พฤศจิกายน 2552

1
2
3
4
5
9
10
11
12
13
15
17
18
19
20
22
24
25
27
28
29
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 10

เสียงโทรศัพท์จากกลุ่มของจ่าแจ๋วรายงานจากตลาดชายแดนมาว่าได้พบบุคคลเป้าหมายแล้ว ขอรับคำสั่งดำเนินการต่อไป หาญศึกเดินหันรีหันขวางเขาหันหลังให้ทุกคนคล้ายจะปิดสีหน้าที่กำลังถอนใจขณะนี้ ก่อนตะเบ็งเสียงลงไป “ดีมาก! คลื่นชัดเจนดี ให้ถือสายเอาไว้ก่อน แล้วนำโทรศัพท์ไปให้เจ้านั่นมันรับสายทีมีคนต้องการจะพูดกับมัน!”

ลูกน้องปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนไม่เข้าใจคำสั่งก่อนที่ผู้กองจะย้ำคำสั่งดัง ๆ ลงไปอีกครั้ง ไม่ถูกชะตากับเจ้าคนหน้าหนวดเอาเสียเลยการเป็นนายทหารชายแดนมาหลายปี เคยปะทะกับพวกขนยาเสพติดอยู่บ่อยครั้ง ลักษณะดูไม่น่าไว้ใจทันทีที่เห็นครั้งแรกเขายื่นโทรศัพท์อย่างเสียไม่ได้ให้หมอกฤษณ์ ดวงตาสีฟ้าดูจะประหวั่นท่าทีของนายทหารร่างใหญ่แต่ก็รับไปฟังอย่างใจจดจ่อ ปรากฏเสียงทุ้มต่ำที่ปลายสาย

นักเทควันโด้ไม่ค่อยมีใจอยากลุ้นเดินออกไปยืนกอดอกนิ่ง หันหน้าออกราวป่า ใบหน้าเรียวรูปไข่ขนตากระดิกปริบ รู้สึกไม่ค่อยดีที่เจ้าคนไม่น่าไว้วางใจจะมาเกี่ยวข้องมันน่าแปลกที่คนที่ดูดีน่าเชื่อถืออย่างหมอกฤษณ์ไปคบค้ากับคนแบบนั้นหน้าตายังกะกับโจรป่าห้าร้อย

เสียงพูดคุยโต้ตอบมีอยู่เพียงครู่คุณหมอก็ปิดสายแล้วหันมายิ้มอย่างคนมองโลกในแง่ดี ส่งโทรศัพท์คืนให้เกตุหันกลับมามองด้วยใจระทึก“ได้เรื่องแล้วครับ คุณสัณฑ์เขายังจำเส้นทางที่ไปพบเณรได้เย็นนี้เขาจะเดินทางมาให้คำตอบถึงแค้มป์พักของผม พวกคุณไปรอพบเขาได้เลยครับ”

ไม่รู้ว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายเกตุมองหน้าหาญศึกอย่างนึกปลง บุคคลสำคัญที่จะนำพาไปพบคนหาย ไม่ใช่หมอคนนี้แต่เป็นอีกคนถึงกับแอบนึกยี้ในใจ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้

ท้องฟ้ามืดครึ้มและมีเสียงคำรณทำท่าจะปล่อยเม็ดฝน ทั้งหมดได้พากันขึ้นไปหลบฝนบนบ้านแม่เฒ่าญาติ ๆชาวกะเหรี่ยงดงต่างกลับมานั่งจับเจ่าเป็นวงเฝ้าคนไข้ มองดูการทำงานของหมอ เกตุนั่งกอดเข่าพิงไหล่หาญศึกอยู่อีกมุมหนึ่งฝนสาดเข้ามาได้ผ่านรอยแยกของฝาบ้านประกอบกับไอหนาวรู้สึกเย็นจับใจ หาญศึกถอดเสื้อคลุมไหล่ให้ ไม่พูดอะไรเอาแต่ยิ้มชี้นิ้วไปที่คุณหมอทั้งสองคนกำลังพลิกตัวคนไข้ นวดให้หลังจากอยู่ในท่านอนเดิมนาน ให้ดูเพื่อเป็นความรู้

ภายในบ้านที่ไม่มีการกั้นห้องโล่ง ๆไม่ค่อยมีทรัพย์สินอะไร เกตุเงยหน้ามองซ้ายมองขวา จะเห็นกระบะบรรจุดินทำหน้าที่เตาไฟอยู่กลางบ้านเป็นจุดเด่นแต่มีมุมหนึ่งซึ้งสองคนนั่งอยู่ เห็นมีของกินวางไว้อย่างเดียวดายพี่หาญชี้บอกว่าตรงนี้แหละเป็นที่เซ่นไหว้ผี แล้วแกล้งหัวเราะหึ ๆเลียนเสียงผีที่ข้างหู ทำเอาคนขี้กลัวตาลุกโตอยากจะย้ายที่นั่ง

ลมแรงมันหอบเอาเม็ดฝนสาดผนังอยู่โครมๆ ผนังเป็นไม้ฟากจึงถูกไอเย็นทะลวงเข้ามา แม่เฒ่าสั่นสะท้านเป็นระยะคุณหมอต้องร้องขอผ้าห่มมาเพิ่มให้ ทุกคนต่างเฝ้ามองดูหมอกับผู้ช่วยตรวจดูอาการคนไข้เครื่องวัดความดันโลหิตและชีพจรแบบรัดข้อมือเครื่องวัดอุณหภูมิคนไข้ที่มีแท่งเสียบเข้าไปรูหู แสดงผลบนหน้าปัดอิเลกโทรนิก ยาและเวชภัณฑ์หลายอย่างที่หาญศึกเคยรู้จักว่ามีสนนราคาที่แพงมากทำให้ต้องครุ่นคิดว่าหมอหนุ่มคนนี้เป็นใครกัน ทำไมถึงมาอยู่ในที่กันดารห่างไกลถึงเพียงนี้

ฝนหยุดตกชาวบ้านต่างรีบลงเรือนอีกครั้ง หมอกฤษณ์เสร็จธุระกับคนไข้หยิบจับอุปกรณ์การแพทย์ทั้งหมดเข้ากระเป๋า เกตนั่งเอามือเท้าคางมองการทำงานจนเพลินคุณหมอดูใจดีมาก มุมปากมีรอยยิ้มเสมอ พูดจากับคนไข้กับญาติด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หาญศึกชวนคุณหมอคุยบ้างจึงรู้ว่าชาวบ้านรีบไปนำอาหารมาเลี้ยงขอบคุณหมอรักษาคนไข้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพราะเป็นหมออาสาพวกญาติจึงอยากตอบแทนด้วยการเลี้ยงอาหารหนึ่งมื้อ นักเทควันโด้สาวพอได้ฟังถึงกับรู้สึกทึ่งในตัวคุณหมอตาสีฟ้าคนนี้ยิ่งนัก

พอดวงตาสีฟ้ามาสบกับตาของเธอเข้าโดยบังเอิญเกตุรู้สึกเขินอย่างมากที่คอยจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา กฤษณ์เพียงยิ้มเล็ก ๆที่มุมปากผู้หญิงตรงหน้าท่าทางเปิ่น ๆแต่ก็น่ารักดี ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูยังมีเวลาเดินทางกลับก่อนค่ำ เขาเลยออกปากชักชวนทั้งสองคนกินข้าวกับชาวบ้านด้วยกัน

“อีกเดี๋ยวชาวบ้านเขาจะนำอาหารมาเลี้ยงพวกเราคุณหาญศึกคุณเกตุถ้ายังไม่รีบไปที่ไหนต่อ ขอเชิญนะครับ”

“เราสองคนมีส่วนด้วยหรือค่ะคุณหมอ ว้าว.ดีใจจัง”เกตุแสดงความเริงร่าทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับคุณหมอตาสีฟ้าสองมือตีกันเบา ๆหาญศึกยังอดแปลกใจในท่าทีกระดี๊กระด๊าของเด็กคนนี้ตนเองพูดไม่ค่อยออกได้แต่เออออตามไปด้วย

“เป็นเกียรติที่เลี้ยงข้าวครับขอฝากท้องหนึ่งมื้อละกันครับ”

คุณหมอน้อมศีรษะให้ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเหมือนยิ้มให้อีกแล้ว หญิงสาวถึงกับเบี่ยงหลบสายตานิ้วจิ้มเสื่อที่นั่งอยู่

“เมื่อครู่ชาวบ้านฝากบอกมาว่าขอให้เชิญผู้หญิงคนเมืองที่มากับผู้ชายตัวโต ๆที่มาด้วยกันกินข้าวด้วยให้ได้ โดยเฉพาะผู้หญิงสวยน่ารักมากเลยอยากขอให้หมอช่วยชวนมากินข้าวด้วยกัน”

“ชาวบ้านพูดแบบนั้นจริง ๆหรือคะ” เจอคำชมซึ่งๆหน้า ถึงกับพูดติดขัดไปเลยทีเดียว

หาญศึกพูดไม่ออกเมื่อครู่ไม่เห็นชาวบ้านว่าอะไรหมอพูดเองเสียเยอะ ตัวเขาก็ฟังภาษากะเหรี่ยงออกไม่เห็นได้ยิน คนของตนเป็นพวกชอบดารานักร้องหน้าตาหล่อๆอยู่ด้วย ที่บ้านเห็นมีนิตยสารกับโปสเตอร์อยู่เต็มเจอคำหวานหมอหน้าหล่อหยอดใส่ ไม่รู้อารมณ์เตลิดไปถึงไหนแล้ว อายุพึ่ง 17ปียังอ่อนตัวโลกอยู่ด้วย

อาหารพื้นบ้านง่ายๆ ชาวบ้านรวบรวมกันมาเลี้ยงคุณหมอ หาญศึกและเกตุพลอยได้ร่วมด้วยข้าวเจ้าที่ปลูกบนภูเขาเอามาตำในครก ก่อนนำไปต้มทำอาหารเรียกว่าต่าโยเพาะหรือข้าวเบ๊อะ ปลา ไก่ต้มปรุงรสด้วยเกลือไม่ค่อยมีรสชาติแต่ว่ามันเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของชาวเขาอันเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อหาญศึกเป็นมัคคุเทศก์เองพูดให้ฟัง การกินอยู่ง่าย ๆของพวกเขาทำให้ดำรงอยู่ได้ไม่อดอยากหมอกฤษณ์ฟังอยู่เอามืออังปากกระซิบทั้งสองคนว่าให้รีบกินให้อิ่มโดยไวและควรเหลือสำรับให้เจ้าบ้านด้วย เพราะตามธรรมเนียมการต้อนรับแขกของชาวกระเหรี่ยงจะต้องรอให้แขกกินอิ่มก่อนเจ้าบ้านถึงจะได้กิน

“คุณหมอกินอยู่ง่ายจังนะคะไม่ทราบว่ามาทำงานในชนบทแบบนี้นานหรือยัง”

เกตุถามเสียงใสเมื่อเห็นคุณหมอหยิบเอาผ้ามาซับปาก เลื่อนจานข้าวออกไปเป็นอันว่าทานอิ่มแล้วพอถูกถามดวงตาสีฟ้ายิ้มได้ ตอบอย่างนุ่มนวล “มาทำงานในชนบทแบบนี้ต้องกินอยู่ง่ายเข้าไว้แต่กว่าหมอจะปรับตัวได้ก็นานเหมือนกัน”

“คุณหมอทำงานที่นี่มากี่ปีแล้วคะ?”

“ห้าปีแล้วครับ”

“ห๊า.นานขนาดนั้นเซียวล.แล้วคุณหมอได้กลับบ้านบ้างไหม มีใครรออยู่บ้างมั้ย บ.แบบว่าแฟน”

เริ่มจะถามซอกแซกถึงเรื่องส่วนตัวแล้วหาญศึกหันมาใช้สายตาปราม

สองแพทย์พอเสร็จกิจกับคนไข้ต้องรีบเดินทางกลับทันทีหาญศึกและเกตุเห็นจะขอตามมาด้วย อภิรักษ์เป็นคนพูดน้อยพอพูดด้วยก็เอาแต่น้อมศีรษะลงเป็นการรับคำเท่านั้นผิดกับหมอกฤษณ์ที่ดูจะมีใจกับมิตรใหม่ พูดคุยเป็นกันเองการเดินทางขากลับเร็วกว่าขามามากเพราะเดินตามเจ้าถิ่นที่คุ้นเส้นทางดีอยู่แล้วประกอบกับเป็นการเดินลงเขาเป็นส่วนใหญ่ เกตุดูจะพยายามจะหลบเลี่ยงกิ่งไม้ ใบหญ้าที่มีน้ำค้างเกาะพราวความคันความเนอะหนะเป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบเอาเสียเลยตามประสาผู้หญิง จนแล้วจนรอดเสื้อผ้าก็เปียกชุ่มไปหมดอยู่ดีพอคุณหมอตาสีฟ้าหันกลับมายิ้มให้ เธอก็ยิ้มสู้ตอบอย่างขวนเขิน

หาญศึกกับหมอกฤษณ์เดินคุยกันไปสอบถามประสบการณ์ชีวิตกันตลอดทาง แสงแดดหลังฝนตกทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้น สายรุ้งเกิดขึ้นบนแผ่นดินกว้างใหญ่ เกตุเข้ามาเขย่าแขนคุณหมอชี้ชวนให้ดูยิ้มแทบไม่หุบเลย หาญศึกส่ายหน้านึกเอือมเด็กสาวไม่รู้จะตื่นเต้นทำไมนักหนา ทั้งหมดมาหยุดที่ตะพักหินใต้ต้นตะเคียนแผ่กิ่งร่มเงาลมแรงมาทียอดไม้ไหวน้ำค้างร่วงกราวต่างเปียกชุ่มตามกัน นายทหารร่างใหญ่ช่วยประคองแขนคุณหมอออกมายังเห็นรอยยิ้มของคนที่ยึดอาชีพหมอได้เสมอจากจุดนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตาหมู่บ้านและแค้มป์ของคุณหมอที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาเห็นได้ชัดเจน ดูไม่ไกลเลย

“ดูท่าว่า ทีมของจ่าจะโดนฝนตอนขากลับมาแน่”

หาญศึกเปรยขึ้นขณะเอามือป้องตามองไปยังตลาดชายแดนที่มีแนวต้นยางนาเป็นเป้าสายตา พยับเมฆฝนปกคลุมแถวนั้น หยิบมือถือขึ้นมากดเรียกไปยังหมู่แม็กและทองปาให้เปลี่ยนแผนโดยให้นำสัมภาระทั้งหมดไปพักไว้ยังแค้มป์ของหมอกฤษณ์และให้เสร็จก่อนที่เขาจะเดินทางไปถึงติดต่อไปทางจ่า ทราบว่ากำลังเดินทางกลับและเจอฝนอยู่จริง ๆ

เดินทางมาถึงแค้มป์ฝนก็เทลงมาราวกับฟ้ารั่วทุกคนต้องรีบวิ่งฝ่าเข้ามาจนเนื้อตัวเปียกปอน แขกมาเยือนยืนเบียดกันที่ปากประตูมองสายฝนและที่ตั้งแค้มป์ของหมอกฤษณ์ซึ่งตั้งอยู่บนลานหินหลังหมู่บ้านทิศตะวันออกเป็นเหวมีป่าไผ่อยู่เบื้องล่าง เมื่อเดินเข้ามาข้างในกระโจมมีพื้นที่กว้างขวาง มีห้องแบ่งย่อยออกไปอีกเวลานี้ไม่มีคนไข้จึงจะใช้เป็นที่พักของแขกผู้มาเยือน

หมู่แม็กโย่งและทองปานั่งกันหน้าสลอน มาคอยอยู่ก่อนแล้วพร้อมสัมภาระทั้งหมดตามคำสั่งหาญศึกรู้สึกหงุดหงิด เดินไปสะบัดน้ำจากเส้นผม ฝนตกลงมายังกับฟ้ารั่วมืดมิดไปหมดเวลานี้ทำได้เเต่หลบอยู่ในกระโจมอย่างเดียว

เสียงเม็ดฝนกระทบผ้าใบเต็นท์ดังจนไม่อาจจะพูดอะไรได้ยินหาญศึกเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสร็จหันมาคร่าเวลาด้วยการศึกษาแผนที่เดินทาง เขานั่งที่โต๊ะอยู่เวรเฝ้าคนไข้ส่องไฟฉายเป็นดวง เตียงคนไข้เรียงรายกันอยู่ในความมืดเป็นฉากหลัง เวลาเย็นเช่นนี้ภายใต้ฟ้ามืดครึ้มคล้ายจะมืดค่ำเสียงฟ้าคำรณครืนครั่นสลับกับเสียงลมหวีดหวิวที่หอบเอาเม็ดฝนโยนใส่ผนังผ้าใบเป็นระลอกคุณหมอทั้งสองคนถือหลอดไฟนีออนดวงเล็กที่ห้องหนึ่งหอบเอาหมอนกับผ้าห่มออกมาเพื่อจัดที่นอนให้กับทุกคน

ทหารช่างอย่างหมู่แม็กพอรู้ว่าที่นี่มีเครื่องปั่นไฟแต่ตอนนี้มันชำรุดใช้การไม่ได้อาสาไปตรวจซ่อมให้เพื่อจะได้เปิดไฟให้มันสว่างเสียที สักพักจึงได้ยินเสียงเครื่องยนต์สำลักหลอดไฟทุกดวงสว่างขึ้นมาแล้วก็ดับไปอีกเพราะเชื้อเพลิงหมด ทองปานั่งกอดเข่าเงียบ ๆอยู่มุมหนึ่ง โย่งทิ้งตัวลงนอนเอาผ้าคลุมตัวมิดอยู่ใกล้กัน หญิงสาวคนเดียวของคณะนั่งเอาผ้าขนหนูมาซับเส้นผมตามองสมุดโน้ตนึกหาคำพูดมาเขียน ปกติจะจดบันทึกประจำวันอยู่แล้ว ได้กลิ่นน้ำชาโชยมา พอหล่อนเงยหน้า เห็นคุณหมอหนวดงามยกถาดเครื่องดื่มร้อนๆมาบริการถึงที่

นานเท่าไรไม่ทราบที่เธอเผลองีบหลับไปมาสะดุ้งตื่นอีกทีกับเสียงเครื่องยนต์รถ นอนที่พื้นมีหมอนรองมีผ้าห่มคลุม หาญศึกคงเอามาให้โย่งให้เสียงดังมาอีกว่าจ่าแจ๋วกับคงกะพันมาถึงแล้ว รถแล่นเลยปากประตูมาจอดเทียบด้านข้างคงกะพันกับเดชวิ่งอ้าวฝ่าสายฝนเข้ามาข้างใน เนื้อตัวเปียกปอนไปตามกัน จ่าแจ๋วตามมาติดๆหาญศึกตื่นอยู่ตลอดเวลารีบไปสอบถามได้ความว่าเจอฝนหนักเข้ากลางทางส่วนเจ้าคนที่คิดว่าจะมาด้วยกลับไร้วี่แวว

เด็กหนุ่มร่างเล็กถึงกับส่ายหัวสลัดน้ำจากเส้นผมกระจายหน้าขาวซีด ดวงตาแดงก่ำเพราะโดนฝนมาหนัก

“ไม่ไหว! ไอ้เครามันเบี้ยวเราซะแล้วอุตส่าห์พูดกันดิบดี ขับรถมาพร้อมกันแต่ไอ้บ้านั้นมันขับรถยังกะตีนผีไม่รอเราเลย ลุงจ่าขับตามยังไงก็ตามไม่ทันมาเจอทางขาดกลางทางเลยพลัดกัน ต้องลงไปเข็นรถช้าเข้าไปอีก”

ลูกพี่สาวกัดฟันครางฮึ่ม! ฟังรายงานจากรุ่นน้องเป็นต้องมือเท้าสะเอวทางนี้ไม่เห็นเจ้าเคราจะมาโผล่มาเหมือนกัน คงได้แอบแฉลบไปทางอื่นเสียแล้ว อุตส่าห์วางใจดูหน้าตาก็รู้ไม่น่าจะไว้ใจได้แต่แรก คุณหมอผ่านมาเห็นสีหน้า รู้สึกว่าจะเป็นผู้หญิงที่ไม่เก็บอารมณ์ ตรงไปตรงมาดีมาถึงชายแดนไกลปืนเที่ยงขนาดนี้ได้แสดงว่าแกร่งไม่น้อย

จ่าแจ๋วกับเด็กหนุ่มกร่ำฝนมาหนักยืนตัวสั่นสะท้านปากซีดเพราะความหนาว เนื้อตัวเลอะโคลนมอมแมมอภิรักษ์นำถาดเครื่องดื่มร้อน ๆมาเสิร์ฟให้อีก เป็นน้ำขิงและน้ำชา พร้อมทั้งชี้ไปที่เก็บผ้าเช็ดตัว ห้องอาบน้ำอยู่อีกเต็นท์หนึ่งสะดวกสบายพอสมควรกับที่พักกลางป่าแห่งนี้

20 นาฬิกา เวลาแห่งการรอคอยและความอดทนได้สิ้นสุดลงกับคนที่ตั้งตาคอยเกตุเปลี่ยนเป็นชุดชุดลำลองเดินไปชะเง้อคอมองหาที่ปากประตู เผื่อเจ้าคนนั้นจะมาถึงแล้วก็ต้องคอตกกลับมายังไงการตามหาน้องชายเป็นสิ่งสำคัญ ชายคนนี้เป็นหวังเดียวของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระโจมพยาบาลมีหมออยู่แค่สองคนหมอกฤษณ์กับผู้ช่วยต้องเดินวุ่นพาทุกคนไปยังที่นอนที่ได้จัดไว้ให้ อาศัยเตียงพยาบาลเป็นเตียงนอนไปก่อนเวลานี้ไม่มีคนไข้ เกตุนอนคนเดียวขณะที่พวกผู้ชายนอนรวมกันอีกห้อง พึ่งจะสองทุ่มหล่อนทำท่าไม่อยากเข้านอน จะรอคนก่อนแต่ติดเกรงใจคุณหมอที่ทำงานจนเหนื่อย กลับมาทิ้งตัวลงเตียงปากยังคงสบถพำถึงเรื่องเจ้าคนนั้นที่ยังไม่ยอมมาเสียที ก่อนจะค่อย ๆผล็อยหลับไปอย่างอ่อนเพลีย

ข้างนอกฝนยังคงพรมลงมาไม่ขาดสายอากาศเย็นชื้นสัมผัสได้ถึงข้างในกระโจม โต๊ะทำงานแพทย์หันหน้าออกหน้าต่าง หมอกฤษณ์นั่งมือเท้าคางเก้าอี้มีพนักแขนขาไขว้กันเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้ากระพริบปริบมองเลยออกไปข้างนอกคล้ายรอใครอยู่ อภิรักษ์ผู้ช่วยของเขาถือผ้าห่มมาถึงแล้วคลุมไหล่ให้ เห็นว่าหน้าต่างพลาสติกถูกเปิดเอาไว้ทำให้ละอองฝนเข้ามาข้างในได้จึงไปปิดมันเสีย

“ยังไม่นอนอีกหรือครับคุณหนูวันนี้เดินหนักมาทั้งวันแล้วยังต้องดูแลแขกจนเข้านอนอีก”

น้ำเสียงของหนุ่มใหญ่หนวดงามเจือไปด้วยความห่วงใย

กระชับผ้าคลุมไหล่แล้วดวงตาสีฟ้าในกรอบใบหน้างดงามเหมือนอิสตรียังคงมองไปยังข้างนอก ผ่านหน้าต่างใส มันมัวด้วยฝ้าไม่เห็นอะไร“จะรอคุณสัณฑ์ก่อนครับพี่อภิรักษ์ คุณสัณฑ์บอกจะมาที่นี่ ถ้าง่วงไปนอนก่อนได้เผอิญเมื่อครู่นั่งคิดอะไรไปเพลิน ๆด้วยเลยไม่ได้ปิดหน้าต่าง”

ผู้ช่วยแพทย์หนวดงามส่ายหน้านิ่มนวล“ระวังเรื่องสุขภาพด้วยนะครับ นั่งโดนลมโดนละอองฝนแบบนี้เอามาก ๆจะเป็นหวัดเอาได้นะเป็นหมอต้องดูแลสุขภาพของตนเองก่อน”

กฤษณ์ดูนาฬิกาที่ข้อมือ “พึ่งจะสองทุ่มเองปกติมีคนไข้ผมเข้านอนเกือบเที่ยงคืน ตอนนี้ไม่ง่วงเลยผมขอเวลาพี่อภิรักษ์เข้านอนตอนสามทุ่มนะครับ”

“งั้นผมจะเอาฮีตเตอร์มาเปิดให้”

พูดจบร่างสูงใหญ่ก็เดินหายไปอีกห้องหนึ่งกลับมาพร้อมฮีตเตอร์ ความอบอุ่นทำให้รู้สึกดีขึ้น กฤษณ์กล่าวขอบคุณดวงตาใส จากนั้นก็กลับมาเอามือเท้าคางเหมือนตกอยู่ในภวังค์เหมือนเดิมอภิรักษ์ไม่ใช่เพียงผู้ช่วยยังเป็นพี่เลี้ยงที่ดูแลกฤษณ์มากว่ายี่สิบปี เป็นคนในครอบครัวรู้ดีว่าถึงนิสัยคุณหนูของตนนอกเวลางานมักใจลอยและคิดมากตั้งแต่มาเป็นแพทย์อาสาในชนบท ผู้ชายคนนั้นคือสรณะที่พึ่งทางใจของคุณหนูมาโดยตลอด

สายฟ้าแลบมาทีความมืดพลันสว่างราวกับกลางวัน ชายร่างสูงไหล่กว้างมายืนอยู่นอกหน้าต่าง กฤษณ์กำลังเคลิ้มๆ เข้าสู่ภวังค์แต่พลันต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงฟ้าผ่า เขามาพร้อมกับสายฟ้าหรือไงนะเนื้อตัวเปียกโชกไปหมด เสื้อผ้ารัดรูปกล้ามเนื้อเป็นมัดตาซ้ายมรกตเห็นได้ชัดมากในความมืด

“คุณสัณฑ์มาเมื่อไรกันครับผมรออยู่ตั้งนาน แล้วไปยืนอยู่ข้างนอกทำไมไม่เข้ามาข้างใน” หมอต้องขยี้ตาให้ชัดเกรงจะนึกฝันไปเอง

“มาตอนที่นายนั่งหลับที่โต๊ะนั้นแหละตะโกนเรียกแล้วไม่ได้ยิน”

คนตัวสูงทำเสียงหึ! ก่อนเอามือเสยผม เปียกจนโชก

“งั้นหรือครับเสียงฟ้าผ่าทำให้ผมสะดุ้งตื่นมาเอง”

หมอเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเลยไปเปิดหน้าต่างส่งผ้าให้ สัณฑ์ปฏิเสธ

“เข้ามาคุยกันข้างในก่อนสิครับข้างนอกฝนแรง”

“ไม่ล่ะฉันไม่อยากเข้าไปข้างใน เห็นนายเปิดไฟอยู่เลยมาทางหน้าต่าง”

สัณฑ์ชี้ไปที่ห้องข้างๆกฤษณ์มองตาม ห้องนั้นหญิงสาวชื่อเกตุนอนอยู่ เวลานี้คงหลับสนิทไปแล้ว

“ฉันมาบอกนายว่าอย่าไปสุงสิงกับคนพวกนี้มากนักฉันรู้จักคนพวกนี้ดี หากนายจะช่วยก็อย่าดึงเอาฉันมาเกี่ยวข้องด้วยจะดีกว่า”

ดวงตาสีฟ้ากระพริบปริบด้วยความไม่เข้าใจ“คุณสัณฑ์ไม่ได้รับปากจะช่วยค้นหาคนหายหรือครับผมเข้าใจไปอย่างนั้นเลยรับปากพวกคุณหาญศึกไปแล้ว”

“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนายทำฉันปวดหัวอีกแล้ว” เป็นอะไรที่ชวนหงุดหงิดไม่น้อยจนต้องมือเท้าสะเอว หันหน้าไปขยับปากบ่นท่าทางแบบนี้เหมือนเด็กสาวคนนั้น หรือเด็กสาวคนนั้นเหมือนสัณฑ์กันแน่กฤษณ์รู้สึกถึงนิสัยของทั้งคู่คล้ายกันคือตรงไปตรงมาและไม่เก็บอารมณ์เหมือนกัน

ที่ทิ้งแผงขายยามาที่นี่ก็เพราะเห็นพวกอันธพาลในตลาดขับรถมุ่งมาทางบ้านสเนพ่องเขาได้ยินพวกมันพูดจะตามมาแก้แค้นที่ทำให้เสียหน้า พวกนี้เป็นคนของผู้มีอิทธิพลที่มีเรื่องกับกลุ่มของหาญศึกเมื่อวาน สัณฑ์ไปแจ้งเตือนนายบ้านให้ระวังและนำคนออกค้นหาแต่ไม่พบ

“พวกมันอาจโผล่มาได้ทุกเมื่อนายต้องระวังตัวให้ดีจะโดนหางเลขไปด้วย เป้าหมายคือคนพวกนี้ที่นายรับมา”

กฤษณ์หันไปทางห้องที่แขกของตนเข้าพัก“มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือครับทำไมไม่พูดจากัน ผมจะช่วยพูดแทนให้ก็ได้”

เพื่อนหมอเป็นคนมองโลกในแง่ดีเกินไปสัณฑ์กลุ้มใจเพราะเหตุนี้ “ถ้ายอมพูดด้วยก็ดีสิ พวกมันเล่นขนปืนมาขนาดนั้นคงกะถล่มให้ตายตัวซวยที่นายรับมาจะทำให้นายเองกับชาวบ้านเดือดร้อนไปด้วย”

คนร่างสูงไหล่กว้างทำท่าจะจากไปด้วยความรีบร้อนไม่ยอมรับเสื้อกันฝนที่กฤษณ์จะหามาให้

“หยุดก่อนครับแล้วที่ว่ารู้จักมาก่อน คุณสัณฑ์รู้จักผู้กองหาญศึกด้วยหรือครับ ทำไมเขาถึงไม่บอกผมก่อน”

ดวงตาซ้ายมรกตมีประกายขึ้นด้วยความเครียดแค้นปนกับความขื่นขมจากความหลังในอดีตเขาเงยหน้าให้น้ำฝนอาบไหลลงจากเบ้าตาเป็นสาย นายทหารที่ชื่อหาญศึกคนนั้น เคยเห็นหน้าแค่ครั้งเดียวและเกือบฆ่าเขาเมื่อห้าปีก่อน โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่ชื่อดาวพระเกตุ โย่งคงกะพันและเดชเขาจะไม่มีวันลืมเลือนเพราะเป็นต้นเหตุให้ชีวิตของเขาต้องพบกับความพังพินาศ

“เคยมีเรื่องกันมาก่อนส่วนเด็กวัยรุ่นที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าก็แค่เด็กบ้านแตกที่ฉันเอาเลี้ยงไว้ช่วงหนึ่งรายละเอียดเอาไว้วันหลังจะมาพูดให้ฟังอีกที เพียงแต่ให้นายรู้เอาไว้พวกนี้เป็นตัวซวย พยายามผลักออกไปจากชีวิตจะดีกว่า”

ชุดสีดำทำให้เขาหายวับไปในความมืดอย่างรวดเร็วกฤษณ์นิ่งคิดเด็กสาวที่ชื่อดาวพระเกตุไม่น่าจะใช่คนไม่ดีหากไม่เช่นนั้นคงไม่มาตามหาน้องชายถึงขนาดนี้เธอมีความรับผิดชอบ แล้วยังมีอดีตผูกพันกับสัณฑ์ เธอจะต้องเป็นคนดีอย่างแน่นอน

คนในแค้มป์อบอุ่นสบายไปแล้วในผ้าห่ม คงไม่มีทางรู้หรอกว่าในค่ำคืนนิทราแสนสบายมีชายฉกรรจ์ในชุดทหารกลุ่มหนึ่งอาวุธครบมือได้บุกรุกมาถึงหมู่บ้านสเน่พ่องและอยู่ห่างจากแค้มป์พักของพวกเขาเพียงอีกฝั่งของหมู่บ้านความประสงค์ร้ายที่จะกวาดล้างชีวิตและทรัพย์สินอันรวมไปถึงแค้มป์พักของคณะแพทย์อาสาไปด้วยกัน 




Create Date : 06 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 9:49:57 น.
Counter : 535 Pageviews.

1 comments
  
นางเอกเรื่องนี้ออกจะนิสัยไม่ดี สารพัดเอาแต่ใจตัวเอยชอบใช้กำลังเอย ไม่มีความเรียบร้อยแบบนางเอกเลยสักนิดเพราะงี้ก็เลยต้องถูกกลั้นแกล้งรังแกเอาหนักๆบ้างมันถึงจะสาสมจริงมั้ย
โดย: คุณหมอเถื่อน (doctorwar ) วันที่: 7 พฤศจิกายน 2552 เวลา:19:03:07 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments