พฤศจิกายน 2552

1
2
3
4
5
9
10
11
12
13
15
17
18
19
20
22
24
25
27
28
29
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 20


ร่างอันสนิทนิ่งของสัณฑ์ ถึงเอียงหน้ามากับเสียงเรียกชื่อนี่ของเขา ที่ไม่คิดว่าจะมีคนเรียกมานานแล้ว

“ไม่หรอกโย่ง นี่แหละมันถึงจะสาสม หึๆ เด็กก้าวร้าวร้ายกาจคนนี้สมควรโดนแล้ว... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง!... เด็กนี่เอาเทควันโดที่ฉันสอนให้ไปเที่ยววิวาทระรานกับคนอื่น มันเป็นเรื่องที่ฉันยอมรับไม่ได้ ต้องมีการลงโทษ แรงๆกันบ้างล่ะ ถ้าไม่ติด...”คนหน้าหนวดต้องแยกเขี้ยวขาวพูดอย่างเหลืออด การจากกันมาหลายปีทำให้เด็กหญิงตัวน้อยในครั้งก่อน ลืมใบหน้าของอดีตครูฝึกเช่นเขาไปได้เสียสนิท

“ก็แค่จะเอาผลไม้ไปให้เธอ ทำไม?... ต้องมาทำแบบนี่ด้วยครับ ผมรู้สึกไม่ดีเลยที่ทำรุนแรงกับพี่เธออย่างนั้น ผมรู้สึกผิดจริงๆที่ไปว่าพี่เกตุไปแบบนั่นนะครับ”คง พูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง

“เฉยไว้เถอะเจ้าคง!... นี่เป็นคำสั่งของพี่สัณฑ์นะ”เดชเสียงดังขึ้นแทน

เด็กหนุ่มทั้งสามคนมานั่งล้อมต่อหน้าอดีตครูฝึกของตน พวกเขาต่างสารภาพกันหน้าจ๋อยว่าตนเองก็จำครูไพรวัลย์ไม่ได้จริงๆ พร้อมทั้งแก้ตัวแทนรุ่นพี่สาวไปพร้อมกัน ซึ่งปัจจุบันครูเปลี่ยนชื่อมาเป็นนายสัณฑ์ ไว้หนวดเครารุงรัง แต่สิ่งที่สัณฑ์กำลังจ้องอยู่คือร่างอันสูงใหญ่ มันตระหง่านง้ำราวกับยักษ์ราหู อันก้าวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแล้วหลังจากเกตุจากไป

มีดยาวอันวางพิงก้อนหินข้างตัวนายสัณฑ์ มีดทรงกรูข่าใบมีดและด้ามจับยาวประมาณ ๑๘ นิ้ว สันหนา ๗ มิลลิเมตร พ่นดำรมทราย ความคมน้องๆคัตเตอร์ มีดดาบเดินป่ายี่ห้อสมิทธิ์แอนด์เวสสัน มีดเดินป่าชั้นดี ซึ่งคนร่างใหญ่นั่นกำลังจับตานิ่งอยู่ แต่ที่จับตานิ่งนั้น มันคือคราบของเหลวเขรอะอันเผยจากตัวมีดอันโผล่พ้นฝักมีดออกมากว่าสองนิ้ว มันกำลังส่งกลิ่นคาวของโลหิตออกมา

“พี่ผู้กอง!!”

พวกนายคงหันไปมองข้างหลังตกใจพร้อมกัน

“หึๆ”ร่างสูงใหญ่นั่นก้าวขาเข้ามาอย่างแช่มช้า พร้อมเสียงหัวเราะในลำคออย่างผู้เหนือชั้นกว่า เดินวนรอบคนที่ประกาศความเป็นศัตรูกับเขาเมื่อตอนกลางวัน สำรวจมองเวลานี้ แล้วหัวเราะหนักๆ ขยับหน้าเอียงคอเข้ามาใกล้นายสัณฑ์พูดด้วยน้ำเสียงกระซิบอันเหี้ยมเกรียม

“ฉันได้กลิ่นคาวเลือดจากดาบของแก...”

เขาผู้ซึ่งชิงชังกับยาเสพติดทุกชนิดโดยเฉพาะกับพวกค้ายาเสพติดยานรกทั้งหลายซึ่งเขากำจัดทิ้งในหน้าที่มาซะมากมายนั่น และในตอนนี่กับอีกหนึ่งที่กำลังจะม้วยดับดิ้นหากแต่เพราะกรรมสนองหาได้ให้มือของเขาต้องเปลื่อนเลือด สภาพแบบนี้ทำให้เขารู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง

“นายคงจะ ไปปะทะกับศัตรูมาหนักสิท่า เนื้อตัวแกมันบอก ฉันรู้มาว่า...พวกกะเหรี่ยงเริ่มไม่พอใจกับพวกว้าแดงอย่างนายที่มายึดพื้นที่แถวนี้เป็นจุดพักยาและลำเลียงยาบ้าเข้าสู่ประเทศไทย พวกนั่นต้องการกวาดล้างอิทธิพลของพวกว้าแดงอย่างพวกแกออกไปนานแล้ว และตอนนี้มันคงสบโอกาสแล้ว สภาพของนายแบบนี้คนเป็นทหารอย่างฉันรู้ดีว่า คนถูกแรงระเบิดกระแทกจนกระดูกแหลกเหลวมันเป็นยังไง แก ถึงแม้แกจะไม่ถูกสะเก็ดระเบิดฉีกร่าง แต่แรงอัดกระแทกมันก็ทำให้กระดูกหักสะเทือนไปถึงอวัยวะ ตับ ปอด ม้ามฉีกขาดอยู่ภายใน ถ้าเดาไม่ผิด ทั้งซีกขวากระดูกมันคงแตกหักจนหมดสภาพไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าแกเอาตัวกลับมาในสภาพนี้ได้ไง แต่แกไม่อาจจะลุกขึ้นมาได้อีกแล้ว สภาพแบบนี้คงอยู่ได้อีกไม่ถึงพรุ่งนี้เช้าแน่... มันหนักหนาสาหัสเกินจะเยียวยาได้อีกแล้ว หึๆ แต่... ทั้งๆที่เป็นแบบนี้แกก็ยังทำโอหังกับทุกคนได้ไม่เลิก ไอ้เรื่องนี่แหละที่จะทำให้ทุกคนต้องมาตายตามแกไปด้วย”

“พี่หาญศึกอย่าพูดแบบนั่นเลยครับ”โย่งกับเดชถึงกับส่งสายตาวิงวอนออกมา

นายทหารหนุ่มใบหน้าหล่อเกลี้ยงเกลา ดูสำรวยแบบลูกผู้ดีอยู่เป็นนิจ เวลานี้กลับเผยอารมณ์อีกด้านออกมา กราดสายตาคมกร้าวออกไปข้างๆ จนพวกเด็กหนุ่มนักเทควันโดยังต้องผวาถอยออกห่างๆ ก่อนเขาจะหันขวับมาจ้องตาเขม็งกับเป้าหมายของตน

“เอาะๆ งั้น...แกก็ลุกขึ้นมาชัดกับฉันสิ ถึงแกไม่บอกฉันก็รู้ได้เองว่า ข้างนอกนั้น...มีทหารกะเหรี่ยง ดีเคบีเอ มาดักปิดทางออกถ้ำไว้หมดแล้วและแกก็จัดการฆ่าพวกมันไปได้หลายศพทีเดียวสิท่า... แต่...มันก็ทำให้พวกเราต้องถูกล้อมมาจนกรอกอยู่ในถ้ำอห่งนี่ด้วย แกคนเดียว... คณะแพทย์ของหมอกฤษณ์จะพลอยพินาศก็เพราะแก... ฉัน! จะไม่เสียใจเลยสักนิดถ้าเมื่อพรุ่งนี้ได้มาเห็นศพอันทุเรศๆของแกเลย”

เด็กหนุ่มทั้งสามคนต่างรีบกรากเข้าบังร่างของเจ้าเคราดำอีกครั้ง

“พี่หาญศึกอย่าเข้ามาใกล้หรือแตะตัวพี่เขาเลยครับ ขอร้องเถอะ พี่สัณฑ์ทรมานมามากพอแล้ว แค่ขยับแขนเมื่อกี้มันก็เป็นแรงเฮือกสุดท้ายแล้ว ได้โปรด... ให้พี่เขาได้ไปสงบเถอะครับพวกผมขอร้องล่ะ” คง เดช และโย่งต่างพูดด้วยเสียงสะอื้นสั่นเครือขึ้นพร้อมกัน

ร่างใหญ่ฉกรรจ์นั่น ใช้สองแขนทรงพลังกวาดพวกวัยรุ่นออกไปพ้นหน้าอย่างง่ายดาย ในสายตาเเข็งกร้าวของเขามีแต่ศัตรูตรงหน้า“เสือดำ นี่คืออีกชื่อหนึ่งของแก ใช่หรือไม่!...หึๆรู้หรือเปล่าว่าอันตัวแกนี้.คนฝังไทยต่างต้องการชีวิตของแกกันทั้งนั้น!...พวกค้ายาเสพติด! เดนมนุษย์ตายไปเองก็ดีแล้ว...แผ่นดินมันจะได้สูงขึ้น!!...”

โย่ง กับเดช สุดแสนจะอัดอั้นอยู่ในหัวอกที่ครูของตนถูกประนาม นายคง เองก็ตัวสั่น อยากจะเปิดปากพูดใจจะขาดว่า ไม่ใช่ ชายคนนี่คืออดีตนักกีฬาวีระบุรุษของชาติที่หายสาบสูญไปเมื่อหลายปีก่อนต่างหาก เหตุผลส่วนตัวบางอย่างทำให้ครูไพรวัลย์ต้องหนีหน้าคนมาอยู่แดนกันดารแห่งนี้ หาใช่เป็นพวกค้ายาเสพติดซึ่งกำลังถูกตราหน้าอยู่ตอนนี้ไม่ ความจริงทุกอย่างมันติดแต่ที่พี่ไพรวัลย์สั่งห้ามไว้ไม่ให้พูดว่าเขาเป็นใคร

“ยังไงๆ ฉันก็จะไม่ให้คนของฉันต้องมาตายกับพวกแกแน่...” หาญศึกเหลือบตาร้ายหันมาทางพวกนายคง จนสะดุ้งผวาไปตามกัน

“พวกนายเองก็ด้วย คง เดช โย่งรีบกลับไปหาเกตุซะ นี่คือคำสั่ง”สายตาอันแสดงความตำหนิอย่างชัดเจน ท่าทางดุดันอย่างชายชาตินักรบของหาญศึกที่พวกเด็กหนุ่มไม่เคยเห็นมาก่อน คนๆนี่น่ากลัวมาก จนแทบไม่กล้าสบตา

แต่ก่อนที่นายทหารจะขยับออกห่าง เขาถึงกับชะงักนิ่ง ตาจ้องไปที่ข้างแว่นดำข้างนั่นอย่างตะลึง ดวงตาข้างซ้ายของนายสัณฑ์ ซึ่งกำลังชายหางตาออกมา มันเป็นสีเขียวมรกตและเรืองแสงออกมา

หาญศึกต้องมองอย่างหยุดชะงัก ดวงตาของมนุษย์มันจะเป็นเช่นนี่ได้เหรอ!? ดวงแก้วสีมรกตอันน่าสะพรึง นัยน์ตาซ้ายของเจ้าคนลึกลับอันพึ่งเห็นอย่างจังๆจะเป็นครั้งแรก

ร่างใหญ่ฉกรรจ์ของนายทหาร มีใบหน้าอันไม่สบอารมณ์ยิ่งก่อนรีบหันหลังวิ่งกลับไปให้ทันหญิงสาว ซึ่งร้องไห้โฮไกลออกไปจนไม่ได้ยินเสียงแล้ว

คง ทรุดเข่ากับพื้น เดช โย่ง ก้มลงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าชายผู้นั่นพร้อมยอมรับความผิด เหตุการณ์ทั้งหมดมันเริ่มตั้งแต่เล่าอูโผล่หน้าจากข้างบนมาเรียกแล้วบุ้ยใบ้ทำสัญญาณมือให้มาอีกเส้นหนึ่ง บอกว่า คนชื่อไพรวัลย์ ต้องการจะพบตัวแล้วโยนเชือกอีกเส้นเรียกให้ขึ้นไปโดยเร็ว เล่าอูตอนนั้นมีสีหน้าเศร้ามาก ยอมบอกความจริงทั้งหมดว่า นายสัณฑ์ก็คือพี่ไพรวัลย์ ตอนนี้ได้ล้มอยู่หน้าปากถ้ำ ก่อนหน้าที่ทุกคนจะขึ้นไปถึงข้างบน พวกเขาได้ช่วยกันห่ามร่างอันเจ็บสาหัสมายังแท่นหินสุดปลายถ้ำแห่งนี้ตามคำสั่ง ความจริงทุกอย่างจึงถูกเฉลยออกมา

สัณฑ์ “สมัยก่อนตอนที่ฉันยังติดทีมชาติอยู่ ฉันได้ริเริ่มตั้งโครงการหนึ่งขึ้นมา โครงการแก้ไขพฤติกรรมเด็กก้าวร้าวด้วยกีฬา ในจำนวนเด็กนับร้อยซึ่งฉันได้รับมาเข้าร่วมโครงการแบบกินอยู่เบ็ดเสร็จด้วยเงินทุนของฉันเอง ในจำนวนเด็กทั้งหมดมีอยู่สี่คนที่มีแววไปได้ไกลสุด ซึ่งก็คือพวกเธอทั้งสี่คน พวกเธอได้ก้าวขึ้นติดทีมชาติได้ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั่น แต่...พฤติกรรมกลับไม่เปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้นเลย... เป้าหมายที่แท้จริงของฉันคือ...สร้างเยาวชนที่ดีขจัดพฤติกรรมอันก้าวร้าวในตัวให้หมดสิ้นก่อนปล่อยตัวคืนแก่สังคม หาใช่ว่าได้เป็นทีมชาติอย่างพวกเธอแล้วจะผยอง เที่ยวแสดงศักดาท้าตีท้าต่อยกับเขาไปทั่ว...”

ทั้งสามคนต่างฟังคำตำหนิอย่างหน้าเจื่อนเพราะไปท้าตีพี่ไพรวัลย์ในป่าไผ่มาเมื่อไม่กี่วันมานี้เองเพราะจำพี่เขาไม่ได้

สัณฑ์หรือไพรวัลย์มีท่าทีอิดโรยแต่ก็พยายามแข็งใจพูด“เกตุเป็นคนแรกสุดที่ฉันรับมาเข้าร่วมโครงการ ฉันไปได้ตัวมาจากย่านเซ็นเตอร์พอยท์ ที่ยัยเด็กนี้ไปทำซ่าออกฤทธิ์ออกฤทธิ์ออกเดชอยู่แถวนั้น ฉันเผอิญผ่านไปพบ ก็เลยไปได้ตัวมา เป็นเด็กมาเช้าเย็นกลับเพียงไม่กี่คนในโครงการ มีรถเบ๊นท์มารับส่งถึงที่ ได้ยินมาว่าเป็นหลานนายพลใหญ่เป็นคุณหนูตระกูลดังแต่ทางบ้านกลับมีปัญหาดูแลกันไม่ได้ เคยหนีออกจากบ้านมาหลายครั้งแล้ว ในวันแรกที่มาพบกันที่นี้ เด็กคนนี่ก็ก่อเรื่องอีก ฉันรึอุตสาห์ออกโรงช่วยชีวิตไว้ให้แท้ๆ แต่เด็กบ้าคนนี้จำฉันไม่ได้กลับมองฉันเหมือนเป็นโจรป่าห้าร้อยไปเสียนี้ คิดแล้วมันน่าโมโหนัก... เห็นหน้าทีไรแล้วมันหมั่นไส้อยากจะแกล้งให้หนักๆเอาให้ร้องไห้กลับไปเลย...”

“เรื่องนี่... จะโทษพี่เกตุทั้งหมดก็ไม่ถูกนะครับ ก็ขนาดเจ้าคง เจ้าเดช ก็ยังจำพี่ไม่ได้เลย เจอหน้ากันยังมาท้าตีอีก พี่เกตุก็จำพี่ไม่ได้เหมือนกันถ้าไม่เพราะพี่ยอมบอกเองเราทั้งหมดก็ไม่มีทางจะจำพี่ได้หรอกครับ”

โย่งแย้งขึ้น

คงขยับเข้ามาพูดบ้าง

“โครงการของพี่ที่ตั้งไว้เดี๋ยวนี้ภาครัฐเข้ามารับผิดชอบแทนแล้วนะครับ มีเด็กในความผิดชอบปัจจุบันมากกว่าพันคน ทางเข้าโครงการขึ้นรูปและประวัติของพี่ตั้งหลาเหนือทางเข้า เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงพี่ที่ใครๆก็คิดว่าได้เสียชีวิตไปแล้ว พวกผมและพี่เกตุยังคงวนเวียนมาดูแลเด็กในโครงการนี้อยู่เป็นประจำเลย”

“หึๆ ฉันก็เหมือนคนตายไปแล้วจริงๆซินะ”

“พี่ไพรวัลย์เปลี่ยนไปมากเลยนะครับ เปลี่ยนไป มากเหลือเกิน”

คง มองสำรวจร่างของบุคคลอันเป็นที่เคารพยิ่งอย่างสังเวช ไพรวัลย์ในอดีตร่างสูงใหญ่น้องๆผู้กองหาญศึก แต่บัดนี้กลับเหลือแต่ความสูง ร่างกายฝายผอมทรุดโทรมลงจนน่าใจหาย ใส่แต่เสื้อผ้าสีดำเก่าๆซึ่งบัดนี่มันฉีกขาดเป็นจุดพราวเห็นผิวเนื้อตั้งแต่สีข้างขึ้นถึงหัวไหล่ มันแดงซ้ำเป็นเทือกอันเป็นลักษณะของคนที่กระดูกหักจริง คนที่เคยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ยอดนักกีฬาหลายแบบทั้งมวยไทยและเทควันโด เคยเป็นวีระบุรุษเหรียญรางวัลมามากมาย ความยิ่งใหญ่สง่างามของเขา เวลานี่แทบไม่มีเค้าโครงเหลืออยู่สักนิด โดดเดี่ยวและทุกข์ตรม คือชีวิตของเขาในเวลานี้ ก่อนชีวิตอันเหลือเพียงลิบรี่รอเวลาใกล้ดับสูญเข้าไปทุกที

ภาพในอดีตของพี่ไพรวัลย์ซึ่งเป็นผู้มอบชุดอันขาวสะอาดของ เทควันโดชุดแรกให้กับเด็กชายทั้งสาม ได้กินอิ่ม และพักอยู่ไหนที่ๆอันเหมาะสมกับวัย ทุกเช้าเขาจะออกวิ่งนำเด็กๆกว่าร้อยคนในโครงการวิ่งวนรอบแค้มป์ โดยมีเกตุซึ่งตอนนั้นยังเป็นเด็กหญิงวิ่งตามติดหลังไม่ห่างนำหน้าเด็กทุกคนอีกทีเพราะเป็นพี่ใหญ่สุดอายุมากกว่าเด็กทุกคน ไพรวัลย์สอนการเป็นนักกีฬา และเน้นย้ำให้เป็นคนดีเพื่อให้อยู่ในสังคมหาเลี้ยงตนเองไปได้ในอนาคต

ความสง่างามของวีระบุรุษของพวกเด็กๆเมื่อกาลก่อนที่บัดนี้แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้เห็นอีกแล้ว

“ทำไม?... พี่ต้องสวมแว่นดำตลอดเวลาด้วย ในนี่ก็มืด ให้ผมถอดให้เถอะนะครับ”

“ไม่ต้อง”เขาเบือนหน้า“ดวงตาของฉันมันแพ้แสงอย่างรุนแรง จนต้องใส่แว่นทึบป้องกันไว้ตลอด ตาคู่นี้ ไม่ว่าจะอยู่ข้างนอกแดดจ้ารึข้างในนี่มันก็เหมือนๆกัน”

“ตา...ของพี่ผิดปกติ!?”

“ใช่... ครั้งสุดท้ายที่ฉันมองท้องฟ้ายามกลางวัน มันรู้สึกเหมือนตาจะบอดเสียให้ได้ หมอแผนปัจจุบันก็บอกว่ารักษาให้ไม่ได้ ฉันต้องรักษาตัวเองด้วยสมุนไพรมาตลอด ฉัน... ไม่อาจได้มองเห็นท้องฟ้าที่สดใสได้อีกแล้ว ที่ๆอันมืดมิดโดดเดี่ยวเช่นนี่แหละ มันคือที่ๆของคนอย่างฉัน”

สัณฑ์พูดเหมือนลำพึงกับตนเอง ระบายอย่างหมดเปลือก ตั้งแต่วันแรกเขารู้เห็นการมาของเด็กพวกนี่ และรู้เป้าประสงค์ของการมาของพวกเขาดี แต่ไม่อาจจะเผยแสดงตัวออกไป คราที่ตัวเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่อยากให้ภาพเก่าๆในสายตาเด็กๆเบื้องก่อนต้องพังครืน ได้แต่คอยหลบหน้าหรือไม่ก็คอยกลั้นแกล้งก่อกวนโดยเฉพาะ เกตุ หัวหน้ากลุ่มซึ่งเขาจ้องจะทำให้กลัวด้วยอาการของนายสัณฑ์เคราดำ เพื่อให้ถอดใจกลับบ้านไปเอง แต่เด็กหัวดื้อคนนี้ก็ไม่เคยจะกลัว

พยายามรวบรวมลมหายใจอันถี่รัว เหงื่อซึมผุดหน้า ฝืนใจพูดเสียงดังขึ้นอีกครั้ง“จงฟังที่ฉันพูดให้ดี! คำขอของฉัน ๓ ข้อจงจำให้ดีจะรับปากให้ได้หรือไม่”

“ครับ!!”เสียงอันสั่นเครือกับคำพูดของพวกนายคง

“ข้อหนึ่ง... หลังจากช่วยเอาน้องชายของเกตุออกมาจากป่าได้แล้ว พวกเธอจงกลับไปเป็นนักกีฬาอีกครั้งเลิกพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมสะ ข้อสอง.. ดูแลเหล่าพี่น้องทุกคนที่โครงการฯให้ดีให้ดีอย่าได้ทอดทิ้งพวกเขาไปไหนอีกพวกเธอเป็นพี่ใหญ่สุดต้องเป็นตัวแทนของฉันดูแลเด็กๆพวกนั่นต่อไป... สุดท้าย... ข้อสาม เอาเหรียญรางวัลในโอลิมปิกกลับมาให้ได้ เหรียญที่ พี่ไม่มีโอกาสได้ไปถึงมัน พวกเธอ จง สานต่อให้สำเร็จ_”

สัณฑ์ หรือไพรวัลย์ อดีตครูสอนกีฬาให้กับเด็กๆในอดีต สะอึกคำพูดในลำคออยู่นิดหนึ่ง หย่อนคงลงผ่อนลมหายใจ เพราะเรื่องนี่มันเป็นเรื่องที่เขาค้างคาใจไม่อาจกระทำได้ ก่อนจะผละออกมาจากวงการทิ้งทุกอย่างที่เคยรุ่งโรจน์แม้เด็กๆที่เขาเคยอุ้มชูอุปถัมภ์พวกนี้เขาก็ละทิ้งมามิได้บอกกล่าว

“หากพวกเธอทำได้ ตามคำของครู แม้ฉันจะตายไป ดวงวิญญาณของฉัน ก็จะติดตามปกป้องพวกเธอไป ตราบจนกว่า...จะออกพ้นเขตดินแดนแห่งนี้...”

อดีตลูกศิษย์จอมเกถึงกับน้ำตาไหลพราก นี่เป็นคำที่ไพรวัลย์ พร่ำสอนพร่ำเตือนมาตลอดแต่พวกเขาไม่เคยจำ พอมาเจอหน้าครูคนนี้อีกครั้งก็ยังจำไม่ได้อีกทำผิดซ้ำๆเดิมๆไม่เปลี่ยนเลย

“ผม...นายคง เคยเป็นเด็กสลัมคลองเตยมาก่อน อายุหกขวบก็ “เดินยา” ให้กับชาวแก้งค์ค้ายาบ้ามาแล้ว อายุสิบสองปีก็ยังไม่ได้เรียนหนังสือสักตัว พวกแก้งค์มันให้ ปืน ผมพกติดตัวตลอดไว้สู้กับแก้งค์อื่น หากไม่ได้พี่มาเห็นแววมารับไปก่อน ป่านนี่ ไม่ถูกตำรวจยิงตายก็ต้องติดคุก พี่สอนให้ผมเป็นคนดีแต่...ผมมันไม่รู้จักจำ ทำผิดซ้ำ ผมต้องกราบขอโทษพี่ด้วย...”

“ผม...นายเดช เคยเป็นเด็กเร่รอนจรจัดมาก่อน ตอนนั่นผมเร่รอนเก็บแต่เศษอาหารจากถังขยะมากินกันตายไปวันๆ นอนข้างถนน ไม่รู้วันรู้เดือน มีวันหนึ่งผมกับเพื่อนพบ น่องไก่ชิ้นโตในถังขยะ ด้วยความหิวเพราะไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน ผมกับเพื่อนแย่งกันอย่างเป็นบ้า แต่เพราะผมตัวโตกว่ามาก ผมแทบจะฆ่าเด็กคนนั้นให้ตายคามือเพราะความโมโหหิว ถ้าไม่ใช่เพราะพี่มาห้ามและรับตัวไว้ ชีวิตผมป่านนี้ก็เป็นได้แค่ หมา ข้างถนนเท่านั้น”

โย่งมีท่าทีอึกอักอย่างบอกไม่ถูก ในการจะพูด

“ผม...โชคร้ายกว่าสองคนนี่เพราะได้เห็นหน้าพี่แค่ครั้งเดียวเอง พี่เกตุเป็นคนดูแลผมมามากกว่า แต่ไอ้คงมันเน้นย้ำเสมอว่า พี่มีบุญคุณกับผมมากที่สุด พี่เสียสละให้ผมมากกว่าทุกคน ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ จำได้ว่าเห็นหน้าพี่แค่ครั้งเดียวอย่างลางเลือน พี่ไพรวัลย์จะบอกผมได้มั้ย?”

คง หันหน้ามาด้วยน้ำตานองกอดคอโย่งไว้

“เรื่องนี่มันเกี่ยวพันกับที่พี่ไพรวัลย์ต้องจากพวกเรามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี้ แต่พี่เขาสั่งห้ามกันไว้ไม่ให้พูด แกจงรีบกราบเท้าขอบพระคุณ คนที่เสียสละให้ชีวิตของแกได้อยู่เป็นผู้เป็นคนจนถึงทุกวันนี้เถอะ”

“ครู...ครับ ให้พวกเราเรียกคำนี่เถอะ...ถึงพวกเราจะคุ้นที่จะเรียกพี่ไพรวัลย์มาตลอด แต่...ฐานะจริงๆของพี่คือ ครู ของพวกเรา ครูอย่าตายเลยนะครับยอมให้พี่หมอเขารักษาเถอะ หมอเขามียามีเครืองมือยังกะโรงบาลเคลื่อนที่ต้องช่วยครูได้แน่...”

“เด็กโง่... ฉันไม่ตายง่ายๆหรอก”เสียงเอ่ยลอยจากร่างอันเกือบแน่นิ่ง

สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ของครูไพรวัลย์“จงฟัง!... นี่เป็นด่านสุดท้าย ที่พวกทหารมันต้องฝ่าเข้ามา ซึ่งฉันได้มาวางกับระเบิดปิดกั้นปากถ้ำไว้ก่อนแล้วด้วยจำนวนมากกว่าสิบลูก รวมทั้งระเบิดในตัวฉันจำนวนหนึ่ง ข้างนอกนั่น พวกทหารกะเหรี่ยงมากกว่าหนึ่งกองร้อยที่มันปักหลักล้อมพวกเราอยู่ทั้งสองปากถ้ำ มันคิดฝ่าเข้ามาแต่ติดที่ระเบิดจะทำงานทันทีหากมันยังฝืนหาทางแหกเข้ามาให้ได้ ปากถ้ำแห่งนี้จะระเบิดแหลกเป็นมหาจุลไปพร้อมกับร่างของฉันและพวกมัน จงรีบไป หนีไปให้เร็วที่สุด ครูไม่อาจจะถ่วงพวกมันได้นานกว่านี้อีกแล้ว เล่าอูกำลังเตรียมการหนีให้กับทุกคนรวมทั้งเจ้านายทหารนั่นด้วย เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะเป็นคนไปปลุกเรียกทุกคน และจะบอกเองว่าจะต้องทำยังไงต่อไป”

คงเอื้อมมือมาจับแขนของครูของเขาเอาไว้แล้วก็ต้องตกใจเมื่อมันเกร็งไปหมดเหงื่อชุมจนเย็นเฉียบ กล้ามเนื้อทั่วร่างของไพรวัลย์เกร็งและปฏิเสธที่จะเคลื่อนไหวใดๆได้อีก แรงเฮือกสุดท้ายของครูได้สิ้นไปกับคำสุดท้ายแล้ว

ทั้งสามคนต่างก้มกราบ ครู ของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย โย่งจับมือของเขามาวางบนศีรษะของตนอย่างเคารพสูงสุด สัมผัสมืออันเย็นยะเยือก เส้นชีพจรอันเต้นแผ่วเบาลงทุกที สัณฑ์หรือครูไพรวัลย์นิ่งเงียบไปแล้ว ไม่ขยับกายหรือเปิดปากพูดอีก รู้สึกแต่เพียงลมหายใจอันแผ่วต่ำและลึกเช่นคนอยู่ในอาการโคม่า กองไฟเล็กๆ ณ บัดนี้ รี่แสงโรยลงจนเกือบจะดับไปทุกที ถ่านไฟแดงฉานอันสะท้อนอยู่บนแว่นดำต่างรี่โรย จนลูกศิษย์ทั้งสามต้องเปิดสวิสไฟฉาย ขยับอย่างระมัดระวัง และลุกก้าวเดินห่างออกไป แต่ยังพะวงห่วงหาสะเทือนอยู่ในหัวอก คอยเหลี่ยวหลังน้ำตาคลอมองร่างนั้น ซึ่งกำลังกลับเข้าสู่ความมืดมิดอีกครา จนในที่สุด ก็เหลือแต่เพียงความว่างเปล่า






Create Date : 26 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 10 มีนาคม 2553 18:40:21 น.
Counter : 405 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments