พฤศจิกายน 2552

1
2
3
4
5
9
10
11
12
13
15
17
18
19
20
22
24
25
27
28
29
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 19

กองพลน้อยที่๗ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ได้ยินรายงานตั้งแต่ก่อนจะรับภารกิจครั้งนี้แล้วว่า กำลังปฏิบัติการเคลื่อนไหวอยู่ในระแหวกนี้ ซึ่งท่านผู้บังคับการได้กล่าวเน้นย้ำว่าภารกิจสำคัญจะต้องหาทางหลบหลีกเองให้ได้เพราะมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะถูกพวกเขาพบเจอ ข้อหาการเป็นจรชนเป็นเรื่องหนักหนามากระหว่างประเทศมาก แต่นึกไม่ถึง ว่าจะต้องมาถูกพบเจอกันเร็วขนาดนี้ โดยเฉพาะอยู่ในสภาพขาดอาวุธและกำลังคน แล้วยังต้องมีภาระถ่วงอันหนักอึ่งอยู่เช่นนี้อีก

บุรุษชาตินักรบอย่างเขาไม่เคยคิดหวั่นต่อกองทัพข้าศึกหน้าไหน คิ้วหนาเชิดสูงราวปีกอินทรี จมูกโด่ง ดวงตาสีเหล็กในกรอบลึก กายกำยำสูงใหญ่ดั่งเช่นนักรบโบราณ ส่อแววตาอันมิเคยหวั่นหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้น อันกำลังจ้องมองภาพเบื้องล่างยังทัพราตรีอันกำลังเคลือนพลขึ้นสูงคล้ายกำลังยกกำลังมายังทางทิศแห่งขุนเขานี้

เสียงหายใจดัง หึกๆหักๆของหญิงสาว จนต้องเหลือบตาลงดู จมูกโด่งได้รูป ใบหน้าอ่อนสวย ขนตางอนยาวถูกลมราตรีพัดโกรกจนพลิ้วไหวกำลังเอนหน้าซุกไช้ไปกับท่อนแขนของตนเอง ขยับปากจับๆทำเสียงงึมงำไม่เป็นภาษา หลับใหลอย่างไม่กระสาเภทภัยอันใดทั้งสิ้น จนนายทหารร่างใหญ่ต้องละสายตาอันแข็งกร้าวจากเป้าหมาย มามองอย่างห่วงใยกับร่างอันอ่อนระทวย อันหมอบฟุบหลับกับขอบหินใต้คุ้มครองของตน ฝ่ามืออันหยาบกร้าน นิ้วมือใหญ่หนาเอื้อมไปลูบซ้อนปลายผม อันย้อยปิดจมูกขัดการหายใจของน้องเจ้า

เด็กบ้าจะต้องให้พี่คอยห่วงไปถึงไหนกัน แค่จะหลับยังต้องให้พี่คนนี้ดูแลอีก หาญศึกคิด

“หึ...”

ได้แต่ส่ายหน้าระอาต่อร่างน้องสาวต่างสายเลือด อันหลับปุ๋ยเป็นเด็ก ไม่รู้ไม่ชี้อะไรทั้งสิ้น ปล่อยชีวิตให้อยู่ภายใต้คนๆเดียวให้ต้องห่วงหาอาทรอยู่ตลอดเวลา

หาญศึกยิ้ม ใช้มือลูบไล้เรือนผมของเด็กสาวอย่างเอ็นดู สิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจของนักรบอ่อนโยนลงได้นั่นคือเธอ

ตั้งแต่เด็กมาแล้วนะ ที่พี่ต้องเฝ้าดูน้องหลับอยู่เช่นนี้ ขอเพียงมีพี่ น้องก็จะหลับได้อย่างเป็นสุข น้องขาดพ่อมาตั้งแต่จำความไม่ได้ ไม่มีพ่อก็เลยยึดพี่เป็นสรณะมาตลอดซินะ รู้มั้ย... ตั้งแต่วันแรกที่นี้จนถึง...

พลันร่างสูงใหญ่นั่นต้องสะดุดนิ่งคิดอยู่ในใจ

มืออันชินอยู่กับการจับอาวุธ เข่นฆ่าศัตรูของแผ่นดินมานักต่อนัก พยายามลูบไล้เรือนผมดำมันคลับอย่างแผ่วเบาที่สุด ไม่ให้รบกวนนิทราเจ้า แววตาของเขา กลับมาอ่อนโยนเช่นปกติอีกครั้ง นึกถึงว่าเธอตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแดนวิสันยีแห่งนี้ ก็แทบวางวายถึงแก่ชีวิตก็หลายครั้ง แต่ก็ไม่ยอมคิดจะกลัวไม่ถอยไม่กลับ หัวใจอันห้าวหาญจนเกือบจะเป็นทะเล่อทะล่า สิ้นคิดและดื้อรั้นไม่ฟังคำหากเป็นอะไรไป แล้วหัวใจของพี่ชายคนนี่ล่ะ

เขามีท่าทางถอนใจ ส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนช้อนร่างอันอ่อนบาง ขึ้นมาแนบอก เห็นขนตางอนกำลังไหวระริกอย่างคนถูกกวนการพักผ่อน ต้องหยุดนิ่งจ้องมองวงหน้านั้นอย่างเงียบๆจนเธอสนิทนิ่งอีกครั้ง

พี่อยากจะเข้มแข็งกว่านี้อีกนิดเผือจะบังคับขับไล่น้องให้กลับไปได้ ไม่ให้ต้องมาเสี่ยงชีวิตกับเรื่องบ้าๆพวกนี้อีก น้องคงไม่รู้หรอกว่า เรากำลังเผชิญกับคนอันตรายอย่างมากหน้าหลายตาและเต็มรูปแบบขนาดไหน สองแขนของพี่มันจะแบกรับภาระดูแลชีวิตน้องไปได้สักแค่ไหนกัน

เดินไปอย่างเดียวดาย ในถ้ำอันมืดมิด ไม่เห็นทาง โดยมีร่างน้อยในอ้อมแขนอยู่ในอ้อมแขน น้ำหนักตัวของน้องสาวต่างสายโลหิตมิได้หนักอยู่บนแรงกาย แต่กลับหนักอึ้งเข้ามาในหัวจิตหัวใจของชายหนุ่มแทน ความรู้สึกอันกึ่งๆกันของความรักระหว่างพี่กับน้อง และความรักของชายหญิงมันสับสนปนกันจนแยกไม่ออก ในเมื่อน้องสาว หรือเธอคนนี่ไม่เคยแสดงอะไรอย่างอื่นต่อเขามากไปกว่าคำว่าพี่ชายเลยสักนิด แม้จะเหี้ยมหาญผงาดในสนามรบปานใดแต่กลับมิกล้าที่จะร้องขอความรักจากน้องน้อยคนนี้ได้เลย ความเป็นพี่ชายมันคงจะหมดสิ้นกันหากเขาเอ่ยคำนั่นออกไป จึงทำได้แค่คอยห่วงใยอยู่เคียงข้าง ปกป้องกันไปไม่สิ้นสุด

ฮึ...กะอีแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆตัวผอมบางคนเดียวถ้าเรายังปกป้องไม่ได้ แล้วยังจะมีหน้าไปปกป้องบ้านเมืองกะใครเขาที่ไหนได้อีก หากแค่นี้เรายังทำไม่ได้ ก็สู้จบชีวิตฝั่งร่างไปกับแผ่นดินนี้ซะเถอะอย่ากลับแผ่นดินไทยอีกเลย

ริมฝีปากขยับเป็นยิ้มน้อยๆยอมรับกับชีวิต ทอดตามองร่าง อันกำลังผินหน้าซบกับอกของเขา หลับอย่างเป็นสุข ต้องขยับให้กระฉับแนบอกอีกครั้ง โอบอุ้มเอาไว้บนสองแขนกำยำ มองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าแล้วสะท้อนใจ ได้แต่ก้าวเดินมุ่งกลับสู่หนทางในถ้ำอันแสนมืดมิด ไม่เห็นทิศทางอีกครั้ง



หญิงสาวในห้วงนิทราสนิทนิ่งในความฝันอันจมลึก เกตุได้มายืนอยู่อย่างเดียวดาย ในโถงถ้ำ อันลึกสุดหยั่ง ความรู้สึกอันคลับคลายว่าเพิ่งจะเดินผ่านมาเมื่อครู่ กระสับกระส่าย พยายามมองหาทางออกก็ไม่เจอ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ร้องตะโกนออกไปเท่าใดก็ไม่มีเสียงขานตอบ ในเงามืดรอบกายเหมือนมีเงาดำของภูตผีรายล้อม คอยหลอกหลอนอยู่เต็มไปหมด พยายามกรีดร้องเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียง แล้วพลันชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้เดินออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆ วาดกำปั่นขับไล่เงาร่างวิญญาณเหล่านั้นออกด้วยท่าทีอันองอาจเยี่ยงชายชาตินักรบ ร่างนั่นสูงใหญ่ฉกรรจ์เต็มไปด้วยมัดกล้าม ด้วยเค้าหน้าอันคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งอยู่ในชุดลายพรางครึ่งท่อน

“พี่หาญศึกใช่มั้ยช่วยน้องด้วย!” ในที่สุดก็เปล่งเสียงออกมาได้

ไม่ใช่ เรือนกายคล้ายกันมาก เธอต้องสะดุด เพราะเค้าหน้าหล่อเหลา คมสัน ในเงามืดนั่น ดูประพิมพ์ประพายคล้ายกับพี่หาญศึกมากเหลือเกิน เขาคนนั่นคือ

“พี่สงคราม! นี่พี่จริงๆด้วย พี่สงครามไปอยู่ที่ไหนมาช่วยน้องด้วย!”

เรือนกายอันองอาจ ใบหน้าอันคมสัน เต็มไปด้วยวิถีแห่งนักรบแต่กลับหมองเศร้า ดวงตารี่โรยสิ้นแวว ริมฝีปากอันซีดเซียวนั่นเหมือนจะแย้มยิ้มให้เธอเล็กน้อย ในมือถือสิ่งของอย่างหนึ่ง กำลังยกยืนมาให้อย่างช้าๆ

“พี่ฝากเขาด้วย...”

กล่าวจบก็หันหลังเดินผละจากไปทันที เกตุรีบวิ่งตามแต่ยิ่งวิ่งระยะห่างมันกลับห่างออกไปเรื่อยๆ ร่างของพันตรีสงครามค่อยเลือนหายไปอย่างช้าๆ

“ฝากอะไร!?คะ เดี๋ยว หยุดก่อน!อย่าพึ่งไป... พี่สงครามอย่าพึ่งไป!...”

พยายามร้องเรียกอย่างสุดเสียง ชายคนนั่น กลับเอาแต่เดินหันหลังจากไปไม่หยุด ไม่หันกลับมาอีกเลย ร่างสูงใหญ่นั่นเดินหายเข้าไปในเงามืดอีกครั้งเหมือนเช่นตอนมา

“เกิดอะไรขึ้น ทำไม?... น้องเกตุฝันร้ายเหรอ”

นี่เสียงใคร?

“ดิ้นใหญ่เลย... คุณหมอกฤษณ์ให้ผมปลุกเธอนะครับ”

รู้สึกเหมือนมีคนมาเขย่าตัว

“เอะ เธอกำลังจะตื่นแล้วเริ่มกระพริบตาแล้ว คุณหมอขอผ้าเช็ดตัวลดไข้ด้วยครับ”เสียงเร่งรี่ของหาญศึก

“กรี๊ด!!... พี่สงครามอย่าพึ่งไป!...”

สะดุ้งลุกพรวดขึ้นจากที่นอน เกตุถึงกับงุนงง? เหลี่ยวซ้ายเหลี่ยวขวาเห็นทุกอย่างภาพมันเบลอๆไปหมด พอปรับม่านตาได้ก็เห็นมีหน้าหมอกฤษณ์และหาญศึกนั่งจ้องเธออย่างตกใจอยู่ก่อนแล้ว

“เอะ... พี่หาญศึกกะพี่หมอนี้ น้องเป็นอะไรไป ทำไม?... น้องถึงมาอยู่ที่นี้ได้ล่ะ?...”

หาญศึกเอื้อมมือไปเขย่าศีรษะอย่างรักใคร่เอ็นดู“น้องฝันร้ายไปละซิท่า นอนดิ้นใหญ่เลย พี่ตกใจแทบแย่รู้มั้ยส่วนเรื่องเมื่อกี้... เรื่องที่น้องมานอนอยู่นี้ คือ...พี่เป็นคนอุ้มน้องกลับมาเองแหละ เห็นน้องท่าจะมีไข้ด้วย พี่ก็เลยพามาหาหมอ ตอนนี่เราอยู่ในเต็นท์ส่วนตัวของพี่หมอเค้านะ”

“เหรอค่ะ? ตอนนี้น้องมาอยู่ในเต็นท์ของพี่หมอ”เกตุทวนคำรู้สึกสับสนในหัวไปหมด มองซ้ายขวา ดูเครื่องนอน หมอนผ้าห่มสีขาวดูสะอาดสะอ้าน มีกลิ่นหอมอ่อนๆของเครื่องสำอาง

เกือบจะลืมฝันร้ายเมื่อครู่ไป เกตุกรากเข้ามาจับสองแขนของหาญศึกเขย่า จ้องหน้าพูดใส่ทันที“พี่สงคราม!ค่ะ น้องฝันถึงพี่สงครามค่ะพี่หาญศึก”

“น้องว่าอะไรนะ!?...”

กฤษณ์ถือผ้าสะอาดมุดเข้าเต็นท์มา“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับคุณหาญศึก น้องเกตุเธอฝันถึงใคร? ครับ”

“พี่สงครามค่ะพี่หมอ พี่ชายแท้ๆของพี่หาญศึก น้องฝันว่าเจอพี่เขาในถ้ำแห่งนี้เอง เหมือนจะฝากอะไรให้น้องสักอย่างแต่น้องจำไม่ได้แล้วว่าฝากอะไร”

หมอกฤษณ์ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ เลยรีบเอาผ้าสะอาด เช็ดลำคอให้หญิงสาวไป เกตุรีบบรรยายสิ่งที่ตนฝันไปให้ฟังอย่างละเอียด หาญศึกหน้าเสียดูตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้จะเป็นเพียงฝันร้ายของเกตุแต่มันก็เป็นเรื่องของคนใกล้ชิดอันมองข้ามไม่ได้

หาญศึกหันมามองหมอกฤษณ์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“พันตรีสงคราม เสนานรงค์ พี่ชายแท้ๆของผมเอง เขาเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อนจากการปะทะกับขบวนขนยาเสพติดข้ามแดนกลุ่มของเสือดำนักค้ายาชาวว้า ผมรู้ว่าเขาตายอยู่แถบนี่ แต่ ไม่รู้จุดที่พี่เขาตายอยู่ตรงไหน ศพก็หาไม่เจอ รู้แต่ว่าเขาถูกหัวหน้ากลุ่มของพวกมันล่อมาฆ่า พี่ชายคนเดียวของผมคนนี่เป็นคนเก่งกาจ แต่ก็ยังพลาดท่าให้มันไอ้โจรเสือดำโจรชั่วคนนั้น ทุกวันนี่ที่ผมขอมาประจำการอยู่แถบชายแดนแห่งนี้ ก็เพื่อหวังจะตามล่า มัน เสือดำคนที่ฆ่าพี่ชายของผม”

เกตุนั่นเหลียวล่อกแล่กมองออกไปข้างนอกท่าทางตื่น ไม่สนใจอะไรอีก เอามือดันผ้าที่หมอจะเช็ดหน้าให้ออกไป แล้วลุกพรวดออกไปทันที

“เดี๋ยวๆก่อน...น้องเกตุน้องจะรีบไปไหน ให้พี่หมอตรวจวัดไข้ก่อน คุณหาญศึกพี่เขาก็ยังมีเรื่องจะพูดอีกนะ”กฤษณ์จะคว้าแขนไว้แต่ไม่ทัน ร่างปราดเปรียวออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว ก่อนแว้งตัวหันมาบอก

“น้องจะไปตามพวกนายคง!”

“เดี๋ยวก่อน!”หาญศึกพุ่งปราดเดียวก็เข้าประชิด จับเเขนหล่อนไว้ได้

เกตุสะบัดมือเขาออกอย่างง่ายดายด้วยเทคนิคการป้องกันตัว“ไม่!พี่หมอน้องต้องรีบไป...พี่หาญศึกอย่ามาขวางน้องนะ”

นักกีฬาสาวไม่ได้สนใจการพูดของหาญศึก ยืนหันรี่หันขวางก็เห็นแต่คนของหมอกฤษณ์ นั่งผิงไฟหลับนกเฝ้ายามกันอยู่หลายคน จ่าแจ๋วกับหมู่แม็กปูผ้านอนกันอย่างง่ายๆข้างกองไฟอยู่ใกล้ๆกัน แต่ ไม่เห็นมีคนของเธอทั้งสามคนในนี้เลย ดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ มันเวลาทุ่มกว่าแล้ว

“เจ้าพวกนายคงหายไปไหน!?“เสียงดังก้องสะท้อนไปมาในโถงถ้ำจนทุกคนสะดุ้งหันมามองเธอเป็นจุดเดียว

หมอกฤษณ์รีบออกมาจากเต็นท์ด้วยความเป็นห่วงอาการไข้ของเธอ เห็นยอดนักกีฬาสาวกำลังกอดร่างตัวงองุ้ม สั่นเทิ้มอย่างหนาวเหน็บ เพราะอากาศเย็นในถ้ำมันต่ำกว่าสิบองศา แต่ก็ยังอบอุ่นกว่าอากาศข้างนอกถ้ำมาก

กฤษณ์รีบประชิดตัว“พี่เห็นพวกเขาสามคนตามคุณสัณฑ์เข้าไปลึกในถ้ำตั้งนานแล้ว พวกเขาขึ้นมาเร็วก่อนพวกเราจะขึ้นมาถึงเสียอีก แต่ไม่ต้องห่วงนะอยู่กับคุณสัณฑ์พวกเขาจะปลอดภัย น้องรีบมานอนพักผ่อนก่อนเถอะอาการไข้มันจะได้ดีขึ้น”หมอรีบจับแขนหล่อนไว้ จะพาเข้าไป เกตุยังดื้อดึง

“ไม่ได้!... ”หล่อนเสียงเฉียบขาด ดวงตาแข็งกร้าว สะบัดแขนของกฤษณ์ออก

กฤษณ์หน้าเหวอ“คุณหาญศึกพูดอะไรหน่อยสิครับ” มองไปทางหาศึกไม่นึกว่าเด็กสาวจะดุอย่างนี้

“น้องจะรีบไปตามพวกเขากลับมา น้องไม่ไว้ใจนายสัณฑ์ สามคนนั่นอาจจะได้รับอันตรายก็ได้!”

พูดได้แค่นั่น ร่างว่องไวก็วิ่งไปเปิดเป้ส่วนตัวคว้าเอากระบอกไฟฉายออกมา เปิดไฟแล้ววิ่งจ้ำ วิ่งลึกเข้าไปข้างในถ้ำอย่างรวดเร็ว หล่อนปราดเปรียวว่องไวเกินกว่าหาญศึกจะคว้าตัวไว้ได้ทัน ใช้แสงไฟฉายนำ วิ่งหายลับเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ร่างเพรียวบางนั่นกลับก้าวขาได้ยาวๆวิ่งเร็วกว่าที่ใครคิดไว้สะอีก

ร่างสูงใหญ่นั่นต้องยืนผ่อนลมหายใจให้สงบ คิ้วขมวดย่นยุ่งกับเด็กสาวของเขา แต่ไหนแต่ไรมาแล้วพิสูจน์มาแล้วว่า หาญศึกไม่เคยจะจัดการ น้องสาวต่างสายเลือดคนนี่ได้เลย

“คุณหมอ! ผมจะรีบตามไปเอาตัวเธอกลับมาเอง ผมขออนุญาตหมอเตรียมเอายานอนหลับให้เธอกินด้วย เอาแบบกินแล้วหลับไปเลยนะจะได้สิ้นฤทธิ์ ไม่งั้นคงไม่ยอมหลับยอมนอนแน่”


ตึก!ตึก!ตึก!
ตึก!ตึก!ตึก!

สองขาวิ่งอย่างไม่หยุด ทางในถ้ำนี่ เรียบโล่งไม่มีหลุมบ่อหรือทางแยกมุ่งตรงอย่างเดียว แม้ปกติเกตุจะเป็นคนกลัวผี แต่เวลานี้กลับคิดห่วงแต่น้องๆทั้งสามคนจนลืมเรื่องความกลัวไปสิ้น รู้สึกว่าวิ่งมากว่าสิบนาที จนมาหยุดนิ่งอยู่ยังบริเวณโถงใหญ่ สายลมที่พัดสอดผ่านมาจนเส้นผมปลิวสะยาย สัมผัสได้ถึงอากาศสดบริสุทธิ์เป็นครั้งแรก ทางออกอีกฝังของถ้ำ อันเห็นแสงดาวแห่งท้องฟ้าราตรีอยู่เบื้องหน้าอยู่ลิบๆ เบื้องหลังชายคนนั่น

“นายสัณฑ์! อ๋อ มาอยู่ตรงนี้เองเหรอ!”

คุณพระช่วย หล่อนอุทานในใจ จนร่างกายไหวสะท้าน สองขาเหมือนจะผงะจะถอยหลังให้ได้ กับภาพตรงหน้า

ร่างอันนั่งสถิตนิ่งอยู่บนก้อนหิน เหมือนแท่นบันลังก์ขวางหน้าไว้อย่างไม่ขยับเขยื้อนกาย เป็นนายทวารขวางกั้นปิดทางออกเอาไว้ ข้างหลังนั้นอันแลเห็นแสงดาวอยู่ลิบๆ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าต้องมาเจอกับเขา แต่ก็ยังอดหวาดประหวั่นพลันพรึงทุกครั้งที่เห็นหน้า จะด้วยอุปทานอันใดๆก็ตามหล่อนรู้สึกขนทุกเส้นในร่างกายกำลังลุกเกรียว สันหลังเย็นวาบ


ร่างในชุดสีดำ ผอมเกร็งแต่โครงสร้างกระดูกใหญ่ สัณฑ์นั่งอย่างตรงนิ่งไม่ไหวติง สองแขนวางพาดบนท่อนขา ทุกสัดส่วนในร่างกายกลืนสนิทไปกับความมืดทะมึนในถ้ำเหมือนเงาอสุร จะมีเพียงสองแว่นดำอันสะท้อนแสงแดงฉานจากกองไฟเล็กๆ ตรงหน้าอันลุกวาบแลบเลีย ส่งเปลวและควันลอยคว้างรอบกาย สะท้อนแวววาบกับแว่นดำทะมึน แลเห็นเหมือนดวงตาสัตว์ร้าย จะด้วยอุปทานอันใดหล่อนรู้สึก แวดวงศีรษะและทั่วร่างกายของเขาเหมือนมีรัศมีขาวมัวเปล่งออกมา น่าขนลุกขนพองยิ่ง ดั่งเทวรูปในลัทธิมารมาตั้งขวางหน้าเอาไว้

มีเงาดำไหวๆสามตนดิ้นขยับเขยื้อนตัวอยู่ในความมืดข้างๆแท่น

“อ๋อ มาอยู่ตรงนี้เองเรอะ!... ฉันต้องออกตามหาเสียแทบแย่... เจ้าพวกบ้า!...ออกมาเดี๋ยวนี่นะ นายคง!นายเดช!นายโย่ง!” หล่อนชี้นิ้วตะเบ่งเสียงดังใส่ทันที

“รู้รึเปล่า!... ว่าฉันต้องออกตามหาแทบแย่! แต่พวกนายกลับมาหลบอยู่กับคนพรรค์นี่เองเรอะ!... ออกมาเดี๋ยวนี้นะ เจ้าคง เจ้าโย่ง เจ้าเดชรีบไสหัวออกมา!...”

มีคนหนึ่งขยับลุกขึ้นตะโกนโต้คืน“พี่เกตุ!...นั่นแหละกลับไป กลับไปอยู่กับหมอกฤษณ์เถอะ ปล่อยพวกเราอยู่นี้กับพี่สัณฑ์ ไม่ต้องมาสนใจพวกเราอีก พวกผมมันไม่มีความหมายต่อพี่อีกต่อไปแล้ว” เสียงอันตัดพ้อของ นายคง อันดังออกมาจากมุมมืดข้างๆตัวนายสัณฑ์

อีกฝ่ายต้องร้องกรี๊ด!ลั่นเต้นฝางทันที

“หนอย!... กล้าดียังไงมาขัดคำสั่งฉัน เดี๋ยวแม่ปาด้วยก้อนหินอีกทีแน่ โผล่หัวออกมา!... คืนนี่ฉันจะลงโทษพวกนายฐานขัดคำสั่งฉันไปคบหาเจ้าคนนี้”

รุ่นพี่จอมเผด็จการชี้ไปที่หน้านายสัณฑ์จ้องตาทำเสียงตวาดใส่ด้วยอารมณ์อันกราดเกรี้ยว

“ฮึ...”คนถูกชี้หน้าต้องส่ายหัวดิกเลย แต่ลำตัวยังคงนั่งนิ่งสนิท

“เธอมันนิสัยไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไรไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”ริมฝีปากอันแสยะเปิดลอดคำพูดอันเคร่งขรึมออกมา

เกตุเอามือเท้าสะเอวจ้องตอบอย่างไม่กลัวเกรง“ฉันไม่ได้พูดกับนาย! เจ้าเคราดำ”

พวกที่นั่งซุ่มเป็นเงาตะคุ่ม ถึงกับลุกพรวดขึ้นทั้งหมด“หยุดเดี๋ยวนี้นะพี่เกตุ! อย่าก้าวร้าวกับพี่สัณฑ์นะ!...พี่ไม่รู้หรอกว่าพี่ได้ทำอะไรลงไปกับพี่สัณฑ์เค้า”

นายสัณฑ์ได้แต่แอบยิ้มแห้งๆพลางเรียก เฮ้ย ตวัดหน้าเรียกให้ทั้งสามคนนั่นให้ออกมาจากมุมมืดเสียที มีคนหนึ่งลุกขึ้นมาพร้อมกับถือพวงผลไม้ ได้ยินเสียงเคี้ยวดังกรวบๆไม่ขาดระยะ

“ชิชะ มาหลบกินลูกมะไฟอยู่นี้เองเรอะ... พวกนายมันตะกละจริงๆ ตอนจะขึ้นมาก็ทำฉันเสียหน้ากับพี่หมอมาทีหนึ่งแล้ว และยังจะตามมาคบหากับเจ้านี้อีก ฉันเคยสั่งห้ามคบแล้วใช่มั้ย!”

“เราไม่อยากฟังพี่พูด หนวกหู!...”ทั้งสามคนต่างพร้อมใจกัน

“ถ้าขืน...พวกนายยังกล้าเถียงอีก..” .

หล่อนต้องกัดฟันพูด อยากปรี่เข้าเล่นงานเจ้าตัวดีทั้งสามคน คร่าที่เถียงฉอดๆ แต่ติดเจ้าเคราดำนั่งขวางอยู่ตรงหน้า แล้วรุ่นน้องทั้งสามก็เดินออกมาให้เห็นถนัดตา


ทันทีเมื่อแสงจากกองไฟกระทบใบหน้าของนายคงจึงเห็น หน้า ผากของมันปรากฏรอยบวมปูดเป็นลูกมะนาว เลือดกำเดาแห้งกรังติดจมูก โผล่หน้า ตาแดงก่ำ จ้องมองลูกพี่สาวออกมา โย่งตามหลังเอามือลูบคลำบนศีรษะตลอดมีรอยเลือดอันแห้งสนิทแล้วเต็มใบหน้า นายเดชที่กำลังเคี้ยวของกินอยู่กรวมๆ แต่ปากมันเจ่อปูดเต็มเบ้าแดงก่ำเช่นกัน ทำปากซีดครางอู้ลูบที่ปากเหมือนฟันจะอยู่ไม่ครบแล้ว

เกตุถึงกับผงะตกใจกับสภาพใบหน้าของพวกมัน

“พวก พวกนายเจ็บขนาดนี่เลยเหรอ? ฉัน ฉัน เออ...”แววตาแข็งกร้าวพลันลดลง กระพริบตาปริบๆ ด้วยขอบตาอันร้อนผ่าว ริมฝีปากสั่นระริก อึ่งกับสภาพของรุ่นน้องแต่ละคนที่ได้รับบาดเจ็บจากน้ำมือของเธอเอง

“อย่าเข้าไป หยุดอยู่แค่นั้น”

เสียงอันเครียดเคร่งขรึม นายสัณฑ์กางแขนข้างหนึ่งป้องไม่ให้เธอเข้าไปใกล้ทั้งสามคน จนเกตุสะดุ้งโหยงถอยร้นตกใจสีหน้าซีดเห็นได้ชัด

“เห็นฝีมือของเธอแล้วรึยัง!... สาแก่ใจมั้ย!... เธอร้ายกาจมากนะ ถึงกล้าทำทารุณโหดร้ายกับเด็กๆที่น่ารักพวกนี่ได้ลงคอ”

“นี่มันไม่ใช่เรื่องของนายนะ!...”หล่อนยกแขนตั้งการ์ดมวยใส่ทันที

สามคนต่างรีบมายืนขวาง บังร่างนายสัณฑ์ทันที คล้ายจะปกป้องเป็นพวกพ้องเดียวกันเจ้าคงชี้นิ้วตะโกนใส่“พี่เกตุเผด็จการและเจ้าอารมณ์เกินไปแล้ว! แน่ะ! แล้วยังคิดทำร้ายพี่สัณฑ์ด้วย อย่านะๆ พวกเราสู้จริงๆด้วยเอ้า”

รุ่นน้องนักเทควันโดที่เคยอยู่ในโอวาสมาตลอด ถึงแม้จะเกเรออกนอกลู่นอกทางมาบ้าง แต่บัดนี่กลับมายืนประจันหน้ากับเธอ ส่งสายตาแข็งกร้าวใส่ แสดงตนเป็นพวกเดียวกันกับคนแปลกหน้าที่พึ่งรู้จักมาเพียงไม่กี่วันได้อย่างสนิทยิ่ง

“พวกนาย...มัน...”

นักกีฬาสาวรุ่นพี่ถึงกับผงะถอยเซ สัณฑ์ได้ทีตอกย้ำ

“แต่ต่อไปนี่คงไม่แล้วละพวกเขาจะอยู่กับฉันเอง ฉันจะเลี้ยงพวกเขาเอง เข้าใจมั้ย!”

“ใช่ๆ พวกเราจะอยู่กับพี่สัณฑ์ ไม่กลับไปอยู่กับพี่เกตุอีกแล้ว”คง เสริมขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงอันกำลังโกธรเคือง

กรอกคำพูดเข้าไปใส่จอมเผด็จการสาว ร่างอันกำลังสั่นเทิ้ม ก้มหน้าส่ายไปมาไม่ยอมรับกับการถูกต่อต้านที่อยู่ๆพวกเจ้าคงจะตีตัวออกห่าง แข้งขาอ่อนแทบทรุด

“ฉัน ฉันจะไปเอายาที่พี่หมอมาให้ พวกนาย อย่าโกธรฉันเลยนะ”เริ่มจะสะอื้น สำนึกผิดหล่อนก้มหน้านิ่งอยู่เช่นนั้น

“คำก็พี่หมอ! สองคำก็พี่หมอ! พวกเราทนไม่ไหวแล้วนะ!...”

“ก็ฉันจะขอโทษอยู่นี้ไง! ชักโมโหแล้วนะ! นี่!...พวกนายจะทรยศหักหลังฉันกลางคันเลยเรอะ!”

“เปล่าหรอกคุณหนูเกตุ”คนนั่งขวางหน้าถึงกับยกมือส่ายนิ้วไปมา ส่งเสียงแหบพร่าเย็นยะเยือก แยกเขี้ยวขาว ทำท่าไม่เห็นด้วยทันที

“เปล่าหรอก พวกน้องๆไม่ได้คิดจะจะทรยศ รึ ทำเรื่องงี่เง่าอย่างที่เธอเข้าใจ แต่ พวกเขาต้องการความเป็น ไท ให้กับตนเองตะหาก ที่ผ่านมาเธอทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของพวกเขามามากพอแล้ว ทำราวกับว่าแล้วพวกเขาเป็นทาสก็ไม่ปาน ฉันจะปล่อยให้เธอทำกับพวกเขาแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้ เธอไม่คู่ควรจะเป็นผู้นำใครได้อีกแล้ว และตอนนี่ฉันจะไถ่ถอนตัวพวกเขาเอง”พยักหน้ายืนมือออกไป นายเดชวางก้านลูกมะไฟป่าทั้งพวงใส่ในมือลูกพี่คนใหม่ของตนทันทีอย่างรู้ใจ

“รับนี่...ไปซะ! ค่าไถ่ตัว”

นายเคราดำแว่นทะมึนยื่นพวงผลไม้ทั้งพวงให้ ทั้งที่ยังนั่งไม่ขยับตัวจากที่เดิม หัวเราะหึๆ ในลำคอ หันหน้าใช้หางตาข้างขวาข้างเดิมมองอย่างเยาะเย้ยเช่นเคย

“ฉัน ฉันพราดไปแล้วใช้มั้ย” คนถูกเยาะเย้ยถึงกับกัดฟันพูด ตัวสั่นเทิ้ม กัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นึกไม่ถึงจะมาเสียทีให้เจ้าคู่ปรับ จนมาเสียคนสนิทไปทั้งหมด กำกำปั่นแน่น เกร็งเท้าก่อนจะ

“ย้าก!... ”

เตะตวัดฉับเดียวพวงผลไม้นั้นปลิวกระจายจากมือคนให้ กระเด็นไปโดนผนังถ้ำล่วงกราวตกกับพื้นจนสิ้น เพียงชั่วแวบหนึ่งที่เห็นดวงตาใส เห็นน้ำตาคลอจากแสงกองไฟอันน้อยนิด มันบอกชัดเจน หันหลังวิ่งกลับไปไม่มองมาอีกเลย

โย่งเดินล้ำไปหยุดมองร่างนั่นจนวิ่งหายลับตาไปก่อนหันมาพูด

“ไม่รุนแรงไปหน่อยเหรอครับพี่สัณฑ์ไม่ซิ พี่ไพรวัลย์”



Create Date : 26 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 1 มีนาคม 2553 9:44:16 น.
Counter : 374 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments