กรกฏาคม 2553

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
สมิงไวรัส บทที่ 9


ก้อนหินขนาดมหึมาวางเรียงซ้อนกันความสูงลักลั่นตั้งแต่ ๒ เมตรไปจนถึง ๑๐ เมตร รูปทรงเข้าเหลี่ยมมุมเป็นผนังเรียบและชันกว่า ๙๐ องศา คล้ายซากกำแพงโบราณ บางช่วงเป็นหินทรายก็พังทลายลงเหลือแกรนิตอันแข็งแกร่งคงทนต่อลมฝน ทางเดินเล็กๆ ใต้สองฟากกำแพงผงาด คล้ายเขาวงกต ยิ่งเดินก็ยิ่งวน ไกลจากเป้าหมายไปอีก เมื่อมองจากข้างบนมันเหมือนก้อนกรวดไม่มีความหมายในสายตา แต่มาบัดนี้มันกลับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเดินเป็นอย่างยิ่ง

ทุกย่างก้าวล้วนสัมผัสเสียดสีกับวัชพืชสีเขียว ใบเฟิร์นสูงเทียมขาคนร่างใหญ่อย่างเขา มันแผ่ปกคลุมเต็มทางเดินไปหมดให้จำต้องเดินแหวกลู่ไป เนื้อหินสีดำๆทึมๆ ตามผนังเมื่อนิ้วมือไปสัมผัสใส่มันเย็นเฉียบยิ่ง ไม่ว่าจะซอกซอนไปตามช่องว่างไหน มันล้วนเหมือนกัน แม้รู้ว่าเข้าใกล้แหล่งน้ำเบื้องล่างเข้าไปทุกที แต่นายทหารกลับรู้สึกว่าตนเองเหมือนเจอทางตัน

เสียงหัวเราะแว่วหวานประสานกัน และเสียงตีพุ้ยน้ำของคนที่ตามหา เหมือนอยู่หลังกำแพงนี่เอง มันเป็นเสียงที่ได้ยินมาตั้งแต่เดินไปชายดงฝั่งโน่นกับทองปาแล้ว ชายหนุ่มต้องหยุดเอามือเท้าสะเอว ยืนฟังความสำราญของหนุ่มสาวคู่นี้จนหัวคิ้วขมวดชนกันได้ ความห่วงกังวลมันพอกันกับอารมณ์โมโหระคนเหนื่อยหน่ายระอา

หมอกฤษณ์ผู้ซึ่งบัดนี้มีศักดิ์เป็นน้องเขยของเขาแล้ว มีความชำนาญพื้นที่มากกว่า การลงไปสระข้างล่างจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่คนเป็นพี่หรือญาติผู้ใหญ่อย่างเขา คงปล่อยทั้งสองคนไปตามยถากรรมไม่ได้แน่ ตราบใดยังมีเสือกินคนอยู่ที่นี่ ยังไงก็ต้องหาทางลงไปเอาคนของตนกลับขึ้นมาให้ได้ ก่อนที่จะมีอันตรายอันใดเกิดขึ้น

มันต้องมีทางลงไปได้ไม่ยากแน่ เพียงแต่ยังหาไม่พบเท่านั้น

“เกตุ!..กฤษณ์!.. ได้ยินมั้ย!!...”

ลองเอามือป้องปากตะโกนฝ่าออกไป ผ่านกำแพงอันสูงตระหง่าน เรียกลงไปสุดเสียง ไม่ทันจะโก่งคอตะเบ็งเสียงต่อ สำเนียงที่ได้ยินกลับคืนมาหลังกำแพง เป็นเสียงหัวเราะหวานใสของสองคนนั้น คล้ายจะไม่ได้ยินคำเรียกของเขา คำวี้ดว้ายและวักน้ำใส่กันยังคงมีต่อไปอย่างสนุกสนาน น้ำในสระก่อเป็นคลื่นกระทบฝั่งดังโครมคราม

“นี่พี่เรียก รีบขึ้นมาจากสระเร็ว! ข้างล่างมีอันตราย”

ไม่มีการตอบรับอันใดกลับมา ไม่รู้เลยว่าคิดอะไรกันอยู่ ผู้นำภารกิจลับทางทหาร เวลานี้มอมไปทั้งตัวด้วยเศษหญ้า ดิน ทราย จากต้องล้มลุกคลุกคลานมาตลอดทาง หมดแรงหนักจนต้องผ่อนตัวลง เอามือยันเข่าหายใจเข้าออก อย่างกระหืดกระหอบ ขับเสียงออกไปแม้เหนือยแรงไปทุกที

“ให้ตายสิ! ทั้งสองคนเลิกทำเป็นหูหนวกสะที ไม่ได้ยินที่พี่เรียกเลยหรือไง!”

ตะเบ็งคอออกไปอีกหลายครั้งก็ป่วยการ มันเป็นการตะโกนทวนลม หนุ่มสาวคู่นั้นคงไม่ได้ยินเป็นแน่

โฮก!!..ตูม!!..ม..

เสาหินทรายต้นหนึ่งหักโค่น หินข้างเคียงล้วนเปราะบางพอถูกล้มใส่จึงพังครืนจากเอฟเฟกนั้น คล้ายตัวโดมิโน หาญศึกได้เเต่หันไปมองตะลึงจนตาค้าง พื้นที่สองขายืนอยู่เวลานี้มันไหวยวบ ชั่ววินาทีที่เสียงทั้งหมดถูกกลบดัวยหินเป็นตันๆถล่ม โชคดีที่เขาไม่ได้เดินหน้าไปเร็วอย่างที่ควรจะเป็น ไม่งั้นอาจโดนฝั่งทั้งเป็นในดงหินนั้น แต่จุดที่แต่ที่ไม่แน่ใจคือเมื่อกี้เหมือนมีเสียงคำรามของเสือดังก่อนทุกอย่างจะพังครืน มันอยู่ไม่ไกลจากที่ยืนอยู่ตรงนี้เลย

“มันเกิดบ้าอะไรกันขึ้นอีกละเนี่ย?”

น้ำเสียงหลุดออกจากปากไปเอง

ฝุ่นผงยังลอยคลุ้ง ผนังหินทรายรายรอบพังทั้งมาทั้งกะบิ ทับถมพูนสูงจนกลายเป็นลูกเขาขนาดหย่อมๆ กรวดหินเล็กบางใหญ่บางกลิ้งหลุนๆ มาปะทะผนัง ในจุดที่เขายืนอยู่จนต้องโดดหลบไปยืนบนที่สูงกว่า หลังม่านฝุ่น สายตายังพอมองเห็นต้นเสาอีกเพียงไม่กี่ต้น มีร่างหนึ่งยืนเด่นอยู่บนนั้น แสงสีเขียวสองดวงมองเห็นได้ชัดเจน มันเผ่นแผ่วโดดวูบหายไปจากน้ำหนักตัวมากมาย ทรายเปาะพังลงมาอีก

หาญศึกรีบตามทันทีด้วยสัญชาติญาณ โดยเลี่ยงกองพะเนิน โชคดีหินถล่มผนังด้านนี้เลยพังไปด้วยบางส่วนเปิดให้เห็นช่องทางหนึ่งให้ตามไปได้

ลมเย็นสดชื่นพัดเข้าตีหน้า พื้นที่โล่งกว้างพอทำให้หายใจหายคอคล่องขึ้น ด้านหลังซากหินถล่มนั้นเป็นลานโล่งกว้าง ที่สุดทาง มีรอยต่อของก้อนหินใหญ่สองก้อนมาเกือบบรรจบกัน เป็นช่องทางเล็กๆ กว้างวาเดียวอันเสมือนปากประตู ซึ่งปรากฏว่าเบื้องหลังคือแผ่นน้ำอันใสกระจ่าง

เขาเจอทางเข้าสระแล้ว

นายทหารหนุ่มเดินมาหยุดอยู่แค่นี้ มือใหญ่จับขอบหินไว้ ชะเง้อคอมองลึกเข้าไป ด้วยเกรงจะทะเลอทะล่าไปในตอนที่สองคนนั้นอาบน้ำอยู่

คลื่นน้ำหัวหาดตีฝั่งกระฉอกสูง ดังเป็นจังหวะ เออล้นเข้ามาใกล้ปลายเท้า แสงจันทร์ส่องลงจนเห็นแท่งหินสีเขียวใต้พื้นน้ำ บางล้มบางตั้ง คล้ายห้องอาบน้ำโบราณของชาวโรมัน ระลอกคลื่นแผ่วเบา เข้าเซาะแก่งหินที่โผล่เหนือน้ำขึ้นมา บ้างก็เป็นแท่งหินสูงละลาน บังสายตาของชายหนุ่มเอาไว้ เขาสืบเท้าเข้าหา จนเห็นสิ่งหนึ่ง

ร่างขาวโพลนร่างหนึ่ง โผล่มาจากหลังแนวหิน เดินกรุยกายแหวกผ่านห้วงน้ำอันใสเหมือนกระจกด้วยลึกเพียงเอว สองแขนหอบช่อดอกไม้ปกปิดปทุมถันอันหมิ่นเหม่เอาไว้ แม้เพียงชั่วแล่นหากร่างอรชรนั้นงามจับตายิ่ง เส้นผมสีแดงเคลียไหล่ลาดขาวสะอาด บนเส้นผมมีอะไรบางอย่างคล้ายมงกุฎดอกไม้สวมอยู่

ชายหนุ่มสืบเท้าเข้าไปใกล้อย่างไม่รู้ตัวสักนิด

แผ่นหลังขาวเปลือยเรียวลงสู่สะโพกพาย ยามเมื่อจันทร์ฉายแสงลงมา จับหยดน้ำบนผิวกายจนสะท้อนพราวเรืองรองคล้ายหยดเพชรร้อยพันประดับกาย ยามดวงหน้างามนั้นหันมา ขนตางอนชุ่มน้ำนั้นมีเปล่งประกายด้วยน้ำหล่อเลี้ยงจากนัยน์ตาสุกใส ยิ่งม่านหมอกถูกลมขับออกไปอย่างรวดเร็ว เปิดม่านให้แสงแห่งราตรีกาลทอดเป็นลำฉาบลงมา สู่ร่างอันปราศจากอาภรณ์ปกคลุมแม้แต่ชิ้นเดียว ลำขาขาวดั่งเรียวงาช้าง ค่อนยกสูงชันขึ้นขึ้นเล็กน้อย คงยุ่งวนอยู่กับช่อดอกไม้ในอ้อมกอดเท่านั้น

กล้วยไม้หลากสีถูกเรียงร้อยถักทอประสาน สวมบนศีรษะเป็นมงกุฎนางไพร ดวงตาเหมือนแย้มยิ้มได้คู่นั้น เป็นประกายยามเมื่อหลงชื่นชมดอกไม้งามในอ้อมกอด จมูกดอมดมสุขสมในภวังค์นั้น หล่อนไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่ามีใครคนหนึ่งมองอยู่ ในเพียงชั่วอึดใจแห่งดวงตาเสน่หามองมา เหมือนเธอจะรู้ตัวแล้ว ว่าถูกจ้องมอง ขนตางอนสั่นระริกอย่างนางกวางตื่นภัย หล่อนไหวตัวเสียแล้ว เร้นกายหลบสู่เงื้อมเงาหินใกล้เคียงทันทีเพื่อหลบภัย จะด้วยแรงบุญพาวาสนาส่งหรือ แรงกรรมชักนำมา ให้ดวงหน้างดงามค่อยหันมาทางเขาอย่างบังเอิญ

ชายหนุ่มเกือบหลงไปกับภาพนั้น แล้วก็ต้องหันหลังก้มต่ำ แผ่วลมหายใจลึก ค่อยเลาะเลียบผนังกลับออกมาจนมาถึงที่สงบ กำปั้นใหญ่ๆทุบอกของตนเองดังอั๊ก! เขาคิดอะไรอยู่กันแน่ นั่นเป็นร่างเปลือยของผู้หญิงไม่ใช่หรือ เขาไม่ใช่คนจิตทรามจะที่มองภาพอนาจารได้เลยนี้

“บ้ากามเอ๊ย ไปแอบมองเขาได้ไง”

ชายหนุ่มต้องตะคอกใส่ตนเองปลุกสติ

ใช้ส้นมือกดหน้าอก ตำแหน่งของหัวใจเอาไว้เพราะยามนี้มันเต้นรัวราวกับมีใครมาตีกลอง ร้อยเอกหาญศึก เสนานรงค์ ยืนสะกดตัวเองอยู่ในมุมเสาหิน แผ่นหลังของเขาสัมผัสไอเย็นยะเยือกราวกับหุบเหวนั้นอย่างลึกเข้าไปขั้วหัวใจแล้ว

หญิงสาวคงขับกล่อมบทเพลงของตนต่อไป ความเงียบกริบของห้วงน้ำเหมือนถูกสะกดด้วยเพลงที่แผ่วหวานเยือกเย็น ผ่านออกมาจากริมฝีปากหยาดเยิ้มคู่นั้น และกระจายก้องกังวานไปทั่วทุกซอกทุกมุม

ร่างงามเปลือยเปล่า ผิวพรรณขาวผุดผ่อง ผมแดงสยายเป็นคลื่นจรดแผ่นหลัง ตัดกับผิวสีขาวครีมของใบหน้าและช่วงไหล่เปลือย กำลังเยื้องย่างอ้อยอิ่งเพลิดเพลินกับหมู่มวลดอกไม้

‘ว็อท อะ วันเดอร์ฟูล เวิร์ด’บทเพลงของเฒ่าอมตะหลุยส์ อาร์มสตรอง เขาจำได้แม่นเพราะบทเพลงนี้ที่หมอกฤษณ์ เจ้าของงานเลี้ยงเลือกเปิดซ้ำบ่อยๆในงานเปิดตัวนายสัณฑ์ เพื่อนรักของเขาและเวลานี้กำลังถูกขับขานจากหญิงสาวลึกลับ สำเนียงของเธอบ่งบอกถึงความเข้าใจลึกซึ้งในรากฐานของภาษาเป็นอย่างดี

สุภาพบุรุษทหารผู้ถูกฝึกมาให้เกียรติ์ต่ออิสตรี ไม่เคยคิดเลยว่าต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าละอายต่อตนเองเช่นนี้ แล้วก็พลันสะดุดคิด ดวงตาในกรอบลึก ใต้คิ้วคมเข้มต้องหรี่ลง ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ดาวพระเกตุ ไม่ใช่น้องสาวของเขา

ผู้หญิงที่ไหนกันมาเล่นน้ำกลางป่าลึกในเวลาดึกดื่นอย่างนี้ เธอเป็นใครกันแน่? เป็นคำถามที่ชายหนุ่มต้องการคำตอบยิ่งนัก

พี่กุสุมา…

เสียงเพรียกจากหญิงสาวอีกคน ร้องเรียกหากันทางฝั่งโน่น ชายหนุ่มต้องเบิกตาค้าง ขยับปากเรียกนามนั้นตาม ‘กุสุมา’ ชื่อของเธอหรือนี้ เธอเป็นใครกันนะ ทำไมถึงมาเล่นน้ำอยู่กลางดึกดื่นอย่างนี้

ทุกหนทุกแห่งมืด…คงสว่างสุกใส ผู้หญิงสวยขนาดนี้ที่จะสะกดผู้ชายให้ตะลึงงันไปนั้น มีอยู่ในโลกสักกี่คนก็ตาม บัดนี้ วิญญาณแท้ของ ร้อยเอกหาญศึก เสนานรงค์ ก็ยอมรับด้วยความพิศวงครามครันแล้วว่า สตรีลึกลับผู้เรียกแทนตนเองว่า‘กุสุมา’ผู้นี้ จัดได้ว่าเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น

ดวงใจเกิดหวั่นไหวอยากจะวกไปแสดงตนแล้วถามถึงที่มาของเธอให้สิ้นสงสัย แต่ก็เกิดละอายแก่ใจตนเองคร่าที่ไปมองร่างเปลือยของเธอเมื่อครู่

นี่เรากำลังมาตามหาใครอยู่กันแน่?

คำถามเกิดขึ้นในใจของชายหนุ่มอย่างมากมาย เขาเพียงหยุดทุกอย่างไว้เพียงแค่นั้น มือกุมหน้าอกส่วนหัวใจแน่น ภาพนวลเนื้อนางเมื่อกี้ยังคงติดตาตรึงใจของชายหนุ่มเอาไว้ ในโลกนี้นอกจากกานดา หญิงอันเป็นที่รักยิ่งของเขา ยังมีหญิงใดที่สั่นคลอนหัวใจของเขาได้อีก แล้วทำไมจะต้องมาสั่นคลอนเพราะผู้หญิงแปลกหน้า พึ่งมาเจอะมาเจอกันครั้งแรกด้วยเล่า กลางป่าลึกเปลี่ยวร้างขนาดนี้ หากเขาเกิดโผล่ออกไปจ๊ะเอ๋พวกเธอเข้าจะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดกลัวเขาหรือไม่ เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบของชายหนุ่มต่อหญิงสาวปริศนา

ผืนผ้าม่านสีขาวแห่งรัตติกาล โรยตัวลงมา ปิดบังทางเข้าสู่สระมรกตอย่างหมดสิ้นและเพียงไม่กี่อึดใจ พื้นน้ำงดงามเบื้องหลังก็เลือนหายไปจากสายตา มิทันที่เขาจะก้าวขาเดินหน้าได้อีกไม่กี่ก้าว มีสิ่งหนึ่งอันมีน้ำหนักตัวหนักๆ กระโจนวูบเดียวขึ้นสู่กำแพงหิน ด้านใดด้านหนึ่ง หาญศึกกระชับปืนในซองอย่างพรักพร้อมชักออกมาได้ทันที นัยน์ตาสีเหล็กคู่นั้นมองออกไปรอบตัวอย่างไม่ประมาท หินเล็กใหญ่เป็นเงาตะคุ้มในฉากขาวมัวล้วนคล้ายร่างสิงสาราสัตว์ให้ต้องระแวงไปหมด สภาพอันเงียบเชียบ ทุกอย่างจึงดูอึดอัด แม้ก้อนกรวดร่วงยังได้ยินเสียง

ยืนนิ่ง สดับโสตอยู่เช่นนั้น ม่านตาเริ่มชินกับความมืด ทำให้เห็นสิ่งหนึ่งหลังบังหิน เฉียงสูงห่างไปประมาณ ๑๐ เมตร มันขยับแว้งตัวหลบไปในซอกลับตาอย่างรวดเร็ว จนก้อนกรวดและฝุ่นหินร่วงกราว!

เขาเห็นมันแล้ว เจ้าสิ่งนั้นไต่ด้วยอุ้งเล็บจากขาทั้งสี่ เผ่นโผนเป็นเงาทะมึนออกมาอีก โฟกัสไฟฉายตามติดไม่คลาดจากสายตา ส่วนหางตั้งโด่คอยเลี้ยวลัดไปบนพื้นที่แคบจำกัด จากยอดหินสู่ยอดหิน เคลื่อนไหวตัวอย่างคล่องแคล้วเช่นสัตว์ตระกูลแมว หัวหน้าหน่วยค้นหาศูนย์วิจัยอาวุธ ต้องกราดปืนไปรอบทิศเพราะเจ้าสิ่งนั้น มันยังคงวิ่งวนบนที่สูง ตีระยะแคบเข้ามา แล้วในบัดดล มรกตสองดวงขนาดโตเท่าไข่ห่าน ก็มาหยุดบนเสาหินยอดหนึ่ง เหนือหัวเขาขึ้นไปไม่ถึงสิบเมตรด้วยซ้ำ มันหยุดยืนแล้วเกลี่ยลิ้นแดงฉานแลบเลียไปบนโคนขา เลียขนไป ดวงตาอัปมงคลคู่นั้นก็จ้องลงมาทางเขา

มันนั่นเองเจ้าเสือดำตามรกต เขาคำรามลั่น

เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!

กัมปนาทเสียงปืนในแดนวังเวง หาญศึกไม่ลังเลที่จะยิงเข้าใส่ร่างสีดำทันที มรกตมีแสงในตนเองคู่นั้นกลายเป็นจุดเด่นให้เขาเล็งศูนย์ปืนเข้าใส่ มันเพียงค่อมตัวลงหลบวิถีกระสุน แต่หินผาแตกสะเก็ดยังกระเด็นมาโดนร่างของมันแล้วลุกขึ้นมาคำรามลั่นอย่างโกรธเกรี้ยว

“โฮก!!..กก..”

“เอาสิวะ ไอ้ดำปลอด มาล่าฉัน!”

“เปรี้ยง!!”

ก้อนหินปริศนาพุ่งสวนลูกปืนลงมาโดนสีข้างของเขาดังพลั่ก ร่างใหญ่ต้องทรุดฮวบแล้วก็รีบยันตัวลุกขึ้นมาในทันที แต่ก็ต้องกัดฟันนิ่วหน้า เล็งยิงปืนอย่างประณีตต่อไปอีก เงาดำนั้นยังคงวิ่งเป็นพายุเหนือป่าหิน ไม่เป็นเป้านิ่ง กระสุนหินโต้ตอบกลับมาอีก เขาเห็นมันชัดเจน พุ่งเฉียวหัวของเขาอย่างหวุดหวิด หาญศึกต้องสบถดังลั่น เป็นไปไม่ได้ว่ามันมาจากเจ้าเสือนั้น

แมวยักษ์ตัวนั้นกระโจนจากยอดหินสู่ยอดหิน ด้วยน้ำหนักตัวอันมากมาย หินผาทลายร่วงกราวลงมาดังโครมครามไม่หยุด หางของมันคอยควบคุมเลี้ยวลด บังคับทิศทางและความสมดุลของร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม กระสุนแต่ละนัดกินห่างส่วนหางของมันไปเป็นคืบ

มนุษย์เบื้องล่างสลัดปลอกกระสุนเร่งเพิ่มเติมชุดใหม่เข้าไปอย่างรวดเร็ว การยิงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่เป้าหมายไม่เคยหยุดเป็นเป้านิ่ง

เปรี้ยง!!...งง

อีกนัดยังช้าไป เข้าใต้ท้องโดนหินจนแตกขาวเหวอะแค่ใกล้เคียงอีกนิด ร่างในศูนย์ปืนโผนตัวขึ้นไปตะกายหินซึ่งเหมือนจอมปลอกขนาดยักษ์สูงกว่าสิบเมตร คราวนี้หาญศึกกะระยะยิงให้เผื่อดักหน้ามันบ้าง นัดนี้ห่างแค่ปลายจมูก มันแว้งตัวหล่นล่วงสู่พื้นทันที

เสียงกระสุนปืนดังสะท้านก้องมาอีกนัด

กระสุนเข้าใต้ท้อง แม้ไม่โดนโดยตรง แต่หินผาแตกสะเก็ดยังกระเด็นมาโดนอย่างจัง มันลุกขึ้น มาคำรามลั่นอย่างโกรธเกรี้ยว ร่างสีดำหมุนตัวกว่าร้อยแปดสิบองศา ขาหลังข้างหนึ่งขยุกขยิกอยู่กับเศษหินขนาดพอดีอุ้งเท้า นายทหารแทบไม่เชื่อสายตาตนเองจนตะลึงค้างไม่ทันเหนี่ยวไกปืน มันหลังให้โผล่แต่หน้ามาแยกเขียวเข้าใส่ ก่อนขาทรงพลังจะดีดก้อนหินออก มา เพียงฟุบเดียว กระสุนหินพุ่งเข้ากระแทกกระโจมมืออย่างเหมาะเม็ง .๓๕๗ กระเด็นหลุดจากมือของหาญศึกทันที

“นรก! เสือยิงหินใส่คนได้ พูดไปใครจะเชื่อ”

นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด กุมมือข้างที่เจ็บแน่น หายใจออกเฮือกยาวมองเจ้าสิ่งนั้น เมื่อกี้เขาเห็นขบวนการยิงกระสุนหินของเจ้าเดรัจฉานประหลาดตัวนี้อย่างชัดเจน ไม่มีมือมืดที่ไหนมาปาหินใส่เขานอกจากมัน

กระสุนหินมาอีกลูก คราวนี้มันใหญ่ขนาดลูกครก วิถีส่ายจนน่ากลัว เขาล้มตัวลงกับพื้น เอามือกุมท้ายทอย มองวิถีของมันพุ่งเลยไปกระแทกพื้นหินดังโครม!! เกิดสะเก็ดไฟสว่างวาบในไปชั่ววินาที ลูกโม่เพื่อนตายตกอยู่ใกล้มือ หากมันกลายเป็นท่อนเหล็กอย่างเดียวไปแล้ว เพราะกระสุนสำรองหมดไปกับนัดสุดท้าย รีบผุดลุกขึ้นยืนพร้อมดึงมีดโบวี่จากฝักเหน็บขาออกมา

“ถ้าบอกจ่า จะเชื่อที่พูดไหมนี้ ว่าถูกเสือยิงหินเข้าใส่ จ่าคงจะขำเพราะตลกสิ้นดี”

พูดล้อเล่นกับชีวิตไปเท่านั้น กระชับมีดในมือแน่นเตรียมพร้อม คนที่ผ่านความเป็นตายมาในทุกภารกิจอย่างเขา คงไม่อินังขังขอบอะไรมากนักกับศัตรูตรงหน้า เครื่องมือสื่อสารถูกตัดขาดจนสิ้น ไม่มีพยานมาร่วมรับรู้เหตุการณ์ ว่าเขาถูกสัตว์โลกชนิดหนึ่งจู่โจมด้วยยุทธวิธี ‘ยิงหินเข้าใส่’

สัณฐานอันใหญ่โต มีพื้นลำตัวสีดำในม่านหมอกสีขาวมัวจึงเห็นชัด ดวงมรกตคู่นั้นขยับขึ้นลงตามจังหวะการก้าวเดินไปบนกำแพงหินและมันกระพริบได้เช่นดวงตาของสิ่งมีชีวิต ยามเมื่อมองลงมาทางเขา มันยังคงกึ่งวิ่งกึ่งเดิน หางชี้โด่อย่างไม่สะท้านจากการถูกไล่ยิงเมื่อครู่ จนไปถึงก้อนหินใหญ่เหนือปากทางเข้าสระมรกตและไปหยุดยืนเด่นอยู่เช่นนั้น

เหนือพื้นดินไปกว่าสิบเมตร อันมีดวงจันทร์อยู่สูงล่ำขึ้นไป ขาหน้าทั้งสองข้างเกาะยันแง่หิน ช่วงขาหลังอวบใหญ่แข็งแรงเหยียบยันพื้น ลำตัวเฉียงสูง ๔๕ องศา สีพื้นลำตัวดำสนิท ไปจนถึงส่วนหางที่วาดไปมาอยู่ตลอดเวลา เส้นหนวดเส้นเคราหงอกขาวบนส่วนหัวใหญ่โต กับดวงตาสีเขียวคู่นั้นคอยหันมาทางเขา มันนั่นเอง เจ้าเสือดำตามรกตตัวนั้น ไม่มีดวงตาของสิ่งมีชีวิตไหนในโลกจะเป็นเช่นนี้นอกจากดวงตาของมนุษย์ผู้หนึ่ง
โฮก…กก

คำรามเบาๆพร้อมเอียงหน้า หันตาข้างซ้ายมาทางมนุษย์เบื้องล่าง แล้วเงยหน้าเชิด มีเสียงลั่นในลำคอตลอด เวลา แต่ไม่วายมีหางตามาอีก หาญศึกตะลึงคั่งค้างอยู่แค่นั้นเพราะ นี่มันคืออากัปกิริยาของนายสัณฑ์ จะด้วยเหตุบังเอิญอันใดก็ตาม

แต่นี่มันคือแบบฉบับการยี่ยวนของชายคนนั้น ไม่มีผิดเพี้ยน

“เสือบ้า คนก็บ้า ทำไมฉันต้องนึกถึงแกด้วยนายสัณฑ์”

เป็นไปไม่ได้.. เป็นไปไม่ได้..

ดวงตาสีเขียวมีประกายคู่นั้นช่างเหมือนดวงตาของนายสัณฑ์เหลือเกิน

ภาพของบุรุษร่างสูงในชุดสีดำอยู่เต็มหัวของเขา แม้ร่างที่เขากำลังประจันหน้าอยู่บัดนี้คือชาติเสือ จากคำของลูกน้องแต่ละคน ว่าเสือดำตัวนี้เหมือนนายสัณฑ์ เขาดูแคลนความคิดนั้นเสมอ มาจนบัดนี้ สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทั้งที่มนุษย์กับเสือไม่ใช่สิ่งที่จะมาเหมือนกันได้เลย แต่เขากลับนึกถึงแต่ใบหน้าของนายสัณฑ์ มนุษย์ตามรกตคนนั้นซะเหลือเกินมันก็แค่บังเอิญเท่านั้น ไอ้คนป่าเถื่อนนั้นจะมาเหมือนกับสัตว์ป่า

เขาพร่ำบอกกับตนเอง

ร่างนั้นโจนตัวลงมายังพื้นล่าง เบาหวิวเช่นอาการของแมว แต่น้ำหนักตัวอันมากมาย จนกรวดหินยังพลิก มันยวบตัวลงไปหมอบในซอกเล็กๆอันมืดทึบ ทางเข้าสู่สระ อย่างเจตนาจะขวางทางไว้เช่นนั้น นายทหารร่างยักษ์ชักมีดโบวี่ออกมาอย่างเตรียมพร้อม ย่อตัวเล็กน้อย สาวเท้าเข้าหาอย่างไม่กลัวเกรงเช่นกัน

ร่างฉกาจฉกรรจ์ของนายทหาร ไม่ได้เสียเปรียบมากนัก หากจะเข้าไปพันตูกับสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ตัวนี้ แล้วก็พลันหยุดนิ่ง แววตาของเขาบอกแววฉงนเต็มตื้น เพราะดวงตาขนาดเท่าไข่หาน ในซอกแห่งความมืดลึกล่ำมีพลังอำนาจลึกลับอยู่ในตัว จ้องมาไม่ลดละ ลำตัวค่อยยันลุกขึ้น ส่วนหางยังคงชี้ตั้งโด่ ขาทั้งสี่คงย่องคืบคลานอย่างพร้อมจะพุ่งชาร์จเข้ามาได้ทุกวินาที เจ้ากาฬพยัคฆ์มันขวางทางของเขาไว้เช่นนั้น ไม่มีทางเลือกหากเขาจะผ่านไปช่วยคน

คอมแบตโบวี่ ตัวโลหะรมดำ เฉพาะใบมีดยาวกว่า ๗ นิ้ว ถูกชักออกมา อาวุธชนิดเดียวที่จะพันตูเจ้ากาฬพยัคฆ์ตรงหน้า สาวเท้าเข้าหาอีก เพียงแค่นั้นมันก็ผุดขึ้นยืนคำรามลั่น เมื่อรู้ว่าฝ่ายมนุษย์ไม่ยอมล่าถอย

โฮก!!..กก..!!

ราวกับเปิดเครื่องเสียงพลังวัตต์สูงๆ กระเเทกเสียงเข้าประสาทหูอย่างจัง ความแรงมากกว่า ๑๐๐ เดซิเบล พลานุภาพแห่งพลังคำรามนั้น ทำเอาร่างใหญ่ของนายทหารต้องเซวูบ เสียหลักไปทางด้านหลัง ขาข้างหนึ่งเกือบยืนไม่ติดพื้น กว่าจะยืนตั้งหลักได้ก็เล่นเอามึนงง ประสาทชะงักการสั่งการลงชั่ววินาทีหนึ่ง ต้องสะบัดศีรษะขับไล่ความมึนงงออกไป ดวงตาสีเหล็กคู่นั้นกลับมาอีกครั้ง ยังคงประกาศว่าจะเดินหน้าให้ได้

ฝ่ายมนุษย์สาวเท้าเข้าหาอย่างไม่เกรงกลัวในตบะของอีกฝ่าย ดวงมรกตคู่นั้นจากที่สูงจากพื้นแค่เมตรกว่า กลับค่อยลอยตัวสูงขึ้น สูงขึ้น จนหาญศึกต้องหยุดขามองอย่างตะลึง

ลำตัวจากขนานพื้นก็ค่อยๆยันสูงขึ้น สูงขึ้น ดวงมรกตคู่นั้นจากสูงแค่เมตรกว่า ส่วนขาหน้าที่กลายมาเป็นส่วนแขน กางออก ดันผนังเอาไว้ในลักษณะค่ำยัน โคนขาอวบใหญ่ดันร่างขึ้น กระดูกสันหลังจากที่ขนานกับพื้นโลก ๑๘๐ องศา ค่อยดันขึ้นจนตั้งตรง ๙๐ องศา ฟันแต่ละซี่มีขนาดใหญ่และแหลมคมกำลังสยายออก กว้างขึ้นจนเกินขีดจำกัดของกราม เป็นรอยยิ้มที่เกินสัดส่วนรูปหน้าของมนุษย์ไปแล้ว หาญศึกต้องบุ้ยปาก น้ำลายลงพื้น

“เลียนแบบได้เกือบเหมือน อย่างที่ลูกน้องฉันได้บอกไว้”

เงื่อมเงาทะมึนของอสูรร้ายคล้ายจะยืนยิ้มเยาะต่อคำพูดของมนุษย์ ฟันแต่ละซี่ใหญ่โตและดูเเหลมคม มันกำลังสยายออก เหมือนรอยยิ้มแต้มสีของตัวโจ๊กเกอร์ มนุษย์ตรงหน้าได้เเต่บอกกับตนเอง ว่าตลอดชีวิตไม่เคยเห็นรอยยิ้มของใครมันจะอุบาทว์ขนาดนี้มาก่อนเลย

และมันไม่ใช่รอยยิ้มของชายคนนั้นเเน่

“แกไม่ใช่นายสัณฑ์ถึงลอกเลียนยังไงก็ไม่ใช่ ไอ้เจ้าคนนั้นมันมี รอยยิ้มที่น่าทุเรศพอๆกับเจ้าตัว ทุกครั้งมันจะยิ้มโชว์ฟันขาว จนกว่าเหงือกจะแห้งหรือจนแมลงวันมาตอมมันถึงจะยอมหุบ ไม่ใช่มีแต่ความสยดสยองอย่างแก แบบนี้ฉันคงไม่ต้องเกรงใจที่จะถลกหนังของแกไปทำพรม เอาหัวไปทำที่วางเท้าสะแล้ว”

“นายครับ”

เป็นเสียงทึมๆจากเลาด์สพีคเคอร์ขนาดจิ๋วของลูกน้องเสือพราน ผู้หายเข้าป่าไปก่อนหน้า คั่นกลางก่อนการประจันหน้าระหว่างคนกับเสือ หาญศึกแทบไม่อาจละสายตาจากเป้าหมายตรงหน้าได้ ไฟกระพริบเร่งมา จนเหลือบลง หน้าจอสื่อสารบนข้อมือยังคงถูกไวรัสเข้าเล่นงาน แต่สัญญาณวิทยุยังคงใช้งานได้ คำรายงานของทองปาเริ่มร่ายยาวมาทันที

“ผมกำลังเดินทางมุ่งหน้ากลับตามคำสั่งของนาย ตอนนี้อยู่ที่ชายป่าบนขอบแอ่ง ฝั่งตรงข้ามกับแค้มป์และอยู่สูงเหนือนายทหารไปไม่เท่าไหร่ ถึงหมอกจะลงจัด แต่ผมเห็นจุดสัญญาณบนนาฬิกาทหาร มันบอกตำแหน่งของนายกับสายลับชาวสิงคโปรคนนั้นชัดเจน ตอนนี้เขาอยู่กับนายอยู่ใช่ไหมครับ นายเจอเขาก่อนผมได้ไง?”

“ทองปา นายกำลังพูดบ้าอะไร?”

หาญศึกพูดตอบกลับไป สายตาไม่อาจละวางจากร่างดำทะมึนตรงหน้าได้

“ผมเห็นสัญญาณของเขาอยู่ชิดกับของนาย ราวกับว่าเขายืนอยู่ต่อหน้านายทหารเลย”

“มีแต่นรกเท่านั้นที่อยู่ตรงหน้า แล้วฉันก็ไม่ได้เรียกนายกลับมาด้วย ทองปานายเอาที่ไหนมาพูด”

แทบไม่เชื่อของตนเองแล้วมองตรงหน้า มีเพียงมันเท่านั้น ได้แต่อึ่งกับคำรายงานนั้น มีแต่ความอึดอัดในในวินาทีแห่งการเผชิญหน้า แม้นัยน์ตาจะยังมองตรงไป จะขยับปากพูดก็พูดไม่ออก แต่เจ้าสัตว์ประหลาดยังไม่เคลื่อนไหวอันใด ทั้งคนทั้งเสือยังคงจดจ้องกันอยู่ไม่วางตา น้ำเสียงของทหารพรานคงพูดต่อมาถึง

“นายทหารจะให้ผมลงไปสมทบกันที่ข้างล่างเลยรึเปล่าครับ หมอกลงจัดเหลือเกินผมต้องขอเวลาคลำทางลงไปสักครู่”

“มีแต่นรกอยู่ตรงหน้าฉันเท่านั้น”

ต้องกัดฟันกรอดพูดออกไปอีก

“และฉันก็ไม่ได้เรียกนายกลับมาด้วย ทองปานายถูกไวรัสคอมฯของไอ้แม็กมันหลอกเอาแล้ว”

อีกปลายสายเงียบไปคล้ายไม่เข้าใจคำพูดของนายทหาร น้ำเสียงเฉื่อยชานั้นตอบกลับมาอีก

“เครื่องของผมมันร่วนไปหมด แล้วผมก็แก้ไขมันไม่เป็นด้วย นายทหารเลยส่งเป็นข้อความมาในเครื่องของผม ด้วยโค้ดเฉพาะของนายไม่ใช่หรือครับ บอกให้กลับมาด่วน ผมก็กลับมาแล้วตามคำสั่งนั้น มาถึงตรงจุดนี้วิทยุของผมบังเอิญใช้การได้ผมเลยรีบวิทยุรายงานเข้ามาก่อน”

คำรายงานของลูกน้องถูกตัดไปอีกครั้ง บัดนี้บนหน้าปัดมีแต่ตัวอักษรวิ่งและเสียงบันทึกที่ไม่เคยมีในโปรแกรมเข้ามาเช่นเดิม

Escap escap ผู้กองกลับขึ้นมา… Escap escap…ผู้กองระวังอันตราย… Escap escap




Create Date : 10 กรกฎาคม 2553
Last Update : 14 กรกฎาคม 2553 20:30:10 น.
Counter : 474 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments