พฤศจิกายน 2552

1
2
3
4
5
9
10
11
12
13
15
17
18
19
20
22
24
25
27
28
29
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 17



สองนายบ่าว คนหนึ่งเคราดำหน้าเหี้ยมและอีกหนึ่งขี้เหล้าหน้าเหลืองผู้นำทางให้กับคณะแพทย์อาสา เพียงแค่วันแรก ทั้งสองก็พาไปเจอกับภัยธรรมชาติแล้วซ้ำต่อด้วยภัยจากพวกมนุษย์ เหมือนจะจงใจพาอีกฝ่ายหนึ่งไปพบกับทางมรณะ จนเกิดความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน มันครุกกรุ่นเหมือนไฟสุมขอน กลุ่มของหมอกฤษณ์และแม่นักเทควันโดตกอยู่คั้นกลางที่ไม่อาจรับรู้ว่า เกิดสงครามประสาทขึ้นระหว่างฝ่ายร้อยเอกหาญศึก นายทหารผู้ช่ำชองปราบปรามพวกค้ายาเสพติด กับอีกฝ่ายนำโดยนายสัณฑ์คนลึกลับ ที่คอยคุกคามพวกแขกซึ่งเขาไม่ได้เต็มใจให้ร่วมเดินทางมาด้วยตั้งแต่แรก

นายสัณฑ์ถือมีดดาบใหญ่เที่ยวกวัดแกว่งฟันกิ่งไม้เปิดทาง เขาวางเข็มฝ่าดงขึ้นยอดเขาไปเรื่อยๆ ก่อนลับตาหายเข้าดงเถาวัลย์ไปพร้อมกับเล่าอู

“นะนายรอเล่าอูด้วย!”

คนหน้าหนวดหยุดมือแล้วดึงแว่นดำออก สะบัดหน้า หันมามองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาคมกล้าลึกลับของเขาทำเอาลูกน้องเสียวสันหลังวาบ ในความแน่นทึบ อันเส้นเถาวัลย์มากมายต่างสอดประสานพันเกี่ยวเลี้ยวลดจนเป็นหลังคาป่า มีแสงลอดผ่านถึงพื้นเป็นจุดดวง พอเห็นหน้ากันอย่างสลัวๆเท่านั่น

เล่าอูรู้ว่า “นาย” กำลังฉุนจัดมีอารมณ์จากเหตุการณ์เมื่อครู่ เดินตามหลังห่างๆ ฟันไม้เปิดทางไปคอยสังเกตท่าที จนคนข้างหน้าหงุดหงิดเสียงดังออกมา

“ทำไมไม่อยู่คุมท้ายขบวน เดี๋ยว! ไอ้พวกทหารป่าพวกนั่น มันก็ย้อนกลับมาเล่นงานอีกหรอก”เขาพูดอย่างห้วนสั้นด้วยไม่คลายโมโห

“ช่างมันปะไรนาย ถ้ากลับมาคราวนี้ให้พวกนายหาญศึกคนนั่น”

หยุดยืน ชักมีดคืนฝัก แล้วดึงซองยาสูบขวับจากกระเป๋าเสื้อ เอากระดาษเกลี่ยน้ำลายแล้วเอายาเส้นลง พันมวนอย่างลวกๆ ขึ้นใส่ปากงับ เล่าอูรีบจุดไฟแช็ก ยื่นเข้ารนปลายมวนให้อย่างเอาใจ คนหน้าเหี้ยมเมื่ออัดไฟแดงวาบจึงเห็นนัยน์ตาสีเหล็กคู่นั่น ก่อนปล่อยควันโขมงขับไล่แมลงที่ตามตอมหน้าอย่างน่ารำคาญ

ร่างสูงเเกร่งหยุดอัดควันบุหรี่จนรอบตัวเกิดควันโขมง ยืนมองร่องรอยบนพื้นบางอย่าง ก่อนสาวเท้าเดินต่อไป ทั้งสองไม่ต้องพูดก็พอเดาได้ว่าเป็นรอยเท้าย่ำเปอะหนีไปอย่างหัวซุกหัวซุนของทหารป่า พวกที่ปะทะกับพวกเขาเมื่อกี้ สัณฑ์ต้องครางฮึมๆในลำคอเพราะเห็นแววความยุ่งยากตามมาอีกแน่

เล่าอูเริ่มพูดระบายอารมณ์“พวกหาญศึกมันห้อยหลังท้ายขบวนอย่างนั้นแหละดีแล้ว ผมจะไม่เฝ้าระวังหลังให้พวกมันอีก จริงๆเลยนะนายไอ้พวกทหารไทยนี่มันเหลือเกินจริงๆ เรารึอุตสาห์มีน้ำใจให้มันมาร่วมทางแต่พวกมันกลับคิดจะฆาตกรรมเราเสียได้”เล่าอูเปิดฉากขึ้นอย่างมีอารมณ์ด้วยนิสัยช่างพูดไม่ชอบปิดบัง

“เหรอ...แล้วนายละรอดมาได้ยังไงเมื่อกี้”

“ก็หลบกันจนลูกกระสุนถากหนังหัวละนาย ไอ้ตะบัน ไอ้จะงอยพวกคนของเรา มันก็หลบกันเกือบตายเหมือนกัน หลบกระสุนของพวกทหารไทยไงละนาย พวกที่เราอุตสาห์คิดว่าเป็นพวกเดียวกันกับเราแท้ๆ”

เปิดฉากระบายอารมณ์อย่างชุนขาด แทนผู้เป็นนายได้อย่างถึงพริกถึงขิง เพราะพวกเขาเองเกือบโดนยิงจากแนวหลัง เป็นพวกหาญศึกที่ยิงออกมาไม่ยั้ง แม้แต่นายสัณฑ์เอง ที่เหมือนถูกจ้องยิงอยู่คนเดียวจนย่ำแย่ ปฏิกิริยาของพวกลูกทีมจึงมีแต่ความแค้น ที่พวกนั่นร่ำๆว่าอยากจะฆ่าพวกทหารไทยหมกป่าให้สิ้นเรื่อง ถ้าหากนายสัณฑ์ไม่ห้ามเอาไว้ซะก่อน”

“ฮึมๆ...มันจริงๆเลยนะ”

ท่าทางฮึดฮัดของเล่าอู จนนายสัณฑ์ต้องหันมองและสบตา และส่ายหน้าเตือนให้สงบ มีแมลงลายเหลืองดำตัวหนึ่งมาบินวนรอบหน้าเล่าอู ตัวต่อดงบินหวือมาเกาะลงที่ไหล่ สัณฑ์ชักมีดออกมาฟันฉับ ตัวต่อขาดครึ่งร่วงผล็อยจากน้ำหนักมืออันพอเหมาะพอดี ก่อนสัณฑ์หันไปตวัดมีดไปในอากาศ มีตัวต่อล่วงอีกหลายตัวจากการตวัดมีดอย่างแม่นยำ

“นายเราใจเย็นดีแท้”เล่าอูใจหายวาบ จากคมมีดเมื่อครู่ คนพูดน้อยอย่างนายสัณฑ์ซึ่งมีแต่คนใกล้ชิดไม่กี่คนที่อ่านความคิดออก

ถอนลมสะเฮือกหนึ่ง ก่อนพูดต่อ“เรารึอุตสาห์วางแผนวางกับดักจะจับตัวไอ้พวกทหารป่าจะมาสวบสวนว่าพวกมันมีเจตนาอะไรกันแน่ แต่ไอ้เตี้ยหมาตื่นที่ชื่อทองปาอะไรนั้นมันดันแอบตามพวกเรามา กลับดันยิงขึ้นก่อน ที่นี่มันก็เลยต้องยิงกันวุ่นไปหมด ไม่น่าเลย...”

คนหน้าเหมือนโจรป่าเป่าควันยาสูบพื้นบ้านไล่ยุงที่ตอมวึ่งตามใบหน้าให้ห่างออกไป ก่อนหันมามองหน้าลูกน้องคนสนิท

“นายเองก็จัดการไปตั้งสองศพนี่”

“ผมต้องป้องกันตัวครับนาย โทษผมไม่ได้นะ หะทีแรกก็กะว่าจะต้อนไอ้ทหารโจรพวกนั่นเข้ากับดักบ่วงบาศที่นายวางไว้จะได้ไม่ถึงกับต้องฆ่ากันแล้วนายจะได้วิทยุเรียกนายทหารของพวกมันมารับตัวไปลงโทษไง กองกำลังของนายพลยี่เสเคลื่อนพลอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ด้วย”

“นี่ล่ะ! ปัญหา”ชี้ปลายมีดไปที่หน้าเล่าอู“เราไปฆ่าคนของเขา ไอ้พวกที่รอดไปได้ มันต้องไปรายงานนายพลยี่เสแน่ แล้วยิ่งถ้ารู้ว่าเราผิดข้อตกลงที่พาทหารของไทยข้ามฝังมาด้วย ที่นี่ล่ะ ได้ถูกล่าหัวกันหมดทั้งคณะแน่”

คนสนิทเอียงคอมา เสียงกระซิบกระซาบ“จับผู้กองหาญศึกกับพวกส่งนายพลจะไม่ดีกว่าหรือนาย ผมชักกลัวนายพลยี่เสขึ้นมาสะเเล้ว”

“หึๆ”

“อ๊ะ! นาย... หัวเราะเรื่องอะไรรึ?!มีอะไรต้องขำด้วยเรอะ”

“ยัง ยังก่อน” ยิ้มแยกเขี้ยวเช่นเคย คราวนี่เหมือนมีแผนอะไรในใจ“ฉันจะยังให้โอกาสเจ้าพวกทหาร ที่มันอ้างมาอย่างพลเรือนพวกนี่ก่อน ว่ามันมาด้วยเจตนาบริสุทธิ์จริงตามที่อ้างกับหมอกฤษณ์ไว้หรือเปล่า”คีบบุหรี่ออกจากปาก พ้นควันไปทางลูกน้อง

“แล้วนายไม่ห่วงเรื่องพวกนายพลยีเสแล้วรึ”

“ฉันยังมีสัญญาใจกับเขาอยู่ยังพอแก้ไขกันได้”

“โธ่! แล้วกัน นายหลอกเล่าอูจนได้ นายมีแผนรับมืออยู่แล้วนี่ก็ไม่ยอมบอก แต่แรก ปล่อยให้ไอ้เราเครียดอยู่ได้”ต้องเอามือปัดๆไล่ควัน ที่ลูกพี่เป่าใส่แล้วยังหัวเราะแบบกวนๆอีก

ลูกน้องคนคู่ใจนายเคราดำต้องบ่นอู้ สะบัดหน้าไปเพราะอารมณ์ขันไม่ประ มาณเวลา เล่าอูต้องดึงเอาหมวกมาพัดกระพือไล่ยุง อันอุดมมากในป่าเถาวัลย์ ตาแลจ้องนายกับมุขตลกของเขา ที่ขำไม่ออกสักนิด ปากก็ขยับหยับๆน้ำลายเหนียวหิวเหล้าขึ้นมาตะหงิดๆ

“เรื่องของนายพลยี่เสนั่นน่ะ ฉันพอจะพูดกับเขาได้ มันยังไม่ถึงขั้นแตกหักเพราะเรื่องนี่หรอก แต่หลังจากนี่ไปให้คอยเฝ้าจับตาดู หากพวกนายหาญศึกมันมาเพราะมีเรื่องอื่นแอบแฝง โดยไม่ได้มาตามคนหายอย่างที่อ้างบังหน้าไว้แล้วละก็”

เล่าอูทำตาเหี้ยมๆแยกเขี้ยวหันมา“นายก็จะจัดการพวกมันเหมือนกับทหาร ตำรวจไทยนอกรีด ที่คิดเข้ามาค้ายาฝังเราซึ่งนายเคยจัดการมานักหนาซินะ หึๆอยากรู้เหมือนกันว่า ถ้า...นายของเล่าอูลงมือจริง ร้อยเอกคนไทยนั้นจะรอดกลับออกจากป่านี่ไปได้ยังไง”

เสียงหัวเราะ”หึๆประสานกันเหมือนจะคำราม ของสองร่างดำทะมึนที่เดินเคียงกัน เห็นเพียงตาเหี้ยมๆวาวแสงสีเขียวในความอับทึบของท้องไพร



สามชั่วโมงเต็มอันบุกบั่นขึ้นเขาจนเห็นช่อง ที่เกิดจากเถาวัลย์ถักคล้องประสานเหมือนประตูป่าที่อยู่สูงเฉียงขึ้นไป ความที่งมอยู่ในที่ทึบมานานพอเห็นแสงสว่างตรงปลายประตู ทางออกซึ่งเห็นท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าทุกคน

เมื่อผ่านออกมาสู่ที่โล่งเจอแสงแดดจ้าถึงกับเอามือปิดป้องตาเพราะม่านตาปรับแสงไม่ทัน

“เฮ! เย้!! พวกเรามาถึงสุดยอดเขาแล้ว”

เกตุผละมือจากพี่หมอ วิ่งร่าไปบนพื้นหญ้าเรียบโดยมีนายคงกะนายเดช กระโดดเต้นเหยงๆ ห้อมล้อม เธอดีใจอย่างกะถึงเป้าหมายแล้ว ใบหน้าที่มีเหงื่อไหลผุดพราวของพวกเขาแต่ละคน ไม่เห็นวี่แววความเหนื่อยล้าหรือย่อท้อแม้แต่น้อย สมกับที่เป็นนักกีฬาระดับชาติ

ภาพของเทือกเขาถนนธงชัยซึ่งเห็นทอดยาวคดโค้งอยู่เบื้องหน้า จากจุดสูงสุด เบื้องบนฟ้าสีเข้มเหมือนเห็นดวงดาวอยู่เพียงรางๆทั้งที่ยังกลางวัน พอมองที่เบื้องล่างต่ำกว่าเท้าตนเองจึงเห็น ทะเลเมฆปกคลุมเหมือนปลายยอดเขาเวลานี่คือเกาะกลางน้ำทะเลสีขาว นายเดชชี้นิ้วลงไปผ่านช่องว่างระหว่างเมฆ ร้องให้มองตาม เห็นวิวแผ่นดินอยู่รางๆเช่นกัน ความครึกครื้นของกลุ่มวัยรุ่นชาวกรุงได้ถูกปลดปล่อยจากการที่ต้องก้มหน้าก้มตาเดินหนักมากว่าสามชั่วโมง

“เราจะหยุดพักขากันที่นี้สิบห้านาทีเท่านั่น เรามีเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนถึงที่พัก”อภิรักษ์ที่ประกาศกร้าว เอาหมวกพัดโบกให้กับตนเองขณะเดินร่วมกลุ่มกับพวกลูกทีมทั้งหมด

หมอกฤษณ์หลบไปนั่งคนเดียวบนเสื่อฝืนซึ่งอภิรักษ์ปูไว้ให้ก่อนแล้ว ความสะดวกสะบายทั้งคณะฯมีให้เขาคนเดียวเท่านั้น

“ธรรมชาติตรงนี่เปลี่ยนไปมากผิดไปจากมาคราวก่อนๆเลย อืม...แต่ก็สวยไปอีกแบบ”เปิดกระติกเทน้ำขิงอุ่นๆมาดื่มแก้กระหาย จิบไปตาก็แลดูกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งกำลังลิงโลดอยู่กับภูมิทัศน์บนยอดเขาแห่งนี้ สภาพอันมันเหมาะกับการมาเที่ยวสัญจรป่าซะจริงแม้แต่เขาเองยังรู้สึกผ่อนคลายตามเด็กพวกนั่นไปด้วย

เกตุเดินมาใกล้ มือถือโทรศัพท์ ร้องบอกอย่างดีใจ“พี่หมอคะ!... ดูทางนี่ซิ ยังกะทางเดินบนกำแพงเมืองจีนยาวไปสุดตาเลยย น้องเคยไปเที่ยวที่นั่นมาแล้วนะ นึกไม่ถึงว่าที่ประเทศเพื่อนใกล้ๆเราจะมีทิวทัศน์คล้ายเมืองจีนเลยด้วย” ว่าแล้วก็ขวักเอาโทรศัพท์มือที่มีกล่องถ่ายรูปขึ้นมากดแฉะกับภาพภูมิประเทศอันงามตา

“มานั่งพักขากับพี่ก่อนมะ”เอามือตบเสื่อเรียก

“คะ...”

หมอรูปสำรวยค่อยๆบิดเปิดฝากระติก“เอาน้ำขิงไหม? ดื่มแล้วสดชื่นแจ่มใสช่วยแก้กระหายได้ดีด้วย”ทำท่าจะเทน้ำอุ่นจากกระติกให้

เด็กสาวยิ้มจนเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ เลียนแบบใครบางคนโดยไม่รู้ตัว ยกหลังนิ้วปิดปาก“ขอบคุณคะพี่หมอแต่...น้องดื่มน้ำเข้าไปมากจนจุกแล้ว ดื่มอีกไม่ไหวเเล้ว”เอากุมท้องตนเองที่มีเสียงน้ำลั่นโขกขากเพราะดื่มน้ำในกระติกของตนไปจนหมด

“เหรอจ๊ะ อืม..แล้วไหน ให้พี่ดูหน่อยซิ”

“ดูอะไรคะ อย่าบอกว่าจะขอดูท้องของน้องนะ อายจัง”

“ไม่ช่ายขอดูตรงนี้นิดหนึ่ง มา เขยิบเข้ามาใกล้พี่หน่อยนะ”

หมอสำอางกระพริบตาปริบๆจ้องใบหน้าของหญิงสาว จนเธอต้องเอามือลูบรีบหาว่าอะไรผิดปกติบนใบหน้า“เออๆ หน้า น้องมีอะรายติดอยู่คะพี่หมอ“

จ้องมองใบหน้าสวยหวานนั่นอย่างละเอียด มีบางอย่างผิดปกติในสายตาของคุณหมอ ก่อนกรีดนิ้วชี้ใช้

“นี่... เราเป็นลูกผู้หญิงนะ ต้องรักษาผิวหน้าให้ดี ปล่อยให้หน้ามันเยิ้มและเปื้อนฝุนหมดเลยนะ มันจะเป็นบ่อเกิดของสิวฝ้ารู้ไหม”เขยิบเอี้ยวตัวเอามือเข้าล้วงเอาผ้าสะอาดยื่นซับหน้าผากของหล่อน เพราะเห็นเหงื่อชุ่มพราว เกตุต้องเบียนหน้าหลบสายตา เพราะใบหน้าขาวสะอาดหมดจดนั่นเข้ามาชิดใกล้อีกครั้งจนรู้สึกเนี่ยมอาย ขวยเขิน ปากหมอก็ถามเรื่องเครื่องกันแดดพวกโลชันต่างๆเธอก็พยักหน้าอย่างอารมณ์ดีบอกว่าได้ทากันแดดเรียบร้อยแล้ว

“ถ้าน้องสนใจละก็ พี่มีผงทานาคา ทาแล้วช่วยกันแดดและยังทำให้ผิวสวยได้ด้วยนะ”เสียงนุ่มใสของหมอที่ทำท่าควานหากระเป๋า พร่ำถึงสรรพคุณของสมุนไพรพิเศษไป ตามอุปนิสัยค่อนข้างจุกจิก แล้วก็หยิบเอาอะไรชนิดหนึ่งออกมา เป็นกระปุกสวยของเครื่องสำอางชนิดหนึ่ง

หญิงสาวส่ายมือปฏิเสธเป็นพัลวันกับของที่พี่หมอยื่นให้

“เออ...มะไม่ต้องก็ได้คะพี่หมอ คือ น้องมีครีมกันแดดเยอะแล้ว เกรงใจน่ะคะ”

“งั้นเหรอจ๊ะ น่าเสียดายจัง”หางคิ้วของคุณหมอตกลงเล็กน้อย มือยังถือกระปุกอย่างหนึ่งค้างไว้

“ไว้โอกาสหน้านะคะ”

เธอต้องแอบเป่าฟู่อยู่ในใจ รีบเข้าชิดตัวเกาะเเขนของเขาเอาไว้ แต่ในใจนึกไปถึงพวกแรงงานต่างด้าว ที่ชอบทาแก้มฟอกหน้าด้วยทานาคาจนเหลืองพร้อยแล้ว ถ้าเธอทาบ้าง คงโดนเจ้าลูกน้องสามตัวนั้นตามแซวไม่เลิกแน่

นั่งเบียดบนเสื่อ ขอดูกระปุกนั่นบ้าง“พี่หมอแล้วนี่ ไปได้มาจากไหนหรือคะ ไอ้ผงทานาคาเนี่ย...”หล่อนชักจะสนใจขึ้นมาบ้าง

“คุณสัณฑ์เอามาให้น่ะ เขาเป็นคนค้าสมุนไพรเลยมีของพวกนี่เยอะ ได้ยินว่าทำมาจากต้นทานาคาอายุเกินร้อยปี สรรพคุณดีกว่าที่เอามาขายในเมืองไทยสะอีกนะ พี่หมอเองก็ใช้ผงตัวนี่ด้วยนะ ใช้ได้ผลดีจริงๆ”

เกตุมองใบหน้าสวยของเขาอย่างไม่วางตา แอบนิยมอยู่ในใจ ว่าไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนจะมีผิวสวยขนาดนี้มาก่อน“จริงเหรอคะ มิน่า พี่หมอถึงได้ผิวสวย ใครเห็นใครก็ชอบพี่หมอกันทั้งนั่น”ขอเอากระปุกจากหมอมาดู จ่อจมูกดมฟุดฟิดกับกลิ่นหอมเย็นแปลกๆก่อนเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจเช่นกัน

ยอดคุณบ้านไพร เพียงเอียงหน้ายิ้มๆมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพอใจ จากที่ต้องกร่ำเดินหนักมาทำให้บนใบหน้าของเธอ มีเลือดฝาดแดงระเรี่ยดูน่ารักและเป็นธรรมชาติมาก

การพูดคุยกันกระหนุงกระหนิงระหว่างคนคู่นี้ ทำให้ใครบางคนตาขวาง เดินจ้ำปึด! ทิ้งห่างออกไปทันที เล่าอูกับพวกลูกทีมที่เห็นหยุดนั่งอยู่นั่นพลอยเดินตาม พวกนายคงที่เพิ่งจะได้หย่อนก้นนั่งได้ไม่เท่าไร ทำหน้าลอกแล่ก ว่าจะลุกตามไปด้วย

“ดู๊!ดู เพื่อนพี่ซิคะ! จะไปอีกแล้ว ก็ไหนคุณอภิรักษ์บอกว่าเราจะพักกันสิบห้านาทีไง นี้! ยังไม่ถึงห้านาทีเลย”หล่อนกระฟัดกะเพียดทันที

“พวกเขาต้องรีบไปสำรวจที่พักนะ และจะเตรียมลานพักไว้ให้เราพร้อมเลยเมื่อไปถึง เส้นทางบนนี่เราไปเองไม่ยากแล้วละ เต๊อะเขาจะนำทางเราไปต่อจากนี่เอง”

คนคู่ปรับเดินอ้าว ไปหยุดยืนอยู่ในระยะห่างออกไปแล้ว เห็นงัดเอากล้องทางไกลมาส่อง โดยมีคนสนิทยืนคอยอยู่ข้างๆ คล้ายกำลังปรึกษาอะไรกันอยู่ เพราะกำลังมองไปในทิศที่เห็นควันไฟลอยสูงขึ้นมา จากไหล่เขาด้านทิศตะวันตกไม่ห่างออกไปนัก

ภาพสองข้างทางที่พวกนั่นกำลังเคลื่อนตัวผ่านไป ท่ามกลางป่าหญ้าคาเขียวสดขจี ซึ่งงอกสูงประมาณหน้าแข้ง ตัดกับฝุ่นขี้เถ่าดำๆและตอไม้ดำเกรียม ซึ่งพี่หมอบอกว่าครั้งสุดท้าย ที่ผ่านมาตรงนี่ยังเป็นป่าทึบเช่นเบื้องล่างอยู่เลย เกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้นที่นี้จนเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศไปหมด

“นิๆพี่จ๊า...”เสียงหวานแฝงเเว่วทะเล้นเบื้องหลัง

เกตุเอานิ้วชี้ติดริมฝีปาก ก่อนทำท่าใบ้สะกิดสะเกาให้พี่หมอและพรรคพวกดูนายสัณฑ์กับตอไม้ไฟลนดำเมี่ยงต้นหนึ่งเคียงกัน ความคล้ายกันของคนกับตอไม้จนแยกไม่ออก เจ้าสามตัวนั่นเพ็งอยู่ครู่ก็ถึงก๊าก!ขำกลิ้งทันทีเพราะรู้ความหมายพิเรนท์ของลูกพี่

“นายสัณฑ์ตอไฟไหม้!”

ผู้กองกับพวกเดินเลี่ยงเรื่องไร้สาระ ไปยืนจับกลุ่มกับพวกของตนวิจารณ์ถึงไฟไหม้ป่าเบื้องล่าง เกตุยังคงก้อล่อก้อติกกับพี่หมอรูปหล่อ โดยมีรุ่นน้องสามคนมานั่งแอบแซวหล่อน จนเกิดไล่เตะกันอีกรอบตัวพีหมอเอะอะกันใหญ่

“เกิดการรบกันที่ป่าข้างล่างนะ”

หาญศึกกับพวกที่โผล่กลับเข้ามาร่วมวง สีหน้าเครียด จนพวกวัยรุ่นหยุดอา การคะนอง รีบถาม หางเสียงตกใจ งุนงงกับคำพูดที่อยู่ๆ ก็มาบอกเรื่องน่ากลัว

“มันไม่ใช่ไฟป่าเหรอ? พี่รู้ได้ยังไงนะ น้องไม่เห็นได้ยินเสียงปืนเลยสักนิด”

“พี่ได้กลิ่นควัน เพราะเราอยู่ใต้ลม มัน! เป็นกลิ่นการเผาไหม้ของน้ำมันดินปืนจากสารไนโตรกลีเซอลีน ข้างล่างไม่ใช่ไฟป่า แต่เป็นไฟจากการระเบิดแน่นอน พวกนายสัณฑ์เองก็คงรู้เลยเตรียมอาวุธกันใหญ่”

แค่ได้ยินคำพูด แต่ละคนถึงกับเกิดอาการหน้าเหวอ มองหน้ากันอย่างเลิกลัก หมดแววความสนุกคะนองไปทันใด

“วางใจเถอะครับ พวกน้องๆ เล่าอูกับพวกยังยืนรอเราอยู่นั้น ไม่ได้ทิ้งไปไหน” เขาชี้นิ้วไปยังกลุ่มของเล่าอู ซึ่งยืนออกันอยู่ใกล้ร่มไม้ชายป่า ข้างทางไม่ได้ไปไหนไกลจริงๆ แต่สายตาคมของนายทหาร กลับมองแต่นายสัณฑ์คนเดียวที่กำลังเดินลับหายเข้าป่าในทางทิศควันไฟ

ความเงียบงันปกคลุมไปชั่วขณะ จากเหตุร้ายที่มันอาจจะซ้ำซ้อนเข้ามาอีก เพียงแค่วันเดียว ก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดมาตั้งสองครั้งแล้ว เกตุกับรุ่นน้องต้องนั่งจ๋อง หงอยเหง้าไม่คึกคัก กฤษณ์เห็นดังนั้นพลอยเศร้าไปด้วย

ครบเวลาหยุดพักการเดินจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้แต่ละคนกลับระโหยโรยแรง เดินก้มหน้าหมองๆ นักเทควันโดจอมห้าว ที่ถูกทดสอบพลังใจอีกครั้งแต่คราวนี้กลับหมดความร่าเริงไปทันที ทันใดนั่น บุรุษชุดขาวอันเดินเลียบมาและคว้ามือเด็กสาวไปกุม เธอสะดุ้งหันหน้ามองทันที คุณหมอหน้าสวยเอียงหน้า กิ๊กตาให้ข้างหนึ่ง รอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ของเขา หมอกฤษณ์ เดินหน้าจูงมือหญิงสาวไปทันที

เพียงรอยยิ้มของพี่ใหญ่นักเทควันโดสาว รุ่นน้องอีกสามคนก็เริ่มมีเสียงเฮฮาขึ้นอีก พร้อมกับการต้องผจญอันตรายเบื้องหน้าอีกครั้ง



ครั้นแล้ว ไม่เกิน ๑๐ นาทีนั้นเอง ขณะที่เดินเลี้ยวลงไหล่ทาง ไม่ได้เดินไปตามทางบนยอดเขาซึ่งราบโล่งที่เห็นจะเดินง่ายกว่า ระหว่างช่องสองด้านของต้นสนอันยืนทรหดกับไฟป่าครั้งใหญ่มาแล้ว ก็มีรอยหักกิ่งไม้ทำเป็นรูปศรชี้บอกทางให้แยกเข้าดงฟากขวามือ เป็นป่าต่ำลึกลงไปกว่าระดับเดิมคล้ายหุบเหว สัญญาณบอกทาง คงเป็นพวกเล่าอูทำไว้ชัดมากเพระวางไว้บนก้อนหินตอนหนึ่ง ซึ่งทุกคนจะต้องเดินผ่าน


“เอ๊ะ! แยกลงทางนี่แฮะ...”

พวกนายคงพึมพำ เอาแขนเสื้อกวาดเหงื่อบนหน้าผาก ราวกับพรมไว้ด้วยน้ำ พลางสอดสายตาค้นหาไปรอบๆ

“คงมีการเปลี่ยนแผนการเดินกระมั่ง”

ในระหว่างที่นายคงกะนายโย่งยืนหันรี่หันขวาง พยายามจะหาทิศทางที่แน่นอน ผู้ช่วยเต๊อะผู้ชำนาญในการแกะรอยมากกว่าเดินไล่หลัง ตบบ่าเป็นสัญญาณ มองมาว่าเขาจะออกนำทางเอง ก่อนเดินดุ่มๆนำไปเบื้องหน้าอย่างคล่องแคล่ว โย่งตบไหล่เพื่อน “เอาว่ะ! ไปไหนไปกัน” แล้วยืนคอยโบกมือเป็นสัญญาณ เปลี่ยนทิศกับพรรคพวกที่เพิ่งจะโผล่แนวป่าออกมาให้เห็น จากนั่นก็เร่งฝีเท้าตามไปโดยเร็ว

“ทำไม?! ต้องพามาเข้ารกเข้าพงงี้ด้วย! ตาเล่าอู เมื่อเช้ายังพาเดิน ทางที่มันดีกว่าเลย”เสียงบ่นกระปอดกระแปดของเกตุ ที่ต่อว่าต่อขานคนนำทางผู้ไม่ยอมรอกันบ้างเลย ทั้งที่ยังเห็นหลังอยู่ไวๆ พื้นเปียกชุ่มและร่วนจะทลายทุก ทีในแต่ละจังหวะก้าว ต้องค่อยเดินจนขาสั่นไปหมด ความเหนื่อยล้า มันเพิ่งมาออกอาการใกล้เย็นนี้เอง

“ทำไม พวกนั่นจะพาเราไปเส้นทางดีๆไม่ได้เหรอ?!”นายเดชร้องถามขึ้นมาบ้าง ขณะที่สาวเท้าเข้าไป นายคงทำหน้าเบ้ปากชี้นิ้วให้เดินตามเสียโดยดี

เล่าอูกับพวกลูกทีมพื้นเมือง ใช้มีดกรีดกิ่งไม้ที่เดินผ่าน ไปเป็นระยะและหยุดสังเกตลู่ทางอยู่บ่อยครั้ง ก่อนที่ตัดสินใจตัดทาง และโดยความเร็วอันรีบเร่งเสียด้วย นายทหารไทยได้แต่เดินตามมาเบื้องท้าย เงียบๆอย่างใช้ความคิดอ่านใจว่าพวกนายสัณฑ์คงพาหลบเลี่ยง อะไรสักอย่างหนึ่งเป็นแน่ เลยต้องมาทางที่รกเดินยากเช่นนี้

ทั้งหมดมาหยุดยืน และเงยหน้ามองเนินใหญ่อันขาวงหน้า อันมีเบื้องหลังเป็นผาสูงชันชี้ฟ้า เนินหินอันมีต้นพวกปาล์มและไม้หนามขึ้นงอกแสมปกคลุมเต็มไปหมด ความรู้สึกของพวกติดตามบอกว่ามันเป็นทางตัน ไม่ใช่ทางจะไปได้เลย

“ปีนกันหน่อยนะครับ”เล่าอูหัวเราะแฮะๆจนเห็นฟันเหลือง เพราะเห็นพวกที่ตามมาจนทัน หน้าซีดเปิด ทำตาขุ่นๆจ้องมา

ผาเนินดินที่ทุกคนกำลังแหงนคอมอง แม้จะสูงแค่ตึกสี่ห้าชั้น แต่กับกำลังขาทุกคนขณะนี้ซิ รุ่นน้องบางคนของเกตุเริ่มบ่นออดมาแล้ว

“เอาไงเอากัน! ไม่ต้องห่วง!...”

ยอดนักกีฬาสาวร้องบอกมาอย่างห้าวหาญ ฮึดขึ้นมาเฮือกใหญ่ พร้อมกับผลักไหล่รุ่นน้องแต่ละคนซึ่งกำลังเซาเป็นหมาหอบ เพราะเป้าหมายที่พักแรมตามที่เล่าอูบอกมันอยู่บนหลังเนินนี่เอง










Create Date : 26 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 19 มีนาคม 2553 18:45:59 น.
Counter : 353 Pageviews.

1 comments
  


หวัดดีคะแวะมาทักทายจ้า ขอให้มีความสุขตลอดวันนะ แวะไปทักทายกันได้ที่แชทนะคะ


โดย: friendlygang วันที่: 27 พฤศจิกายน 2552 เวลา:0:03:01 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments