มีนาคม 2553

 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 32


ผู้กองสั่งอย่างนั้นจริงๆเหรอครับ หูของผมคงได้ฟังได้ยินไม่ผิดไปนะ จะให้ผมเล็งยิงจรวดใส่ผู้กอง ให้เอาผู้กองเป็นศูนย์กลางเป้าหมายระเบิดลงเนี่ยนะ ถ้าเกิดหนีไม่ทัน ผู้กองมิต้องตายเป็นคนแรกเลยเหรอครับ!”

หมู่แม็กฟังคำสั่งแทบไม่เชื่อหู เขากอดล้อกคอลูกน้องมาแน่น จ่อปากพูดลนอย่างชัดถ้อยชัดคำอีกครั้ง“ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกทั้งนั้น ทำตามคำสั่งก็พอ เข้าใจที่พูดมั้ยสิบเอกทหาร!”คราวหลังนี้น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเฉียบกร้าว จนลูกน้องตัวห่อลีบ แต่ก็ยังฝืนใจพูดทำตาประหลับประเหลือก

“แต่...มันเสี่ยงเกินเหตุ เสี่ยงมากเกินจำเป็นนะครับ ถ้าจ่ารู้เข้าก็ต้องคัดค้านเหมือนกัน ผมไม่อยากพูดว่าผู้กอง เอาความคิดบ้าๆมาจากไหนหรอกนะครับ แต่แบบนี้มันบ้าระห่ำ ฆ่าตัวตายชัดๆ”



ณ ปากถ้ำ จุดเดิม กลุ่มคนกล้าหาญทั้งสิบเอ็ดคน ต่างมารวมพลชุมนุมกันพร้อมพรั่ง สัณฑ์เดินสำรวจ หยั่งถามไปทีละคนอีกครั้ง เผื่อมีใครเปลี่ยนใจกลับไปบ้าง ทุกคนยังคงยืนยันยืนกรานจะร่วมสู้กับเขา โดยเฉพาะตาแก่หมอผีกะโหลกมนุษย์

“ตาลีแก่แล้ว หมู่นี้แข็งขาไม่ค่อยจะสู้ดี สายตาก็ฝ้าฟาง ผีบรรพบุรุษก็มาเตือนอยู่บ่อยๆให้รีบตายได้แล้ว นายสัณฑ์ห้ามสั่งผมกลับเด็ดขาดนะ ตาลีจะไปอยู่กับผีบรรพบุรุษ”

บุรุษเหล็กนั้นเพียงยิ้มหัวเราะในลำคอ ป่วยการจะเปลี่ยนใจตาแก่หัวดิ้อคนนี่อีก เดินไปตรวจทานคนอื่นต่อ นายตะบันกำลังบรรจงนับลูกปืนบนอุ้งมือไปพรางเอาเเขนเสื้อปาดเหงือไปพราง

“คิดไม่ตกเซียวเหรอเพื่อน เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ได้นะ เมียพึ่งจะคลอดลูก อายุยังไม่ถึงเดือนเลย กลับไปหาลูกเมียดีกว่าน่า”

หน้าบูดบึ่งอยู่เป็นนิจหันมาตอบ“เพือ่นเราไม่ได้คิดแบบนั้น เเต่การค้าครั้งนี้เรากำลังจะขาดทุน”

“ขาดทุนอะไร”

“เรามีลูกปืนติดตัวมา ไม่เกินคนละสิบนัดเท่านั้น เพราะไม่คิดว่าจะต้องใช้มากขนาดนี้ สมัยก่อนค้าขาย มีตังค์ซื้อลูกปืนเยอะเเยะ แต่ตอนนี้ไม่มีซักบาทซักจ๊าด สิบคนลูกปืนไม่ถึงร้อยนัดด้วยซ้ำ แจกให้พวกศัตรูมันไม่ครบ โชคดีที่เพื่อนมีซีโฟร์มาด้วย จะได้แลกกับพวกมันไม่ต้องขาดทุน”

“คิดแต่เรื่องค้าขาย กำไรขาดทุนอยู่ได้ ไม่ได้ขนยาบ้าเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ”เขาพูดอย่างสัพยอก

อารมณ์บูดบึ่งปรากฏบนสีหน้าดำเป็นถ่านของนายตะบัน ทำจมูกย่นใส่เพื่อนเก่าแก่ทันที“เราวางมือ เลิกยุ่งเกี่ยวกับขบวนการมานานแล้ว ไอ้จะงอยมันก็เลิก ไม่ได้ค้ายาเหมือนในอดีต ในหมอสอนไว้ ว่าทำอย่างนั้น มันเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราพี่น้องเลยเลิก”

“ใช่ เจ้าว้าอพยพมันพูดถูก มันถึงได้มาเป็นเขยขวัญบ้านสเน่พ่อง ลงหลักปักฐานเป็นผู้เป็นคนกับใครเขาได้เสียที เพราะมีนายหมอช่วยรับรอง”นายชาติพูด เดินเข้ามา โดยมีตูยีมู นายจั๊วและถู่เจหันมามองพร้อมกัน

“นายหมอมีบุญคุณกับเราทุกคน จนได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ พวกเราเองแต่ก่อนเคยตั้งตนเป็นหมอ ทั้งยากินยาฉีดสารพัดรักษาผู้คนไปตามเรื่อง เราให้แต่ยาสเตอร์รอยด์ หรือหนักเข้า ก็ให้มอร์ฟีนที่ทำให้เสพติดกับคนไข้อาการหนัก เพียงขอให้ได้เงินเข้าว่า เพราะก่อนเคยเป็นทหารเสนารักษ์มาก่อน จนมาเจอนายหมอ ท่านขอร้องให้เลิกทำ แล้วบอกถึงผลที่เรา รักษา คนไปแบบผิดๆ จนเป็นผลร้ายกับคนไข้ในภายหลัง ท่านเสนอจ้างพวกเรามาร่วมคณะด้วยเงินเดือนเเพงลิบ เพื่อให้เลิกเป็นหมอเถื่อน นานวันเข้าเราก็เริ่มรับรู้ถึงจิตใจอันดีงามของนายหมอ ท่านเป็นคนดีจริงๆเป็นเทวดาของคนยาก จน ดีจนเราไม่อาจรับเงินของท่านได้อีกแล้ว ขอเเค่มีกินใช้ไปวันๆก็พอใจ เพราะเงินของท่านมีไว้เพื่อคนยากจนอย่างแท้จริง”

“แล้วลูกเมียข้างหลังพวกแกจะอยู่ยังไง ถ้าพวกแกตายหมด”สัณฑ์ถาม

“พ่อเฒ่าเซี๊ยะเก็งดูรับปากแล้ว ทุกครั้งเมื่อออกเดินทาง หากเราไม่กลับมาจะรับดูแลลูกเมียให้ พวกเราจึงพร้อมสละชีวิตของเราได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เพื่อนายสัณฑ์หรอกนะ แต่เพื่อ นายหมอ ของเราทุกคนต่างหาก”

ทุกคนต่างตั้งหน้าเตรียมอาวุธเท่าที่มี ปืนสั้นแบบลูกโม่อันเก่าคร่ำคราสืบทอดมาจากพ่อสู่ลูก ปู่สู่หลาน ปืนแมกกาซีนสมัยสงครามเวียดนาม บางคนต้องทอดถอนใจเพราะลูกกระสุนเหลืออยู่ไม่กี่นัด แม้มีปืนไรเฟิ้ลเอชเค๔๗ อันยึดมาได้แต่ก็มีกระสุนเพียงน้อยนิดติดมา เพราะไม่คิดว่าต้องงัดเอามาใช้มากมายขนาดนี้ ปืนสำหรับพวกเขามีติดตัวก็เพราะความเคยชิน หรือให้อุ่นใจมากกว่าจะเอาไปสู่รบกับใคร เป้าหมายอย่างเดียวเวลานี้คงทำได้แค่เพียง ถ่วงเวลาหนีให้หมอกฤษณ์กับคนที่เหลือได้หนีไปให้นานที่สุด ระเบิดพลีชีพเป็นไม้ตายสุดท้าย ซึ่งมันไม่ยากสำหรับคนเคยผ่านสนามรบ ผ่านความเป็นตายมามากเช่นพวกเขา แต่ก่อนที่ทั้งหมดจะเคลื่อนตัวออกไป เสียงห้าวดังก็กังวานขึ้น

“ช้าก่อนนายสัณฑ์!”

ทุกคนถึงกับสะดุดมอง เหลี่ยวมองกลับไป ก็เห็นร่างสูงใหญ่เด่นตระหง่านร่างหนึ่ง ในตัวว่าง มือปราศจากอาวุธ

“พวกนายยังลืมฉันไปอีกคนหนึ่ง”

หาญศึกโผล่ออกมายืนผงาดเต็มตัว โดยมิหวั่นเกรงคนหมู่มาก บัดนี้มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น หมู่แม็กคนเล็งเป้าหมายขีปนาวุธ ได้แยกออกไปก่อนหน้าตามคำสั่ง แม้ไม่เต็มใจนัก ฝ่ายนายสัณฑ์ถึงกับฮือฮากันอึ่งหมี กับแขกไม่ได้รับเชิญคนนี่ นายทหารไทยยังคงจับจ้องด้วยดวงตาแดงขุ่น ต่อบุรุษชุดดำแต่เพียงผู้เดียวไม่วางตา

“ฉันยังคงยืนยันตามเดิมอีกครั้งนายสัณฑ์ ว่ายังคงข้อเสนอเดิม คือฉันขอเข้าร่วมเจรจาเปิดทางกับพวกนาย ถ้าพวกกะเหรี่ยงมันไม่เปิดทาง ผิดหนักก็สู้ตายไปพร้อมกับมัน”

ได้แต่ส่ายหัวจนเส้นผมหงอกบนหัวกระเซิงฟู“หึๆ บ้าดีแท้ทั้งๆที่รู้ว่ามีโอกาสตายมากกว่าจะรอด แต่ก็ยังอุตสาห์จะดันทุรังมาอีก คุณทหารคุณควรหนีไปเสียตอนนี้ทั้งที่มีโอกาสนะ ถ้าไม่แล้ว อย่าหาว่าผมไม่เตือน”

“แกกำลังดูถูกฉันอยู่นะ”

สองเสือสิงห์เดินมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง การชิงมุมหักเหลี่ยมกันแม้ในเวลาคับขัน แม้เป้าหมายเดียวกันแต่สองคนไม่เคยรู้จิตใจอีกฝ่าย

พรรคพวกมารุมล้อมวงทั้งหมดด้วยแววตากราดเกรียว ต่อเเขกไม่รับเชิญ แต่หามีอาการสะทกสะท้านจากนายทหารแห่งกองทัพบกไทยไม่

คนร่างสูง ปากซีด เดินเข้ามาหานายทหารคู่ปรับอีกครั้ง ดึงแว่นดำออกจากดั้งจมูก เผยให้เห็นดวงตาซ้ายมรกตผิดมนุษย์มนา คนคู่ปรับกลับมองโต้คืนไม่ลดละ สองสายตาประสานกัน ดวงตาข้างนั้นเป็นของจริง ไม่ใช่ลูกตาปลอมแน่ หาญศึกได้จ้องพิสูจน์อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก

“แน่มากนะคุณทหาร”สัณฑ์ยิ้มยวน“มีแต่คนไม่กลัวตายเท่านั้น ที่กล้าสบตากับผมตรงๆได้”

“ฉันไม่กลัวอมนุษย์อย่างแกแน่ จะนรกจากไหนฉันก็ไม่กลัว”

ไม่เคยมีใครกล้าสบตาซ้ายอาถรรพณ์ตรงๆแล้วไม่ผงะ อำนาจอาถรรพณ์นัยน์ตาซ้ายนั่น สยบดวงจิตสิ่งมีชีวิตมานับไม่ถ้วน สัณฑ์หัวเราะหึๆในลำคอกับอีกฝ่ายไม่ธรรมดาเลย ชักมีดกรูข่าออกมากำคอดาบแน่น เดินย่างสามขุมเข้ามาในระยะ มือกุมคอดาบแน่น ก่อนก้มจิ้มปลายมีดลงพื้น วาดกรีดพื้นเป็นวง ขีดเขียนไม่กี่ที นายทหารไทยก็พอจะเดาได้

“พื้นที่ข้างนอก มีลักษณะเป็นแบบนี้หรือนายสัณฑ์”

“ใช่ ข้างนอกเป็นป่าหินงอก สลับกับป่าเต็งรัง มีซอกหลีบค่อนข้าง ซับซ้อนพอควร เล่นซ้อนหาได้ดี มีแค่ในลานหน้าถ้ำเป็นที่โล่งแห่งเดียว”

“แบบนี่ก็เจ๋ง พอมีทางโต้ตอบได้แน่”

สองคู่ร้ายหมายพิฆาตกัน ซึ่งบัดนี้มายืนเคียงกัน จ้องมองแผนที่หยาบๆบนพื้นทราย ปรึกษาให้ความเห็นต่อกัน ท่ามกลางคนทั้งหมด สัณฑ์ต้องการให้ทุกคนรวมกลุ่มกัน พอถึงข้างนอกแล้ว ค่อยชาร์จเอาศัตรูที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด อย่างไม่ต้องมีแผนอะไรมากนัก ฟังแค่นั้นร้อยเอกส่ายหัวสบถพ่ำ

“งี่เง่าสิ้นดี อีแบบนี้แค่เดินออกไปก็โดนพวกมันระดมยิงแล้ว หมดสิทธิ์ไปแลกชีวิตกับใครเขาหรอก ไม่สู้ฆ่าตัวตายมันเสียตรงนี้ไมดีกว่าเหรอ”

“ไอ้ทหารไทยบ้า!”นายจะงอยไม่วายตวาดด้วยอารมณ์

ตาสีมรกตจ้องมา“แล้วนายทหารมีความคิดแบบใด ไหนลองไขมา”

“ต้องมีคนออกไปเจรจาเป็นตัวล่อ เบี่ยงเบนความสนใจพวกมัน คนที่เหลือทั้งหมด ต้องหาทางแทรกตัวออกไป ตามช่องทางหินในถ้ำอันเหลือเฟื่อ เล็ดลอดออกไป ทีละคน จริงอยู่ ไม่นานต้องถูกทหารกะเหรี่ยงจับได้แน่ แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะเราจะส่งบอมบ์แมนเข้าไปประชิดตัวกับศัตรูให้มากที่สุด ก่อนเผยตัว ใช้ระเบิดพลีชีพ แลกชีวิตกับพวกมัน พวกบอมบ์แมนจะเป็นเงื่อนไขเดียวให้พวกมันยอมเจรจาเปิดทางให้โดยดี”

“โฮ แผนเข้าท่า สมเป็นคุณทหาร งั้นใครจะต้องไปเผชิญหน้ากับพวกมันเปิดโต๊ะเล่นลิ้นการทูตก่อน”

นิ้วกระด้างชี้ไปที่คนหน้าหนวดและที่อกของตน

“ก็คงเป็นเราสองคน พรรคพวกคนอื่นให้กระจายออกไปเป็นปีกกา ค่อยล้อมศัตรูเอาไว้ เราจะใช้หน่วยพลีชีพขู่บังคบพวกมันให้ถอยกลับ ขณะที่เราสองคนจะต้องเข้าถึงนายใหญ่ของพวกมัน เพื่อจับตัวเป็นประกันให้ได้ เพื่อประ กันความปลอดภัยพวกหมอกฤษณ์ข้างหลัง หากใครคิดคัดขืนก็ บึ่ม! ให้เห็นเป็นตัวอย่าง”มีเสียงชิ!ลอดออกมาจากปากคนหน้าเครา“เลือดเย็นสมเป็นนายทหารไทย ที่ฆ่าเผาทั้งเป็นพวกกะเหรี่ยงเมื่อสี่ปีก่อนเลย”

“แกรู้ได้ไง?”

“ไอ้วิทยุทหารกะเหรี่ยงมันส่งคลื่นหากันให้แซด พวกมันประกาศจะล้างแค้นศัตรูของเผ่าพันธุ์ของพวกมัน นายทหารเอาความเดือดร้อนมาให้พวกหมอ กฤษณ์โดยแท้”

ใบหน้าอันคมสันนั้นตกตะลึง ขบฟันแน่น หรี่ตาลงอย่างขบคิดไม่รู้จะเชื่อคนตรงหน้าดีหรือเปล่า





ฝ่ายกองกำลังทหารกะเหรี่ยงดีเคบีเอ ลานหน้าถ้ำ อันมีหมู่หินงอกสูงมากกว่าสิบเมตรยืนตระหง่านเป็นฉากหลัง และต้นยางแผ่ใบบังร่มครึ่ม เป็นฉากเบื้องบน ร่องรอยการตั้งแคมป์พักมีอยู่มากมายในระหว่างซอกหลีบ ทหารเกือบทั้งหมดยืนเข้าแถวเดี่ยวตอนลึก สงบนิ่ง มองไปยังนายทหารหน้าแถวสามคน

คนหนึ่งร่างสูงใหญ่ มีผ้าพันแผลโผกศีรษะท่าทางดุร้าย อีกคนร่างเคียงกันผิวเหลืองในชุดพราง หมวกเรดเบเลย์ ยืนดูดบุหรี่นิ่งด้วยท่าทีครุ่นคิด

“คิดดูให้ดีผู้พันนะเคามวย คุณประวิงเวลาไม่ยอมเข้าไปจัดการคนข้างในถ้ำมาหนึ่งคืนเต็มๆแล้วนะ การขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชามีแต่จะส่งผลเสียต่อคุณและลูกน้องของคุณนะ ได้ยินว่ากองร้อยของคุณขาดเเคลนเวชภัณฑ์อย่างหนัก เพราะไม่ได้รับการส่งกำลังบำรุงมานาน คนของคุณกำลังจะตายเพราะขาดการเยียวยา ได้ยินว่าน้ำเกลือเข้าเส้นก็กำลังจะหมดด้วย รีบไปทำที่สั่งสะ แล้วผมจะสั่งให้คนนำยาขึ้นฮอมาส่งให้ทันทีเลย”ข้อเสนอของชายในชุดกากีเขียวด้วยถ้อยภาษาสุภาพแต่ความหมายบาดลึก กับการใช้กำลังจัดการกับคนในคณะเเพทย์อาสา

นัยน์ตาเหลือบร้ายอย่างไม่เป็นมิตรส่อมายังคนพูดทันที“พวกเราเป็นเพียงกองอาสาสมัครพิทักษ์ชายแดน ต้องขึ้นอยู่กับการบัญชาจากกองทัพพม่างั้นเรอะ เขาสั่งให้อะไรก็ทำ แล้วดูคำสั่งของพวกแก ให้เรามาทำอะไรกันนี้ ให้เราไปฆ่าพวกแพทย์อาสา เพียงเพื่อคนกลุ่มเดียวได้ผลประโยชน์ ร้อนถึงทหารตั้งกองร้อยมาจัดการ พวกเรามันไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรอีกแล้วใช่มั้ย!”

“ไม่ต้องพูดมาก!! ไอ้กะเหรี่ยง”บะลูเปิดฉากดุเดือดทันที“นายทหารเขาให้ทำอะไรก็ทำอย่าสะเออะเถียง นี่พี่พันโทพสิม นายทหารคนสนิทของนายพลยองยางสั่งนะโว๊ย! เขาสั่งอะไรก็ต้องทำจำเอาไว้! ”

ตวาดใส่หน้า นายทหารยศสูงกว่า คนถ่อยผู้มีผ้าพันแผลเต็มรอบศีรษะ ยังคงติดตามมาไม่ลดละอย่างอาฆาตแค้น เบื้องหลังของเขายังมีอีกคน สูงใหญ่มีเค้าหน้าคล้ายกันในชุดนายทหารสีเขียวเข้มรัดรูป ประดับยศเต็มบ่าแบบนายทหารพม่า คือพันโทพสิม ผู้เป็นพี่ชาย แต่ดูสุขุมเยือกเย็นกว่า และเหี้ยมโหดกว่า

“กรูเป็นนายพันนะโว๊ย! เอ็งเป็นแค่จ่าดันทะลึ่งมาสั่ง อยากถูกฆ่าหมกป่าหรือไง!วะ”

“แล้วจะทำไมไอ้กะเหรี่ยงดง!”

“พูดเเบบนี้ก็สวยสิวะ!”

พันตรีพับเเขนเสื้อขึ้น เข้าไปกระชากคออีกฝ่าย ยื้อยึดฉุดกระชากลากคอเสื้อกัน ลูกน้องของแต่ละฝ่าย เข้ามาผสมโรงกันชุลมุนฝุ่นตลบ

เปรี้ยง!เปรี้ยง!

นายทหารชุดเขียวเข้มชักปืนยิงขึ้นฟ้าดับชุลมุนทันที“เฮ้ยหยุด!! กรูเป็น ท.ส. ของท่านพลอากาศตรียองยางนะโว๊ย! ห้ามขัดคำสั่ง ท่านใช้ให้ทำอะไรก็รีบทำอย่าเรื่องมาก! ปะเดี๋ยวฟัดปลดไปเป็นพลทหารเลี้ยงหมูสะเลย”

ฝ่ายหนึ่งได้แต่กัดฟันกรอดๆอย่างเหลืออด รู้ว่าถูกข่มเหงแต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้“นายหมอเป็นที่พึ่งของพวกเราทั้งชายแดน พวกเอ็งกล้าคิดล่วงเกินต่อท่านระวังจะไม่ตายดี นายหมอไปทำอะไรพวกเอ็งถึงต้องกำจัดท่าน แล้วชาวป่าชาวเขาต่อไปจะพึ่งพาใครอีก แม้แต่ทหารอย่างพวกมรึงพวกกู ยังต้องพึ่งท่านอยู่บ่อยๆไม่ใช่เรอะ ถึงพวกกรูจะอยู่ป่าเขาก็รู้นะว่า ว่านายของแกคบหานายทุน กับนักการเมืองฝังไทย อยากหุบได้ที่ดินชายแดน ซึ่งอยู่ในความคุ้มครองของนายหมอ โดยเฉพาะที่ตลาดชุมสิง กะว่าจะเอาไปทำบ่อนกะสิโน ดูดเงินจากผีพนันฝังไทยใช่ไหม พอพวกนายหมอมาขวาง เลยคิดกำจัดใช่ไหมท่าน ท.ส.”

“ไม่ต้องมาสู่รู้! เหม็นขี้ฟันซิปหาย ถอยไปให้ห่างๆหน้ากรู”ผละถอยหลังให้ห่าง เอาผ้าเช็ดหน้าป้องจมูก กลิ่นอายความศิวิไลย์ยังคงมีอยู่มากในตัวนายทหารเมืองกรุง เขาเกลียดกลิ่นอายแบบป่า เกลียดความกันดารทั้งปวง โดยเฉพาะกลิ่นตัวพวกทหารบ้านป่าเมืองเถื่อน ท่าทีสำรวยแบบผู้ดีเมืองกรุงคนนี้ มันเป็นเหตุให้ เคืองตาเคืองอารมณ์ พันตรีนะเคามวยแห่งกองทัพกะเหรี่ยงยิ่งนัก

“ท่านนายพลต้องการกำจัดคนพวกนี้ ส่วนเรื่องอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องที่คนป่าคนดงอย่างพวกแกต้องรู้!”พอโดนจี้จุดถูกพันโทพสิมก็เผยนิสัยดูถูกคนแบบน้องชายทันที

“พอโดนอ่านออกก็มาทำพาลรึไง พวกกะเหรี่ยงดงต้องเสี่ยงชีวิต เพื่อผลประโยชน์ของไอ้นายพลหน้าอ่อน หน้าขาวเหมือนตูดเด็กนั้นนะเหรอ ชาตินี้มันเคยจับปืนสู้กับใครเป็นมั้ง นอกจากออกคำสั่งฉุยๆเอาแต่ตามใจเด็กอย่างมันไปวันๆ”

“แกกล้าดูถูก!ผู้บังคับบัญชาขั้นสูงเรอะ!”

บะลูจอมลุย จะปรี่เข้ามาอีกที ฝ่ายนายทหารกะเหรี่ยงเกร็งหมัดรอท่า ส่งยิ้มอย่างท้าทาย ไม่ยอมเสียเหลี่ยมให้ พันโทพสิมเห็นท่าจะเอาไม่อยู่รีบดึงน้องชายไว้

“ได้ยินมาว่านายของแก ตัณหาจัด ไปถึงไหนมีเมียถึงนั้น นี่คงมีเมียปาเข้าไปเป็นร้อยคนแล้วกระมัง คนกิเลสหนาแบบนั่นเรอะ ที่พวกกรูต้องเสี่ยงชีวิตรับใช้ ตอนนี้พวกนายหมอเขาหลบอยู่ข้างในถ้ำ ปากถ้ำมีกับระเบิดดักไว้ เราไม่อยากเสี่ยงบุกเข้าไปให้บาดเจ็บล้มตายกันอีก พวกเเกยังกำจัดเขานัก ก็จงหาทางเข้าไปเอง อย่าหาเรื่องให้พวกกรูต้องเดือดร้อน!”

“ไม่ได้!”ท.ส. นายพลอากาศประกาศเสียงกร้าว อย่างลุแก่อำนาจ“พวกมันฆ่าคนของกรูไปหลายคน เล่นงานน้องชายสะหน้าแหกยับ ไม่เอาคืนไม่ได้!คนทั้งหมดในคณะแพทย์อาสาให้ฆ่าทิ้ง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะคราวนี้ มีร้อยเอกหาญศึก คนมีค่าหัวหลายแสนยูเอสดอลล่าจากมิตรชาวว้าของเรา ร่วมขบวนมาด้วย ถือว่ายิงศรทีเดียวได้นกสองตัว พวกมึงจะต้องได้ส่วนแบ่งค่าหัวกันทุกคน”

“จะให้หมูเป็นส่วนแบ่งพวกกรูซักกี่ตัวดี”อีกฝ่ายหยอกย้อน“แกไม่กลัวบาปกลัวกรรมบางเลยเรอะ ถึงกล้าคิดฆ่าคนดี ไปท่องนรกเมื่อคืนไม่สำนึกบางเลยรึไง แกรู้รึเปล่าว่า นายหมอ เป็นใครถึงกล้าไปปองร้ายคณะของท่าน เคยได้ยินเสียงร่ำลือในหมู่ชาวเผ่า ทั่วทั้งชายแดนบ้างไหม ว่านายหมอเป็นเทวดามาเกิด มีเทพองครักษ์ตามมาปกป้อง หากใครคิดปองร้ายจะต้องตายภายในสามวันเจ็ดวัน และต้องตกนรก หากคิดไปล่วงเกิน”

“เหลวไหล!! งมงายไม่เข้าเรื่อง!”สวนมากึ่งเยาะ“เทพองครักษ์ที่ไหน นายหมอที่พวกเเกเถิดทูลบูชาเหมือนเทวดา มันต้องเลี้ยงนักฆ่าเอาไว้ต่างหาก พวกมันเป็นกองกำลังเถื่อนไม่ใช่คณะเเพทย์อาสาหรอกวะ ใครคิดเป็นศัตรูก็โดนลอบฆ่านะสิ เหมือนกับที่นายทหารของพวกกรูโดนฆ่าทิ้งอย่างไม่ทราบล่องรอย เหมือนผีป่ามันทำ เพราะงี้กรูเลยต้องกำจัดพวกมันยังไงล่ะ”

“แล้วทำไมต้องมือสั่นด้วย มือจับบุหรี่ยังไม่อยู่ ไม่เชื่อแล้วกลัวทำไม”
“ก็กรูกำลังเครียดมือมันเลยสั่นโว๊ย!”
“แต่ก่อนพวกกรูหรือใครๆก็ไม่เคยเชื่อ เเต่เหตุการณ์เมื่อคืน”

เหตุปะทะคารมและหวิดใช้กำลังระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาล และทหารท้องถิ่นผู้มีสถานะต่ำกว่าแค่กองอาสารักษาดินแดน เป็นอันหยุดนิ่งเพราะสิ่งที่รู้กันดี
เหตุร้ายจากเมื่อคืน แม้ทุกอย่างจะคืนสภาพปกติ สภาพป่ารอบตัวดูเสียหายไม่มากนัก คล้ายเหมือนมีพายุเข้า แต่พายุร้ายที่เข้ามาในจิตใจของพวกเขานั้นกลับเสียหายอย่างยับเยิน ทหารแต่ละคนทำตากะหลับกะเหลือกมองหน้ากันไปมา สับสนงุนงงต่อเหตุการณ์ คล้ายกล้าแต่ไม่กล้าที่จะอะไรลงไป ไม่เว้นแม้แต่ผู้บังคับบัญชา ล้วนมีอาการเสียขวัญจนแสดงออกมาทางสีหน้า

“อะเออ ยกเว้นหมอกฤษณ์คนเดียวก็ได้”นายทหารพม่ารีบหลบตา มีท่าทีหวาดกลัวจนเกือบเก็บสีหน้าไม่อยู่

“นายครับ! พวกมันออกมาแล้ว!...”เสียงดังของพวกทหารดังแทรกมา

“มันออกมาสองคนเองรึวะ”ปาก้นบุหรี่ทิ้ง เหยียบดับ นายทหารกวักมือเรียก เหล่าทหารในชุดลายพราง หมวกทรงเบเลย์สีแดง ต่างเคลื่อนไหวตัวกันพรึบพับพร้อมกับคำสั่ง แสดงศักยภาพของหน่วยว่ายังมีระเบียบวินัยดีเยี่ยม

ปากถ้ำแคบต่ำ ใต้แผ่นผาสูงใหญ่ มีคนสองคนเดินตรงออกมา คนหนึ่งใบหน้าหล่อคม สูงใหญ่ดูอาจหาญ ผอมสูง หน้าหนวดเคราแต่ดูน่าเกรงขามยิ่ง

“สหาย! เรามาดี!!...”

สองร่างเดินเคียงมา ชูมือสูง ตะโกนมาแต่ไกล พันตรีนะเคามวย โบกปัดสั่งห้ามลูกน้องยิง ปลายกระบอกปืนนับร้อย อันชี้ตรงไปยังสองร่างพลันลดลง หาญศึกเริ่มแผนการของตนทันที ด้วยลิ้นภาษากะเหรี่ยงอันคล่องแคล้ว เจ้าเคราทะมึนเพียงเดินตามมานิ่งๆ แต่ภายใต้แว่นทะมึนกำลังกวาดสายตาสำรวจกำลังพลศัตรู ทหารจำนวนหนึ่งหลบนั่งนอนพักตามซอกหิน ร่มเงาไม้มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง เป็นทหารบาดเจ็บจากการรบ

“เรามาดีนะสหาย ค่อยพูดจากันดีๆก็ได้”หาญศึกส่งลิ้นภาษาฑูตทันที
“มัน!มันนั่นเอง ไอ้เครา! คนที่ฆ่าคนของเรา ตีหน้าผมซะเเหก”
บะลู ทหารพม่าโผล่พรวดออกมา นัยน์ตาคลั่งแค้น
“พี่!!...ขอผมจัดการมันเถอะ”คนคู่แค้นเล็งปืนใส่ทันที
“เดี๋ยว! ช้าก่อน พันตรีกะเหรี่ยงปราดมือดันปลายกระบอกปืนเฉขึ้น
“ให้พวกมันพูดก่อน ดูสิว่าสองคนจะมาลูกไม้ไหน”

คลื่น...คลื่น...

ฟ้าคำรน ด้านทิศตะวันออกฝังประเทศไทย ทั้งที่ท้องฟ้าสดใส หาญศึกแอบเหลือบตามอง มันคือเสียงคำรามอันแผดลั่นของเครื่องยนต์เจ็ตเอฟสิบหก แห่งทัพอากาศไทย อันกำลังบินวนในระดับต่ำ อยู่หลังเทือกเขารอรับคำสั่ง หมู่แม็ก ต้องอยู่มุมใดมุมหนึ่งบนหน้าผา ตั้งกล่องเล็งเป้าหมายมาที่ตนตามคำสั่ง นายสัณฑ์คนข้างตัวยังคงนิ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน และอีกเพียงไม่กี่ก้าวที่จะเข้าไปถึงตัวนายทหารกะเหรี่ยง เขากระชับนาฬิกาข้อมือ ปุ่มคำสั่งให้ยิงจรวด อยู่ที่นาฬิกานั่น

“เฮ้ย! ช้าก่อน หยุดอยู่แค่นั้น”ทั้งสองชะงัก “ค้นตัวมันก่อน”คำสั่งเฉียบขาด จากนายทหารกะเหรี่ยง ต่างคนขยับเข้ามาจ้องปืนนิ่งเพื่อทำตามคำสั่ง สัณฑ์กระชากเสื้อกั๊กออกทันที เผยระเบิดซีโฟร์อันผูกติดอยู่รอบตัว “อย่าเข้ามานะโว๊ย!! ไม่งั้นอั๊วจะกดระเบิดตายไปพร้อมกับพวกมรึงทุกคน อั๊วขอเจราจากับนายของพวกมรึงก่อน”

ทหารนับร้อยต่างแตกฮือไม่เป็นขบวนหลังจากเสียงขู่ดัง แต่เพียงไม่กี่นาทีก็ต้องร่นเข้ามาอีกครั้ง จากคำสั่งเฉียบขาดจากผู้บังคับบัญชา สองคนยืนเด่น อยู่กลางวง ท่ามกลางปลายกระบอกปืนพร้อมยิงเข้ามาทุกขณะ

ทั้งสองต้องหันหลังพิงกันเป็นครั้งแรก ต่างเผชิญหน้าศัตรูด้วยกัน ขณะที่ปืนทุกกระบอกจ่อเข้ามาใกล้ทุกที “ไอ้ลูกน้องของแกมันไม่ได้เรื่อง จนป่านนี้ยังไม่ได้ยินเสียงระเบิดสักตูมเดียว เเล้วอย่างงี้จะไปสร้างอำนาจต่อรองกับพวกมันได้ยังไง จะถ่วงเวลาหนีให้พวกหมอกับเด็กได้ยังไง”

“นี่แกทำไปเพื่อช่วยหมอเขางั้นหรือไม่น่าเชื่อ”
“ฉันไม่ใช่พวกค้ายาเสพติดอย่างแก ฉันทำไปเพื่อจะช่วยหมอกับผู้หญิง หวังพึ่งแกก็คงมาได้แค่นี่แหละ เสียใจด้วยนายสัณฑ์ฉันไม่คิดจะจับนายทหารของพวกมัน เพื่อใช้เป็นตัวประกันต่อรองเอาชีวิตรอดหรอกนะ แต่คนทั้งหมดบนลานแห่งนี้จะต้องถูกทำลาย ไปพร้อมกับเราสองคน”หาญศึกประกาศเฉียบขาดในวินาทีวิกฤติ ค่อยเลือนมืออย่างช้าๆไปยังนาฬิกา และอีกเพียงไม่กี่วินาทีข้างหน้า ขีปนาวุธจะมาลงตรงจุดเขายืนทันที

คนเบียดอยู่ข้างหลังแคะขี้หูอย่างใจเย็น“อ๋อ ที่แท้ไอ้เสียงเหมือนแมงวี่ ครางหึ่งๆอยู่หลังเทือกเขานั่นนะเหรอเครื่องบินของฝ่ายนายทหาร นึกเอะใจ มาแต่ตะกี้เเล้ว ที่แท้มีไม้เด็ดซ้อนไว้นี่เอง”

“อย่าดูถูกนั่นเครื่องเอฟสิบหก นักบินกำลังรอคำสั่งจากฉันให้ยิง แล้วลานตรงนี้ทั้งหมดจะต้องแหลกเป็นจุล ถ้าอยากให้ศพสวยก็จงอยู่ให้ห่างฉันไว้ละกัน ฉันกำลังจะกดปุ่มละนะ”

“ช้าไป!เพราะทางฉันก็กำลังจะกดคำสั่งระเบิดอยู่เหมือนกัน”

“นับว่าแกก็คนจริง แต่ก่อนตายแกจะบอกฉันได้มั้ยว่า แกฆ่าพี่ชายฉันทำไม แล้วตอนนี้ศพของเขาอยู่ที่ไหน”

“ด้วยความสัตย์จริงฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าเขา แต่เขาก็ตายเพราะฉันเหมือนกัน ศพของพันตรีสงครามอยู่ที่เขาหงส์ เป้าหมายที่คณะฯจะไป”

“แกว่าอะไรนะ!?”

“มันคือความจริง เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ ส่วนลายละเอียดที่เหลือไว้ฉันเล่าต่อในนรกแล้วกัน”

“งั้นเรามากดระเบิดพร้อมกัน!!เถอะไอ้เพื่อนตาย”

“ช้าก่อน!!... ทั้งสองคนหยุดเดี๋ยวนี่นะ!”

เหมือนประกาศิต จนทั้งสองชะงักมือแข็งค้าง แทบไม่อยากจะเชื่อหูตนเองเพราะเสียงนั่นคือเสียงของคนสองคนอัน ซึ่งพวกเขาต่างไม่อยากให้มาปรา กฏกายอยู่ที่นี่เลย พอหันคอไปมอง ก็ต้องตาค้างทั้งคู่ นักเทควันโดสาวจอมแจ๋น โผล่มายืนมือเท้าสะเอว ชี้นิ้วมา

“ใช่!!หยุดเดี๋ยวนะ นายสัณฑ์!พี่หาญศึก!ห้ามทำอะไรบ้าๆนะ!”

เสียงแหลมดังของผู้หญิงจอมจุ้นจ้าน ผู้เดินเกาะแขนมากับคู่หมั้นหนุ่ม

“บ้าที่สุดทั้งสองคนมาที่นี่ทำไม! รีบออกไปจากที่นี่ซะ!”ทั้งสัณฑ์และหาญศึกต่างปัดมือขับไล่คนทั้งสองขึ้นพร้อมกัน คำตะคอกไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะทั้งคู่ยังเดินหน้าเข้ามา แล้วตามมาด้วยพรรคพวกกลุ่มใหญ่ เล่าอู เนลอญ เต๊อะ นายอภิรักษ์ แม้แต่จ่าแจ๋ว หมู่แม็กและทองปา ต่างพากันเดินออกมาครบ

คนที่สั่งเสียไว้อย่างดิบดีให้พาทุกคนหนีกลับเดินคอตกมารายงาน“นายสัณฑ์! ผมขอโทษจริงๆ ผมโกหกนายหมอไม่ได้ ผมจำเป็นต้องพามา”

“อย่าไปโทษตัวเองเลยน้าเล่าอู ไม่งั้นหมอคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคณะของเรา พวกคุณสัณฑ์กับคุณหาญศึกทำอะไรไม่ปรึกษาผมเลย”น้ำเสียงนั้นแม้จะแฝงความรู้สึกผิดหวัง แต่ก็ยังปลอบใจคนของตนได้ ก่อนร่างนั่นเดินนำขึ้นมา

“พี่หมอให้น้องไปด้วย”เกตุสะอื้น น้ำตารื้นขึ้นมาอีก โผเข้าเกาะแขนคู่หมั้นหนุ่มไว้มั่น เขาแกะมือเธอออกอย่างนุ่มนวลแล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า

“น้องรออยู่ตรงนี่นะ อย่าดื้อนะให้พี่หมอจัดการเรื่องนี้ก่อน”

ร่างบอบบางของคุณหมอหนุ่มบ้านไพร ก้าวอย่างมั่นคง เดินตรงเข้ามาสู่ใจกลางของความขัดแย้ง โดยมีปลายกระบอกปืนจำนวนมากนับร้อยเล็งมาที่ตน แต่พอร่างนั่นมาใกล้จนเห็นเค้าหน้าชัดเจน เสียงฮือฮาของทหารจำนวนมาก เพราะเริ่มจำ คนๆนี่ได้แล้ว คุณหมอตาสีฟ้า ผิวขาวละเอียด

“นายหมอ! นายหมอจริงๆด้วย!” ทหารหลายคนมองหน้ากัน ถึงกับลดอาวุธในมือลงอย่างพร้อมใจกัน เพราะจำได้อย่างสนิทใจ หมอคนที่ตระเวนไปทั่วป่าเขา ช่วยผู้คนมามากมาย นายหมอของชาวเขาทุกคน

“เฮ้ย!!เสือกลดปืนลงทำไม จัดการยิงมันสิวะ!มัวรี่รออะไรอยู่”พันโทพสิมถึงกับกระชากปืนพกของตน ตรงรี่เข้ามา เพราะทหารเริ่มรวนไม่ฟังคำสั่ง

เปรี้ยง!! โอ้ย!!

“ไอ้บ้าบะลู! แกมาบังทางปืนพี่ทำไม!”เสียงตกใจแทบสิ้นสติของผู้พัน

ร่างใหญ่ยักษ์ถึงกับเซถล่าตามแรงปืน กระสุนเจาะเข้าที่กล้ามเนื้อสะบักเกือบถึงหัวไหล่ เพราะบังทางปืนของพี่ชายเอาไว้ ก่อนคมกระสุนจะจับเข้าร่างอันบอบบางเป้าหมาย

“พี่...อย่ายิงหมอนะ ขอร้อง อย่าทำอันตรายคุณหมอเขานะ โอ้ย!!...”
ร่างนั่นยังคงกัดฟัน ฝืนวิ่งกระเซอะกระเซิงทั้งยังเจ็บวิ่งไปยัง นายหมอ ของชาวเขา ก่อนทรุด โครม! ตรงแทบเท้า และกระเสือกกระสนลุกขึ้นมาอย่างเจ็บปวด เอาร่างบังวิถีกระสุนไว้อีกครั้ง

“พี่ต้องเว้นหมอคนนี่นะ ห้ามทำร้ายเด็ดขาด เพราะหมอคนนี่เคยช่วยชีวิตผมไว้”

“ถอยออกมา!!บะลู ไปช่วยมันทำไม! มันเป็นหมอเถื่อนช่วยพวกชนกลุ่มน้อยต่อต้านรัฐบาลของเรานะ มันเป็นพวกต่อต้าน!”

“ถ้าพี่ยิง ผมจะตายเป็นคนแรก ไม่เชื่อก็คอยดู”น้องชายส่งสายตากร้าวออกไป จนแม้พี่ชายยังสะท้านไม่นึกว่าน้องชายจะยอมแลกชีวิตเพื่อช่วยคนๆหนึ่ง หมอย่อตัวลง เอาผ้าก็อซปิดปากแผล เลือดออกไม่มากนัก เพราะหัวกระสุนฝั่งแค่ชั้นกล้ามเนื้อเหมือนกระทิง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ใบหน้างามเช่นสตรีเพศลอยอยู่ใกล้จน บะลู ไม่รู้ตนเองเลยว่าแอบหลงใหลใบหน้านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“เอามืออุดปากแผลไว้ก่อนนะ อีกแป๊บเดี๋ยวเดียว หมอจะมาดูแผลให้นะ”

“นายหมอครับ อย่าออกไปเลยครับมันอันตราย”

ใบหน้างามผิดเพศนั่น แย้มยิ้มเล็กน้อย สบตาแทนคำห่วงใย จนคนร่างยักษ์แม้หายใจหอบยาว ยังตกตะลึงเพ่งพิศไม่วางตา

“ขอบใจเธอมาก เธอชื่อบะลูใช่ไหม เธอเป็นคนดีอย่างที่หมอคิดไว้จริงๆ แต่หมอจะไม่ให้ใครมาตายแทนหรอกนะ หมอต้องหยุดเรื่องร้ายๆทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเสียก่อน”

ร่างบอบบางอย่างเช่นสตรี ก้าวผ่านร่างที่บังไว้ เดินตรงมายังสองคน อันอยู่ตรงกลางวงล้อม ทหารเปิดทางให้ทันทีตามคำสังจากพันตรีของตน มือเรียวบางจับสองมือของสองบุรุษเหล็กเอาไว้มั่น แล้วยิ้มให้บอกความนัยว่าหากพวกเขาจุดระเบิดทำลายตนเอง แน่แท้ หมอคนนี่จะต้องตายตามไปด้วย แต่ทั้งสองไม่อาจฝืนกำลังจากมือเรียวเล็กของชายร่างบอบบางคนนี่ได้เลย ดวงตาสีฟ้าเหมือนมีอำนาจเร้นลับบางอย่างสะกด ไม่อาจจะทำอะไรได้อีก ปล่อยให้คนตัวเล็กๆเดินเลย มายืนบังพวกเขาเอาไว้ เสียงกังวานก้อง นุ่มไพเราะ แต่ทรงพลังเหมือนทั่วทุกคนจะได้ยินอย่างทั่วถึง ทหารกะเหรี่ยงนับร้อยต่างจับจ้องมาที่ร่างของคุณหมอไม่อาจกระพริบตา

“ผมไม่รู้ว่า คนในรับผิดชอบของผม ทั้งสองคนไปทำอะไรไว้ เป็นการล่วงเกินพวกท่าน แต่ในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้าคณะแพทย์อาสา ผมต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น หากคุณคิดจะฆ่า ก็จงฆ่าผมเป็นคนแรกเถอะ เพราะผมเป็นผู้ต้องรับผิดชอบมากที่สุด”

“หมอเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องทั้งหมดใช่ไหม”นายทหารพม่า พูดออกไปโดยไม่รู้ว่าตนกำลังทำอะไร จ้องปืนไม่ลดละมา เค้าหน้าอันงามหมดจด ดวงตาสีฟ้า แม้มองตอบมาอย่างกล้าหาญ แต่ก็แฝงไว้ซึ่งความอ่อนโยน เผชิญกับปลายกระบอกปืนตรงหน้า อันพร้อมจะระเบิดกระสุนใส่ได้ทุกเมื่อ แต่เหมือนมีอำนาจบางอย่างแฝงไว้ตรึงอีกฝ่ายไว้แน่น กระบอกปืนของนายทหารเหมือนจะหนักอึ่งเสียแล้ว จะด้วยนิมิตร้ายจากเมื่อคืนหรือมันคือจิตใต้สำนึกก็ดี ทุกสิ่งมันบอกว่า บาปกรรมใหญ่หลวง อันต้องตกนรกไม่ได้ผุดได้เกิดแน่ หากทำร้ายคนตรงหน้า ปืนที่ถือไว้มันหนักเกินจะถือไว้ได้อีกต่อไป

ลดปืนลง คืนซองดั่งเดิม พร้อมกับสายตาอันหมดแววกร้าว“เรื่องนี่ มันคงเกิดจากความเข้าใจผิดเป็นแน่ ขอท่านได้โปรดให้อภัยที่กระผมได้เสียมารยาทด้วยเถิด”

“คุณทหารเป็นคนใจดี หมอไม่คิดว่าคุณจะยิง”

“ต้องขออภัยจริงๆครับ”พันโทพสิมก้มหน้าอย่างละอาย

รอยยิ้มอันงามตานั้น ยังคงฉายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนรอยยิ้มของเทวรูป น่าเคารพและน่าเข้าหามาก พันโทบอกกับตนเองว่าไม่เคยเห็นคนลักษณะเช่นนี่มาก่อน ในโลกนี่มีคนทำให้เขาอ่อนแรงแม้จะเหนี่ยวไกปืนได้ด้วยเหรอ

“หมอต้องขอตัวก่อนนะ ต้องรีบไปดูแผลให้คุณบะลู”

คุณหมอบ้านไพรรีบตรงไปยังคนเจ็บ อันเป็นครั้งที่สองแล้ว ที่หมอจะต้องช่วยคนที่คิดฆ่าหมอ พร้อมกันทหารทุกคนได้ลดปืนลง ความจริงพวกเขาถูกถอดใจสู้ไปหมดเเล้ว ตั้งแต่ถูกนิมิตร้ายจู่โจมเมื่อคืน จนไม่เหลือจิตใจจะสู้ได้อีกต่อไป หลายคนได้รับบาดเจ็บ มีอาการไข้ สะบักสะบอมจากการรบและจากพายุร้ายเมื่อตืน ได้วางปืนลง แล้วมาขอยากับหมอ กฤษณ์ได้เรียกพรรคพวกทุกคนอันยังตะลึงค้าง ให้ไปเอายากับเครื่องมือแพทย์มา

พันตรีนะเคามวยยืนมองอย่างสงบ คนนี่ที่เที่ยวตระเวนไปทั่วชายแดนมาหลายปี ช่วยคนไว้มากมายอย่างไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ญาติมิตรพี่น้องชาวเขาของพวกเขาต่างได้รักการช่วยเหลือจากหมอใจบุญคนนี่ คำว่าเทวดาในความหมายของพวกเขา คือคนใจบุญเท่านั้น และจะไม่มีใครคิดทำร้ายคนๆนี่ได้เลย

สัณฑ์กับหาญศึก ถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงไม่สมประดี เหตุการณ์ทั้งหมดมันกลับตาลปัตรไปหมด เพราะคนๆเดียว เรื่องราวใหญ่โตอันต้องแลกด้วยชีวิตของพวกเขาเพื่อแก้ไข มันกลับง่ายแสนง่ายสำหรับ คุณหมอคนนั่น

มองดูคุณหมอตกอยู่ท่ามกลางคนไข้ของเขา ทหารกะเหรี่ยงนับสิบคนได้แสดงอาการเจ็บปวดไข้ให้เห็น หมดสิ้นพลังความกล้าหาญ ขอมาเป็นคนไข้ของหมอ พวกลูกทีมพลเป้เริ่มทยอยเอาสัมภาระออกมาจากในถ้ำ เดินปนเข้าไปในทัพด้วยท่าทีเรียบเฉย ก่อนเริ่มหยิบฉวยเอาอุปกรณ์โต๊ะ เก้าอี้สนาม เวชภัณฑ์มาวาง เป็นอันเริ่มการเริ่มบริการรักษา นายตะบันแอบยิ้มเหงือกแห้งมองออกมาทางนายสัณฑ์ ทำท่าอุ้มลูกให้ดู บอกว่าตนต้องกลับไปเลี่ยงลูก

“พวกลูกทีมของหมอกฤษณ์ ล้วนเคยผ่านการเป็นทหารเสนารักษ์มาก่อน เรื่องยุกยา รักษาเล็กๆน้อยๆทำได้อยู่แล้ว เห็นทีเราต้องดูพวกเขากันใหม่ คนเรามันกลับตัวกลับใจกันได้ ผมเชื่อว่าคนดีๆอย่างหมอกฤษณ์คงไม่รับคนชั่วเข้าทำงานเป็นแน่”

จ่าเดินมาถึงด้วยสีหน้าเรียบเฉย เอี่ยวตัวกลับไปมองหมู่คน อันมีหมอหนุ่มอยู่ศูนย์กลาง

“ไม่น่าเชื่อ ...ว่าผู้ชายตัวเล็กๆคนนี่ จะช่วยชีวิตเราไว้ ไม่สิเขาช่วยชีวิตคนได้ตั้งสองร้อยกว่าคนต่างหาก ทั้งพวกเดียวกันทั้งศัตรู ช่วยอย่างไม่เลือกเสียด้วย คนเป็นทหารอย่างเราไม่รู้จะกล้าหาญอย่างเขาสักครึ่งรึเปล่า แต่ที่แน่ๆการมีชีวิตอยู่อย่างกล้าหาญแบบเขา มันดีกว่าตายไปอย่างขี้ขลาดไม่กล้ามีชีวิตอยู่หรอกนะ”

“ผมผิดใช่ไหมจ่า”

หาญศึกลุกขึ้นมาพร้อมกับสะดุ้ง เมื่อเจอจ่าหน้ายักษ์ตัวแทนของพ่อ ก่อนโดนตบสั่งสอนเอาสาดใหญ่ ในข้อหาไม่รักดีคิดฆ่าตัวตาย แต่เขาไม่ยักโกรธ ชีวิตนี้เขาคงต้องหาทางชดใช้กรรมที่ทำกับพ่อ และพี่ชายด้วยวิธีอื่นเสียแล้ว

พอจะเดินไปก็เห็นอีกคน

“ยังจะนั่งเป็นผีตายซากอยู่อีก”นายทหารไทยมายืนค่ำหัวคนคู่ปรับ ยิ้มเยาะ“เห็นไหมว่าหมอเค้ากำลังทำงานวุ่นกันขนาดไหน ทำไมยังไม่ไปช่วยเขาทำงานอีก ไอ้คนขี้เท่อไอ้คนไม่ได้เรื่อง”

เตะขี้ฝุ่นใส่หน้าคนนั่งจุ้มปุ๊ก เค้นเสียงหัวเราะอย่างผู้มีชัย “ฉันยังจะต้องเค้นเอาความจริงจากปากแกเรื่องพี่ชายของฉันให้ได้ แกยังตายตอนนี่ไม่ได้หรอกจำไว้”เดินผละไป แต่ยังแอบเหลี่ยวมานิด ในใจของร้อยเอกหาญศึก เริ่มเกิดบางสิ่งอันไม่รู้ตัว ความเป็นมิตรในความรู้สึกมันเกิดขึ้นมา เขาเริ่มยอมรับว่าตนเองอคติต่อชายคนนี่มาแต่แรก หากพอผ่านช่วงเป็นตายมาด้วยกัน สัมผัสตัวตนที่แท้จริง เขายอมรับว่านายสัณฑ์คนนี่พอคบหาได้

แต่เขาคนนั่นยังคงนั่งคลุกฝุ่นอย่างหมดสภาพ พร่ำรำพันอะไรบางอย่างอยู่

“นี่ นี่ฉันจะต้องอยู่อย่างอมตะไปตลอดกาลใช่ไหม กฤษณ์นายเป็นใครกันแน่ นายจะปล่อยฉันไปไม่ได้หรือไง โธ่โว๊ย!!...”หงายเก๋งลงไปคลุกฝุ่น ทันที






Create Date : 13 มีนาคม 2553
Last Update : 18 มีนาคม 2553 23:41:44 น.
Counter : 452 Pageviews.

1 comments
  
Hello!! How are you?
Do you remember me?
แวะมาเยี่ยมเพื่อนในเว็บนี้ค่ะ เห็นนิยายคุณอนัตตา เลยแวะมาจอดที่นี่บ้าง
รูปสวยนะคะดูไฮโซดี ไม่บ้านนอกเหมือนคัมออน แต่สมาชิกคัมออนน่ารักนะคะ อบอุ่นกว่าที่นี่เยอะ (ที่นั่นเด็กเยอะดี หลอกง่าย555)

แล้วเจอกันที่คัมออนนะคะ
หลีค่ะ
โดย: Puripa IP: 222.123.195.73 วันที่: 18 มีนาคม 2553 เวลา:12:00:55 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments