เมษายน 2563

 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog
ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน ตอนที่ 6
  ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน 
ตอนที่  6

มาแล้ว ค่ะ    ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน  มาถึง
ตอนที่ 6 แล้วนะคะ ตอนที่ 6 ในบล็อกนี้  ตรงกับ
วันที่ 26  ก.พ. ค่ะ เช้านี้  พวกเราทานข้าวเช้ากันประมาณ 6.00  น. ค่ะ 
หลังทานข้าวเช้าเสร็จ  ยังพอมีเวลาเดินชมวัด  เจ้าหน้าที่
ของวัด  พอรู้ว่าพวกเราจะแลกเงิน รูปี  เขาก็ไปนำเงินรูปีมาให้พวกเรา
แลกกัน  ฉันก็แลกด้วย แลกไป 100  บาท เท่านั้น
ได้มาสองร้อยรูปี  เพราะคนแลกเยอะ ไม่มีให้แลก  ต้องเฉลี่ยกันคนละ
ร้อยสองร้อย เท่านั้น ค่ะ  พระอาจารย์ก็แลกด้วย คะ 
บริเวณที่เรานั่งพัก รอเพื่อน ๆกัน  มีปลูกต้นไม้สวย ๆ อยู่  พวกเราที่รอ
กันอยู่  ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ก็คือ 
พวกเราก็ถ่ายรูปกับดอกไม้สวย ๆ บริเวณนั้นแหละค่ะ  อิอิ  มาชม
ภาพที่รวบรวมจากกล้อง น้อง ๆ มาให้ชม ค่ะ 


ด้านหลัง  คือที่พักเมื่อคืนนี้  ค่ะ 


สามสาว  น้องเล็ก  น้องจุ และน้องต้อย  ทีมดำเนินงานผู้เข้มแข็ง


ภาพแรก น้องครูหยก ภาพสอง คู่จิ้น น้องวรรณและน้องจอย ทีมงานค่ะ




ขอคู่ของฉันกับ น้อง ๆ บ้าง นะจ๊ะ  อิอิ

หลังจากทุกคนพร้อมเดินทางแล้ว  ประมาณ 6.30  น. รถเคลื่อนที่ออก
จากวัด ไวสาลี มุ่งหน้าไปสถานที่ที่เราจะไป
นมัสการเป็นแห่งแรกวันนี้ ก็คือ ปาวาลเจดีย์ ค่ะ ระหว่างการเดินทาง
พระอาจารย์ก็ให้พวกเราสวดมนต์ทำวัตรเช้าเหมือนทุกวัน
(ขออธิบายการใช้คำว่า  มนตร์ กับ มนต์ หน่อยค่ะ  บล็อกก่อน ๆ ฉันใช้
คำว่า มนตร์  ปรากฏว่า น้องต๋อย ถามมาว่า  ทำไม ใช้มนตร์
ไม่ใช่ใช้ มนต์หรือ  ฉันตอบน้องไปตามแง่ของภาษาว่า  มนตร์ เป็นคำ
มาจากภาษาสันสกฤต  ส่วน มนต์ เป็นคำมาจาก ภาษาบาลี 
มีความหมายเหมือนกัน  การสงสัยของน้องต๋อย  ดีจัง  ทำให้ฉันต้อง
ไปศึกษาค้นคว้ามา  ได้คำตอบมาแล้ว จึงอยากจะให้เป็น
ความรู้แก่ผู้อ่านด้วยค่ะ  ถึงแม้ทั้งสองคำนี้  จะมีความหมายเดียวกัน แต่
เวลานำไปใช้  มีข้อแยกใช้ต่างไปบ้าง  นั่นก็คือ ถ้าเป็น
การใช้ในเรื่องราวของศาสนาพุทธ เราจะเลือกใช้คำว่า มนต์ เพราะ
มนต์ เป็นภาษาบาลี  คัมภีร์ทางพุทธศาสนา
จารึกด้วย ภาษาบาลี  ดังนั้น  การสวดมนต์ จึงต้องเลือกใช้คำว่า มนต์
มากกว่าการใช้  คำว่า มนตร์  ซึ่งเป็นคำมาจากภาษาสันสกฤต
มนตร์  จึงควรไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ ค่ะ ) 

การสวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จ แล้ว พระอาจารย์ก็ให้ความรู้เกี่ยวกับ
ปาวาลเจดีย์  ให้พวกเราฟัง  ฉันจดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง
บางส่วนฉันก็ไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมาได้  ดังนี้ ค่ะ  

ปาวาล เจดีย์  เป็นสถานที่ปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า  มีขึ้นที่
ร่มพฤกษาแห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย์  ที่เมืองเวสาลี
ความหมายของคำว่า  ปลงอายุสังขาร  คือ  การกำหนดวันตายไว้
ล่วงหน้า  นั่นเอง 
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทำการปลงอายุสังขาร  ได้ทรงทำนิมิตโอภาสแก่
พระอานนท์ถึง 3 ครั้งว่า  " อานนท์  ถ้าบุคคลใดเจริญ
อิทธิบาท 4 ประการ  ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปป์หนึ่งหรือมาก
กว่านั้น  ก็จะอยู่ได้ " โอภาสนิมิตนี้ หมายถึง  บอกใบ้ว่า
พระองค์จะดับขันธ์ปรินิพพานในปีที่กล่าวนี้แล้ว  หากพระอานนท์ทูล
อาราธนาขอให้พระองค์อยู่ต่อ และพระองค์ทรงรับ
พระองค์ก็จะสามารถดำรงชีพอยู่ต่อไปได้อีก
แต่พระอานนท์ไม่รู้เท่าทันเพราะถูกมารมาดลใจไม่ให้รู้เท่าทัน  เมื่อ
พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า  มารมาดลใจพระอานนท์
พระองค์จึงสั่งให้พระอานนท์ออกไป  พระองค์อยู่ตามลำพัง   มารก็เข้า
มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและอาราธนาให้พระองค์เสด็จ
ดับขันธ์ปรินิพพาน โดยให้เหตุผลว่า  พระองค์ได้เผยแผ่พุทธศาสนาไว้
ยังแว่นแคว้นต่าง ๆ มั่นคงดีแล้ว พระพุทธองค์
ก็ทรงรับอาราธนาของมาร  หลังจากที่พระองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว
เกิดแผ่นดินไหวใหญ่  พระอานนท์จึงทราบว่า
พระพุทธเจ้าจะปลงอายุสังขารแล้ว  จึงมาทูลอ้อนวอนขอให้พระองค์
อยู่ต่อ  แต่พระองค์รับอาราธนามารไปแล้ว แก้ไขไม่ได้
การปลงอายุสังขาร  เกิดขึ้นในวันมาฆบูชา และนับจากนี้ไปอีก 3 เดือน
พระองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่เมือง กุสินารา



นี่คือ  ปาวาลเจดีย์  ที่ปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า ค่ะ  



ถ่ายกันคนละรูปกับ ปาวาลเจดีย์ ไว้เป็นที่ระลึก ค่ะ 


ทางเดินเข้าไป ปาวาลเจดีย์  น้องอินทร์แปลง และน้องเบญจ์




พระอาจารย์นำสวดมนต์ และขอพร ค่ะ 


สวดมนต์เสร็จแล้ว  ก็รวมตัวกัน ถ่ายรูปหมู่กัน ค่ะ  

ที่จริงหลังจากถ่ายรูปหมู่  ฉันจำได้ว่า เรามีการเดินสวดมนต์เวียนรอบ
ปาวาลเจดีย์  3  รอบ นะ แต่หารูปการเวียนไม่ได้เลย
หลังออกจาก ปาวาลเจดีย์แล้ว  เราก็ไปทำบุญบริจาคที่โรงเรียนชุมชน
ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ  ที่ ปาวาลเจดีย์  เท่าที่ฟังมา เป็นโรงเรียนชุมชน
น่าจะเป็นครูจิตอาสา ที่เปิดรับสอนเด็ก ๆ บริเวณหมู่บ้านมาเรียนโดย
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  เพราะตอนที่เรามาที่โรงเรียนนี้  
มีเด็ก ๆ ที่อยู่นอกรั้วโรงเรียน ยื่นมือมาขอเงินจากพวกเรา  เจ้าหน้าที่
ได้บอกพวกเราว่า  ไม่ต้องให้เงินเด็กพวกนี้  เพราะให้มา
เรียนหนังสือที่นี่  ก็ไม่ยอมเรียนหนังสือ   เหมือนจะบอกว่า เด็กพวกนี้
ไม่รักดี นั่นเอง  พวกเราเลยไม่มีใครให้เงินเด็กนอกรั้ว


ป้ายชื่อของโรงเรียน ค่ะ  


น้องหน่อยกับน้องนุ้ย ถ่ายรูปกับเด็ก ๆ  ค่ะ 


ผู้บริจาคเงินให้โรงเรียนและเด็ก ๆ  มากที่สุด น่าจะเป็นน้องต๋อยค่ะ   


ฉันก็บริจาคเงินใส่พาน 50  บาทไทย แก่โรงเรียนนี้ บางคนก็ 20 บาท
แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละคน ค่ะ 



พระอาจารย์ก็เดินแจกเงินรูปีให้เด็กนักเรียน ค่ะ 



พระจ่อย ก็แจกเงินรูปีให้เด็ก ๆ  ค่ะ 



ถ่ายรูปกับเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ค่ะ 





ท่านมหาเหมือนแจกขนมให้เด็ก ๆ  ค่ะ 
 ส่วนเอม ซื้อปากกา ดินสอ  แต่ไม่ได้ไปแจกเอง  ให้คนอื่นนำไปแจก
ตอนคนอื่น ๆ   ขึ้นรถแล้ว  เอม คงลืมเอาลงจากรถ 

หลังจากแจกของและบริจาคเงินที่โรงเรียนชุมชนแห่งนี้แล้ว  พวกเราก็
ขึ้นรถเดินทางต่อไป  ราชคฤห์ อีกเมืองหนึ่ง ค่ะ
วันนี้ มื้อเที่ยง  เราก็ยังคงทานข้าวบนรถอีกเหมือนกัน  โดยเราไปจอด
ในปั๊มน้ำมัน  ส่วนพระอาจารย์ทุกรูป  
ลงจากรถ  เหล่าลูกศิษย์ได้ปูแผ่นพลาสติก และนำอาหารไปถวาย
ที่มุม ปั๊มน้ำมัน  จะได้ฉันได้สะดวกกว่าบนรถ ค่ะ 


ฉันภัตตาหารมื้อเพล ค่ะ  
เมื่อทุกคนทานข้าวกันเสร็จแล้ว   ก็มีการเข้าห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมันแห่งนี้
ด้วย  เพื่อจะได้ไม่ต้องกางเต็นท์แวะกลางทาง ค่ะ 
เป้าหมายต่อไป ก็คือ เราจะไปแวะทอดผ้าป่าที่วัด อโศการาม  ค่ะ 



รถแล่นผ่านสะพาน พระมหาตมะคานธี สะพานที่ยาวที่สุด  ค่ะ 



มาถึงที่วัด  ทุกคนก็ขอถ่ายรูปกับรูปปั้นนี้ ค่ะ ฉันลืมถ่ายรูปนี้  อิอิ






เตรียมปัจจัยและผ้าไตร เพื่อทอดกฐิน  ค่ะ 


ครั้งนี้  ตัวแทนในการถวายผ้าป่าและปัจจัย คือ น้องอินทร์แปลง
และน้องโฆษิต  ค่ะ  


ทอดผ้าป่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ได้ถ่ายรูปหมู่กัน ค่ะ 

จากวัด อโศการามแล้ว  พวกเราก็เดินทางไป เพื่อกราบนมัสการ
หลวงพ่อองค์ดำ  ซึ่งเชื่อว่า มีความศักดิ์สิทธิ์มาก
ใครที่มีโรคประจำตัว  ให้นำยามาไว้ที่องค์ท่านแล้วอธิษฐานขอให้โรค
ภัยไข้เจ็บหายไป  ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
กลับไปบ้าน  ก็จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่  มันเป็นความเชื่อค่ะ
เชื่อไว้ก็ไม่เสียหาย เนาะ ฉันก็นำยาที่กินประจำมาด้วย
ตามคำแนะนำของน้องจอย  น้องจอยจะเป็นผู้รวบรวมยาของสมาชิก
ไปวางไว้ข้าง ๆ หลวงพ่อองค์ดำ  ค่ะ 
หลวงพ่อองค์ดำ  สร้างขึ้นในสมัย  พระเจ้าเทวาปาล  ระหว่าง
พ.ศ.1353-1393  เป็นพระพุทธรูปองค์เดียวที่
รอดจากการทำลายล้างของชาวมุสลิม นำโดย  อิคเทียร์ ซิลจิ  ได้นำ
พรรคพวกบุกทำลายศาสนาสถานของพุทธศาสนา
ด้วยการใช้อาวุธ  การเผาทำลาย  เป็นการทำลายต่อผู้ที่ไม่ยอมรับ
ศาสนาของตน นั่นเอง  สถานที่สำคัญต่าง ๆ 
โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยนาลันทา ถูกเผาทำลายไปมากมายตำรับตำรา
สูญหายไปมากมายเช่นกัน  จนกระทั่ง  อินเดีย
ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมีนักโบราณคดีชาวอังกฤษ  ชื่อ เซอร์
คันนิงแฮม ได้อ่านบันทึกของพระถังซำจั๋ง
  จึงได้มอบหมายให้  เอ เอ็ม พรอดเลย์และ ดร.สเปนเนอร์ ไปขุด
ค้นหาปูชนียวัตถุตามบันทึกของพระถังซำจั๋ง 
ขุดค้นได้พระพุทธรูปมากมาย  แต่ว่า แต่ละองค์ เสียหาย  หักบิ่น 
เพราะถูกชาวมุสลิมบุกทำลายไป  จึงได้นำพระพุทธ
รูปเหล่านั้นส่งไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษส่วนหลวงพ่อองค์ดำ
ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวที่สมบูรณ์ที่สุด โดย
มีหักบิ่นเล็กน้อยเฉพาะพระนาสิกและพระองค์คุลีข้างขวาเล็กน้อย
เท่านั้น และเป็นที่แปลกประหลาด  คือไม่ถูกอังกฤษขนกลับ
ประเทศไป เหมือนพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ที่ชำรุดพระพุทธรูปองค์ดำ
  มีขนาดใหญ่และประดิษฐานอยู่บนฐานที่มั่นคง  
ยากที่จะเคลื่อนย้ายไปไหน  รัฐบาลอินเดีย  เคยคิดที่จะย้ายหลวงพ่อ
องค์ดำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ นาลันทา  แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้ง 
เพราะจะเกิดอาเพศทุกครั้ง  เช่น เกิดฝนตกหนัก 
ฟ้าผ่ารุนแรง  โยกย้ายไม่สำเร็จสักครั้ง ค่ะ ชาวบ้านได้มาดูแลรักษา
หลวงพ่อองค์ดำ  หากเกิดความเจ็บป่วยครั้งใด
ก็จะนำน้ำมันมาลูบองค์พระ  แล้วอธิษฐาน  ขอให้หลวงพ่อองค์ดำ
รักษา  โรคต่าง ๆ ก็จะหายไป 
พระมหา ดร.คมสรณ์  คุตตธัมโม  ในฐานะผู้ปฏฺิบัติหน้าที่พระธรรมทูต
สายประเทศอินเดีย  กำลังจะสร้าง หลวงพ่อองค์ดำ จำลอง
ด้วยเนื้อหินอย่างเดียวกับหลวงพ่อองค์ดำ ที่อินเดีย
เพื่อนำมาไว้ที่วัด กลันทา  บ้าน กลันทา  จังหวัด บุรีรัมย์  ซึ่งเป็นวัด
บ้านเกิดของ ท่านมหา ดร.คมสรณ์  ค่ะ 

  
พวกเรา นำทองมาปิด หลวงพ่อองค์ดำด้วย ค่ะ 




หลังจากปิดทององค์หลวงพ่อองค์ดำแล้ว  ก็มีที่ว่างแล้วที่จะได้สวด
มนต์ขอพร หลวงพ่อองค์ดำ  พระอาจารย์ได้นำสวดมนต์
แต่ ไม่มีกล้องใดถ่ายรูปตอนสวดมนต์เลย ค่ะ  อิอิ
หลังจาก กราบนมัสการหลวงพ่อองค์ดำและนำยาของตนเองกลับมา
แล้ว  ทุกคนก็เดินไปขึ้นรถเพื่อจะไปมหาวิทยาลัย นาลันทา  
ก่อนจะถึงมหาวิทยาลัย นาลันทา  พระอาจารย์ก็ให้ความรู้เกี่ยวกับ
ประวัติของมหาวิทยาลัยนี้  ด้วยค่ะ  
มหาวิทยาลัย  นาลันทา  เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก สร้างใน
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 จุดประสงค์ในการสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้
เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8  ท่านนาคารชุน  คณาจารย์ แห่งลัทธิ
มหายานได้เดินทางมาถึง  นาลันทา  พร้อมด้วย
ลูกศิษย์ที่ชื่อ อารยเทวะ  ทำให้ นาลันทา  กลายเป็นศูนย์กลางแห่ง
พระพุทธศาสนา  มหาวิทยาลัย นาลันทาเจริญสูงสุดในยุคนี้
ในพุทธศตวรรษ  ที่ 12-13  พระเจ้าหรรษวรรธนะ  กษัตริย์ที่ปกครอง
ชมพูทวีปตอนกลาง  ทรงเป็นองค์อุปภัมภ์ที่สำคัญของ
พระพุทธศาสนา ได้ทรงทำนุบำรุงมหาวิทยาลัย นาลันทา  ทรงอุทิศ
ส่วยจากหมู่บ้าน 10 หมู่บ้าน เป็นปัจจัยบำรุงมหาวิทยาลัย
หลวงจีน เฮียงจัง (พระถังซำจั๋ง)  ได้บันทึกไว้ในฐานะที่ท่านมาเรียน
อยู่ที่มหาวิทยาลัย นาลันทา  บันทึกไว้ว่า  เป็นมหาวิทยาลัย
ที่ยิ่งใหญ่มาก มีมาตรฐานทางการศึกษาที่สูงกว่าสถานศึกษาอื่น ๆ
ที่มีอยู่ทางตะวันออกโบราณ  มีห้องประชุมขนาดใหญ่
บรรจุผู้เข้าประชุมได้มากกว่า พัน คน  มีถึง 8 ห้อง  มีห้องเรียนกว่า
300  ห้อง  มีคัมภีร์ขนาดใหญ่  มีหอพักนักศึกษาพร้อม
มีโรงครัว  ยุ้งฉางเลี้ยงพระนักศึกษา  พระภิกษุต่างแดน เช่น พระถัง
ซำจั๋ง  ที่ได้เดินทางมาศึกษาที่นี่ 
หลังสิ้นพระเจ้าหรรษวรรธนะแล้ว  ขาดองค์อุปถัมภ์  มหาวิทยาลัย
นาลันทา ก็เริ่มเสี่อม พระสงฆ์ที่เคยอยู่ดีกินดี ไม่ต้อง
ทำการสิ่งใด นอกจากศึกษาพระธรรมวินัยเพียงอย่างเดียว ก็พลอย
ลำบากไปด้วยเนื่องจากไม่เคยต้องลำบาก 
กองทัพต่างชาติที่เข้ามารุกราน  นึกว่า มหาวิทยาลัยเป็นป้อมปราการ
ใหญ่  และถูกพวกมุสลิมเผาทำลาย  เล่ากันว่า
หอสมุดของมหาวิทยาลัย ใหญ่มาก  ต้องเผาถึง 3 เดือน พระสงฆ์ที่
หนีรอดออกมาได้  หอบคัมภีร์ออกมาได้เล็กน้อย
ปัจจุบัน  มหาวิทยา นาลันทา  จึงเหลือแต่ซากปรักหักพัง  ดังที่พวกเรา
กำลังจะไปชม ค่ะ  อ้อ  ที่นี่ ยังมีสถูปของพระสารีบุตร
ลูกกตัญญู  ก่อนที่พระสารีบุตรจะดับขันธ์นิพพาน
ได้อำลาพระพุทธเจ้ามาโปรดมารดา  คือ นางสารี  ซึ่งมีมิจฉาทิฐิ ไม่
พอใจพระพุทธองค์  เพราะลูกของเธอออกบวช
เป็นสาวกของพระพุทธองค์  ทำให้ขาดผู้สืบตระกูล  ก่อนดับขันธ์
นิพพาน  พระสารีบุตรจึงต้องการไปโปรดมารดา
เมื่อ นางสารี เห็นพระสารีบุตรกลับมาที่บ้านเข้าใจว่า  ลูกเธอคงอยูบวช
ไม่ไหวแล้ว  จึงกลับมาบ้าน  คืนนั้น  จตุท้าวโลกบาล
และพระอินทร์  พอรู้ว่า  พระสารีบุตรจะดับขันธ์  ก็เสด็จจากสรวงสวรรค์
มาเยี่ยมพระสารีบุตร  พอนางสารีเห็นเช่นนั้น 
ก็คิดในใจว่า  นี่ลูกชายเป็นสาวกของพระพุทธองค์  ยังมีความสำคัญให้
เทวดาบนสวรรค์มาเยี่ยมได้  พระพุทธเจ้าที่บวชให้
ลูกชาย ผู้เป็นอาจารย์ จะต้องมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าลูกชายอย่างแน่นอน
จากที่ไม่เคยศรัทธาและไม่ชื่นชอบพระพุทธองค์
ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นศรัทธา  พระสารีบุตรก็ได้เทศนาโปรดมารดาและ
ในที่สุด  นางสารี ก็ได้สำเร็จ ขั้นโสดาบัน
นางสารีได้สร้างสถูปเก็บอัฐิพระสารีบุตร ลูกยอดกตัญญู  



ทางที่จะเข้าไปชม มหาวิทยาลัย นาลันทา  


มหาวิทยาลัย นาลันทา  


สถูปที่เก็บอัฐิของพระสารีบุตร  (ภาพจากอินเทอร์เน็ต ค่ะ) 


ภาพบนเป็นทางเดินเข้าไปตัวมหาวิทยาลัย นาลันทา  ภาพล่างเป็น
ด้านในของมหาวิทยาลัย ค่ะ  




พระอาจารย์คุยกับคนในมหาวิทยาลัย ค่ะ 




ฟังพระอาจารย์บรรยายให้ความรู้ ค่ะ 


มุมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย นาลันทา  ค่ะ 






ก่อนจากมหาวิทยาลัย นาลันทา ที่เหลือแต่ซากปรักหักพัง
พวกเราก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก  ค่ะ 

ออกจาก มหาวิทยาลัย นาลันทา  พวกเราก็เดินทางเพื่อไปที่วัดไทยสิริ
ราชคฤห์  วันนี้เราจะทานข้าวมื้อเย็นที่วัดนี้  
และจะพักค้างคืนที่นี่  สอง คืน  ดีจังเลย ค่ะ ไม่ต้องจัดกระเป๋าเหมือน
ทุกวันที่ผ่านมา ซึ่งย้ายที่พักทุกคืน  ค่ะ 

วัดไทยสิริราชคฤห์  อยู่ที่เมือง ราชคฤห์    รัฐพิหาร  ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.
2544  มีพระครูปลัดสุวัฒน์พุทธิคุณ (วิเชียร วชิรวํโส  ดร.)
เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการก่อสร้าง ในนามพุทธบริษัทชาวไทย  ที่ตั้งของ
วัด  ตั้งอยู่บริเวณด้านภูเขาเวภารบรรพต (สถานที่
ทำปฐมสังคายนาในสมัยพุทธกาล)  ได้รับการอนุเคราะห์จากพระครู
สิทธิปริยัติวิเทศและนายไซเลนเดอร์ ชาวเมืองราชคฤห์
ดำเนินการจัดหาซื้อที่ดินจากชาวอินเดีย  โดยความอุปถัมภ์ของ
พุทธบริษัท  มาดูรูปป้ายหน้าวัด ค่ะ  







สามรูปนี้  ถ่ายตอนกลางวันของรุ่งขึ้นอีกวัน  ค่ะ นำมาใส่รูปในวันนี้
เพื่อเป็นการแนะนำความเป็นมาของวัดนี้ ค่ะ 

การมาแสวงบุญที่ สังเวชนียสถาน  ก็ได้จบลงไปอีกวันหนึ่งแล้วนะคะ
แต่ยังเหลืออีก  5 วัน ที่เราจะต้องไปยังสถานที่ต่าง ๆ 
ตามที่พระอาจารย์ได้กำหนดไว้ในโปรแกรมพาไปกราบไหว้ยังสถานที่
ต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์เคยเสด็จไปประทับ 
พวกเราทุกคน  ต้องรักษาสุขภาพไว้ให้แข็งแรง  และด้วยพลังแห่ง
ความศรัทธาของพวกเรา  ฉันเชื่อว่า  เรามีแรง  มีกำลัง
ที่จะไปกราบนมัสการได้ทุกแห่งอย่างแน่นอน ค่ะ  โปรดติดตาม
ตอนที่ 7  ต่อไป ค่ะ  
























 



Create Date : 21 เมษายน 2563
Last Update : 25 เมษายน 2563 9:22:28 น.
Counter : 387 Pageviews.

33 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณkatoy, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณเริงฤดีนะ, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณtoor36, คุณตะลีกีปัส, คุณอุ้มสี, คุณทนายอ้วน, คุณThe Kop Civil, คุณhaiku, คุณชีริว, คุณสองแผ่นดิน, คุณnewyorknurse, คุณกะว่าก๋า, คุณสันตะวาใบข้าว, คุณtuk-tuk@korat, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณSweet_pills, คุณKavanich96, คุณmambymam

  
สาธุ
อนุโมทนาบุญ
โดย: katoy วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:9:40:44 น.
  
ขอบคุณค่ะครูสุวิมลที่นำรูปมาฝากกันชมหลายๆมุม

และขออนุโมทนาบุญครั้งนี้ด้วยค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:10:13:45 น.
  
26 กพ ตรงกับวันคล้ายวันเกิดอ้อพอดีเลยค่ะ

ได้อนุโมทนาบุญ
ตามอ่าน*ความศรัทธาของชาวพุทธ มาถึงตอนที่ 6

นับว่ามีบุญนัก
สาธุ สาธุ สาธุ

โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:10:14:17 น.
  
ได้รับความรู้เรื่องคำว่า มนต์ ด้วยครับ
ที่ผ่านมาผมก็ใช้สลับกันไปสลับกันมาสองคำนี้เลย
บางทีก็เขียนว่ามนตร์ครับ

หลายวัดในบล้อกนี้ที่อาจารย์เดินทางไป
ผมไม่ได้ไปเลยครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:12:29:46 น.
  
อนุโมทนาบุญด้วยนะครับ

ศรัทธาแรงกล้าดี อาจารย์เก็บเกี่ยวความรู้จากการท่องเที่ยวได้ดีครับ ไปเที่ยวแล้วได้ความรู้กลับมาด้วย
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:14:44:33 น.
  
สวัสดีมีสุขค่ะ

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
สะดุดตรงที่กางเต๊นท์เป็นห้องน้ำระหว่างทางค่ะ
ถ้านุ่งซิ่นไปนี่ สบายมากเลยนะคะ
กางในป่าข้างทางพรึ่บ คลุมมิดเลย
โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:15:43:12 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ตอนไปอินเดียผมไปกับคณะสงฆ์จังหวัดชลบุรีครับ
ไป 8 วัน ส่วนใหญ่ไป 4 สังเวชนียสถานและที่อื่น
ถ้าผมจำไม่ผิด ทำบุญกับวัดประมาณ 3-4 แห่งครับ

มีไปซ้ำที่พุทธคยาสองวันครับ

จริงๆก็อยากจะไปอีก
แต่ตอนหลังก็ไม่มีเวลาพอที่ะจไปเลยครับ
ผมชอบครับ
ทิรปอินเดียทำให้ผมได้รู้ได้เห็นอะไรเกี่ยวกับชีวิตมากมายเลย



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:16:02:20 น.
  
สาธุ อนุโมทนามิค่ะครู
โดย: อุ้มสี วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:16:24:38 น.
  
ดอกกุหลาบสีเหลืองดอกใหญ่มากๆเลยคราบบบ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:16:57:59 น.
  
สวัสดีครับอาจารย์
ตามมาเที่ยวอินเดียด้วยคนครับ
โดย: The Kop Civil วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:20:18:07 น.
  
สองเดือนแล้วนะครับสำหรับทริปสังเวชนียสถาน
มนต์ กับ มนตร์ ผมก็ใช้แบบไม่รู้เรื่องเลยครับ อ่านบล็อกอาจารย์ได้ความรู้ว่าใช้ได้ทั้งสองอย่าง
แต่ถ้าแบบละเอียดเลยคือมนต์ใช้กับศาสนาพุทธ ส่วนมนตร์ใช้กับพิธีพราหมณ์ *จดๆ*
ปาวาลเจดีย์เป็นสถานที่ปลงสังขาร เทียบกับสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานแล้วคนรู้จักน้อยกว่าเยอะเลยนะครับ ทัวร์นี้ละเอียดจริงๆ
เก่าแก่จนเหลือแต่ฐานแล้วนะครับ อ่านพุทธประวัติก็เพิ่งรู้ว่าพระพุทธเจ้าเสียท่ามารด้วย
มีทำบุญให้วัดแล้วมีทำบุญให้โรงเรียนด้วย ดีนะครับ ได้ช่วยเหลือเด็กๆ
รูปปั้นพระเจ้าอโศกหน้าวัดอโศการามเท่เลยครับ
หลวงพ่อองค์ดำก็เก่าแก่มากๆ สมัยทวารวดีเลย แต่เทียบกับสถานที่อื่นๆของแถบนี้แล้วคงถือว่ากลางๆ ไม่เก่ามาก
น่าเสียดายสถานที่สำคัญหลายแห่งที่ถูกศาสนาอื่นทำลายไปนะครับ สมัยนั้นก็มหาวิทยาลัยนาลันทา ล่าสุดก็พระพุทธรูปบามิยัน
มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี่ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก่อนตายครับ
มีสถูปที่เก็บอัฐิของพระสารีบุตรด้วย
โดย: ชีริว วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:22:38:46 น.
  
จากบล็อก

อย่าเอาไปอิงการเมืองครับ 555 ถือว่าขำๆ กันก็พอ
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 25 เมษายน 2563 เวลา:22:45:48 น.
  

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ อจ.
โดย: newyorknurse วันที่: 26 เมษายน 2563 เวลา:1:36:22 น.
  


สถูปที่เก็บอัฐิของพระสารีบุตร (ภาพจากอินเทอร์เน็ต )

น่าไปเห็นกับตามากๆ

อรุณสวัสดิ์ค่ะ เช้าวันอาทิตย์ ค่ะ..อจ. สุวิมล
โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 26 เมษายน 2563 เวลา:5:34:32 น.
  

สวัสดียามเช้าครับ

โหวตครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 26 เมษายน 2563 เวลา:6:34:28 น.
  
ตามมาเที่ยวต่อ และได้ความรู้กลับไปมากค่ะ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 26 เมษายน 2563 เวลา:13:16:54 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ช่วงนี้อย่างนึงที่ผมไม่รู้
คือผมไม่ดูข่าวเลยครับอาจารย์
พอไม่รู้
ก็ไม่เครียดเลย 555

เพราะยังไงผมจะเริ่มทำงานได้
ก็ต่อเมื่อเปิดประเทศ สายการบินเริ่มบินนี่ล่ะครับ
ตอนนี้ทำได้เพียงแต่รอครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 26 เมษายน 2563 เวลา:19:08:58 น.
  
ขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ด้วยนะคะ

ได้ชมสถานที่สำคัญหลายแห่งและได้ทราบความแตกต่างของการใช้
คำว่า "มนต์" และ "มนตร์" ด้วย
ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ

โดย: Sweet_pills วันที่: 26 เมษายน 2563 เวลา:23:35:10 น.
  

สวัสดีค่ะอจ.

ขอบคุณที่แวะไปที่บล็อกนะคะ

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
โดย: newyorknurse วันที่: 27 เมษายน 2563 เวลา:2:26:17 น.
  
ขอบคุณที่แบ่งปัน
โดย: Kavanich96 วันที่: 27 เมษายน 2563 เวลา:3:49:27 น.
  

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 เมษายน 2563 เวลา:5:35:47 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ดอกคูนปีนี้ที่เชียงใหม่ก็บานสวยมากครับอาจารย์
ผมได้แต่มอง
ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกไปไหน
อยู่แต่บ้าน
พอออกไปก็ลืมกล้องครับ 555

ภาพชุดนี้ถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วแล้วล่ะครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 เมษายน 2563 เวลา:14:34:05 น.
  
ค่ะอาจารย์ การได้เดินทางไปกราบสักการะสังเวชนียสถาน
ถือเป็นมงคลสูงยิ่งของชีวิตนะคะ
ขอบพระคุณอาจารย์สำหรับแรงบันดาลใจค่ะ

โดย: Sweet_pills วันที่: 27 เมษายน 2563 เวลา:16:29:15 น.
  
ชอบใจพี่ๆที่พยายามอ่านบล็อกเกม ^^

แต่ละที่มีเวลาน้อย แต่ได้ไปหลายที่ก็คุ้มนะครับ
ถ้าผมไปอยากให้ลดการไปวัดไทยลงหน่อย แต่อันนี้คงไม่ได้สินะ
กรุ๊ปของอาจารย์ดีมากเลยครับ ได้พระอาจารย์มีความรู้ ศึกษาจริงจังมาหลายปีเลย
โดย: ชีริว วันที่: 27 เมษายน 2563 เวลา:22:12:21 น.
  

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 28 เมษายน 2563 เวลา:7:08:42 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์


ใช่แล้วครับอาจารย์
ข้อเขียนวันนี้ของผม
ผมตั้งใจเขียนให้เป็นปริศนาธรรม
ไว้เตือนใจตนเองครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 28 เมษายน 2563 เวลา:13:50:13 น.
  
ชื่อมหาวิทยาลัยนาลันทาจำแม่มากๆตั้งแต่ตอนเรียนวิชาพระพุทธศาสนาครับ ใหญ่โตมากๆเลยครับ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 28 เมษายน 2563 เวลา:15:51:23 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 เมษายน 2563 เวลา:6:32:15 น.
  


สวัสดียามสายค่ะอาจารย์

ขอให้อาจารย์มีความสุขสดชื่นตลอดวันนี้นะคะ
โดย: Sweet_pills วันที่: 29 เมษายน 2563 เวลา:11:02:46 น.
  
เอายำวุ้นเส้นมาฝากครับ รับรองจานนี้เผ็ดน้อยเพราะคนทำก็กินเผ็ดไม่เก่งคราบ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 29 เมษายน 2563 เวลา:15:04:33 น.
  
ลืมยำวุ้นเส้นคราบ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 29 เมษายน 2563 เวลา:15:06:05 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

เชียงใหม่ฝนตกพรำๆครับอาจารย์
พอให้อากาศเย็นขึ้น
ร้อนมาหลายวันแล้ว

แต่ดูท่าทาง
น่าจะตกอีกหลายวันเลยครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 เมษายน 2563 เวลา:15:26:26 น.
  

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 เมษายน 2563 เวลา:6:58:20 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments