ายรูปให้พวกเรา  ค่ะ 



ยิ้มกับกล้องของเกด มั้ง 







รูปนี้ น้องเซลฟี่ให้พวกเรา ค่ะ 

หลังจากที่ขี่อูฐเสร็จ  สนุกสนานแล้ว  ก็เป็นเวลา น่าจะ  17.00 น. กว่าได้แล้ว 
พวกเราต้องกลับที่พักที่จองไว้ที่นูบร้า ไม่ได้กลับ
ไปนอนที่เล่ห์เหมือนทุกวันเพราะทุกคนตกลงที่จะไปเที่ยวทะเลสาบปันกอง
ในวันพรุ่งนี้  จะได้ไม่เสียเวลาเดินทางและผ่านที่สูง
ที่ทุกคนกลัว นั่นเอง  ระหว่างเดินทางไป โรงแรมที่เกดให้โรงแรมที่เลห์จองให้ 
ได้ผ่าน  วัด  Samstanling เกดให้จอดรถแล้ว
ให้พวกเราขึ้นไปไหว้พระไม่ได้เดินชมอะไร  เพราะว่ามันไม่มีเวลาแล้ว
ตอนนั้น ก็ประมาณ 18.00 น. กว่าแล้ว 
ได้แต่เดินขึ้นไปไหว้พระองค์ใหญ่  เห็นมีกล่องให้บริจาค ทำบุญด้วย ฉันก็หยอด
แบงค 20 บาท ค่ะ เรามาทราบความเป็นมาของวัดนี้สักเล็กน้อยเป็นความรู้ ค่ะ
                 
Samstanling Gompa ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Sumur ใน Nubra Valley ของ Ladakh
เป็นวัดพุทธสไตล์ธิเบตของนิกายหมวกเหลือง
ตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้าน Kyagar และ Sumur  สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1841 
โดยลามะ Lama Tsultrim Nima  อารามก่อตั้งขึ้น
เมื่อเกือบ 150 ปีที่แล้ว  สถานที่แห่งนี้อยู่ท่ามกลางความงามของทิวทัศน์ที่น่ารื่นรมย์
และล้อมรอบด้วยเฉดสีทองแดงและขาวแบบดั้งเดิม
มีรถประจำทางและรถแท็กซี่สาธารณะที่มาเยี่ยมหมู่บ้านนี้เป็นประจำ จากสถานที่
สำคัญทั้งหมด  วัดนี้ ปัจจุบันมีพระธิเบตอยู่ประมาณ 50 รูป 
แต่เดิมหุบเขาแห่งนี้ มีชื่อว่า  Ldumra ซึ่งแปลว่า   ภูเขาแห่งดอกไม้  เป็นพื้นที่
อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกผลไม้ เช่น  แอปเปิ้ล และ แอปปริคอต  เป็นต้น 









ความสวยงามของวัดที่มองลงมาจากที่สูง ค่ะ 

โรงแรมที่เราพักคืนนี้  ค่อนข้างลำบาก  เพราะว่าไม่มีฮีสเตอร์  ไม่มีน้ำอุ่น  เสื้อผ้าเรา
ก็ไม่ได้เตรียมมาเปลี่ยน  ยาสีฟัน แปรงสีฟันก็ไม่มี
  ต้องซื้อใหม่หมด   พวกเรา กินข้าวเย็นที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว   คืนนี้พวกเรา
จึงซักแห้งล้างหน้าด้วยผ้าเปียกอย่างเดียว 
แปรงฟัน  ด้วยน้ำเย็นเจี๊ยบ  นอนคลุมโปง  ผ้าพันคอที่ชุติมา ลูกศิษย์ซื้อมาให้จากญี่ปุ่น
พันคอได้อุ่นมาก  เสื้อยูนิโค่ที่ใส่มา  ก็นอนทั้งชุดนั้น  ก็ไม่หนาวมากนัก ค่ะ 





ห้องนอนของโรงแรมนี้ ก็สวยงาม ผ้าห่มหนา อุ่นดี ค่ะ 

27  ต.ค.   เช้านี้  ภารกิจ  ก็เหมือนกับเมื่อคืน  ค่ะ  ล้างหน้าด้วย ผ้าเปียก  แปรงฟัน
ด้วยน้ำเย็น   ทาครีมกันแดง  แป้ง  ไม่ต้องแต่งตัว 
เพราะเป็นชุดเดิมของเมื่อวาน นั่นเอง  ค่ะ 
        พวกเรากินข้าวที่โรงแรมเหมือนเดิม  กินเสร็จก็ออกเดินทาง  วันนี้  ก็ต้อง
เดินทางไกลเช่นกัน  เส้นทางที่ไปไม่ได้ไปทางเก่า
  เป็นทางใหม่ที่คนขับรถพาไปหนทางวิบากมาก  เป็นถนนที่เป็นหินบางส่วน
  รถกระโดดไปตามความขรุขระของถนน  ต้องจับที่จับ
ของพนักเก้าอี้ไว้ให้แน่  เพื่อไม่ให้ด้านหลังของเราถูกกระแทกแรง ๆใครที่มัวแต่หลับ
ก็จะถูกกระแทกด้านหลังโดยอัตโนมัติ  ในนี้ ดูเหมือน
มีแต๋วที่กลับมาจากเที่ยวแล้ว  บ่นว่าปวดหลัง  ส่วนฉันซึ่งเป็นโรคปวดหลังอยู่แล้ว
  จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ค่ะ  กลับมาไม่นานนัก 
ก็ต่อด้วยทริปจอร์แดน  เดินมาก ๆ  เลยไปลองหาหมอกายภาพ อิอิ  
               
ระหว่างทางที่จะไปที่ทะเลสาบปันกอง อันเป็นเป้าหมายที่จะไปเที่ยววันนี้   มีจอดให้ลงไป
เข้าห้องน้ำบ้าง  ถ่ายวิวความสวยงามระหว่างทางที่ผ่านไป  เกด มีซื้อขนม
มาแจกลูกทัวร์กินเล่นบนรถด้วย  เช่น พวกบ๊วย  ขนม ก๊อบแก๊บ  มาชมภาพระหว่างทาง ค่ะ 













มื้อกลาววันนี้  เกดไม่ได้ทำอาหารมาจากโรงแรม  กินตามร้าน ระหว่างทาง
อากาศหนาวมาก  ร้านนี้เราลืมถ่ายรูปเอาไว้ ค่ะ 
หลังจากที่เรานั่งรอกินอาหารมื้อกลางวันก็มีคณะท่องเที่ยวอีกกลุ่มเข้ามา
กินอาหารเหมือนกัน ค่ะ กินเสร็จก็เดินทางต่อไป 
ในที่สุดก็ถึง ทะเลสาบปันกอง  ถือว่าเป็น  คิง แห่งทะเลสาบ คู่กับ ทะเลสาบ โตริริ ที่พวกเรา
ไปเที่ยวมาเมื่อวันก่อน  มาทราบความรู้เกี่ยวทะเลสาบปันกองสักหน่อย ค่ะ  

           ปันกอง  เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ตั้งอยู่บนความสูง 4350 เมตร   เนื้อที่ 40% เป็นของ
ประเทศอินเดีย อีก 60% เป็นของประเทศจีน   
(เป็นทะเลสาบแบบ endorheicคือ  แบบปิดหรือ จม เป็นแหล่งน้ำไม่ไหลลงสู่ทะเล)
  มีความสวยงามมาก ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย  มีความยาว
  134 กิโลเมตร แบะมีส่วนกว้างที่สุด เพียง 5 กิโลเมตรเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว
ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอินเดีย  เป็นทะเลสาบที่มีสีหลากสี 
ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแสงอาทิตย์ ที่ตกกระทบและสะท้อนขึ้นมาสู่ผิวน้ำ  ทำให้มองเห็น
สีของแม่น้ำเป็นสีขาวใสราวกับกระจก บ้างก็เห็น
เป็นสีเขียวเทอร์ควอยช์สีฟ้าและสีน้ำเงินเข้ม 

         ทะเลสาบปันกอง  เรามาถึงจุดหมายปลายทางประมาณ  บ่ายสามแล้ว ค่ะ  สำหรับ
ทะเลสาบปันกอง ที่มาเห็นนั้น  เมื่อเปรียบเทียบแล้ว 
ฉันว่า มันไม่ได้สวยเหมือนที่ทะเลสาบ โตริริ ที่ไปมาแล้ว  ต้องเดินไกลจาก
ที่จอดรถมากทีเดียว  ทางลงค่อนข้างชันด้วย
  ฉันไม่กล้าลงไป  ได้แต่ยืนอยู่ข้างบน   มีจอย แต๋ว และน้อง ลงไปด้านล่างถ่ายรูปกัน 
ฉันอยู่ด้านบน  เลยไม่ได้รูปตัวเองสักรูปเลย ได้แต่วิว ทิวทัศน์
รอบ ๆ ทะเลสาบและถ่ายรูปอยู่ด้านบน ให้เพื่อน ๆ  ถ่ายรูปนกนางนวลที่บินมา
อยู่บริเวณทะเลสาบอยู่ที่นี่ได้ไม่น่าถึงครึ่งชั่วโมงก็กลับกันแล้ว
  อาจเป็นเพราะไม่มีหิมะ ไม่สวยเท่าทะเลสาบโตริริ และเวลาก็ไม่อำนวยแล้ว นั่นเอง 

ระหว่างที่เดินทางกลับ ได้ผ่านป้ายชื่อ ที่เขียนไว้ว่าเป็นจุดสูงสุด  เหมือนเรามา
พิชิตจุดสูงสุดของเลห์  ลาดัก  ซึ่งคนที่มาเที่ยว เลห์  ลาดัก
ต้องมายืนถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก พวกเราก็ลงไปถ่ายรูปเช่นกัน  เข้าคิวรอกัน
กับนักท่องเที่ยวอื่น  ถ่ายรูปเดี่ยวบ้าง รูปคู่บ้าง รูปหมู่บ้าง
  อยู่กันสัก 10 นาทีก็ขึ้นรถเดินทางต่อไปเพื่อกลับเลห์ โรงแรมเดิม ค่ะ 




เสี่ยจอย  สนุกกับทะเลสาบปันกอง ค่ะ 











สนุกสนาน  โต้ลมหนาว ค่ะ 



หนาวจัง ค่ะ 










ความสวยของ ทะเลสาบ ปันกอง ค่ะ 

















นกนางนวล  น่ารักมาก ค่ะ 







ทิวทัศน์อันสวยงามของ ทะเลสาบ ปันกอง ค่ะ 

ระหว่างที่เดินทางกลับ ได้ผ่านป้ายชื่อ ที่เขียนไว้ว่าเป็นจุดสูงสุด  เหมือนเรามาพิชิต
จุดสูงสุดของเลห์  ลาดัก  ซึ่งคนที่มาเที่ยว เลห์  ลาดัก
ต้องมายืนถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก พวกเราก็ลงไปถ่ายรูปเช่นกัน  เข้าคิวรอกันกับนักท่องเที่ยวอื่น
  ถ่ายรูปเดี่ยวบ้าง รูปคู่บ้าง รูปหมู่บ้าง  อยู่กันสัก 10 นาที
  ก็ขึ้นรถเดินทางต่อไปเพื่อกลับเลห์ โรงแรมเดิม ค่ะ 















ก่อนเข้าโรงแรม  เราไปเดินตลาดที่เราเคยไปตอนมาถึงวันแรก  ทุกคนต้องการไป
ซื้อของเพื่อเตรียมกลับเมืองไทย  เดินไกลมาก  เพราะที่จอดรถ
อยู่ไกลจากตลาดนี้  ต้องเดินเข้าซอกเข้าซอย  เดินจนลิ้นห้อย  หิวน้ำมาก
  ทุกคนเลือกผ้าพันคอจากร้านที่ แต๋ว  จอย เคยซื้อ เมื่อครั้งแรก  ราคาไม่ยอมลดให้เลย
ถึงจะบอกว่าจะซื้อหลายผืนก็ตาม  ผืนละ 500 รูปี
ฝืนที่ใหญ่กว่านี้อีกนิด  คิดผืนละ 600 รูปี   ฉันเหนื่อยจนไปเลือกกับเขาไม่ไหว 
ให้เกดเลือกให้ รวม 4  ฝืน  เพื่อจะไปฝากหมอที่รักษาฉัน 3 คน
และฝากรุ่ง  มีการซื้อพวกกุญแจอีก ต่อรองได้ พวงละ 100 รูปี  ฉันซื้อไป 10 อัน
ให้เกดและเมล เลือกให้  เพราะตัวเองเดินมาเหนื่อย 
นั่งดูความวุ่นวายของเพื่อน ๆ ที่นั่งเลือกกัน  หิวน้ำมากด้วย  เลือกเสร็จก็มืดมากแล้ว
  ดีนะที่ได้ซื้อยาและของจากร้าน หิมาลายันตั้งแต่วันก่อน ๆ แล้ว
  ไม่งั้น คงต้องดึกกว่านี้  ได้ของกันแล้ว  ต่างคนต่างหอบสมบัติที่ซื้อ  เดินกลับไป
ที่จอดรถ  ส่วนของของฉัน  เกดและเมลช่วยหิ้ว ไม่งั้นคงแย่
  แค่เดินอย่างเดียวยังปวดหลังจะแย่เพราะเดินไกลมาก  ประกอบกับเป็นวันเที่ยวสุดท้ายแล้ว
  มันล้าสะสมมาหลายวันแล้ว ตามสังขาร  มันก็จะเดินช้า  มีเกดคอย
ช่วยลาก และ คอยเวลาเหนื่อย ก็พักหน่อยแล้วเดินต่อ  ระหว่างทาง ก็มีร้านที่เราเดินผ่าน
ตอนมา ไม่ได้สนใจร้านเหล่านั้นเลย  ตอนขากลับ
ผ่านร้านเขา เขาก็เชื้อเชิญอีกให้เข้าชมร้านเขาบ้าง  เพื่อเป็นการพักเหนื่อยและอีกอย่าง
  เขาก็มีผ้าพันคอที่เราซื้อจากร้านแรกด้วย  เกดเลยถามราคา
  เขาไม่บอกผ่านเหมือนร้านแรกที่เราซื้อกัยเยอะ ๆ นะ บอกว่า ผืนละ  500  รูปี 
เอ้า ! เจ้าร้านแรกบอกตั้ง600-700 รูป ต่อเหลือ 500 รูปี
  เกดเลยลองต่อดูว่า 400 รูปี ได้ไหม  เขาก็พูดน่าสงสาร นะว่า  เขาไม่ได้บอกผ่านเลยนะ
  ขอเพิ่มเป็น 450 รูปีนะ  เขาจะได้มีกำไร บ้าง ฉันก็เห็นใจนะ
  เลยให้เกดเลือกให้ฉัน อีกสอง ผืน  ซื้อทิ้ง ๆ ไว้ เผื่อเป็นของขวัญให้ลูกศิษย์ที่
พาฉันไปกินข้าวและส่งของกินมาให้ฉันบ่อย ๆ ด้วย ค่ะ
  ส่วนเกด  น่าจะซื้อเพิ่มอีก 2 ผืนเหมือนฉัน นะ ถ้าจำไม่ผิด ค่ะ  
กว่าจะกลับถึงโรงแรม  แต่ละคนก็อ่อนล้าและหิวกันมากโขอยู่  เจ้าหน้าที่ที่ประจำ
ในการบริการที่ห้องอาหาร  ก็เตรียมอาหารให้  อาหารก็เดิม ๆ
แต่วันนี้ มีพิเศษ  น่าจะเป็นหมูสตูหรืออะไรสักอย่าง  ฉันก็ชิมนิดเดียว  หลายคนเขาว่าอร่อย
   แล้วก็มีการทอดไข่ดาวกัน  ฉันก็ขอฟองเดียว  ส่วนจอย
ชอบกินไข่มาก กินได้ถึง 3 ฟอง  อิอิ  กินมื้อเย็นแล้ว ต่างคนต่างกลับห้องตัวเอง 
 เพื่อเตรียมจัดกระเป๋า  เพราะว่าซื้อกันเยอะแยะ  เขาให้แค่
  20 กิโล เท่านั้นนำของขึ้นเครื่องได้อีก 7 กิโลกรัม  ของฉันเกินไปน่าจะกิโลกว่า
ต้องนำมาใส่เป้ เพื่อหิ้วขึ้นเครื่อง  จะได้ไม่วุ่นวายตอนชั่งน้ำหนัก
  ของแต๋วก็เกิน  เกดมาช่วยจัดการให้ จอยก็เกิน ของเกดมีกระเป๋าว่างถ่ายเทกันจนไม่มีปัญหา
   
  28  ต.ค. รุ่งเช้า  เราก็กินข้าวมื้อเช้าที่โรงแรม  ฉันให้เงิน 100 รูปีแก่บริกรที่มาบริการเราทุกมื้อ
  และให้แบงค์ 50 บาทไทย ให้เขาเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เกดขอ อีก100 รูปี ให้พวกช่วยยกกระเป๋า  

บริกรหนุ่มที่คอยบริการเราที่ห้องอาหาร  มาบอกว่า จะพาไปถ่ายรูปกับต้นแอปเปิ้ล
  เพราะเห็นแต๋วตื่นเต้นกับต้นแอปเปิ้ลเหลือเกิน  อยากถ่ายรูปกับ
ต้นแอปเปิ้ล  กินข้าวเสร็จเขาเลยพาแต๋วไปที่ต้นแอปเปิ้ลใกล้ ๆ โรงแรมเขา 
น่าจะเป็นของโรงแรมแต่คนละส่วนแยกออกไป เดินไม่ไกล 
แต๋วชวนไปเป็นเพื่อนด้วย  เลยเดินไปกับเขา  โถ! มีต้นแอปเปิ้ลอยู่ต้นเดียว
มีลูกแอปเปิ้ลอยู่ ลูกสองลูก  แถม มีหมาตัวใหญ่มาก
ดุหรือเปล่า ดูน่ากลัว  บริกร ไล่มัน แต่มันก็อยู่ด้วย  คงไม่ดุ ไม่กัด นะ พูดดี ๆ กับมัน
ขอถ่ายรูปกับต้นแอปเปิ้ลหน่อยนะ อิอิ เลยได้รูปมาฝาก 2-3 รูป ค่ะ 









รถที่จะมารับเราไปสนามบินเลห์ เพื่อไปต่อเครื่องที่ เดลลี มาแล้ว  บริกรที่นี่  ช่วยกัน
หิ้วกระเป๋าพวกเรามาขึ้นรถ  แล้วก่อนอำลากัน 
ก็มีการถ่ายรูปหมู่กันที่ป้ายหน้าโรงแรม ค่ะ  อำลาจากโรงแรมนี้ เพื่อมุ่งหน้าไปที่สนามบิน
  ก่อนขึ้นรถ ฉันให้แบงค์ไทย 50 บาท แก่คนขับรถเป็นที่ระลึกด้วย
  เขาดีใจ ขอบอกขอบใจ 







ประมาณ 9.30 น. มาถึงสนามบินเลห์     เช็คอิน และโหลดกระเป๋า  ประมาณ 12.00 น.
ออกเดินทางจากเลห์ เพื่อไปต่อเครื่องที่สนามบิน เดลลี
เครื่องจากเลห์ ถึงสนามบิน ประมาณ  13.30 น.  เตรียมรอรับประเป๋า ก่อน แล้วเข็นกันไป
  เดินเที่ยวกันอยู่รอเวลาที่จะเช็คอิน  วันนี้เตร่อยู่ที่สนามบินเดลลี
หลายชั่วโมงเพราะว่า ไฟล์บินกลับกรุงเทพฯของเรา คือ 23.15  น.
      มื้อเย็น  พวกเรากินอาหารในร้านอาหารของสนามบิน  มีร้านอาหารจีนด้วย นึกว่าจะได้กิน
อร่อยละ เอ้า ! รสชาติเค็มเหลือหลายแถมชามใหญ่มาก
กินเหลือเป็นครึ่งต่อครึ่งเลย  อิ่มแล้ว ก็เดินช้อปปิ้งในสนามบินกัน เทเงินอินเดียที่เหลือ
ซื้อขนมกลับบ้านหลายร้อยรูปี  ส่วนใหญ่เป็นถั่วรวม หรือเรียกว่าธัญพืช
ไม่ถูกนะ บางห่อ 400 รูปี คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 200 บาท  เห็นรถในสนามบินสวยดี 
พวกเราก็ถ่ายรูปกับรถด้วย ค่ะ 











พวกเราต้องอยู่สนามบินนานมาก  เดินช้อปปิ้งก็แล้ว  นั่งคุยกันก็แล้ว  เป็นช่วงเวลา
นั่งรอเครื่องบินที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด  เพราะใจของเราทุกคน
อยากจะกลับเมืองไทยกันแล้วใจมันถึงเมืองไทยกันแล้ว  ตอนมาก็สนุกสนาน
  เพราะจะได้เที่ยว ได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่ของสถานที่
ที่เราอยากมาเห็น มาชม  เมื่อได้เที่ยวจบทริปถึงวันกลับก็อยากกลับให้ถึงประเทศ
บ้านเกิดของเรา  คิดว่า อารมณ์เช่นนี้คงเหมือนกันทุกคน  ค่ะ 
       ในที่สุด  ก็เรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  พวกเราก็ดีใจ  เตรียมขึ้นเครื่องกันไป 
ระหว่างอยู่ในเครื่องบิน  ไม่ได้คุยกันมากมายนัก
  สักพักพวกเราก็พักผ่อนสายตากันตามอัธยาศัยผ่านไปประมาณ ชั่วโมงเศษ ๆ
บริกรของเครื่องบิน ก็มาปลุกให้ตื่นกินข้าวกัน ค่ะ
  อาหารของการบินไทย ก็อร่อยพอควร นะ  กินเสร็จกันแล้ว  ก็มีการเข้าห้องน้ำ
บนเครื่องบินก่อนแล้วกลับมานั่งหลับต่อ  ค่ะ 
       และแล้ว  พวกเราก็มาถึงประเทศไทย  สนามบินสุวรรณภูมิของเราโดยสวัสดิภาพ 
รับกระเป๋าเดินทางกันแล้ว  ก็อำลาจากกันและแยกย้ายกัน
ไปตามบ้านของตนเอง  ฉันกลับกับจอย    โดยจอยให้ทูน คนขับรถของเขามารับ
และมาส่งฉันที่บ้านก่อน  ฉันให้ทิปน่าจะ 200 บาท
  ทูนช่วยหิ้วกระเป๋าเข้าบ้านให้ฉันเป็นที่เรียบร้อย  ฉันมีโอกาสได้นอนต่ออีก
ประมาณ ชั่วโมงเศษ ๆ ก็ต้องตื่นขึ้นมาอาบน้ำ  แต่งตัว 
เพราะว่านัดกับบูลย์  มารับ 10 โมง เพื่อไปประชุมสมาคมฯ จัดงานคืนสู่เหย้า 
ซึ่งจะจัดในวันเสาร์ที่  11 พ.ย. เหนื่อยสุด ๆ เลยค่ะ
  แต่ทำไงได้ เมื่อเลือกลูกศิษย์เขาเป็นนายกสมาคมฯ  ก็ต้องไปช่วยเขาทำงานนั่นเอง
เขายังใหม่ต่องานสมาคมฯ อยู่ค่ะ 
      ทริปเที่ยวเลห์   ลาดัก ก็จบลงไปด้วยความสุข ได้ท่องเที่ยวตามสถานที่ที่สวยงาม
  ได้ไปเห็นธรรมชาติอันสวยงามของเมือง เลห์ ซึ่งถือว่า 
เป็นกำไรของชีวิต ถึงจะเหนื่อยกับการเดินทาง  แต่ก็คุ้มค่ากับความสวยงามของสิ่งที่
เราได้ไปพบเห็นมา ค่ะ   สวัสดี  ค่ะ



ฝาก วิดิโอ การท่องเที่ยวเลห์ ตอนที่ 3 ให้ฟัง ค่ะ 



 



Create Date : 28 มกราคม 2567
Last Update : 30 มกราคม 2567 11:17:13 น. 40 comments
Counter : 887 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณร่มไม้เย็น, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณThe Kop Civil, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณโฮมสเตย์ริมน้ำ, คุณทนายอ้วน, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณกะว่าก๋า, คุณปัญญา Dh, คุณhaiku, คุณtoor36, คุณสองแผ่นดิน, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณSleepless Sea, คุณหอมกร, คุณkae+aoe, คุณkatoy, คุณmultiple, คุณSweet_pills, คุณอุ้มสี, คุณRain_sk, คุณชีริว, คุณtanjira, คุณ**mp5**


 
สวัสดีครับอาจารย์
มาอ่านทีไรก็อยากไปเลห์ ลาดัก ตามรอยอาจารย์มากครับ
แต่แฟนคงไม่ไปด้วยแน่ๆ 5555 ผมคงต้องไปกับเพื่อนแล้ว
แต่ผมกับเพื่อนกำลังจะมีแพลนไปรัสเซียกัน ผมละกลัวสงคราม......

วิวทิวเขาสวยมาก ๆ ครับ เหมือนภาพวาดเลยครับ
มองดูแล้วรู้สึกเราเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ในธรรมชาติ แต่อากาศน่าจะสดชื่นมาก ๆ ถึงจะหนาวมากก็ตาม
มีหมาเขาด้วย 5555 อาหารน่าทานมากครับ ได้ทานอะไรอุ่นๆ ตอนอาหารหนาวจัดๆ คงฟินมาก
ขอบคุณความรู้ เรื่อง BRO มากครับ แต่ผมขับรถไม่เก่ง ต้องมีคนขับพื้นที่ชับให้แน่นอน ขับเองคงไม่ไหวแน่ๆ แต่เค้ามีคนขับพื้นที่ให้ใช่ไหมครับ
อูฐขนอุกอุยมากครับ 5555 น่ารักดี เค้าว่าขี่ยาก อาจารย์คิดว่าเป็นยังไงบ้างครับ
ยิ่งผมเป็นคนกลัวสัตว์ 55555

โรงแรมไม่มีฮีสเตอร์ ไม่มีน้ำอุ่น นี่จ๊ากเลยนะครับ อาบน้ำทีนี่จ๊ากจริงๆ
อาจารย์เก่งมาก ๆ ครับ ผมคิดออกเลยที่ต้องแปรงฟันด้วยน้ำเย็นจัด ๆ
ภาพที่ทะเลสาปปันกอง เห็นแล้วหนาวไปด้วยเลยครับ

ดูแล้วเป็นทริปที่ทรหดน่าดูนะครับอาจารย์ อาจารย์กับเพื่อนร่วมทริปเก่งมาก ๆ ครับ
เป็นทริปที่น่าประทับใจมาก ๆ ครับ ขนาดผมเป็นคนติดตามยังรู้สึกแบบนั้นเลย
แต่อาจารย์รับผิดชอบมาก ๆ ครับ กลับมาก็มีงานที่นัดไว้ต่อ สุดยอดครับ


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:15:59:23 น.  

 
อาจารย์ดูแข็งแรงมากเลยค่ะ



โดย: หอมกร วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:16:07:26 น.  

 
สวัสดีครับ ภาพสวยดีครับ


โดย: Sleepless Sea วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:17:24:48 น.  

 
ขอบคุณอาจารย์มากครับ

ที่แวะไปที่บล็อก ไว้ผมมาอีกครั้งนะครับ


โดย: Sleepless Sea วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:19:10:25 น.  

 
เหมือนอยู่ในนิยายของโสภาค สุวรรณ เลยครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:19:37:36 น.  

 
ดูบล็อกอาจารย์อยู่
ผมก็หันไปบอกมาดามเลยว่า
ผมอยากไปทริปนี้ 555

ภาพเปิดบล็อกสวยมากกกกกกกกกกกกก
ภูเขาที่นี่สวยงามจริงๆครับ
ผมชอบถ่ายภาพภูเขาอยู่แล้ว
ถ้าได้ไป
ผมคงจะถ่ายรูปกลับมาเป็นพันๆภาพแน่นอนครับ

อาจารย์เหนื่อยสะสม
ผมเดาว่าน่าจะเป็นเพราะเดินเยอะ
กับอากาศที่นี่ค่อนข้างเบามาก
ทำให้เหนื่อยง่ายด้วยครับ

ผมเคยไปเที่ยวภูเขาที่จีน สูง 5000 เมตรจากระดับนำ้ทะเล
ผู้ใหญ่ในทริปที่เป็นความดันสูง
เดินไม่ได้เลยครับ
จะเป็นลมหน้ามืด หน้าแดงเข้ม
ไกด์ต้องพาไปนั่งพักผ่อนเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:19:46:24 น.  

 
สวัสดีครับอาจารย์

น่าประทับใจครับ


โดย: ปัญญา Dh วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:20:53:08 น.  

 
บรรยากาศดูแล้งนะครับ ถ้าเป็นหน้าหนาวก็โอเคอยู่ หน้าร้อนน่าจะไม่ไหว มีหมามาจ้องด้วย จ้องแบบนี้จะกินลงได้ไงเจ้าหมาน้อยอย่าจ้องสิ

ขี่อูฐก็ได้บรรยากาศดีเหมือนกันครับ ไหนๆ ก็ไปเที่ยวแล้ว ห้องพักโทนสีบรรยากาศแบบอินเดียจริงๆ ครับ

ทริปนี้รูปเยอะนะครับ แต่ไปเที่ยวทั้งทีก็ต้องเก็บบรรยากาศประมาณนี้แหละ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:21:59:16 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ผมมาเปิดร้านใหม่อีกรอบ
แถวร้านมีร้านอาหารเมืองกับอาหารอีสาน 4-5 ร้าน
มีส้มตำเด็ดๆอร่อยอยู่ 2 ร้าน
ผมก็สั่งมากินสลับไปสลับมาตลอดครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:22:13:36 น.  

 
ตามเที่ยวต่อครับ
ท้องฟ้าเปิดให้ได้ถ่ายรูปสวยๆ


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 30 มกราคม 2567 เวลา:22:47:56 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 มกราคม 2567 เวลา:4:47:01 น.  

 
สวัสดียามบ่ายค่ะ อาจารย์สุวิมล

ภาพแรกสวยมากค่าาาาาาาา ดีต่อใจมากเลย
อาหารที่สั่งมาอร่อยไหมคะ ดูน่ากินอยู่นะคะ
เหมือนสปาเกตตี้ซอสมะเขือเทศแต่เป็นแบบมีน้ำ

ทะเลทรายสีเงินสมชื่อมากค่ะ เอ็นดูน้องอูฐนั่งรอบริการนุดกันเป็นแถว
ตัวพองๆ ขนฟูๆน่ารักมากเลยค่ะ

ทริปนี้เป็นการท่องเที่ยวที่เดินทางทรหดมากค่ะอาจารย์
อาจารย์เก่งมากเลยค่ะ ร่างกายยังแข็งแรง พร้อมลุยตลอด

พักแปปเดียวก็หายเหนื่อยแล้วค่ะ
เตรียมตัวสำหรับทริปต่อไปได้เลยค่าาาาา



โดย: โฮมสเตย์ริมน้ำ วันที่: 31 มกราคม 2567 เวลา:15:56:09 น.  

 
โอ้ อ.เต๊ะ เข้าใจแล้ว ว่าทำไมคนชอบมาเที่ยวที่นี่กัน
เดินทางก็ลำบากลำบน หนาวก็หนาว อาหารก็กันดาร
แต่พอได้เห็น วิวพาโนราม่า หลักร้อยล้านนี่ ลืมความลำบากหมดเลย งามมากๆเลยนะครับ

เสียดายถ้ามีเฮลิคอปเตอร์ให้เช่าบิน ชมวิวซัก 100-200 นี่ก็แจ๋วเลยนะครับ อิอิ

อาจารย์สุ บอก เฮลิคอปเตอร์ บ้านป้าเอ็งซิ 100 200
ไม่ใช่ชิงช้าสวรรค์ งานวัดนะโว้ย 555

แล้วก็ ทริปนี้ได้ขี่อูฐด้วยอะ น่าจะเหมือน มาเมืองไทยต้องขี่ช้างนะครับ อูฐเค้า ตัวใหญ่ ขนปุยมาก แถมไว้ผมตั้งๆ ทรงเดียวกันหมดเลย น่าจะใส่เจล หวีให้สวยๆหน่อยนะครับ อิอิ

อูฐบอก เรื่องของข้า เอ็งอย่ามายุ่งกับทรงผมข้า
เกรงใจขาข้าบ้าง
เดี๋ยวปั๊ด ชู๊ดกระเด็นเล้ยยย 555

แล้วก็ รร ที่พักไม่มีน้ำอุ่นนี่
ถ้าเป็น อ.เต๊ะ ละก้ น้ำซักหยดก็ไม่มีทางได้โดนตัวแน่555

อาจารย์สุ บอก เหรอ ถ้าเอ็งไปกับข้า ข้าจะไล่เอ็งไปนอนกับอูฐ เพราะกลิ่นเหมือนกัน เย้ย 555

ส่วนเรื่องการซื้อของนี่ โดยมากเรามักจะพลาด ซื้อร้านแรก
ที่ราคาแพง แต่พอเดินๆไปเจอร้านท้ายๆ มักจะถูกกว่าเสมอเลยนะครับ555

แล้วก็เรื่อง น้ำหนักของเกินนี่ ถ้าไปคนเดียวลำบาก ปวดหัวเลยนะครับ ถ้าไปเป็นหมู่คณะนี่ ยังเฉลี่ยแบ่งกันได้บ้างนะครับ

ส่วนเรื่องปวดหลังนี่มัน ทรมาณมากเลยนะครับ
อ.เต๊ะ เคยปวดขาแบบว่า เดินไม่ไหว ต้องหยุดพักตลอดทางเลย
นี่ถ้าจ้างคน ขอขี่หลังเค้าไปได้ก็ยอมจ้างเลยนะครับนี่ 555

ทริปนี้ มีขลุกขลักบ้าง กลับมาได้นอนแป็บเดียวเอง
แต่แลกกับความสุข ที่ได้ไปเที่ยวนี้ คุ้มค่ามากแล้วละครับ
อ.เต๊ะ ขอให้อาจารย์ มีความสุข สุขภาพแข็งแรงไปนานๆนะครับ



โดย: multiple วันที่: 31 มกราคม 2567 เวลา:19:49:14 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ทุกวันนี้ผมก็ยังเขียนวาบความคิดเกือบทุกวันครับอาจารย์
มักจะมาตอนที่ผมไม่ได้คิดอะไร
เช่นระหว่างรอหมิงอาบน้ำไปโรงเรียน
ระหว่างที่ผมทำกาแฟให้มาดาม

แล้วผมก็ต้องรีบจดใส่กระดาษแผ่นเล็กๆทันที
ไม่เช่นนั้นแป๊บเดียวก็จะลืมไปเลยครับ

มาดามไม่ชอบสมบุกสมบันครับอาจารย์ 555
ปกติเธอเน้นแบบเที่ยวไม่เหนื่อย อาหารอร่อยครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 มกราคม 2567 เวลา:20:01:56 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:5:08:20 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์

ภาพทิวเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะกับท้องฟ้าโปร่งใสสวยจริงๆค่ะ
เป็นความงดงามของภูมิประเทศที่กว้างไกล มองแล้วรู้สึกสงบค่ะ

บรรยากาศทั้งสวยและหนาวแบบนี้ อาหารอย่างซุปสปาเก็ตตี้ร้อนๆน่าจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้นะคะ
กลิ่นหอมๆของอาหารทำให้น้องหมาขนฟูขอมาอยู่ใกล้ๆ

การได้ขี่อูฐในทะเลทราย มีภูเขาสวยๆเป็นฉากหลัง
ทั้งสวยและน่าประทับใจค่ะ
น้องอูฐขนฟู ดูแข็งแรงและเป็นมิตร น่ารักมาก
นักท่องเที่ยวอุดหนุนเยอะ เจ้าของก็มีรายได้เลี้ยงดูเค้าอย่างดี
เป็นวงจรการท่องเที่ยวที่เกื้อหนุนกันนะคะ

ต๋าเคยดูยูทูปเบอร์ขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อให้ถึงเป้าหมายจุดที่สูงที่สุดของเลห์ ลาดัก
ภาพถ่ายกับสัญลักษณ์ตรงนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ
ที่พิชิตความสูงนี้ได้แล้วค่ะ

การซื้อของที่ระลึกอย่างผ้าแคชเมียร์ นุ่ม เบา อุ่นสบาย
ร้านที่ลดราคาให้ 50 และอาจารย์ช่วยซื้อ น่ารักจังค่ะ

หน้งสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง ขึ้นประโยคทักทายว่า
"คุณเคยมีเส้นทางสายฝันมั่งมั๊ยล่ะ"
ต๋าคิดว่าการท่องเที่ยวเส้นทางเลย์ ลาดัก ได้ชมวิวหลักล้าน
กับเทือกเขาสูงไล่ระดับเรียงกันยาวสุดลูกหูลูกตา
มีทุ่งหญ้าเขียวบ้างตัดกับหิมะขาวและยังมีทะเลทรายสวยๆ
น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวธรรมชาตินี้

ขอบคุณอาจารย์ที่พาเที่ยวนะคะ
ชมแล้วมีความสุขไปกับทริปนี้ด้วย
ต๋ากด subscribe และกด like แล้วค่ะ

อาจารย์มีความสุขมากๆในวันนี้นะคะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:8:49:45 น.  

 
ภาพสวยทุกภาพเลยครับอาจารย์ บรรยากาศ วิว ทิวทัศน์นี่ไม่ต้องพูดถึงหลักล้านเลยครับ ผมว่าเป็นความทรงจำที่ประทับใจมาก ๆ แน่ครับ


โดย: The Kop Civil วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:11:14:04 น.  

 
สุดยอดเลยค่ะครู
อึดมากกกกก
ภาพสวย


โดย: อุ้มสี วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:13:39:06 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

พู่กันเดียววาดง่ายจริงๆครับ
ผมเคยสอนพี่ในบล็อกท่านนึง
วาดสองครั้ง
ก็เจอเส้นสายลายมือของตัวเองแล้วล่ะครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:14:10:56 น.  

 
สวัสดียามบ่ายค่ะ อาจารย์สุวิมล


โดย: โฮมสเตย์ริมน้ำ วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:16:42:00 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:5:23:43 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

คนไทยเราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากจริงๆ
ญาติทางฝั่งมาดามก็เป็นมะเร็งหลายคนเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:10:08:29 น.  

 
ตามมาเที่ยวด้วยครับ บล็อกนี้ภาพสวยมากมากๆ
อ้าวผมพลาด เที่ยวบล็อกที่ 2....


โดย: Rain_sk วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:3:03:13 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:6:49:00 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ขอบคุณครับอาจารย์
งานชุดนี้ผมเขียนไว้ 3-4 ปีแล้วครับ
กว่าจะมีโอกาสนำมาลงในบล้อก
ก็แทบจะลืมไปแล้วว่าเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เป็นต้นฉบับที่ทำไว้นานมากเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:11:22:22 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:6:05:17 น.  

 
ขนาดว่าปีนี้เวลามากกว่าปีก่อนยังพลาดไปหลายบล็อกเลยครับ อาทิตย์ก่อนกลับดึกทุกวัน มัวแต่กินเลี้ยง

ตามมาเที่ยวเลห์-ลาดักต่อครับ
ปลาย ต.ค. อากาศคงกำลังดีเลย มีหมามาขออาหารเหมือนร้านข้างทางบ้านเราเลย
ถนนเส้นทางนี้ขับชมวิวภูเขาได้ตลอดทางน่าเพลิดเพลิน ถ้าไม่เจอช่วงถนนแคบ รถสวน หรือหินถล่มซะก่อนนะครับ
พี่อูฐที่อียิปต์ 1 ชั่วโมง 10 ดอลลาห์ ที่นี่ถูกกว่าเยอะเลย
มีสองหนอกน่าจะขี่ง่ายดี เหมือนมีที่ล็อคให้นั่งพอดี อิอิ
วัดแถบนี้อายุเกินร้อยปีทั้งนั้นเลยครับ
ขนาด Samstanling Gompa ที่ดูใหม่ๆ ยังสร้างมาสองร้อยกว่าปีแล้ว
คงมีการบูรณะดูแลอย่างต่อเนื่อง

ทะเลสาบปันกอง ทิวทัศน์รอบๆ เป็นภูเขาหินล้วนๆ แบบนี้ก็แปลกตาไปอีกแบบครับ
นกนางนวลอ้วนปุ๊ก หนาวอะดิ

ต้นแอปเปิ้ลมีลูกติดต้นน่าถ่ายนะ แต่หมาใหญ่ขนาดนี้เป็นผมก็ไม่กล้าเข้าใกล้ครับ ดีว่ามันไม่ดุ

อาหารจีนที่ไปกินเมืองนอกก็หาอร่อยยากเหมือนกัน ผมชอบอาหารอินเดียมากกว่าด้วยซ้ำ
เสียดายทริปนี้ไม่ค่อยมีอาหารมาด้วย อยากเห็นอาหารที่แถวนั้นเค้ากินกันครับ

คนไทยยังไม่เที่ยวแถวนั้นไม่มาก เป็นทริปที่เปิดหูเปิดตาดีเลย อากาศก็น่่าจะดีมากๆด้วยครับ


โดย: ชีริว วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:10:01:41 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์

ขอตามอาจารย์ไปเที่ยวด้วยนะคะ
ดูอาจารย์สดชื่นและมีความสุขมากนะคะ ดีจังค่ะ

ส่วนหนูใกล้ไกลคงไม่ได้ไปไหนแน่ๆค่ะช่วงนี้

ขอให้อาจารย์มีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะคะ



โดย: tanjira วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:18:28:07 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ผมก็หายไปตั้งแต่เที่ยง
พาหมิงไปหัดขับรถ
ไปกินข้าวเที่ยว เสร็จหมิงไปยิมต่อ
กว่าจะกลับถึงบ้านก็เย็นเลยครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:18:58:16 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์

ต๋าไม่ได้เข้าบล็อกมา 2-3 วันค่ะ
ขอบคุณอาจารย์สำหรับกำลังใจนะคะ

อาจารย์นอนหลับฝันดีคืนนี้ค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:23:55:17 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:5:35:57 น.  

 
สวัสดียามสายค่ะ อาจารย์สุวิมล

วันนี้แปดริ้วฝุ่นเยอะเลยค่ะ
จันทร์แสบจมูกไปหมดเลย

อาจารย์รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: โฮมสเตย์ริมน้ำ วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:10:18:25 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ถ้าตั้งสติ
แล้วอดทนรอได้
ผมเชื่อว่าปัญหายากแค่ไหน
ก็มีทางออกเสมอครับ

แต่ส่วนใหญ่
เรารอไม่ไหว
ทนไม่ได้
ยิ่งแก้ ยิ่งยุ่ง ยิ่งยากครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:12:54:41 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:5:23:59 น.  

 
สวัสดียามสายค่ะ อาจารย์สุวิมล

ได้เดินออกกำลังกายแข็งแรงแน่นอนค่ะอาจารย์
เราจะแข็งแรงไปด้วยกันนะคะ


โดย: โฮมสเตย์ริมน้ำ วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:9:54:20 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

คนคิดฆ่าตัวตาย
เป็นวินาทีชี้เป็นชี้ตายของชีวิตจริงๆครับ
บางทีถ้าผ่านวินาทีนั้นไปได้ ก็รอดตายได้
แต่ถ้าปล่อยให้ความคิดจมอยู่กับความทุกข์
ก็อันตรายเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:10:59:29 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:5:18:08 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ปีที่แล้วผมได้นั่งคุยกับน้องๆหลายคน
รวมทั้งเพื่อนๆด้วยครับ
หลายคนเหนื่อยหนักเลย
ได้แต่ปลอบใจกันไป
งานเขียนเหล่านี้ก็ตั้งใจเขียนเพื่อให้กำลังใจเพื่อนๆน้องๆนี่ล่ะครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:13:11:42 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:5:25:16 น.  

 
วันก่อนมาโหวต... วันนี้กลับมาอ่านรายละเอียดครับ อาจารย์ คงเล่าได้สนุกเหมือนบล็อกก่อนนี้


โดย: Rain_sk วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา:23:58:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]




เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ

http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
space
space
space
space
[Add อาจารย์สุวิมล's blog to your web]
space
space
space
space
space