กันยายน 2553

 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
เจ้าชายหิ่งห้อยกับเจ้าหญิงเเสงจันทร์ บทที่ 7



“ถึงตอนนี้ผมก็ยังยืนยันครับพี่ญาดา”

ชายหนุ่มในชุดขาวล้วน ก้าวย่างนิ่มนวลมาถึงเตียงของหญิงสาว พร้อมบรรจงมอบช่อกุหลาบสวยสดให้ ญาดา รับดอกไม้นั้นและมองอย่างตกสู่ภวังค์กับภาพลักษณ์ของอดีตเณรน้อยตรงหน้า ที่บัดนี้ได้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นชายหนุ่มรูปงาม แม้รูปร่างจะไม่สูงใหญ่นักแต่ก็สมส่วน ที่ไม่ว่าเพ่งพิศมุมไหนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็ช่างน่าชวนมองยิ่งนัก แม้วันคืนจะล่วงผ่านมานาน เขา ซึ่งเธอคิดว่าเป็นน้องชายมาตลอด ยังคงมาทวงถามหาความรักจากตนเองไม่เคยเปลี่ยนแปลง

“ผมยืนยันครับ ว่าจะมอบกุหลาบสีดำของจริง เพื่อเป็นความหมายแทนรักนิรันดร์ พี่จะต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง อยู่..เพื่อเป็นแรงใจให้ผม เพื่อรอให้ถึงวันนั้นนะครับ”

ญาดามีท่าทีขำนิดนึง“อุ๊ยตายละดวง เธอยังไม่ลืมเรื่องดอกกุหลาบสีดำอีกหรอกเหรอ พี่คิดว่าเราจะล้อพี่เล่นเสียอีก”

“แต่ความรักของผมเป็นของจริงนะครับ เช่นเดียวกับดอกกุหลาบสีดำที่สามารถปลูกได้จริงบนโลกนี้ได้จริง และผมกำลังเร่งลงมือปลูกมันอยู่ ขอเวลาอีกนิดเท่านั้น เมื่อสำเร็จแล้วผมจะนำมันมามอบให้พี่ เมื่อถึงเวลานั้น ใครก็ตามที่ได้กุหลาบสีดำจากผมจะต้องมีความสุข และมีอายุยืนยาวต่อไปบนโลกใบนี้”

แต่ละประโยคของบุญส่งทำเอาแนนนี่ยืนกุมขมับ ส่ายหน้า ส่วนวิมลผุดขึ้นยืนจ้องตาเขียวมา จะต้องทำอะไรสักอย่างกับเจ้าตัวยุ่งคนนี้ หนุ่มชุดสวยขยับเข้ามากุมมือคนไข้สาวเอาไว้ ดวงตาคู่เรียวประสานมาแทบไม่กระพริบ ญาดาก็พลอยหลุดขวยเขินเอาจริงๆ เขาตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม‘แบล็คโรส’จะต้องถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ให้จงได้ หญิงสาวมองรูปตาเรียวคู่ตรงหน้า มันช่างเต็มไปด้วยความจริงจัง ปราศจากวี่แววการล้อเล่นหรือการโกหกพกลม จนตนเองอดที่จะยิ้มหัวออกไปไม่ได้ เสียงหัวเราะดัง“คิกๆๆ”หวานใสดังขึ้นจนคนที่เหลือในห้องยังอดแปลกใจไปด้วย

“หัวเราะอะไรหรือครับพี่ญาดา?”คิ้วของบุญส่งย่นเข้าหากัน

เธอยิ้มพรายทั้งน้ำตา“พี่เชื่อแล้วจ๊ะ ดวง ที่พี่รู้จักทำทุกอย่างจริงเสมอ”

บุญส่งต้องหลงไปกับความน่ารักนั้น ญาดาช่างเป็นหญิงที่งดงาม ทั้งร่างกายและจิตใจเสียจริง ริมฝีปากของเขา ขยับเม้มเข้าหากันแล้วเผยอออกอย่างกระหาย ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม“พี่ญาดาครับ ผมขอ..” ค่อยเลื่อนกายเข้าไปสวมกอดหญิงสาวอย่างจะกอดเสียเต็มแรงรัก เธอเองก็ไม่คิดอิดเอื้อน แต่ยังไม่ทันเต็มอ้อมแขน วิมลก็เดินปรี่เข้ามา กระแทกส้นรองเท้าอย่างไม่พอใจ กะว่าจะลากแฟนคลับตัวยุ่งคนนี้ออกไปให้พ้นห้องเสียที แนนนี่ก็คอยจังหวะอยู่ ลุกเดินไปขวางหน้าวิมลไว้ ส่งสายตาคมและรอยยิ้มดุ เหมือนจะประกาศว่าบุญส่งเป็นคนของตนจะจัดการเอง ก่อนหันไปเอาเล็บเพ้นท์สีแดงสวย ยื่นไปที่สีข้างบุญส่ง แล้วหยิกให้เจ็บแปลบเพื่อเตือนสติ เจ้าหนุ่มกระดิ่งทองสะดุ้งโหยง รีบฉากออกข้างเตียงไปเอามือคลำปอยที่สีข้างของตนเอง หน้านิ่วยังเสียวไม่หาย กับเล็บมือของผู้หญิงช่างหยิก แนนนี่ไม่ว่าอะไรต่อ แต่หันไปยิ้มสบตากับญาดาบนเตียงคนไข้

“พี่ญาดา แล้วไหนคุณภาณุล่ะค่ะ คนรักของพี่เขาอยู่ไหนน๊า ถึงได้ปล่อยให้พวกแมงวี่แมงวันมากวนใจแฟนตัวเองอยู่ได้ ในเวลาแบบนี้เขาน่าจะมาเยี่ยมมาดูแลของพี่นะคะ”พูดไปแต่มีส่งสายตาคมบาดไปยังเจ้าคน ที่หล่อนคิดว่าแอบเจ้าชู้และฉวยโอกาสได้เนียนนัก ตัวสำคัญคนหนึ่งที่รู้จักมาเลย บุญส่งได้แต่หงอ กลับไปนั่งจ๋องในที่ของตนเอง นั่นคือเก้าอี้ที่หัวมุมใกล้ปากประตู

“เขาจะไม่กลับมาหาพี่อีกแล้ว จะไม่กลับมาอีก..”คนไข้สาวพูดเสียงเกือบเหือดหาย ใบหน้าหมองลง ดวงตาแสดงความเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด เธอพูดไม่ออกเรื่องนี้ นางแบบสาวรุ่นน้องพลันรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ หน้าจืดเป็นไก่ต้มทันที รีบมองซ้ายมองขวาคนใกล้ตัวว่าจะทำไงต่อดี วิมลส่งสายตาตำหนิมา แนนนี่จึงไม่กล้าเอ่ยชื่อแฟนหนุ่มของเธอออกมาอีก คนใกล้ชิดอย่างวิมลเองยังอดไม่ได้ที่จะตอบแทนมาว่าอาการป่วยของญาดาไม่มีใครอื่นที่รู้ นอกจากคนที่อยู่ในห้องนี้เท่านั้น

“พี่ว่าเราอย่าพูดเรื่องของเขาอีกเลยนะ”ญาดาพูดและพยายามฝืนยิ้มเพื่อตัดบทเศร้าของตนออกไป ก่อนที่ทุกคนจะพลอยอึดอัดตามไปด้วย ดวงตาคู่งาม ในวงหน้าหมดจดนั้น คงทอประกายสดใสออกมาอีกครั้ง มือกวักเรียกเพื่อนรุ่นน้องกับบุญส่งที่หลบไปนั่งตาแป๋วอยู่ห่างๆ ให้มาร่วมวงเพื่อนั่งจ้อกัน

“แนนนี่ เรามาคุยเรื่องของพวกเรากันเถอะ บุญส่งก็ด้วยอย่าพึ่งรีบไปไหนก่อนนะ มาคุยกันให้สนุกก่อน พี่มีเรื่องสนุกๆจะเล่าให้ฟัง อืม..เอาเรื่องไหนก่อนดี งั้น..ก็เอาเรื่องที่พี่พึ่งเรียนจบโรงเรียนวัดมาใหม่ๆละกัน ตอนก่อนเข้ามาอยู่ในวงการใหม่ๆนะ พี่ยังจำเรื่องตอนนั้นได้ดีเลย คือเรื่องมีว่าวันแรก..”






กว่าบุญส่งกับแนนนี่จะกลับออกมาจากโรงพยาบาล พระอาทิตย์ก็ปริ่มขอบฟ้าแล้ว แสงไฟนีออนจากร้านรวงสองข้างทาง คนกลางคืนเดินกันขวักไขว่ เสียงแตรรถยนต์ยังคลาคล่ำบนท้องถนน ผู้หญิงสวยเฉี่ยวหลังพวงมาลัย ยังคงพูดถึงอัธยาศัยไมตรีของนางแบบรุ่นพี่อย่างญาดา ไปในรถระหว่างทางอย่างอารมณ์ดี แต่เสียงเจื้อยแจ้วของหล่อน กลับไม่ได้ทำให้บุญส่ง ที่เอาแต่นั่งนิ่งอย่างเดียวมาตลอดทาง ให้หันมาพูดจาด้วยเลย

“นายมัวแต่นั่งคิดอะไรอยู่ เห็นอมสากกะเบืออยู่ได้”แนนนี่หันมาเขม่นให้

“ขอโทษทีนะครับ”บุญส่งตอบไปแบบหงอยๆ

“พี่ญาดาป่วยด้วยโรคที่ไม่ใช่ไข้หวัดใช่ไหม และนายก็ต้องรู้ด้วย”

“ปะ..เปล่านะครับ เอาอะไรมาพูดก็ไม่รู้”เขานั่งนิ่งไปอีก

ผู้หญิงตาคม หันไปมองคนข้างตัวเหมือนเครื่องเอ็กซเรย์ ทำเอาผู้ชายตัวเล็กต้องตัวหดลงไปอีก เขาคงไม่ยอมพูดเรื่องที่หล่อนอยากรู้แน่ รู้สึกหงุดหงิดในใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนตบเกียร์ เหยียบคันเร่ง เดินหน้าทำความเร็วในการเดินทางด้วยรถสมรรถนะสูง

“ใครก็รู้แต่แอบปิดบังฉันคนเดียว แต่ฉันสังเกตเห็นนะ ว่าพี่ญาดาเธอมีสีหน้าว่าเจ็บและแอบเอามือกุมท้องตนเองอยู่หลายครั้ง และก่อนเราจะกลับยิ่งหนัก คุณวิมลต้องรีบเรียกหมอมาดูอาการ แล้วเราก็เลยถูกเชิญให้กลับทันทีด้วย มันต้องอะไรอยู่ลึกเข้าไปอีกแน่ นายพอจะบอกฉันสักคนได้ไหม” เธอเพียงหยั่งถามมาเท่านั้น

บุญส่งเพียงเปลี่ยนมานั่งตัวตรง มือล้วงขยุกขยิกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเอาแบงก์ยี่สิบ แบงก์ร้อยและเศษเหรียญ เก่าบ้าง ใหม่บ้างจนเต็มกำมือเอามานับจำนวนดู ปากงึมงำกับเงินบนอุ้งมือนั้นเหมือนว่าเงินจะไม่ครบ มันเป็นเงินค่ากุหลาบของทางร้าน นับไปนับมามันก็ไม่ถึงพันบาท เพราะลูกค้าบางรายให้เงินมาไม่ครบ เขาเองก็เห็นถึงความจำเป็น ว่าเงินมันหายากจึงรับเท่าที่ได้มา

“โอ้โห..เงินเยอะจัง”แนนนี่แกล้งทำตาโต เปลี่ยนสายตาจากทางข้างหน้า

บุญส่งจึงเริ่มหันมาตอบคำถามที่ค้างไว้เมื่อครู่“เรื่องนั้นผมเห็นจะบอกไม่ได้ครับ เพราะสัญญากับคุณวิมลเอาไว้แล้ว ว่าห้ามบอกเรื่องนี้กับใครอื่นอีก”

“อ้อ..”เธอเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรงและยิ้มอย่างมั่นใจ“แสดงว่ามีความลับอยู่จริงๆสินะ ฉันว่าแล้ว ว่าพี่เค้าไม่ได้ป่วยไข้ด้วยโรคธรรมดา”หล่อนกระดกลิ้นเกลี่ยริมฝีปากเพราะเริ่มจับเค้าความได้แล้ว บุญส่งได้แต่ทำหน้าเลิกลั่ก เศษเหรียญบาทหล่นจากมือดังกราว เพราะเผลอหลุดคำพูดให้หล่อนจับได้เสียแล้ว

“เปล่า..ผมไม่ได้พูดนะ”

“ใช่! ใช่ไหมล่ะ”โซเฟอร์สาวหัวเราะส่ายหน้า หันมาย่นจมูกใส่นิดนึง กับคนซื่อที่ไม่ค่อยจะปิดบังอะไรได้เลย“นายไม่ต้องบอกฉัน ให้ผิดสัญญาหรอก ที่เหลือฉันจะตามหาความจริงเอาเองได้ แล้วที่นายคิดมากไปเมื่อกี้มันจะช่วยอะไรกับเธอได้ นายเป็นแค่แฟนคลับพี่เค้าเท่านั้นนะ เป็นคนนอกก็ควรวางตัวให้ถูกสิ เรื่องอีแบบนี้ ต้องปล่อยให้ญาติ ให้คนใกล้ชิดพี่ญาดาเขาเป็นธุระไป”หล่อนตำหนิมา

“ผมเป็นเพียงคนนอกหรือ..”บุญส่งแทบรับไม่ได้กับคำนี้ นั่งจ๋องไปอีก

นางแบบสาวสวยเพียงแอบขำเล็กๆ แล้วเลยมองดวงหน้าขาวสะอาดของชายหนุ่มข้างตัว ไม่รู้ตัวเองเลยว่ากำลังยิ้มอย่างพึงใจ อยู่ในวงการดารา-นางแบบ เห็นชายหญิงตาดีมาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นใครจะมีผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง และมีเลือดฝาดแบบบุญส่งเลย เอามาลูบแก้มของตนเอง ยังมีเม็ดสิวขึ้นเลย ผิวยังไม่เนียนได้อย่างใจ ต้องอาศัยเมคอัพรองพื้นคอยช่วยปกปิด ถึงจะกล้าออกจากบ้านมาทำงาน

“ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้น แต่ผมกำลังคิดเรื่องเงินอยู่ครับ”เขาซุกเงินคืนเข้ากระเป๋าเสื้อ รวมทั้งไล่เก็บเบี้ยเศษเหรียญหล่นตามพื้นรถ มีเหรียญหนึ่งหล่นไปวางบนต้นขาอ่อนของสาวตาคม คนซื่อคว้าหมับทันทีอย่างไม่ทันคิด เลยโดนตีหลังมือดังเพี๊ยะ! โดนสายตาขู่สำทับมาอีกว่าห้ามเจ้าชู้นะ บุญส่งได้แต่เกาหัวทำเสียงแหะๆเพราะดันไปจับขาอ่อนของเธอเข้าให้ แต่แนนนี่ก็ยิ้มต่อได้ ไม่ถือสามากนักแต่มือก็รีบดึงเสื้อกั๊กลายเสือมาปิดเนินอกที่จะล้นปรี่ออกมา ตลอดทั้งวันเธอคุ้นกับนักส่งดอกไม้คนนี้ได้อย่างรวดเร็ว ราวกับจะรู้จักมักคุ้นกันมานาน เพียงแต่ยังนึกไม่ออกเท่านั้นว่าบุญส่งเหมือนใครที่เคยรู้จักในอดีต

“อะอ้าว เฮ้อ..เป็นงั้นไป นี่คงไม่ได้คิดจะยืมเงินฉันหรอกนะ ฉันไม่มีให้นะ”


หนุ่มน้อยในชุดทักซิโด้ ดูจะคับหูกระต่ายเสียแล้ว คลายคอเสื้อออกและเหมือนจะกลืนน้ำลายฝืดนิดนึงก่อนพูด“คุณแนนนี่พอจะ แนะนำงานให้ผมทำได้มั้ยครับ งานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงินผมเอาทั้งนั้น ผมอยากหางานทำนอกเวลาเพื่อเก็บเงินให้ได้สักก้อนนึงพอ พอจะช่วยผมได้ไหมครับ”

“เงินเดือนจากพ่อฉันมันไม่พอเหรอ”คิ้วเรียวเริ่มขมวดอีก“นายถึงอยากได้เงินเพิ่มอีก ได้ยินว่านายกินอยู่กับพ่อฉันเสร็จสรรพ ไม่ต้องควักกระเป๋าเองจ่ายซักบาทเรื่องค่ากินอยู่ แถมเงินเดือนก็รับเต็ม แล้วนายยังอยากได้เงินทำไมอีก”หล่อนเค้นเสียงอย่างมีน้ำโห บุญส่งยิ่งหงอยหนัก ท่าทางจะเศร้าเอามาก หล่อนรู้สึกจะปรับอารมณ์ตามไม่ทันเอาเสียเลย ขับรถไปอย่างหงุดหงิด ต้องปรับลมหายใจเฮือกใหญ่ค่อยพูด

“เฮ้อ..ไม่ต้องเศร้ามากก็ได้ แล้วจะบอกเจ๊นาย ผู้จัดการส่วนตัวของฉันให้ หน้าตานายคงพอมีงานถ่ายแบบเสื้อผ้าได้อยู่หรอก แต่ถ้าคิดจะไปเป็นนักร้องคงไม่ได้แน่ เพราะนายพูดติดอ่าง ว่าแต่..นายต้องการเงินเท่าไหร่ละ เจ๊นายของฉันเงินถังอยู่นะ ชอบเด็กหนุ่มแบบนายอยู่ด้วย ถ้าไปเข้าสังกัดของเจ๊แกละก้อ เดือนนึงคงได้เงิน เดือนใช้หลายหมื่น ขอเพียงนายออดอ้อนเจ๊แกให้ดี เหมือนที่ไปอ้อนพี่ญาดาละก็นะ ชาตินี้นายสบายแน่”

หล่อนหัวเราะไปด้วย เพราะพูดหยอกเล่นซะมากกว่า คนหงอยได้แต่นั่งซึมไปเหมือนเดิม คอตก สองมือกุมกันแน่น ทำเอาแนนนี่เป็นอันขับรถไปอย่างเซ็งๆ เอื้อมมือไปเปิดเพลงฟังแก้เบื่อไป บุญส่งก็จมอยู่กับความหงอยของตนเอง ในเดือนหนึ่งเขาต้องการเงินเป็นจำนวนมากเพื่อไปซื้อทองคำ สำหรับการทดลองปลูกกุหลาบสีดำของตนเอง เงินที่เคยเบิกได้จากโรส เป็นอันต้องถูกตัดไป ตอนนี้เขาต้องหาแหล่งเงินทุนมาใหม่ หนักใจที่จะหายิ่งนัก พอเหลือบแลไปยังหญิงสาวข้างตัวหล่อนช่างอู้ฟู้มากจริงๆ ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมราคาหลายหมื่น ต่างหูเพชร นาฬิกาเรือนเล็กที่ข้อมือสวยนั้นคงราคาเฉียดล้านได้ยินมาว่าเป็นนางแบบดาวรุ่ง มีงานเข้าไม่ขาด คงต้องพอมีทางช่วยเขาได้แน่ ความคิดเพียงชั่วแล่นทำให้ออกปากไปอย่างรวดเร็ว

“ผมอยากได้เงินเดือน เดือนละแสนครับ”

“จะบ้าเรอะ!”หล่อนหลุดมาแทบขับรถไม่ตรงทาง“จะเอาเงินเดือนเป็นแสน! งั้นนายก็ไปขายตัวเลยไป๊ ผิวขาวๆของนายคงมีกระเทยหรือไม่ก็สาวใหญ่เงินถึง มาอ๊อฟเอาตัวไปอยู่หรอก แต่ถ้านายทำแบบนั้นฉันจะบอกพ่อให้ไล่นายออกเลย เข้าใจไหม!”





บนตึกชั้นสี่ ของหอพักสีสนิม อันถือว่าเป็นชั้นเพนท์เฮาส์ของชาวสลัมมานาน สองร่างเล็กใหญ่ ได้มาถึงพร้อมหอบเอากระเป๋าเสื้อผ้า รวมทั้งสัมภาระที่ติดมา มีทั้งเป็นกล่องกระดาษแบบคนต่างจังหวัดเข้ากรุง ระหว่างโรสจัดการเรื่องกุญแจประตูเหล็กอันแน่นหนาแถมมีสองชั้น ริน มองสำรวจไปด้วย ทั้งชั้นอันเหมือนเป็นความลี้ลับของชาวชุมชนมานาน เพราะติดเหล็กดัดหนารัดกุม ข้างในลือว่าโอ่อ่าสวยงามมาก ต่อไปเบื้องบนเป็นสวนกุหลาบลอยฟ้าของบุญส่ง ใครก็ลือว่าสวยงามยิ่งนัก แต่เธอก็ไม่เคยได้ขึ้นมาชมเลยสักครั้ง แต่เวลานี้เธอคงได้เห็นมันแน่ ทันทีที่เจ้าของบ้านเปิดประตูเผยให้เห็นข้างใน สาวสวยจากบ้านนา ถึงกับออกปากชมเสียงดังทันที

“โอ้โห! นี่หรือคะห้องพักของเจ๊ กับของนายดวง ทำไมมันสวยอย่างนี้ล่ะ”รินหลุดเสียงทันทีกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ดวงตากลมใสเป็นประกายขึ้นมา กับสิ่งที่เกินคาดโรสเพียงยิ้มน้อยๆตอบมาอย่างเอ็นดู “ถูกใจสินะหนูริน”

“มะมากค่ะ”เธอเริ่มติดอ่างยามตื่นเต้นเหมือนบุญส่ง

“เดี๋ยวเจ๊จะเป็นมัณฑนากรพาไปดูห้องทุกห้องในนี้นะ คงยังไม่เหนื่อยใช่ไหม เดินขึ้นบันไดเหล็กมาถึงชั้นสี่นี่”โรสถามอย่างห่วงใย

“มะไม่หรอกค่ะ อยู่ที่บ้านนอก ทำนาหนักกว่านี้อีก แค่เนี้ยสบายมาก วันนี้หนูจะเริ่มงานเป็นแม่บ้านทันที ตามที่ตกลงกับเจ๊ไว้ไงคะ”

หญิงสาวผิวคมขำแบบคนต่างจังหวัด ถลกเสื้อโชว์ท่อนแขนกระชับ อวดว่าทำงานหนักมาเยอะ ใบหน้านั้นยิ้มสวยได้อย่างเป็นธรรมชาติ จมูกโด่งได้รูป ไร้การเสริมแต่ง กิริยาจริตจะก้านรึก็แสดงออกมาตรงๆ และยังคงมีกลิ่นไอของความเคอะเขินกับที่พักใหม่ เกือบเดินไปชนโน่นชนนี้ แจกันเซรามิคหลากทรงแนวอาร์ตตั้งอยู่ทางเข้า ห้องอันโอ่อ่าตรงหน้า ผิดกับสภาพภายนอกของตึกลิบลับ โรสเพียงยิ้มอย่างเอ็นดูกางแขนโอบไหล่เด็กสาว ผู้จะมาเป็นสมาชิกคนใหม่ของครอบครัว พาไปเดินดูห้องต่างๆทันที

ร่างสูงบาง ผิวคมขำแต่บุคลิกดูทะมัดทะแมงของสาวบ้านนา เดินติดหลังมาอย่างประหม่า เค้าหน้านั่นไร้ซึ่งสิ่งประทินโฉมอันใดทั้งสิ้น ดูใสสะอาดบริสุทธิ์และสวยอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก ในสายตาของสาวประเภทสองอย่างโรส บอกได้ว่าเธอคือช้างเผือกในป่าที่หายากยิ่ง หากได้รับการเสริมแต่งขัดเกลาเพียงนิด ริน จะเป็นสาวงามที่ใครก็ไม่อาจจะมองข้ามได้เลย และที่สำคัญเธอคือคนที่ตนเองมุ่งหวังจะให้บุญส่งแต่งงานด้วย

ลังกระดาษใส่ของมากมายถูกหิ้วลิ่วๆจากคนข้อลำใหญ่นำเข้าไปก่อน พื้นห้องปูด้วยหินอ่อน ดูสะอาดสะอ้านจนเป็นเงา ต้องเปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าตามอาการของเจ้าบ้านเพื่อรักษาความสะอาด แล้วเดินตามหลังร่างใหญ่ไปติดๆ ปากก็ถามโน่นถามนี่ไปเรื่อยตามประสาคนเคยอยู่ลำบากมาก่อน

“ใช่แล้วจ๊ะ”สาวเทียมร่างใหญ่ กราดชี้นิ้วไป รินได้แต่มองตามกับความตระการตา ที่ไม่คิดว่าจะเจอในห้องตึกแถวสภาพเก่าและโทรมขนาดนี้ หญิงสาววางกระเป๋าลงเมื่อถึงใจกลางห้องโถง แต่ตาก็ยังไม่วายหันมองไปรอบตัวอย่างใคร่รู้ ใคร่เห็น โรส คอยแนะนำบอกกล่าว ว่าตรงที่ยืนอยู่เป็นส่วนพักผ่อน และถัดไปเป็นส่วนรับประทาน อาหารซึ่งมันเท่ากับ ห้องพักของหนึ่งครอบครัวที่อยู่ในชั้นด้านล่างเลย เฟอร์นิเจอร์ถูกจัด และตกแต่งขนานผนัง เว้นพื้นที่ตรงกลางเป็นทางเชื่อม โดยเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาใช้ เป็นแบบลอยตัว รูปทรงเรียบง่ายสไตล์โมเดิ้ลคลาสสิก โดยนำมาจัดแต่งร่วมกัน อย่างกลมกลืนด้วยการคุมรูปแบบ สีสันและองค์ประกอบโดยรวมไม่ให้ต่างกันเกินไป

“ห้องทั้งหมด”โรสไล่นิ้วให้ดู“เจ๊สั่งตกแต่งให้มีภาพรวมโอ่โถง โปร่งตาด้วยผนังและเพดานสีขาว ส่วนพื้นปูด้วยหินอ่อนโทนสีเข้มขึ้น โดยเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งให้รับกัน ส่วนห้องแต่งตัวและห้องน้ำ จัดแยกอยู่ด้านในภายใต้ดีไซน์เรียบ จัดเฟอร์นิเจอร์และสุขภัณฑ์ชิดผนังในโทนสีกลมกลืน”

“เจ๊มีความรู้ด้านการตกแต่งภายในเยอะจังค่ะ”รินยังปลื้มไม่หาย

สาวเทียมร่างใหญ่เพียงยิ้มแล้วกางแขน ให้เด็กสาวมาเดินคล้องแขนกัน เพื่อเดินเคียงกันไปสู่อีกห้องหนึ่ง วันนี้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะภาระหน้าที่อันหนักอึ้งมานานกำลังจะสิ้นสุดลง

“ทั้งชั้นนี้เจ๊สั่งตกแต่งภายใน ให้เชื่อมโยงกันภายใต้คอนเซปต์ที่ผสมผสานรูปแบบศิลปะสองสไตล์จากต่างช่วงเวลา คือสไตล์คลาสสิกและแนวโมเดิร์นอาร์ต ที่นำมาปรับให้เข้ากับขนาดของพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัด เป็นไงถูกใจไหมจ๊ะหนูริน”

หญิงสาวเพียงเกาะแขน ยิ้มละไมอยู่เช่นนั้นเป็นคำตอบแทน

“เจ๊สั่งเขาทุบผนังห้องเก่าแล้วจัดผังห้องเสียใหม่ ให้มีเพียงสามห้องนอน กับสองห้องน้ำเท่านั้น ตัวห้องนอนเลือกใช้โทนสีสว่างอย่างสีขาวและครีมเป็นหลัก โดยแทรกโทนสีเข้มแต่น้อยและนำเอาขนสัตว์เทียมที่ให้สัมผัสที่นุ่มนวลมาใช้เพื่อลดความแข็งกระด้างของโทนสี ส่วนเฟอร์นิเจอร์เลือกใช้แบบลอยตัวรูปทรงเรียบง่ายมาตกแต่งร่วมกับแบบบิวท์อิน โดยลดความแข็งทื่อของรูปทรงด้วยโทนสีครีมและผ้าคลุมเตียงขนสัตว์”โรสบรรยายได้อย่างรู้จริง

หญิงสาวทำท่าตาโปนโตมากกว่า“โอ้โห!นี่หรือคะจำกัด นี่อยู่ได้เท่ากับสิบครอบครัวที่เขาเช่าอยู่ชั้นล่างเลยนะคะ นี่มันผิดไปจากที่หนูคิดมาแต่แรกเลย ยังกะห้องในคฤหาสน์ของคนรวยเลย”รินแทบจะวางมือวางไม้ไม่ถูก เพราะคงตกตะลึงไม่หาย

“เคยเห็นห้องในคฤหาสน์คนรวยเหรอจ๊ะ”โรสขำมากกว่ากับท่าทางเปิ่นๆของริน

“เออ..เคยเห็นแต่ในละครหลังข่าวค่ะ ห้องนี้สวยเหมือนกันเลย”ผู้หญิงจากบ้านนา แม้การศึกษาจะสูงแต่ก็ติดเฉิ่ม ได้แต่ทำตากะหลับกะเหลือกแล้วยิ้มแหยๆ เห็นฟันชาวจนครบ เธอรู้สึกเขินมากกว่าเมื่อได้มาอยู่ร่วมชายคากับเขาคนนั้น ผู้หญิงปลอมข้างตัวได้แต่หัวเราะคิกคัก ชะโงกหน้าที่มีตอหนวดหลังการโกน เข้ามาใกล้ กระซิบเสียงล้อเลียน

“แล้วก็ต้องมีพระเอกหล่อๆและไฮโซโก้หรูอยู่ที่นี่ด้วยใช่ไหมจ๊ะ แต่ตอนนี้หนูรินกำลังจะได้เป็นนางเอกกับเขาแล้วนะ ฮุฮุ”

เจ๊โรสช่างพูดจาโอ้โลมเธอเล่นเสียจริง“เจ๊ก้อ พูดเป็นละครไปได้”เธอส่งสายตาไปยังม่านตอกตาไก่ผ้าลายลูกไม้ สีเข้ากับห้อง ที่ปิดบังความเก่า ความซอมซ่อของอาคาร และห้องแถวภายนอก หันไปข้างตัว มีเครื่องฟอกอากาศที่กำลังทำงาน และสัมผัสได้ถึงอากาศอันเย็นสบายจากแอร์คอนดิชั่น ที่นี่คือที่อยู่ของนายดวง จากภาพภายนอกเหมือนคนจนงั้นแน่หรือ ดวงตากลมโต วงหน้าสวยหวานแบบไทยแท้ นั่นหันมาตั้งปุจฉาให้คนตรงหน้า

“ตกลงเจ๊กะนายดวงเป็นคนจนแน่หรือคะ ทำไม..ถึงได้อยู่ห้องที่แสนสบายขนาดนี้ คนแถวนี้ครอบครัวหนึ่ง เขาต้องทนอยู่ในห้องเล็กๆแคบๆกันตั้งสี่ห้าคน ร้อนก็มีแค่พัดลมใช้ แต่ที่นี่มีเครื่องความอำนวยความสะดวกครบครันมีอย่างเพียบเลย ของตกแต่งห้องก็ดูน่าจะมีราคาแพงๆทั้งนั้น ในเมื่อมีเงินขนาดนี้ทำไมไม่ไปอยู่ที่มันสะดวกอย่างคอนโดมีเนียม และเช่าบ้านหลังสวยๆไปเลยล่ะค่ะ”

คำถามนี้คนร่างใหญ่ยังไม่ตอบ บอกเพียงถึงเวลาจะรู้เอง ว่าที่คู่หมั้นหมายของบุญส่ง จึงก้าวขาต่อไปยังชุดโฮมเธียเตอร์ เก้าอี้นวดไฟฟ้าที่เคยสัมผัสได้แค่ตอนมันวางอยู่ในห้างสรรพสินค้า พอชี้นิ้วกับขยับปากถามไปยังของบนชั้นวาง อันมีแจกันโบราณสุดหรู กับของสะสมหน้าตาแปลกๆที่บอกได้เลยว่ามันมาจากต่างประเทศแน่ โรส บอกว่านั่นเป็นของที่ตนสะสมมานานแล้ว สมัยที่ต้องออกเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ

“ของแพงๆทั้งนั้นเลยนะคะ นี่ต้องเป็นของสะสมมาจากเมืองนอกแน่ๆ เจ๊เป็นพวกผ้าขี้ริ้วห่อทองจริงด้วย”เธอมองไปยัง ของสองอย่างใกล้ตัวสุด ที่เจ๊ไล่เลียงว่ามีตุ๊กตามาโตรชกาจากรัสเซีย กับเครื่องแก้วแฮนด์เมดจากสาธารณรัฐเชก..

“ไม่ใช่หรอกนะ เจ๊ไม่รวยหรอก”อดีตนักเรียนนอกต่อมาอย่างอารมณ์ดี“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลวงพ่อ ท่านต้องการให้ลูกชายคนเดียวของท่านได้อยู่อย่างสุขสบายยังไงล่ะ ทรัพย์สินที่ท่านมีก็เพื่อให้ลูกได้สุขสบายเท่านั้น แต่เพราะบุญส่งไม่อยากจะจากหลวงพ่อไปไหนไกล อยากอยู่ใกล้วัดใกล้หลวงพ่อ เจ๊จึงจำเป็นต้องเนรมิตตึกโทรมๆใกล้วัดหลังนี้ ให้เป็นคอนโดสุดหรูให้เขาอยู่อย่างที่เห็น”

ริน ยังคงนึกถึงวัดอันใหญ่โตของหลวงพ่อ โรงเรียนและมูลนิธิช่วยเหลือนักเรียนยากจน เดือนๆนึงต้องใช้เงินจำนวนมาก เงินค่าใช้จ่ายสำหรับลูกชายคนเดียวเท่านี้มันจึงเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับท่าน ซึ่งตัวเธอก็เป็นหนึ่งในนักเรียนยากจนได้เข้าเรียนในมูลนิธิจนจบปริญญา จนชีวิตได้มีโอกาสมาพบกับเณรดวง- หรือที่ชื่อบุญส่งในตอนนี้

คนร่างใหญ่ได้แต่ยืนมองแล้วยิ้มไป ชี้นิ้วไปยังส่วนอื่นๆของห้อง ทั้งสองได้มายืนอยู่ที่มุมหนึ่ง มีภาพถ่ายแขวนไว้กับผนัง กับภาพเก่าแต่ถูกจัดไว้ในกรอบสวย บุคคลที่ปรากฏในรูปถ่ายหลายคน มีบางคนเธอพอจะเดาได้ว่าเป็นใครในปัจจุบัน

แล้วเธอก็ต้องสะดุดกับภาพถ่ายในกรอบสวยสองภาพ แม้ภาพข้างในจะดูเก่าออกเหลืองไปแล้ว แต่คนในภาพเธอยังพอแยกแยะได้ว่าเป็นใคร ภาพแรกเป็นหญิงสาวยืนถ่ายรูปเคียงกับเด็กชายในชุดทักซิโด้ กับอีกภาพเป็นชายหนุ่มในชุดครุยรับปริญญา

“นี่แม่ของดวงเขาใช่ไหมคะ สวยจังเลย ดูเป็นหญิงที่สูงศักดิ์มาก แล้วเด็กชายตัวเล็กน่ารัก ที่ใส่ชุดเท่คนนี้ก็คือดวง เขาโตมากับชุดทักซิโด้จริงๆด้วย”

โรสกล่าวอย่างอ่อนโยน“ใช่จ๊ะเธอชื่อ ดวงฤทัย ชนะรัช เป็นแม่ของดวง เขาน่ะ เสียดายที่อายุสั้นไปหน่อย ตายตั้งแต่ลูกชายอายุแค่ห้าขวบเอง หลังจากนั้นไม่นานเด็กน้อยก็มาบวชให้แม่ที่เสียไป เป็นเณรดวงหรือปัจจุบันก็คือบุญส่ง ที่หนูรินรู้จักยังไงล่ะ”คนใกล้ชิดครอบครัวของบุญส่งอย่างโรส รู้ดีทุกอย่าง ว่าครอบครัวนี้ต้องพบจุดจบยังไง

โศกนาฏกรรมในอดีต จากเรื่องชู้สาว มันทำลายครอบครัวของผู้เป็นเจ้านายของตนจนจบสิ้น ตนเองเป็นเพียงบ่าวรับใช้ใกล้ชิด ได้ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในอดีตทุกอย่าง เมื่อนึกภาพไปแล้วเหมือนเหตุการณ์มันพึ่งจะผ่านมานี่เอง และบัดนี้หน้าที่ในการดูแลรับใช้ใกล้ชิด สายเลือดของเจ้านายคนต่อไปก็คือตนเอง โรสหรือนายอภิรักษ์ ทนายประจำตระกูลชนะรัช บอกกับตนเองจะต้องไม่ให้มีเรื่องชู้สาวมาพัวพัน ทายาทของท่านอีกแน่

รินยังคงจ้องหญิงสาวในรูปภาพอย่างพินิจ“ดูไปดูมาแม่ของดวงดูคล้ายนางแบบสาวสวยในตอนนี้ ที่ชื่อญาดาเลยนะคะ คนที่นายดวงชอบพูดถึง มิน่าดวง เขาจึงหลงใหลได้ปลื้มนักหนา เพราะเธอมีหน้าเหมือนแม่ดวงฤทัยนี่เอง”แล้วเธอก็ยิ้มแก้มป้องขำคิกกับภาพชายหนุ่มในชุดครุยรับปริญญา ในภาพถัดไป จนกระเทยร่างใหญ่ต้องออกอาการเขินจนหน้าแดง

“เจ๊ค่ะ”

“มีคำถามใช่ไหม”โรสยิ้มได้เมื่อมองรูปถ่ายใบเดียวกัน

“ชายหนุ่มรูปหล่อ หุ่นดี ที่สวมชุดครุยรับปริญญาคนนี้เป็นเจ๊เองหรือเปล่าค่ะ”

“ใช่จ๊ะ ภาพนี้ถ่ายตอนพึ่งจบมหา’ลัย เจ๊จบฮาเวิร์ดสายกฎหมายมานะ”

เธออยากจะกรี๊ดลั่น“แหม..ใช่จริงด้วย เท่ยังกะดาราหนังรุ่นเก่าเลยนะคะ หุ่นสมาร์ทมากยังกะ เอลวิส เพลสลีย์ เลย มีใครเคยบอกไหม ว่าตอนเจ๊แต่งตัวแบบผู้ชายแล้วหล่อแบบสุดๆไปเลย”เธอหันมาชำเลียงมองจอนผมของคนเคยหล่อ

“เด็กหนอเด็ก”เค้าโครงหน้าแบบชายแต่ติดขนตาปลอม มองมาอย่างอ่อนโยน

“ของแบบนี้มันบังคับจิตใจกันไม่ได้หรอกนะ เจ๊เกิดในครอบครัวชาววัง แม่เป็นนางใน พ่อเป็นมหาดเล็กติดตามรับใช้ใกล้ชิดเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่ง เจ๊เป็นเด็กเรียบร้อยและเรียนเก่ง จนเสด็จโปรดปรานมาก ทรงให้ไปเรียนเป็นพระสหายกับหม่อมเจ้าหญิง พระธิดาเพียงองค์เดียวของพระองค์ พอโตมาด้วยกัน ก็ส่งเสียให้ร่ำเรียนจนถึงเมืองนอกเมืองนาด้วยกันทั้งคู่ เจ๊เรียนจบกฎหมายมา พระองค์ก็หวังให้เป็นทนายมาช่วยดูแลกิจการของพระองค์ท่าน ตอนนั้นเจ๊ไม่กล้าแสดงออกหรอกนะว่าเป็นกระเทย กลัวพระองค์เตะเอา บุญคุณท่านออกท่วมหัวท่วมเกล้า แล้วต่อมาเมื่อพระองค์ดำริให้เจ๊แต่งงานกับผู้หญิงที่ทรงเลือกให้ เจ๊ก็ต้องจำยอมต้องแต่ง”

ริน พยักหน้าหงึกๆรับฟัง โรสร่ายยาวถึงความหลัง บอกกล่าวประวัติครอบครัวของตนอันเกี่ยวเนื่องกับบุญส่ง หรือนายดวงของริน ซึ่งก็พอได้รับฟังมาก่อนหน้ามาพอสมควรแล้ว ตอนกลางวันก็ไปกราบพระอังคารของพระองค์เจ้าองค์นั้น ที่วัดของหลวงพ่อมาแล้วด้วยเช่นกัน

“แล้วเจ๊ก็หนีครอบครัว มาเปิดเผยตัวตน แล้วตั้งร้านขายดอกไม้อย่างปัจจุบันนี้”เด็กสาวพูดปนหัวเราะดังคิกคัก

“เดี๋ยวเถอะล้อเลียนผู้ใหญ่ ประเดี๋ยวโดนตีถ้าไม่อยากฟังจะไม่เล่าล่ะนะ”

“เล่าต่อไปเถอะค่ะ หนูอยากรู้ประวัติของเจ๊”หญิงสาวกระพริบตาปริบๆแล้วยิ้มอย่างใคร่รู้

ขนตาปลอมหนาของสาวเทียม กระดุกกระดิกเพียงครู่คล้ายคนกำลังทบทวนความจำ โรสหลับตาพริ้ม เอาสองมือไขว้หลังเมื่อนึกถึงอดีตของตน แล้วจึงเริ่มร่ายยาวคำพูดมาทันที



Create Date : 03 กันยายน 2553
Last Update : 3 กันยายน 2553 19:20:48 น.
Counter : 1382 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments