คืนกำไรให้ชีวิต เพื่อพิชิตไปในโลกกว้าง
space
space
space
 
มกราคม 2567
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
space
space
5 มกราคม 2567
space
space
space

ชวนไปเที่ยว เลห์ ลาดัก ของอินเดีย (ตอนที่ 1 )
  ชวนไปเที่ยวเลห์ ลาดัก ของประเทศอินเดีย ตอน 1 

เมืองเลห์   เป็นเมืองหลักของแคว้น ลาดัก  ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ
ประเทศอินเดีย มีชายแดนติดกับประเทศจีน
และประเทศปากีสถานเป็นเมืองที่ได้รับฉายาว่า  "ทิเบตน้อยแห่ง
อินเดีย"เพราะอิทธิพลทางด้านศาสนาและภาษาธิเบต นั่นเอง 
     ทริปนี้  สืบเนื่องจาก เกด ลูกศิษย์ ชวนไปเที่ยว เขามีเพื่อนที่จะร่วม
ทริป 4 คนแล้ว ให้ฉันหาเพื่อนร่วมเดินทางอีก 4 คน
จะได้จัดทริปนี้ไปเที่ยวกับรถที่จะเช่า คันใหญ่ นั่งหลวม ๆ ไม่อึดอัด 
ฉันเลยชวน จอย น้อง (รัตนา) แต๋ว และฉัน รวมเป็น 4 คน
รวมกับคณะของเกด  ก็เป็น 8 คน  เกด  พาฉันไปทำพาสปอร์ตใหม่
เพราะเล่มเก่าหมดอายุแล้ว  และให้รีบจองตั๋วเครื่องบิน
 การบินไทยไป เดลลี และบินภายในจากเดลลีไปเลห์ รวมค่าเครื่องบิน
ขาดไม่กี่บาทก็เป็นสองหมื่น   เกด เก็บค่าทัวร์ อีกคนละ
สองหมื่นห้า ไม่รวมค่าทริปไกด์ อีกประมาณ สองพันบาท   ทริปนี้
ไปวันที่  20-29 ต.ค. 66 ค่


 เมื่อถึงวันเดินทาง  จอยมารับฉันที่บ้าน ประมาณ สองทุ่มครึ่ง  ให้ค่า
ติ๊บ ทูน น่าจะ 200 บาท นะ มาถึงสนามบินประมาณ
สามทุ่มกว่า  เกด ออกมารับพวกฉัน  น้องและแต๋วไปถึงแล้ว  ปรากฏ
ว่า เพื่อนของเกด ยกเลิกไม่ได้ไปด้วย เนื่องจาก
ป่วยกระทันหัน  เกด คงให้ เมล (ลูกสาว  ไปเจอกันที่ เดลลี) และแอง
(ศิษย์เขย)ไปด้วย  ทริปนี้ จึงเป็น 7 คน
     
 หลังจากเช็คอินแล้ว เรายังมีเวลาเหลือเฟือ  พอดีเกดและฉัน มีสิทธิ์
จากธนาคารที่เราฝากเงินถึงเป้าหมาย จะมีสิทธิ์มากินเหลา
ในสนามบิน  จึงไปใช้สิทธิ์  แต่ฉันยังไม่ออกเจเลยกินได้แต่ถั่วและน้ำ
เท่านั้น  ส่วนเกดและแอง ก็กินของคาวกันไป
  ส่วน น้อง  แต๋ว และจอย (ซึ่งไม่ค่อยสบายแพ้ยาที่กินกันความสูง 
ปากบวม มาก) เดินเที่ยวอยู่ด้านนอก
 
เมื่อถึงเวลา  ซึ่งเครื่องบินจะออกตามเวลา คือ ประมาณเที่ยงคืนกว่า 
ถือว่า เราบินวันที่ 21 ต.ค. นั่นเอง  เวลาของอินเดีย
ช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 1.5 ชั่วโมง   ใช้เวลาเดินทางจาก กรุงเทพฯ
ไปเมืองเดลลี ประมาณ 4.05  ชั่วโมง  บนเครื่อง
มีอาหารให้กิน 1 มื้อค่ะ   เดินทางถึงสนามบิน เดลลี เพื่อ
ต่อเครื่องภายใน
  เรามาถึงเดลลี ประมาณ 02.15 น.ตามเวลาของ
อินเดียแต่เราต้องรอต่อเครื่อง  เวลา 06.45 น. ซึ่งรอเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
  และที่แย่กว่านั้น คือ  เครื่องบินที่เราจะต่อไปยังเลห์
เกิด ดีเลย์ เป็นเวลาชั่วโมงอีก   ใช้เวลาบินจาก เดลลี ไป เลห์ ใช้เวลาอีก
1.25 ชั่วโมง  มาถึงเลย์  เราต้องรอกระเป๋า  และกรอกใบ
ออกจากเลห์  เพื่อเดินทางต่อ  เกด และ เมลช่วยกันกรอกใบออกจากสนามบิน
  ตอนนี้ เมลมารอตั้งแต่อยู่เดลลีแล้ว  รอเครื่องไปเลห์ ด้วยกัน



เกด ลูกศิษย์จัดทริปนี้  ค่ะ 



คณะของเรา ที่จะไปเที่ยว เลห์ ลาห์ดัก 



คนขับรถมารับพวกเราแล้ว  รถคันใหญ่นั่งสบาย  คนยกเลิกทริปไป 2 คน ค่ะ 

พวกเรารอรถที่เกดติดต่อไว้มารับไปที่พัก ที่เกดได้จองไว้แล้ว  ถนนที่นี่ แคบมาก 
แทบจะสวนไม่ได้เลย คนขับต้องมีความชำนาญมาก ๆ ทีเดียว 
ซึ่งคนขับรถเราก็เก่งนะ พนักงานที่นี่มาช่วยหิ้วกระเป๋าของพวกเราไปที่ห้องพัก 
ฉันนอนห้องเดียวกับแต๋ว  จอยกับน้อง ห้องหนึ่ง
  พ่อแม่ลูก เขานอนอีกห้อง  เท่ากับ 3 ห้อง  ฉันให้ติ๊บคนหิ้วกระเป๋าไป น่าจะ 50 รูปี
ถ้าจำไม่ผิด นะ  เกด บอกให้พวกเรานอนพักผ่อน
สัก 2-3 ชั่วโมงก่อน  เพื่อปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับอากาศที่เลห์ ซึ่งอยู่บนที่สูง
   ประมาณบ่ายสามโมงของที่นี่ จะออกไปเที่ยวสถานที่ที่ในเมืองเลห์ 
โรงแรมที่เรามาพัก  สวยงาม ใช้ได้ค่ะ  มีชื่อว่า  Hotel Yaxab TSO

 ที่แรกที่ไปเที่ยว คือ เจดีย์สันติภาพ  (Shanti Stupa)  
       
 Shanti Stupa หรือเจดีย์สันติภาพ เป็นเจดีย์สีขาวทรงโดมตั้งอยู่บนเนินเขา
ใกล้หมู่บ้าน Changspa ในเมือง Leh ตั้งอยู่ในย่าน
จังสปา (Changspa Area)ห่างจากใจกลางเมืองเลห์ออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร
ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำสไตล์ทิเบต
มีฐานกลมวนรอบสองชั้น ส่วนยอดเป็นสีทอง องค์เจดีย์เป็นสีขาว ซึ่งสีขาว
เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เจดีย์แห่งสันติภาพ
สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1985 โดย องค์กรพุทธศาสนาแห่งญี่ปุ่น ซึ่งองค์กรนี้
ก่อตั้งขึ้น ปี ค.ศ. 1917 โดยพระสงฆ์ชาวญี่ปุ่น
ชื่อ นิชิดัทสุ ฟูจิอิ (Nichidatsu Fujii) เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาและสันติภาพ
ให้เฟื่องฟู องค์กรนี้สร้าง เจดีย์แห่งสันติภาพ
(Peace Pagoda หรือ Peace Stupa) ไว้ทั่วโลกในลักษณะคล้ายคลึงกัน
ทั้งในอินเดีย เนปาล ออสเตรเลีย อังกฤษ อิตาลี
โปแลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยเจดีย์สันติภาพแห่งแรกตั้งอยู่ที่เมืองฮิโรชิม่า
และ นางาซากิ เมืองที่ถูกระเบิดนิวเคลียร์
สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง  ที่นี่ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ
(The Japanese for world Peace) ด้วยวัตถุประสงค์
เพื่อเรียกร้องให้ผู้คนทั้งโลกร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์สันติภาพและเพื่อ
เป็นการฉลองวาระครบรอบ 2,500 ปีแห่งศาสนาพุทธ โดยองค์ดาไลลามะ ได้เสด็จ
มาเป็นประธานเปิดพระเจดีย์ด้วยพระองค์เอง



แอง  ศิษย์เขย  อธิบาย เรื่องเจดีย์สันติภาพ 

   


สามสาวถ่ายรูปร่วมกัน ค่ะ 



บรรยากาศรอบ ๆ  เจดีย์สันติภาพ





มีองค์พระให้เรากราบสักการะ



ทำบุญหยอดตู้  ให้เยาว์และจ๋าด้วย  คนละ 20 บาท



ระหว่างทางที่จะเดินขึ้นไปชม เจดีย์สันติภาพ 



บรรยากาศรอบ ๆ เจดีย์ สันติภาพ 

แหล่งที่ 2 ที่ไปเที่ยวคือ  พระราชวังเลห์ (Lah Palace)
     
 จากเจดีย์สันติภาพแล้ว  ก็ไปเที่ยวที่พระราชวังเลห์  ค่ะ พระราชวังนี้ 
เคยถูกปกครองด้วยราชวงศ์ Namgyal dynasty ตั้งแต่
ปี 1460 จนถึงปี 1842ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ทั้งสิ้น
20 องค์ได้ โดยกษัตริย์ที่ริเริ่มให้มีการสร้าง
Leh Palace แล้วเสร็จต้องผ่านยุคกษัตริย์ถึง 4 พระองค์ เลห์ได้สร้างตั้งแต่ยุค
กษัตริย์องค์ที่ 6 Tsewang Namgyal  สร้างขึ้น
ประมาณ 1600  จนแล้วเสร็จในยุคของกษัตริย์องค์ที่ 9 Sengge Namgyal
ซึ่งได้รับฉายาในยุคนั้นว่าเป็น The Lion King
เพราะในช่วงที่ท่านครองราชย์ ท่านได้ทำการสร้าง Leh palace ต่อจนเสร็จ
รวมทั้งสร้าง Hemis Monastery และ Monastery
อื่น ๆ ที่มากมายปัจจุบัน พระราชวังแห่งนี้ไม่มีกษัตริย์ใด ๆ อาศัยอยู่แล้ว
ที่นี่จึงมีเพียงโครงสร้าง และ ศิลปะความงามที่หลงเหลือ
โดยที่นี่มีถึง 9 ชั้นซึ่งสมัยก่อนชั้นบน ๆ เป็นที่พักของกษัตริย์ ส่วนชั้นล่าง
เป็นที่เก็บของ แต่ในยุคปัจจุบันบางห้องได้จัด
นิทรรศการภาพถ่ายสถานที่สำคัญในอินเดีย จุดสำคัญของความโดดเด่นของที่นี่
คือ ในสมัยก่อนกษัตริย์จะมองเห็นเมือง Ladakhi Himalayan
ทั้งเมืองและมองเห็นภูเขาที่อยู่เบื้องหลังได้พระราชวังที่ถูกทอดทิ้ง  เมื่อDogra
กองกำลังเอาการควบคุมของลาดักในช่วงกลาง
ศตวรรษที่ 19 และบังคับให้พระราชวงศ์ที่จะย้ายไปStok  พระราชวังส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่
ทรุดโทรมและมีการตกแต่งภายในเพียงเล็กน้อย
พระราชวังเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมและมีหลังคาให้ทัศนียภาพกว้างไกล
ของเมืองเลห์และบริเวณโดยรอบ มาชมภาพ ค่ะ 



กำลังเดินขึ้นเนิน เพื่อชมวัง เลห์  ค่ะ 



ประตูทางเข้าวัง เลห์  







ลูกศิษย์และหลานศิษย์



จากพระราชวังเลห์  เราจะมองเห็นเมืองเลห์ได้อย่างชัดเจน สวยงามมาก 

















น้องและจอยเดินขึ้นไป ถึงชั้นบน  ส่วนฉันกับแต๋ว  ถ่ายรูปแค่ชั้นล่าง ชั้นสองเท่านั้น

ออกจากวังเลห์แล้ว  เกดพาไปเดินตลาด  ในตลาดนี้  มีห้างร้านขายของมากมาย 
พวกเครื่องเงิน เครื่องถม  เป็นของฝาก  มีร้านขายเสื้อผ้า
ส่วนใหญ่จะเป็นชุดออกแนวแขก  มีผ้าพันคอ  ผ้าห่ม ของที่ระลึก  มีร้านขายอาหาร 
ขายขนม ฯ ตามริมทางก็มี  เป็นพวกผลไม้อบแห้ง
  ตลาดนี้ ชื่อว่า Main Brazar  Marketฉันเดินหาซื้อกระดิ่งที่ ฟิตตรีย์ลูกศิษย์อยากได้ 
หาซื้อมาฝากเขาแพงเหมือนกันนะ  จะเอาตั้ง 1200 รูปี
  เกด ช่วยต่อ ได้ 800 รูปี ค่ะ  มาชมบรรยากาศที่ตลาดนี้  ค่ะ 







ซื้อผลไม้แห้ง  มีแอปเปิ้ล  แอปปิคอท  เป็นต้น  



มาซื้อกระดิ่งที่ฟิตตรีย์อยากได้  และซื้อได้จากร้านในนี้  ค่ะ 

ดินกันจนเมื่อยมาก วันนี้เดินเที่ยวกันเยอะมาก
  กลับถึงที่พัก น่าจะสองทุ่มได้  กินข้าวที่โรงแรม นี้ ซึ่งแทบจะไม่มีคน
อื่นมาพักเลย  อาหารบางอย่าง เกด เมล และแอง
ได้เข้าครัวช่วยทอดไข่  ลาบไก่  ส่วน ฉัน จอย และน้อง ยังอยู่ในช่วง
กินเจ  เรามีอาหารที่เตรียมมาเอง เช่น  มาม่าเจ น้ำพริก
โปรตีน  จอยเอากานาฉ่ายมากินกัน 3 คน  มาชมภาพตอนเย็น ค่ะ 
       





มาม่า เจ  โปรตีน เจ  ค่ะ 

คืนนี้  เข้านอนกัน  หลับไม่สนิทนัก เนื่องจากเวลาที่ต่างกันและต่างที่
  แต่ก็นอนหลับได้ดี ไม่ยากนัก  เช้าวันพรุ่งนี้  เกด
นัดกัน 7.30 น. กินข้าว 8.00 น.เริ่มเดินทางเที่ยวกันเป็นวันที่ 2 ค่ะ

เช้าวันที่ 22 ต.ค.  พวกเราลงมากินข้าวกันประมาณ 7 โมงกว่า 
ครอบครัวของลูกศิษย์ไปช่วยทำครัวเหมือนเดิม
   ฉัน จอย น้อง ยังกินเจกันอยู่  พรุ่งนี้กินเป็นวันสุดท้ายแล้วการกินเจก็
จะสิ้นสุด ค่ะ  อาหารของพวกเรา 3 คน
ก็ยังเหมือนเดิม  ให้เจ้าหน้าที่ไปทำมาม่าให้เรา ค่ะ กินเสร็จ เข้า
ห้องน้ำกันเรียบร้อย  ก็ออกมาที่สวนหน้าห้องพัก
ซึ่งมีปลูกดอกไม้สวยงามไว้  มีโต๊ะเก้าอี้ให้พวกเราได้นั่งสบาย ๆ ชม
ดอกไม้  ขณะที่รอรถมารับ  พวกเราก็ถ่ายดอกไม้
  ถ่ายกับดอกไม้สวย ๆ  แดดกำลังจัด  คลายหนาวได้ดี มาชมรูป ค่ะ 
รูปสวนหน้าโรงแรม  มาชมรูปพวกเราค่ะ 



สวนดอกไม้หน้าโรงแรมที่พัก ค่ะ  มีเก้าอี้ โต๊ะ ให้นั่งเล่น ค่ะ 







ห้องรับแขกของโรงแรม  ค่ะ 



รอบรั้วของโรงแรม  ค่ะ 









แต๋ว ชมดอกไม้ 



รถมารับพวกเราตามเวลานัด  พวกเราขึ้นรถกันเรียบร้อย  รถออกจาก
ที่พัก แล่นไปเรื่อย ๆ  ระหว่างทางผ่านภูเขา
ซึ่งเป็นภูเขาที่แปลกตาแตกต่างจากภูเขาที่เคยผ่านตามาในแต่ละ
ประเทศ  บางแห่งเป็นริ้ว ๆ อันเกิดจากการกัดเซาะ
ของธารน้ำ หิมะ  ทำให้มีลักษณะสวยงาม แปลกตา  ที่แปลกตา ถือว่า
เป็นจุดชมวิว   คนรถก็จอดให้พวกเราลงรถไปชม
และถ่ายรูป กัน จุดจอดรถให้ชมนี้  คือ  Sangam Viewpoint เป็นจุดที่
แม่น้ำสินธุ (Indus River) และแม่น้ำซันสการ์
(Zanskar River) ไหลมาบรรจบกัน แม่น้ำสินธุมีสีเขียว ส่วนแม่น้ำ
ซันสการ์มีสีน้ำตาล ไหลเลียบเขามาพบกันกลาย
เป็นแม่น้ำสองสี  ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองเลห์ ใช้เวลาขับรถมา
ประมาณ 1 ชั่วโมงถือเป็นไฮไลท์ สำคัญ  ถ้ามา
เมือง leh แล้วต้องมาชมจุดนี้ ค่ะ  มาชมภาพของพวกเรา ค่ะ 



Sangam Viewpoint เป็นจุดที่
แม่น้ำสินธุ (Indus River) และแม่น้ำซันสการ์
(Zanskar River) ไหลมาบรรจบกัน











ถ่ายรูปเดี่ยวตามมุมต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน

วัดต่อไป ไปไหว้พระ และเที่ยววัด ลามายารู  (Lamayuru Monastery)



Lamayuru Monastery ( วัดลามายูรุ) หรือ อีกชื่อหนึ่งว่า  ยุงตรุง  ทาปาลิง  กอมปา
(แปลว่า  ภาษาทิเบต หมายถึง สวัสติกะ)  เป็นวัดทางพุทธศาสนา
แบบทิเบตที่เก่าแก่มากใน เลห์ ลาดัก สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 หรือมีอายุประมาณ
ราว ๆ 1000 ปี ซึ่งที่นี่สะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการการก่อสร้าง
ของคนที่นี่เมื่อพันปีที่แล้วได้อย่างดี  ที่นี่เขาได้สมญานามว่าเป็น อารามนิรันด์
(Eternal Monastery) เพราะความที่กาลเวลาผ่านมา
นานมากแต่ที่นี่ยังหลงเหลือซากไว้ได้มาก ที่นี่ตั้งอยู่บนความสูง 3,510 เมตร
บนถนนสาย Srinagar-Leh ( บางแห่งบอกว่า  3390 เมตร)
อยู่ห่างจากทางตะวันออกของ Fotu La ราว 15 กิโลเมตร  วัดนี้มีที่ตั้งของวัดสำคัญ
ที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในลาห์ดัก
ผู้สร้างนามว่า Mahasiddhacarya Naropa ได้เนรมิตให้ทะเลสาบในหุบเขา
ของที่นี่แห้งลง หลังจากนั้นจึงได้สร้างวัด Lamayuru ขึ้น  
อารามเก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน คืออาราม Seng-ge-sgang
        เมื่อก่อนเคยมีลามะเข้ามาอยู่และศึกษาคำสอนถึง 400 รูป
แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 150 รูปโดยจะกระจายตัวอยู่วัดรอบ ๆ ที่นี่ ประเพณีสำคัญ
ที่จัดขึ้นที่วัดแห่งนี้จะมีทุกเดือน 2 และเดือน 5
เป็นประเพณีระบำหน้ากาก ที่ถ้าใครมาที่นี่ในช่วงเวลานี้อยากลืมเช็ควันจัดงานได้
       ส่วนของอารามที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมข้างหน้า
จะมีสีสัน และ โครงสร้างแนวทิเบตเลย ภายในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป (แอบถ่ายรูป
ต้องเสียงเงินเข้าไปชม 200 รูปี) 
       วัดลามายูรู ตั้งอยู่บนหุบเขาสูงและสามารถมองเห็นหุบเขาและหมู่บ้านลามายูรุ
ได้อย่างชัดเจน ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 โดย
Mahasiddhacharya Naropa เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายหมวกแดง เดิมที
วัดลามะยูรูเคยเป็นของสงฆ์ ฝ่ายกาดัมปะ (Kadampa)
แต่ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนเป็นวัดของสงฆ์สายตริกุง-กาจูรย์ (Drigung-Kagyu)
เป็นวัดที่มีจุดเด่น คือ อากาศที่สดชื่นเย็นสบายและทัศนียภาพ
ที่ตระการตา ขณะเดียวกันเราก็สามารถมองเห็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมและดำเนิน
กิจวัตรอย่างสงบ แต่เดิมในอดีตวัดลามายูรูเคยมี
จำนวนพระสงฆ์อยู่กว่า 400 รูป แต่ปัจจุบันเหลือพระจำพรรษาอยู่อย่างถาวร
เพียงประมาณ 150 รูป โดยพระสงฆ์ส่วนที่เหลือ
ได้ย้ายออกออกไปจำวัดในหมู่บ้านรอบๆ เมื่อมีพิธีสำคัญประจำปีทางศาสนา
จึงจะเดินทางมาร่วม พิธีนั้นเรียกกันว่า ญูรู ฆับจ์ยัต (Yuru Kabgyat)
 ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันที่ 17-18 เดือนห้า ตามปฏิทินจันทรคติของทิเบตโดยในงาน
จะมีการเต้นระบำหน้ากาก และนำผ้าบฎอันเก่าแก่ออกมาคลี่บูชา










บรรยากาศโดยรอบของวัด ค่ะ 





หมุนระฆังกัน ค่ะ มีแต๋วถ่ายรูปให้ ค่ะ 



ทิวทัศน์ รอบวัดที่มองจากมุมสูง  สวยงามมาก ค่ะ 



ซื้อตั๋วเข้าชมด้านใน คนละ 50 รูปี (ไม่น่าจำผิด)   ห้ามถ่ายรูป  แต่ฉันแอบถ่ายพระลามะมาให้ชม
และทำบุญไป 100 บาท ค่ะ อิอิ 



รูปนักบวช บุคคลสำคัญของชาวธิเบต ค่ะ 



ส่วนหนึ่งของทิวทัศน์อันงดงามที่มองจากบนวัดลงไปด้านล่าง ค่ะ 



หมุนระฆังใหญ่ กับ แต๋ว ค่ะ 



เจอคณะคนไทยที่มาท่องเที่ยวเหมือนเรา ทักทายกันและถ่ายรูปร่วมกัน ค่ะ 





ทิวทัศน์ สวยงามอีกมุมหนึ่ง ค่ะ 













ประตูด้านนอกของห้องที่เราเสียเงินเข้าไปชม ค่ะ 



ด้านนอกมีจิตรกรรมฝาผนัง  งดงาม ค่ะ 



ทิวทัศน์ที่มองจากมุมสูงของวัด ค่ะ 

อาหารเที่ยง  พวกเรากินกันบนรถ  โดยเกดเตรียมอาหารที่โรงแรมมา
เรียบร้อยแล้วเป็นมื้อกินง่าย ๆ ประหยัดเวลา
  เมื่ออิ่มท้องแล้ว  ก็เดินทางเที่ยวกันต่อ  สถานที่ที่ไป คือ วัดอัลชิ  (Alchi)
     
  อัลชิ (Alchi) เป็นหมู่บ้านชาวทิเบตชุมชนเก่าแก่เช่นเดียวกับหมู่บ้านอื่น
ในลาห์ดัก แถวหมู่บ้านอัลชิเป็นเขตที่อุดมไปด้วยน้ำ
ในยามฤดูร้อนทำให้มีน้ำเพียงพอสมบูรณ์สำหรับปลูกพืชผล เช่น ข้าวสาลี
พืชผักต่างๆ แอปเปิ้ล แอปปลิคอต ที่อัลชิ
เป็นหมู่บ้านที่ปลูกแอปเปิ้ลมากแห่งหนึ่งของลาห์ดัก
     
   วัดอัลชิ (Alchi Gompa หรือ Alchi Monastery)เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง
สร้างในปี ค.ศ. 1020 - 1035 ตั้งอยู่หมู่บ้านอัลชิ
ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เป็นวัดที่ไม่ได้อยู่บนภูเขาเช่นเดียวกับที่อื่น ๆ แต่เป็นวัด
ที่ตั้งอยู่บนพื้นราบ อยู่ห่างจากเลห์ประมาณ 67 กิโลเมตร
ก่อตั้งโดย Ringchen Zangpo จุดเด่นคือมีศิลปกรรมการแกะสลักไม้
ทั้งภายในและภายนอก  ตัวอาคารมีภาพจิตรกรรม
ฝาผนังโบราณอันทรงคุณค่า และภาพพระพุทธเจ้าที่สวยงามมากมาย
ในการเข้าชมภาพจิตรกรรมอาจต้องใช้ไฟฉาย
ช่วยในการมองเห็นนอกจากนี้วัดอัลชิยังเป็นวัดที่มีอิทธิพลทางศิลปะ
และสถาปัตยกรรมของแคชเมียร์ด้วย
เวลาเปิดปิด 08.00-13.00 น. และ 14.00-18.00 น.
          ภายในวัด มีสถูป(Chortens) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ งานศิลปะไม้แกะ
และจิตรกรรมฝาผนังอันเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง
ที่ยังหลงเหลืออยู่มีวิหารที่สำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ the Dukhang (หอประชุม),
the Sumtsek and the Manjushri
อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเลห์ 66 กม. หรือ 1 1/2 ชม โดยรถยนตร์



ทางเดินที่จะเดินเข้าไปชมตัวอาราม 





เดินไกลเหมือนกัน ค่ะ 



ที่ซื้อบัตรเข้าชมและต้องฝากกล้องถ่ายรูปไว้ด้วย ตอนที่จะเข้าไป สถูป ค่ะ





บริเวณวัดมีสถานที่ให้ถ่ายรูปสวย ๆ มาก ค่ะ 










จากที่วัด อัลชิ  เราก็ไปวัดอีกวัดหนึ่งชื่อว่า Likir MONASTERY

ระหว่างทางที่จะไปเที่ยววัด  Likir Monastery  มีทิวทัศน์ที่สวยงาม  เราก็แวะ
ถ่ายรูปไปด้วย  ค่ะ มาชม ค่ะ 


   








ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ  เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม ก็แวะถ่ายรูปกัน ค่ะ 

 Likir Monastery หรือ วัดลิคเกอร์ เป็นวัดที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะมีลามะ  อาศัย
เพื่อศึกษาธรรม ตั้งอยู่ห่างออกไปประมาณ  52 กิโลเมตร
ทางเลห์ตะวันตก วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ไม่ห่างจากหมู่บ้านมา 
ชื่อ Likir หมายถึง “The Naga – Encircled”
ซึ่งเป็นตัวแทนร่างของวิญญาณพญานาคสองตัวคือ Naga-rajas อย่าง Nanda
ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของการสอนศาสนาทั้ง 3 ภาษาอย่าง
ภาษาอังกฤษ ภาษาฮินดี และ ภาษาสันสฤผู้สร้างขึ้นเมื่อปี 1065 โดยลามะ
Duwang Chosje ด้วยคำสั่งของกษัตริย์องค์ที่ 5
ของราชวงศ์เลห์อย่าง Lhachen Gyalpo (Lha-chen-rgyal-po) ซึ่งถ้านับ ณ เวลา
ปัจจุบัน  (ปี 2018) ก็รวมอายุได้ 953 ปี      
          จุดเด่นของที่นี่อีกเรื่อง  คือ  เป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยะเมตไตรย์
ที่มีความสูงถึง 25 เมตร โดยเพิ่งสร้างเสร็จ
เมื่อปี 1999 เป็นพระพุทธรูปทองทั้งตัวมาชมรูปของพวกเรา ค่ะ 









เนื่องจากการมาถึงวัดนี้  ก็เกือบเย็นแล้ว  จึงเดินเที่ยวกันน้อย  หมดแรงที่จะเดินขึ้นเขา
ไปชม  จึงถ่ายรูปอยู่ด้านล่างของวัด คนละรูป และรูปหมู่ เท่านั้น 

วันนี้ พวกเราเที่ยวทั้งหมด  3 แห่ง ค่่ะ แต่ละแห่ง เดินมากมาย  เมื่อยขามากเลย 
ชราภาพแล้ว  เย็นนี้ อาบน้ำเสร็จนวดยา  มื้อเย็นวันนี้
  ก็เหมือนเดิม  กินเจอีกวันก็หมดเทศกาลกินเจ  พรุ่งนี้ ต้องตื่นแต่เช้า 
จะไปทะเลสาบที่บอกกันว่า  สวยที่สุด คือ
ทะเลสาบปันกอง ค่ะ 
         เที่ยวเลห์ตอนที่ 1 จบเพียงนี้  โปรดติดตามตอน 2 ต่อไป ค่ะ 
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนที่เรียบเรียงมาจากอินเทอร์เน็ต ค่ะ 
มี เพลงประกอบ  วิดิโอ ภาพของพวกเรามาฝากด้วย ค่ะ  สวัสดี ค่ะ 




ชมวิดีโอ การท่องเที่ยว เลย์  ตอนที่ 1 ค่ะ 






 



Create Date : 05 มกราคม 2567
Last Update : 17 มกราคม 2567 8:14:51 น. 29 comments
Counter : 729 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณกะว่าก๋า, คุณmultiple, คุณปัญญา Dh, คุณหอมกร, คุณร่มไม้เย็น, คุณThe Kop Civil, คุณtoor36, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณhaiku, คุณRain_sk, คุณชีริว, คุณสองแผ่นดิน, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณkae+aoe, คุณโฮมสเตย์ริมน้ำ, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณ**mp5**, คุณtanjira


 
เป็นทริปที่สวยงามและน่าตามไปเที่ยวเป็นอย่างมากเลยครับอาจารย์
ทุกสถานที่สวยงาม วิวทิวทัศน์อลังการมากๆ

ชอบใบไม้เปลี่ยนสีกับท้องฟ้าสีเข้มๆด้วย

อากาศเย็นๆแบบนี้
เดินสนุกเลยนะครับอาจารย์

ถ้าจะมีอะไรที่ผมคิดว่ายากที่สุดสำหรับตัวเอง
น่าจะเป็นเรื่องอาหารครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:10:43:57 น.  

 
หูยๆๆๆ อะไรกันครับนี่

เลห์ ลาดักอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,500-5,500 เมตร
แล้ว อาจารย์สุ ยังเดินตัวปลิว ยิ้มเผล่ ไม่มีอาการหอบเหนื่อยเลย
ถ้าเป็น อ.เต๊ะ ละก็ ต้องแบกถังออกซิเจน สะพายหลังไปตลอดทางแหงๆเลยครับ555

ดูรูปแล้ว รูปสวยชัดเป๊ะ แสดงว่า อาจารย์สุพัฒนาฝีมือไปมาก
ไม่งั้นก็ต้องให้ คนอื่นถ่ายให้ แหงๆ อิอิ


อาจารย์สุ บอก ข้าจ้างตากล้องประจำตัว เดินตามเลยโว้ย
ให้มันรู้ซะมั่ง ไผเป็นไผ 555

เลห์ ลาดัก นี่ อ.เต๊ะ ดูรูปแล้ว ภูเขาหัวโล้นไม่มีต้นไม้ซักกะต้น
แต่น้ำฟ้าเข้ม สวยมากๆ คุ้นๆว่าเคยเห็นในบล็อกใครหว่า

อ้อ นึกออกแล้ว น้องฟ้า กาบริเอล นี่เอ้งงง

ปล.นี่ อ.เต๊ะ แค่เกริ่น อารัมภบทแค่นั้นนะครับ
ยังไม่ได้เริ่มเม้นท์ เดี๋ยวมาใหม่คร้าบ555





โดย: multiple วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:11:17:33 น.  

 
สวัสดีครับ

มาชมเที่ยวอินเดียครับ


โดย: ปัญญา Dh วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:11:45:41 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

พรุ่งนี้ผมจะหาโฆษณาที่พี่ต่อกำกับมาลงให้ดูอีกครับ
จริงๆมีหลายเรื่องที่ดังมากๆ
แต่เช้านี้เลือก 5 อันนี้มาให้ดูก่อนครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:12:54:27 น.  

 
อาจารย์ดูแข็งแรงมากเลยค่ะ
ตอนนี้มีอาการกระดูกทับเส้นประสาทแล้วค่ะ



โดย: หอมกร วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:14:27:16 น.  

 
สวัสดีครับอาจารย์
เป็นสถานที่ที่ผมใฝ่ฝันอยากไปที่นี่เหมือนกันครับ ตอนนั้นเคยจะไปแต่ล่มเสียก่อนครับ
บรรยากาศดีสุด ๆ วิวหลักล้านเลยครับ
ภาพถ่ายที่มีแม่น้ำไหลผ่านเทือกเขาให้เต็มสิบเลยครับ


โดย: The Kop Civil วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:19:30:59 น.  

 
ช่องนี้ช่วงคืนกำไรให้ชีวิตของอาจารย์เลย ผมไม่เคยไปครับ เห็นเพื่อนบล็อกคนอื่นไปอินเดียก็บรรยากาศบ้านเรื่อนประมาณนี้เหมือนกัน

สูงจากระดับน้ำทะเลมากๆ เดินนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้วครับ มันทำให้เรารู้สึกเหนื่อยง่าย และมึนหัว ดูแล้วอากาศเย็นนะครับ แบบนี้เที่ยวสบายๆ เลย เพราะไม่ร้อน


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:19:52:56 น.  

 
มาแล้วคร้าบๆๆๆ เสียงเอคโค่ 555

ที่แท้อาจารย์ ซื้อกล้องใหม่นี่เอง
ถ้าแบบอาจารย์ไปเที่ยวบ่อยนี่ น่าซื้อมากเลยครับ
เพราะกล้องรุ่นใหม่ๆนี่ เลนส์พัฒนาไปมาก
ถ่ายยังไงก็ชัดแน่นอน ขอให้โฟกัสเข้า ร้องตี็ดดด แล้วกด สบายใจหายห่วงนะครับ

Shanti Stupa นี่
รูปทรงเจดีย์ในแง่สถาปัตยกรรม ก็ ดูโดดเด่น
มี detail ละเอียดงดงามมากเลยนะครับ เห็นแล้วคุ้มค่าเหนื่อย
ที่ปีนขึ้นมาดูเลยนะครับ 555

แล้ว พระราชวังเลห์นี่ มองลงมาวิว panorama ร้อยล้านเลยนะครับ
ซุ้มประตู หน้าต่าง detail ละเอียดยิบเลยงามมากๆเลยครับ

แล้วก็ รร ที่อาจารย์ไปพักนี่ ไม่ใช่ไก่กาเลยนะครับ
ภายนอก งานไม้ประดับซุ้มประตูหน้าต่าง ราวลูกกรงระเบียงนี่
สวยมาก

เสียดายที่ไปช่วงกินเจด้วยนะครับ ไม่งั้น อาจารย์คงได้ลองอาหารพื้นถิ่นของเค้าบ้าง พวกเนื้อแพะ จามรี เด็กอ้วนๆ เย้ย ไม่มี555

ส่วนว้ดลามายารู อารามนิรันด์ นี่ชื่อขลังมากเลยนะครับ
อายุเป็น1000 ปี โครงสร้างต้องไม่ธรรมดา ดูแล้ว เหมือนเป็น bearing wall ผนังรับน้ำหนักโครงสร้างที่น่าทึ่งมากเลยเชียวครับ

แล้วก็อ.เต๊ะ สังเกตดู ตามวัดต่างๆมักจะมี ระฆังมนตรา ให้เราหมุนเล่น555 ไม่ใช่ซิ น่าจะเอาไว้สวดภาวนาไปด้วยแยะเลยนะครับ

เรื่อง เจอคนไทยนี่น่าดีใจ ไม่ต้องใช้ภาษามือให้เมื่อย555
แล้วก็โชคดี ที่อาจารย์ไม่ไปเจอ หลวงพี่ปากแดง ที่ถ่ายคลิปโชว์ไปเที่ยวญี่ปุ่นนะครับ555

แล้วก็ทริปนี้ไม่ธรรมดา มีวีดีโอด้วยอะ เดี๋ยวอ.เต๊ะ ต้องไปดูก่อน
ยังไงก็ รอชมตอนต่อไปด้วยนะครับ





โดย: multiple วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:19:53:51 น.  

 
ว้าว อ.เต๊ะ ไปดูวีดีโอมาแล้ว เพลงเพราะ จังหวะคึกคัก
เข้ากับเรื่องมาก แถมมี special effects อื้อเลย
ดูจบ อ.เต๊ะ ตาเกือบเหล่เลย เย้ย555

ปล. กล้องใหม่ของอาจารย์สุ นี่ GOPRO เหรอครับ ภาพสวยชัดมากด้วยนะครับ





โดย: multiple วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:20:01:09 น.  

 
สวัสดีครับอาจารย์
บล๊อกท่องเที่ยวอินเดียมาแล้ว ผมก็โหวตไว้ก่อนครับ ดูรูปแล้ว อยากเที่ยวตามเลยครับ
ไว้พรุ่งนี้ผมมาเม้นนะครับอาจารย์


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:22:27:00 น.  

 
ตามมาเที่ยวด้วยคนครับ อจ


โดย: Rain_sk วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:22:36:47 น.  

 
เมืองนี้เคยเห็นในบล็อกพี่ก๋า รินซ่า แล้วก็ฟ้ากาบริเอล ให้บรรยากาศเหงาๆดีนะครับ โซนนี้
ศิษย์เก่งจังเลยครับ จัดทริปไปกันเองในเมืองที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวกระแสหลัก ประหยัดกว่าไปทัวร์จมหู

เจดีย์สันติภาพสร้าง พ.ศ.2500 ปีนี้ชาวพุทธทั่วโลกสร้างสนุสรณ์กันเยอะเลยครับ ของไทยก็มีพุทธมณฑล
ราชวงศ์ของเลห์เก่าแก่เหมือนกันนะเนี่ย Namgyal dynasty ปกครองอยู่เกือบ 4 ร้อยปี เป็นราชวงศ์ที่ปกครองยาวนานมากเลยครับ แถวนี้คงห่างไกลจากสงคราม ไม่ค่อยมีการชิงอำนาจด้วย

Main Brazar Market เดินตลาดแบบนี้ชอบซื้อสินค้าทำมือ หรือไม่ก็อาหารที่ไม่มีให้กินที่อื่นครับ
เตรียมมาม่ามาเอง แสดงว่าอาหารแถวนี้ไม่ค่อยถูกปากเหรอครับ

จุดบรรจบแม่น้ำ แม่น้ำสีสวยเลยครับ เคยไปอุบลดูแม่น้ำสองสี ช่วงหน้าฝนน้ำอย่างขุ่นเลย เดี๋ยวต้องไปใหม่

Lamayuru Monastery เก่าแก่ม้าก! พันปีเทียบกับไทยคือยุคทวารวดี-ขอม เลยครับ
ถ้ารูปเสีย 200 รูปีเหรอครับ คล้ายที่พม่าเลย จ่ายเงินค่าเอากล้องเข้า เป็นผมผมถ่ายนะ

Alchi Monastery นี่ก็เก่าพอกันเลย น่าดูทั้งพระพุทธรูปและจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่เลยครับ
เสียดายถ่ายรูปไม่ได้

Likir Monastery นี่ก็เก่า พระศรีอารย์สไตล์ทิเบตหน้าเข้มมาก

เป็นทริปที่เดินกันขาลากเลย ขนส่งก็ไม่ค่อยมี น่านับก้าวด้วยนะครับ
วันไหนเดินเยอะๆ ผมกลับโรงแรมต้องเอาน้ำร้อนสาดขาเลย ไม่งั้นเช้าวันต่อมาขาเดี้ยง

รอชมทะเลสาบปันกองครับ


โดย: ชีริว วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:22:47:46 น.  

 
ตามเที่ยวด้วยครับ อาจารย์สุ
ภาพวิวชุดนี้สวยครับ หนาวไหมครับ


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 14 มกราคม 2567 เวลา:23:10:03 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 มกราคม 2567 เวลา:5:26:26 น.  

 
ขอบคุณค่ะอาจารย์
แค่ชาขายังไม่ได้ปวดค่ะ
ไว้ไปหาหมอแล้วมาเล่าให้ฟังนะคะ



โดย: หอมกร วันที่: 15 มกราคม 2567 เวลา:11:25:00 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ผมชอบฟังพี่ต่อสัมภาษณ์ครับ
พี่เขาบอกว่าถ้าได้เงินอย่างเดียว
แล้วทำร้ายสังคม
หรือคนดูไม่ได้ประโยชน์อะไร
พี่เขาก็ไม่ทำโฆษณาชิ้นนั้นออกมาครับ

นี่คือ ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 มกราคม 2567 เวลา:19:50:24 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 มกราคม 2567 เวลา:5:13:57 น.  

 
ไปเที่ยวยังกินเจด้วย สุดยอดมากค่ะ


โดย: kae+aoe วันที่: 16 มกราคม 2567 เวลา:9:02:02 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

อาจารย์จ่าง
เพิ่งได้รับโอกาสไปโชว์ผลงานที่ฝรั่งเศส
ท่านเป็นศิลปินระดับโลกไปแล้วครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 มกราคม 2567 เวลา:11:01:41 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 มกราคม 2567 เวลา:5:44:36 น.  

 
ภาพเที่ยวคราวนี้สวยเลยนะคะ


โดย: kae+aoe วันที่: 17 มกราคม 2567 เวลา:8:38:35 น.  

 
สวัสดียามสายค่ะ อาจารย์สุวิมล

บล็อกเลห์มาแล้ววววววว
เช้านี้งานรุมค่ะ เดี๋ยวบ่ายงานซาจะรีบมาตามเที่ยวนะคะ


โดย: โฮมสเตย์ริมน้ำ วันที่: 17 มกราคม 2567 เวลา:8:40:44 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ที่บ้านมีหนังสือเซ็นเยอะมากครับ
ผมอ่านตั้งแต่เป็นวัยรุ่น
จนถึงตอนนี้ก็ยังชอบอ่าน
อ่านแล้วไม่เข้าใจ
ผมก็นำไปถามอาแปะ

ข้อดีของเซ็นคือผมว่าสนุกดีครับ
ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาของเราด้วย

ถ้าจะบอกว่าผมเป็นผู้รู้
ผมว่าผมคงไม่รู้อะไรเลยครับ 555
ถ้าอยู่ในสมัยก่อนแล้วเป็นพระเซ็น
ผมคงโดนอาจารย์เซ็นท่านตีหัวบ่อยมากแน่ๆครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 มกราคม 2567 เวลา:13:00:30 น.  

 
สวัสดีครับอาจารย์
ติดคอมเม้นอาจารย์ไว้หลายวัน เพราะติดงานครับ
และอยู่ๆ นี่ก็อาการหอบไม่ค่อยดีตั้งแต่เมื่อวาน ลางานเลยครับ
วันนี้มาทำงาน แต่เหนื่อยเลยครับ

เข้าเลาจ์ยังไงให้ดูรวยจริง คือการมีเงินฝากจริงๆ ในบัญชีถึงยอดนี่แหละครับ
สุดยอดครับอาจารย์ ส่วนผมมีบัตรเครคิตไว้สร้างหนี้แทน 5555555

ไปอินเดียแบบมีรถดูแลบริการนี่ดีเลยครับ ไม่ลำบากเรื่องการเดินทาง
เลห์ ลาดัก ได้ยินมาจากเพื่อนที่เป็นนักเดินทางเหมือนอาจารย์นี่แหละครับ ได้เที่ยวไปหลายๆ ที่
บอกว่าเป็นอินเดียในเวอร์ชั่นที่ธรรมชาติสวยงาม อากาศดี น่าเที่ยว ยกเว้นส้วม 55555
ตอนผมเห็นเพื่อนถ่ายภาพทะเลสาบ ผมเลยบอกว่าคราวหน้าจัดทริปไปด้วยดิ
เพื่อนส่ายหน้า บอกว่า เมิงไปไม่ได้หรอก แล้วเปิดรู้ส้วมระหว่างทางให้ดู
ผมก็โอเค....ผ่าน
ตลาดที่อาจารย์ไปดูน่าเดินมากครับ มีต่อราคาได้ด้วย เป็นผมผมไม่รู้เลยครับว่าต่อราคาได้
พวกผลไม้แห้งนี่ก็ขึ้นชื่อของอินเดียเหมือนกันนะครับ พูดถึงแอปปิคอลแล้วอยากทาน ^^
ดีนะครับที่ไปต่างถิ่นแล้วเตรียมอาหารแห้งที่เราถนัดไปด้วย ได้น้ำพริก ได้มาม่าไปนี่มีอุ่นใจเลยครับ
หมดกังวลเรื่องอาหารได้เลยครับ

โรงแรมสวยจังเลยครับ เหมือนฎูฏาณเลย แต่ดูยุโรปๆ

จุดเชื่อมแม่น้ำ 2 สายวิวสวยมากครับ แหม่...พูดแล้วก็อยากไป

ชอบบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีมากครับ สวย ฟีลไม่อินเดียเลย อ่านที่อาจารย์เขียนแล้ว ใช่ครับ ฟีลทิเบต

รอติดตามตอนต่อไปนะครับ

จากบล๊อก
5555 ผมดันไม่ชอบกินของที่ใคร ๆ บอกว่าอร่อยหลายอย่างเลยครับ
อะโวคาโด้ผมเคยลองทานปั่นกับนม กับน้ำมะพร้าว ...เกือบดี เกือบได้ครับ 5555

หุย อาจารย์ครับ ตอนผมไปตุรกี คือสุดมาก กินอาหารไม่ได้เลย 5555
ยิ่งพวกอาหารเมดิเตอร์เรเนี่ยน ผมทานไม่ได้เลย ขนาดเป็นคนกินซาลามี่ กินแฮมสด ได้นะครับ แต่อันนั้นมัน Beyond จริงๆ


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 17 มกราคม 2567 เวลา:16:39:38 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 มกราคม 2567 เวลา:4:50:38 น.  

 
เห็นด้วยกับ อจ ครับว่า ภูเขาที่นี่ สวยแปลกตา จากประเทศไทศไทยและประเทศอื่น

วันนี้เข้าอ่านครับ อจ เพลินดี ได้รู้เรื่องระบำหน้ากาก ... รอตอนที่สองครับ

ปล.ชอบภาพดอกได้หน้าโรงแรม ทำให้รู้ว่าโรงแรมของที่นี้นี้ทำด้วยไม้.. ชอบๆครับ


โดย: Rain_sk วันที่: 18 มกราคม 2567 เวลา:7:53:53 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ผมไม่ถนัดนั่งหลับตาเลยครับ
เพราะผมเป็นคนไม่นิ่งครับ 555
ผมเลยหาวิธีฝึกสมาธิด้วยตัวเอง
ก็พบว่า การวาดภาพนี่ตอบโจทย์มากๆ
อย่างช่วงเช้ามืด ผมจะตื่นมานั่งวาดรูปไปเรื่อยๆ
วาดได้เป็นชั่วโมงเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 มกราคม 2567 เวลา:10:57:29 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 มกราคม 2567 เวลา:5:27:58 น.  

 
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 19 มกราคม 2567 เวลา:16:49:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]




เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ

http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
space
space
space
space
[Add อาจารย์สุวิมล's blog to your web]
space
space
space
space
space