พฤศจิกายน 2552

1
2
3
4
5
9
10
11
12
13
15
17
18
19
20
22
24
25
27
28
29
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 15

เสียงปืนลูกซองหลายนัดดังออกมาอีกจากหลังแนวป่า แล้วตามด้วยเสียงลูกกระสุนไรเฟิ้ลดังรัวตอบโต้ออกมาจากอีกฝังขวามือ จนเกิดเป็นความโกลาหล เห็นคนวิ่งลัดตัดช่องว่างระหว่างต้นไม่อยู่ไวๆ ก่อนไม้เล็กหักล้มโครมคราม! แหกลู่ห่างหนีออกไป คนในชุดสีเทา หรือลูกทีมพื้นเมืองหลายคนต่างวิ่งโผล่ออกมาควบโขยกแล่นไปดักพวกที่ตะลุยพงออกมานั่น

ปัง! ปัง! ปัง!

ลูกกระสุนปลิวตัดอากาศผ่านศีรษะดังเฟี้ยว! ฟ้าว วิถีกระสุนขนานพื้นสูงแค่เอวปลิวผ่านซ้ายผ่านขวาไปหลายที หมอกฤษณ์และคุณอภิรักษ์ต้องหมอบหลบจนฉุกละหุก ใต้อารักขาของเนลอญกับเต๊อะที่ชักปืนยิงตอบโต้คนในป่าด้านตะวันตก ซึ่งเห็นเป็นเงาวิ่งขนานไปกับแนวป่ายิงปืนเข้ามา

หมู่แม็กกลิ้งไถตัวเข้ามาใกล้รายงานแก้ตัวมา“โทษที! ผู้กอง! ผมไม่ได้ดูสัญญาณไอ้พวกนั่นมันมาล้อมเราแล้ว”

“รู้แล้วโว้ย!!ไอ้บ้า!”ถีบเปรี้ยงเข้าที่บั่นเอว กับไอ้เจ้าลูกน้องผู้คุมระบบสื่อสาร มีหูทิพย์ตาทิพย์อิเล็กโทรนิกแท้ๆแต่ดันมาสะเพร่าเลินเลอไม่ติดตามดูผล

หาญศึกพยายามคลานไปตะคลุบตัวเกตุเอาไว้เพราะทำท่าจะวิ่งออกจากพรรคพวก หล่อนไม่มีท่าทีจะกลัวสักนิดแต่จะหาจังหวะพุ่งออกไปให้ได้

“เกตุน้องหมอบลงไป! อย่าลุกขึ้นมา!!”เขาตะโกนเสียงสุดเสียง

หล่อนตบแขนเขาออกไป“ไม่! น้องจะไปช่วยพวกเขา!” ไม่ฟังเสียง มือดันพื้นจะลุกไปพร้อมๆกับนายคงอีกคน

จ่าแจ๋วกับหมู่แม็ก ต่างหมดท่า ลงไปนอนเอามือกุมท้ายทอย เกตุกับนายคงที่ห้าวไม่เข้าเรื่องจะแล่นออกไปช่วยพวกลูกทีมให้ได้ หาญศึกถึงกับสบถดังลั่นลุกพรวดพราดไปคว้าคอเสื้อทั้งสองคน ดึงให้ล้มแล้วเอาตัวค้อมทับไว้ วิถีกระสุนมันเริ่มต่ำลงทุกที และตรงทิศที่พวกเขารวมกลุ่มกันกลายเป็นเป้ากระสุนอันเด่นตาที่สุด มันเป็นวินาทีคับขันถึงชีวิตจริงๆ หากเรื่องมันเริ่มที่นายสัณฑ์ซึ่งรับสัญญาณผิดปกติบางอย่างได้ ก่อนจะดอดออกไปเงียบๆ ไม่บอกกล่าวไม่มีการให้สัญญาณอันใดทั้งนั้น กับลูกทีมเองซึ่งรู้ทางกันดีอยู่แล้วแยกตัวกันออกไปรับมือ

นายทหารร่างใหญ่ซึ่งกำลังคลุกฝุ่นถึงกับแยกเขี้ยว ตาลุกวาว สบถดังลั่นกับสภาพที่ไม่มีโอกาสจะตอบโต้

“ไอ้บ้านั่น! รู้มาแต่แรกแล้วว่าเรากำลังถูกดักล้อม แต่ใจคอมันกลับไม่ยอมบอกเราเลยรึไงวะ!”หาญศึกงัดปืนคู่มือออกมาจากเอว ยิงตอบโต้แบบไม่ต้องเล็งทันที

ปัง! ปัง! ปัง!

สบถไปก็ระเบิดกระสุนไป หาญศึกใช้ปืนพก ๙ มม. คู่มือยิงกราดอย่างไม่ต้องเล็งใดๆต่อเป้าหมายตาม เสียงปังๆๆๆเสียดแหลมแก้วหู เกตุกับคงต้องอุดหูร้องว๊าก!ลั่น จ่าแจ๋วกะเทิบคลานพุงถากดิน กัดฟันมือดันยกตัวแล้วยิงปืนโต้ใส่พวกคนในป่า ที่พอเห็นหัวผลุบๆโผล่ๆ ยิงปืนรัวถี่ยิบเข้ามาไม่ขาดเม็ด เต๊อะเอาตัวกอดทับนายหมอชนิดยอมตายแทน ผงกหัวเล็งมืออีกข้างกำปืนยิงโต้ไม่หยุด

วิกฤติการณ์อีกครั้งเพียงแค่วันแรกของการเดินทาง กองกำลังลึกลับที่ลอบติดตามจนมาสบช่องโจมตีเอาเวลานี้ และมันก็เกือบทำสำเร็จเพราะคนบนลานพักไม่รู้ตัวเลยสักนิด จนกลายเป็นเป้ากระสุนทั้งๆที่น่าจะได้รับการเตือนจากพวกของนายสัณฑ์

พลันเสียงกระสุนปืนนัดสุดท้ายก็หายไป

บางคนผงกหัวขึ้น“เกิดอะไรขึ้นทำไมเสียงปืนถึงหยุดแล้ว!” นายเดชกับนายโย่งผู้หนีมานอนล้มทับถ้วยจาน ชูคอสูงมองดิ้นเกลือกตัวละเลงไปกับอาหารจนเลอะ เสียงดังของกระสุนนัดสุดท้ายได้หายไปอย่างรวดเร็ว

“ฟู่! จบแล้วเรอะพวกไหนก็ไม่รู้แต่ก็เสร็จนายสัณฑ์จนได้”ต้องเป่าปากเฟี้ยวอย่างโล่งอก โย่งขยับมือยันพื้นจากที่คลานสี่ขาจะลุกขึ้นแล้วก็เห็น เจ้าเพื่อนข้างตัวกำลังฉีกเนื้อย่างกินอย่างไม่สนฟ้าสนดิน

“อ้าวเฮ้ย... ไอ้เดช นั้น! แกยังจะกินอีกเรอะ!?”ร้องเสียงหลงตกใจกว่าเจอพวกศัตรูเสียอีก

“ก็เนื้อย่างอานนี้มันอร่อยนี่.งับๆจับๆ”เดชจอมตระกละยังกินอยู่ไม่เลิก

“ฮึ้ย...แกนี่มันจริงๆว่ะ”สองมือต้องเกาหัวกรากๆ เบ้ปาก อย่างอายแทน

พอโย่งเบี่ยงตัวหันไปมองคนอื่นๆบ้าง หาญศึกลุกขึ้นมาจากที่คล่อมตัวอีกสองคนไว้ ทรงตัวยืนย่อเข่าเล็กน้อย สองมือยังกุมด้ามและท้ายปืนแน่น ตาคมจ้องมองรอบด้านอย่างไม่ประมาท เกตุกับนายคงเอานิ้วชี้อุดหูค้างไว้ยังตะลึงไม่หาย ได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังตะลุมบอนกัน เสียงดังอืออึงอยู่หลังแนวไม้ ต้นไม้พงรกดูจะสั่นโครมครามไปหมดจากการต่อสู้กัน หมอ กฤษณ์กับอภิรักษ์ค่อยๆกระเทิบยันตัวขึ้นนั่งเอามือกุมศีรษะของตนไว้มองซ้ายมองขวาอย่างระแวงความปลอดภัย เต๊อะกับเนลอญทำหน้าที่บอดี้การ์ดคอยคอยระแวดระวังอันตรายคุ้มกันให้สองคนนั่นไว้จากวิถีกระสุน

“หมอบอยู่ในท่านั้นก่อน เรื่องมันยังไม่จบ”หาญศึกหันมาทำเสียงเข้มเตือนเกตุกับเพื่อนผู้ห้าวหาญเมื่อกี่

“คนของนายสัณฑ์คงจะไล่ต้อนคนพวกนั่นอยู่หมัดแล้วล่ะ แต่ยังอาจมีพวกที่ยังหลงเหลือเป็นอันตรายต่อพวกเราได้ พี่กับลุงจ่าจะไปตรวจดูแถวนี่ให้แน่ใจอีกครั้ง เกตุน้องกับพวกอย่าลุกไปไหนเด็ดขาดนี่คือคำสั่ง”

ผู้กองพูดสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยอย่างเยือกเย็น แล้วหันไปเตะขี้ฝุ่นใส่หน้าเจ้าสิบเอกฝ่ายสื่อสารผู้นอนแอ้งแม้งหมดท่าอยู่ข้างๆ

ทันทีที่หันหน้าออกแนวป่าดวงตาของเขากลับวาวโรจน์ยิ่ง ขบเขี้ยวกรามบดแน่นด้วยความโกธรจัด กระบอกปืนในมือที่ยิงจนร้อนฉ่ามาจากเมื่อกี่ บ่ง บอกถึงอารมณ์อันกำลังร้อนแรง เเละขุ่นเคืองเป็นที่สุด ใบหน้าสำรวยดูเป็นผู้ดีอยู่เป็นนิจของนายทหารไทยคนนี่ กลับเปลี่ยนเป็นใบหน้ายักษ์มารที่พร้อมและกระหายจะเข่นฆ่าศัตรูเป็นอย่างยิ่ง

แม่นักสู้สาวจอมห้าวหันมาจ้องเขา“เดี๋ยวก่อนคะพี่หาญ! ที่แขนพี่นั้น!”

เกตุที่ต้องตกใจจนร้องเสียงแหลม ลุกได้ก็โผเข้าเกาะแขนรั้งของหาญศึกเอาไว้ ต้นแขนข้างซ้ายนั่นมีเลือดไหลซึม แขนเสื้อขาดยาวกว่าสามนิ้วเพราะโดนกระสุนถากเนื้อจนเป็นแผล เกตุลนลานหาอะไรไม่ได้ก็กระชากเอาผ้าพันคอผืนสวยของตน เข้ามาพันรวบต้นแขนของเขาด้วยสีหน้าซีดเผีอด ตื่นตกใจยังกับตัวเธอเองได้รับบาดแผลซะเอง หาญศึกที่เพียงก้มชำเลียงดูบาดแผลบนต้นแขนของตน ก่อนหันกลับไปมองทางอื่นเสีย เพราะไม่อยากให้เธอเห็นใบหน้าที่แสดงอารมณ์อันแท้จริงของเขาเวลานี้

น้ำตาของหญิงสาวกำลังรื้นออกมาเมื่อเห็นบาดเเผลของเขา“ขอโทษคะน้องขอโทษ! ต่อไปน้องจะไม่ขัดคำสั่งพี่อีกแล้วว”หล่อนพร่ำขอโทษย้ำๆอยู่เช่นนั่นอย่างคนเสียขวัญ

ดวงตาใสๆที่มีน้ำคลอออกมา หยาดน้ำใสอันบริสุทธิ์จากความ รู้สึกสัมผัสลงผิวแก้มอย่างไม่รู้ตัว สองมือพยายามพันผ้าดึงให้แน่นให้เร็วที่สุด แต่เลือดก็ยังไม่หยุดซึมเสียที เฝ้าแต่นึกโทษตัวเองที่วู้วามทำเรื่องโง่ๆ ไม่เข้าเรื่อง จนพี่หาญศึกต้องมารับเคราะห์เจ็บแทน

ร่างตระหง่านง่ำซึ่งสูงกว่า ๑๙๐ซ.ม.ของนายทหารคนนี่ บดบังร่างของเกตุจากแสงอาทิตย์จนสิ้น คิ้วเข้มเชิดสูงเหมือนปีกเหยี่ยว ตาโตใสกระจ่างแฝงแววดุดัน พลันอ่อนโยนลงแผงอกกว้างใหญ่ กับลมหายใจแรงๆค่อยๆผ่อนลงช้าๆ หยุดนิ่งและหันมามองหญิงสาว ที่สูงเพียงหัวไหล่ของเขาเท่านั่นเอง ต้นแขนอันกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามอันแข็งแกร่ง บาดแผลแค่นั่นมันกินแค่ชั้นผิวหนัง เขาหาได้ใส่ใจไม่ แต่สัมผัสจากนิ้วมือเรียวบางของเธอที่ต้นแขน แม้นิ้วนั่นจะผ่านการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มามาก แต่เมื่อเทียบกับมือใหญ่หยาบกระด้างของเขา ซึ่งได้เอื้อมมากุมมือของเธอบ้างมันช่างบอบบางและนุ่มนิ่มมาก ความรู้สึกอันอ่อนโยนอันส่งผ่านมาเหมือนสะกดจิตใจในด้านมืดของเขาให้หมดสิ้น พลันกลับมาอ่อนโยนเช่นปกติ ประหนึ่งว่าลูกสิงห์ลิ้นเลียแผลให้กับราชสีห์ใหญ่ สัญชาติญาณแห่งชีวิตบางอย่างซึ่งทำให้เขาหยุดนิ่งปล่อยให้เป็นไปเช่นนั่น แม้โหดร้ายปานใดก็กลับอ่อนโยนลงได้ทันที

"เด็กโง่ เราจะร้องไห้ไปทำไมละหึ พี่ยังไม่ตายสะหน่อย"เขาพยายามบีบเสียงให้เป็นปกติแต่ยังไม่ยอมหันหน้ามาให้เห็น เกตุยังคงดึงรั้งแขนนายทหารหนุ่มไว้ เกาะเขาแจไม่ยอมปล่อย

“ชิกๆ ”

เสียงร้องไห้เล็กๆ เกตุพยายามเช็ดน้ำตาอันเล็ด ไหลลงแก้มเพราะสำนึกผิดแล้ว

หาญศึกเริ่มผ่อนอารมณ์ของตนลงได้ คิ้วของเขาได้ผ่อนลง ดวงตาอ่อนแรงเมื่อหันมามองเธอและเอ่ยขึ้น“เราได้ออกนอกชายแดนไทยมาแล้วและตอนนี่ที่เรายืนอยู่คือแผ่นดินอื่น ที่ไม่ใช่บ้านของเรา ที่นี่เป็นเขตประกาศสงคราม ทุกหนแห่งมีแต่อันตราย มีการฆ่าฟันได้ทุกเมื่อ น้องต้องตระหนักให้ดี ที่พี่ไม่ยอมปล่อยให้น้องมากันตามลำพังแต่เเรกก็เพราะเหตุนี้ มันอันตรายมากอย่างที่เห็นนี่แหละ ฟังพี่พูดให้ดี ต่อไปนี่ น้องอย่าดื้อ อย่าแย้งพี่อีก และจะต้องเชื่อฟังคำสั่งพี่ให้เคร่งครัดที่สุด เข้าใจไหม?” เขาเลยโอกาสเทศนาสะยาวเพราะไม่มีช่วงไหนที่เธอยอมอยู่นิ่ง

นักกีฬาสาวคนงามแต่แก่นกะโหลกเหลือเกิน ต้องยอมพยักหน้า หงึกๆ รับคำแล้วพูดบ้าง จนคนร่างใหญ่ต้องพลอยอ่อนใจเมื่อเห็นใบหน้าสวยเปื้อนน้ำตา

"พี่คะน้อง..."เธอตอบเสียงแผ่วเบาปนครางกระซิก เกตุเข้าเกาะแขนหน่วงเขาเอาไว้เอาหน้าผิงต้นแขนทำท่าจะร้องไห้ออกมาอีก

การตลุมบอนหลังแนวไม้ที่ไม่รู้ใครเป็นใคร เหตุการณ์ยังไม่นิ่งไม่แน่ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นอีก หาญศึกร้อนใจอยากจะเข้าไปช่วยแต่ก็ไม่ได้เพราะติดเกตุดึงรั้งแขนไว้ตลอด

“ฮึม จริงๆเลยนะเรา”เขาส่ายหัวด้วยอารมณ์ร้อนใจ เพราะน้องไม่ยอมให้ไปท่าเดียว จ่าแจ๋วก็เข้ามายืนใกล้คอยท่าอย่างอึดอัดใจ ผู้กองพยักหันไปพยักหน้าให้จ่าบอกว่า เดี๋ยวก่อน แล้วมาเร่งพูดให้เด็กสาวเข้าใจ

“อีกข้อหนึ่ง”เขากัดฟันพูดออกมาอย่างเร็ว ดวงตายังมีแววโกรธอยู่

“ ห้ามอ้อน ห้ามขี้แยอีกนะเรา ต่อไปนี่ห้ามมาขัดขวางงานของพี่อีกเข้าใจมั้ย แล้วตอนนี่ก็ปล่อยพี่ไปได้แล้ว เห็นมั้ย ตอนนี่มันหน้าสิวหน้าขวานอยู่นะ!”

เหตุการณ์มันกำลังเคร่งเครียดกำลังเป็นกำลังตายแต่...อยากจะใช้แขนกวาดร่างอันบอบบางนี้ออกไปให้พ้น เพราะยุ่งเหลือกำลัง แต่หาญศึกรู้ถึงการสะ อื้นของเธอจนใจจะอ่อนหมดแล้ว

ชายร่างใหญ่ถึงกับขมวดคิ้ว ส่ายหน้าอย่างละอาใจ ต้องพูดปัดรังควาญไปก่อน"เอาล่ะๆ! พี่ไม่โกธรอะไรเราอีกแล้ว! น้องให้พี่ไปเถอะ นะ คนดี แต่...ต่อไปนี่ขอให้น้องสัญญาก่อนว่าจะไม่ทำอะไรที่มันเสี่ยงอันตรายอย่างนี้อีก"เขาย้ำแล้วทำตาเข้มใส่

หญิงสาวเงยหน้ามองเขา น้ำตารื้นออกมาอีก สะอึกสะอื้นร้องไห้ไม่หยุด ตาโตใสๆอันสวยน่ารักมองเขาแล้วเอ่ยเสียงสั่นเครือว่า

“พี่หาญศึกอย่าไปเลยยนะเดี๋ยวโดนยิงตายเอาหรอก พี่ยิงปืนไม่ได้เรื่องเลย...มา ขอปืนให้น้องไปยิงพวกมันแทนเถอะนะจ๊ะ”ว่าแล้วก็กรากจะไปแย่งเอาปืนในมือเขาอย่างประสาซื่อ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! โอ้ย! บอกว่าให้ปล่อยให้ปล่อยไง”

“ไม่! เอาปืนมาให้น้อง”

ต้องไล่แกะมือเล็กๆที่มาแย่งปืนเป็นพัลวัน ร่างเล็กๆกับพันตูไม่เลิก

“จะกวนพี่ไปถึงไหน!”เขาเสียงห้วน

“ฮือๆ พี่หาญใจร้าย ซิกๆ”

เพิ่งชมในใจว่าน่ารักอยู่แมบๆเกตุก็เริ่มมากวนโมโหหาญศึกอีกแล้วที่นี้จะแย่งปืนให้ได้

น้ำเสียงอ้อนเหมือนเด็ก กิริยาเช่นเพศหญิงทั่วไปที่มาพันตู สองแขนของเธอกอดรัดรั้งแขนเขาเอาไว้ไม่ให้ไป ความจริงดาวพระเกตุเป็นเด็กสาวที่มีใบหน้าสวยงาม น่าทะนุถนอมมากและคงจะน่ารักกว่านี้ หากแต่เพราะนิสัยความห้าวจนเกินงามทำให้เขาต้องปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง เดิมๆอยู่เช่นนี้แต่เขาก็ไม่เคยจะโกธรได้ลงซะที

จ่าเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาแทรก“อะแฮ้ม! หนูเกตุจ๊า ลุงขอเอาตัวพี่เค้าไปก่อนนะ”เสียงดังใหญ่ของจ่าหน้ายักษ์ จ่าคนสนิทเข้ามาเลียบเคียงกระซิบเตือนนายทหารของตนให้ไปได้แล้ว

แกะมือแม่ตัวยุ่งออกจากต้นแขนได้ หมอกฤษณ์ก็มาช่วยประคองเธอออกมาจากเขาเสียที ปั่นสีหน้าให้ยิ้มแบบของเขาทุกครั้ง

หาญศึกสั่งเสียงห้วน“อยู่นี่กับพี่หมอกับหมู่แม็กนะห้ามไปไหนเด็ดขาด”

ใบหน้าอันอ่อนโยนที่สบตามา เขาไม่ได้โกรธอะไรแต่ยิ้มให้ และมือที่ยกลูบเขย่าผมของเธออย่างสัพยอกเบาๆซะทุกที ความจริงหาญศึกและเกตุอายุต่างกันมากถึงสิบกว่าปี เธอจึงเป็นเด็กสำหรับเขาอยู่เสมอ ซึ่งครั้งหนึ่งเกตุเคยเป็นเด็กสาวสวยน่ารักของพี่ชายคนนี่มาตลอด ถ้าเธอไม่บ้าพลังไปฝึกเทควันโดมาช่วงหลังๆ

ก่อนที่ร่างใหญ่ฉกรรจ์นั่นจะหันหลัง ก้าวเดินฉับๆจากไปอย่างรวดเร็วจนเห็นแผ่นหลังของเขา เกตุถึงกับเอามือปิดหน้าไม่อาจรั้งน้ำตาไว้ได้ เพราะแผ่นหลังกว้างใหญ่ของพี่ชายมีรอยกรีดยาวด้วยกระสุนถากอย่างฉิวเฉียด มีเลือดซึมออกมาเป็นเส้นกรีดยิ่งกว่าที่ต้นแขนอีก บาดแผลอันเกิดจากที่เขาเอาตัวเข้าปกป้องทั้งเธอทั้งนายคงเอาไว้ นายคงเองถึงกับแอบเต็มกลืนในความรู้สึก มองตามร่างสูงใหญ่ของนายทหารอย่างเชื่อในหัวใจเลย หากตอนนั้นถ้าหาญศึกไม่ดึงตัวเอาไว้และเอาตัวเป็นโล่กันให้ ป่านนี่ทั้งเขาและพี่เกตุคงถูกลูกปืนตายไปแล้ว เวลานั่นลูกปืนมันลงต่ำถึงแฉลบลงพื้น เฉียดร่างพวกเขาไปมาจนหัวใจหล่นไปหลายวูบ แค่คิดตอนนี้ยังกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแล้ว

เล่าอูกับลูกน้องควบคุมพวกศัตรูได้แล้ว เป็นพวกทหารป่าในชุดพรางเขียวขี้ม้าจำนวนห้าคนที่เดินเรียงแถว เอามือกุมท้ายทอยตกเป็นเชลยไปเรียบร้อย อาการเกรี้ยวกราดดุดันของเล่าอูที่คอยเอาพานทายปืนกระทุ้งตีคนพวกนั้นให้เดินหน้า พวกคนพื้นเมืองก็ดูเหี้ยมๆผิดไปจากเดิมในมือมีปืนกันทุกคน ลักษณะของพวกเขารวมทั้งเนลอญและเต๊อะเหมือนกองกำลังติดอาวุธมากกว่าที่จะเป็นขบวนแพทย์อาสา

สองนายทหารหยุดมองพวกนี่ก่อน เพราะมีลูกน้องคนหนึ่งของนายสัณฑ์มีรูปร่างหน้าคล้ายไปทางคนจีนมากซ้ำยังเสียงที่เขาตะคอกไล่เชลยนั้น มันเป็นสำเนียงจีนแมนดาริน เหมือนชาวฮั้นในมณฑลยูนนานซึ่งอยู่ติดต่อกับรัฐกะฉิ่นและรัฐฉานของพม่านี่เอง เขากับจ่าพึ่งจะสังเกตเองว่าคนของนายสัณฑ์มีลักษณะต่างเผ่าพันธุ์กันอย่างชัดเจนคล้ายกองกำลังนานาชาติยังไงยังงั้น

หาญศึกกับจ่าแจ๋วรีบตรงไปที่จุดปะทะที่ใกล้ที่สุด สวนทางกับคนพวกนั่น พลันรู้สึกถึงสายตาอันส่อแววไม่เป็นมิตร

ก่อนก้าวพ้นลานพักก็มีร่างหนึ่งร้องโอ๊ย! กระเด็นมาจากหลังพุ่มไม้ลงมา กระแทกพื้นตรงหน้าเสียงดังพลั่ก! ตัวหงิกงอร้องโอดโอย ชายในชุดดำในแว่นกรอบหนา ใบหน้าเรียบเฉยเคร่งขรึมแลดูเหี้ยมเกรียม โผล่พรวดจากพุ่มไม้ก้าวขาหนักๆออกมาดักขวางหน้าทั้งสองคนเหมือนจะตั้งใจ

“นายทหารจะไปไหน? กัน...” เสียงปุจฉาห้วนสั้นของเขา แสงสะท้อนคมวาบสองจุดเหมือนตาของสัตว์ร้ายที่ย้ำเท้าสวบสาบออกมจากพง ร่างในชุดดำกับแว่นดำทะมึนของเจ้าคนลึกลับที่หมอกฤษณ์ตั้งชื่อให้ใหม่ว่านายสัณฑ์

“ก แก...ทำไม!? ถึงไม่บอกพวกฉันให้รู้ตัวบ้าง”เสียงอันลอดมาจากปากอันขบกรามแน่นของหาญศึก

เสียงอันเกือบจะเหมือนคำรามของหาญศึก การปะหน้ากันอย่างจังด้วยอีกฝ่ายพกพาเอาความโกธรจนไม่อาจระงับได้ทางสีหน้า กับตัวต้นเหตุแห่งความโกธรแค้นของเขา คนหนวดเครารุงรัง ผู้ยืนนิ่งเฉยและมีกิริยาท้าทายออกมาอย่างไม่ปิดบัง ในมือของเขาข้างหนึ่งได้ลงไปคว้าจิกล๊อกลูกกระเดือกของทหารป่านายนั่นที่เขาจับได้และกำลังจะลากไปรวมกับคนอื่นๆ

ใบหน้าอันเรียบเฉยแลเหี้ยมเกรียมดุดัน พลันกลับยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันครบสามสิบสองอย่างเจตนายั่วโทสะอีกฝ่าย

“โอ๊ะๆ นี่เราลืมอะไรไปเนี๊ยะ!” ส่ายหัวไปมาอย่างงุนงงไอ้แว่นดำที่มองซ้ายมองขวาทีทำหน้าหวอ

“เฮ้อ! ไม่น่าเลย...จริงๆเลย...นะเนี่ย”

ทำเป็นกุมขมับเบื่อหน่ายตนเอง จำเสียงปากจิๆก้มหน้าก้มตายกนิ้วมือแตะเลื่อนแว่นดำกระฉับดั่งจมูกก่อนเสยหน้าขึ้นมา เผชิญหน้าอีกคนที่กำลังบดกำปั้นแน่น นายสัณฑ์แม้จะตัวสูงดูแกร่งขนาดไหนก็ตามแต่เมื่อเทียบร่างของนายทหารที่สูงกว่าและใหญ่กว่าอย่างชนิดมวยคนละรุ่น จ่าแจ๋วรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังยียวนอย่างท้าทายรีบเข้าบังหน้าผู้กองขวางการเผชิญหน้าของทั้งสองไว้ เพราะรู้สึกถึงความไม่เป็นมิตรมาตั้งแต่ลูกน้องของนายสัณฑ์แล้ว

ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินจากมุ่งหน้าไปทางพรรคพวกของตน โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือแกร่งปานคีมเหล็กที่จิกกดลูกกระเดือกของเหยื่อจนหน้าเปิดหน้าเหลือง น้ำลายย้อยจะตายมิตายแหล่ลากกรากๆถูลู่ถูกัง อาการเหมือนเสือที่กำลังกัดหลอดลมของเหยื่ออันพึ่งล่ามาได้ และรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของมันอย่างผู้มีชัย ทิ้งให้ราชสีห์ต้องมองเหยื่อถูกเสือลากไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่อาจทำอะไรได้ หาญศึกเห็นแค่นั่นก็แทบระงับอารมณ์โกธรไม่ได้บดกรามแน่นจนเห็นเส้นเอ็นปูด เพราะมันเป็นการแสดงอำนาจข่มและท้าทายอยู่ในที จ่าแจ๋วที่รอจังหวะนั่นพุ่งตัวเข้าสกัดร่างนายทหารไว้ได้ทัน มีแต่คนตัวเท่าตึกอย่างจ่าเท่านั่นที่จะหยุดพลังนายทหารหนุ่มเลือดร้อนคนนี้ได้อยู่หมัด ภารกิจสำคัญกว่าที่พวกเขาจะต้องเสี่ยงแตกหักกับคนโอหังคนหนึ่ง

นายสัณฑ์โยนคนสุดท้ายไปกลิ้งรวมกันกลางลานกับอีกห้าคนที่ลูกน้องของเขาจับมา พวกทหารป่าพวกนี้ที่ลอบโจมตีจนเกือบจะฆ่าพวกเขาสำเร็จท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของชาวกรุงแม้กระทั้งหมอกฤษณ์เอง

“เอ้าโว้ย! พวกเรากินข้าวกันต่อ เพิ่งแดกข้าวไม่กี่คำไอ้ระยำพวกนี่ก็มาขัดจังหวะจนได้”

ได้เนื้อเค็มที่ตกอยู่กับพื้นนายสัณฑ์คว้าหมับขึ้นมาใส่ปากกัดฉีกเคี้ยวอย่างตะกุมตะกราม ทิ้งตัวลงนั่งอย่างไม่แยแสกับสายตาของใคร ลูกน้องของเขาก็แสยะยิ้มอย่างเหี้ยมๆทั้งนั้น ที่มองเหล่าเชลยที่ถูกถีบกลิ้งตรงหน้า พวกที่ถูกจับมีคนหนึ่งถูกตีจนหน้าผากแตกเลือดไหลอาบหน้าอย่างน่าสยดสยอง เกตุมองเลือดท่วมหน้าของชายคนนั้น และอาการกินเนื้ออย่างหิวโหยของคนชุดดำผู้มีใบหน้าอันเต็มไปด้วยขนหนวดเครา เขี้ยวขาวๆจากใบหน้าดำคล่ำ ดวงตาคมกล้าอันผิดมนุษย์มนาอยู่เป็นนิจ ที่เห็นกำลังฉีกเนื้อกิน มันช่างเหมือนสัตว์ป่าดุร้ายชนิดหนึ่งซึ่งหาญศึกได้เตือนว่าแถบนี่ขึ้นชื่อว่ามีมันหากินอยู่มาก เธอมองชายคนนี้อย่างตกตะลึง พลันก้าวถอยหลังจากพรรคพวกด้วยอาการหวาดๆ เสือดำ คือภาพลางๆที่ทับซ้อนร่างนายสัณฑ์ คำๆเดียวซึ่งจะใช้เรียกคนกักขฬะ หยาบช้า และป่าเถื่อนคนนี่ได้






Create Date : 21 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 21:13:41 น.
Counter : 473 Pageviews.

2 comments
  
โดย: คนเดินดิน (หน้าใหม่อยากกรอบ ) วันที่: 9 สิงหาคม 2554 เวลา:13:14:54 น.
  
โดย: คนเดินดิน (หน้าใหม่อยากกรอบ ) วันที่: 12 สิงหาคม 2554 เวลา:15:34:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments