พฤศจิกายน 2552

1
2
3
4
5
9
10
11
12
13
15
17
18
19
20
22
24
25
27
28
29
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 11

เหตุฆาตกรรมกลางหมู่บ้าน กฤษณ์กับผู้ข่วยอภิรักษ์กำลังลงมือชันสูตรศพท่ามกลางชาวบ้านมุงดูแม้จะโดนพวกนายบ้านไล้ต้อนไปทางอื่นก็ไปไม่ได้ไกล หาญศึกเพียงยืนกอดอกมองดูและคอยลอบสังเกตสีหน้าและแววตาของหมอกฤษณ์คล้ายมีเรื่องสงสัยบางอย่างอยู่ในใจ

 

“เช้านี้ที่ผมกับจ่ามาถึงที่เกิดเหตุและตรวจดูสภาพศพซึ่งยังคงอยู่ในสภาพเดิมจากท่าที่นอนตายเมื่อคืน”กฤษณ์ใส่ผ้าปิดปากหันมาพยักหน้ารับว่ากำลังฟังอยู่ หาญศึกหายใจดังจากอกใหญ่คล้ายมีเรื่องครุ่นคิดมานานนับชั่วโมง“ไม่มีชาวบ้านคนใดมาแตะต้องหรือเคลื่อนย้ายศพเลยเพราะนายบ้านได้สั่งไว้ ห้ามใครมายุ่งกับศพก่อนพวกเราจะมาถึง”

 

หลายคนที่ได้ยินถึงกับมองหน้ากันเหมือนอยากจะตั้งคำถามว่าผู้กองกำลังจะพูดอะไร ภายใต้ผ้าปิดปาก กฤษณ์ได้แต่กระพริบตาปริบๆฟังหาญศึกพูดก่อนจะลงมือเปิดเสื้อของศพออก การชันสูตรทำได้แค่เพียงเบื้องต้นคือค้นหาบาดแผล กระดูกส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อหาสาเหตุของการตาย

 

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ท่างกลางวงล้อมชาวบ้านที่เหมือนกลายเป็นคนแคระไปเลยเมื่อเทียบสรีระกัน ท่าทางผึงฝายและสง่างามเช่นชายชาติทหารของเขา ขนคิ้วดกดำเชิดสูง จมูกโด่งได้รูปและนัยน์ตาคมกริบเหมือนดวงตาอินทรีที่ฉายมองทุกคนรอบๆนั้น เล่นเอาหลายคนถึงหลบตาเพราะความน่าเกรงขาม

 

“ลองมาฟังทฤษฏีซึ่งผมใช้อ่านเหตุการณ์นี้ดู” คนเป็นหมอทั้งสองเพียงใช้การพยักหน้ารับฟังคำเพราะใช้ผ้าคาดปิดปากไม่สะดวกพูด นายทหารชายแดนพยายามจะมองสีหน้านายแพทย์หนุ่ม เป้าหมายของเขาในทันที

 

“ในฐานะที่ผมเคยผ่านหลักสูตรคอมมานโดมาก่อนมันมีอะไรบางอย่างซึ่งมันคุ้นตามากจะอธิบาย ลองฟังเล่นๆก็แล้วกันนะครับคุณหมอ”

 

ผู้กองพูด เน้นย้ำและมองไปทางหมอกฤษณ์เป็นจุดเดียวเหมือนจะพยายามจับพิรุธอะไรบางอย่าง มือเริ่มชี้ไปที่ศพแรกทันที“สองศพแรกนั่นเป็นการถูกเตะอย่างรุนแรงเข้าตรงจุดตาย”เขาเอานิ้วจิ้มตรงจุดเหนือขมับของตนเองของตนให้ทุกคนเห็น‘ทัดดอกไม้!’ผู้กองพูดเสียงดังขึ้น

 

“กะโหลกศีรษะของคนเราตรงจุดนี้จะบางมาก ผนังด้านในจะมีหลอดเลือดซึ่งแตกออกไปทางด้านหน้าและด้านหลังของศีรษะ นำเลือดไปเลี้ยงเยื่อหุ้มสมอง จุดนี้จึงเป็นจุดอันตรายมาก ถ้ามีของแข็งมากระแทกหรือตีอย่างรุนแรงกระดูกจะแตกทำให้หลอดเลือดฉีกขาด ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงทีก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ และที่ฆาตกรอาศัยฉากความมืดจู่โจมเข้าด้านหลังของเหยื่อ โดยใช้ของแข็งบางอย่างฟาดเข้าที่กระดูกจุดนี้โดยเหยื่อไม่มีโอกาสระวังตัว

 

ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนอาจสงสัยว่า การเตะมันจะทำให้ถึงตายได้เลยงั้นเหรอ? ผมขอยืนยันว่า ได้!ขอเพียงใครคนนั้นรู้จักจุดตายของคนดี กลยุทธ์การต่อสู้ด้วยมือเท้าของคอมมานโดหรือศิลปะการต่อสู้บางชนิดแม้ไม่สอนโดยตรงแต่มันก็สอนให้ฆ่าได้เช่นกัน”

 

กฤษณ์หยุดมือไปนิดหนึ่งเหมือนจะหยุดฟังพิจารณา

 

หาญศึกชี้ไปที่รอยรองเท้าเป็นเทือกเห็นเป็นรอยห้าสายชัดเจน เดินมาจากที่ว่างระหว่างกอไผ่มุ่งตรงเข้าสู่หมู่บ้านและอีกหนึ่งเป็นรอยรองเท้าที่ต่างกันคือหนึ่งเดียวนั้นเป็นรอยรองเท้าปลายแหลมซึ่งจิกกินลึกไปในดิน หาญศึกอภิบายว่ามันเป็นรองเท้าหนังแบบที่พวกขี่ม้าหรือยังมีพวกขี่จักรยานยนต์ช๊อปเปอร์ชอบใส่กัน รอยปลายเกือกมันพอดีกับส่วนทัดดอกไม้ของศพเลยนี่คือสิ่งที่หาญศึกได้มาจากการตรวจดูศพก่อนใคร มันไม่ใช่รอยรองเท้าของศพทั้งห้านี้ และเป็นรอยหนึ่งเดียวที่หายไป

 

เงื่อนงำอันถูกโยงมาทีละน้อย หาญศึกชี้กราดไปยังศพที่เหลือ

 

“อีกศพนี่ที่คอหักหมุนได้นั้นเป็นเด็กหนุ่มรุ่นๆ ถูกเตะเข้าอย่างจังที่สุดกอปรกับกล้ามเนื้อต้นคอไม่แข็งแรงพอกระดูกเลยหักพับทันที ศพที่ลูกระเดือกแตกกับกระดูกสันหลังหักก็ล้วนแต่เป็นจุดทำให้ถึงตายทั้งสิ้น ฆาตกรต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้จริงๆถึงทำอย่างนี้ได้”

 

ฉากการฆาตกรรมไปเป็นฉากๆโดยหาญศึกแต่ในหัวของพวกนักกีฬาเมืองกรุงมีแต่ภาพของคนร่างปานยักษ์มารไล่จับหักกระดูกของมนุษย์ เข่นฆ่าศพแล้วศพเล่า มีเสียงพูดคุยกันเองว่ามันเป็นไปได้หรือตามที่หาญศึกพูด

 

ทุกคนที่ได้ยินผู้กองพูดถึงกับอึ่ง หน้าเร่อร่าโดยเฉพาะฝ่ายของเกตุซึ่งนึกเห็นภาพตามทันที หมอกฤษณ์ดูชะงักกระพริบตาปริบๆกับคำพูดแวบหนึ่งเหมือนสะดุดคิดอะไรบางอย่างก่อนจะก้มหน้าชันสูตรศพต่อไป ทั้งหาญศึกทั้งจ่าไม่สามารถอ่านสีหน้านั้นได้

 

“สุดท้ายคนที่ห้าซึ่งรู้ตัวแล้ววาดปืนใส่จะยิงแต่ถูกชาร์จถึงตัวเสียแล้วเพราะตัวเล็กกว่าเพื่อนเลยถูกจับร่างเหวี่ยงขึ้นแล้วชัดลงกับเข่าที่ตั้งรับไว้ของฆาตกรจนกระดูกสันหลังหักตายคาที่ ซึ่งวิธีฆ่าคนแบบนี้มันเป็นเทคนิคของพวกคอมมานโดที่เน้นทำลายมนุษย์เท่านั้น เป็นไงครับข้อสมมุติที่ผมคิดขึ้น พอจะเห็นภาพตามไหม”

 

ความจริงหาญศึกรู้แล้วว่านายสัณฑ์ใส่รองเท้าหนังปลายแหลมซึ่งไม่มีใครใส่แบบนี้มาเดินในป่า เบาะแสเพียงเล็กน้อยเขาจึงเลือกที่จะดูปฏิกิริยาของหมอกฤษณ์ว่าจะรู้เห็นการกระทำของเพื่อนหรือไม่

 

เกตุตั้งสติกับศพคนตายได้แล้วรีบแย้งขึ้น ทฤษฎีของหาญศึกเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับนักกีฬาอย่างเธอ“เป็นไปไม่ได้หรอกคะพี่หาญ ใครมันจะร้ายกาจน่ากลัวได้ถึงขนาดนั้น”เธอชี้ไปที่ศพด้วยขนแขนที่ลุกเกรียว หาญศึกได้แต่ส่ายหน้าเกตุก่อเรื่องกับเขาอีกแล้วแต่นักเทควันโด้สาวมีประสบการณ์กับกีฬาการต่อสู้มากกว่าหนึ่งชนิดกลับมีความ เห็นต่างไปกับนายทหารไปอีกแบบ

 

“คนพวกนี้จะต้องถูกไม้หรือไม่ก็เหล็กท่อนขนาดใหญ่และหนักมาก ฟาดเข้าอย่างจังจนตายแน่! แบบนี้มันเป็นไปได้มากกว่าที่พี่พูดอีกหรือทุกคนคิดว่ายังไงส่วนคนที่ลงมือฆ่าก็จะต้องมีกันเป็นกลุ่ม ต้องมีมากกว่าหรือเท่ากับห้าคนนี้ซึ่งช่วยกันลงมือฆ่าแน่นอน”

 

หาญศึกได้แต่กลืนน้ำลาบฝืดไม่ได้เตรียมตัวมาทะเลาะกับเกตุเสียหน่อย จ่าแจ๋วมองไปที่ผู้กองเหมือนจะขออนุญาตพูดแทนเพราะเป้าหมายที่ผู้กองกำลังกดดันคือหมอกฤษณ์ต่างหาก “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง จะต้องมีคนตั้งแต่สิบคนในตอนเกิดเหตุแต่เมื่อคืนที่เกิดเหตุตรงนี้ชาวบ้านไม่มีใครได้ยินเสียงอะไรเลย ทุกอย่างเงียบมันปกติจนถึงเช้า ไม่มีพยานรู้เห็น จะมีก็แต่รอยเท้าปริศนาคู่เดียวที่หายไป”

 

“ไม่มีใครใส่รองเท้าหนังแบบนี้อยู่ที่นี่ใช่มั้ยครับ”หาญศึกย้ำหันไปถามจนทุกคนต้องก้มมองดูรองเท้าตนเองและของคนข้างๆจนวุ่นวายไปหมดเว้นแต่พวกชาวบ้านหลายคนไม่มีรองเท้าจะใส่

 

“เรื่องที่จะถูกฆ่าจากที่อื่นแล้วนำศพมาทิ้งตรงนี้ก็ได้นะครับ”

 

รุ่นน้องของเกตุคนหนึ่งสนับสนุนความคิดของลูกพี่ขึ้นมาอีก

 

ไม่มีความเห็นอะไรอีกจากปากนายทหาร มันไม่มีประโยชน์อะไรจะมาเถียงเอา ชนะคะค้านกันในเมื่อแผ่นดินที่ยืนอยู่ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของกฎหมายไทย ความสงสัยในตัวนายสัณฑ์มันไม่มีหลักฐานอะไรจะสาวไปถึงนอกจากคอยดูพิรุธหมอกฤษณ์ว่าจะรู้เห็นการฆาตกรรมนี้หรือไม่ เขาคงต้องคอยสืบเหตุฆาตกรรมนี่เอาภายหลัง

 

เกตุกับรุ่นน้องทั้งสามคนเริ่มพลังจิตแข็งขึ้นกล้ามองศพตรงๆได้แล้ว ลืมตัวไปมองผู้ชายใบหน้าสวยงามราวกับอิสตรีที่กำลังลงมือชันสูตรศพ รูปทรงใบหน้าเหมือนอย่างแขกขาวที่นายคงว่า เป็นอีกสิ่งอันน่ามองมากกว่าศพที่น่าสมเพชพวกนั้นซะอีก

 

“พี่เกตุๆ พี่รู้รึเปล่าว่าหมอกฤษณ์เป็นคนแขกหรือลูกครึ่งแขกหรือเปล่า พวกแขกขาวน่ะ หน้าตาไม่เหมือนคนไทยเลยแต่ก็พูดไทยได้ชัดมาก”เจ้าคงเอานิ้วมือจิ้มๆสีข้างของลูกพี่สาว ยืนปากเข้ามาใกล้ใบหูกระซิบต่ำ จนอีกฝ่ายตาลุก

 

“มาทะลึ่งถามอะไรตอนนี้เจ้าคงไม่เห็นเรอะ! ว่าคนอื่นเขากำลังเครียดกันอยู่ ทำไมไม่ไปถามเขาเองละ!”ถึงเธอจะลำคาญที่เจ้าคงมาสะกิดที่ไหล่ถามเรื่องไม่เข้าเรื่องแต่เมื่อได้มองใบหน้าอันสวยงามของพี่หมอเธอก็กลับยิ้มได้อีกครั้ง

 

หมอกฤษณ์กับผู้ช่วยยังคงชันสูตรศพต่อไปท่ามกลางคนเฝ้าดู มีเสียงปรึกษากันว่าจะฝ่าศพดีไหมแต่พวกนายบ้านขัดไว้อ้างว่ามันผิดผีแต่ความจริงพอมองออกว่าศพพวกนี้เป็นทหารโจรที่เข้ามาในหมู่อย่างไม่ประสงค์ดี พวกชาวบ้านต้องการกำจัดศพไปให้พ้น

 

พวกนายบ้านเรียกคนหนุ่มๆให้มาห่ามศพออกไปทันที หมอกฤษณ์จนใจปล่อยให้เอาศพไป กะเหรี่ยงมุงทั้งหลายจึงสลายตัวอย่างรวดเร็ว จ่าแจ๋วได้โอกาสที่คนมาชุมนุมกันเยอะๆแบบนี้ หอบถุงขนมใบใหญ่แจกให้กับพวกเด็กๆจนมีเสียงเฮ!กันลั่นขับไล่ความ รู้สึกตึงเครียดไปในทันที

 

ปกติจ่ามักโพกศีรษะตลอดวันนี้เปลี่ยนผ้าโพกเป็นผ้าสีแดงเหมือซานตาคลอส จ่าทหารหน้าดุแต่ใจดี เด็กๆที่รุมล้อมรับแจกขนมจนชุลมุนไปหมด ผู้กองเดินไปกับนายบ้านมีเรื่องปรึกษากันต่อ หมอกฤษณ์กับคุณอภิรักษ์เหมือนจะมีงานค้างที่แค้มป์เมื่อหมดหน้าที่ก็ขอตัวกลับทันที พวกผู้ชายที่เหลือมีชายชาวบ้านมาชักชวนไปตั้งวงดื่มเหล้าป่ากัน ทำราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องหรือเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นที่นี่เลย

 

“ทำ..ทำไม? คนพวกนี้...”

 

หญิงสาวชาวกรุงถึงกับเกิดอาการตะลึง ตัวแข็งทื่อมองผู้คนทีนี้อย่างฉงนระคนไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนทำเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแค่เรื่องผ่านๆตาแล้วลืมได้อย่างรวดเร็ว ชีวิตของผู้คนที่นี่เป็นเช่นนี้มาตลอดหรือ มันเป็นสิ่งที่ทำใจยอมรับได้ยากจริงๆ

 

 

 




Create Date : 07 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 27 เมษายน 2556 13:46:09 น.
Counter : 529 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments