พฤษภาคม 2553

 
 
 
 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
 
17 พฤษภาคม 2553
All Blog
สมิงไวรัส บทที่ 6


พระจันทร์ดวงเด่นเหนือผืนป่าใหญ่ ยามเมื่อฉายแสงลอดผ่านช่องว่าง ของใบไม้อันหนาทึบเหนือหัว ส่องลงมาจับนิ่งบนใบหน้าของหญิงสาว ผู้นั่งเอามือเท้าคางกลางวงนั่งของคนคุ้นเคย ขนตางอนนั้นทอดลง ยามเมื่อหมดคำจะพูด ความรู้สึกเศร้าของเธอนั้นแสดงออกมาชัดเจนจากอาการนั้น จนคนที่เหลือต้องมองหน้ากัน ว่าจะพูดอะไรต่อไปให้เธอคลายเศร้าดี

"ขอโทษค่ะ"

หล่อนล่ะมือจากคางและเข่า หันมามองสายตาของคนรอบตัว เมื่อรู้ตัวว่าตนเองพลอยทำให้บรรยากาศการกินดื่มของทุกคนต้องหมดสนุกไปด้วย

"แย่จริง หนูเอาแต่พูดเรื่องของตนเอง จนทำให้ทุกคนหมดสนุกหมดเลย ต้องขอโทษจริงๆคะ"

รีบเอานิ้วป้ายเช็ดน้ำที่ขอบตา หันข้างออกวง เพื่อกล่ำกลืนความรู้สึกเอาไว้ เล่าอูรีบเข้าปลอบใจนายใหม่ของตนอย่างรู้ใจทันที

"ไม่เป็นไรครับ นายหญิง"

"เรียกชื่อฉันอย่างเดิมก็ได้ ฉันไม่ใช่คนลืมตัวหรอก"

น้ำเสียงยิ่งสั่นเครือ คราวนี้เธอไม่สามารถปกปิดความเศร้าหรือคืนน้ำตาได้อีก จึงลุกเตรียมละออกจากวงไป เล่าอูเลยรีบพูดขึ้นก่อน

"คุณเกตุเป็นคนกตัญญูรู้คุณคน ครู คนนั้นเขาต้องเข้าใจแน่ ครูไม่เคยคิดโทษลูกศิษย์คนนี้สักนิด ไม่มีอะไรต้องเศร้าใจเลยนะครับ โปรดทำชีวิตให้เป็นปรกติสุขเพื่อรอเวลาพบน้องชายในอีกไม่นานดีกว่า ยังไงสะนายสัณฑ์ของผมจะเป็นคนจัดการทุกอย่างให้เอง"

เล่าอูพูดอย่างเชื่อมั่น อดีตศิษย์เทควันโดคนหนึ่งต้องข่มความเศร้า แล้วหันหลังมามองอย่างแปลกใจ เต็มไปด้วยความสนเท่ห์เพราะน้ำเสียงของคนสนิทนายสัณฑ์คนนี้ กลับเต็มไปด้วยความมั่นใจยิ่ง ทั้งที่เธอพึ่งให้ข้อมูลของครูไปนิดเดียว

"น้าพูดยังกะรู้จักครูไพรวัลย์ซะงั้น พูดแทนครูได้เฉยเลย"

หล่อนจับจ้องกลับไป ตาขี้เหล้ายิ่งเฉไฉไปเรื่อย หยิบขวดเหล้าขึ้นมาชูเฉย

"เออ แหะๆ ผมคงกินเหล้าจนเมาแล้วน่ะครับ"

ตาขี้เหล้าเอาขวดมากอดแนบคอ ตัวสั่นสยิว หลับตาปี๋ พูดจาอู้อี้ในลำคอ

"ฮือม์ อะไรกัน"

คิ้วเรียวต้องขมวด โน้มคอมาจ้อง คนที่กอดขวดเหล้าแทนลูกแทนเมียได้ เกตุค้นไม่เจออะไรได้อีกจากคนสนิทนายสัณฑ์คนนี้

"แล้วกัน อย่าดื่มให้เมามากนะ พี่หมอยิ่งไม่ชอบให้น้าดื่มเหล้าอยู่ด้วยฉันรู้นะ"

ต้องทดสายตาลงแค่นั้น ไม่อยากนึกคิดเรื่องอื่นใดอีกเพราะยังเหนื่อยอ่อนใจกับเรื่องของตนเองเต็มที

หญิงสาวเดินออกจากวงไป ปล่อยให้คนข้างหลังมองตามจนร่างสูงระหงนั้นหายเข้าเต็นท์นอนของตนเอง เต๊อะที่นั่งอยู่ตรงนั้นย้ายออกไปทันที จากที่เฝ้านายหมอตามคำสั่งของเธอ เนลอญก็ขอตัวออกไปอีก เล่าอูเลยรีบยกขวดเหล้าขึ้นมากระดกดื่มอย่างกระหาย การพูดคุยกันของทั้งสี่คนที่เหลือยังมีอยู่ แต่เปลวไฟสิ้นแสงหรี่มอดลงทุกที จนเห็นเพียงร่างคนเป็นเงาตะคุ่ม เช่นเดียวกันหมู่หินงอกพื้นรอบตัว ทุกสรรพสิ่งล้วนปกคลุ่มซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดแห่งดงตะเคียนอันอับทึบ

ไกลออกไป บนสันขอบของแอ่ง แสงจันทร์วันเพ็ญคืนนี้ไร้สิ่งบดบังทำให้เห็นสองร่างใหญ่เล็กในที่โล่งกว้าง หาญศึกกับทองปาผู้ทำหน้าที่เวรยามมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ทั้งสองคนเดินเลยออกไปทุกที เพื่อมุ่งเป้าหมายอย่างหนึ่ง ในขณะที่จ่ากับหมู่นั่งดื่มกินกันอยู่รอบกองไฟ โดยไม่รู้เห็นการออกไปของพรรคพวก

"นายแน่ใจนะ ทองปา ว่าเจอร่องรอยของเจ้าสายลับของเรา?"

หาญศึกเปิดขึ้นมาก่อนอย่างไม่แน่ใจ ขณะเดินตาม ทหารพรานทองปาเพียงหันมาจากการเดินนำ พยักหน้ารับด้วยนิสัยไม่ชอบพูดมาก เขาถลกแขนเสื้อของตนชี้ไปที่เครื่องรับสัญญาณซึ่งมีเหมือนกันทุกคน รวมทั้งสายลับตัวปริศนาที่ยังตามหากันไม่เจอ หาญศึกเปิดของตนขึ้นมาดูแล้วต้องส่ายหน้าไม่พบสัญญาณเรียกอะไรนั้น

"ตอนนี้สัญญาณของเขาหายไปแล้วครับนาย"

"เออ รู้แล้ว!"

เขาส่ายหน้าไม่รู้จะชี้ให้ดูทำไม

"ตอนทุกคนกำลังตั้งแค้มป์พักใกล้ค่ำ สัญญาณของเขาก็เปิดเรียกออกมา"

"นายก็เลยออกไปตามหาคนเดียว?"

"ครับ"

ทหารพรานนำทางมุ่งหน้าไม่หยุด พูดถามคำตอบคำกับคนข้างหลัง นายทหารต้องสั่นหน้ากับการสื่อสารระหว่างเขากับลูกน้องคนนี้ จนต้องต่อว่ามา

"นายพูดให้มันเป็นประโยคยาวๆ ให้มันเข้าใจหน่อย ฉันขี้เกียจต่อคำถามกับนายเต็มที ฉันพอใจประสิทธิภาพการทำงานของนายก็จริง แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกลำคาญที่นายไม่พูดอะไรเลยที่จำเป็น ปากนายหนักเกินไปนะ"

เขาท้วงติงมา

ร่างนั่นหยุดนิ่งนิดหนึ่ง รับฟังคำจากปากนายทหารแล้วพยักหน้าอย่างเนิบช้าโดยยังไม่หันหน้ามามอง

"ครับนาย"

"ครับ ก็รีบเล่ามาให้ละเอียดสิ"

ทองปาชะลอฝีเท้าลง ทบทวนสิ่งที่ตนรู้เห็นก่อนการเล่าอย่างละเอียดจะเริ่มขึ้น

"สัญญาณเรียกจากสายลับคนนั้นมันใกล้มาก เหมือนจะอยู่ในป่าฝั่งโน่นของแอ่ง ผมเกรงจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับเขาเพราะสังหรณ์ไม่ดีเกี่ยวกับเสือดำ ตัวที่มันตามเรามาทุกระยะตั้งแต่ครึ่งวันมาแล้ว ผมจึงออกตามทันที โดยไม่ได้บอกกล่าวกับทุกคนก่อน และมันก็จริงในระหว่างทาง ผมเจอรอยเท้าเสือมันมุ่งไปทางทิศนั้นเหมือนกัน ผมจึงรีบตรงไป จู้ๆ สัญญาณก็ขาดหายไปดื้อๆ ผมคว้านหาจนไปถึงตรงที่คาดว่า เป็นจุดที่เขาอยู่เป็นครั้งสุดท้าย ที่นั่นผมเจอรอยเสือเต็มไปหมดคล้ายจะเกิดเรื่องขึ้นกับเขา"

ทหารผู้เป็นทั้งพรานไปพร้อมกันเว้นระยะนิดหนึ่ง

"มันคงจะถูกเสือขบหัวตายไปแล้วใช่มั้ย"

หาญศึกพูดอย่างไม่มีความหมายพร้อมกับยักไหล่ ทองปาค่อยหันมา

รอยยิ้มเล็กๆ ก่อขึ้นที่มุมปากของทหารเสือพราน ผู้มีความสูงของร่างกายไม่ถึง ๑๕๐ เซนติเมตร สูงไม่ถึงหน้าอกของนายทหารด้วยซ้ำ ขาสั้นๆ กับเดินได้เร็วกว่า นำหน้าจนเกือบจะไม่รั้งรอคนข้างหลัง ยามหันมานิดๆ ดวงตาอันแห้งผากคู่นั้นคล้ายตาของคนติดเหล้าติดยาอย่างนายเล่าอู ชืดชาไร้แววแต่แฝงคมมีดปักหัวใจเอาไว้

ในความรู้สึกของคนผ่านภารกิจความเป็นตายมาพอควรอย่างหาญศึก บอกว่าคนๆนี้ไม่ธรรมดาแน่ เพราะจากในประวัติของทองปาเขาผ่านสมรภูมิและในภารกิจลับมาขนาดไหน เชี่ยวชาญการใช้มีด มักได้รับภารกิจลับในการลอบสังหารฝ่ายศัตรู ความรู้สึกอึดอัดที่เขาได้รับจากลูกน้องนักฆ่าคนนี้เป็นแบบเดียวกับที่เจอนายสัณฑ์ เขาคิดเช่นนั้นจริง

"นายครับ"

ทองปาชะลอฝีเท้า หันมาเรียกเมื่อเห็นเขานิ่งไป

"อะไรรึ ว่ามาสิ"

คนร่างเล็กเอ่ยออกมาด้วยเสียงเรียบนิ่ง

"เสือนั้นไม่ได้กินเขาหรอกครับ ผมอ่านรอยดูแล้ว สายลับของเราเอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิด เเต่เขาก็ปิดสัญญาณติดต่อแล้วหายเข้าป่าข้างหน้านี้ จุดนี่เองที่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่เปิดมันค้างไว้ เพื่อให้เราตามไปพบ มีอันตรายอย่างอื่นเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่า อันนี่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดไม่ถึงชั่วโมงมานี่เอง ไม่มั่นใจว่าจะตามไป ผมเลยมาบอกนายก่อน"

ทองปารายงานมาด้วยดวงตาอันเหลืองขุ่น ไม่ส่อแววทุกข์ร้อนกังวลอันใดทั้งสิ้นกับคนหน้าตาย ผิดกับผู้เป็นนายทหารของเขา ถึงกับสบถออกมาดังๆ เพราะสายลับคนนี้เป็นคนเดียวที่รู้ทางเข้าศูนย์ วิจัยอาวุธในเขาหงส์อันลี้ลับ เป้าหมายของพวกเขา

"เตี่ยมัน! เรียกแล้วทำไมไม่ยอมออกมาพบอีก ขอให้เสือขบหัวมันตาย!"

หาญศึกตะคอกออกมา ชักจะเหลืออดกับการเล่นซ่อนหาของเจ้าสายลับจากกองทัพสิงคโปรคนนี้เต็มที เขาไม่เห็นด้วยที่จะใช้ทหารต่างชาติมาร่วมภารกิจนี่มาแต่แรก ความลับหรือผลประโยชน์อื่นใด ที่จะได้จากในภารกิจนี้ ควรเป็นของกองทัพไทยแต่เพียงผู้เดียว

คนร่างใหญ่นั้นหุนหันไปนิดนึง ก่อนจะบอกกับตนเองให้ค่อยๆปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้เย็นลงแล้วเพ่งคิดในสิ่งอันได้เกิดขึ้น

"คงต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่ ที่เขาไม่ออกมาพบเรา หากเขาเข้ามาใกล้ขนาดนี้จริง จะต้องเห็นการวางแค้มป์ของเราแน่ คนของกฤษณ์ก่อไฟจนสว่างโร่ไปทั้งดงออกอย่างนั้น"

"หรือเป็นเพราะเรามากับคณะของหมอกฤษณ์ เขาจึงไม่อยากแสดงตัวกับคนนอกครับนาย"

คราวนี้ทองปายอมให้ความเห็นมาบ้าง หาญศึกเบิกตากว้างขึ้น พยักหน้าหงึกรับความคิดเห็นนั้น

"เราคงต้องรอให้เขาปรากฏตัวออกมาเอง แต่ตอนนี้นายพาฉันไปดูร่องรอยของเขากันก่อน อาจจะเจอหลักฐานอย่างอื่นก็เป็นได้"

หาญศึกตัดบทมาเพียงแค่นั้น สองนายลูกน้องต่างตั้งหน้าเดิน


ร่างเล็กของทหารพราน นำหน้านายทหารกายสูงใหญ่ไปตามลอนสูงๆ ต่ำๆ หลีกเว้นกลุ่มก้อนหินที่มีแต่ต้นตีนตุ๊กแกเกาะกันเหนียวแน่นจนเขียวสะพรั่งไปหมดทุกกลุ่มก้อนแลดูระเกะระกะ แต่ไม่ได้ขัดขวางการเดินมากนัก

การเดินบนที่สูงสันขอบแอ่ง ยามเมื่อมองลงมายังห้วงน้ำ สระมรกตเบื้องล่าง ผิวน้ำนั้นนิ่งสงบเหมือนแผ่นกระจก ยามอยู่ใต้แสงจันทร์วันเพ็ญเช่นนี้ สระยิ่งงามเด่นประดุจอัญมณี แต่ในเพียงชั่วแวบหนึ่ง หาญศึกกลับรู้สึกว่านั่นมันเหมือนกับนัยน์ตาซ้ายของนายสัณฑ์ เขารู้สึกเหมือนตนเองถูกจ้องจากชายคนนั้นอยู่ตลอดเวลา

โดยการนำของทองปา ทั้งสองเคลื่อนเข้าสู่ดงเฟิร์นอย่างเงียบกริบ มีร่องน้ำตื้นๆคั้นหน้า ให้ต้องโดดข้ามเป็นระยะ เสียงน้ำไหลระริก ร่องน้ำอันจะไปบรรจบลงสู่แหล่งน้ำเบื้องล่าง หาญศึกหยุดนิ่งเมื่อมาถึงจุดนี้ เพราะแว่วยินเสียงบางอย่างเข้าหู จนทองปาต้องหยุดหันมามอง

"นาย หยุดทำไมหรือครับ"

"ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ นายได้ยินเหมือนฉันมั้ยทองปา? "

เขาหน้าตื่นทันที มือยังไม่คลายป้องหู แต่คนเป็นลูกน้องปฏิเสธคำถามนั้น

"ไม่ครับ ผมไม่ได้ยินอะไร"

ในความเงียบงันนั้น เหมือนใบไม้หล่นใบเดียวยังได้ยิน ถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะแว่วหวานของผู้หญิง เสียงนั้นเหมือนลอยมาตามลม หาญศึกยืนจับฟัง แล้วมองลงไปยังสระมรตกเบื้องล่าง พยายามจะสดับโสตฟังเเล้วฟังอีก ปากก็พร่ำลอยๆว่าเหมือนเสียงของเกตุกับกฤษณ์ สองคนที่ก่อนออกมายังเห็นอยู่ในที่พัก

ทองปาเอื้อมมือมาจับแขนของนายทหารไว้ เขาสะดุ้งตัวเล็กน้อย หันมามอง ลูกน้องพูดบอกด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า

"นาย ป่าแถวนี้ไม่ธรรมดา มันมีอาถรรพณ์ นายอย่าได้สนใจหรือพะวักพะวงกับมัน"

เขาหัวเราะออกมาเบาๆ สะบัดความรู้สึกสับสนเมื่อครู่ออกไปโดยง่าย กล่าวต่อมาว่า

"นายอย่าพยายามทำให้ฉันเชื่อเรื่องอาถรรพณ์ผีสางนางไม้ของป่าเหมือนกับจ่าเลย เมื่อกี้ฉันเพียงหูแว่ว แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าหูฝาดไปเอง"

หาญศึกไม่ได้ใส่ใจกับเสียงที่ได้ยินเมื่อกี้มากนักเพราะว่ามันได้หายไปแล้ว เขาจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ด้วยตาของตนเองเท่านั้น ทองปาก็ไม่ได้คิดจะยัดเยียดความคิดของตนให้ผู้เป็นนายต่อไปอีก

ทั้งคู่พักขากันอยู่ในดงเฟิร์นแห่งนั้น ก่อนมาพวกเขาเดินตรวจแทนเวรยามรอบที่พักอยู่นับชั่วโมง แม้ดวงจันทร์เหนือหัวส่องสว่างนวล ไร้หมู่เมฆมาบดบังไม่มีไม้ใหญ่มาลับแสงจนเห็นพื้นดิน ทองปาเดินด้อมๆมองๆตามพื้นที่ยืน เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีสัตว์เลือยคลานจำพวกงูหรือไม่

ร้อยเอกหาญศึก เสนานรงค์ ใช้เวลาช่วงนั้น ส่องกล้องตรวจออกไปยังชายฝั่งแวดล้อมรอบกว้าง ที่เหมือนอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ลดกล้องลง ขยับเม้มปากมอง ยืนพิเคราะห์ภูมิประเทศด้วยตาเปล่าไปยังสิ่งแวดล้อมใกล้เคียง ภูเขาลูกเล็กที่ผุดเรียงรายห้อมล้อม และเลยไกลลิบออกไปเบื้องหน้า ท้องฟ้าสีคลุมเครือจากหมอกลงสัมผัสกับเทือกเขา เป็นภาพพร่าเลือนราง ราวกับภูเขาถูกระบายด้วยสีบางๆ เหมือนฝีมือของจิตรกรตั้งใจมาแต้มไว้

"ธรรมชาติของที่นี่สมบูรณ์กว่าป่าของเมืองไทยมาก น่าเสียดาย ที่ต้องกลายมาเป็นสนามรบ คนพื้นเมือง ชาวป่าชาวดงเขาต้องอพยพหนีภัย หนีความลำบากยากเข็ญ เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน กลายไปเป็นแรงงานราคาถูกเพื่อเอาชีวิตรอด แม้แต่สัตว์ป่ายังพลอยรับเคราะห์ต้องอพยพหนีหายเข้าป่าลึก"

เขาขยับปากพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาต่อทัศนียภาพที่เห็น แล้วนึกสะท้อนไปถึงปัญหายาเสพติด ที่ทะลักตามแนวชายแดน แรงงานต่างด้าวในเมืองไทยอันนำมาซึ่งปัญหามากล้น เพราะประเทศเพื่อนบ้านประเทศนี้ไม่เคยสงบเสียที

ทหารพรานดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ อันเป็นแผนที่ส่วนตัวอย่างหยาบๆ ใช้ไฟฉายส่องดูอีกทีเพราะแสงจันทร์ไม่พอจะอ่าน เขาไม่ถนัดมากนักที่จะใช้เครื่องมือ อิเลกโทรนิคเหมือนคนอื่น

ร้อยเอกถลกแขนเสื้อ ดูเครื่องหาตำบลที่ด้วยดาวเทียมหรือจีพีเอส กดปุ่มเรียกดูข้อมูลแล้วเงยหน้ามองรอบทิศอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ แล้วหันมาถามทองปาว่า

"ของนายเป็นไงมั้ง"

"เราเข้ามาลึกในชายแดนเพียง ๑๐ กิโลเมตรเท่านั้นเองครับนาย พื้นที่แถวนี้ยังเสี่ยงที่จะเจอกับทหารป่า"

ทองปารายงานสั้นๆ หาญศึกตายังจับต้องกับเครื่องมือ แต่พยักหน้าตอบรับไปพร้อมกัน

"ข้อมูลจากกองบัญชาการ ระบุว่าเรายังอยู่ในเขตการสู้รบของสงครามชนกลุ่มน้อย เขตการรบมันขยายออกมาทุกที แต่…อีแบบนี่มันบ่อท่าสักนิด"

นายทหารละสายตาจากเครื่องมือไฟฟ้า ผายมือแล้วถอนใจต่อหน้าทหารพรานอาชีพ

"ข้อมูลมันพึ่งจะมาอัพเดทเอามาวันนี่เอง ทั้งที่เราเจอะเอาพวกทหารกะเหรี่ยงตั้งแต่เมื่อวาน แทบตายห่าตายโหงไปแล้ว ไม่ได้เรื่องจริงๆ พวกนั่งหน้าโต๊ะคอมในกองบอกอนี่ มันพึ่งจะส่งข้อมูลมาให้ ฉันเห็นจะต้องหันมาพึ่งนายมากกว่าไอ้เครื่องมือส่วยๆพวกนี่แล้ว"

"พวกไม่เคยออกรบ มันจะมาชี้นำพวกเราได้ไง"

ทหารพรานกล่าวแบบหมิ่นๆ

"แล้วนายมีแผนการเดินของพวกเรายังไงมั่ง?"

หาญศึกถาม คนร่างเล็กเก็บกระดาษเปื้อนหมึกกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ยิ้มอย่างมั่นใจ

"ต้องยึดเอาแนวรอยต่อชายแดนครับนาย พวกไอ้กะเหรี่ยงยังเกรงทหารชายแดนของเราอยู่บ้าง เราจะปลอดภัยไปจนถึงเขาหงส์"

ภายหลังจากมองข้อมูลบนหน้าปัดอีกครั้ง ที่กองบัญชาการส่งผ่านมาทางดาวเทียม หัวหน้าทีมค้นหาศูนย์วิจัยอาวุธก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่ริมฝีปาก ขยับหน้าลง บอกกับคนข้างๆอย่างพอใจว่า

"ถูกต้องตรงกันเปะ"

นายทหารต้องยอมรับเลยว่าทหารเสือพรานของเขาแม่นยำโดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยี

"แผนการเดินที่กองบัญชาการส่งข้อมูลมาล่าสุด บอกให้เราเดินทางตามแนวตะเข็บชายแดนเท่านั้น ซึ่งมันก็ตรงกับแผนการเดินของคณะหมอกฤษณ์ เขากับเรามีเส้นทางเดินเดียวกัน เพราะการจะเดินลึกเข้าไปในชายแดนเวลานี้ มีแต่จะเสี่ยงอันตราย พวกเขาและเราต้องเดินเลาะตามแนวตะเข็บชายแดนหรือการเดินอ้อมไปเท่านั้น ก่อนจะวกเข้าสู่เขาหงส์เป้าหมาย"

ทองปาหันขวับมา พูดด้วยลิ้นที่เร็วขึ้นผิดจากทุกครั้ง แทบไม่เชื่อคำนั้นของนายทหาร

"หมายความว่า เรา ต้องเดินทางร่วมไปกับพวกหมอไปอีกหรือครับ ผมคิดว่านายจะนำพวกเราปลีกตัวเดินทางไปก่อนเสียอีก แค่เฉพาะเราไปกันได้เร็วกว่าอยู่แล้ว”

ใบหน้าอันหล่อเหลาคมสันของหาญศึกยิ้มพราวอย่างมีเสน่ห์ ยื่นมือมาแตะแขนลูกน้องเสือพรานของเขา ทองปามองมือและรอยยิ้มนั้นอย่าง อดแปลกใจ ทว่าก็ไม่ได้นึกชอบรอยยิ้มนั้นสักเท่าไร

"คงไม่ผิดนะหากฉัน จะตัดสินใจ ร่วมเดินทางไปกับพวกหมอไปอีกสักหน่อย เราไม่ได้จะเสียเวลาไปมากนักหรอก เพราะฉันอยากจะตอบแทนคุณ ที่หมอกฤษณ์ช่วยชีวิตเราทั้งหมดเอาไว้ด้วยการคุ้มกันเขากับคนในคณะทุกคน โดยเฉพาะช่วงข้ามช่องเขาหงส์ นายก็รู้ว่าที่นั้นเป็นแดนอันตราย ฉันอยากมั่นใจว่าพวกเขาจะพ้นไปอย่างปลอดภัยเสียก่อน แล้วเราค่อยย้อนมาเริ่มภารกิจอีกที เรื่องนี้ฉันปรึกษากับจ่าแล้ว นายคงจะไม่ขัดข้องอะไรนะ"

"ผมไม่ค่อยชอบหน้า ตาหมอผีเหมือนมนุษย์กินคนนั้นเลย อยากแยกออกไปมากกว่า"

ทองปาพูดเหมือนหลุดปากออกไปเอง

"นายแอบมีกลัวเหมือนกันเรอะ"

ใบหน้าอันเคร่งขรึมมาตลอดจากความเครียด มีรอยยิ้มขึ้น เกือบหลุดขำ เป็นครั้งแรกที่ทหารพรานผู้ไม่เคยแสดงอารมณ์ ชอบหรือไม่ชอบอะไรออกมา ทองปาคงแอบหวาดตาลีที่ตัวดำเมี่ยง ชอบหิ้วหัวกะโหลกคนไปด้วยยามเดินไปไหนต่อไหน



หนทางนั้นไปตามขอบแอ่งทีมีเพียงวัชพืชคลุมดิน ก่อนเฉขึ้นไหล่ทางอันเทลาดสี่สิบห้าองศา มีไม้ประเภทไทร ต้นน้อยใหญ่ขึ้นปรกอยู่ทั่วไป อากาศอับชื้นขึ้น เพราะลมไม่ค่อยระบายเหมือนที่โล่งข้างนอก ก้อนหินเขียวขรึด้วยตะไคร่น้ำและพุ่มไม้ประเภทกก อันระเกะระกะให้ทั้งสองต้องค่อยๆเดินเลี่ยงหลีกเว้น การไต่ชันขึ้นจากทางที่น่าจะเป็นทางน้ำไหลลงสู่ก้นแอ่งเบื้องล่าง

แสงจันทร์ถูกบดบังเพราะเริ่มเข้าสู่หมู่ไม้ มีงูขนาดเขื่องเลื่อยปาดหน้า ทันที เมื่อมาถึง ทำให้ทั้งสองเริ่มใช้ไฟฉายส่องพื้น เมื่อมองขึ้นไปทางชัน มีต้นไทรใหญ่สองต้นเป็นเป้าสายตา อันมีฉากหลังเป็นผืนป่าทะมึนในยามราตรี

ดอกนมตำเลียสีขาว ออกช่อเบ่งบานอยู่เต็มโคนต้นต้นไทร ใต่ร่มไม้จึงมืดครึ่มตรงหน้าที่มาถึง ทองปารีบก้มๆมองๆอยู่อึดใจเดียว ก็คว้าบางสิ่งขึ้นมาจากพื้น ซึ่งเกิดมีสิ่งผิดแผกเกิดขึ้นกับผืนพรมธรรมชาติแห่งนี้

ร่างใหญ่โตต้องค่อยเหยียบพื้นดินบางๆบนหินแข็งอันเย็นชื้น พื้นที่เทลาดทำให้เกือบไถลตัวหกล้มได้ทุกเวลา ผิดกับคนร่างเล็กที่คล่องแคล้วกว่ามาก เดินนำสำรวจก่อนไปจนทั่ว

หาญศึกกระย่องกระแย่งตามขึ้นมา เดินมองสำรวจตรวจดู พิจารณาร่องรอยยอดหญ้าอันแหลกยับเป็นแปลง กลางวงของไฟฉาย มีคนหรือไม่ก็สัตว์ ที่ล้มกลิ้งไถลลื่นเสียหลักอยู่ตรงนี้จนเป็นรอยชัดเจน เป็นรอยที่ยาวเนืองเป็นทางขึ้นข้างบน ทองปาขยายออกไปมองหาหลักฐานอย่างอื่น ก่อนจะหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นมาจากพื้นให้เขาดู

"นายครับดูอะไรนี่สิครับ"

หลอดพลาสติกขนาดเล็กเท่าข้อนิ้วสองอัน ที่ทองปายื่นให้เขา หลอดใสซึ่งบรรจุสิ่งของบางอย่างไว้ข้างใน หาญศึกรับมาไว้ในมือแล้วเพ่งมอง ข้างในบรรจุแมลงชนิดหนึ่งกับอีกหลอดเป็นตัวอย่างพืช เขามองอย่างสนใจแล้วมองตามรอยบนพื้น รอยแรกที่น่าจะเป็นคนล้มกลิ้งแล้วไถลตัวลงมาตามความชัน ทหารพรานคงหาหลักฐานบางอย่างที่เขาสงสัย ก้มลงเอามือแหวกเครือเถาของหญ้านมตำเลียรวนไปมาจากอีกรอยหนึ่ง

ดินเปียกชุ่มจึงเป็นรอยยุบตัวตรงนั้นชัดเจน รอยตรงพื้นที่ลูกน้องทหารพรานชี้ให้เขาดู เป็นรอยอุ้งเท้าขนาดใหญ่ของสัตว์ตระกูลแมวป่า สัตว์กินเนื้อชนิดเดียวที่พวกเขาพบมาก่อนหน้านี่แล้ว ทำให้ทั้งสองพอจะคาดเดาเหตุการณ์ซึ่งน่าจะเป็นคนที่หนีขึ้นป่าไปกับอีกหนึ่งขนาดของรอยบ่งบอกได้ทันทีเล็บจิกลงไปในดิน

"รอยเท้าคนกับรอยเท้าเสือครับ ผมเจอรอยเท้าเสือก่อน ไอ้เสือตัวเดิมแน่ ที่มันตามเรามาตั้งแต่ครึ่งวันแล้ว กับอีกรอยของคน โผล่ออกมาจากดงมะค่าข้างบน แต่มาปะหน้าเข้ากับเสืออย่างจัง เขาหนีกลับขึ้นไปเสือมันก็ตามทันที เป็นการหนีอย่างฉุกละหุกจวนเจียนเพราะพื้นมันลื่นมาก หลอดในมือนาย เขาคงทำร่วงตกไปตอนนั้น"

ตาจับนิ่งไปที่หลอดในมือ นายทหารพยักหน้ารับในข้อสันนิษฐานของลูกน้องก่อนพูด

"นี่คงเป็นตัวอย่างพืชและสิ่งมีชีวิตที่เก็บได้จากในป่าแห่งนี้ เจ้าสายลับของเรามันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพืชและสัตว์ด้วยสิ คาดเดาเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่เขา ขอบใจมากทองปาที่พามาดู"

ทองปาโน้มคอลงตอบรับอย่างสุภาพ

"ครับนาย"

คิ้วเข้มเชิดสูงเหมือนปีกอินทรี ดวงตาคมกล้าของนายทหารแม้เวลานี้จะคุมเสียงพูดให้ราบสงบ แต่ในใจพลันหงุดหงิดยิ่ง สาเหตุเพราะเจ้าเสือตัวนั้น ถึงกับกำหลอดสองอันแน่นจนแทบแตก พูดเสียงกร้าวออกมาทันที

"นายแน่ใจนะ ว่าเป็นเจ้าเสือดำตัวนั้น!?"

"ผมแน่ใจ "

ทองปาพูดจบก็ก้มตัวลงเอามือไปแตะเท้าพื้นดิน รอยอุ้งเท้าเสือมันใหญ่กว่าฝามือของเขาเสียอีก ส่วนหาญศึกส่องไฟวาบไปมาก็เห็นอะไรบางอย่างที่ต้นไทร ส่องดู มันเป็นรอยเล็บเสือ ที่ข่วนเปะปะเอาไว้

"ขนาดของอุ้งเท้ากับน้ำหนักที่กดจิกลงในดินมันเหมือนกันเลย ผมแน่ใจว่าเป็นมันจริง"

ทองปาสรุปมา

"สัญญาณขาดหายไม่ถึงชั่วโมงมานี่เอง ผมมั่นใจว่าเขาคงไปไหนได้ไม่ไกล คงจะอยู่ในป่าข้างหน้าเราแน่ ผมจะขออนุญาตนาย ออกตามหาเขาในคืนนี้เลย หากไม่ผิดพลาดไม่เกินพรุ่งนี้เช้าผมคงได้ตัว"

สายตาของหัวหน้าทีมค้นหาศูนย์วิจัยอาวุธถึงกับหรี่ลงจากข้อเสนอของลูกน้อง แต่ก็ไม่มีทางปฏิเสธเพราะพรรษาในเรื่องของป่าทองปามีมากกว่าเขามากนัก

"ความจริงฉันอยากรอให้เขามาปรากฏตัวเองมากกว่า แต่เมื่อนายมั่นใจจะตามมาได้ฉันก็ไม่ห้าม จะยังไงก็ระวังตัวด้วย ฉันไม่ไว้ใจเจ้าเสือนั้นเหมือนกัน หากไม่เจอคน ก่อนตะวันขึ้นพรุ่งนี้นายต้องมาอยู่รวมกันกับทุกคน"

"ครับนาย"

"ฉันจะกลับไปก่อน ขามาพวกเราไม่ได้บอกจ่าเลย ขากลับไป คงจะบ่นเป็นหมีกินผึ้งอีก หุ่นยิ่งเหมือนๆอยู่ด้วย บอกว่าป่าที่นี่อาถรรพณ์เเรง ห้ามออกไปหลังตะวันตกดินเด็ดขาด ก็เราออกมาแล้วไม่เห็นจะมีอะไรสักอย่างนอกจากงู"

"นายทหาร ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีครับ"

พูดได้เเค่นั้น ร่างเล็กแกร่ง แยกเดินขึ้นเนินไป แล้วหายเข้าดงไปอย่างรวดเร็ว หากตัวคนเดียวทองปาก็เปรียบเสมือนภูติไพร ไม่มีอะไรที่นายทหารต้องห่วงกับเจ้าคนที่เจนป่าอย่างเสือพรานคนนี้

มองส่งลูกน้องเสร็จ เขาพลันได้ยินเสียงของผู้หญิงอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนว่าได้ยินมาจากสระมรกต ระยะห่างเกินไกลทำให้มองอะไรไม่เห็น

"ยัยเกตุเกิดเพี้ยนลงไปอาบน้ำที่สระข้างล่างหรือไงนะ ทองปาบอกว่าแถวนี้งูเห่าชุมเสียด้วย"

เขาพึมพัมอยู่แค่นั้นก็รีบกลับไป


ตะเคียนตั้งต้นตระหง่านอยู่สูงขึ้นไปทั้งดง ยังคงมีแสงจากกองไฟของคนอยู่อาศัยข้างบน อันเบื้องล่างมีต้นไทรที่ชอบขึ้นใกล้แหล่งน้ำ แซมด้วยป่าไผ่ ขึ้นดารดาษเป็นพุ่มพงเล็กใหญ่ ซึ่งเชื่อมต่อลงมา เบื้องหน้าที่หาญศึกจะเดินขึ้นไปถึง เขาพบกับหมู่แม็กอย่างบังเอิญที่นั้น

สิบเอกไกร ผู้ทำหน้าที่คุมการสื่อสารกับกองบัญชาการ และควรอยู่บนที่พัก เวลานี้กลับโผล่พรวดมาอย่างตาเหลือกลาน

"เสือครับ! เสือ! "

"นายว่าอะไรนะ! "

หาญศึกถามเสียงกระชาก หมู่แม็กยังไม่หายตกใจยืนยันจนเสียงสั่น

"ไม่ผิดหรอกครับ! มันแน่ ๆไอ้เสือดำตัวที่มันตามเรามา ผมเจอมัน ที่ป่าไทรข้างบนเมื่อหยกๆนี่เอง"

"ไอ้เสือที่มันชอบยืนสองขานั่นนะเรอะ! "

"จริงๆครับผู้กอง"

"มันอะไรกันนักนะไอ้เสือตัวนี้! ฉันชักจะเหลืออดกับมันทุกทีแล้ว"

คราวนี้หาญศึกต้องเป็นฝ่ายเหลืออดบ้าง

"ผมเจอะมันเข้าอย่างจัง เลยเผ่นหนีมา ดีที่เสือมันไม่ไล่ตาม ตอนที่ลงมาตามหมอกฤษณ์กับคุณเกตุข้างล่างนี้ครับ"

"อะไรนะ!? กฤษณ์กับเกตุลงมาจากแค้มป์"

เขาถามเร็วปรื๋อ หมู่แม็กตอบว่าใช่พร้อมเร่งสาธยาย

"ผมออกเดินยามอยู่ดีๆ สองคนก็เดินผ่านหลังผมเฉยเลย ออกมาโดยไม่มีใครตามคุ้มกันเสียด้วย ผมร้องเรียกเท่าไหร่แต่ทั้งคู่ทำเป็นไม่ได้ยิน เดินควงคู่กันไปอย่างกระหนุงกระหนิงเลยครับ แล้วลงไปทางสระข้างล่าง

นายทหารเม้มริมฝีปาก หมู่แม็กก็บอกเสริมมาอีกว่า

"ผมตามสองคนนั้นทันที ตะโกนเท่าไหร่ก็ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน แต่สองคนเดินเร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ผมวิ่งตามนะ พอผ่านละเมาะข้างทาง ผมก็ต้องสะดุด มีต้นไม้ข้างทางถูกเขย่าอย่างแรง จนผมสะดุดหันไปมอง แรกคิดว่าเป็นคนตัวสูงๆ ใส่ชุดดำยืนเกาะต้นไม้เอาไว้ แต่นั่นมันไม่ใช่ โดยเฉพาะดวงตาเรืองแสงของมัน ทั้งที่ผมยังไม่ได้ฉายไฟเข้าใส่ เสือดำครับ มันยืนสองขา เอาขาหน้าเกาะกอดต้นเพกา ขนาดโคนขาเอาไว้ โยกไปมาอยู่ข้างทาง"

แม็กบรรยายออกมาอย่างใจหายใจคว่ำ หาญศึกต้องส่ายหัวกับความขี้ตื่นกลัวของลูกน้อง

"แล้วมันก็เลยไล่กรวดนายจนวิ่งอ้าวมานี้"

เขาตำหนิ

"ไม่ครับ"

หมู่แม็ก ยืนเอามือกุมอกหายใจให้ทั่วท้องก่อนพูด

"มันเพียงหยุดการเขย่าแล้วยืนกอดต้นไม้มองผม ผมก็มองมัน พอผมขยับ มันก็เพียงหันคอมองตามเท่านั้น แต่มันน่ากลัวมากโดยเฉพาะดวงตาเหมือนมรกตเขียวอื๋อของมัน ที่จ้องมองผมมา ทั้งที่ผมไม่ได้ฉายไฟใส่สักหน่อย แต่ตาของมันกลับเรืองแสงเองได้ ผมกล้าสบถสาบานได้ ไม่มีตาของสิ่งมีชีวิตชนิดไหนในโลกมันจะเป็นแบบนี้ มันเป็นเสือผีชัดๆ เสือสมิงกินคน!"

หาญศึกจับลูกน้องยกขึ้นจนขาลอยไม่ติดพื้นด้วยแขนเดียวอันทรงพลัง เขย่าปลุกสติ จนหมู่แม็กร้องลั่นโวกว๊าก

เขาตะคอกออกไป แม็กยังวาดความน่ากลัวต่อ

"พอมันโฮกมาแค่นี้ ผมก็เผ่นแล้วครับ ทีแรกคิดว่ามันไล่กรวดผมแต่มันกลับตรงดิ่งไปทางสระข้างล่างแทน ไปทางคุณเกตุกับหมอกฤษณ์เสียด้วย ผมรีบกลับขึ้นไปบอกจ่าบอกทุกคนข้างบนแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อ แล้วยังห้ามผมลงมาอีก ผมเลยต้องเสี่ยงลุยลงคนเดียวอย่างที่เห็น

จำได้ไหมครับผู้กอง ตอนที่เรายังงมกันในท้องห้วยอันลึกแคบ ใต้ดงต้นยวนผึ้ง ที่เห็นนายสัณฑ์ขึ้นไปยืนมองพวกเราจากบนรากไม้ใหญ่ พอเราเคลื่อนผ่าน คล้อยหลังเท่านั้นก็มีเสือดำตัวใหญ่มันกระโดดข้ามห้วย ผมคุมอยู่หลังสุดตะโกนดังลั่น บอกทุกคนว่าเสือดำมันกระโดดผ่านไปทางด้านหลัง ตัวมันใหญ่มากแต่ไปมารวดเร็วและเงียบกริบ จนทุกคนเห็นเพียงฝุ่นดินล่วงกราวลงมาเท่านั้น"

พวกของหมอแค่หันมาบอกว่าไม่ต้องสนใจ ไปอีกสักระยะเราก็เจอมันหมอบดูขบวนจากเหนือตลิ่ง มีกำบังไพรให้มันผลุบโผล่มาเฉพาะส่วนหัว มีเราที่อยู่ท้ายขบวนเท่านั้น ที่เห็นว่ามันทำท่าจะกระโจนลงมาใส่คนข้างล่างเต็มที่ พอเราชักปืนออกมาเท่านั้นแหละ มันหลบแวบหายไปอีก อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา พี่ทองปาชำนาญป่ามากกว่าผมเลยขอคุมหลังแทนยังบอกเลยว่าเสือตัวนี้มันแอบสะกดตามหลังเรามาทุกระยะเลย"

เขาปล่อยลูกน้องขี้ตาแหกลงโครมกับพื้น จนหมู่แม็กจับก้นกบร้องอู้…

ดึงปืนออกจากซอง ถอดแกนโม่ตรวจดูกระสุนแล้วยัดเพิ่มให้ครบห้านัด

"จ่าของเรารู้เรื่องแล้วใช่มั้ย ?"

เขาพูดทั้งยังประกอบปืนอยู่

"ครับผู้กอง"

"ดีแล้ว! หมู่รออยู่ที่นี่แหล่ะรอจ่ามา แล้วค่อยลงไปพร้อมกัน! "

สั่งเสร็จร่างใหญ่โตของนายทหารก็ย้อนกลับ คราวนี้เป็นการดิ่งลงสู่ที่ต่ำเบื้องล่างสู่สระมรกต สิบเอกต้องมองตามอย่างทำอะไรไม่ถูก จนได้ยินเสียงคนข้างบนตะโกนลงมา

"ผู้กอง!!...ไอ้แม็กโว้ย…อยู่ไหน…น…"

ยังไม่ทันจะขาดคำ เสียงตะโกนโหวกเหวกลั่นไปทั้งป่าของจ่าแจ๋วก็ดังไล่หลังมา

ตึก!ตึก! ผู้กอง!!...ไอ้แม็ก…ตึก!ตึก!

"กลับขึ้นมา! กลับขึ้นมาในแค้มป์เร็ว!... "

จ่าตะโกนจนลั่นอยู่หลังกอไผ่กอหนึ่ง ใกล้เข้ามาทุกที

น้ำหนักตัวหนักๆ กระแทกลงบนพื้นรองเท้าคอมแบตยังกะช้างวิ่งลงเนิน แสงไฟฉายนำมา ก่อนจะเห็นร่างใหญ่โตโผล่ออกมาจากแนวพงไผ่ วิ่งส่ายอาดๆจนพุงสะเทือน ตามมาถึงที่ลูกน้องยืนอยู่ แต่ก็ไม่ทันผู้กองที่วิ่งลงเนินไปไกลลิบแล้ว

"อ้าว จ่า บอกให้กลับทำไม? "

แม็กกล่าวอย่างไม่เข้าใจ

"ไม่ อูย…ต้องถาม"

สีหน้าเปิดซีดของจ่า ต้องก้มลงเอามือยันเข่า หอบฮักอยู่แค่นั้น จะพูดก็พูดไม่ออกเพราะเหนื่อยเกิน และไม่มีวี่แววของคนพื้นเมืองของหมอกฤษณ์จะตามมาเลยแม้แต่คนเดียว

"ทำไมถึงยังทะลึ่งออกมาอีกไอ้แม็ก ฉันบอกแล้วใช่มั้ย ว่าให้อยู่แต่ในแค้มป์อย่าออกมาอย่างเด็ดขาดไง ฉันบอกให้รู้ตั้งแต่ตอนหัวค่ำแล้ว ว่าถ้าเห็นอะไรแปลกๆก็อย่าออกมาอย่าสนใจมันเด็ดขาด"

พอรวบรวมลมหายใจได้จ่าก็ด่าอย่างฉุนขาด หมู่แม็กทำท่าจะร้องไห้บอกมา

"ก้อๆ ผมเห็นหมอกฤษณ์กับคุณเกตุเดินออกไปจากแค้มป์ลำพังกันสองคนนี้ ทั้งที่มีเสืออยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่ยอมฟัง บอกคนข้างบนก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครเห็นหมอกับคุณเกตุออกมา ผมเลยต้องออกตามคนเดียว เมื่อตะกี้ผมยังเจอผู้กองเลยบอกเรื่องไป เขาเลยออกนำตามไปก่อน"

หมู่พูดแก้ตัวไปพลันต้องหลบลูกถีบของจ่าอย่างฉิวเฉียด

"เตี่ยกะม่าเอ็งดิ ออกไปข้างนอก! "

"โอ้ย จ่า พูดหยาบคายอีกแล้ว ผมสู้นะ! "

"ยังจะเถียง! ขอตบบ้องหูสักทีเถอะวะ"

คนหนุ่มหดคอหลบวูบ ลูกเตะคนแก่ตามอีกเป็นพัลวัน จ่าก็พ่นสบถไปเรื่อยแต่ก็เตะไม่โดนสักทีจนเหนื่อยหอบไปเอง

"ซวยแน่"

จ่าสบถทั้งที่ยังหอบฮัก หมู่กระพริบตาปริบๆ

"ซวยอะไรกัน ผู้กองกำลังรีบไปเรียกเอาสองคนกลับขึ้นมานะ หมอกับคุณเกตุจะต้องปลอดภัยเชื่อผม"

"ที่ซวยน่ะ คือผู้กองต่างหาก! ทั้งเอ็งทั้งไอ้ทองปาด้วย ฉันบอกแล้วไง ว่าหลังตะวันตกดินห้ามออกจากแค้มป์ ห้ามออกจากดงตะเคียนข้างบน เห็นอะไรแปลกๆให้เรียกฉันก่อนไง ฉันเผลอหน่อยเดียวทุกคนพากันลงดงจนหมด"

จ่าก่นด่าเป็นชุด

"แต่ๆ คุณเกตุกับหมอกฤษณ์ออกไปข้างนอกนะ เราจะไปตามขึ้นมา"

แม็กยืนยันหนักแน่น จ่าตอกกลับจนลูกน้องหนุ่มหงายหลังก้นจ้ำเบ้าลงไปอีก

"ออกไปกะผีดิ! หมอกฤษณ์กับเกตุเข้านอนไปแล้ว! ฉันยืนยันได้ว่าไม่ได้ออกไปไหนทั้งนั้น มีแต่เอ็งที่บ้าบอวิ่งออกมาคนเดียว"



Create Date : 17 พฤษภาคม 2553
Last Update : 19 พฤษภาคม 2553 14:47:29 น.
Counter : 768 Pageviews.

1 comments
  
เข้ามาอ่านครับ
มีงานน่าสนใจมากมายเลย
จัดบล๊อคได้เท่มาก
โดย: Psycho man วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:16:25 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments