พฤษภาคม 2553

 
 
 
 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
 
3 พฤษภาคม 2553
All Blog
สมิงไวรัส บทที่ 5



ทั้งหมดไต่ไปตามท้องลำห้วยอันแห้งขอดมาตลอดภาคบ่าย ตัดขึ้นตลิ่งเตี้ย ๆ ตอนหนึ่งเข้าสู่ป่าโปร่ง เล่าอูออกคำสั่งกำหนดการนัดแนะกับคนของเขาไว้เรียบร้อยแล้ว ตะบันนำลูกแถวทั้งหมดแยกตัดทางอ้อมไปทางป่าโปร่ง เล่าอูนำคณะเจ้านายเดินลัดขึ้นสูงเพื่อให้ถึงจุดหมายก่อน ทางเดินยากกว่าแต่สั้นกว่าจนมาพ้นจากดงทึบสุดท้าย ไต่ขึ้นเนินสูงมาประมาณ ๒๐ นาที เสียงนาฬิกาของผู้นำการเดินร้องบอกเวลา ๑๖ นาฬิกา


บนยอดเนินอันเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ปกคลุมฝั่งหนึ่ง มองเห็นทิวทัศน์เทลาดลงไปเบื้องล่างซึ่งเป็นแอ่งหรือหลุมขนาดใหญ่ยุบตัวลงไปในดิน สระน้ำขนาดใหญ่ซุกซ่อนอยู่ก้นแอ่ง แผ่นน้ำนั่นนิ่งเหมือนแผ่นกระจก พื้นใต้ท้องน้ำเต็มไปด้วยโขดหินสีเขียวมรกต วัชพืชสีเขียวคลุมดิน ดอกหญ้าชูก้านไสวหลู่เอนไปตามแรงลมรอบสระ กินพื้นที่ปากปล่องนับหลายสิบไร่ ภูมิทัศน์อันโปร่งโล่งแห่งเดียวในป่าทึบแห่งนี้ เป็นเป้ายวนตาให้คนข้างบนใคร่ให้รีบลงไป หญิงสาวเต็มไปด้วยหัวใจชื่นมื่นเหมือนได้รับของขวัญจากการเดินหนักมาในวันนี้

"นี่แหละจ้ะเกตุ บ่อมรกตกลางหุบ ที่พี่พูดถึงเรามาถึงแล้ว"

กฤษณ์เอ่ยขึ้นก่อนจะหายใจออกเฮือกใหญ่ หญิงสาวใช้ผ้าช่วยซับเหงื่อให้แล้วหันไปมองสิ่งสวยงาม อันคือบ่อหรือสระน้ำขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางหุบคล้ายแอ่งก้นกระทะ

"สวยอย่างที่พี่หมอบอกไว้จริงๆค่ะแต่อยู่ลึกลับจัง"

"ครั้งหนึ่งที่นี่คงจะเป็นปากปล่องภูเขาไฟแต่ดับสนิทมานานมากแล้ว อาณาบริเวณโดยรอบจึงมีต้นไม้ขึ้นรกปกคลุ่ม โดยเฉพาะต้นตะเคียนมีมากสุด จึงถูกชาวป่าเรียกว่าแอ่งตะเคียน ที่ก้นแอ่งข้างล่างหรือสระมรกต น้ำจะอุ่นและมีกลิ่นกำมะถันเล็กน้อยสามารถใช้อาบกินได้ ก้นสระตื้น น้ำใสนิ่ง จนเห็นพื้นหินสีเขียวข้างล่าง เราก็เลยเรียกสระมรกต


มีความเชื่อของชาวป่าชาวเขาแถบนี้เชื่อว่าสระมรกตเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามทำการไม่ควรอันใดทั้งสิ้น ห้ามลงไปอาบไปแช่ตัว เวลาจะใช้น้ำก็ต้องตักขึ้นมาใช้เอาข้างบน ตลอดเวลาห้ามส่งสียงดังเป็นการรบกวนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะชาวป่าชาวเขาเชื่อว่ามียักษ์สิงสู่อยู่ที่ก้นสระแห่งนี้ ใครก็ตามที่มาก่อการรบกวนยักษ์จะบันดาลให้เกิดเพสภัยแก่คนผู้นั้นทันทีเพราะเหตุนี้ จึงไม่มีทหารมาทำการสู้รบ รวมทั้งมาวางกับระเบิด สถานที่แห่งนี้จึงเหมาะแก่การเป็นที่พักของพวกเราไงล่ะ"

หญิงสาวเพียงพยักหน้ามองตามการบอกของเขาเท่านั้น แล้วจึงประคองกันเดินตามพรานนำทางเข้าสู่ใต้ดงตะเคียน ที่กำหนดให้เป็นที่พักค้างแรมสำหรับคืนนี้

คณะแพทย์อาสาทั้งหมดได้สิ้นสุดการเดินทางในตอนเย็น พวกคนพื้นเมืองต้องอ้อมไกลเพราะมีภาระต้องแบกกันหนัก ก่อนจะไต่ขึ้นเนินมาสมทบมาอีกเส้นทางหนึ่ง มีงานหนักต้องทำกันต่อในการวางแค้มป์ที่พัก กลุ่มหนึ่งออกไปหาฟืน บางส่วนเตรียมสำหรับปรุงอาหารค่ำเฉพาะกิจ สองอาวุโสคือจ่าแจ๋วกับตาลี ที่กระซุบกระซิบเรื่องอาหารมื้อพิเศษ พาร่างอันใหญ่โตพร้อมกับเนื้อหมักสูตรพิเศษเดินไปจับจ้องที่หลังโขดหิน ที่โผล่พ้นผืนดินมาอย่างมากมาย

เป้บนหลังของทุกคนถูกปลดลงมา แล้วถูกทำให้กลายเป็นเต็นท์นอนบุคคลในทันใด สิ่งที่เกตุและแขกของนายหมอทุกคนไม่เห็นในคืนแรก ก็คือความทันสมัยของคณะฯ นับแต่ชุดที่คนพื้นเมืองทุกคนสวมใส่ก็ทำมาจากวัสดุเทคโนโลยีมีราคาสูง เป้ก็คือเต็นท์นอนไปในตัว ขอเพียงปล่อยลม โครงสร้างของเต็นท์ก็จะขยายตัวจากปั๊มลมในตัวเอง พื้นนอนก็เป็นเบาะลม นวัตกรรมของความสะดวกสบายในการเดินป่า

กฤษณ์พาคนรักยืนดูการทำเต็นท์ของคนพื้นเมืองและอธิบายคุณสมบัติไปด้วย

"ยังมีคุณสมบัติพิเศษอะไรไหมคะ นอกจากกระเป๋าใส่ของกลายมาเป็นเต็นท์นอน"

"มีเม็ดแคปซูลที่เล็กมากๆแทรกอยู่ในใยผ้า คอยปล่อยกลิ่นป้องกันแมลงมารบกวน มันเป็นสารเคมีแต่ไม่มีอันตรายต่อคน ข้างในยังมีผ้าห่มไฟฟ้า วิทยุสือสารและยารักษาโรคนอกจากโครงสร้างเต็นท์นอนสามารถทำให้ขยายตัวด้วยลม ชุดที่เราใส่ยังขยายตัวได้ มีปุ่มฉุกเฉินที่อกเสื้อ ทำให้เป็นเกราะป้องกันร่างกายจากการกระแทก ทนต่อการถูกยิง แทง ฟันได้ในระดับหนึ่งเพราะใยผ้าเหนียวทนมาก"

เกตุฟังตามตาค้างเบิ่ง

"มิน่ามันถึงได้แพงนัก"

ขณะที่กำลังแจ่มใสก็พลันสะดุ้งโหยง เมื่อสายตาเหลือบลงไปข้างล่าง มีร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากแนวไม้ ตรงมาที่ขอบสระ แล้วก้มตัวจุ่มหน้าลงไปดื่มน้ำ จนแผ่นน้ำที่ใสเรียบนิ่งเกิดเป็นวงระลอกคลื่นจากจังหวะการดื่ม

"พี่หมอ! มีเสือดำ มันลงไปกินน้ำในสระ มันตามพวกเรามาจริงๆด้วย"

หล่อนเอะอะโวยวายลั่น

พอทุกคนมองตาม เหตุการณ์ข้างล่าง มีร่างอีกสามโผล่ตามออกมาจากแนวไม้ นั่นคือนายคง นายเดชและนายโย่ง ทั้งสามต่างจุ่มหน้าลงน้ำอย่างรวดเร็วด้วยอาการกระหาย

"นั่น คุณสัณฑ์ไม่ใช่เหรอกับพวกเด็กๆ ใช่เสือดำที่ไหนกัน"

กฤษณ์ยิ้มส่ายหน้าในการมองเห็นแบบผิดเพี้ยนของเธอ

"น้องคงนึกระแวงกลัวเสือดำมันจะตามมา ก็เลยมองคนเป็นเสือไป อีกอย่างคุณสัณฑ์เขาไม่มีหางเสียหน่อยนะ"

ร่างนั่นพอลุกขึ้นมายืนสองขาจากการดื่มน้ำ ก็คือนายสัณฑ์เองจริงๆ หล่อนตาฝาดไปมาก พอเขาเงยหน้าขึ้นมาคล้ายจะรู้ว่าถูกมอง ก็ยิ้มแยกเขี้ยวตอบมาทันใด หญิงสาวเห็นแล้วยังแสลงในใจหันมามองคนรัก

"เคยมีใครบอกพี่หมอบ้างไหมว่านายสัณฑ์เหมือนกับ…"

เธอมีอาการอึกอักนิดหนึ่ง จนเขาตอบมาแทน


"เหมือนกับเสือใช่ไหมจ้ะเกตุ"

"ค่ะ"

"ผู้ชายที่มีลักษณะคล้ายเสืออย่างคุณสัณฑ์พี่เองก็รู้สึก"

"พี่หมอรู้"

มองไปที่เขา ดวงตาสีฟ้างามและยิ้มได้ทุกเมื่อ มองตอบมาบอกว่าใช่ สิ่งที่เธอคิดและเห็นมาตั้งแต่วันแรกถึงลักษณะอันน่าเกรงครามและน่ากลัวของนายสัณฑ์ ไม่ใช่สิ่งที่เธอคิด เห็นไปเองเสียแล้ว แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างประหลาดแต่อีกความรู้สึกหนึ่งก็บอกว่านายสัณฑ์ เป็นคนที่เต็มไปด้วยอันตรายไปทั้งตัวเหมือนกับสัตว์ป่า

"ทุกคนรวมทั้งพี่ ต่างมองคุณสัณฑ์เช่นเดียวกับน้อง คราบภายนอกของเขา ทำให้ทุกคนรู้สึกไปอย่างนั้นจริงๆ ตั้งแต่วันแรกที่พี่ได้เผชิญหน้ากับเขาตอนมาที่ตลาดชุมสิงแห่งชายแดนนี่ใหม่ๆ ตอนนั้นพี่ขาแข็งไปหมดเลย เหมือนยืนเผชิญหน้ากับเสือ ผู้ชายคนนี้ช่างดูเต็มไปด้วยอันตรายทั้งตัวเหมือนสัตว์ป่า พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกกับเขาไปแบบนั้น แต่เขาเป็นเจ้าป่าแห่งนี้มานานแล้ว เป็นที่พึ่งพาของพี่ไปทุกป่าใหญ่ การกระทำบางอย่างของเขา ก็โหดร้ายเกินจะรับได้ ทั้งที่ยามปกติคุณสัณฑ์เป็นคนขี้เล่นเสียเต็มประดา แต่พี่ก็อภัยให้เขาเสมอเพราะสิ่งที่เขาทำเป็นความหวังดีที่มีให้แก่พี่ แม้ภายนอกคุณสัณฑ์จะเป็นคนดูป่าเถื่อนแต่ในจิตใจซ่อนลึกพี่รู้ว่าเขาเป็นคนดี"

กฤษณ์มองร่างนั่นด้วยประกายตาชื่นชมจนหญิงสาวอดมองอย่างสงสัยไม่ได้

"พี่หมอคงชอบเพื่อนคนนี่มากสินะคะ น้องมาทีหลังไม่รู้จะสู้เขาได้หรือเปล่า"

กฤษณ์รู้ตัวว่าเธอแอบงอนเลยเข้ามากอดโอ้โลม เกตุสะบัดหน้าไม่พอใจในวงแขนนั้น

"ก็เขามีลักษณะของชายชาตรีเต็มตัว เป็นแบบอย่างที่พี่หมออยากจะเป็นไงล่ะ น้องไม่ชอบเหรอที่พี่ยึดถือเขาเป็นแบบอย่าง"

"แน่นะ"

อารมณ์หวงแหนของหญิงสาวยิ่งมาก เธอไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นไม่ว่าจะชายหรือหญิง





การวางแค้มป์พักต้องแข่งกับเวลา พระอาทิตย์ส่องแสงสุดท้ายที่ปลายยอดเขา บนขอบของแอ่งกระทะ เป็นดงตะเคียนอันถูกจัดเป็นที่พัก ไม้แห้งถูกมาวางก่อสุมไฟต่อสู้กับความมืดซึ่งเริ่มโรยตัวลงมา

กฤษณ์เห็นคนรักยืนเก้กังอยู่เลยชวนมาทำเต็นท์นอนของตนเองบ้าง

"เกือบทุกคนมีเต็นท์นอนบุคคลอย่างนี่นะ ยกเว้นน้าเล่าอูกับคุณสัณฑ์ที่ชอบไปซุกนอนกับคนอื่นเสมอไม่เอาของตนเองมา บางทีก็ชอบออกไปนอนข้างนอกแค้มป์ ทั้งสองคนปฏิเสธของทุกอย่างที่พี่มอบให้ แล้วพวกเขาก็ใส่ชุดกับแบกสัมภาระของตนเองเท่านั้น"

คิ้วเข้มได้รูปของเกตุต้องขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินถึงคนยอดกวนประสาทอย่างนายสัณฑ์

"งั้น หมายความว่าทั้งสองขี้เกียจนะสิ น้องเห็นสองคนนี่สะพายกระเป๋าแบนๆเดินตัวปลิวมาตลอดทาง แต่คนอื่นรวมทั้งน้องด้วย ต้องแบกของหนักจนหลังแอ้"

"ก็น้องเอาของใช้ส่วนตัวอะไรมาตั้งพะรุงพะรัง พี่บอกให้เอาออกไปบ้างก็ไม่เชื่อ"

"มันเป็นความลับของผู้หญิงคะ แล้วน้องก็หอบหิ้วเอามาเองด้วยไม่ไปรบกวนใครแบบนายสัณฑ์เสียหน่อย เออ แล้วนายสัณฑ์ชอบไปซุกนอนในเต็นท์ของใครคะที่พี่หมอว่า"

เขาหัวเราะเล็กๆนิดหนึ่งก่อนพูด

"นอนกับพี่เอง"

"กรี๊ด! พี่หมอเป็นเกย์จริงๆด้วย"

"ป เปล่านะ"

หนุ่มหน้าสวยเหมือนผู้หญิงรีบตอบ แล้วสะบัดหน้าแต่ยังมีหางตามา จนหญิงสาวมองตามตาค้าง แล้วหันไปมองเหล่าชายทั้งหลายรอบตัว นายเนลอญหล่อแบบสำอาง กับนายเต๊อะก็เป็นหนุ่มมาดเซอ อภิรักษ์หนุ่มร่างใหญ่มีไรหนวดเล็กน้อยช่างเอาอกเอาใจ หรือชายบุคลิกเถื่อนๆแบบนายสัณฑ์ ยังไม่นับรวมหนุ่มหล่อกล้ามโตอย่างพี่หาญศึกของเธออีกคน ชายหนุ่มทุกรูปแบบล้วนห้อมล้อม เมื่อก่อนพวกเขาอยู่กันอย่างไรเธอก็ไม่เคยรู้มาก่อน กฤษณ์ท่าทางภายนอกก็เหมือนผู้หญิงมากอยู่แล้วจนเธอเริ่มไม่แน่ใจในความเป็นชายของเขาอีก

เข้ากอดรัดแขนของเขาไว้จนแน่น สิ่งหวงแหนที่สุดของเธอก็คือเขา จนกฤษณ์ ต้องละมือจากการจัดของในที่พัก มองหญิงสาวอย่างฉงนแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจ้องตาตอบอย่างแสนเต็มไปด้วยอารมณ์หึ่งหวงยิ่ง

"ต่อไปนี้ ห้าม นายสัณฑ์มานอนกับพี่หมออีกเด็ดขาดนะ จะผู้ชายคนไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้นเพราะที่นอนข้างตัวพี่หมอเป็นของน้องคนเดียว และจะเป็นตลอดไปด้วย ถ้าคืนนี่นายนั่นกล้ามาขอที่นอน น้องจะไล่ตะเพิดออกไปจริงๆด้วย ไม่เชื่อก็คอยดู"

"จ้าจ้ะ ดุจริงๆเลย"



เต็นท์นอนถูกกางเสร็จในไม่กี่นาที ฟืนไฟถูกก่อเพื่อให้แสงสว่าง ใต้ดงตะเคียนค่อนข้างราบโล่งแต่ข้างบนทึบจากร่มกิ้งไม้ ขณะที่คนพื้นเมืองส่วนใหญ่ไปล้อมวงดูสองเฒ่าสุ่มหัวส่องพระ

"อือม์ เป็นเนื้อที่สวยจริงๆเนื้อพระก็ดูใหม่ไม่เก่าเลย แต่ที่เป็นอย่างนี่ก็เพราะมีส่วนผสมของน้ำมันตังอิ้วอยู่มาก"

จ่าแจ๋วกำลังใช้กล้องส่องเนื้อพระที่ขอมาดูจากย่ามของตาลี ปากก็ร้อง จุ๊ๆ เสียงดัง ตาลีก็ส่องพระเหยี่ยวดำเหยี่ยวแดงของใหม่ได้มา เซียนพระทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนคำวิจารณ์กัน หาญศึกกับทองปานั่งมองดูข้างๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงชวนกันออกไปสำรวจพื้นที่รอบที่พัก

"มีกรวดหรือเม็ดทรายเล็กๆสีใสแวววาวอยู่มากในเนื้อองค์พระ ที่เซียนพระไทยเรียกว่าทรายแก้วเป็นจุดเด่นสำหรับพระพิมพ์นี้ อาจารย์เคยส่องมาแล้ว"

"พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่"

จ่าสรุปออกมา

"อาจารย์สะสมท่านมากว่าห้าสิบปีแล้วนะ ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แม้อาจารย์จะไม่ได้ถือพุทธแต่ก็สนใจพวกเครื่องรางของขลังจากฝั่งไทยอยู่มากเหมือนกัน เจอสหายฝั่งไทยเป็นต้องขอแลกเปลี่ยนของขลังกันทุกครั้ง จนตอนนี้มีเป็นร้อยองค์ แต่ที่คนสนใจอยากจะมาขอเช่าบูชามากที่สุดก็คือชุดเบญจภาคีเนี่ยหล่ะ"

จ่าละสายตาจากแว่นแล้วเอาองค์พระพนมสูงเหนือศีรษะ

"สมเด็จโตท่านใช้มวลสารส่วนหนึ่งท่านเอามาจากข้าวสุกที่เหลือฉัน แป้งข้าวเหนียว การหดตัว แห้งตัวขององค์พระก็มาจากเศษอาหาร ระยะเวลาและความร้อนในอากาศหลายๆปี ฤดูกาลธรรม ชาติ เราจะเห็นจุดสีดำอันเป็นเกสรดอกไม้นานาชนิดปนอยู่ในมวลสารขององค์พระให้เป็นที่สังเกตด้วย"

เจอคลังสมบัติในย่ามของหมอผีชาวว้า จ่าแถบลืมเรื่องอื่นไปหมดสิ้น สองเฒ่ายิ่งคุยถูกคอเมื่อมีเหล้าป่ามาร่วมด้วย หม้อแกงเนื้อกำลังระอุส่งกลิ่นเครื่องเทศโชยกรุ่น หมู่แม็ก ผู้สนใจเพียงอาหารมื้อพิเศษเข้ามาช่วยใช้มีดหั่นเนื้อหั่นไส้ใส่หม้อ

"คนเล่นของพวกนี่เขาไม่กินเนื้อหมากันไม่ใช่เหรอจ่า มันเป็นของต่ำผิดสำแดง"

อยู่ๆสิบเอกก็โพรงขึ้นมาหน้าตาเฉย จนหางตาตีนกาของจ่าพลันกระตุกเอา ง้างเท้าเข้าให้

"เดี๊ยะ ผิดสำแดง ระดับนี่เขาบรรลุอรหันต์เป็นพระจี้กงกันแล้วโว้ย"

หมู่หลบวูบได้แล้วหัวเราะแหะๆ ลงมือหั่นเนื้อต่อ หันมาพูดเรื่องอื่นแทน

"ไส้ ทำได้สะอาดมากนะครับ ไม่มีกลิ่นติดเลย เขาทำกันยังไงครับ?”

ตาลีละสายตาจากแว่นส่องมาพูดบ้าง

"ตอนที่เขาเชือดหมา เขาเอาน้ำร้อนเดือดพล่านกรอกลงปากลงคอหมา น้ำร้อนมันจะขับมูลเมือกในลำไส้ออกจนหมด สะอาดกว่าเราควักออกมาล้างตอนหลังอีก เนื้อหมาดำช่วยแก้หนาวแถมยังช่วยแก้หวัดได้ด้วยนา ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะพ่อหนุ่มน้อย คนถิ่นไหนเขาก็กินทั้งนั้น"




ฮัดชิ้ว!...

ยอดคุณหมอจามออกมาจนอภิรักษ์คนรับใช้ที่คอยจับตาอยู่ตลอดต้องเข้ามาจับตัวจับซอกคออย่างเป็นห่วง

"คุณหนูเป็นหวัด ว่าแล้วพี่เห็นท่าทางโรยๆมาตั้งแต่มาถึงนี่แล้ว"

เกตุรีบเบียดหนุ่มใหญ่ออกไป แม้จะเต็มไปด้วยความไม่พอใจขนาดไหนแต่อภิรักษ์ก็ทำได้แค่นั้น หล่อนรีบเอามืออังหน้าผากของคนรักตรวจดูบ้าง

"ตัวอุ่นจัง"

"พี่เป็นหวัด ได้พักผ่อนสักหน่อยก็คงหาย"

"พี่หมอเป็นหวัด? "

เกตุร้องออกมา แล้วก็ต้องยิ้มแค่น ๆ

"น่าสงสารจัง เมื่อคืนน้องน่าจะคิดสักนิดเรื่องของเรา ทำให้พี่หมอพลอยติดหวัดไปจากตัวน้องด้วยเลย ประเดี๋ยวน้องจะเอายามาให้กินลดไข้ให้"

"เออ! ให้มันรู้จักหน้าที่ของเมียเสียมั้งซิ อย่าเอาแต่ฉอเลาะแต่อย่างเดียว"

อภิรักษ์พูดเสียงห้วนเดินอ้อมหลังมาพร้อมกับน้ำขิงอุ่น แล้วก็วางไว้ใกล้ๆเพราะรู้ว่าหญิงสาวจะต้องมาแย่งไปให้คุณหนูของเขาเองอีก

เกตุหันขวับไปกับประโยคสั้นๆของชายคนนั้น

"อย่าถือสาพี่อภิรักษ์เลยนะเพราะปกติเขาเป็นคนดูแลพี่"

"น้องไม่แคร์คะ ว่าใครจะคิดยังไงกับน้องหรอกนะค่ะ"

เสียงดังของเธออย่างไม่เกรงชายคนนั้นจะได้ยิน

"หน้าที่ดูแลพี่หมอเป็นของน้อง มัน ไม่ใช่หน้าที่ของใครที่ไหนอีกแล้ว เอาล่ะ พี่หมอเหนื่อยมามากแล้ว เข้าพักในเต็นท์ก่อนนะ ดื่มน้ำขิงอุ่นๆสะก่อนจะทำให้หายใจโล่งขึ้น คืนนี้ น้องจะเป็นฝ่ายดูแลพี่หมอเอง!"

ชายคนนั้นเดินจากไปอย่างหน้าง้ำ เกตุตอบโต้อย่างทันควันด้วยนิสัยไม่ยอมคน

"ต้องขอโทษพี่หมอด้วยนะค่ะ ถ้าหากน้องจะเป็นคนตรงโผงผางพูดจาแรงๆไป ก็คุณอภิรักษ์เขาดูไม่ค่อยจะชอบหน้าน้องเลย ทั้งที่เรื่องของเรามันลงเอยถึงขั้นนี้แล้ว เขาควรจะยอมรับฐานะของน้องได้สะที"

หล่อนพูดอย่างกระฟัดกระเฟียด

"เกตุเป็นคนแบบนี่มาตั้งแต่วันแรก พี่หมอยอมรับทุกสิ่งที่เกตุเป็น พี่ไม่มีทางจะเปลี่ยนน้องให้เป็นแบบอื่นไปได้หรอกแต่อยากจะบอกให้รู้ว่าพี่อภิรักษ์เขารักและหวังดีกับพี่มาตลอด ให้เวลาเขาอีกสักนิดนะ ให้เขาค่อยทำใจยอมรับตัวน้อง"

กฤษณ์ว่าเนิบ ๆ สีหน้าคงระบายไปด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี ดวงตาสีฟ้าจับมา จนเกตุลดอารมณ์โมโหลง

เล่าอูพอบัญชางานตั้งแค้มป์เสร็จก็รีบเดินหายออกไป มุ่งหน้าไปในจุดนัดพบ พวกเด็กหนุ่มทั้งสามออกมารออยู่ก่อนแล้วและพาไปหานายสัณฑ์ทันที ซึ่งจุดพักของเขาอยู่หลังเนินใหญ่มีต้นตะเคียนคู่ขึ้นบังสายตาจากคนในแค้มป์ ระหว่างสระมรกตและแค้มป์พักนั่นเอง ร่างของสัณฑ์นอนนิ่งอยู่บนพื้นใบไม้ปู ขอนไม้แทนหมอน แว่นดำที่สวมอยู่ทำให้ดูไม่ออกว่าเขาหลับหรือลืมตาตื่นอยู่ ทั้งสี่ต่างมานั่งล้อมรอบตัว มองร่างอันหายใจโรย ยังไม่ทันจะเปิดปากพูดนายสัณฑ์ก็เป็นฝ่ายเปิดปากเปล่งเสียงออกมาเสียก่อน

"วางแค้มป์ตามที่ฉันสั่งไว้เรียบร้อยนะเล่าอู"

เสียงที่เปล่งออกมาชัดเจนแสดงว่าเขาไม่ได้หลับเลย

"ครับนาย ผมวางไม่ให้เลยแนวต้นตะเคียนคู่นี่ไปได้ พวกเราเข้าใจทุกคนกันอยู่แล้วว่าพอตะวันตกดินเข้ากลางคืนไปแล้วเมื่อไหร่จะต้องห้ามข้ามเส้นที่นายดักไว้ตรงนี้ ดงตะเคียนใช่ธรรมดาที่ไหน ไม่มีใครเขากล้ามาพักหรอกถ้าไม่แน่จริง มีแต่เราเท่านั้นส่วนภายในมีอาจารย์ตาลีอยู่ก็รับประกันว่าทุกคนในแค้มป์ต้องปลอดภัยครับ"

"แล้วยัยเด็กนั่นล่ะกับพวกหาญศึกบอกด้วยหรือเปล่า"

"กลับไปผมจะบอกเธอให้ครับ เห็นกลัวผีอย่างนั้นคงไม่กล้าออกมาหรอก ส่วนพวกผู้กองผมอยากจะลองของดูกึ๋นหน่อยเลยไม่บอก เห็นแต่ละคนมีพระดีติดตัวกันทั้งนั้นโดยเฉพาะจ่าแจ๋วคงจะอมภูมิไว้เยอะ ถ้าไม่มีดีคงไม่กล้ามาถึงนี่หรอก"

"มีอะไรน่ากลัวหรือครับ ถึงต้องห้ามออกนอกเส้นตรงนี้?”

นายคงแทรกออกมาอย่างพะอืดพะอมเพราะพอจะเดาความอะไรบางอย่างจากการสนทนาของทั้งคู่ สายตามองผ่านไปมาแล้วสะดุดมองต้นพญาตะเคียนตรงหน้า เดชกับโย่งต่างก็นั่งห่อตัวด้วยหวาดหวั่นกับบรรยากาศในป่าแห่งนี้ ที่ยิ่งตะวันใกล้ตกดิน ยิ่งเย็นยะเยือกเข้าทุกรูขุมขน เล่าอูวางปืนลูกซองลง ติดกระดุมเสื้อทุกเม็ดของเขาให้มิดชิดแล้วหันมามองอย่างปรานี

"ที่นี่เจ้าที่แรง น้าหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในต้นตะเคียน ท่านเป็นผู้ใหญ่จะปกป้องคุ้มครองพวกเราทุกคน อยู่ที่นี่ต้องสำรวมไว้นะ อย่าเอะอะโวยวาย เล่นตลกคะนอง แม้ แต่เวลาจะถ่ายหนักถ่ายเบาก็ต้องขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางด้วย เข้าใจนะทุกคน"

"เจ้าที่หมายถึง ผี ใช่ไหมน้า"

นายเดชถามเข้าให้บ้างทำเอาเพื่อนต้องสะดุ้ง กระโจนเข้าตบหัว ถีบถ่องกันให้วุ่นวายทันทีเพราะไม่อยากฟังคำนี้

"ไอ้บ้า! เข้าป่าเขาห้ามพูดถึงเสือ กลางคืนเขาห้ามพูดถึงผี แต่แกถามหาแต่เสือทั้งวันกลางคืนยังทะลึ่งถามหาผีอีกอยากเจอมันนักเรอะ เอาตีนฉันไปก่อนมั้ย"

"ก้อกลางวันฉันเห็นเสือจริงๆนี่นาเสือดำตัวออกเบ้อเร่อ กลางคืนยังมาเจอเรื่องน่ากลัวอีกโอ้ย ทำไมฉันต้องมาเจอแต่เรื่องโหดร้ายแบบนี่ด้วย เราไปขอโทษพี่เกตุแล้วเข้าไปอยู่ข้างในกันเถอะไอ้คงไอ้โย่ง"

นายเดชขี้ใจเซาะสุดอุทธรณ์ออกมา

เล่าอูยิ้มกับคำถามนั้น มองพวกเด็กหนุ่มไล่ทุบถ่องกัน แม้ทั้งสามจะหน้าซีด แต่ในหัวจิตหัวใจยังไม่ฝ่อไปหมด สัณฑ์ลุกขึ้นมานั่งอย่างยากเย็น ริมฝีปากยังคงซีดขาวอยู่เช่นเดิม มองพวกลูกศิษย์แล้วบอกให้กลับเข้าไปข้างใน พวกนายคงชะงักกับคำของครูของตนอยู่นิดหนึ่งแล้วก็เอ่ยคำยืนยันจะอยู่เฝ้าดูแลเขาต่อไป

“ไม่ต้องมาอยู่เฝ้าฉันหรอกกลับเข้าไปข้างในกับเล่าอูได้แล้ว"

"ไม่ได้นะครับพี่สัณฑ์ยังไม่หายดี พวกเราจะอยู่ดูแลพี่ไม่ไปไหนเด็ดขาด ทั้งวันนี่พี่สัณฑ์ยังเดินเหินเองแทบไม่ได้เลย พวกเราต้องผลัดกันแบกมา ทำไมพี่สัณฑ์ไม่ยอมเข้าไปร่วมกับคนอื่น ยอมให้หมอกฤษณ์รักษาละครับ หมอมีทั้งยาทั้งเครื่องมือเยอะแยะจะช่วยพี่ได้นะ"

ร่างอันหายใจอย่างอ่อนแรง

"ชีพจรของฉันมันหยุดเต้นไปแล้ว หมอที่ไหนทฤษฎีการแพทย์ไหนในโลกก็ช่วยฉันไม่ได้ นี่เป็นสาเหตุที่ฉันยอมให้หมอกฤษณ์มาใกล้ตัวไม่ได้ แต่อีกไม่กี่วันร่างกายของฉันจะกลับเข้าที่ ชีพจรจะกลับมาเต้นเองอีกครั้งไม่ต้องห่วง"

ร่างนั่นค่อยผ่อนตัวนอนลงไปแน่นิ่งอีกครั้ง ผิวเนื้อแห้ง แข็งทื่อเหมือนคนตายหากเพียงยังพูดได้เท่านั้น คง เดช ยังแอบผวา สภาพของสัณฑ์เหมือนศพจริงๆ โย่งสมาธิแข็งสุดเอามือตบหลังทั้งสองหนักๆไม่ให้กลัวผู้มีพระคุณตรงหน้า เขาขยับเข้ามาเอามือจับเส้นชีพจรที่ข้อแขน

"ชีพจรของพี่ยังเต้นอยู่ครับ ผมรู้สึกได้ แม้จะแผ่วเบาแค่ไหนแต่พี่คือคนเป็นไม่ใช่คนตาย"


"หากพวกนายเกิดกลัวฉันขึ้นมาละก้อ จงกลับเข้าไปร่วมกับ ยัยเด็กนั่นได้แล้ว ฉันจะอยู่เฝ้าตรงนี้ แต่ขอบอกไว้ก่อนหากคืนนี่ได้ยินได้เห็นอะไรแปลกๆก็อย่าออกมาเด็ดขาด"

"ไม่ครับ!"

เด็กหนุ่มทั้งสามคนก็กรูเข้ามาล้อมร่างที่นอนนิ่ง

"ไม่ว่าพี่สัณฑ์จะเป็นอะไรก็ตามพี่สัณฑ์ก็เป็นผู้มีบุญคุณของพวกผม เราจะอยู่เฝ้าพี่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม"





คนติดหวัดต้องนอนพักอย่างอ่อนแรง อภิรักษ์ทำท่าจะเข้ามาดูเป็นอันต้องพักไปเพราะมีหญิงสาวคั้นไว้ หล่อนปรึกษากับเนลอญเรื่องยากินประเภทสกัดไข้และป้องกันหวัด พอได้ยาแล้วหล่อนก็บอกให้สององครักษ์ทั้งสองออกไปกินอาหารกับทุกคน ห้ามเข้ามาเฝ้าหน้าเต็นท์ในหนึ่งชั่วโมง สั่งเสร็จก็ตรงเข้าเต็นท์ลูดซิปปิดประตูมิดชิด

"พี่หมอคะ คืนนี่น้องจะเป็นนางพยาบาลพิเศษให้เอง น้องไปเอายาจากคลังยามาแล้วน๊าก่อนนอนมากินยาเสียโดยดี"

ยอดคุณหมอนอนอย่างอ่อนระโหยจากอาการหวัดโบกมือปัดไม่ยอมรับยา

"อะไรกันนายแพทย์จะกินยาแบบคนธรรมดาไม่ได้หรือค่ะ น้องคงไม่ได้เอายามาให้พี่หมอผิดใช่ไหม"

แววตาของหล่อนส่อความไม่พอใจขึ้น แต่ก็ยิ้มออกมานิด ๆ แล้วยัดยาสองเม็ดใส่ในมือของเขา คนเป็นหมอต้องผงกคอมองยาที่ถูกจ่ายมาในมือของตนแล้วต้องเอามือกุมศีรษะ

"ฮือม์ ! ให้รู้จักหน้าที่เสียมั่งซิ ตัวเป็นคนไข้ของพยาบาลคนนี่แล้วนะ ห้ามขัดคำสั่งเด็ดขาด อ้อ ! แล้วก็ห้ามออกมาเดินตากลมข้างนอกให้ไข้ขึ้นมาอีกนะ น้องจะออกไปตรวจตราพวกเวรยามข้างนอกให้เอง"

"ครับผม นายหญิง"

กฤษณ์ตอบหางเสียงล้อเลียน แต่ในมือยังคงกำยาเอาไว้ไม่ยอมเอายาเข้าปากเสียทีทั้งที่หล่อนเตรียมเอาน้ำมาให้ดื่มตาม

เกตุหยิบยานั่นจะส่งเข้าปากให้ กฤษณ์เบียนหน้าหนี

"มามะมากินยาเสียดีๆ"

ร่างของยอดคุณหมอต้องเป็นฝ่ายนอนแม่บอย่างอ่อนเพลียอยู่บนเตียงสนามโดยมีเกตุเป็นพยาบาลคอยดูแลสองต่อสอง

"เกตุ พี่แค่ต้องการพักผ่อนเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องกินยาหวัดมันก็หายเองได้"

"ขี้โกงนี่คนไข้เป็นหวัดคุณหมอให้กินยาโน่นยานี่สารพัด แต่ทีคนเป็นหมอเองเป็นกลับไม่ยอมกินจะให้มันหายเองเอาเปรียบกันเห็นๆ ถ้าไม่กินยางั้นเอายาฉีดแทนเอามะ"

รอยยิ้มอย่างสะใจก่อขึ้นที่มุมปาก มองสำรวจร่างคนไข้หนุ่มตรงหน้า คืนนี่เหตุการณ์มันกลับตาลปัตรกลายเป็นยอดคุณหมอกลายเป็นคนไข้เสียเอง หลังไล่คนรับใช้ออกไปให้ห่างแล้วนักเทควันโดสาวก็เข้าล้อกตัวเขาอย่างมีเทคนิค กฤษณ์ร้องบอกว่า แย่แล้ว ในใจรู้ตัวว่าเสียท่าให้เธอมาแก้แค้นคืนเสียแล้ว เกตุยิ่งทำเสียงดุอย่างได้ใจ

"กินยาเสีย แล้วน้องจะลอกคราบพี่หมอออกให้หมด แล้วจะเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ด้วย พี่หมอจะได้สบายตัวจะได้พักผ่อนได้เต็มที่ เหมือนอย่างที่พี่หมอทำกับน้องไว้เมื่อคืนไง"

เขาต้องหน้านิ่วจากการถูกล้อกแขนจนแน่นร้องออกมาละล่ำละลัก

"เกตุถ้าน้องยังโกรธเรื่องที่เมื่อคืนพี่หมอถอดเสื้อผ้าน้องออกตอนหลับละก้อพี่หมอขอโทษอีกครั้งนะพี่หมอทำไปตามหน้าที่ไม่ได้มีคิดอะไรเกินเลยสักนิดนะ"

"ก็น้องก็กำลังทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีอยู่นี่ไงค่ะ"

ยิ้มหวานจากพยาบาลมือหนัก หล่อนทำเสียงดุบอกมาให้อยู่นิ่งๆเริ่มลงมือถอดเสื้อผ้าของเขาออกอย่างรวดเร็ว เสื้อและกางเกงถูกโยนกองอย่างไม่ใยดี ชายหนุ่มต้องมิดเมี้ยนร่างกายอันเปลือยเปล่าต่อหน้าหญิงสาวแม้เธอจะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขาแล้วแต่ก็อดอายไม่ได้ เอามือกุมเนินอกอีกข้างปิดบังของสงวนไว้ ผิวกายขาวผ่องถูกมองและจ้องไปทุกสัดส่วน แล้วหญิงสาวก็ยิ้มอย่างพออกพอใจหัวเราะออกมาเบาๆ

"หุๆตลกจัง"

"เกตุ พี่ไม่เคยมีใครมามองร่างเปลือยของพี่มาก่อนเลยนะในชีวิต อย่ามองพี่ด้วยสายตาแบบนี่ได้ไหม พี่อายเป็นเหมือนกันนะ"

สายตาคมปลาบตอบลงมา ทำเอาหมอหนุ่มต้องสะอึกคำพูดทันที

"ที่นี้เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกพี่หมอจ้องมองร่างเปลือยหรือยัง สายตาพี่หมอเมื่อคืนก็แบบนี่แหล่ะ พี่หมอคงชินกับการมองคนอื่นมามากสินะ มองแบบศิลปะงั้นสิ คราวมาโดนคนอื่นมองบ้างเป็นไง รู้สึกยังไงมั่ง มองแล้วไม่คิดแล้วได้น้องเป็นเมียได้ไงหมอเจ้าเล่ห์"

หล่อนเอาผ้าซุบน้ำร้อนวางโบ๊ะลงบนหน้าอกของเขาอย่างจงใจ เริ่มลงมือเอาผ้าเช็ดตัวให้ จนกฤษณ์ต้องสะดุ้งร้องอู้เพราะความร้อน เกตุเล่นบทที่เขาทำไว้เมื่อคืนทุกอย่าง

"คนอย่างน้อง มีแค้น แก้แค้นสิบปียังไม่สาย จะเอาคืนหมอเจ้าเล่ห์ให้หนักๆอยู่นิ่งๆนะน้องจะลงมือเช็ดให้ทั่วทั้งตัวเลย โดนอะไรเข้าอย่ามาร้องมาเอะอะเข้าละกัน"




ตาลีหมอผีเอาอาหารไปเซ่นเจ้าที่บอกกล่าวขอพักอาศัยตามธรรมเนียมป่า พอเสร็จพิธี การกินกันจึงเริ่มขึ้น อาหารค่ำมื้อของพวกจ่าแจ๋วกับตาลีเต็มไปด้วยความครึกครื้นออกรสออกชาติ หาญศึกจำใจมาร่วมวงโดยเอาเหล้านอกหนึ่งขวดมาร่วมวงกับคนพื้นเมืองทุกคนไม่จำเป็นจะต้องอาศัยอาหารสำเร็จรูปของนายหมอกฤษณ์ที่จัดเตรียมมาอย่างเหลือเฟือเลย
กลิ่นของแกงเนื้อโซ้ยกรุ่น กินกันข้างกองไฟและคุยกันเป็นที่สนุกสนาน แขกของนายหมอได้กลายมาเป็นแขกของทุกคนในคณะ บรรยากาศอันแสนชื่นมื่น ตะวันตกดินไปแล้ว แสงจากกองไฟยิ่งโชติช่วง ในเต็นท์นอนของทุกคน เปิดไฟนีออนสว่างพราว ที่บริเวณทางเดินตามไฟด้วยหลอดไฟนีออนเล็ก ๆ ส่วนภายนอกก่อกองไฟเป็นอาณาเขตบอกไว้ หาญศึกกินไปด้วยแล้วมองหาคนที่เหลือ

"นายหมอเกิดไม่สบายนายหญิงเลยต้องอยู่ดูแล ไม่ออกไปไหนหรอกครับ ส่วนนายสัณฑ์กับเจ้าพวกนายคง จะหากินกันเองอยู่ข้างนอก ส่วนน้าพี่เล่าอูจะตามมาสมทบภายหลัง"

นายเต๊อะสรุปมาให้

หลังอาหารที่พักนอนของแต่ละคนกระจายตัวกันออกไป ตามแต่จะสะดวกแต่ก็อยู่ในรัศมีร้อยเมตรให้มองเห็นกันและช่วยเหลือกันได้ทัน พวกคนพื้นเมืองยังสุมไฟอยู่หน้าที่นอนของตน ซึ่งเรียงรายกันเป็นระยะ ใจกลางคือเต็นท์ใหญ่สำหรับนายหมอ มีโต๊ะสนาม ตลอดจนเครื่องใช้อำนวยความสะดวกทุกชนิด ที่นำติดมาถูกนำออกมาจัดเตรียมพรักพร้อม คนรับใช้ประจำอย่างอภิรักษ์ได้จัดการทุกอย่างไว้ให้แล้วโดยมีสององครักษ์ คอยรับใช้อยู่ยามหน้าเต็นท์เฉพาะเวลากลางคืน กำหนดเวรยามผลัดเปลี่ยนดูแลนายหมอเพียงสองคนเท่านั้น

หญิงสาวคงนอนลืมตาโพลงอยู่เช่นนั้น บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ใหม่แปลกไปจากที่หล่อนเคยพบ ทำให้บังเกิดอารมณ์ตื่นเต้นประหลาด ไม่อาจหลับลงโดยง่าย เวลาผ่านไปเสียงเอะอะเฮฮาของพวกข้างนอกเริ่มจะซาลงเป็นลำดับ จนกระทั่งเงียบหายกลายเป็นความสงัดเงียบเชียบวังเวง ได้ยินแต่เสียงไม้ไหม้ไฟปะทุแตก นาน ๆ จะแว่วเสียงหมาป่าเห่าหอน แว่วมาแต่ไกล

หล่อนไม่ง่วงเลยสักนิด

หญิงสาวสลัดผ้าห่มที่คลุมกายออก ลุกขึ้นจากเตียงสนาม มองคนข้างตัวซึ่งหลับสนิทไปแล้วด้วยฤทธิ์ยาไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมา คว้าเข็มขัดปืนสั้นที่วางข้างตัวขึ้นมาคาดเอว ชุดนอนสีเขียวตัวเก่งสวมทับด้วยชุดขนมิงค์ คว้าไฟฉายติดมือได้แล้วก็เดินออกมาจากเต๊นท์ สัมผัสอากาศเบื้องนอกยิ่งเย็นจัด พระจันทร์เต็มดวงข้างบนส่องแสงผ่านช่องว่างลงมาเป็นจุดพราว ไฟกองใหญ่ที่ซุ่มอยู่หน้าที่พักนายหมอลุกโพลงส่องแสงสว่างเรืองรอง ร่างฉกรรจ์ของเนลอญหนุ่มชาวมอญนั่งกอดเข่า เอาไม้เขี่ยกองไฟเล่นอย่างไร้ความหมาย เมื่อเห็นหล่อนเดินออกมาก็ลุกขึ้นยืนยิ้มรับ

"นายหญิงยังไม่นอนอีกหรือครับ ?"

เสียงห้าว ๆ มีกังวานทักออกมาเบา ๆ

ว่าจะทักเรื่องทำไมเขาถึงมาอยู่หน้าเต็นท์ตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ก็ลืมไปว่าหล่อนบอกให้เขาไปทางอื่นเองสักชั่วโมงค่อยกลับมา เลยได้แต่ยิ้มให้องครักษ์ผู้เงียบขรึม

"ฉันยังไม่อยากนอนหรอกเนลอญ"

หล่อนพูดเสียงนุ่ม กวาดสายตาไปรอบด้านที่มองเห็นกองไฟเรียงรายอยู่เป็นระยะ แสงจากพระจันทร์ดวงโตคืนนี้ผุดผ่อง แต่เหนือหัวขึ้นไปเป็นพุ่มไสวของตะเคียนทั้งดง แลทำให้เห็นภาพเงาตะคุ่มของพวกคนพื้นเมืองข้างใต้ซึ่งนั่งล้อมวงห่างออกไปสักร้อยเมตรยังคงได้ยินเสียงพูดคุยกันพึมพำ กลิ่นอะไรบางอย่างลอยมาจากทางพวกนั้น ฉากเบื้อง หลังที่นั่งกันอยู่ เป็นความดำมืออันน่าสะพรึงกลัวของป่าสูงดงตะเคียนรอบด้านในยามวิกาล

"นั่น พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ตรงนั่น ท่าทางเหมือนกำลังกินอะไรกันอยู่หรือ?"

หล่อนมองแล้วฉายไฟไป พวกนั่นเพียงหันหลังมามอง

"ครับ พวกลุงจ่ากับปู่ตาลีกำลังกินอาหารกับพวกอยู่ยาม"

"เอ้ ตอนเย็นพวกนี่ก็ไม่ออกมากินอะไรเลย แล้วมาทำอะไรกินเอาตอนนี้? แล้วเราล่ะเนลอญทำไมไม่ไปกินกับเขาด้วย"

หญิงสาวถามออกมา เนลอญอมยิ้มออกมานิดหนึ่ง แล้วบอกว่าที่พวกจ่าแจ๋วกินกันอยู่คือซุปเนื้อหมา ของฝากจากพวกทหารกะเหรี่ยง ทำเอานายหญิงคนใหม่ต้องตาตั้ง หันขวับไปมองย้ำถามอีกครั้ง

"ผมเห็นจะไม่กินด้วยหรอกครับ ผมเป็นคนรักหมาที่บ้านก็มีเลี้ยงด้วยหลายตัวเลยกินไม่ลง แต่มันเป็นความเชื่อของคนตั้งหลายท้องที่ มีมานานแล้วว่าการกินเนื้อหมาโดยเฉพาะเนื้อหมาดำจะช่วยให้หายหนาวได้ แต่ผมเป็นคนรักสุนัขสงสารมันออกเลยไม่กิน"

หล่อนทอดสายตาตาม อย่างขยะแขยงไปทางเงาสลัววับแวม เสียงเนลอญกล่าวต่อมา

"นายหญิงออกมาทำไมครับ ดึกมากแล้ว น้ำค้างป่าแรง เดี๋ยวไม่สบาย"

เกตุหัวเราะน้อย ๆ มองดูหนุ่มองครักษ์ด้วยสายตาแสดงความปรานี

"ไม่เป็นไรหรอกเนลอญ เธอเป็นคนดีที่ไม่กินหมานะ พวกนี่ก็เสียกะไรพี่หมอเลี้ยงดูอย่างดี มีอาหารดีๆให้กินกันอย่างสมบูรณ์ มีที่นอนอุ่นๆให้นอน ยังอยากจะไปเบียด เบียนสัตว์ที่มันเป็นเพื่อนมนุษย์อย่างสุนัขอีก เดี๋ยวฉันมีเรื่องอะไรต้องทำก่อนนอน อยากจะออกแรงเสียหน่อย"

นักเทควันโดสาวถึงกับหักข้อนิ้วลั่น กร๊อบ

"โอ ! ออกแรงอะไรกันในเวลาอย่างนี้..."

เนลอญเริ่มเดาในนิสัยของเธอ คิดว่าจะก่อเรื่องอะไรอีก หญิงสาวผู้เป็นนายใหม่ของชาวคณะเพียงยิ้มเล็กน้อยมองดูองครักษ์หนุ่มที่น่าจะอยู่ในวัยเดียวกับเธอ แต่ดูเคร่งขรึมเอาการเอางานต่างจากเพื่อนอีกคนเหลือเกิน

"ฉันแค่อยากจะดูแลทุกคน แทนพี่หมอไม่ได้คิดจะไปมีเรื่องอะไรเสียหน่อย แต่พี่หมอหลับไปแล้ว ฉันยังไม่ง่วงอยากจะเดินเล่นสักหน่อย เธอจะไปกับฉันไหม ?"

"โอ ! เดินเล่นในเวลาอย่างนี้..."

"ฉันอยากจะออกไปที่บ่อมรกตนอกบริเวณแค้มป์ของเรา กลางคืนอย่างนี้แสงจันทร์สะท้อนกับน้ำดูสวยมาก ฉันมองจากตรงนี้แล้วมันสวยเหลือเกิน อยากล้างเนื้อล้างตัวสักหน่อย จะให้เราไปเป็นเพื่อนด้วยนะ"

เนลอญลังเลอยู่อึดใจ ก็ไม่พูดอะไรอีกก้มลงไปคว้าปืนคู่ชีพขึ้นเหน็บซองปืนที่คาดลำตัวเอาไว้ เกตุเริ่มออกเดินทอดน่องไปช้า ๆ หนุ่มชาวมอญ เดินตามไปเบื้องหลังอย่างสงบ จะพูดด้วยก็ต่อ เมื่อถูกถามเท่านั้น หล่อนเลยเดินตรวจไปทั่วบริเวณที่เต็นท์ตั้งอยู่ หลายคนปิดไฟเข้านอนกันแล้วเหลือเพียงพวกอยู่ยามเพียงสามสี่คนที่นั่งกระจุกอยู่ตรงกองไฟกลางแค้มป์

แล้วก็มาหยุดสะดุดเมื่อเห็นแสงของไฟฉายกราดวอบแวบ หลังแนวต้นไม้ นอกอาณาเขตแค้มป์ไปแล้ว เป็นร่างใหญ่ของหาญศึกกับคนร่างเล็กอย่างทองปา ทั้งสองกำลังออกตรวจช่วยพวกอยู่ยามอีกแรง สองคนกำลังเดินลงไปทางสระเบื้องล่าง เนลอญชี้ให้ขอหาญศึกไปเป็นเพื่อนเธอ รอยยิ้มของเธอพลันหุนหันรีบหันกลับทันทีแล้วบอกว่าจะไม่ไปที่สระแล้ว ทำเอาเนลอญชักจะเดาไจไม่ถูก พอดีมีแสงจากไฟฉายของเล่าอูรีบเร่งไล่ตามหลังมา คล้ายจะเรียกให้หยุด

"เล่าอู ฉันอยากจะไปตักน้ำมาให้พี่หมอ น้ำไม่พอฉันจะลงไปได้ไหม"

เกตุร้องทักมายิ้ม ๆ ปากชมว่าเล่าอูพอขาดเหล้ามาเพียงสองวัน สีหน้าดูดีขึ้น เป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้มากกว่านายสัณฑ์เสียอีก

"ผมให้คนเอาน้ำมาให้แล้วครับ ล้อมผ้าทำเป็นที่อาบน้ำให้นายหมอกับนายหญิงแล้ว เดินออกนอกแค้มป์ตอนนี้มันอันตราย ถ้าไม่กลัวผีก็กลัวงูพิษเถอะครับ กลางคืนแบบนี้เราแยกไม่ออกหรอกว่าเถาวัลย์ต่างจากงูอย่างไร ดีไม่ดีไปเหยียบมันเข้า จะเกิดอันตรายได้ เซรุ่มแก้พิษงูเรามีก็จริง แต่ถ้าโดนเข้ามีหวังนอนซมไปหลายวัน และผมอยากจะขอเตือนไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า เวลากลางคืนห้ามออกนอกแค้มป์เด็ดขาด ในป่าที่เราอยู่มีอันตรายทุกฝีก้าวไม่อาจจะไปไหนมาไหนได้สะดวกเหมือนป่าแถวหมู่บ้านหรอกครับผมขอเตือนเอาไว้"

"ยอมแล้วจ้า ไม่ไปแล้ว งูฉันก็กลัวเหมือนกัน?"

หล่อนยอมไม่ไปแต่ก็ถามหาพวกนายคง รุ่นน้องทั้งสามคนที่ไม่ว่าหล่อนจะกวาดสายตามองหาก็ยังไม่เจอ พอถามหาเล่าอูก็ชี้ไปยังหลังลูกเนินอันมีต้นตะเคียนใหญ่ขึ้นคั้นระหว่างแค้มป์กับสระมรกตข้างล่าง เกตุต้องจุ๊ปากบ่นพึมออกมา โดยแท้ที่จริงคือเป็นห่วงพวกสามคนนั้น เล่าอูเพียงยิ้มและชี้มือไปทางด้านต้นตะเคียนคู่ใหญ่ทะมึนเป็นพญาไม้บดบังขวางกันระหว่างสระและแค้มป์พัก มีกองไฟสุมเหมือนบริเวณอื่น ๆ

"พวกเขาอยู่กับนายสัณฑ์จะปลอดภัยครับนายหญิง ในป่านายสัณฑ์ก็เปรียบเหมือนเจ้าป่าไม่มีอะไรมาทำอันตรายเด็กพวกนั้นได้หรอกครับ"

เล่าอูตอบเรียบ ๆ

"พวกเขานอนกันในป่าครับ ผมไปเยี่ยมมาตอนหัวค่ำแล้วเห็นบอกว่าจะนอนที่นั้นกันจริงๆครับ แต่นายหญิงไม่ต้องห่วงผมเอาเต็นท์นอน น้ำกับอาหารไปให้พวกเขาแล้ว"

หล่อนทอดสายตาตาม แต่มองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาสลัววับแวม เสียงเล่าอูกล่าวต่อมา

"ทำไมนายหญิง มีอะไรกับผู้กองหาญศึกหรือครับ ผมรู้สึกนายหญิงจะเลี่ยงหนีหน้าเขามาตั้งแต่เช้าแล้วนี่ครับ เมื่อกี้ผู้กองท่าจะทักแต่นายหญิงหลบหน้าไปเสีย"

พอถูกพูดจี้จุด เกตุก็เกิดอาการสงบไปทันที เธอรู้สึกผิดต่อหาญศึกมากจากเรื่องที่ต้องโกหกเขาไว้เรื่องตั้งท้องกับพ่อของเขา เธอต้องหาทางปฏิเสธเพราะได้รับปากผู้เป็นแม่ไว้แล้วว่าห้ามยุ่งเกี่ยวฉันชู้สาวกับชายเดียวกับแม่ ความรักที่เขามีให้ เธอไม่อาจจะรับมันได้เพราะเธอรู้สึกกับหาญศึกเหมือนพ่อเหมือนพี่ชายมากกว่า จะให้ไปเป็นคนรักกันจริงๆเรื่องโกหกมันก็เลยไกลเกินกว่าจะแก้ไขได้อีก

แสงไฟฉายกราดไปตามพื้น หาญศึกกับคนของเขาเดินต่ำลงไปจนใกล้สระน้ำเบื้องล่าง เธอจึงวกออกตรวจอยู่ภายในแค้มป์คล้ายเป็นเวรยาม แล้วก็มาสะดุดตามที่มือชี้ของเนลอญ หลังเนินอันมีต้นตะเคียนคู่นอกเส้นที่แนวกองไฟก่อไว้

"พวกมันไปนอนกันอยู่หลังเนินอยู่นี่เอง"

เสียงเกตุพึมพำออกมาเบา ๆ

ใช้ไฟฉายแรงสูงที่ถืออยู่ในมือส่องจ้าเข้าไปหลังแนวต้นไม้ เห็นเต็นท์นอนตั้งอยู่หลังต้นไม้ตรงนั้นเอง มีแต่ความเงียบวังเวง ถ้าเนลอญไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าพวกเขามาอยู่ที่นี่

"แล้วนายรู้สึกยังไงมั่งกับคนอย่างนายสัณฑ์ ฉันหมายถึงเขาเป็นคนยังไงในสายตา?"

หล่อนถามเบา ๆ

"นายสัณฑ์เป็นคนดีคอยปกป้องคุ้มครองนายหมอและพวกเราทุกคน แม้การกระทำบางอย่างอาจของเขาจะดูลึกลับ ที่เขากับเล่าอูมักปรึกษาและกระทำกันอยู่สองคน แต่ผมหรือใครๆก็รู้ว่าเขาทำเพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่เอาไว้ ส่วนตัวผม นายสัณฑ์เคยสอนความรู้เรื่องสมุนไพรให้ด้วย บางครั้งยาสมัยใหม่ของนายหมอหากรักษาไม่ได้ก็ยังมีสมุนไพรของนายสัณฑ์อีก ศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้กัน"

"นายสัณฑ์น่ะเหรอ หมอสมุนไพรเคยรักษาคนที่พี่หมอรักษาไม่ได้"

เกตุพูดขัน ๆ

องครักษ์พลันมีสีหน้าเรียบนิ่งมาอีก เป็นสีหน้าที่ดูออกได้ง่ายมาก เธอดูออกว่าไปจับจุดบางอย่างที่เขาเคารพ นั่นก็คือนายสัณฑ์ จึงเริ่มเปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่องอื่นแทน

"ก็แล้วทำไมเธอถึงพูดภาษาไทยได้ชัดนักล่ะ ฉันรู้สึกว่าเธอกับเต๊อะเหมือนคนในเมืองมากกว่าชาวป่าชาวเขาเลย พูดจาได้รู้เรื่องกว่าใครหลายคนอีก"

เนลอญหัวเราะกว้าง ๆ สั่นศีรษะ

"ผมเรียนหนังสือในไทยนะสิครับ บวชเป็นเณรอาศัยอยู่วัดในตัวจังหวัดตาก ใช้ชีวิตในผ้าเหลืองมาตลอด ผมเรียนทางโลกด้วยจนจบมอปลาย"

"เธอเรียนถึงขั้นไหนเหรอ"

"ผมจบเตรียมอุดมก็อยากจะเรียนต่อปริญญาตรีเหมือนกับคนอื่น แต่เพราะว่าผมเป็นคนไร้สัญชาติก็เลยไม่มีสิทธิ์เรียน โชคดีเมื่อสามปีก่อนนายหมอมาพบเลยให้ทุนการศึกษา แล้วยังช่วยรับรองสถาน ภาพการเป็นคนไทยของผมกับทางมหาวิทยาลัย ทำให้ผมได้เรียนสมใจ ผมมาร่วมกับคณะแพทย์อาสาของนายหมอเฉพาะช่วงปิดเทอมเท่านั้นครับ และเทอมหน้าอีกเทอมเดียวผมก็จะจบเป็นบัณฑิตแล้วครับ จบแล้วจะมาช่วยนายหมอเต็มตัวเสียที หรือไม่ก็ไปทำงานกับกาชาดสากลซึ่งตอนนี่ผมเป็นสมาชิกอยู่แล้ว"

"เก่งจังเลยนะ ฉันเองยังดรอปเรียนไว้เลยกว่าจะจบก็อีกนาน"

หล่อนซักอยากรู้ประวัติ โดยเฉพาะคนที่เธอจะเเต่งงานด้วย ซึ่งนอนหลับสนิทไม่รู้สึกตนไปแล้ว ว่ามีใครมาพูดถึงประวัติของเขาอยู่ เสียงซดน้ำแกงดีงโฮกๆ ของสองเฒ่า มองการพูดคุยของทั้งสอง แล้วหยิบยื่นของกินให้บ้าง เนลอญปฏิเสธอย่างนิ่มนวลแล้วจึงเล่าต่อ

"นายแขกเป็นคนมีเมตตากรุณา ช่วยเหลือชาวป่าในแถบชายแดนนี่มานานแล้วครับ ท่านเปลี่ยนกระต๊อบมุงหญ้าของโรงเรียนตำรวจชายแดนหลายแห่งให้กลายเป็นอาคารถาวร ท่านส่งเสริมทาง ด้านการศึกษาครับ และทุกครั้งที่มาจะพานายหมอซึ่งตอนนั้นเป็นเด็กอยู่เลย นายหมอจึงสืบทอดเจตนาของนายแขกเรื่องช่วยเหลือคนยากจนมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่นายหมอจะช่วยเหลือทางด้านการแพทย์มากกว่า"

ชื่อนายแขกเธอพึ่งเคยได้ยินเลยถามคืนไป เนลอญ เล่าอู ตาลี พลันอมยิ้มยกเว้นจ่าเท่านั้นที่ไม่รู้เหมือนกัน

"นายแขกก็คุณพ่อของนายหมอยังไงละครับ"

เล่าอูแย่งตอบมาแทน

หญิงสาวต้องอ้าปากค้างแล้วก็ต้องยิ้มแก้เก้อ

"ฉันคงจะแต่งงานเร็วเกินไป จนกระทั้งไม่รู้จักพ่อสามีของตัวเองเลย น่าอายจริงๆฉันไม่รู้จักประวัติของพี่หมอมากไปกว่าเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเลย ไหนทุกคนลองเล่าเรื่องทางครอบครัวของพี่หมอให้ฉันฟังหน่อย"

"แต่งงาน ?"

เนลอญมีคำถามเกิดออกมาทางสีหน้าออกมานิดหนึ่ง หญิงสาวรู้ตัวเลยรีบออกตัว

"เออ ใช่ตอนนี่ฉันยังอยู่ในฐานะคู่หมั้นกับพี่หมอ ยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานกันเสียหน่อย"

"ผมดีใจที่นายหมอเริ่มต้นชีวิตคู่กับผู้หญิงอีกครั้ง นายหญิงนอนเตียงเดียวกับนายหมอต้องเป็นสามีภรรยากันจริงๆแล้ว ยินดีด้วยครับ ผมลืมเรื่องเมื่อคืนวานเลย"

เนลอญยิ้มออกมานิดหนึ่ง

"ฮึ่ม...เรานี่ก็แอบทะลึ่งเหมือนนายเต๊อะเลยนะ ฉันคงให้เราสองคนมาเฝ้าหน้าเต็นท์พี่หมอไม่ได้เสียแล้ว"

หญิงสาวครางพยักหน้าช้า ๆ ยิ้มละไมอยู่ในสีหน้า สายตาจับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าอันเกลี้ยงเกลาของหนุ่มชาวมอญผุ้สำรวม

"พี่หมอเคยมีคู่รักและเกือบมีลูกด้วยกัน เรื่องนี่ทำไมเขาไม่เคยบอกฉันเลย"

"ก็คงไม่มีโอกาสบอกมากกว่าครับเวลามันกะทันหันเกินไป"

"จริงด้วยสินะ ฉันยังไม่รู้เรื่องครอบครัวของพี่หมอเลย ดีเหมือนกันไหนนายลองเล่าเรื่องของพี่หมอมาให้ฟังซิ เอาให้ละเอียดเลยนะ"

เธอกระตือรือร้นที่จะฟังประวัติของคนรักยิ่งนัก

ทั้งสามนั่งลงบนเก้าอี้สนามริมกองไฟ โดยที่ยังมีสองผู้เฒ่านั่งพูดคุยกันงึมงำอยู่ก่อน เล่าอูลากฟืนมาเติมกองไฟให้ลุกโซนอีกครั้ง เวลาบนนาฬิกาข้อมือของเขาบอกว่าพึ่งจะสองทุ่ม นายจั๊ว นายถู่เจ สองคนทำหน้าที่อยู่ยาม ออกเดินตรวจส่องไฟไปทางอื่น เนลอญ เริ่มการเล่าประวัติครอบครัวและชีวิตส่วนตัวของกฤษณ์มาทีละอย่าง ทั้งหมดเท่าที่เขารู้เพราะหญิงสาวเวลานี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคณะฯไปแล้ว ด้วยฐานะใหม่ของเธอทำให้องครักษ์อย่างเขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการเป็นคนนอกอีกต่อไป

"คนรักของพี่หมอเป็นนักศึกษาแพทย์ชาวอเมริกัน ตอนพี่หมอเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา เธอมาเสียชีวิตตอนที่กำลังตั้งท้องอ่อนๆได้สองเดือนน่าเศร้าจังเลยนะ"

ฟังเรื่องจากปากเนลอญมาชั่วครู่หนึ่ง เกตุจึงผ่อนกังวลลง เพราะผู้หญิงคนนั้นได้ตายไปแล้ว

"พวกเขายังไม่ทันแต่งงานครับ จะว่าไป ก็เป็นคู่หมั้นกันเหมือนนายหญิงเลย แต่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นเสียก่อนทำให้เธอเสียชีวิต มันเป็นเหตุฆาตกรรมจากโจรชิงทรัพย์ คนร้ายใช้มีดเป็นอาวุธแทงเธอโดยที่นายหมอก็อยู่ด้วย แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แม้คนร้ายจะถูกจับถูกลงโทษตามกฎหมายไปแล้ว แต่นายหมอก็ฝังใจว่าไม่สามารถช่วยเหลือคนรักและลูกในท้องเธอได้เลย จนนายหมอไม่กล้าจะมีความรักมาหลายปี"

เนลอญหันมายิ้มน้อยๆให้นายหญิงของเขานิดหนึ่ง มันเป็นแววตาที่แสดงการยอมรับถึงฐานะใหม่ของเธอ อย่างไม่มีตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป

"จนกระทั้งมาพบนายหญิงครับ"

เกตุหัวเราะเสียงห้าวออกมา เอามือเสยผม แววตาของหล่อนคมกริบยิ่งนัก เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง จนคนข้างๆยังอดชื่นชมในความเป็นหญิงแกร่งและเปิดเผยของเธอ

"ผู้หญิงอ่อนแอมักจะถูกรังแกเอารัดเอาเปรียบเสมอแต่ฉัน ไม่ ฉันเคยหักแขนของผู้ชายที่ทำอนาจารฉันมาแล้ว รวมถึงพวกผู้ชายเจ้าชู้ที่ชอบมากะลิ้มกะเหลี่ย เห็นฉันเป็นของหวาน ฉันต่อยกรามหักมานักแล้ว ครูฝึกของฉันเป็นคนสอน ให้หักข้อต่อของคนว่ามันเป็นการหยุดคู่ต่อสู้ที่ชะงักที่สุด หากผู้หญิงคนนั้นหรือแม้แต่พี่หมอรู้จักการป้องกันตัวเสียบ้างก็คงไม่ต้องสูญเสียถึงชีวิตปล่อยให้ไอ้โจรมาทำเราเอาเเต่เพียงฝ่ายเดียว การฝึกศิลปะป้องกันตัวเอาไว้มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าเราไม่ได้เอาไปรุกรานใคร มันจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันที่เราไม่รู้ว่าใครจะมาดีหรือร้าย ฉันไม่ได้สนับสนุนให้คนใช้แต่ความรุนแรงต่อกันในสังคมหรอกนะ แต่การฝึกศิลปะการป้องกันตัวหรือการมีอาวุธติดตัวไว้บ้างมันเป็นสิ่งจำเป็น ในเมื่อเรารู้ตัวเองว่าไม่ได้เอาไปรุกรานใคร นี่เป็นหลักการที่ครูฝึกของฉันสอนเน้นย้ำเอาไว้มาตลอด"

หลายคนต้องสะดุ้งกับคำพูดนั่น จ่าแจ๋วเกิดสะกิดอะไรบางอย่าง

"เกตุ ลุงจ่าขอถามอะไรหน่อยได้ไหม? "

เธอพยักหน้ารับอย่างอารมณ์ดี

"เกตุเป็นลูกศิษย์ของคนที่ชื่อ ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นอดีตแชมป์โลกเทควันโดและแชมป์มวยไทยสองเวทีหลักใช่หรือเปล่า ผู้ชายคนนั้นเคยเป็นครูฝึกพิเศษให้กับกองทัพ หน่วยคอมมานโดทั้งตำรวจทหารเคยเป็นลูกศิษย์ของเขาทั้งนั้น มีข่าวว่าเขามีศิษย์เอกเป็นผู้หญิง ถ้าใช่ เป็นหนูเองหรือเปล่า"

เกตุตอบรับอย่างภูมิใจ

"ครูไพรวัลย์เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้หนูเอง เสียดายที่เขาหายสาบสูญไปเมื่อห้าปีก่อน"

"ถ้าเกตุเจอเขาอีกครั้งคิดว่าจะจำเขาได้ไหม คือเขาอาจจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน"

ใบหน้าของเธอพลันนิ่ง นั่งกอดเข่า มองกองไฟตรงหน้าอย่างไร้ความหมาย

"คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วคะ วันสุดท้ายที่เห็นเขา เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น วันนั้นหนูกับนายคงสองคนไปช่วยนายโย่งซึ่งยังเป็นนักมวยในค่ายของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง โย่งเป็นนักมวยไทยที่เก่งมากไม่เคยแพ้ใครเลย ครั้งสุดท้ายเจ้าของค่ายให้เขาล้มมวย แต่เขาไม่ยอมล้มให้ทำเอาเจ้าของค่ายสูญเงินไปเป็นล้าน เลยจะฆ่าโย่งแก้แค้น หนูกับนายคงสองคนเข้าไปปะทะกับนักมวยทั้งค่ายเลย จะเอาโย่งออกมาให้ได้ ทั้งนักมวยทั้งเจ้าของค่ายกว่ายี่สิบคน เราจะสู้ไหวหรือ สุดท้ายก็สลบเหมือดไป พอฟื้นขึ้นมาก็เห็นตำรวจเต็มไปหมด นักมวยพวกนั้นกลายเป็นศพไปกว่าครึ่งโดยเฉพาะเจ้าของค่ายจอมอิทธิพลถึงกับลูกกระเดือกหลุดจากคอตายน่าสมเพชมาก

หนูรู้ว่าเป็นครูไพรวัลย์มาช่วยเราแน่ เพราะครูมีมือที่แข็งแกร่งมากสามารถบีบก้อนหินให้แหลกคามือได้ กระดูกคนมันจะเหลือเรอะ แต่ตำรวจบอกว่า ครู ก็ถูกปืนของพวกมันยิงเสียชีวิตไปด้วย เขาเคลือนย้ายศพออกไปก่อนหน้าแล้ว หนูไม่เชื่อคำของตำรวจอย่างเด็ดขาดว่าครูไพรวัลย์จะตาย

พอไปที่โรงพยาบาลตำรวจ ศพก็ไม่มีให้ดู ตำรวจบอกว่าศพหายไปอย่างไร้ร่องรอยหรือก็คือตำรวจก็พิสูจน์ให้ดูไม่ได้ว่าครูไพรวัลย์ได้ตายไปแล้วจริง หนูยังมีความหวังว่าแท้ที่จริงเขายังไม่ตาย จนกลับไปที่โครงการ ที่นั่นพวกเด็กๆบอกว่าครูไพรวัลย์ได้กลับมาแล้วแต่จากไปก่อนหนูจะไปถึง หนูไม่อยากเชื่อว่านั่นเป็นวิญญาณครูมาลา เขาตายจริงหรือเปล่า แต่ห้าปีมาแล้วที่เขาหายไปถ้ายังมีชีวิตอยู่จริงทำไมไม่ปรากฏตัวออกมา








Create Date : 03 พฤษภาคม 2553
Last Update : 29 ตุลาคม 2553 15:44:32 น.
Counter : 522 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments