คืนกำไรให้ชีวิต เพื่อพิชิตไปในโลกกว้าง
space
space
space
<<
สิงหาคม 2565
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
space
space
16 สิงหาคม 2565
space
space
space

ชวนไปเที่ยวลาว นั่งรถไฟ วังเวียง หลวงพระบาง เมืองงอย ค่ะ (1)
ชวนไปเที่ยวลาว นั่งรถไฟ วังเวียง หลวงพระบาง เมืองงอย ค่ะ (1)

  ทริปนี้  ฉันชวน น้อง (รัตนา)  จอย และ วรรณ  รวมกัน 4  คน เพื่อไป
เที่ยวลาว ซึ่งเพิ่งเปิดประเทศ  โดยไปกับ บริษัท​
ไชยนารายณ์​ ทราเวล จำกัด  ราคาทัวร์  12,900 บาท  โดยต้องโอน
มัดจำ 8,000 บาท ภายในเดือนเมษายน 
เดินทาง  13-16 ก.ค.  ส่วนที่เหลือ โอนก่อนออกเดินทาง 30 วัน  ค่ะ 
        บริษัทนี้ ฉันไม่เคยไปด้วย  แต่เขามีการตั้งกลุ่มไลน์
คนชอบเที่ยวและให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ให้สมาชิกอ่าน 
เจ้าของบริษัทไปสำรวจเมืองลาวเอง
ฉันจึงคิดว่า ลองเสี่ยงไปกับบริษัทนี้สักครั้ง  ถ้าจัดดี บริการดี จะได้เป็น
ลูกทัวร์ต่อไป ค่ะ 

     เนื่องจากลาวเพิ่งเปิดประเทศ  รถไฟความเร็วสูง จีน ลาว ก็เปิดให้
เฉพาะภายในประเทศลาวเท่านั้น  ส่วนใหญ่ที่อยากไปลาว
  คงจะลองไปนั่งรถไฟความเร็วสูงนี้   นั่นเอง  พวกเราก็มีจุด
ประสงค์เช่นนี้ ที่จริงฉันเคยนั่งรถไฟความเร็วสูง
ของจีนมาแล้ว คิดว่าคงไม่แตกต่างจากกันหรอกนะ อีกอย่าง ฉันยังไม่
เคยไปหลวงพระบางเวียงจันทน์ วังเวียง
  เคยไปแต่ลาวใต้  ซึ่งสวยงาม มีน้ำตก คอนพะเพ็ง  ซึ่งถือว่า เป็นน้ำตก
ที่สวยมาก  ถือเป็นไนแองการ่าแห่งเอเชีย ทีเดียว  ค่ะ 


 ทริปนี้  กำหนดการเดินทางวันที่ 13-16 ก.ค.  วันที่ 12 น้องขับรถมารับ
ฉันไปนอนที่บ้านเขา   เพื่อตอนเช้า เราจะได้เรียกแท็กซี่
ไปดอนเมือง ซึ่งบ้านน้องไป ดอนเมืองไม่ไกลมากเครื่องออกเช้ามาก
  ทางบริษัทนัดให้ลูกทัวร์ไปเจอกันที่ สนามบินดอนเมือง
ตอน  5.30 น. ฉันกับน้องไปถึงดอนเมืองตรงเวลา  แต่คนของบริษัทยัง
ไม่มีใครมาเลย  ที่จริง  หัวหน้าทัวร์และเจ้าหน้าที่
ต้องมาก่อนลูกทัวร์  ฉันโทรเข้ามือถือหัวหน้าทัวร์ตามที่ทางบริษัทให้
เบอร์โทรมา  ปรากฏว่า กำลังเดินทางมาดอนเมือง
  ครู่ใหญ่ ๆ  หัวหน้าทัวร์ที่ชื่อก้องและทีมงานน่าจะมีอีกคนหรือสองคน
  ก็มาถึง แจกป้ายที่ติดกระเป๋าชื่อบริษัท  แล้วปล่อย
พวกเราไปเข้าแถวเพื่อเช็คอิน  คนค่อนข้างเยอะ เรา 4 คน  ฉัน จอย
น้อง วรรณ  ให้เกาะกลุ่มกันไว้ จะได้
นั่งใกล้ ๆ กัน  ตอนนี้  ไกด์ ไปไหนไม่รู้  ที่จริง  เขาควรต้องมายืนอยู่
ใกล้ ๆ คอยดูแลเวลาเช็คอิน  เผื่อมีปัญหา จะได้ช่วยแก้ไขได้ 
     พวกเราเช็คอินกันเรียบร้อยแล้ว  ก็ไปผ่านด่นตรวจเอ็กซเรย์กระเป๋า
ที่จะหิ้วขึ้นเครื่อง  เดินไกลมาก ประตูที่ 50  เครื่องจะออก
เวลา 7.50  น. DD300  นกแอร์  เรายังมีเวลาเหลือเฟือ  เลยเดินถ่าย
รูปกันได้ นั่งคุยกันไปขณะที่รอเครื่องออก



ขณะที่รอขึ้นเครื่อง  ฉันให้จอยช่วยถ่ายรูปกับเครื่องบินนี้ด้วย  อิอิ

 ประมาณ 7.15  น. ก็เรียกขึ้นเครื่อง  นกแอร์  บินตรงเวลา อุ่นเครื่องไม่
นาน  แต่ตอนบินขึ้นไปพักใหญ่  ตกหลุมอากาศ
โครงเครงมาก ได้ยินเสียง หวีดร้องดังเชียว สงสัยไม่เคยขึ้นเครื่อง
หรือเจอตกหลุมอากาศ  อิอิ  สักพักก็เข้าสู่ภาวะปรกติ 
ใช้เวลาบินประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ถึงสนามบินอุดรธานีประมาณ9.00น. 
รอรับกระเป๋ากันแล้ว  ก็รอรถตู้มารับ
เพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดหนองคาย  เพื่อผ่านด่านไทย เข้าสู่ด่าน
ของประเทศลาว  ก่อนไปด่าน  เรากินอาหารมื้อเที่ยง
(11 โมง)  ที่ร้าน แดงแหนมเนือง  บรรยายกาศที่นี่ดีมากติดริมโขง
  ได้ทิวทัศน์ งดงาม      ร้านนี้มีบรรยากาศอันร่มรื่นสวยงาม
มีมนต์เสน่ห์ บริเวณที่นั่งมีทั้งแบบระเบียงที่ทอดยาวไปริมแม่น้าโขง
และที่นั่งแบบห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว ได้ลิ้มรสแหนมเนือง
และอาหารเวียดนามแสนอร่อย   ฉันกับจอยไปถ่ายรูปกันหลายรูป ค่ะ 



บรรยากาศของร้าน ติดกับลำน้ำโขง งดงาม ค่ะ 



บรรยากาศของร้านอาหาร แดงแหนมเนือง



ส่วนหนึ่งของอาหารที่ทางทัวร์สั่งมาให้กิน


 
นั่งรอกินแหนมเนืองร้านแดง แหนมเนือง  ค่ะ 

 รถตู้เรานั่ง 8 คน ของเราหญิงล้วน  อีก 4 คน  เป็นหญิง 3 ชาย 1 ซึ่ง
เป็นสามีของน้องพยาบาลที่ชื่อ เชอร์รี่  อีกคนชื่อจอย
  อีกคนชื่อ อุ้ม  ทั้ง 4 คน คงเป็นเพื่อนรักกัน เพราะเห็นคุยกันสนิทสนม
  คงไปเที่ยวด้วยกันเสมอ เรากินข้าว ก็กินโต๊ะเดียวกัน
ตลอดทริป ไกด์ก้องอยู่กับรถของเราค่ะ 
     
 กินข้าวมื้อนี้แล้ว ก็ขึ้นรถตู้ไปที่ด่านไทยที่จะข้ามไปด่านลาว  ที่ด่าน
ไทย พวกเราต้องลงจากรถเพื่อตรวจพาสปอร์ต
ออกจากด่านไทย  เสร็จแล้ว ก็มีรถบัสนำพวกเราไปที่ด่านลาวที่ด่าน
ลาวพวกเราไม่ต้องไปให้เขาดูหน้า มีเจ้าหน้าที่
ของบริษัทที่ประจำอยู่ที่อุดร  มาเป็นมัคคุเทศก์ช่วยอีกคน  ทริปนี้ของ
เรา ต้องนั่งรถตู้ 4 คัน ตลอดระยะเวลาที่อยู่ลาว  ทำให้พวกเรา
ที่ไปทริปเดียวกันแทบจะไม่รู้จักกัน  รู้จักและสนิทกันตอนอยู่รถตู้คัน
เดียวกันเท่านั้น ค่ะ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย  แต่ว่า
ก็ต้องเป็นไปตามระเบียบของประเทศลาว ซึ่งไม่ให้ใช้รถบัสในการ
นำนักท่องเที่ยวไปเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ ค่ะ 
อาจเป็นเพราะว่า  ถนนหนทางของประเทศเขา ยังเป็นสองเลนอยู่  ไม่
เหมาะที่จะใช้รถบัส ค่ะ 
       
ที่ด่านลาว  มีให้แลกเงินลาวด้วย  ฉันกับน้องแลกเงินลาวไปคนละ
1,000  บาท ได้มาตั้ง  สี่แสนห้าหมื่นห้าพัน กีบ ค่ะ
   ช่วงนี้ ค่อนข้างวุ่นวาย  เพราะรถตู้ไม่ใช่คันเก่าแล้ว เป็นคันใหม่  พวก
เรา 4 คนก็ตามหากลุ่มเรา อีก 4 คน ปรากฏว่า
  สี่คนที่นั่งกับพวกเราตั้งแต่แรกแล้ว ขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อย  มีคนอื่น
ขึ้นไปนั่งด้วย (คงหลงพวก ) ก้อง ก็ไม่รู้ไปไหน 
จะตามมาให้ช่วยดูว่า เราต้องขึ้นรถคันไหน  ก็มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทอีก
คน (ภายหลังมารู้ว่า ชื่อ คุณใหม่ เจ้าของบริษัทไชยนารายณ์)
  มาช่วยจัดการ  ในที่สุดก็มาเจอน้อง 4 คน ที่เคยอยู่คันเดียวกัน  คนที่
หลงพวกก็ลงจากรถไปหาพวกของตน  พวกเราเลย
ได้ขึ้นรถคันเดียวกันอีก  เชอร์รี่บอกว่า  มองหาเรา 4 คนเหมือนกัน  จะ
บอกคนที่หลงมานั่งคันเดียวกับเราก็ไม่กล้าบอก
  เป็นอันว่า เรื่องรถก็ลงตัวกันทุกคน  ค่ะ ออกเดินทางต่อไป 

สถานที่แห่งแรกของการเที่ยววันนี้  ก็คือ เที่ยวถ้ำนางฟ้า  เป็นถ้ำที่เดิน
ไกลมากพอสมควร ผ่านทางเดินที่สองข้างทางมีต้นไม้
เขียวขจี  กว่าจะถึงถ้ำ ก็เล่นเอาเหนื่อยไม่น้อยเหมือนกันมัคคุเทศก์ที่
นำเที่ยว ชื่อ ไก่นา  ชื่อจริงชื่ออะไร ไม่รู้  คิดว่า
  เขาคงประจำอยู่ที่ฝั่งลาว  นำเที่ยวในลาวให้คนไทยที่มาเที่ยว  พูด
คล่อง อธิบาย เรื่องของถ้ำนางฟ้า นัดเวลาเจอกันที่ไหน 
       
ถ้ำนางฟ้า ถ้ำหินปูนที่สวยอากาศเย็นสบายเหมือนอยู่ในทิพย์พิมาน 
 ภายในถ้ำ มีหินงอกหินย้อย  มีสีสันของหินสวยงาม 
น่าจะเกิดสีตามธรรมชาติ คงไม่ใช่มนุษย์ไปทำไว้นะ"ถ้ำนางฟ้า"..แหล่ง
ท่องเที่ยวใหม่ของเมืองวังเวียงสปป.ลาว 
สะพานแขวนสีน้ำเงินที่ข้ามผ่านแม่น้ำจะพาเราไปพบกับถ้ำนางฟ้า ถ้ำ
ที่มีหินงอกหินย้อยสวยงามมากมาย และยังเป็น
จุดท่องเที่ยวที่เปิดได้ไม่กี่ปี คนยังไปเที่ยวชมไม่มากนัก  เป็นอีกหนึ่ง
จุดท่องเที่ยวธรรมชาติของวังเวียงที่ควรต้องไปชม
มาชมภาพสวย ๆ ของถ้ำนางฟ้า ค่ะ 



ไกด์ไก่นา เล่าเรื่องถ้ำนางฟ้า และนัดแนะเวลาเข้าชมถ้ำนางฟ้า 



สะพานที่จะข้ามไปชม ถ้ำนางฟ้า 



ระหว่างทางเดินไปชมถ้ำนางฟ้า เป็นป่าไม้เขียวขจี อุดมสมบูรณ์







ความงดงามภายในถ้ำ มีสีสันสวยงาม เป็นหินงอก หินย้อย รูปแปลก ๆ 



ทางที่จะเดินไปที่ถ้ำ มีขั้นบันได มีราวให้เกาะ ไม่ลำบากนัก 



ความสวยงามภายในถ้ำนางฟ้า ค่ะ 

จากถ้ำนางฟ้า  มัคคุเทศก์  ก็ให้พวกเราไปนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์
อันสวยสดงดงามของแม่น้ำซองและสองฟากฝั่ง
ที่เรือแล่นไปตามลำน้ำซอง  เรือหางยาวแต่ละลำ ให้นั่งกันสองคน 
ทุกคนให้ใส่เสื้อชูชีพไว้ด้วย  ป้องกันอุบัติเหตุ
ซึ่งเรามิอาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้น นั่นเอง แม่น้ำซอง (Nam Song
River) เป็นแม่น้ำสายหลักของวังเวียง สามารถเที่ยวชมเมือง
วังเวียงโดยการล่องเรือไปตามแม่น้ำซอง ชมวิถีชีวิตของคนริมแม่น้ำ
อาจได้พบกับชาวบ้านกำลังพายเรือหาปลา
หรือมีเด็กๆ ลงเล่นน้ำ รวมไปถึงชมสองฟากฝั่งแม่น้ำไปเพลินๆ และ
หากใครอยากเล่นสนุกๆ ก็สามารถล่องห่วงยางได้เช่นกัน
โดยสามารถเช่าห่วงยางจากร้านในตลาด แล้วก็ไปล่องกันเลยโดยใช้
เวลาล่องห่วงยางประมาณ45 นาที -1 ชั่วโมง 
เป็นระยะทาง 7-8 กิโลเมตร  มาชมการนั่งเรือหางยาวของพวกเรา ค่ะ 



เตรียมเรือหางยาวให้พวกเรานั่งชม สองฟกฝั่งแม่น้ำซอง



วรรณกับจอย  สนุกเป็นพิเศษ  อิอิ













นั่งเรือหางยาวชมสองฟากฝั่งของแม่น้ำซอง  ค่ะ 

 ล่องเรือเสร็จ ประมาณน่าจะชั่วโมงเศษ ๆ  ได้ คนเรือก็นำเรามาส่งที่
ฝั่งที่เราขึ้นเรือ  น้องให้ทิบคนเรือไป 5 พัน  กีบ 
จากที่นี่ พวกเราก็ขึ้นรถเพื่อไปโรงแรมที่จะพักคืนนี้  ชื่อโรงแรม PM 
โฮเตล  เราได้ห้องอยู่ชั้น 3 ไฟดับอีก ใช้ลีฟท์ ไม่ได้
  เจ้าหน้าที่ของโรงแรม  ต้องช่วยหิ้วกระเป๋าขึ้นไปส่งที่ห้อง  แค่เดินขึ้น
บันไดไปชั้น 3 โดยไม่มีกระเป๋า ก็หอบแล้ว เฮ้อ! 
ช่างโชคดี  มาถึงไฟก็ดับ  ไกด์ไก่นา  นัดเวลาเจอกันที่ชั้นล่าง
เวลา18.30 น.  เพื่อไปกินข้าวมื้อเย็น 
ซึ่งเป็นร้านอาหารที่อยู่หน้าโรงแรม นั่นเอง  
       โชคดี ที่ไฟฟ้าดับไม่นานนัก  ที่นี่ มีไวไฟบริการด้วย  เลยได้อ่าน
ข่าวคราวทางเมืองไทยได้ ที่ดีกว่านั้น 
คือ ดูละครไทยได้ด้วย  ห้าห้า  พวกเรากินข้าวเสร็จ ก็เกือบ 2 ทุ่มแล้ว
ฉันกับน้องกลับเข้าห้องอาบน้ำ ดูละคร พักผ่อน
เขียนบันทึก กว่าจะนอนก็ 5 ทุ่มได้แล้ว  



โรงแรมที่พวกเราพักคืนแรก  ค่ะ 

    เช้าวันที่ 14 ก.ค.  เช้านี้ ฉันตื่นนอนประมาณตีสี่กว่า  ตามที่นัดหมาย
กินข้าวเช้าที่โรงแรม 7.30 น. ล้อหมุน 8.30 น.
วันนี้เราต้องไปนั่งรถไฟความเร็วสูงที่สถานีรถไฟวังเวียงเที่ยว10.19น. 
ต่างคนต่างต้องหอบกระเป๋าของตนเองไปขึ้นรถไฟ 
         
อาหารตอนเช้าของโรงแรม เป็นอาหารบุฟเฟ่  อาหารมีไม่กี่อย่าง  ฉัน
กินข้าวต้ม ไข่ดาว 1 ฟอง  น้ำส้ม  และน้ำเปล่า
กินยา 1 ชุด  จะกลับเข้าห้อง  น้องลืมเอาคีย์การ์ดออกจากห้อง 
เลยต้องรอเจ้าหน้าที่มาเปิดให้  จึงสามารถเข้าห้องทำธุระส่วนตัวได้ 

 8.30  น. ตามนัด  พวกเราทุกคนตรงเวลาตามที่ไกด์นัด  ขบวนรถกรุ๊ป
เรา ทั้งหมด 4 คัน เราเป็นคันที่ 4 ก็แล่นออกจากโรงแรม
เพื่อจะไปยังสถานีรถไฟ วังเวียง เราไปถึงที่สถานีประมาณ  9 โมง 
เศษ ๆ นั่งรอกันที่สถานี  ต่างคนต่างลากกระเป๋ากันไป
  หาที่นั่ง ซึ่งเหลือน้อย  เพราะคนที่จะไปกับรถไฟความเร็วสูง มีจำนวน
มากทีเดียว  ฉันกับน้องเดินถ่ายรูปสถานีรถไฟของลาว
3-4 รูป ไว้เป็นที่ระลึก  น่าจะเวลา 9.45 น.  ทางเจ้าหน้าที่ให้พวกเรา
ไปยืนรอที่ชานชลาตามที่ตั๋วกำหนดไว้
  (น่าจะชานชลาที่  12 นะ ถ้าจำไม่ผิด )  นักท่องเที่ยวมายืนรอรถไฟ
ความเร็วสูงตามชานชลาของตนเอง มากมาย 
พวกเรา ไม่เสียเวลา ยืนถ่ายรูปกันบริเวณชานชลา  ซึ่งด้านหลังของ
ชานชลาเป็นภูเขาสูง  ทิวทัศน์สวยงาม  ทุกคนต่าง
ก็ถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึก ไกด์ก้องก็มาช่วยพวกเราถ่ายรูปด้วยค่ะ  มา
ชมรูปของสถานีรถไฟความเร็วสูงกัน ค่ะ 



สถานีรถไฟความเร็วสูงของ จีน -ลาว  สถานี วังเวียง  ค่ะ เราจะเดินทาง
ไปหลวงพระบางวันนี้ ค่ะ 



ถ่ายรูปตรงที่เรารอขึ้นรถไฟ ค่ะ 



ทิวทัศน์ด้านหลังของสถานีรถไฟ  สวยมาก ค่ะ 





ขณะที่รออยู่ในสถานีรถไฟ  ค่ะ 



บรรยากาศในรถไฟความเร็วสูง



บรรยากาศบนรถไฟ ความเร็วสูงค่ะ 



สองข้างทางที่รถไฟความเร็วสูงผ่านไป ค่ะ 

 เมื่อถึงเวลา 10.19 น. รถไฟมาตรงเวลา  พวกเรารอให้คนในรถไฟลง
ก่อนแล้วพวกเราก็หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไฟไป โชคดี รถไฟ
บันไดไม่สูง มีขั้นเดียว  ฉันหิ้วขึ้นรถไฟไม่ยากนักขึ้นแล้ว ก็หาที่นั่งตาม
ที่ระบุไว้ในตั๋วรถไฟ  ฉันได้นั่งกับน้อง  ส่วนจอยไป
นั่งกับไกด์ก้อง  วรรณ นั่งอยู่ด้านหน้าเรา  ฉันถ่ายรูปในรถไฟ 2-3  รูป 
ลุกจากที่นั่งไปด้านหลัง ถ่ายวิวข้างทางที่รถไฟผ่าน
มีแต่ต้นไม้เขียวขจี  แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าในประเทศลาว
ยังมีมากอยู่  ค่ะ  ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 
ก็ถึงสถานีหลวงพระบาง  พวกเราต้องลากกระเป๋าลงจากรถไฟอย่าง
รวดเร็วเพราะรถไฟจะไม่รอ แน่นอน   
  ลงจากรถไฟแล้ว  ก็ไปรวมตัวกัน  เพื่อรอไกด์ไก่นาว่า จะไปทางไหน 
รวมกลุ่มและนับจำนวนคนแล้ว  เขาก็เดินนำเพื่อให้
พวกเราเดินตาม  เอ้า ! ต้องลงบันไดลงไปหารถตู้ที่ชั้นล่าง  บันได
ไม่ใช่น้อยขั้นนะ น่าจะ20-30 ขั้นได้  แล้วคนสูงอายุ
จะลงไปได้อย่างไร  ไกด์ก็ไม่แนะนำเลยว่า  ใครที่ลงบันไดไม่ไหว ให้
ไปเข้าคิวที่จะลงลิฟต์ได้  ใครที่เดินลงไหว
ก็ให้เดินลงบันไดไป เพราะลีฟต์คนเยอะ  อันนี้ ควรต้องแก้ไข ชี้แจงลูก
ทัวร์ด้วย  ฉันยังโชคดี  จอย เพื่อนฉัน เห็นว่า
ฉันลงไปไม่ไหวแน่  เขาเลยช่วยฉันหิ้วลงบันไดไป ฉันต้องค่อย ๆ 
เกาะราวบันไดลงไปถึงชั้นล่าง เพื่อรอขึ้นรถตู้ 
ต้องขอบใจจอยเป็นอย่างมาก ค่ะ 
 จากสถานีรถไฟที่หลวงพระบาง ก็นั่งรถตู้ไปกินข้าวอาหารกลางวันที่
ร้าน ทานอาหารเที่ยงที่สวนพูนสุข(มื้อที่4)
รีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางนาขั้นบันไดที่สวยงาม ชมวิวธรรมชาติแบบใกล้
ชิด ที่มีสะพานไม้ทอดตัวยาว ให้ท่านได้เดินหา
มุมถ่ายภาพสวยๆ นอกจากนี้ยังมีลานกางเต็นท์ มีสวนดอกไม้ หลังจาก
ชมธรรมชาติและอิ่มอร่อยแล้ว  มีร้านกาแฟ  ให้เราได้ถ่ายรูปตามมุม
ที่เราชื่นชอบด้วย  อาหารพื้น ๆ ไม่ค่อยอร่อยนัก
  ช่วงนี้ ยายน้องไปกินอะไรผิดสำแดง ท้องเสีย 2 รอบ  แต่ก็สามารถ
ไปถ่ายรูปสวย ๆ หลายมุม  ท้องฉันก็ไม่ดีเข้าห้องน้ำ
ไป1 ครั้งเหมือนกันมาชมภาพสวย ๆ ของบริเวณร้านอาหารพูนสุข  ค่ะ  



ร้านอาหารพูนสุข ค่ะ 



มุมสวย ๆ ของร้านอาหารและคาเฟ่  ค่ะ 







มุมสวย ๆ อีกมุมหนึ่งของ คาเฟ่  ค่ะ
 
ออกจากที่ร้านอาหารก็ไปเที่ยวที่น้ำตก กวางสี  ไกด์ไก่นา  แนะนำว่า 
ทางเดินขึ้นไปชมน้ำตก  สามารถเดินไปได้สองทาง
  ทางหนึ่งเป็นเส้นทางธรรมชาติ (คิดว่าคงเป็นทางเดินที่เหมือนเดิน
ป่า  ) อีกทางหนึ่ง เป็นเส้นทางที่ทำไว้
มีบันไดเป็นขั้น ๆ มีราวให้นักท่องเที่ยวเกาะราวได้  ฉันกับยายน้อง
เลือกทางเดินนี้  เดินไกลมากพอสมควร 
       
 น้ำตกตาดกวางสี หรือ น้ำตกตาดกวางซี (Tat Kuang Si Waterfalls)
เป็นน้ำตกหินปูนขนาด 4 ชั้น ความสูงโดยรวมอยู่ที่ 75 เมตร
ตั้งอยู่ห่างจาก เมืองหลวงพระบาง ประมาณ 35 กิโลเมตร สายน้ำที่
ไหลลดหลั่นลงมาตามผาหินปูน รวมกันจนกลายเป็น
แอ่งน้ำสีเขียวมรกตด้านล่างทำให้เกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม จนถูก
ขนาดนามว่าเป็น“น้ำตกที่สวยที่สุดในหลวงพระบาง”
นอกจากนี้ความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านยังเสริมให้
สภาพแวดล้อมของน้ำตกแห่งนี้ดูร่มรื่นและเย็นสบายมาก
ยิ่งขึ้นอีกด้วย

    ตามตำนานของน้ำตกเล่าว่า มีเทวดาผู้มีฤทธิ์องค์หนึ่ง ได้ใช้เขาของ
กวางขุดลงไปในพื้นดินจนน้าผุดขึ้นมา เกิดเป็น
แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ต่อมาได้มีกวางทองหนุ่มมากินน้ำและเห็นเป็นที่ที่
อุดมสมบูรณ์ จึงเข้าไปอาศัยอยู่โพรงถ้ำบริเวณหน้าผา
ติดกับน้าตก เมื่อชาวบ้านมาพบเห็นน้าตกที่เกิดขึ้นใหม่และมีกวางทอง
มาอาศัย เลยเรียกบริเวณนี้ว่า กวางสี  หมายถึง
กวางหนุ่มที่เขาเพิ่งเริ่มงอก จนเป็นที่มาของชื่อน้าตกจนถึงปัจจุบัน

 น้ำตกตาดกวางสี ไม่ได้เป็นที่นิยมเพียงในหมู่คนลาวและนักท่องเที่ยว
จากประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ยอดนิยมสำหรับคนจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะชาวยุโรป เราจะเห็น
ว่าทุกคนเข้าไปกระโดดน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน
บ้างก็นั่งรับลมชมวิวตรงลานหิน หรือไม่ก็เดินลัดเลาะผ่านเส้นทาง
ธรรมชาติเพื่อชมความงามของทิวทัศน์
รอบๆ โดยที่นี่จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 06.00-17.30 น. เสียค่าเข้าชม
คนละ 10,000 กีบ (40 บาท) ต่อคน
 นอกจากความสวยงามของ น้ำตกตาดกวางสี แล้ว ก่อนทางเข้าไปยัง
น้ำตกยังมี ศูนย์อนุรักษ์หมี สถานที่ซึ่งรวบรวมน้องหมี
ที่ถูกช่วยจากการค้าสัตว์ป่าและการโดนล่า แต่ละตัวก็ต่างเคยได้รับ
บาดเจ็บจากการโดนทำร้ายมามากมาย
ซึ่งทางศูนย์ก็ดูแลรักษาเป็นอย่างดีและให้พวกเขาอยู่ในเขตพื้นที่ที่
ปลอดภัย พวกเราสามารถไปชมและถ่ายรูปน้องๆ
 ได้ตามอัธยาศัย แต่ก็ต้องอย่าลืมรักษากฎระเบียบเพื่อความปลอดภัย
ของน้องหมีและนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยนะคะ
น่าเสียดาย  ที่เรายังเดินชมไม่ทั่วถึงเลย  สายฝนก็เทลงมา  ฉันกับน้อง
หลบอยู่ที่ใต้ไม้ใหญ่  พอฝนซาลง  พวกเราก็เดินต่อไป
อีกจุดหนึ่ง  ยายน้องเกิดปวดท้องอีก ต้องไปหาห้องน้ำ  ฉันก็ยืนรออยู่
แถวน้ำตก  ปลาย  ๆ น้ำตก เป็นแอ่งกว้าง
  มีนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน  อีกพักใหญ่  ฝนก็เทลงมา
อีกรอบ  ต้องหาที่หลบฝนกัน  รอจนฝนซา
ยายน้องกลับจากห้องน้ำ  พวกเราเลยไม่อยากเดินต่อ กลัวฝนจะเทลงมาอีก  เสียเวลาในการหลบฝน  เวลาก็น้อยลง
กลัวคนอื่นเขารออีก 



รูปที่ถ่ายจาก น้ำตกกวางสี  มีน้อย เนื่องจากฝนตก  หวังจะได้รูปจาก
ไกด์ในอัลบั้มกลุ่มไลน์ ก็ไม่มี ค่ะ  ฉันเลยไปหารูป
น้ำตกกวางสี จากในอินเทอร์เน็ตมาเพิ่มเติม 3 ภาพ  ค่ะ 







ภาพ 3 ภาพนี้ นำมาจากอินเทอร์เน็ต ค่ะ สวยงามมาก  โดยเฉพาะ
ตรงสะพานนี้ แต่พวกเราไม่ได้ไปเลยค่ะ 

ออกจากน้ำตก  ก็พาไปเที่ยววัด เชียงทอง  ซึ่งเป็นวัดที่ตามที่รีวิวบอก
ไว้ว่า มีความเก่าแก่ สวยงามมาก  มารู้ประวัติความเป็นมา
ของวัดนี้ สักเล็กน้อย ค่ะ 
       
วัดเชียงทอง เป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ล้านช้าง ราชวงศ์หลวงพระ
บาง และราชวงศ์ลาว ตั้งอยู่ในนครหลวงพระบาง
ประเทศลาว สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2103โดยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
กษัตริย์ผู้ปกครองราชอาณาจักรล้านช้าง ตั้งอยู่ใกล้
แม่น้ำโขง เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างตอนเหนือที่งดงาม
มาก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น 
"อัญมณีของศิลปะล้านช้าง" 
     
 ที่สำคัญ วัดแห่งนี้ยังเป็นวัดที่รอดพ้นจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ที่เผาผลาญ
เมืองใน พ.ศ. 2430 โดยฝีมือของพวกฮ่อมาได้อีกด้วย
เรียกได้ว่านี่เป็นสิมหลังที่เก่าที่สุดภายในตัวเมืองเก่าหลวงพระบาง 
 พอไปถึงวัดเชียงทอง ที่แรกที่ควรจะต้องเดินไป
ชมก่อนก็คือ สิม หรืออุโบสถของวัดเชียงทอง สิมหลังนี้ได้รับการ
ยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้าง
 และกลายเป็นต้นแบบของงานสถาปัตยกรรมในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะ
เป็นหอพระบาง หรือแม้แต่ในบ้านเรา เช่น
วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จังหวัดอุบลราชธานี หรือ วัดวังคำ จังหวัด
กาฬสินธุ์ สิมหลังนี้ถือเป็น ตัวอย่างของสิมแบบ
หลวงพระบางที่ยังสมบูรณ์และเก่าแก่ที่สุดอีกด้วยเอกลักษณ์ของสิม
แบบนี้คือความอ่อนโค้งที่แตกต่างจากสิมแบบอื่น ๆ
ด้านนอกมีลายฟอกคำที่ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2471 เมื่อสิมได้รับการบูรณะ
โดยข้างนอกจะมีทั้งภาพเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้าน
เช่น พระสุธน-มโนราห์ ส่วนตรงประตูทางเข้าจะเป็นเรื่องการไหว้เจดีย์
จุฬามณีบนสวรรค์  แต่สิ่งที่ห้ามพลาดอยู่
ด้านหลังสิม เป็นงานประดับกระจกรูปต้นทองขนาดใหญ่ ซึ่งสื่อถึง
ตำนานการสร้างเมืองหลวงพระบางที่ครั้งหนึ่ง
เคยมีชื่อว่าเมืองเชียงดงเชียงทอง สิ่งนี้ยังถือเป็นลักษณะสำคัญ
ที่เมื่อมีการจำลองสิมหลังนี้เข้ามาในเมืองไทย
จะเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้  ผนังด้านในที่ได้รับการตกแต่ง
ด้วยลายฟอกคำเหมือนที่อยู่ด้านนอกของสิม 
แต่ข้างในจะเล่าเรื่องพุทธประวัติ ชาดก และตำนานเมืองหลวงพระบาง
ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นงานช่างชั้นสูงเพราะเป็นงาน
ที่เกิดจากการบูรณะในสมัยหลังแล้ว แต่ก็มีความงามในแบบเรียบง่าย         
      นอกจากหอไหว้สีกุหลาบแล้ว ยังมีหอไหว้อีกหลังหนึ่งซึ่งสำคัญ
มาก ๆ นั่นก็คือ หอพระม่าน หอไหว้หลังเล็กสีชมพูเช่นกัน
ซึ่งผนังด้านนอกตกแต่งด้วยกระจกเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านคล้ายกับ
หอไหว้หลังที่แล้ว แต่ภายในประดิษฐานพระม่าน 1 ใน 3
พระพุทธรูปสำคัญของเมืองหลวงพระบาง
ร่วมกับพระบางซึ่งอยู่ที่หอพระบาง และพระเจ้าองค์แสนซึ่งอยู่ที่
วัดหนองศรีคูนเมือง  โดยปกติพระม่านจะประดิษฐาน
อยู่ภายในหอพระม่านและไม่เปิดให้ใครได้ชม ใครอยากชมก็ต้องมอง
ลอดรูเล็กๆ ตรงประตูเข้าไป ทว่าจะมีการอัญเชิญ
พระพุทธรูปองค์นี้ออกมาปีละ 1 ครั้งช่วงหลังสงกรานต์ ในระหว่างวันที่
23 – 27 เมษายน โดยจะประดิษฐานภายในวัดเชียงทอง
ให้คนได้สรงน้ำ ซึ่งเราสามารถเห็นพระพุทธรูปองค์นี้ได้อย่างชัดเจน
   พระม่านสักนิดหนึ่ง พระม่านนี้เชื่อกันว่าสร้างขึ้น
โดยชาวพม่า พระพุทธรูปองค์นี้จึงได้ชื่อว่า พระม่าน เพราะคำว่า ม่าน
หมายถึง ชนชาติพม่า (อย่างไรก็ตาม
พุทธศิลป์ของพระพุทธรูปองค์นี้เป็นศิลปะล้านช้าง)   ค่าเข้าชม  คนละ
20,000  กีบ  
  เรียบเรียงจากข้อมูลของคุณ ธนภัทร ลิ้มหัสนัยกุล ในอินเทอร์เน็ต 
ขอบคุณ ค่ะ 



มัคคุเทศก์ ได้บรรยายความเป็นมาของวัดเชียงทอง 





สิมวัดเชียงทองเก่าแก่ที่สุดของหลวงพระบาง อัญมณีศิลปะล้านนา



เข้าแถวกันเพื่อจะไปที่ประตูซึ่งมีรูเล็ก ๆ ให้มองเข้าไปในห้อง เพื่อจะ
ได้เห็นองค์ พระม่าน  ซึ่งไม่อนุญาตให้เข้าไปกราบไหว้
ปีหนึ่งจะอัญเชิญออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำและกราบไหว้บูชาใน
ช่วงสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 23 – 27 เมษายน ของทุกปี ค่ะ 



ฉันกับน้อง ก็ไปดูตามที่ไกด์แนะนำ และขอพรให้สุขภาพแข็งแรง ๆ ค่ะ





ตรงนี้ เป็นจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวมาโผล่หน้าต่าง เพื่อถ่ายรูปกัน ค่ะ 
ศิลปะบนพื้นผนัง งดงามมาก ค่ะ 



 จากวัดเชียงทอง  ก็ไปเที่ยวและไหว้พระที่วัดพระธาตุ พูสี ซึ่งตอนนี้
เป็นช่วงน่าจะบ่ายสี่โมงได้แล้ว  วัดนี้ ต้องขึ้นบันได
ไปสามร้อยกว่าขั้น  หลายคนไม่ยอมขึ้น  ไปเดินบริเวณนี้ ซึ่งมีร้าน
ค้าขายของทั้งของกิน ของที่ระลึก เสื้อผ้ามากมาย
  ยายน้องไปเข้าห้องน้ำอีก  ฉันกับจอย วรรณ ถ่ายรูปด้านล่าง รอน้อง
อยู่  จอยและวรรณ ไม่ขึ้นไปไหว้พระด้านบน  เพราะ
จอยขาเจ็บด้วย  เหลือฉันกับน้องขึ้นไป ซึ่งไกด์ไก่นาบอกว่า  ลองเดิน
ขึ้นไปสักครึ่งทาง  มีที่พัก ร้านค้า  (ตรงนี้ขายบัตรขึ้นไปค่ะ)
  แล้วค่อยตัดสินใจขึ้นไปอีกครึ่งทางก็ได้  ฉันก็เลยตัดสินใจขึ้นด้วย
ความคิดว่า  ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว  ลองสู้สักตั้ง
เพื่อทดสอบสมรรถภาพของตนเองก็ดีนะ  ฉันบอกให้น้องไปล่วงหน้า
ไม่ต้องรอฉัน ฉันจะค่อย ๆ เดินเกาะราวขึ้นไปเอง
เดินไป พักไป ดีที่ทางขึ้นเป็นบันไดทั้งหมด   มีที่พักเล็ก ๆ เป็นช่วง ๆ 
เหนื่อยฉันก็นั่งพัก ระหว่างทางมีผู้ตามหลังมา
ก็เชียร์ให้กำลังใจ สู้ ๆ ป้า  ห้าห้า ฉันยิ้มขอบใจพวกเขา เดินจนถึงที่พัก
  ซึ่งเป็นลานกว้าง  มีเก้าอี้ให้คนนั่งพัก  มีร้านค้า
และที่นี่เป็นที่ขายตั๋ว  ไกด์ของเราก็มาอยู่ตรงนี้  นับคนของคณะเราที่
จะขึ้นไปไหว้พระด้านบน  ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาซื้อตั๋วให้ฉัน
หรือเปล่า  ฉันนั่งคุยกับสามีภรรยาซึ่งมีอายุมากกว่าฉันปีสองปี  บอกว่า
ขอพัก  ไม่ไปต่อแล้ว  ให้ลูกซึ่งมาด้วยไปคนเดียว
 
ฉันคุยกับพวกเขาสักพักใหญ่  พอหายเหนื่อย  ก็ตัดสินใจเดินต่อไป 
ระหว่างทาง  สวนทางกับคนลง  ต่างก็ให้กำลังใจ  ว่า
อีกนิดเดียวป้า  ใกล้ถึงแล้วนะ  สู้ ๆ  โห ! นิดเดียวของเขา  เป็นนิด
เดียวของกิโลแม้วชัด ๆ  แต่ด้วยความพยายาม
และศรัทธา ในที่สุด ฉันก็ถึงเป้าหมาย  คือ ถึงโบสถ์ที่มีองค์พระ
ประธานให้เรากราบไหว้  ฉันเดินเข้าไปกราบพระประธาน
แล้ววานให้น้องผู้หญิงคนหนึ่งในนั้น ถ่ายรูปให้ฉันด้วยเลยได้รูปไหว้พระมาด้วย  ออกจากโบสถ์นี้  ก็เจอน้องคนหนึ่ง
ซึ่งน่าจะเดินขึ้นมาพร้อมฉันแต่เดินหน้าไปก่อนฉัน  แล้วก็ให้กำลังใจ
ฉันระหว่างเดินไปด้วย  เขาเข้ามาจับมือฉันเหมือน
ดีใจกับความสำเร็จของฉันที่เดินขึ้นจนถึงจุดหมายปลายทาง ชมฉัน
ใหญ่เลย  บอกว่า  เก่งมากที่เดินมาถึงที่หมายไหว้พระได้ 
ขอถ่ายรูปกับคนเก่งหน่อย   เธอจูงฉันไปถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ เธอ  ครั้ง
แรกฉันนึกว่า เธอมาทัวร์กับคณะฉัน แต่ปรากฏว่า
ไม่ใช่  พวกเธอมาจากโคราช  เป็นทัวร์อีกคณะหนึ่ง  ฉันได้เพื่อนใหม่
มิตรภาพใหม่ ที่เขาประทับใจในตัวฉัน  ฉันให้ที่อยู่เธอ
และไลน์ด้วย  เพื่อแอ้ดเป็นเพื่อนกัน จะได้ส่งรูปที่ถ่ายกับฉันในกล้อง
ของเธอ แต่ตอนนี้ส่งรูปไม่ได้ เพราะไม่มีเน็ตกัน นั่นเอง
  ดีใจที่การไปเที่ยวลาวครั้งนี้  ได้เพื่อนโคราชเพิ่มขึ้น 1 คน ค่ะ เธอชื่อ
น้องพัชรินทร์  ค่ะ       
       
ประวัติวัดพระธาตุ พูสี สักเล็กน้อย ค่ะ 
      พระธาตุนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณพุทธศักราช2337
ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของพูสี มองเห็นได้ไกลแทบ
ทุกมุมเมืองของหลวงพระบาง  ที่มีความสูงราว 150 เมตรซึ่งคำว่าพูสี
มีความหมายว่า ภูเขาของพระฤาษี เดิมชื่อว่า ภูสรวง
แต่เมื่อมีฤาษีไปอาศัยอยู่ชาวบ้านจึงเรียกว่าพูฤาษี หรือพูษีมาจนถึง
ปัจจุบัน  ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง
มีประเพณีสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับพูสี คือ การย่ำกลองบอกโมงยาม โดย
ตีกลองจากหอกลองบนยอดพูสีเพื่อบอกเวลาให้กับชาวเมือง
หลวงพระบาง ซึ่งจะตีทุก 1 ชั่วยาม   หรือหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น
ไฟไหม้ น้ำท่วม ศัตรูบุกรุก ก็จะมีการตีกลองบนยอดพูสี
เพื่อเตือนประชาชนเช่นกัน แต่ประเพณีนี้ ได้ยกเลิกไปนานแล้วยังคง
เหลือแต่ประเพณีตักบาตร บนยอดพูสี ในช่วงปีใหม่เท่านั้น
       
  บนยอดดอยพูสีจะมีพระธาตุชื่อว่า "พระธาตุจอมสี" เพราะดอยพูสี คน
ลาวเรียก "ภูสี" มีพระธาตุเรียกว่า "ธาตุจอมสี"
ธาตุจอมสีนี้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2347 และมีการซ่อมแซมเมื่อ พ.ศ.
2457 หรือช่วงสมัยรัชการที่ 6 ของไทย
(เสียหลวงพระบางไปสมัยรัชการที่ 5 พ.ศ. 2431) บนธาตุจอมสี เป็น
จุดชมวิวหลวงพระบางที่เห็นได้เกือบรอบทิศ
ยอดภูสีเองก็ไม่สูงมากทำให้เห็นหลวงพระบางได้ใกล้ๆ
         
การเดินทางขึ้นไปยังพระธาตุพูสีนั้นต้องเดินขึ้นบันได ซึ่งสามารถเดิน
ขึ้นได้ 2 ทาง คือทางด้านหน้าพระตำหนักเก่า
และทางขึ้นฝั่งแม่น้ำคาน ทางเดินขึ้นค่อนข้างลาดชันพอสมควร 
ระยะทางประมาณ 150 เมตร มีทั้งสิ้น 328 ชั้น
ทางขึ้นเป็นลักษณะสลับฟันปลา ถึงแม้จะลาดชันแต่ก็สะดวก   เปิดให้
นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวัน เวลา 06.30 น. - 18.30 น.
ราคาค่าบัตรอยู่ที่คนละ 20,000 กีบ หรือประมาณ 80 บาทไทย โดย
นักท่องเที่ยวสามารถซื้อได้ตรงจุดแวะพักทางขึ้น
พระธาตุพูสีนั่นเอง (เรียบเรียนจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต  ขอบคุณ ค่ะ) 



ไกด์ไก่นา  อธิบาย เรื่องราวของวัดพูสี  บอกจำนวนขั้นบันไดที่จะ
ขึ้นไปยังพระธาตุพูสี  ให้ประเมินความพร้อมของตนเอง



บริเวณด้านล่างของวัดพระธาตุ พูสี  ด้านล่างมีร้านค้าขายของมากมาย





ในที่สุด ฉันก็มาถึงจุดหมายปลายทาง มากราบพระในอุโบสถ วัดพระพระธาตุพูสี ได้สำเร็จ  ขอให้น้องในโบสถ์ซึ่งมากราบพระ
เช่นกัน ช่วยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่ง ด้วยความมานะพยายาม
ด้วยความศรัทธา ค่ะ  



น้องพัชรินทร์และเพื่อน ๆ ของเธอ เพื่อนใหม่ของฉัน ที่เขามาชื่นชม
ความพยายามของฉันที่ขึ้นมาถึงพระธาตุพูสีได้
และจูงฉันไปถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ของเขา ค่ะ  มิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่าง
การเที่ยวครั้งนี้ ค่ะ เป็นเรื่องดีจริง ๆ ค่ะ 





ถ่ายหมู่กันกับองค์พระธาตุอีกสองรูป ค่ะ 





ถ่ายรูปกับน้อง ๆ ด้านหลังของวัดพระธาตุพูสี ทิวทัศน์งดงามมากค่ะ



ถ่ายรูปกับบรรยากาศด้านล่างของวัดพระธาตุพูสีอีกรูป ค่ะ 


  อาหารมื้อเย็นวันนี้  ไปกินกันในที่ไกลมาก  ไปถึงแล้ว  อากาศเริ่ม
มืดค่ำ  มองรอบ ๆ ธรรมชาติร่มรื่น  สวยงามมาก 
น่าเสียดาย  มันมืด ๆ แล้ว  เดินถ่ายรูปบริเวณร้านอาหารไม่ได้  อาหาร
ร้านนี้ รสชาติอร่อยใช้ได้  ผลไม้วันนี้  มีสับปะรด ด้วย 
หวานฉ่ำมาก  ทุกคนสงสัยว่า  เขาฉีดน้ำหวานเข้าตัวผลสับปะรดไหม 
สั่งซื้อสับปะรดอีก 1 ผล ปรากฏว่า ทางร้านแถมให้
โต๊ะเรากิน  ไม่ได้เสียเงิน  รสชาติหวานอร่อย ฉ่ำชื่นใจมาก ค่ะ  ร้าน
อาหารนี้ มีชื่อว่า  "ร้านBio Bamboorestaurant
ในบรรยากาศกลางสวนไผ่ ริมแม่น้าโขง  เสียดายไม่ได้เห็นทิวทัศน์ที่
งดงามของบริเวณร้านอาหารนี้เลย  
     พวกเรากินข้าวที่นี่  น่าจะถึงสองทุ่มกว่า  ก็ขึ้นรถกลับถึงโรงแรม
ประมาณ 3 ทุ่มแล้ว  อาบน้ำ ดูละคร  โทรคุยกับเยาว์ด้วย
เพราะเห็นเขาโทรไลน์มาหา ถามว่า ฉันอยู่บ้านไหมเลยโทรถามเขาว่า
โทรหามีอะไรเหรอ  ปรากฏว่า  เขาจะส่งสะตอและ
ลูกหยีมาให้กิน  เลยอดกินเลย  อิอิ เยาว์บอกว่าจะส่งมาให้หลังจาก
ที่ฉันกลับจากประเทศลาว จะได้มีคนรับพัสดุ นั่นเอง  
     
  การเที่ยวที่ประเทศลาว  วันนี้ก็จบลงไปอีกวันหนึ่งแล้ว  รวมกับ
เมื่อวาน ก็เป็น 2  วัน  ก็ขอไปต่ออีก 2 วัน
  เนื้อหาจะได้ไม่ยาวเกินไป นะคะ  โปรดติดตามตอนที่ 2 ได้ต่อไป ค่ะ 
สวัสดี ค่ะ
  


 



Create Date : 16 สิงหาคม 2565
Last Update : 18 สิงหาคม 2565 20:10:04 น. 33 comments
Counter : 1350 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณกะว่าก๋า, คุณmultiple, คุณkae+aoe, คุณNENE77, คุณกิ่งฟ้า, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณhaiku, คุณเริงฤดีนะ, คุณชีริว, คุณสองแผ่นดิน, คุณSweet_pills, คุณหอมกร, คุณRananrin, คุณtoor36, คุณร่มไม้เย็น, คุณkatoy, คุณtanjira


 
วันนี้โหวตหมดแล้วครับ พรุ่งนี้มาใหม่นะคราบ


เห็นมีคนมารีวิวเยอะเหมือนกันครับ เค้าบอกว่าต้องจองตั๋วรถไฟตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่งั้นไม่มีที่นั่งแน่ๆ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 18 สิงหาคม 2565 เวลา:20:22:42 น.  

 
อาจารย์ไปก่อนเจ้าหน้าที่บริษัทอีกครับ
สุดยอดครับ ตรงต่อเวลาแบบนี้
ไกด์ไม่ต้องห่วงเลยเวลาไปเที่ยว
ไม่สาย ไม่เดินเพลินเกินเวลาแน่นอน

ผมเพิ่งทราบเลยครับว่าลาวเค้าไม่ใช้รถบัสทำทัวร์
รถตู้ก็น่าจะสะดวกดีนะครับอาจารย์

สถานที่ท่องเที่ยวของเค้าสวยงาม
วัดวาอารามก็งดงาม

สักวันผมต้องลองไปเที่ยวลาวบ้างอย่างแน่นอนครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 สิงหาคม 2565 เวลา:22:30:02 น.  

 
โอ้ ทริปลาว อาจารย์จอง จ่ายเงินแล้ว พอไป สนามบินไม่เจอใครเลย
เป็น อ.เต๊ะ นี่หน้าเหวอ ใจหายวาบเลย คืดว่าโดนเทแล้วแน่นอน
ที่แท้หัวหน้าทัวร์ตื่นสายนะครับ 555

สนามบินดอนเมืองนี่ gate 50 ไกลมากนะครับ สมัยที่อ.เต๊ะ ทำงานอยู่นี่ เวลาเข้าเวร ตรวจสนามบิน ยังต้องขับรถไปเลยนะครับ
เพราะเดินเป็นกิโลๆ ขาลาก เข่าเสื่อมแน่ 555

แล้วก็ตอนอยู่บนเครื่อง แล้วตกหลุมอากาศ ร้องกันวื้ดว้าย กระตู้วู้
ที่อาจารย์ได้ยินนี่
ไม่ใช่เสียง ผู้โดยสารหรอกนะครับ เสียงกัปตัน กับ co pilot
เค้าร้องกันประจำ แก้เบื่อนะครับ เย้ย 555

อ.เต๊ะ ไม่เคยไปลาว ทีแรก อ.เต๊ะ คิดว่า นั่งเครื่องไปลงลาวได้เลย
อ้าวต้องไปต่อรถตู้อีกเหรอครับนี่ งงเลยครับ

ส่วนการนั่งรถนี่ ควรนั่ง คันไหนก็คันนั้น จะได้เช็คคนครบได้ง่ายหน่อย
ไม่งั้น เวลาเราไม่มา พวกคิดว่าเราไปเปลี่ยนไปนั่งคันอื่น ตกรถกินข้าวลิง เอาง่ายๆเลยนะครับ 555

แล้วก็ไปเที่ยว ถ้ำนางฟ้านี่ อาจารย์ เก่งมากนะครับ
ยังปีนป่ายได้ ถ้า อ.เต๊ะไปด้วย จะขอเข้าสะเอวเกาะ อาจารย์ไปด้วย ปีนไม่ไหว อิอิ

อาจารย์สุ บอก ข้าไม่ไปกับเอ็ง ว้อย เอ็งมันตัวภาระ
ตัวยังกับหมี ขืนมาเกาะข้า เดี๋ยวเอวข้าหัก ซ่อมแพงว้อยยย เย้ย 555

แล้ว โห ทริปนี้ ได้ลงเรือหางยาว ล่องแม่น้ำด้วย
ถ้าอ.เต๊ะ ไปด้วยละก็ ต้องขอนั่งติดกับอาจารย์ เพราะ อ.เตีะ ว่ายน้ำไม่เป็น เผื่อตกน้ำตกท่า จะได้ ล๊อคคอเกาะอาจารย์นะครับ อิอิ
อาจารย์สุ บอก เอ็งอย่าหวัง ข้าจะถึบเอ็งตกเรือ ตั้งแต่ก่อนเรือออกเลย หนอยแน่ 555

แล้วก็ อาจารย์เวลาไปเที่ยวนี่ มีการจดบันทึก ละเอียดละออมาก
อ.เต๊ะ สงสัยมานานแล้วว่า อาจารย์จำได้ไง
นี่ถ้า อ.เต๊ะไปด้วยละก็ จะแอบเอาสมุดไปซ่อน
กลับมา อาจารย์ เขียนบล็อกไม่ได้แน่ เสร็จตรู อิอิ

อาจารย์สุบอก คิดว่า ข้าจะให้เอ็งไปด้วยเหรอ อย่าหวัง เอ็งมันตัวแสบ จะมาสกัดไม่ให้ข้าอัพบล็อกเหมือนเอ็ง ไม่มีทางงง ว้อย 555

แล้วก็ ลาว เค้ามีรถไฟ ความเร็วสูงด้วยเหรอครับนี่
พี่ไทย ยังความเร็วต่ำ อยู่เลย โห ไม่ธรรมดานะครับนี่

น้ำตกกวางสีนี่ สีมรกตสวยงามมากเลยนะครับ
แต่ไปเที่ยวแล้ว ท่องเสียนี่ ลำบากหาห้องน้ำมากเลยนะครับ
เป็น อ.เต๊ะ สงสัยต้องใส่แพมเพิสผู้ใหญ่ ไปด้วยดีกว่า 555

ส่วน สิมวัดเชียงทอง นี่ งดงามน่าตื่นตะลึง ตีงๆมาก
ลวดลาย หน้าบัน และที่ผนังนี่งามสุดๆเลยนะครับ
เสียดายไม่ให้เข้าไปชมภายใน

ส่วนพระธาตพูสี บันได 300ขั้นนี่
เดาว่า อาจารย์ไม่ขึ้นแน่ ผิดคาดเลยนะครับ
แต่วิวข้างบนสวยมาก คุ้มค่า กลับมาทายานวด เค้าเตอร์เพนเลยนะครับ แฮ่ 555

อุ๊ย ยังมีภาค 2ด้วยเหรอครับนี้ งั้นเดี๋ยวอีก 3เดือน อ.เต๊ะ จะมารออ่าน ตอน 2นะครับ อิอิ

อาจารย์สุบอก อ๋อ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ ข้าเขียนเลย ข้าไม่ดองบล็อกแบบเอ็งหรอก ว้อยยย 555












โดย: multiple วันที่: 19 สิงหาคม 2565 เวลา:5:05:01 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

ถ้าผมจำไม่ผิด
เราเริ่มต้นโครงการรถไฟฯก่อนลาว
แต่กลายเป็นสุดท้ายเค้าสร้างเสร็จพร้อมใช้ก่อนเราอีกครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 สิงหาคม 2565 เวลา:6:02:10 น.  

 
ตามมาเที่ยวลาวด้วยค่ะ
เมื่อก่อนคิดว่าลาวคงไม่ค่อยมีอะไรให้เที่ยวเท่าไหร่
แต่มีคนไปเที่ยวมาแล้วรีวิวให้ดู เหมือนเปิดโลกเลยนะคะ
อาหารการกินก็ดี วัดวาอารามสวยงาม





โดย: NENE77 วันที่: 19 สิงหาคม 2565 เวลา:11:16:12 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

"จนกว่า"

ถ้าเขียนลอยๆ
แปลได้หลายความหมายเลยนะครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 สิงหาคม 2565 เวลา:19:49:49 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์ ตามมาเที่ยวประเทศลาวด้วยค่ะ น่าสนุกนะคะ ตกใจตอนตกหลุมอากาศนะคะ เวลาไปทัวร์ ไม่ค่อยรู้จักกันนี่รู้สึกใจไม่ค่อยดีเลยนะคะ ยิ่งไกด์มาสายนี่เหวอเลย ไม่รู้จะไปทางไหนเลย ดีที่อาจารย์มีเพื่อนไป 4 คนเกาะกลุ่มกันไว้อุ่นใจดีค่ะ

เงินลาวที่เรามีเป็นแสนกีบเนี่ยเวลาไปซื้อของก็ใช้เงินเยอะเหมือนกันนะคะ รู้สึกจะพันกีบขึ้นไปเลยใช่มั๊ยคะ

ไว้กิ่งจะรอชมทริปที่ 2 ค่ะ อยากเห็นภาพสวยๆจากเมืองลาวด้วยค่ะ

โหวต Travel Blog นะคะ





โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 19 สิงหาคม 2565 เวลา:22:21:21 น.  

 
ส่งใจไว้ก่อนนะครับอาจารย์


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 19 สิงหาคม 2565 เวลา:23:18:52 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 20 สิงหาคม 2565 เวลา:6:02:41 น.  

 
สวัสดีครับอาจารย์

ยังไม่เคยไปหลวงพระบางเหมือนกันครับ มีอยู่ช่วงนึงวังเวียงฮิตมาก เพื่อนผมไปหลายคนเลยครับ ไปมาแล้วก็ได้ภาพสวยๆ กลับมา ผมก็สนใจ พอถามไปเพื่อนบอก เอร็งไม่ชิบหรอก….อ้าว 555555

ไปกับทัวร์ก็ดีไปอีกแบบครับ ไม่ต้องวางแผนเที่ยวหรือเดินทางเยอะ มีคนดูแลตลอดทริป นั่งรถสบายไม่ต้องลุกขึ้นลุกลงรถสาธารณะ และที่สำคัญ ไม่หลง ครับ 5555 ผมค่อยข้างมีชื่อเสียงเรื่องการหลง ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ

ลาวดูศิลปะสวยงามนะครับ มีความภาคเหนือ ที่ยังไม่พานิชย์จัดๆ เหมือนที่ไทย
วัดพูสีที่คุณไกด์ถึงกับต้องบอกขั้นบันได เดาว่าคงต้องเดินกันเป็นจิงเป็นจังใช่ไหมครับ ดีนะที่อาจารย์ฟิต แข็งแรง เลยพิชิตพี่ธาตุได้กราบไหว้ด้วยศรัทธา

รอติดตามตอนต่อไปครับผม ^^


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 20 สิงหาคม 2565 เวลา:15:34:27 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ห้องผมยังจัดไม่เสร็จเลยครับ
ของเยอะมาก
โดยเฉพาะเสื้อผ้ามาดามครับ 555
สองตู้ใหญ่ๆก็ยังเก็บไม่พอ
บางตัวเหก็บมาตั้งแต่สมัยสาวๆ ไม่ยอมทิ้ง
ตัวไหนก็ว่าเสียดายๆๆๆครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 20 สิงหาคม 2565 เวลา:16:12:32 น.  

 
ว่า
จองที่ไว้ก่อน
พรุ่งนี้มาอ่านค่ะ อจ.


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 20 สิงหาคม 2565 เวลา:21:46:35 น.  

 
ยังไม่เคยเที่ยวลาวเลยครับ เคยแต่นั่งรถผ่านตอนไปทริปเวียดนาม
ถ้าให้เลือกอยากไปทุ่งไหหิน ^^
ลาวมีประวัติศาสตร์ร่วมกับหลายๆจังหวัดในไทยเยอะเหมือนกันนะครับ
ช่วงนี้ท่องเที่ยวเริ่มฟื้นกลับมา แต่ราคายังแพงมากเลยครับ
ผมคงรออีกสัก 1-2 ปีค่อยไปต่างประเทศ

รถไฟความเร็วสูงผมเคยนั่งที่ญี่ปุ่น ลาวก็เพิ่งมีละ เดี๋ยวต้องไปลองสักหนครับ
แดงแหนวเนืองคือร้านดังสุดๆของชายแดนไทย-ลาวตรงหนองคายเลยครับ
เคยไปกินอยู่หนนึง อร่อย และบริการดีด้วยนะ คิดว่าคนเยอะจะไม่ค่อยใส่ใจบริการซะอีก
เสียดายไปกับแม่สองคน สั่งได้นิดเดียวเองครับ

อาจารย์อายุเท่านี้แล้วยังไปทัวร์ที่เดินเยอะๆได้สบายๆ แข็งแรงมากเลยครับ
ถ้ำตอนชมจะสวย แต่ถ่ายรูปย้ากยาก แสงมันน้อย

น้ำตกตาดกวางสี ใหญ่โตสวยงามนะครับ เที่ยวน้ำตกก็ต้องลุ้นว่าน้ำใสมั้ย น้ำเยอะมั้ย ภาพจากเน็ตคือช่วงพีค

พระไชยเชษฐาธิราชเป็นกษัตริย์ล้านช้างที่ยิ่งใหญ่ได้รับการยอมรับมากที่สุดเลยครับ
โชคดีของลาวที่ยังเหลือวัดเชียงทองให้ดูต่างหน้าจากยุคนั้น
พระธาตุพูสีสร้างในยุครัตนโกสินทร์แล้ว รูปทรงเป็นเอกลักษณ์ดีครับ

เสียดายที่ร้านสุดท้ายมืดจนถ่ายรูปไม่ได้นะครับ
ร้านกางทิวไผ่ บรรยากาศคงดีน่าดู


โดย: ชีริว วันที่: 20 สิงหาคม 2565 เวลา:21:55:28 น.  

 
อยากไปยืนตรงน้ำตกตาดกวางสีด้วยค่ะอาจารย์ สวยมากๆค่ะ
ขออนุญาตโหวตให้อาจารย์ก่อนนะคะ
ต๋าจะกลับมาเที่ยวกับอาจารย์อีกค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:0:10:51 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:6:39:33 น.  

 
อ่านไปครึ่งตอนพีกมาเม้นท์ก่อนเดี๋ยวลืมข้อคงามทีา อจ.เล่า..
แนวได้หลังลืมหน้า

อจ.สุวิมลแข็งแรงและเก่ง+กล้าหาญมาก
นั่งเรือหางเที่ยวแม่น้ำซอง

ทันสมัยได้นั่งรถไฟความเร็วสูง

แต่ไม่เห็นpostรูปทีาถ่ายถ่ายกับขบวนรถไฟ
เกรงว่าคงลืม..รูป Climax ที่เราๆท่านๆยังไม่พบพาน





พระธาตุพูสี สวยงามไ


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:10:07:35 น.  

 
รูปเยอะมากค่ะอาจารย์
คนที่ทอมๆ หน่อยนั่นชื่อจอยเหรอคะ
ใส่เสื้อสีเขียวตัดแดงนี่ช่างกล้าจริงๆ
เสื้ออาจารย์สีแมทกันสวยกว่าค่ะ
ลาวมีไวไฟด้วยเหรอคะ 555



โดย: หอมกร วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:19:31:33 น.  

 
ไปเที่ยวด้วยคนนะคะ
เป็นทริปที่สนุกมากเลยค่ะอาจารย์


โดย: Rananrin วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:19:53:34 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

เชียงใหม่ตอนเย็นฟ้าครึ้มมากๆ
แต่ไม่มีฝนครับ
กรุงเทพสงสัยจะตกหนักกว่าครับ

ผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนๆที่เรียนรุ่นเดียวกัน
ทุกคนต่างมีโรคประจำตัว
ทั้งที่อยู่ในวัยเพียง 40 กว่าๆ
เด็กถาปัตย์ใช้ร่างกายหนัก
ตอนหนุ่มหลายคนก็กิน เล่น เที่ยว ดื่มหนัก พักผ่อนน้อย
พออายุมากขึ้นก็ได้ไปคนละโรคสองโรคครับ 5555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:20:20:33 น.  

 

อ้อก็เดาว่า..
ต้องยุ่งอยู่กับการรีบขึ้นรถไฟ
จึงไม่ได้มีรูปกับรถไฟ
อันนี้ไกด์ทัวร์น่าจะถ่ายรัวๆเผื่อลูกทัวร์นะคะ


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:20:40:11 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอบคุณมากนะคะที่ไปให้กำลังใจบล็อกปลาดลลี่ผัดคึ่นช่ายนะคะ

ตามมาเที่ยวประเทศลาวอีกรอบค่ะ
ตอนนี้ลำปางฝนตกทั้งวันทั้งคืนค่ะ ตอนนี้น้ำแม่วังจะเต็มฝั่งแล้วค่ะ กลัวถ้าเขื่อนปลอยน้ำมาอีกคง่ท่วมบ้านที่อยู่ริมฝั่งน้ำแน่ๆค่ะ

รอชมทริปประเทศลาวตอน 2 นะคะ

หลับฝันดีค่ะ



โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:21:26:15 น.  

 
ขอบคุณนะคะอาจารย์ที่แวะไปเยี่ยมบล็อกของริน คนนี้กำลังมาแรงเลยค่ะอาจารย์ เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ค่า (รวมถึงรินด้วยค่ะ อิอิ) จริงอย่างที่อาจารย์ว่าเลยค่ะ งานยุ่งๆ แต่พอมีเวลารินก็เข้ามาโหวตให้พี่ๆ บล็อกอื่นๆ เรื่อยๆ นะคะ คิดถึงทุกคนเลยค่า


โดย: Rananrin วันที่: 21 สิงหาคม 2565 เวลา:22:24:17 น.  

 
เที่ยวกับอาจารย์สนุกเพลิดเพลินมาก
ทำให้ได้เห็นสถานที่เที่ยวสวยๆที่ไม่เคยไปค่ะ

ขอให้อาจารย์เดินทางไปเบตงโดยสวัสดิภาพ
ท่องเที่ยวสนุกนะคะ และต๋าจะรอเที่ยวกับอาจารย์ด้วยค่ะ

ขอบคุณอาจารย์สำหรับกำลังใจนะคะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 22 สิงหาคม 2565 เวลา:0:30:38 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 สิงหาคม 2565 เวลา:6:38:17 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

คำว่า "ดูดีดี" หรือ "ดูให้ดี"
ผมว่าเป็นคำที่ช่วยเตือนสติในทุกๆเรื่องเลยครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 สิงหาคม 2565 เวลา:15:25:52 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 สิงหาคม 2565 เวลา:5:44:25 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ผมจำไม่ได้แน่นอนแล้วครับ
ว่าเขียนบล็อกนี้เพราะอะไร
เพราะเขียนไว้นานมาก

แต่เศษอาหารถ้าทิ้งไว้นานๆ
ก็สร้างปัญหาให้กับสุขภาพช่องปากได้จริงๆครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 สิงหาคม 2565 เวลา:11:07:59 น.  

 
ยังไม่เคยไปลาวเลยครับ อาจารย์ได้ไปหลายประเทศจริงๆ เงินลาวแลกทีนึงนี่รวยเลย เงินเป็นปึกๆ

น้ำตกนี่เป็นของขึ้นชื่อบ้านเขาเลยครับ ใครไปลาวก็ต้องไปให้ได้

รถไฟความเร็วสูงผมเคยนั่งแต่ที่ญี่ปุ่น ที่ลาวมีแล้วคนใช้กันตรึม คนไทยก็แห่ไปนั่งกัน ถ้าที่ไทยมีบ้างคนก็คงไม่ต้องแห่กันไปลองแบบนั้น เห็นว่าปี 2569 จะสร้างเสร็จ (ข่าวว่างั้นนะ) เป็นรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ถ้าไทยมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมไปคุนหมิงในเร็ววันก็ดี จะได้นั่งไปรำลึกความหลัง ตอนนี้ถ้าอยากรำลึกต้องบินอย่างเดียวเลย


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 23 สิงหาคม 2565 เวลา:17:49:04 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 สิงหาคม 2565 เวลา:5:22:26 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

อาจารย์ได้เดินทางท่องเที่ยวเยอะมากครับ
ผมมีโอกาสไปไม่กี่ที่เองครับ
ตอนมีเงินก็ไม่มีเวลาเพราะมัวแต่ทำงาน
พอว่างงานก็ไม่มีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวครับ 5555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 สิงหาคม 2565 เวลา:20:53:43 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 สิงหาคม 2565 เวลา:5:25:44 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

เชียงใหม่ฝนตกหนักมากครับอาจารย์
ตกหนักมาตั้งแต่ตี 5 เลยล่ะครับ
ตอนนี้ฟ้าก็ยังมืดครึ้มอยู่
ดูแล้วน่าจะตกลงมาทั้งวันแน่นอนครับ

โลภ โกรธ หลง
อันตรายทุกตัวจริงๆครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 สิงหาคม 2565 เวลา:10:28:15 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์

หนูหายหน้าไปหลายวันมากค่ะ
มีภาระกิจไม่ว่างเว้นเลยค่ะ

หนูขอตามไปเที่ยวลาวด้วยนะคะ
ดีจังค่ะ ไปพักผ่อน มีความสุขนะคะ
ไปดูบ้านเมืองและสถานที่ของเพื่อนบ้านนะคะ

ขอให้อาจารย์มีความสุข รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ช่วงนี้ฝนตกบ่อยมากค่ะ ...


โดย: tanjira วันที่: 25 สิงหาคม 2565 เวลา:15:42:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]




เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ

http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
space
space
space
space
[Add อาจารย์สุวิมล's blog to your web]
space
space
space
space
space