คืนกำไรให้ชีวิต เพื่อพิชิตไปในโลกกว้าง
space
space
space
<<
กุมภาพันธ์ 2565
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
space
space
25 กุมภาพันธ์ 2565
space
space
space

ชวนไปเที่ยว อุบลราชธานี ตอนที่ 2
 ชวนไปเที่ยว อุบลราชธานี ตอนที่  2

 บล็อกนี้  เป็นการเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 2และ3  เป็นวันที่ 1
พ.ย. วันนี้  แดงและเขียด ศิษย์เขย ตื่นแต่เช้า
ไปเดินออกกำลังกาย   ส่วนฉันกับมอม หลังจากอาบน้ำแต่งตัวแล้ว 
ออกมาเดินชมตลาด ซึ่งไม่ไกลจากที่พัก  มีอาหารขาย
ที่ตลาดนี้มากมาย ทั้งของสด ของแห้ง มีร้านอาหารหลายร้านให้เลือก
อยู่ เราเดินซื้อน้ำเต้าหู้  ปาท่งโก๋ ฉันสั่งข้าวต้มหมู รสชาติ
ไม่อร่อยนัก  พักใหญ่ ๆ แดงกับเขียด ก็เดินมาพบเราที่ตลาดนี้ แดงซื้อ
หมูปิ้ง ข้าวเหนียวมาด้วย ทั้งสองสั่งอาหารมื้อเช้า น่าจะ
ไข่กระทะ  ต้มเลือดหมู  กินมื้อเช้าแล้ว  กลับที่พัก เตรียมออกเดินทาง
เที่ยวตามโปรแกรมที่ได้กำหนดไว้ 
 ที่เที่ยวแห่งแรก คือ  วัดโขงเจียม และ แม่น้ำสองสี ซึ่งอยู่ใกล้กัน มารู้
เรื่องราวเกี่ยวกับวัดโขงเจียมสักเล็กน้อยก่อนชมภาพ ค่ะ 

วัดโขงเจียม  ตั้งอยู่ที่ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี  ปณ. 34220  ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่
21 ไร่วัดโขงเจียมตั้งเมื่อ พ.ศ. 2392 เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์
ฝ่ายมหานิกายตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลบรรจบกัน
ใกล้กับจุดชมวิวแม่น้ำสองสี

 ประวัติวัดโขงเจียม ชาวบ้าน เรียกว่า  "วัดบ้านด่านเก่า"ตามชื่อหมู่บ้าน
ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดด่านปากมูล”
 โดยเอาชื่อบ้านและชื่อแม่น้ำมูลมาผสมกัน และในปี พ.ศ. 2482 ได้
เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดโขงเจียม” ตามชื่ออำเภอ
ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2518เขต
วิสุงคามสีมา กว้าง 30 เมตร ยาว 60 เมตร
การบริหารและการปกครองวัด ตามที่มีการบันทึกไว้ เป็นวัดมหานิกาย
  ทิศเหนือ จดแม่น้ำโขง ทิศใต้จดห้วยหอม
ทิศตะวันออกจดริมฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูล ทิศตะวันตกจดโรงเรียน
โขงเจียมวิทยาคม อาคารเสนาสนะที่สำคัญประกอบด้วย
อุโบสถ กว้าง 6 เมตร ยาว 15 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2510 ศาลาการเปรียญกว้าง 13 เมตร ยาว 24 เมตร สร้างเมื่อ
พ.ศ.2497 วิหาร กว้าง 8 เมตร ยาว 15 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2534
  มีพระพุทธโลเกศวรชินราชบรมศาสดาอุดมมงคลอุบลราชธานีสุภสิริสถิตเป็นพระพุทธรูปสำคัญของวัด
การสร้างพระพุทธชินราชนี้เพื่ออุทิศกุศลถวายแด่บรรพกษัตริย์ของ
ชาติไทยทุก ๆ พระองค์ โดยเฉพาะอุทิศกุศล
แด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ และบรรดา
บรรพบุรุษผู้พลีชีพเพื่อชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 
เป็นวัดเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุให้ได้ศึกษาเรียนรู้
           ด้านทิศตะวันออกของวัดจะติดกับฝั่งแม่น้ำโขง
และแม่น้ำมูล เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นจุดบรรจบกันระหว่าง
แม่น้ำทั้งสองสายได้อย่างชัดเจน เป็นจุดชมวิว
“แม่น้ำสองสี” แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดอุบลราชธานี 


 แม่น้ำสองสี   หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ดอนด่านปากแม่น้ำมูล สาเหตุที่
เกิดวลีว่า   “โขงสีปูน มูลสีคราม”   สาเหตุที่เกิดเป็นสองสี
เพราะว่า ปกติแม่น้ำโขงในช่วงน้ำเยอะจะมีสีแดงหรือสีปูน ขณะที่
แม่น้ำมูลมีเขื่อนปากมูลกั้นขวาง ปล่อยน้ำเป็นเวลา
ทำให้น้ำมีความใสมากกว่า ดังนั้นเมื่อถึงที่จุดแม่น้ำมูลไหลบรรจบ
แม่น้ำโขงจึงเกิดกลายเป็น
แม่น้ำสองสีอย่างชัดเจนนั่นเอง   ฤดูกาลที่เห็นความแตกต่างของ
แม่น้ำสองสีที่สุดคือฤดูฝน   จุดชมวิวที่ดีที่สุดอยู่บริเวณวัด
โขงเจียม และยังสามารถติดต่อเรือนำเที่ยวเที่ยวชมความงามสองฝั่ง
โขงได้ด้วย  จุดที่สามารถมองเห็นแม่น้ำสองสี
ได้อย่างชัดเจนคือ   บริเวณลาดริมตลิ่งหน้าวัดโขงเจียม และบริเวณ
บางส่วนของหมู่บ้านห้วยหมาก ทั้งนี้เดือนเมษายน
จะเป็นเดือนที่เห็นความแตกต่างของสีน้ำได้ชัดเจนที่สุด






ทิวทัศน์แม่น้ำสองสี  ค่ะ 



แม่น้ำโขงและมูลมาบรรจบกัน ค่ะ 





สามสาวต่างวัยที่แม่น้ำสามสี  ค่ะ 


 จากวัดโขงเจียม  ซึ่งเราไม่ได้เข้าไปไหว้พระในโบสถ์  เพราะยังเช้าอยู่
โบสถ์น่าจะไม่ได้เปิด เลยไหว้และถ่ายรูปอยู่นอกวัด
และบริเวณวัด แล้วก็ขับรถเลยไปอีกไม่ไกล ชมแม่น้ำสองสี แล้วก็มุ่ง
หน้าไปที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์  เป็นวัดที่มีถ้ำด้วย ค่ะ
  พวกเราได้เดินลงบันไดไปชมในถ้ำ มีพระพุทธรูปมากมาย มีตู้ให้
หยอดเงินทำบุญด้วย  ทำบุญไป 60  บาท 3 คน
  (ฉัน เยาว์ จ๋า )ก่อนชมรูป  เรามาทราบประวัติความเป็นมาก่อน นะคะ 
 วัดถ้ำคูหาสวรรค์  ตั้งอยู่ที่ บ้านด่านใหม่ หมู่ที่ 2 ตำบลโขงเจียม
อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี  เป็นวัดในสังกัด
คณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 15 ไร่  มีอาณาเขต ทิศเหนือ
ทิศใต้และทิศตะวันออกจดป่าสงวน
และทิศตะวันตกจดถนนพิบูลมังสาหาร-โขงเจียม  วัดถ้ำคูหาสวรรค์
ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2521  ดำเนินการก่อสร้างโดย
หลวงปู่คำคะนึง จุลมณี หลวงปู่ที่อาศัยถ้ำซึ่งมีลักษณะเป็นชะโงกหิน
เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ภายหลังได้มีผู้คนเลื่อมใส
ศรัทธามากขึ้นจึงได้มีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณปากถ้ำและบริเวณวัดให้
เหมาะสมสำหรับปฏิบัติธรรมมากยิ่งขึ้น อาทิ
อาคารที่พักสงฆ์ หอระฆัง แล้วด้วยจุดที่ตั้งวัดอยู่บนที่สูง จึงมีการสร้าง
จุดชมวิวไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย
จุดชมวิวนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลที่ไหล
มาบรรจบกัน ทิวทัศน์ของแนวภูเขา
และบ้านเรือนในเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และตัว
เมืองโขงเจียม
     ปัจจุบัน หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี ได้มรณภาพแล้ว แต่ร่างกายไม่เน่า
เปื่อย บรรดาศิษย์จึงได้จัดทำโลงแก้วประดับด้วย
เพชรเทียมเป็นที่เก็บรักษาร่างของท่านไว้ให้ผู้เลื่อมใส ศรัทธาได้
เคารพสักการะ มีความโดดเด่นด้วยฆ้องอาเซียน
ขนาดยักษ์ที่มองเห็นได้แต่ไกล และมีพระธรรมเจดีย์ศรีไตรภูมิที่มี
ความงดงามวิจิตรบรรจง มีถ้ำคูหาสวรรค์
ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานสรีระที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงปู่คำคนิง จุลมณี ซึ่ง
เป็นพระนักวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้
นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถชมวิวแม่น้ำโขงที่มีความสวยงามได้
จากจุดชมวิวบริเวณวัด  




วัดคูหาสวรรค์ มีฆ้องใหญ่เป็นจุดเด่น 





บริเวณวัดกว้างขวาง สวยงาม  



บริเวณงดงามอีกภาพหนึ่งของวัดถ้ำคูหาสวรรค์



ทางที่จะลงไปที่ถ้ำ  ค่ะ 



ภายในถ้ำ มีพระพุทธรูปมากมาย  ค่ะ 



ภายในถ้ำคูหาสวรรค์ ค่ะ 

ออกจาก วัดถ้ำคูหาสวรรค์  ไปเที่ยวสะพานไม้ที่ยาวที่สุดของจังหวัด
อุบล  แดดร้อนมาก ถ่ายรูปกับสะพานไม้แล้ว
  ก็ขับไปชมเขื่อน ชื่อเขื่อนอะไร จำไม่ได้แล้ว  มาชมรูปเอา
ก็แล้วกันนะคะ อิอิ  









สะพานไม้ที่ยาวที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานี  





สักรูปที่เขื่อน ค่ะ 



แดงก็ขอสักรูปกับเขื่อน ค่ะ อิอิ

ออกจากเขื่อน  มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองอุบล  ระหว่างทางแวะไฮไลท์คาเฟ่ 
คือ  ร้านกาแฟจอนนี่  มีจุดให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป
ตามสไตล์ของร้านกาแฟในยุคนี้  ที่นี่มีขายของฝาก เช่น หมูยอ แหนม
  ก๋วยจั้บญวน  อาหารตามสั่ง ฯลฯ  สถานที่ถ่ายรูป
เป็นสไตล์ท้องนา มีกระเช้านั่ง  มีสะพานเดินไป  พวกเราสั่งน้ำดื่ม
ตามความชอบ  ส่วนฉันซื้อโกโก้เย็น ค่ะ
  มาชมรูปของพวกเราค่ะ 




ถ่ายกับป้ายสักหน่อย ค่ะ  













หลังจากถ่ายรูปจนพอใจแล้ว  ก็ออกจากร้านกาแฟ  อากาศร้อนมาก 
แดดจัด  ระหว่างทางเจอร้านซาลาเปา
  มีจ่ายคนละครึ่งด้วย  ซื้อกระหรี่ปั๊มด้วย  กินระหว่างทางไป  เราไป
ถึงที่พักคืนนี้  คือ โรงแรม ผาแดง เป็นเวลา  12.50 น.
พวกเราพักผ่อนอยู่ในห้องนัดกัน ว่า 14.30 น. เราจะออกไปกินข้าวมื้อ
เที่ยงควบมื้อเย็นเลย  มื้อนี้ ไปกินตามที่เขารีวิวไว้
  คือ ร้านแหนมเนืองอินโดจีน  ทุกคนลงความเห็นว่า ไม่อร่อยตามที่ใน
รีวิวแนะนำมา  อิ่มแล้ว  ไปเดินช้อปหาของฝากกัน 
โดยเฉพาะร้านที่เขารับโครงการคนละครึ่งคือ  ร้านแม่ฮาย  ร้านนี้มีของ
หลากหลายดี ฉันซื้อ กระเทียมเจียว หอมเจียว
ก๋วยจั้บญวน  ฯลฯ ทุกคนต่างก็เลือกซื้อกัน ครอบครัวแดง ได้ใช้คนละ
ครึ่งของพ่อและแม่ด้วย เลยซื้อได้วันละหลายอย่าง ค่ะ 
   จากนั้น พวกเราก็ไปไหว้พระที่วัดพระธาตุหนองบัว  เป็นวัดที่สวยงาม
มากอีกวัดหนึ่งค่ะ  ช่วงนี้ ประมาณ 17  น.
พระมาสวดมนต์ ทำวัตรเย็น มีประชาชนมาร่วมสวดมนต์ด้วยพวกเราก็
ไปนั่งสวดมนต์กับชาวบ้านด้วย ค่ะ  ทำบุญไป 60 บาท
เหมือนเดิม  พวกเราไม่ได้อยู่สวดมนต์จนจบ  เพราะมีพระเณรมามาก
พอสมควร 
        มารู้ประวัติความเป็นมาของวัดพระธาตุหนองบัว สักเล็กน้อย  ค่ะ 

 วัดพระธาตุหนองบัว ตั้งอยู่ที่ ถ.ธรรมวิถี อ.เมืองอุบลราชธานี
จ.อุบลราชธานี  อยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลฯไป
เพียง 3 กิโลเมตร  สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2498 มีพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ 1 งาน
19 ตารางวา  ภายในวัดเป็นที่ตั้งอย่างตระหง่าน
โดดเด่นของ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้น  เพื่อเป็นสัญลักษณ์
ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500
 โดยจำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย  เป็นพระธาตุ
ประจำปีเกิดปีมะเส็ง    ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐาน
พระบรมสารีริกธาตุ และรูปปั้นพญานาคราช 2 องค์ ขนาดใหญ่งดงาม
ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าพระเจดีย์ พระธาตุองค์สีขาว
ตัดกับลวดลายสีทองอย่างงดงามวิจิตรบรรจง ภายนอกเป็นภาพนูนต่ำ
ที่องค์พระธาตุด้านนอก บอกเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับ
พระเจ้าสิบชาติ ด้านล่างรอบพระธาตุเป็นพุทธสาวกในบวรพุทธศาสนา
ส่วนฐานรองรับองค์พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์
ด้วยพญานาคครุฑและยักษ์  ภายในพระเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระ
ประธาน และพระพุทธรูปที่งดงามหลายองค์
      รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว ซึ่งทั้ง 4 มุม ของกำแพงแก้ว ได้
ประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็กอีก 4 องค์
ภายในองค์พระธาตุมีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน พระธาตุองค์เดิมมีขนาด
กว้างด้านละ 5 เมตร สูงประมาณ 17 เมตร
เมื่อสร้างใหม่ครอบองค์เดิม คือพระบรมธาตุที่เห็นในปัจจุบัน มีขนาด
ใหญ่มาก ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 17 เมตร
สูง 56 เมตร เสร็จสมบูรณ์ในปี 2512 ด้านหลังของพระบรมธาตุ เป็นที่
ตั้งของศาลาการเปรียญ ซึ่งใช้ประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนาและประเพณี กลุ่มของฆราวาสจะรวมกันอยู่ด้านหลังซึ่งเป็น
กุฏิที่สร้างอยู่ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
ซึ่งเป็นป่าโปร่ง ส่วนกุฏิของแม่ชี จะแยกพื้นที่ไปอยู่นอกวัด ในปัจจุบัน
วัดพระธาตุหนองบัว นอกจากจะมีบรมสารีริกธาตุ
ให้กราบไหว้แล้ว ยังเป็นแหล่งรวมรสพระธรรมและกลิ่นอายวัฒนธรรม
อันล้ำค่า มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ เงียบสงบ
เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่งนัก และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับ
ความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่ตั้งตระหง่านอยู่
ลานวัด หากท่านใดได้ไปสัมผัสด้วยสายตาตัวเอง จะมี
ความรู้สึกเหมือนกับว่า ได้ยืนอยู่ที่เจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย เลย
ทีเดียว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบในรสพระธรรม
เมื่อผ่านไปทางเมืองอุบลฯ อย่าลืมแวะยลมนต์เสน่ห์ของวัดหนองบัว 
กันสักครั้ง แล้วท่านจะลืมไม่ลง   เวลา
เปิด-ปิด : 06:00-18:00 น. ทุกวัน 
(รวบรวมและเรียบเรียงจาก อินเทอร์เน็ต)  
       


วัดพระธาตุหนองบัว  งดงามมาก ๆ  ค่ะ 



เป็นช่วงเย็น  ชาวบ้านมาสวดมนต์ทำวัตรเย็นร่วมกับพระ ค่ะ 
















  ระหว่างทาง เห็นร้านเค้กข้างทาง  เกิดอยากกินกัน พอดีช่วงนั้นรถติด
และร้านก็มีคนละครึ่ง  เขียดลงไปซื้ออย่างเร็ว
  100 บาทเอง แต่ก็กินกันไม่หมด  ก่อนเข้าที่พัก  เราไปเดินเซ็นทรัล
กัน ได้เสื้อมาอีกสองตัว ยี่ห้อดังมันลดราคาซื้อเผื่อเยาว์ 1 ตัวด้วย 
       
วันที่ 3 ตรงกับ 2 พ.ย. เป็นวันที่เราเที่ยวในตัวเมือง เพราะเย็นนี้ เราจะ
กลับกรุงเทพฯแล้ว ค่ะ นัดกันออกจากโรงแรม
ตอน 7 โมงเช้า  เพื่อไปหาอาหารมื้อเช้ากินกัน  โรงแรมไม่มีอาหารเช้า
ให้ ค่ะ  อาหารเช้าวันนี้เดินมากินที่ร้าน สามชัย
  (จำไม่ผิด นะ) เป็นร้านดังตามรีวิว เหมือนกัน  ส่วนแดงกับเขียดออก
ไปเดินออกกำลังกายกันใช้โทรศัพท์นัดกัน
เจอกันที่ร้านนี้  ร้านนี้มีขายลายอย่าง  ต้มเลือดหมู กินกับข้าวสวย เรา
สั่งหมูยอ กินกันเปล่า ๆ ด้วย แต่ละคนก็สั่งอาหารตามใจ
ที่อยากจะกิน  กินเสร็จก็เดินซื้อของตามร้านที่ผ่านไป ก็ได้หมูหยอง
สองห่อ ฝากเยาว์ไป 1 ห่อ จากนั้น ก็กลับที่พัก
เตรียมจัดกระเป๋าเพื่อเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม น่าจะประมาณ 9 โมง 
ระหว่างทาง ภาโทรหาว่า ถ้าพวกเราผ่านวัดหนองป่าพง
ของหลวงพ่อชา  ก็ให้ช่วยทำบุญให้ 200  บาท 

วัดที่เราไปวันนี้  วัดแรก ก็คือ  วัดสระประสานสุข   เป็นอีกวัดหนึ่งที่มี
ความสวยงามมาก ค่ะ มาทราบประวัติของวัดนี้
ก่อนที่จะชมรูปสวย ๆ นะคะ 
         
 วัดสระประสานสุข หรือวัดบ้านนาเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านนาเมือง  หมู่ที่ 2
ต.ไร่น้อย อ.เมือง  จ.อุบลราชธานี  ห่างจากตัวเมือง
ประมาณ 5 กิโลเมตร ด้านทิศเหนือของสนามบิน เป็นวัดที่มีพระ
อุโบสถแปลกตา สร้างเป็นรูปเรือสุพรรณหงส์
ประดับตกแต่งด้วยเซรามิค โดยมีอาจารย์บุญมีเป็นเจ้าอาวาส (ปัจจุบัน
ท่านมรณภาพแล้ว) เป็นที่เคารพนับถือของ 
ชาวอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ
ได้แก่หอระฆังประดับเซรามิค พิพิธภัณฑ์หลวงปู่บุญมี
และวิหารกลางน้ำเรือธรรม นาคราช หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าวิหารกลาง
น้ำที่สร้างไว้กลางน้ำบนพญานาคราชรูปร่าง
คล้ายเรือ ส่วนหัวเป็นพญานาคราช 5 เศียร ทางเดินเข้าวิหาร กลางน้ำ
เป็นทางเดินด้านหางนาคราช  ด้านหลังของ 
วิหารกลางน้ำเรือธรรมนาคราช  ส่วนหางของนาคราชมีทางเดินขึ้นลง
แยกจากกัน สามารถเดินเข้า ไปชมภายในวิหาร
ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ภายใน เป็นที่นิยมของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม
วัดที่จะได้ถ่ายรูปกับวิหารกลางน้ำแห่งนี้
         วัดนี้พระศาสนดิลก (เสน) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่บุญมี
โซติปาโล  ได้เป็นผู้บุกเบิกและวางรากฐาน
ก่อสร้างมาตั้งแต่ต้น ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2480 ด้านทิศเหนือของสนามบิน
เป็นวัดที่มีพระอุโบสถแปลกตา  เดิมพื้นที่แห่งนี้
เป็นสวนมะพร้าวของขุนประสารโทรกิจ และท่านขุนประสารโทรกิจได้
ถวายให้เป็นที่สร้างวัด ปัจจุบันมีพื้นที่ 75 ไร่ 
 เป็นวัดที่มีความสำคัญ มีพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสจำนวนมาก ด้วยบารมี
ของหลวงปู่บุญมี   ท่านเคร่งในวินัยและเป็นพระสายธรรมยุทธ์ 
นอกจากนี้ยังมียังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมา
ชมกันอย่างแพร่หลาย และมีผู้เลื่อมใสมาทำบุญกันมาก
    ซุ้มประตูพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ๓ เศียร จุดเด่นหน้าทางเข้าวัดสระประสานสุขคือซุ้มประตูพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
เป็นความเชื่อในการลอดท้องช้าง  เพื่อเป็นศิริมงคล  สำหรับผู้ที่ได้
ลอดท้องช้าง 
 (รวบรวมและเรียบเรียงจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต)  
















มุมสวย ใบไม้เขียวขจี บริเวณวัด ค่ะ เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

พวกเราเดินชม กราบพระในอุโบสถและทำบุญ หยอดใส่กล่อง 40 บาท
เดินถ่ายรูป ชมวิวบริเวณวัดแล้วจึงเดินทางต่อไปยัง
วัด หนองป่าพง  ของหลวงพ่อชา ที่ ภาฝากฉันทำบุญหยอดใส่กล่อง
ทำบุญ200  บาท ขับรถไม่ไกลนัก  เป็นวัดที่ร่มรื่นมาก 
ดูสงบ ไม่ค่อยมีคนมาวัด มีพระ2-3 รูปให้เราถามทางบ้าง  เราเข้าไป
กราบหลวงพ่อชาที่รูปถ่ายท่าน 
ทำบุญให้ภาตามที่ภาฝากมา  นั่งสงบจิต สงบใจอยู่ในอุโบสถสักพัก
รู้สึกจิตใจสงบดี ค่ะ  เรามาทราบประวัติของ
วัดหนองป่าพงสักเล็กน้อยค่ะ 

      วัดหนองป่าพงตั้งอยู่ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มี
หลวงพ่อชา สุภัทโธ (ชา สุภทฺโท) หรือ
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)  เป็นผู้ก่อตั้ง  ซึ่งก่อนหน้านั้น หลวงปู่
ชาได้ธุดงค์ กับกลุ่มลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง
ท่านได้ปักกลดเพื่อภาวนาที่แห่งนี้ หลังจากการสำรวจบริเวณภายใน
ได้พบหนองน้ำขนาดใหญ่ สภาพเป็นป่า
ที่มีความอุดมสมบูรณ์ขนาดใหญ่ มีสัตว์อาศัยอยู่ด้วย มาถึงบริเวณที่
เรียกว่าดงป่าพง อยู่ห่างจากบ้านก่อ ประมาณ 3 กิโลเมต
    คงจะเป็น ที่มาของชื่อวัด  นั่นเอง
           
ที่นี่ค่อนข้างสงบมาก มีพื้นที่กว้างโดยรอบเลยและเต็มไปด้วยต้นไม้
ใหญ่ รอบ ๆ วัดจะมีป้ายติดคำสอนเตือนใจ
ให้ผู้มาเยี่ยมเยือนสอนตนเองด้วย วัดหนองป่าพง เป็นสถานที่สำคัญ
ด้านสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะอีสาน
กับศิลปะร่วมสมัย เช่น เจดีย์พระโพธิญาณเถร ที่มีลักษณะเป็นองค์
เจดีย์รูปทรงระฆังคว่ำสีทองเหลืองอร่าม
ขนาดใหญ่ ที่ด้านในเป็นสถานที่บรรจุอัฐิหลวงปู่ชาให้ประชาชนได้เข้า
มากราบไหว้สักการะ วัดหนองป่าพงเป็นวัด
ที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมตลอดเวลา 

หลวงพ่อชา เกิดในสกุล ช่วงโชติ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2461 ตรงกับ
วันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ที่บ้านจิกก่อ
หมู่ที่ 9 ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี บิดา-มารดาชื่อ นายมา
และนางพิมพ์  ช่วงโชติ  ในช่วงวัยเยาว์ได้รับการศึกษา
ชั้นประถม ศึกษาที่โรงเรียนบ้านก่อ ต.ธาตุ อ.วารินชำราจ.อุบลราชธานี
จนจบชั้นประถมปีที่ 1 แล้วได้ ลาออกจากโรงเรียน
มาช่วยงานครอบครัว  เมื่ออายุ 13 ปี บิดาได้นำไปฝากกับเจ้าอาวาสวัด
มณีวนาราม เพื่อเรียนรู้บุพกิจเบื้องต้นเกี่ยวกับบรรพชาวิธี
ก่อนได้รับอนุญาตให้บรรพชาเมื่อเดือนมีนาคม 2474 โดยมีพระครู
วิจิตรธรรมภาณี (พวง)อดีตเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม
จ.อุบลราชธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ อยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจน
อยู่ปฏิบัติ ครูอาจารย์เป็นเวลา 3 ปี ได้เอาใจใส่ต่อ
การท่องสวดมนต์ ทำวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระแล้ว
จึงได้ลาสิกขาบทมาช่วยบิดา-มารดาทำไร่ทำนา
ด้วยความจำเป็นของครอบครัวชาวไร่ชาวนาอีสานแต่ด้วยจิตใจที่ใฝ่ใน
การบวชเรียนจึงสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า
จะต้องกลับมาอุปสมบทเป็นพระให้ได้ กระทั่งเมื่ออายุครบ 20 ปี
บริบูรณ์เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2482
ที่พัทธสีมาวัดก่อใน ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยมีพระครู
อินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูวิรุฬสุตการ
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการสอน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ 
ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าเขาลำเนาไพร
เพื่อแสวงหาความหลุดพ้น ตามรอยพระตถาคต

 ต่อมาท่านได้รับอาราธนาจากมารดา และพี่ชายให้กลับไปโปรดที่บ้าน
เกิดเมื่อปี พ.ศ.2497ดำเนินการสร้างวัดหนองป่าพง
และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้มาโดยตลอดอุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติ
ธรรมและ เผยแผ่พุทธศาสนาทั้งแก่ชาวไทย
และชาวต่างประเทศ ซึ่งบังเกิดผลทำให้ ผลงานที่เป็นประโยชน์อเนก
อนันต์แก่พระศาสนา ทั้งที่เป็นพระธรรมเทศนา
และสำนักปฏิบัติธรรมในนามวัดสาขาวัดหนองป่าพงมากมายทั้งในทวีป
ยุโรปและทวีปอเมริกา  ท่านมรณภาพอย่างสงบ
เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2535 เวลา 05.30 น. ท่ามกลางความเศร้าโศกของ
ศิษยานุศิษย์

ทุกวันนี้ วัดหนองป่าพงมีสถานที่เป็นที่เตือนใจของผู้ประสงค์จะ
นมัสการและรำลึกถึงคือ พิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถระ
(ชา สุภทฺโท) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติและผลงานมารวม
ไว้ ผนังพิพิธภัณฑ์มีภาพชีวิต ตลอดจนรูปปั้นขี้ผึ้งเสมือนหนึ่งยังมีชีวิต 
ภายในมีจุดดูนิทรรศการหลวงปู่ ซึ่งจะมีจุดกราบไหว้
อัฐิหลวงปู่ชา และประวัติของวัดให้ศึกษา
        (รวบรวมและเรียบเรียง จากอินเทอร์เน็ต )  
       
พวกเราเข้าไปที่กราบหลวงพ่อชาที่ เจดีย์พระโพธิญาณเถร  เข้าไปแล้ว เป็นสถานที่เงียบสงบ  ฉันทำบุญ 200 บาท
ตามที่ภา ฝากมา โดยมีตู้สำหรับให้หยอดปัจจัยและมีสมุดให้เซ็นเยี่ยม
ด้วยฉันได้เขียนชื่อ ภา ทำบุญด้วย 
กราบและอธิษฐานขอพรให้สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมา
เบียดเบียนแล้ว  ก็นั่งสงบอยู่ในเจดีย์นี้พักใหญ่  จึงได้
กราบลาหลวงพ่อชา  ตั้งใจจะไปชมพิพิธภัณฑ์ พระโพธญาเถระ  ชา สุภัทโท  แต่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง เป็นผู้หญิง 
ห้ามไม่ให้เราจอดรถหน้าพิพิธภัณฑ์  พูดจาไม่เพราะ ไม่รับแขกผู้มา
เยี่ยมเยือนเลย  พวกเราโดยเฉพาะเขียด หัวเสียมาก
  จึงขึ้นรถและขับออกจากวัดไป มาชมภาพวัด ดีกว่า ค่ะ 













 มื้อเที่ยงวันนี้  มากินร้านอาหารอิสานชื่อว่า ส้มตำ ทบ.  สั่งส้มตำ หมู
สามชั้น ฯลฯ(ดูในรูป นะคะ)
สั่งอาหารหลายอย่าง เป็นมื้อสุดท้ายที่เราจะกินที่อุบลของทริปนี้ ค่ะ
อาหารค่อนข้างเผ็ด  ฉันชอบกินมะยมเชื่อมเสียบไม้
เดี๋ยวนี้ ราคาขึ้นมากเลย ถุงละ 25 บาท ถ้าจำไม่ผิดนะ  
  



อาหารมื้อเที่ยง  มื้อสุดท้ายที่เราอยู่ อุบลราชธานี  ค่ะ 
   
  อิ่มแล้วเราเดินหาของฝากต่อไป หาร้านที่รับคนละครึ่ง ซื้อของฝาก 
ฉันได้มะม่วงและมะขามแช่อิ่ม อย่างละ 1 กล่อง
  กล่องละ 60 บาท  ทุกคนต่างซื้อของฝาก  แดง มอม ไปหาซื้อหมูยอ
อีกร้าน  ได้คนละครึ่ง  ของฉันและมอมไป
ซื้อที่สนามบิน เพราะดูไว้ตอนมาสนามบินและสั่งไว้ซื้อตอนขากลับ 
เงินฉันไม่พอคนละครึ่ง เพราะใช้หมดไปแล้ว เลย
ต้องใช้เงินซื้อไม่ได้ลดเต็มอัตราที่รัฐให้ใช้วันละ 150  บาท  นั่นเอง

ก่อนไปสนามบิน  เรายังมีเวลาเหลือค่อนข้างเยอะ  เบื่อที่จะไปรอกันที่
สนามบิน  ผ่านวัดพระธาตุหนองบัวอีกรอบหนึ่ง
ฉันเลยได้รูปพระที่อยู่ในช่องกระจกรอบ ๆ อุโบสถมาฝากอีกชุดหนึ่งค่ะ







เป็นพระพุทธรูปที่อยู่ที่ตู้กระจก  ค่ะ 

  เรามาถึงสนามบินและเดินซื้อของอีก  ที่สนามบินยังมีเวลา  มอมบอก
ให้ทำเรื่องซื้อน้ำหนักโหลด  จะได้ไม่ต้องหิ้วหนัก
เพราะยังเหลือ ทริปใต้ เดือน ก.พ. อีกหนึ่งทริป  ฉันซื้อ 15 กิโล  เกือบ
500 บาท แพงน่าดู   
   
  เรานั่งรอที่สนามบินเป็นชั่วโมงเหมือนกัน  กว่าเครื่องบินจะออก ไฟล์
นี้น่าจะ 18.30 น. ถ้าจำไม่ผิดนะ กว่าจะถึงดอนเมือง
ก็น่าจะเกือบสองทุ่ม  เรียกแท็กซี่มาส่งที่บ้านแดงแล้วแดงจึงขับรถมา
ส่งฉันที่บ้าน เหมือนทุกทริปที่ผ่านมา
  ส่วนมอมตอนมาขับรถมาไว้ที่บ้านแดง ขากลับขับรถกลับบ้านตัวเอง  

  ทริปเที่ยวอุบลราชธานี เป็นทริป 3วัน 2 คืน รู้สึกน้อยวันไป เที่ยวอุบลไม่ทั่วถึงเลย  สามพันโบกที่ฉันอยากไป
ก็ยังไม่ได้ไปเลย  คงต้องหาโอกาสมาเที่ยวอุบลอีกครั้งเสียแล้ว
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ได้เที่ยว 
ได้ใช้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก ได้ใช้คนละครึ่ง และได้มาไหว้พระทำบุญ
ด้วย  ก็พอใจแล้ว  ดีกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ
ไม่ได้ไปไหนเลย  ห้าห้า 
     ทริปเที่ยวอุบลราชธานี  ก็ขอจบทริปไว้เพียงแค่นี้  ต้องขอขอบใจ
แดง เขียด และมอม ที่ใส่ใจ พาเที่ยวไปที่ต่าง ๆ 
 อำนวยความสะดวกในหลาย ๆ เรื่อง  เป็นกัลยาณมิตรเป็นเพื่อนเที่ยว
กรุ๊ปที่น่ารักอีกกรุ๊ปหนึ่ง ค่ะ  
     หวังว่า  เพื่อน ๆ ชาวบล็อกตลอดจนผู้อ่านที่แวะเข้ามาอ่าน  คงจะ
ได้รับความรู้ ความเพลิดเพลินพอสมควร ค่ะ  สวัสดี ค่ะ 




       



Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2565
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2565 14:25:56 น. 11 comments
Counter : 516 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณกิ่งฟ้า, คุณร่มไม้เย็น, คุณhaiku, คุณKavanich96, คุณหอมกร, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณtoor36, คุณ**mp5**, คุณtuk-tuk@korat


 
เจิมมม
ฝากไว้ก่อนครับอาจารย์ ^^


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา:15:46:52 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์ ตามมาเที่ยวอุบลด้วยค่ะ ยังไม่เคยไปเที่ยวเมืองอุบลเลยค่ะ เห็นอาจารย์ไปแล้วน่าเที่ยวมากนะคะ ชอบงานเทียนพรรษาค่ะเขาตกแต่งแกะสลักได้สวยงามมากนะคะ

ภาพสวยวิวดีบรรยากาศน่าเที่ยวค่ะโหวตท่องเที่ยวนะคะ





โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา:18:07:37 น.  

 
กลับมาแล้วครับอาจารย์
เพิ่งเวท เทรนนิ่ง กับมาร์คหน้า ทาครีม เสร็จก็มาอ่านบล๊อกเที่ยวอุบลฯ กับอาจารย์ต่อเลยครับ

อุบลฯนี่เป็นจังหวัดใหญ่เลยนะครับมีที่เที่ยวเยอะมากกกก ทีแรกคิดว่าจะเป็นที่แห้งๆ ร้อนๆ แต่จริงๆ แล้วก็มีหลายแนวเลยนะครับ โดยเฉพาะของกิน น่าทานหลายอย่างเลย
โขงเจียนชื่อนี้ดังมาก อายจะงที่ตัองบอกว่าเพิ่งทราบว่าอยู่อุบลอ่ะครับ 5555 คุณครูภูมิศาสตร์ของผมคงท้อใจ

แม่น้ำ 2 สีสวยมากเลยครับ ดูมหัศจรรย์ดี ที่กระแสน้ำมาเจอกัน
แต่น่ำดูแรงมากครับเห็นแล้วกลัว ผมเป็นคนว่ายน้ำเป็นที่กลัวน้ำครับ คือถ้าให้อยู่ในที่ลึกเกิน 3 เมตรรู้สึกไม่โอเคครับ ขนาดใส่ชูชีพอยู่น้ำใส่ๆ เห็นพื้นข้างล่างว่าลึก 8 เมตร 10 เมตรที่ผมกลัวละ เพื่อนถอดชูชีพดำฟรีไดร์ฟกัน แต่ผมไม่กล้า รู้สึกว่าเราว่ายน้ำไม่ได้เก่งขนาดนั่นแล้วเหนื่อยเร็วกลัวขึ้นผิวน้ำไม่ไหว แต่ถ้าสระมาตรฐานแบบนั้น สบายครับ 5555 ว่ายไปว่ายมาสบายใจ ขาไม่ถึงก็ไม่เป็นไร
ดูแล้วภาคอีสานสวยเลยครับ รู้สึกว่าศิลปะเค้ามีความเหนือๆ ปน ลาวหน่อยๆ มีเอกลักษณ์มากเลยครับ

ลูกศิษย์อาจารย์ก็จัดทริปกันเก่งมากๆ ครับ
ไปเที่ยวกันบ่อยๆ นะครับ ^^

จากบล๊อก
คนละคู่ครับอาจารย์ ^^ แต่นายภพคนเดิม เพิ่มเติมคือจากแอมป์ มาเจอกับน้องดรีมที่ญี่ปุ่น แต่ภพคงเลิกซ่าแล้วครับ


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา:22:41:52 น.  

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา:4:36:44 น.  

 
มาบล็อกนางเอกนี่
มีแต่รูปนางเอกนะคะอาจารย์



โดย: หอมกร วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา:9:19:07 น.  

 
อาจารย์ไปหลายวัดเลยนะครับ ฆ้องทำเป็นธงชาติในกลุ่มอาเซียนเลย ได้เที่ยวได้ไหว้พระใจก็สบายขึ้นนะครับ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา:18:43:57 น.  

 
สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอบคุณมากนะคะที่ไปให้กำลังใจที่บล็อกหลวงพ่อเกษม เขมโก ค่ะ

ตามมาเที่ยวอุบลอีกรอบค่ะ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเที่ยวภาคอิสานบ้างโดยเฉพาะอุบลเป็นจังหวัดใหญ่มากชมภาพที่อาจารย์ถ่ายมาแล้วอยากไปมากโดยเฉพาะวัดสระประสาน สวยงามมากค่ะแต่โควิดก็ยังไม่เลิกราเสียทีคงจะอีกนานนะคะถึงจะได้ไปยิ่งเดี๋ยวนี้ติดกันง่ายมากแถวบ้านตลาดต้องปิดเลยค่ะ

ขอให้อาจารย์ปลอดภัยจากโควิดนะคะ





โดย: กิ่งฟ้า วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา:7:58:23 น.  

 
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา:8:53:32 น.  

 
มาชมภาพครูเที่ยวต่อค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 1 มีนาคม 2565 เวลา:7:33:49 น.  

 
สวัสดีค่ะ
ตามมาเที่ยวค่ะอาจารย์
เชื่อนน่าจะเป็นเขื่อนปากมูลค่ะ
หนูตุ๊ก


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 1 มีนาคม 2565 เวลา:12:21:55 น.  

 

Amazing tripจริงๆค่ะ
ทั้งแท่น้ำ2 สี
ทั้งวัดคูหาสวรรค์
เขื่อนลำโดมใหญ่
วัดพระธาตุหนองบัว
แม้จะไม่ถึง 3000โบก เพราะคนละทางและต้องใช้เวลา
อ้อว่า trip นี้ก็คุ้มมากมาย
และ อาจารย์สุวิมล แข็งแรงมากๆเลยค่ะ

วันนี้มาส่งcomment วันหน้ามาส่งกำลังใจค่ะ


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 2 มีนาคม 2565 เวลา:14:48:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]




เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ

http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
space
space
space
space
[Add อาจารย์สุวิมล's blog to your web]
space
space
space
space
space