กรกฏาคม 2553

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
สมิงไวรัส บทที่ 8


“ได้ยินแล้วมีอะไรรึจ่า”

ตอบกลับด้วยเสียงเกือบห้วน หนังหน้าผากทั้งขนคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยอารมณ์ยังหงุดหงิดค้างคาอยู่ เสียงจากปลายสายลดระดับน้ำเสียงให้ช้าลงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

“ผู้กองกลับขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

“มีอะไรรึ มาเรียกกลับไปทำไม!?”

“ไม่มีเวลาอธิบาย ไว้กลับขึ้นมาผมจะบอกทุกอย่างให้เอง”

“โธ่โว้ย! จ่า ผมเป็นหัวหน้านะ ไม่ใช่ลูกน้อง เลิกสั่งผมซักทีจะได้มั้ย”

เสียงดังตอกกลับทันที ผ่านสื่อนาฬิกาสื่อสารสารพัดประโยชน์ ปกติหาญศึกจะรับฟังความคิดเห็นของทหารผู้มากวัยวุฒิและประสบการณ์คนนี้เสมอ แต่บางครั้งก็ไม่

“ไหนบอกว่ามีเรื่องอะไร ต่อไปจะไม่ปิดบัง จะบอกกันตรงๆไง จะไม่อมพะนำเก็บความลับอะไรไว้อีก รู้รึเปล่า! ว่าผมกำลังมาตามหมอกฤษณ์กับเกตุอยู่นะผมจะกลับขึ้นไปก็ต่อเมื่อได้ตัวน้องเขยกับน้องสาวของผมกลับไปด้วยเท่านั้น”

หลังตะเบ็งเสียงตอกกลับออกไป น้ำเสียงของลูกน้องอาวุโสยังคงยืนยันเสียงทุ่มเรียบอยู่เช่นเดิม

“นั่นล่ะไม่ต้องตาม กลับขึ้นมาได้เลย”

ยืนยันอยู่คำเดียว ทำให้นายทหารต้องเดือดดาลออกมาอีก อารามเร่งร้อนจะตามคน ที่ไม่รู้ชะตากรรมต่อไปข้างหน้าจะเป็นยังไง สัญญาณจากเครื่องส่งในรูปนาฬิกาข้อมือธรรมดาบัดนี้กลับลั่นเสียงโครกคราก สื่อสารพูดจากันไม่รู้เรื่อง ก่อนจะเข้าใจความ จนนายทหารต้องยกข้อมือมาตบดังผัวะ!

“มารดามัน เครื่องของจีนแดงยังไม่ขนาดนี้ กองทัพซื้อมาได้ไง”

อยากจะทุบนาฬิกาสื่อสารให้พังคามือ ด้วยอารมณ์หงุดหงิดเต็มที หน้าจอสีเปลี่ยนโหมดไปที่โทรศัพท์ผ่านดาวเทียม จากอีกฝ่ายเปลี่ยนเพราะรู้ว่าสัญญาณวิทยุใช้การไม่ได้แล้ว พลันเสียงเรียกของอีกสายก็ดังมาคราวนี้เป็นเสียงคนหนุ่มลูกน้องอีกคน ใช้นิ้วกดปรับการรับ คราวนี้มาในรหัสประจำตัวของสิบเอกไกรหรือหมู่แม็ก

“ผู้กองยังมีชีวิตอยู่ไม๊!”

“ไอ้บ้า!!”

ตะคอกใส่ลงไปอีก ลมหายใจเข้าออกยังหนักหน่วง ติดขัดไม่หาย ต้องโคลงศีรษะไปด้วยกับอารมณ์ไม่รู้ประมาณของลูกน้องแต่ละคน พอเริ่มปรับสติให้เย็นลงก็พลันเกิดคำถามขึ้น

“เรียกมาก็ดีแล้วไอ้แม็กไกเวอร์ นายไปดัดแปลงโปรแกรมอะไรของเขาหรือเปล่ามันถึงยุ่งเหยิงไปหมด”

“ปะป่าวนะครับผู้กอง แฮะแฮ..”

เสียงอ่อยปลายสายตอบมา คนทางนี้ยิ่งเคล้นเสียงดังลงไปอีก

“เมื่อกี้ฉันเห็นมีภาพโป้โผล่ออกมาด้วย นายไปทำบ้าๆกับของหลวงเขาใช่มั้ย ไวรัสมันถึงเข้าเครื่องเอาขนาดนี้”

“เออ เรื่องนี้ คือ…”

เสียงในเลาด์สพรีคเคอร์ของตัวตนเหตุ ตอบมาอย่างกระท่อนกระแท่น นายทหารต้องส่ายหัวไม่รู้จะสวดยังไงต่อดี

“คืองี้… ผู้กอง โปรแกรมของพวกไอ้กันมันมั่ว อเมริกามันอยู่คนละซีกโลกกับเรา มันจะไปรู้เรื่องรู้ละเอียดภูมิประเทศ ในป่าประเทศเพื่อนบ้านมากไปกว่าเราได้ไง พี่ทองปายังรู้ดีกว่าเลย ผมแค่เข้าไปปรับแต่งโปรแกรมนิดหน่อย แล้วมือระดับผมรับรองไวรัสไม่เข้าร้อก..”

“พอ พอเลย หยุดแก้ตัวแล้วรีบว่าเรื่องของนายมาเร็ว!”

เขาย้ำมาหนักๆ สิบเอกไกรรีบปรับระดับน้ำเสียงให้เป็นการงานขึ้น

“ผู้กองเมื่อกี้ได้ยินเสียงเสือคำรามหรือเปล่า”

“เออ ได้ยิน”

“ก็ไอ้เสือตัวนั้น คล้อยหลังผู้กอง มันก็โผล่พรวดตามออกมา อยู่ๆมันก็เหมือนเป็นบ้าคำรามเสียลั่นดงไปหมด แล้ววิ่งตะลุยเป็นพายุบุแคมลงข้างล่างตามผู้กองไป ผมกับจ่ายืนขวางทางมันเข้าเกือบโดนชนเข้าให้”

น้ำเสียงของคนปลายสายเหมือนกำลังกระหืดกระหอบ ด้วยพึ่งผ่านเหตุการณ์มาสดๆร้อนๆหาญศึกต้องอึ่งคอแข็ง กระพริบตาปริบๆกับข่าวร้ายมาใหม่ แววความยุ่งยากโผล่ออกมาอีกหนึ่งแล้ว

“มันพึ่งวิ่งฝ่าพวกผมลงมา ผมกับจ่าสองคนเจอะเข้าอย่างจังเลยเมื่อกี้ ดีที่เสือมันมาทำอะไรพวกผม แต่ไอ้ดำปลอดนั้นมันกำลังลงไปทางผู้กองอยู่นะครับ ผมกับจ่ากำลังจะไปช่วยผู้กองเดี๋ยวนี้แล้ว แต่ทางข้างบนนี้หมอกมันลงจัดเหลือเกิน ผู้กองรักษาตัวเองให้ดีก่อนนะครับ พวกผมจะลงไปช่วยแล้ว ขอย้ำอีกครั้ง เสือดำ มันกำลังไปทางผู้กอง ระวังตัวด้วย ระวังตัวด้วย ระวังตัวด้วย…”

ผู้กองระวังตัวด้วย ผู้กองระวังตัวด้วย…

“เป็นบ้าอะไรของแกวะไอ้แม็ก!”

คำของลูกน้องชะงักไป แล้วเปล่งคำเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า กลายเป็นแผ่นเสียงติดร่องอย่างแก้ไม่หาย การสื่อสารล้มไปอีกหน

ผู้กองกลับขึ้นมา… กลับขึ้นมา… กลับขึ้นมา…

ผู้กองระวังอันตราย… ระวังอันตราย…

คำของจ่ากับหมู่ดังสลับวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น หน้าจอเครื่องรับสื่อสารเริ่มเปลี่ยนสีส่องแสงวูบวาบอยู่ตลอดเวลา ตัวเลขและตัวอักษรบนหน้าปัดวิ่งจนวุ่นไปหมด เพราะโปรแกรมไวรัสเข้าเครื่อง ไม่ตอบสนองคำสั่งอันใดทั้งสิ้นแม้เขาพยายามกดปุ่มแก้ไขยังไงก็ไม่เกิดผล

ปิ๊บ ปิ๊บ

“ให้ตายสิ ของที่กองทัพซื้อมา มันไม่ได้เรื่อง! คนก็ไม่ได้เรื่อง!”

ปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บ

Escape… Escape… Escape…

แยกเขี้ยวขาว มองเขม็งบนหน้าปัด ตัวอักษรวิ่งปรากฏขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แม้พยายามกดปุ่มแก้ไขจะลบมันยังไงก็ไม่บังเกิดผล เขาต้องส่ายหัวบ่นอุบ

“อะไรของมัน ออกมาอีกแล้ว หมายความว่ายังไง”

ผู้กองกลับขึ้นมา กลับขึ้นมา…

Escape… Escape…โฮก…

คล้ายหูแว่วไปเอง เหมือนเสียงคำรามของเสือ จนละสายตาจากเครื่องมือสื่อสารหันไปรอบทิศ เสียงอันน่าพิศวงนั้นคล้ายลอยมาตามลม เสาหินตั้งตระหง่าน ละลานในสวนแห่งความเงียบเชียบวังเวง มีเพียงเสียงหายใจเข้าออกของตนเองเท่านั้น จิ้งหรีดเรไรที่เคยมีแข่งเสียงกันพลันหายไปสิ้น แล้วพลันรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง เบนสายตาหันมองยังผาหินสูงชันตอนหนึ่ง

ลักษณะคล้ายฐานเจดีย์ส่งยอดสูงตระหง่านไปบนอากาศ ก้อนหินเล็กๆร่วงพรูลงมากระดอนพื้นลาดเบื้องล่าง ครั้งแล้วครั้งเล่า คล้ายมีบางอย่างปีนป่ายขึ้นไปบนนั้น แล้วหาญศึกต้องมองตาค้างอยู่เช่นนั้น สิ่งหนึ่งอยู่บนยอดสุดของเจดีย์หิน เป็นเงาทะมึนคล้ายร่างคนไปยืนเด่นอยู่บนนั้น แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือไฟกระพริบสีเขียวเข้ม มันเปล่งแสงออกมาคล้ายไฟกระพริบบนเสาส่งสัญญาณ เขาเหลือบมองลงไฟนาฬิกาสื่อสารของตน มันกระพริบวูบวาบไปตามจังหวะเดียว กันอย่างประหลาดยิ่ง และเพียงไม่กี่กระพริบแสง ตามองกลับไปอีกที แสงประหลาดก็อันตธานหายไปแล้วราวกับไม่มีมันอยู่ตรงนั้นมาแต่แรก

“เกิดบ้าอะไรขึ้นอีก ตัวอะไรมันขึ้นไปอยู่บนนั้นกันแน่?”

ปริศนามันเต็มไปหมดในห้วงความคิด นับตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาในป่าแห่งนี้ หัวหน้าหน่วยค้นหาทำลายศูนย์วิจัยอาวุธ ในคราบของพลเรือนผู้มาตามหาญาติที่หายเข้ามาในป่า ต้องสลัดความคิดดังกล่าวออกไปอย่างรวดเร็ว บอกกับตนเองเป็นเรื่องธรรมดาของการดำรงชีพในดงทึบ ซึ่งเขาก็พอคุ้นเคยมาบ้าง

เขาไม่ได้สนใจมันอีก

นิ้วมือกดปุ่มแก้ไขเทคโนโลยีเจ้าปัญหาต่อไป ง่วนกับการตั้งค่าเซตคำสั่งใหม่อย่างรีบเร่งแล้วก็ต้องปล่อยลมดังเฮือก โคลงหัวดิก มันไม่ดีขึ้นเลย

ปิ๊บ..ปิ๊บ..ปิ๊บ..

“ไหนบอกสุดยอดเทคโนโลยี ส่งคลื่นวิทยุได้ถึงชั้นบรรยากาศโลก ซื้อมาเครื่องละตั้งหลายล้าน ฝรั่งทำรับรองเจ๋ง ไหงยังมาโดนไวรัสเข้าได้อีก ใช้ของพวกจีนแดงเครื่องไม่กี่แสนยังใช้ได้ดีกว่าเล๊ย…”

ผู้กองระวังตัวด้วย ระวังตัวด้วย…

“ยังจะเอาอีก…”

เขาคำรามลั่น สุดจะเหลือทน เสียงของจ่ากับหมู่ดังสลับกันอยู่อย่างนั้นไม่หยุด

ผู้กองระวังตัวด้วย ระวังตัวด้วย…

Escape… Escape…

“โธ่โว้ย!!...โครม!!..”

ชัดหลังมือกระแทกหินแกร่งข้างมือ อย่างเดือดดาล ด้วยตัวเรือนนาฬิกานั้น ปรากฏว่าหินแกร่งแตกเป็นกะบิจากเรี่ยวแรงคนร่างยักษ์ แต่โครงสร้างจากวัสดุไททาเนียมของมันกลับยังคงเดิม ฝุ่นหินร่วงกราวและลอยคลุ้ง แล้วยิ่งทวีมากขึ้นทุกทีจนผิดปกติ เมื่อเงยหน้ามองสูงและรายรอบตัว พลันกลับรู้สึกถึงอากาศอันเย็นยะเยือกมาสัมผัสผิวกาย มารู้ตัวอีกที ทัศนะวิสัยอันแจ่มชัด รอบตัวรอบด้านเวลานี้ กลับขาวมัวไปหมดจากไอน้ำ มองเห็นทุกอย่างได้ไม่เกิน ๕ เมตรเท่านั้น

มองสูงยิ่งขึ้นไปก็เห็นดวงจันทร์เป็นสีขาวมัวไม่อาจส่องแสงแรงลงมาได้อีก หมอกลงจัดปิดบังท้องฟ้าจนสิ้น พอฉุกคิดถึงเรื่องเสือเขาไม่อาจรอช้าได้อีก จะต้องเข้าไปเอาตัวหมอกฤษณ์กับเกตุกลับขึ้นมาจากสระเสียที


“จ่า จ่ามัวเหม่อถ่องคาถาอะไรอยู่อีก เราต้องรีบลงไปแล้วนะ”

“เออ ขอเวลาเดี๋ยว”

คนหุ่นใหญ่เหมือนหมีควาย ยิ่งในเงามืดยิ่งดำทะมึน กำลังยกมือพนมปลุกพระจนตัวสั่นเทิ้ม เสียงสวดคาถาเร็วรี่ ฟังไม่ได้ศัพท์ว่าเป็นภาษาไหน คนร่างเล็กต้องเอานิ้วแยงอุดหูอย่างแสลงจะฟัง มันเหมือนเสียงงึมงำของหมีกินผึ้งเสียมากกว่า

สองคนยังคงติดค้างอยู่ที่ใต้ต้นไทรต้นเดิม อากาศผิดเพี้ยนจากเดิมที่มีแววท้องฟ้าโปรงเมื่อตอนหัวค่ำ กิ่งก้านใบเหนือหัวแผ่ปกคลุม พอป้องไอหมอกที่ทวีลงมาหนักไปได้บ้าง แต่หนทางที่จะไป เหมือนถูกปิดตัน ก้อนหินทรงแปลกตาคล้ายคนบ้าง สัตว์บ้าง ยืนนั่งในท่าต่างๆ ในระดับต่ำลงไปตามความลาดเอียงของพื้นที่ มองเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นเงาเลือนลางคล้ายอสุรกายขวางหน้า


“มัวแต่เสกเป่าคาถา พ่วงๆอยู่นั่นและ เดี๋ยวเสือมันก็ลากผู้กองไปถึงไหนกันแล้ว”

อดลำคาญที่จะรอไม่ได้เข้าไป เลียดสีข้างบอกไป ใบหน้าเหมือนหมูไม่ใช่ ยักษ์ไม่เชิง ทำเสียงพ้นจากจมูกดังพรืด.. ตีนกากะตุกๆเหล่มาอย่างลำคาญ คนหนุ่มข้างตัวยังกวนไม่เลิก

“บ๊ะ ไอ้หมู่ขี้หมานิ มันกวนพิธีเหลือเกิน”

สำเนียงแบบสุพรรณของจ่าบ่นออกมา น้ำเสียงต่ำลึก

มือหนึ่งกำพวงพระเครื่องจากสายสร้อยคล้องคอแน่น ตาแอบแง้มเหล่มาข้างหนึ่ง หางตาตะกุกๆอย่างมีน้ำโห

“เอ็งคงไม่รู้หรอกวะไอ้เด็กน้อย”

ละสายสร้อยพระเครื่องในท่าพนม มากอดอก เสียงกล้ามเนื้อล้นทะลักเป็นตันๆเบียดกันแน่น หัวไหล่ ต้นแขนทั้งสองข้าง ใหญ่กว่าทอนขาของลูกน้องเสียอีก นัยน์ตาเล็กโปนเล็กน้อยหันมา คนหนุ่มต้องร้อง อุ๊ย! ผวาห่างออกไป ให้ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนอยู่ต่อหน้าพญายม ก่อนที่ใบหน้านั้น จะหันไปมองสายหมอกเบื้องหน้าด้วยท่าทางเคร่งขรึม ขยับปากจุ๋มจิ๋มพูดขึ้น

ท้องฟ้าโปร่งโล่งอยู่ดีๆ แบบนี้ อยู่ๆหมอกก็ลงจัด มันเกิดจากอาเพศอาถรรพณ์ของป่าอย่างเดียว ผีสางเทวดาต้องไม่พอใจเราแน่ ทางแก้ไข เราจะต้องขอสมาเจ้าป่าเจ้าเขา ขอให้ท่านยอมเปิดทางให้ เราถึงจะลงไปช่วยผู้กองได้”

นัยน์ตาเข้มออกโปนเล็กน้อยบนใบหน้าอวบใหญ่ หันมาทางลูกน้องเด็กหนุ่ม

“ถึงพระอาจารย์ตาลีจะไม่ยอมบอก แต่จ่ารู้ว่าดงตะเคียนแห่งนี้ ‘แรง’ ข้างล่างสระน้ำนั้นก็เหมือนกันยิ่งแรงนัก ท่าพลาด ไม่เหลือแม้แต่กระดูกกลับมาแน่”

คนหนุ่มหันไปก้มหน้าก้มตากับเครื่องมือสื่อสารของตน ยกนิ้วชี้มือส่ายดิกๆไม่หันหน้ามาอย่างไม่เข้าใจคำและไม่เชื่อสิ่งที่คนแก่พูดทั้งนั้น

“คาถาจ่าเสื่อมหมดแล้ว มาเจอคาถาของผมดีกว่า เด็ดเป็นไหนๆ”

“อะไรของเอ็งอีกไอ้ขี้หมา”

คนแก่ถือตะกุดห้อยลง ต้องเลิกพ่นคาถาหันมามองคนหนุ่มท่าทางเพี้ยนๆคนนี้

“คอยดูละกาน”

ฉีกยิ้มที่มุมปากอย่างมั่นอกมั่นใจ บ่งบอกว่าตนก็มีดีเช่นกัน

เอามือล่วงไปในซองอันห้อยพะรุงพะรัง บนกระเป๋าเข็มขัด เหมือนคนบ้าหอบฟางในสายตาของจ่า ก่อนหยิบของสิ่งหนึ่งยื่นให้ เป็นแว่นตาสไตล์โฉบเฉี่ยว ประมาณใส่กันแดดหรือเล่นกีฬากลางแจ้ง จ่าจอมขมังเวทย์รับมามอง คิ้วมุ่นเข้าหากัน แล้วก็ต้องเกาหนังหัวอย่างสุดฉงนสงสัยยิ่ง ต่อแว่นดำแบนอันแสนธรรมดาบนอุ้งมือ แล้วฟองลมที่กระพุ้งแก้มเหมือนลิงกอลิล่า พูดเสียงทุ้มต่ำ

“ไอ้ขี้หมา ตอนเย็นยัดแต่ไส้หมาติดตูด”

ทหารสื่อสารต้องแยกเขี้ยว ตารี่ข้าง ละสายตาจากหน้าจอ มาหน้าเหย่เกกับฉายาใหม่ที่จ่าตั้งให้

“ก็จ่านั่นแหล่ะ! หลอกให้ผมกินแล้วยังมีหน้ามาเยาะเย้ยกันอีก”

“ก็หน้าตาแกมันบอกว่าชอบกินนี่หว่า เหอะๆ”

“ฮึ! ที่ผ่านมาเอาอะไรมาหลอกให้ผมกินบ้างก็ไม่รุ”

บ่นฟอดแฟด หน้าบูดเป็นตูด ไม่อยากจะสนใจอีก แล้วก็ต้องหูผึ่ง ตาตั้ง เมื่อจ่าเอานิ้วมือมาเคาะหัวไหล่ ยื่นหน้าเอาปากบานๆมาใกล้ เอ่ยเฉลยเรื่องเก่าให้ฟัง

“จ่าเคยเอาเนื้อแมวมาพัดกะเพราให้เอ็งกินบ่อยๆในแค้มป์หมอกฤษณ์เพราะเอ็งบ่นว่าอาหารของหมอไม่อร่อย ผัดกะเพราแมวของจ่าเอ็งยังบอกว่ารสเลิศ ฟาดคนเดียวไปเกือบหมดกระทะ”

อาการพะอืดพะอม ท้องไส้ตีกลับจนไปจุกที่ลำคอ เอามือปิดปากโก่งคออย่างเสียไม่ได้ สุดสยองเมื่อมองถึงพฤติกรรมการกินไม่เลือกของลูกพี่ตัว ไม่ว่าจะเป็นงูเงี้ยวเขี้ยวขอ ไอ้ตัวไหนเลื่อยคลานมาใกล้เป็นจับกินหมด หมาแมวก็ไม่เว้น ยิ่งมาเข้ากันกับ ตาลี หมอผีกะโหลกมนุษย์ ยิ่งไปใหญ่ไม่รู้เคยกินคนมาบ้างหรือเปล่า คิดได้ดังนั้นคนหน้าบูดก็เลยไม่อยากต่อปากต่อค่ำอีก

“ผมไม่ยุ่งกะจ่าแล้ว!”

ทำเสียงหึ แล้วเมินใส่อย่างสุดเคือง หันไปง่วนกับของเล่นของตนต่อ ทหารแก่น้ำหนักตัวเกินร้อยกว่าไปเยอะ ส่ายแว่นในมือดิกๆเล่น ถามมา

“ดันทะลึ่งเอาแว่นตาดำมาให้ จะให้ใส่แว่นตาดำลุยหมอกกลางค่ำกลางคืนหรือไง?”

“แว่นอินฟาเรดจ่า ของเล่นของพวกไอ้กัน ใส่มันซะ ดีกว่าคาถาของจ่าเป็นไหนๆ”

ตอบแบบห้วนๆกลับไป หน้านิ่วบูดบึ่ง สายตาคงง่วนอยู่กับเครื่องมือ

“เออแน่ะ โดนมันลบเหลี่ยมซะแล้ว”

หยิบแว่นทรงสปอร์ตโฉบเฉี่ยว มาสวมให้กระชับดั้งจมูก แล้วหันมาเอานิ้วเคาะๆที่โคนแว่น สาธิตการเปิดใช้งานให้จ่าดู คนหัวเก่าพอใช้มันได้ก็ร้องอือหือทันที

“บ๊ะ เอ็งนี้ของเล่นเยอะจริงๆ”

“ในตอนทัศนวิสัยแย่แบบนี้ เราจะใส่มันเหมือนกับกล้องส่องอินฟาเรดนั่นแหละ ใช้มองได้ร้อยเมตร เราจะผ่านป่าหมอกไปได้อย่างง่ายดายด้วยไอ้นี้”

“เล่นแต่ของทุนแรงยันเต”

จ่ามองแว่นมองคนอย่างไม่ศรัทรามากนัก สิบเอกหัวเราะพองคออย่างภูมิใจ ได้ทีเกทับ ว่ามาอีก

“ของผมประดิษฐ์เองก็มีนะจ่า รับรองเจ๋งกว่าของพวกไอ้กันเป็นไหนๆ อาวุธสุดไฮเทคก็มี เมื่อกี้ต๊กใจจนลืมเอามันออกมาใช้ ไม่งั้นไอ้ดำปลอดมันเสร็จผมไปแล้ว”

“หุย ไอ้ขี้หมา โม้ทั้งปี”

พูดแดกเสียงออกไป รอยยิ้มเล็กๆปรากฏที่มุมปากของคนหนุ่ม ก้มหน้ากับเครื่องมือสื่อสารของเขาต่อไป ไม่ได้ถือสากับคำพูดของทหารแก่มากนักเพราะเริ่มชินต่อนิสัยกันมาหลายเดือนแล้วก่อนเริ่มภารกิจ

จ่าบ่นกับตนเองเสียมากกว่าเพราะรู้สึกสะท้อนใจว่าตนเองตกยุคไปมาก มองเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้ที่หน่วยเหนือคัดชื่อมาว่าต้องเป็นเขาเท่านั้น ในภารกิจครั้งนี้ ความช่ำชองเรื่องเทคโนโลยีและการดัดแปลงคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ จนผู้กองต้องเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า แม็กไกเวอร์หรือไอ้แม็ก ภารกิจครั้งนี้จำเป็นต้องใช้ผู้มีความรู้อย่างเขา ร่วมกับสายลับพิเศษคนนั้นที่กองทัพสิงคโปรขอส่งคนเข้าร่วม

ปลอกแขนอันเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดย่อส่วน นิ้ววนกดโน่นนี้ ไปบนซครีนแบบคำสั่งนิ้วสัมผัส คำสั่งบางอย่างก็ใช้เสียงพูดของเขาเข้ารหัสเฉพาะเปิดเข้าไป นายทหารฝ่ายการสื่อสารและอาวุธต้องกัดฟันยันเขี้ยวเอาไว้ กับสิ่งที่ปรากฏในซครีนนั้น ข้อความประหลาดเป็นตัวอักษรวิ่งอย่างที่ไม่เคยมีในโปรแกรมมาก่อน เครื่องโดน‘ไวรัส’แฮกเข้ามาได้จริงๆ อย่างที่ผู้กองว่าไว้ มันเข้ามาได้ยังไง เป็นสิ่งที่เขายังไม่เข้าใจ

Escap..escap..escap...

“มันหมายความว่าไง? ให้หนี พึงเจอไวรัสแบบนี้เป็นครั้งแรกนะเนี้ย”

คนข้างตัวยังคงพิศวงอยู่กับแว่นตาไฮเทค ชักเข้าชักออกอยู่ที่หน้าอย่างไม่กล้าใส่ หันมาดูเพียงนิดก็เงียบไป สิบเอกไกร จดจ้องอยู่กับการค้นหาโปรแกรมแปลกปลอมเข้ามาในเครื่อง ส่วนจ่าสิบเอกหันมาพนมพระเครื่องบริกรรมคาถาของแกต่อไป

“ดิลีทออกได้แล้ว แต่เดี๋ยวก่อนขอตรวจสอบให้แน่ใจอีกที”

จอมคาถาได้แต่รำคาญ ตีนกากระตุกเอาริกๆเพราะกวนพิธีของแก

“ฉิบหายเจอมันอีกแล้ว”

อยู่ๆก็โพรงขึ้น พาคนข้างตัวสะดุ้งไปด้วย

“ดันแหกปาก ยังกะใครไปเหยียบหางเอ็ง มันมีอะไรหรือวะ กับไอ้เชื้อโรคไวรงไวรัส ไอ้นาฬิกาซังกะบ๊วยนี่มันเป็นหวัดได้ด้วยเรอะ”

“ไวรัสคอมพิวเตอร์จ่า ตกยุคชะมัด”

“เออ มัวยุ่งกะเชื้อไวรัสบ้าบอของเอ็งไปเถอะ จ่าจะรีบไปแล้ว”

เห็นบางอย่างในตอนเข้าสมาธิ ก่อนที่ร่างใหญ่จะทันก้าวขา ก็พลันชะงักกึก ดวงตาเบิกโพรงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ด้านหลังของหมู่แม็ก บนคาคบของต้นไทร มีร่างหนึ่งคดตัวอยู่ พื้นสีลำตัวอันดำสนิททำให้มองไม่เห็นมันมาแต่ทีแรก แต่เมื่อดวงมรกตคู่นั้นแฝดจ้ามา ถึงรู้ว่าเป็นมัน

“สะเสือสมิงตามรกต มันยะย้อนกลับมาตั้งแต่ตอนไหน”

เสียงในลำคอเหือดแห้ง ร่างกายชาดิกเหมือนถูกไฟฟ้าช๊อต

ตาต่อตาประสานกัน ได้แต่ร้องในใจว่าแย่แน่ ดวงตามีแสงคู่นั้นสะกดเขาเข้าให้แล้ว แม้ร่างกายจะใหญ่โตสักปานใด มันก็ปล่อยตัวลงสู่พื้นอย่างเบาหวิว เช่นอาการของแมว ตาจ้องมาไม่ลดละ แต่ไอ้คนหันหลังให้ยังคงง่วนอยู่กับเครื่องมือ โดยไม่คิดเฉลียวใจสักนิดไม่รู้ว่ามหันตภัยกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวแล้ว

“อะไอ้แม็ก”

มีแต่ลูกตาที่ยังกรอกได้ ขยับปากอย่างยากเย็น เหงื่อกาฬไม่รู้มาจากไหนมันไหลย้อยเข้าเบ้าตา

“มีไรอีกจ่า กวนงานผมอยู่ได้”

เสือดำเข้ามาใกล้ห่างจากแผ่นหลังหมู่แม็กแค่ตวัดกรงเล็บ มัจจุราชสี่ขาหยุดอยู่แค่นั้น แยกเขี้ยวเอียงคอเหมือนกำลังฉงนกับมนุษย์ตรงหน้า แล้วอย่างไม่คาดคิด มันยันตัวลุกขึ้นด้วยสองขาอันทรงพลังกลายเป็นยืนด้วยสองขา มนุษย์ตรงหน้าสูงแค่ท้องของมันเท่านั้น จ่าต้องมองอย่างตะลึงอ้าปากค้าง ดวงตามีแสงสีเขียวกระพริบวูบวาบไปในจังหวะเดียวกันหน้าจอสีเครื่องมือสื่อสารของแม็ก ชนิดที่เจ้าตัวก็กำลังสบถลั่น ไม่รู้สาเหตุที่ไวรัสเข้าแทรกหนักขึ้นอีก

คนกับเสือจ้องตากันนิ่งอยู่อย่างนั้นโดยมีหมู่แม็ก คั้นกลางอยู่อย่างไม่รู้อิโน่อิเน่ ฟันซี่ใหญ่โตดูแหลมคมแสยะเปิดกว้างขึ้น ไอ้เจ้าอัปลักษณ์นั้นคล้ายกำลังยิ้มไม่ใช่จะคำรามก็ไม่เชิง โน้มตัวลง ส่งลมหายใจดังพรืด! เข้ากลางกระหม่อมนักคอมพิวเตอร์ ชนิดที่เจ้าตัวแค่เอามือปัดๆคงหาสาเหตุไวรัสเข้าเครื่องต่อไป

มือซ้ายค่อยๆเลือนไปจับสร้อยพระเครื่องที่พร้อมบนแฝงอกอยู่แล้ว ปากขมุบขมิบสวดคาถาอัญเชิญครูบาอาจารย์ไสยเวทย์ของตนมาช่วยในใจเพื่อขับสิ่งชั่วร้ายตรงหน้า เมื่อมือขวาจ่าเริ่มมีแรงกลับคืน ค่อยเลื่อนไปที่ซองปืน อสุรกายเหมือนนกรู้ขยับเข้าใกล้แผ่นหลังนักคอมพิวเตอร์เอาร่างคนบังวิถีกระสุน หดตัวลงแต่ยังคงแสยะยิ้มอยู่หลังคอ ชนิดที่หากจะยิงก็ต้องโดนคนตรงหน้าก่อน

“ผมจะบอกจ่าให้ฟัง เครื่องของทุกคนเชื่อมต่อมายังเครื่องของผมซึ่งเชื่อมต่ออัตโนมัติกับเมนคอมฯของกระทรวงกะลาโหม”

แม็กยังคงร่ายยาวมาอีกอย่างไม่รู้มหันตภัยด้านหลัง ชนิดที่จ่าอยากง้างเท้ากระทืบให้จมดิน

“ไฟล์ทุกอย่างที่จะเข้ามาจะถูกกลั่นกลองอีกหลายชั้น อย่างละเอียดยิบเพราะมันเกี่ยว ข้องกับความมั่นคงของชาติ ไวรัสธรรมดาทั่วไปในโลกไซเบอร์ไม่มีทางเข้ามาได้แน่ แต่ไวรัสปีศาจตัวนี้ยังสามารถแฮกเข้ามาได้ มันต้องไม่ธรรมดาแน่ ผมจำต้องปิดเครื่องของผมกับจ่าไว้ก่อน ไวรัสตัวนี้อาจก็อปปี้ตัวเองแพร่กระจายไปในเมนคอมพิวเตอร์ของกระทรวงกะลาโหมของเราได้ต่ออีกที แต่เครื่องของผู้กองกับพี่ทองปาไม่ตอบสนองกลับมาเลย มันกินเครื่องของสองคนนั้นไปแล้ว”

แววตาอ้อนเท้านั้นคงเข้มอย่างจริงจัง

“เครื่องนี้เป็นเทคโนโลยีล่าสุดในวงการทหารของอเมริกา ตัววิศวกรจากบริษัทผู้ขายยังมาการันตีบอกว่าไวรัสไม่มีทางเจาะเข้ามาได้แน่ แต่นี่มันยังไงโผล่มาเป้งๆ โดนมันป่วนจนเสียศูนย์ มันมั่นว่าพวกไอ้กันขี้จุ๊ ในโลกนี้ต้องมีเทคโนโลยีทางทหารระดับเดียวกันหรือสูงยิ่งกว่านั้น ไม่งั้นไวรัสมันถึงจะเข้ามาป่วนเครื่องของเราได้ขนาดนี้ มองผิวเผินเหมือนผมจะลบมันได้ เครื่องยังคงใช้งานปกติ แต่ความจริงเจ้าไวรัสตัวนี้มันเข้ามาฝังโปรแกรมจีพีเอส ติดตามตัวพวกเราไว้ในเครื่องแล้ว

ดีที่เมื่อกี้ผมตรวจค้นอย่างละเอียดแล้วก็เจอมันเข้า หากยังเปิดใช้งานเครื่องต่อไป เครื่องของเราเองมันนั่นแหล่ะ จะเป็นตัวบ่งชี้ บอกที่ตั้งพิกัดของเราแก่ศัตรู นี่สินะ เรื่องที่สายลับคนก่อนๆไม่ได้เอะใจคิดหรือสงสัยอะไรเลยเมื่อเจอไวรัสตัวนี้เข้าเครื่อง ป่ากว้างใหญ่ไพศาลก็จริง แต่จะหลบซ้อนอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้น เพราะมันเป็นตัวนำพาศัตรูมาจัดการกับเราแท้ๆต้องมีมือปล่อยคลื่นแม่เหล็กรบกวนเครื่องมืออิเลกโทนิกอยู่แถวนี้แน่ เครื่องของเรามันถึงรวนขนาดนี้”

ในที่สุดก็หาคำตอบได้ สายตาหลังแว่นดำ ไม่อาจบอกความกังวลออกมาได้

“และไอ้เครื่องตัวนี้มันก็ต้องเคลื่อนที่ได้ด้วย ไม่งั้นแม้แต่เข็มทิศยังหมุนขนาดนี้”

“มันหมายความว่ายังไงกันแน่ คลื่นแม่เหล็ก?”

จ่าถาม ในที่สุดก็หลุดจากการสะกดมาได้แล้ว นิ้วสอดอยู่โกรงไกปืนพร้อมยิง

“เห็นจะเชื่อตามเอ็ง”

“ก่อนหน้าจะเดินทางมาผมศึกษาข้อมูลจากสายลับคนก่อน เขาทิ้งเป็นข้อมูลไว้ว่า เมื่อเข้าไปถึงเขาหงส์ ที่นั้นเครื่องมือสื่อสารและเครื่องมือที่เป็นวงจรไฟฟ้าจะถูกคลื่นแม่เหล็กรบกวนอย่างหนัก จนใช้งานเกือบไม่ได้ และหากเราเปิดเครื่องสื่อสารที่สามารถออนไลน์ข้อมูลหากันได้ โปรแกรมไวรัสมันจะแฮกเข้ามาได้ทันที แบบที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ ผมเข้าใจว่าเราจะเจอมันตอนใกล้เขาหงส์เสียอีก ไม่นึกเลยจะมาจ๊ะเอ๋เอาแค่ใกล้ชายแดนนี้เอง มันคือสงครามอิเลกโทร นิคโดยแท้เลย

ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐเคยใช้แผ่นทองแดงหุ้มหัวรบ เมื่อยิงไปเหนือพื้นที่เป้าหมายหัวรบจุดระเบิด จนเกิดคลื่นแม่เหล็กแผ่ขยายเป็นวงกว้าง รบกวนเครื่องมืออิเลกโทรนิคฝ่ายทหารอีรัก จนการสื่อสารทั้งหมดถึงกับล่มเป็นอัมพาตไปหลายนาที ซึ่งช่วงเวลานั้นก็เพียงพอสำหรับกำลังฝ่ายพันธมิตรจะเผด็จศึกเป้าหมายของฝ่ายตนเองได้”

“แล้วไงของเอ็งต่อ”

จ่าถามอย่างเยือกเย็น ถ้าไม่ติดเจ้าคนเซ่อซ่าตรงหน้า ป่านนี้เขาคงยิงเจ้าอสุรกายไปแล้ว

“ผมคิดว่าเจ้าของศูนย์วิจัยอาวุธลึกลับที่เขาหงส์นั้น จะต้องเป็นประเทศมหาอำนาจทางการทหาร ประเทศใดประเทศหนึ่งแน่นอน ที่แอบมาฝังตัวพัฒนาอาวุธอยู่ในป่าเขาของประเทศปิดอย่างพม่า และพวกเขาจะต้องมีเครื่องมืออย่างว่าแน่ เพียงแต่พัฒนาให้มันล่ำยุคขึ้นไปอีก และอาจจะอยู่ในรูปที่เราคาดไม่ถึงเป็นได้ ซึ่งมันสามารถทำการรบกวนเครื่องมือสื่อสารของฝ่ายบุกรุกได้อย่างยาวนาน และยังสามารถ‘แฮก’เข้าไปจัดการข้อมูลของศัตรูได้ ซึ่งมันจะเท่ากับสามารถปิดกั้นพื้นที่ของสถานีวิจัยออกจากสายตาโลกภายนอกได้อย่างสิ้นเชิง”

“แค่ปิดกั้นการสื่อสาร ก็ไม่ถึงกับปิดกั้นสองขาเราที่จะเดินไปนี้”

ไอ้หนุ่มหน้าอ่อนพื้นเพเดิมเป็นคนเหนือ พยักหน้าด้วยคิ้วตึงเข้ม ยอมรับข้อแย้ง ตาเบิกกว้าง มองสกรีนบนท่อนแขน แสงสีของข้อความประหลาดวิ่งกันวุ่นไปหมด นิ้วมือไวเหมือนนักเล่นไพ่ รีบเคลียร์ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่รู้แม้กระทั้งว่าไอ้ตัวที่ยืนค่ำหัวอยู่ด้านหลัง กำลังชะโงกหน้ามามองข้ามไหล่ ส่งลมหายพืดฟัด แกเพียงเอามือปัดนึกว่าเป็นแมลงบินตอม

“เมื่อใดที่ไวรัสเข้ามาฝังตัวในเครื่อง ตราบใดที่เรายังเปิดเครื่องทิ้งไว้ ถึงตอนนั้นหน่วยกำจัดผู้บุกรุกก็จะตามมา แต่เรายังไม่รู้เท่านั้นเองว่าไอ้เครื่องมือที่ว่านั้นอยู่ในรูปของอะไร และเราจะเจอกับการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้ามในรูปแบบไหน? ยังไง? ไอ้ข้อนี้เองที่เราเสียสายลับไปหลายคนแล้ว ไม่สิยังไม่รวมสายลับของประเทศอื่นอีก”

หมอกลงจัดขึ้นทุกที ทุกอย่างตรงหน้าแลขาวโพลนไปหมด มองอย่างไกลได้แค่สองเมตรเท่านั้น อสูรเสือร่างยักษ์ ค่อยก้าวขาถอยหลังเข้าไปในม่านหมอก ยอมผละออกไปเอง ถึงตอนนี้สิบเอกพึ่งรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง เอามือเกาหนังหัว ทำหน้าบ้องแบ๊ว ถามมา

“มีไรอีกจ่า มาทำจ้องหน้าจ้องตากัน”

“ผั่วะ!! อู้ว…วว มาตีหลังผมทำไม!?

หันมาตวาดแว้ดเพราะโดนฝ่ามือใหญ่ๆเข้าให้ คนตบยังคงง้างเท้าต่อมาอีก

“รู้แล้ว!ไอ้ขี้หมา โม่บรรลัยอยู่นั่นแหล่ะ ไป เดินหน้าไปได้แล้ว เหม็นขี้ฟันวุ้ย”

ทั้งถีบทั้งถอง รองเท้าคอมแบตใหญ่ๆส่งหลังลูกน้องหัวซุนไปข้างหน้าจนหลังแอ้

“จ่าป่าเถื่อน! สกปรก! ล้าหลังที่สุด! ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญของกองทัพน๊า…”

“หุย!..ไอ้ขี้หมา”


ในที่สุด นายทหารชายแดนก็ทุลักทุเลเข้ามาถึงภูมิประเทศแปลกตา ภาพที่เห็นในคลองจักษุเวลานี้ ปรากฏเป็นเสาดินรูปทรงแปลกตา และสูงละลานคล้ายดอกเห็ด ยอดเจดีย์หรือไม่ก็จอมปลวก ร่างใหญ่นั้นต้องผ่อนฝีเท้าลง มองความสูงละลานท่วมหัว หอบจนชายโครงบานถึงกับต้องก้มลงเอามือยันเข่าพยุงตัว ก่อนปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สายตาคมเข้ม ยังคงไม่วางตา ต่อสิ่งแวดล้อมอันไม่น่าวางใจ เพ่งมองอย่างรัดกุมรอบตัวอย่างไม่ไว้วางใจทุกสิ่ง สองเท้าเปลี่ยนมาเดินอย่างเนิบช้า

ชั้นหินของข้างตัวเกร็ดหินในเนื้อดินหินทรายบางส่วนมีแสงสะท้อนระยิบระยับรับกับแสงจันทร์ดูงดงามแปลกตายิ่ง คล้ายแพะเมืองผีหรือแคนยอนขนาดเล็ก อันเกิดจากการพังทลายของหน้าดิน จากการกัดเซาะตามธรรมชาติ และโดยกระแสน้ำเป็นเวลานาน ทำให้พื้นที่บางส่วนเป็นลอนสูงต่ำสลับกันไป

เนินดินคล้ายเจดีย์ทรายสูงท่วมหัว เห็นชั้นหินและทรายสลับกันเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นมีความต้านทานต่อการผุพังไม่เท่ากัน เมื่อถูกน้ำฝนชะซึมสู่ชั้นหินแล้ว ก็จะถูกกร่อนโดยง่าย เหลือเพียงชั้นที่มีความต้านทานผุพังมากกว่า ส่วนที่เหลือให้เห็นอยู่คือ หน้าผาและเสาดินรูปทรงแปลกตา

เมื่อหันกลับทิศไปมองดงตะเคียนอันสูงตระหง่านเบื้องหลัง ซึ่งกำลังถูกม่านหมอกปกคลุมเกือบ จะไม่เห็นเค้าลาง คำนวณระยะทางจากตรงนั้นมาถึงตรงนี้ มันไม่ได้ไกลมากเลย หากแต่ต้องวน เวียนหาทางลงมา จนเสียเวลาไปเหมือนเปล่าประโยชน์กว่าชั่วโมง สระน้ำอยู่ข้างหน้าแต่มันยังอยู่หลังป่าหินที่เขาจะต้องฝ่าเข้าไปอีกที

“มันเกิดบ้าอะไรกันแน่ สระน้ำเห็นแค่ตา ยังไปไม่ถึงเสียที”

เขาส่ายหัว บ่นกับตนองอยู่แค่นั้น

ไอน้ำจับตัวกันเกิดเป็นสายหมอกทอดขวางป่าหินตรงหน้า ทั้งปลายหัวท้ายยาวเลื้อยลดอยู่ในป่าหินไปจนสุดตา เห็นยอดแหลมฐานกว้างของแท่งหินหลังม่านนั้น อย่างพร่ามัวเต็มที คล้ายโกฐเก็บกระดูกเรียงเป็นตับในป่าช้า ความวิเวกวังเวงสัมผัสลึกได้ถึงแก่นใจ นายทหารผู้ผ่านประสบ การณ์เป็นตายมาอย่างโชกโซนไม่ได้อินังขังขอบอะไรกับสิ่งแวดล้อมขณะนี้มากนัก ตามเนื้อตัวเปียกปอน มอมแมมไปด้วยเศษดินเศษหญ้า

แผงอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจหอบถี่แต่นัยน์ตาสีเหล็กคู่นั้น ยังคงมองฝ่าออกไป หาลู่ทางไปต่ออย่างไม่ลดละ สองเท้าที่เหยียบยืน เป็นร่องทางน้ำไหลเส้นเล็กๆ ดินเคลือบหินเป็นเลนเหลวยิ่งลื่นหนัก เกินจะหยั่งยืนติด ไม่ทันไรร่างกายมันไถลลงไปปะทะกับเนินดินขวางหน้าจนพังทลายไปอีก ไม่มีความคล่องตัวเลย สำหรับร่างกายแบบนี้

มือยันก้อนหินขวางหน้าสูงกว่าเอว ร่างใหญ่นั้นกระโดดข้ามได้อย่างง่ายดาย แล้วตะกายปีนข้ามก้อนหินสูงกว่าสองเมตรลูกที่สองอย่างรวดเร็ว เมื่อเท้าลงเหยียบพื้น สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือก้อนหินขนาดใหญ่ โผล่ขวางหน้าลานตาเต็มไปหมด จากที่สูงแค่โคนขาก็มาเลยท่วมหัว บนเส้นทางที่จะลงไปสู่สระมรกตอันแลเห็นอยู่แค่ใกล้ตา แต่การจะไปให้ถึง มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว

จากเบื้องแรกกลุ่มก้อนหินรายล้อมขอบสระเมื่อมองจากเบื้องบนไกลๆตา กะประมาณสูงไม่เกินสองเมตร มันเหมือนก้อนกรวด ดูจะไม่มีความหมายมากนัก บัดนี้มันกลายเป็นปราการขัดขวางสำคัญคั้นกลางระหว่างเขากับคนที่ตามหา ร่างของนักรบร่วงลงกระแทกลงพื้นยามเมื่อจำเป็น ต้องปีนข้ามไปอย่างสุดจะเหนี่ยวยึด คำผรุสวาทดังสะท้อนก้องไปในยามราตรีอันเงียบสงบของผู้เป็นเจ้าของเพราะร่างร่วงตกกระแทกพื้นอยู่หลายครั้ง ต่อให้ต้องปีนข้ามไปทั้งหมดก็ต้องใช้เวลาเป็นอันมาก




Create Date : 10 กรกฎาคม 2553
Last Update : 11 กรกฎาคม 2553 19:59:30 น.
Counter : 574 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments