ธันวาคม 2552

 
 
1
2
3
4
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 26


บัดนี้ทุกสภาพในถ้ำ ทุกสภาวะพื้นผิวแผ่นดินภายนอก แลรวมเบื้องบนนภากาศในวงรัศมีของหลุมดำได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดยิ่งแล้ว ไม่มีแผ่นดินจะยืน ไม่มีท้องฟ้า ร่างกายของมนุษย์คนหนึ่งอันสถิตนิ่งอยู่บนแท่นหินมาแต่เริ่ม เหมือนลอยเคว้งคว้างอย่างโดดเดี่ยวไร้ที่ยึดเกี่ยวอีกต่อไป

มนุษย์เช่นสัณฑ์ยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นนั่นรับกับการเปลี่ยนแปลง พลันในดวงจิตของเขาก็สัมผัสได้ถึงแสงหนึ่ง มันมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนหมู่หิงห้อยนับล้านตัว ค่อยๆขยับปีก กระพริบไหวแวดล้อมแต่ทอแสงหลายหลากมากสี มากมาย และห่างไกลออกไปทุกทีอย่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง แสงพวกนี่มิใช่แสงหิงห้อยหากแต่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้นมากนัก

จักรวาล ในความเวิ้งว้างไร้ประมาณค่อยๆปรากฏ จากความเลือนเป็นชัดเจนยิ่งแล้ว ภาพของกลุ่มแก๊ส ฝุ่น และวัตถุต่างๆ ในอวกาศอัดแน่นรวมตัวกัน ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์บริวาร ประกายแสงสะท้อนจากดาวฤกษ์ทำให้เกิดแสงสว่างวาบตัดกลางผ่านดาราจักร ดาวหางประกอบด้วยน้ำแข็ง หิน และก๊าซที่เย็นจัดจนกลายเป็นของแข็งโคจรผ่านชั้นบรรยากาศรอบนอกดาวฤกษ์

“เรากำลังอยู่ที่ไหนกันพระเจ้าค่ะ เหตุใดถึงได้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก”สัณฑ์เอ่ยวาจาเปล่งเสียงขึ้นครั้งแรก

พระสุรเสียงของเทวบุตรองค์นั่นคล้ายดังก้องออกมาจากหมู่ดวงดาวอันไกลโพ้น จนเหมือนน้ำเสียงจะใช้เวลาเดินทางและระยะเวลากว่าจะมาถึงมนุษย์

“นี่คือสุดขอบของจักรวาล นี่คือปากปล่องภูเขาแห่งนรกระหว่างสามโลก ผู้ใดทำร้ายหรือฆ่าพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ พระภิกษุสงฆ์ นักบวช ตลอดจนผู้ยึดมั่นในคุณธรรมความดี จะมาบังเกิดเป็นสัตว์นรกอันเป็นขุมนรกใต้ฝ่าเท้าของเจ้า”

“พระองค์ทรงพบพานผ่านวันคืนมายาวนานนักได้โปรด ทรงอธิบายให้หม่อมฉันคลายสนเท่ห์ด้วยเถิดพระเจ้าข้า นิมิตพิสดารเหล่านี้มีนัยว่ากระไร”

ร่างอันนั่งนิ่งสงบเป็นหุ่นของสัณฑ์ตอบออกไปทันควัน และคราวนี่เสียงอันทรงพลังอำนาจนั่นได้เข้ามาใกล้เหมือนต้นเสียงมีอยู่ตรงหน้าแต่มองไม่เห็นตัว

“เหตุที่เจ้ากำลังพบพานหาใช่นิมิตสิ่งหลอกลวงไม่ เพราะเราได้นำพาเจ้าผ่านประตูแห่งมิติมาสู่อีกฟากหนึ่งของจักวาล ด้วยแรงกรรมที่เราทั้งสองได้ผูก พันกันมา ที่นี่คือกำแพงจักรวาล อันเป็นที่ตั้งของสองสิ่งอันสูงส่งและต่ำสุด สิ่งอันที่ดีสุดและเลวที่สุด สิ่งอันตรงกันข้ามนั่นคือนรกภูมิขุมที่ต่ำที่สุดและพรหมโลกชั้นสูงสุด”

“กระหม่อมไม่เห็นกำแพงดังว่า”

“เมื่อเจ้าเดินตรงเข้าไปหามัน จะพบว่าเจ้าเดินตรงออกมาจากมัน ไปยังจุดเดิม โดยไม่ต้องหันหลัง แดนนรกและพรหมโลกนี่เป็นสิ่งสัญลักษณ์บ่งบอกถึงเขตแดนกำแพงที่ไม่อาจจะมองเห็นได้นั้น”

สิ้นเสียงอันทรงอิทธิอำนาจนั่น องค์เทวาผู้ทรงฤทธิ์ได้ก้าวพระบาทออกมาปรากฏท่อนลำขาอวบใหญ่แหวกออกจากม่านมืดดำ หน้าท้องอันเต็มไปด้วยลอนคลื่นเหมือนแผงเหล็ก แผงอกอันกว้างใหญ่ หัวไหล่ ต้นแขนเต็มไปด้วยมัดกล้าม กำยำล่ำสันเป็นอย่างยิ่ง ทรงใบหน้าอันงามสง่า แต่จะหาความเป็นมิตรจากแววพระเนตรได้ไม่

ร่างอันเปลือยเปล่าเช่นมนุษย์แต่ตระหง่านง้ำ ด้วยเรือนกายมากกว่ามนุษย์จริงถึงสองเท่า เงาทะมึนนั่นค่อยปรากฏออกมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า แผงอกอันกำยำเหมือนกำลังหอบขึ้นลง บดกรามแน่นจนสันกรามเป็นนูน และจ้องมองมนุษย์ผู้ช่างเจรจาแต่แฝงความโอหัง ดวงเนตรร้ายอันแข็งกร้าวเหมือนดวงตาสัตว์ร้ายวาวแสง จ้องมาด้วยแววความดุดันเช่นอาการคุกคาม พระหัตถ์หนึ่งเหมือนจะเอื้อมลอยมาจะหักบิดกระดูกมนุษย์ตรงหน้าเข่นฆ่าให้อาสัญ แต่สัณฑ์หาไม่สะทกสะท้านแปรไหวเคลื่อนกายต่ออาการเหมือนจะลองใจ

“เชิญเลยพระองค์ เชิญประหารกระหม่อมเสียแต่บัดนี้”คำท้าทายอย่างไม่กลัวเกรงจนเทพนัยน์ตาร้ายหยุดพระหัตถ์ค้าง

“เจ้าช่างอาจหาญ สมใจเรายิ่งนัก”

แย้มพระโอษฐ์ออกมาเล็กน้อย ก่อนลดพระกรลง ดวงเนตรยังคงส่อแววเย้ยหยัน เหมือนจะพอพระทัยระคนยิ้มเยาะอยู่ในที ต่อมนุษย์ผู้อยู่ในอาภรณ์โกโรโกโสเบื้องหน้า ผู้ซึ่งแผ่รัศมีสีมรกตอันร้อนแรงขึ้นต่อต้านพระองค์มาแต่แรก รัศมีรอบกายเปล่งปลั่งเรืองรองของเทพบดบังแสงจากนัยน์ตามรกตจนสิ้น

ย่างพระบาทเพียงก้าวเดียวก็มายืนค่ำ มิแยแสสะดุ้งสะเทือนต่อเขตอาคมอันเกิดจากญาณอันแก่กล้า แม้ว่าญาณสมาธิของมนุษย์นัยน์ตามรกตจะแก่กล้าเพียงใด แต่ก็แค่ญาณของมนุษย์

“เจ้ามนุษย์เห็นเช่นไรจงว่ามา”ตรัสด้วยสุรเสียงอันห้าวกังวานดังเฉียบกร้าว ดรรชนีชี้มา

สัณฑ์พินิจด้วยตาใจจึงเห็น ปากทางสู่แดนโลกันต์ แท้จริงมันคือเขาหินโล้นเลี่ยน มีปากปล่องกว้างใหญ่ปากหลุมสะด้วยผลึกน้ำแข็งขุ่นขาวเป็นรัศมีมัว สภาพเช่นปากปล่องภูเขาไฟซึ่งดับสนิทแล้วในโลก ซึ่งขึ้นอยู่โดดเดี่ยวเป็นเอกเทศในหมู่ภูเขาใหญ่น้อยแวดล้อม

“พระองค์ กระหม่อมเห็นในทิพยจักษุแล้ว เมื่อแลผ่านใต้ฝ่าเท้าของกระ หม่อมเอง เห็นยอดเขาสูงแห่งหนึ่ง เป็นประธานของหมู่ภูเขา และภูเขาใหญ่น้อยแวดล้อมเป็นบริวาล หากแต่มันเป็นแค่สะเก็ดดาวอันใหญ่โตธรรมดาในจักรวาลเท่านั้น”

ลดพระดัชนีลง เทพผู้อยู่ในอาการคุกคามมาแต่แรกเหมือนจะพอพระทัยกับการตอบคำถามของมนุษย์

“ถูกต้องแล้วเจ้ามนุษย์ ไม่ว่าจะมองยังไง ทุกคราที่เจ้ามองผ่านฝ่าเท้าของตนเอง จะเห็นภูเขานี่อยู่ต่ำกว่าฝ่าเท้าเสมอ มีแต่คนชั่วช้าฉกรรจ์ซึ่งขุมนรกขุมไหนก็รับไม่ได้แล้วเท่านั้น จึงจะมองเห็นปากทางขุมนรกนี่อยู่สูงกว่าศีรษะของตน นี่คือนรกที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าทั้งสามโลกจงจำไว้ให้มั่น”

“หากพระองค์ปรารถนาจะสาปส่งกระหม่อมลงไป ก็จงทำเสียบัดนี้เถิด”เขามิเคยคลอนแคลน ต่อพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเทพ เป็นเช่นนี่มิได้เปลี่ยนแปลง

“เจ้าช่างกล่าววาจาเย้ยหยันน้ำใจเรายิ่งนัก”




ซากร่างอันผุพัง ยังคงแน่นิ่งบนบันลังก์มนุษย์ต่อหน้าพระพักตร์ ที่ซึ่งบัดนี้ได้ลอยเค้งคว้าง อยู่ในจักรวาลเหนือปากปล่องแดนโลกันต์ แดนอันทุกข์เข็ญนอกจักรวาล

เทพผู้มีอาการพาลและมาร้ายพลันลดร่างอันใหญ่ล่ำกว่ามนุษย์ ดวงเนตรดั่งผีร้ายยังคงจับจ้อง คุกเข่าลงมาข้างหนึ่ง ศอกวางบนเข่าชัน แต่กระนั้นความสูงถึงจรดศีรษะยังมากกว่า กับมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยผู้อาจหาญ เอ่ยวาจาเบาลงแต่คงความเคร่งขรึม จ้องมองใบหน้าของเขาไม่วางตา แต่สัณฑ์ยังคงนั่งก้มหน้าคอหลุบ แน่นิ่งเป็นหุ่นเป็นเหมือนซากศพเพราะความทรุดโทรมของร่างกายมาอย่างยาวนาน

ขบบดพระทนต์จนแน่นคล้ายจะหาความเจริญตาจากมนุษย์คนนี่ไม่มี ตรัสทั้งที่มองจ้องพระเนตรอยู่เช่นนั้น

“ผู้ใดไม่ถึงพร้อมซึ่งกรรมชั่วอันหนักหนา แดนแห่งนี่จะอยู่ต่ำกว่าใต้ฝ่าเท้าของเขาเสมอ เช่นเดียวกับที่เจ้ารู้สึกตอนนี่ กรรมดีและกรรมชั่วจะเป็นตัวตัดสิน หากผู้ใดถึงพร้อมซึ่งกรรมชั่วอันเป็นคุณสมบัติที่เรากล่าวถึง จะถูกสูบลงแดนโลกันต์ทันที แต่หากไม่แล้ว พวกมันจะตื่นขึ้นจากหลับฝันร้ายเพียงหนึ่งชั่วตื่นเท่านั้น นี่คือสาสน์ที่เราใช้เตือนมนุษย์มิให้ก่อกรรมชั่วมาทุกยุคทุกสมัย”

“เหตุใดพระองค์ต้องลงมาจากวิมานอันสุขสันต์ มาเกลือกกลั้วกับมนุษย์อันต่ำช้าเช่นกระหม่อมด้วย อย่างกับว่าพระองค์จะมาหาบุญกุศลกับความดีงามจากกระหม่อมได้เจอเช่นนั่นรึ”

เทพบุตรร่างเปลืองเปลือยผู้มีรัศมีร้ายในดวงเนตร มิได้สนใจต่อวาจาอันเผ็ดร้อน ยังคงจ้องพระเนตรต่อมนุษย์ร่างจ๋อยมิลดละ กล่าวต่อไปว่า

“เหตุอุบาทว์ทั้งปวงมีความหมายถึงจัณฑาลผู้โสมม ผู้ครองโลกอยู่ในขณะนี้ พวกมันล้วนเกิดมาพร้อมกับความจัญไรกระทำแต่สิ่งสามานย์ จนองค์เทพ เจ้าเบื้องบนทรงพิโรธยิ่ง ฉะนั้นเพื่อบรรเทาภัยพิบัติจากพระองค์ เราจึงมายังโลกเพื่อทำการเซ่นสรวงบูชายัญด้วยพวกมันจำนวนหนึ่ง”

สัณฑ์ยังคงนั่งคอหลุบอยู่เช่นอาการเดิมมิรู้ร้อนหนาว ตอบมาทันใด“มนุษย์ใช่จัณฑาลในพระเนตรทั้งหมดหรือไม่ พระองค์จะทำกับมนุษย์ทุกคนโดยการสาปส่งลงขุมนรกใต้ฝ่าพระบาทของพระองค์หรือไม่”

“เจ้าพูดผิดแล้วมนุษย์ผู้ดีงามยังมีบริบูรณ์อีกมากในโลกของเจ้า เพราะเช่นนี้เราจึงลงมาช่วยปกป้องโลกมนุษย์เหล่านั่นเพื่อให้พวกเขาคงอยู่ เช่นเดียวกับที่เราปกป้องพวกของเจ้า เพราะในภายภาคหน้า ราชาผู้ป่าเถื่อนจะครองโลกและเป็นเหตุให้โลกพินาศ

จะเกิดความทุกข์เข็ญไปทั่วหน้าเพราะเหล่าจัณฑาลผู้เสวยสุขอยู่บนโลก ทำให้แผ่นดินและอากาศแปดเปื้อน คนกับสัตว์สมสู่กัน เหล่าสรรพสัตว์ที่เทพ เจ้ามอบให้จะถูกกินจนหมดสิ้น ต้นไม้จะสูญสิ้น ไม่มีความบริสุทธิ์เหลืออยู่บนผืนโลกจะมีแต่กลโกง เป็นยุคมืดอันแท้จริง น้ำจะถูกสูบขึ้นไปสู่ท้องฟ้า แผ่นดินจะเป็นทะเลทราย โลกจะถูกเผาผลาญ ไฟจะปะทุจากรอยแตกของแผ่นดิน ฝนจะตกจนท้วมโลก เหตุร้ายจะเกิดขึ้นติดต่อกันนับแต่บัดนี้”

“พระองค์กล่าวเช่นนั่นรึ โลกใกล้ถึงกาลวิบัติแล้วรึ เช่นนี้พระองค์จึงย่างพระบาทลงมายังโลก พระองค์จะพิทักษ์โลกด้วยการเข่นฆ่าเช่นนั่นนะรึ เช่นนั้นกระหม่อมจึงมองไม่ออกเลยว่าพระองค์หวังดีต่อโลก”

“เจ้ามนุษย์!! ช่างโง่เขลานัก!”

พระสุรเสียงอันแผดหนักขึ้นมาอีก ลุกขึ้นผงาดเต็มสัดส่วน แผงอกกว้างใหญ่โตกระเพื่อมขึ้นลงคล้ายไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง กับน้ำเสียงอันเย็นชาของสัณฑ์ ชี้นิ้วไปที่ใบหน้าของเขา คล้ายจะถือเป็นตัวแทนสิ่งเกลียดชังทั้งปวงในโลก

“เหล่าจัณฑาลผู้โอ้หังอวดดี พวกสามานย์ทำให้เราหัวใจของเราเจ็บซ้ำ พวกต่ำช้าทำให้แผ่นดินเกิดบาดแผล แผ่นฟ้าแปดเปื้อน ผืนน้ำสกปรก มนุษย์จัญไรผู้มักมาก เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวี่วันจนทำให้เป็นเช่นนี้ เราถามกับตัวเองอยู่เสมอมนุษย์เช่นนี่จะกระทำชั่วช้าต่อไปกับโลกอีก

มนุษย์สมสู่กันอย่างไม่เลือก เสพสมข้ามวรรณะผิดหลักการที่องค์เทพเจ้าทรงลิขิตไว้ สายเลือดสกปรกปนเปื้อนเกลือกกลั้วครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกิดเหล่าชนนอกวรรณะเช่นที่มีมากขึ้นทุกวันนี้ ต้นเหตุแห่งความอุบาทว์ทั้งปวงบนพื้นโลก เราจะขจัดเหล่าจัณฑาลอันเลวร้ายให้จนสิ้น เหล่าเสนียดจัญไรจะต้องหมดไปเพื่อให้โลกกลับมางดงามดั่งเดิมอีกครา จงยินดีและจงปลื้มปิติ ที่ได้ร่วมกับเราบริบาลโลกใบนี้เถิด”

“ข้าพระองค์หาได้ช่วยเหลืออันใดได้ไม่”

อากัปกิริยาของเทพหรือมารตนนี่กลับคล้ายคนอารมณ์แปรปรวนวิปริตหยั่งยากลึกคราวนี่กลับผายมือเชื้อเชิญมาอีก

“เจ้าจงเพียรรักษาหน้าที่ปกป้องต่อเพื่อนรักของเจ้าผู้นั่นเถิด จงเพียรพยา ยามและอ่อนน้อมเถิด เพราะนั่นคือการช่วยเราอีกทางหนึ่งเช่นกัน”

“พระองค์ผู้ยังสัตว์ให้อยู่ในอํานาจ พระองค์จะควบคุมมนุษย์ให้อยู่ในอำนาจเช่นสัตว์นะรึ พระองค์จะกวาดต้อนมนุษย์เหมือนฝูงสัตว์ลงสู่ขุมนรกเพียงเพราะสาเหตุที่พวกเขามิได้มีสายเลือดบริสุทธิ์นะรึ ฉะนั้น พระองค์ย่อมไม่มีทางจะทรงเข้าพระทัยได้ว่า เพราะเหตุใดกระหม่อมจึงยอมเป็นศัตรูขัดขวางพระองค์อยู่เช่นนี้ เพราะมิอาจยอมทนให้พระองค์ล้างผลาญมนุษย์ได้ แม้ว่าเหล่ามนุษย์มากมายจะชั่วช้า แม้ว่ามนุษย์จะนำมาซึ่งความน่ารังเกียจเดียดฉันท์ในสายตาหมู่เทพเจ้า แต่จะไม่มีวันที่หม่อมฉันจะยินยอมให้ มัน ผู้ใดเอามนุษย์ไปบูชายัญ นอกเสียจากพระองค์จะทรงประทานความตายให้กระหม่อมเสียก่อน”

เสียงของสัณฑ์เงียบสงบลงเขาต่อรองเอาความตาย เพราะความตายเป็นสิ่งที่เขาถวิลหาจากองค์เทวบุตรมารองค์นี่

“มนุษย์! เจ้าจงจิตจะเป็นศัตรูกับเรา! อย่างไม่รู้เลิกรา!”พระสุรเสียงกลับแผดกล้าขึ้นอีก“ทั้งที่เรามีใจกรุณาให้ตลอดมา ความรักความกรุณาที่เรามีให้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงทุจริตมิจฉาทิฐิในใจของเจ้าได้ เจ้าฆ่าฟันมนุษย์ด้วยกันเสียอย่างมากมาย ขโมยวิญญาณของเขาเพื่อเสริมสร้างญาณพลังจิตมาต่อสู้กับเราเช่นนี้ เจ้าลักพาบุตรีไปจากอ้อมอกเรา แต่เราก็ยกโทษให้เจ้าทุกครั้งทุกคราเพราะเรารักษาคำสัญญาที่ให้ไว้แก่เจ้า”

ครานี้เทวบุตรมารผู้ทรงฤทธิ์ได้ผายพระหัตถ์ออกไป ภาพต่างๆอุบัติขึ้นทันที“มนุษย์จงดู!สิ่งโง่เขลาเหล่านี้”ภาพของการระเบิดของนิวเครียร์คล้ายลูกเห็ดใหญ่ขึ้นแวดล้อมตัวของเขา นั่นคืออาวุธที่ประเทศมหาอำนาจส่งมาประหัตประหารกัน ในสงครามแห่งอนาคต ภาพของมนุษย์ผู้อดอยากตัวผอมโซไร้เครื่องห่มกาย ไม่ต่างจากพวกเปรตหิวโซในอบายภูมิภาพ ตรงกันข้ามกับมนุษย์ผู้มั่งคั่งสุดประมาณ ภาพเหล่านั้นล้วนเกิดขึ้นวูบวาบผ่านร่างของสัณฑ์ไป คล้ายจงใจเปรียบเทียบให้เขาเห็นเช่นนั่น

“นิมิตเหล่านี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากความโง่เขลา จงสดับคำเราไว้ให้มั่น”

เทวบุตรลดทอนความแข็งกร้าวของพระสุรเสียงลง พระเนตรสงบแลดูเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เผยให้เห็นรูปหน้า ดวงตาและจมูกซึ่งเป็นแบบเดียวกับของดาวพระเกตุผู้เป็นลูกสาวยิ่งนัก

ก้าวพระบาทข้ามมณฑลรังสี สิญจนสูตรอันเรืองอาคมที่สัณฑ์ได้กางกั้นไว้แต่หาได้ต้านทานเทวปุตตมารผู้เรืองอำนาจองค์นี่ แล้วผายพระหัตถ์ซ้ายออกกว้างแล้วเปล่งวาจาอันฉะฉานระคนความหึกเหิมยิ่ง

“บุตรมนุษย์ จงสดับดุริยางค์วนา จงมองธรรมชาติอันน่าเริงใจ วันนี่เป็นวันแรกแห่งเทศกาลวสันตฤดู สกุณาเคียงคู่ขับขานขัน ผึ้งภมรเกลือกกลั้วเกสร ดูนี้สิแสงอ่อนจากดวงอาทิตย์กำลังฉาบฉายบนผิวโลกช่างงดงามน่าชมยิ่งนัก บุตรมนุษย์เจ้าไม่ยินดีรึที่เราจะทำให้สิ่งนี้กลับคืนมาอีกครั้ง”

ธุลีในจักรภพรวมตัวเป็นภาพของเหล่าพนา สรรพสัตว์ก้องไพร มันลอยวนรอบกายของสัณฑ์จนเปลี่ยนความมืดมิด เหนือทางเข้าแดนอสงไขยแห่งความทุกข์ให้กลายเป็นสวนสวรรค์ในบัดดล

ภาพเสมือนจริงเหมือนได้เข้าไปนั่งอยู่ในแดนเหล่านั่นแต่หาได้ทำให้สัณฑ์เอนไหวไปกับการชักนำของเทพบุตรมารไม่

“ขอทูลถามพระองค์ ว่านี่คือกับดับมารที่พระองค์วางไว้ทั้งหมดใช่หรือไม่ นับแต่เริ่มแรกพระองค์กระทำกับกระหม่อมให้ต้องตกเป็นทาส พระองค์ล่อลวงเอาหมอกฤษณ์เพื่อนของกระหม่อมคนนั่นตามเข้ามา เป็นผู้ล่อลวงเอาน้องชายของเกตุมา เพื่อเป็นเงื่อนไขให้นางมาพบกับกฤษณ์เพื่อนรักของกระ หม่อมถึงแดนกันดารแห่งนี่

พระองค์เป็นผู้จัดฉากกำกับละครบทนี่เองทั้งหมด ด้วยจุดประสงค์ใดหรือพระองค์ ทั้งดวงจิตของเพื่อนกระหม่อมตอนนี่ก็กำลังอ่อนแอลง เพราะความสิเน่หาที่บุตรีพระองค์กำลังปรนเปรอ ช่องว่างเดียวที่พระองค์จะแทรกเข้าไปในดวงจิตของเขาได้ พระองค์จะทำกับเขาเหมือนเช่นที่ทำกับกระหม่อม ดังนั้นข้ากระหม่อมขอสัญญาว่าจะขัดขวางพระองค์ให้ถึงที่สุด”

อีกฝ่ายมิได้ขุ่นเคืองกับวาจาอันเผ็ดร้อนนั่น แย้มพระโอษฐ์กว้าง พระกรวางทาบบนพระอุระตรงพระหทัย เทวบุตรตรัสด้วยน้ำสุรเสียงอ่อนโยนเรียบนิ่งแล้ว

“เจ้าบุตรมนุษย์ นับว่าเรามีความความปรานีกับเจ้ามากที่สุดแล้ว เพราะเจ้าได้มีโอกาสอันดีที่สุดในหมู่มนุษย์ได้เห็นพักตร์เรายามย้อมด้วยความสุข ด้วยเหตุที่บุตรีเราได้ทำพิธีสยุมพรกับชายที่รัก ดังนี้เราจะละเว้นเหล่าบริวารของเจ้าที่มีสายเลือดอันต่ำช้ามิให้ต้องตกลงสู่แดนอบายภูมิ”

สัณฑ์รู้สึกคับแค้นในใจยิ่งนักเพราะเขาเป็นลูกครึ่งสายเลือดผสมไทยยุโรป และในสายตาของมารตนนี่เขาก็คือจัณฑาลพวกต่ำช้าเช่นกัน

“แต่หม่อมฉันจะขอทูลเกล้า หม่อมฉันจะไม่ลุกไปไหนจะขัดขวางจนถึงที่สุด ตราบใดยังไม่เห็นพระวรกายที่แท้จริงของพระองค์ เราต่างพบปะกันมามากกว่าหนึ่งครั้งแล้วหม่อมฉันอยากจะขอให้พระองค์ทรงแผลงอิทธิฤทธิ์ปรากฏพระวรกายอันแท้จริงให้หม่อมฉันได้เห็นเป็นบุญตาสักครั้งด้วยเถิดพระเจ้าข้า”

หลังคำขอ ร่างมนุษย์ของเทวบุตรมารองค์นั่นเริ่มมะลางเลือน จนเกิดเป็นแสงเพชรอันอันเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาแทน ผาดแผลงฤทธิ์ไกร ขยายวงขึ้นสูงใหญ่ยอดเยี่ยมจนบดบังเมฆหมอกในหลุมร้ายนั่นจนสิ้น และขยายวงใหญ่วงใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด

สัณฑ์จึงร้องขึ้นว่า“พอเถอะพระองค์ เพียงเท่านี้ก็เป็นบุญตาของหม่อมฉันแล้วพระเจ้าค่ะ”

ฉากระยิบระยับพรางพรายด้านหน้าของเขาเริ่มลดแสงสว่างแรงกล้าลง ก่อนก่อรูปเรือนกายอันได้สัดส่วนของบุรุษหนึ่ง บุรุษเพศวัยแรกรุ่น มานพน้อยร่างอรชรตนหนึ่งลอยเด่นอยู่ตรงหน้า สร้างความฉงนให้สัณฑ์ยิ่งนัก

แสงดาวอันพร่างพราวรอบกายของมานพน้อยจากสวรรค์องค์นั่น ริมโอษฐ์แม้แย้มเยือนเหมือนมีลักยิ้มอันอ่อนโยน ดวงหน้าอันงามพิศเช่นสตรีเพศ แต่ที่สัณฑ์ต้องตะลึงในดวงวิญญา เพราะนั่นคือใบหน้าของหมอกฤษณ์ องค์มารแห่งพุทธกาลได้มาปรากฏต่อหน้าเขาแล้วแต่ในร่างของเพื่อนรักของเขาเอง

“พระองค์ช่างงามเช่นเพชรน้ำหนึ่งบริสุทธิ์หาผู้ใดเทียมไม่ แต่เหตุไฉนพระองค์ต้องปรากฏในรูปลักษณ์ของกฤษณ์เพื่อนกระหม่อมคนนี่ด้วย”

ความงามแห่งสรีระของเทวบุตรองค์นั้น เปิดเผยให้เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อเบื้องหน้ามนุษย์ผู้หนึ่งแล้ว เกศาม่วนเมาลี ดวงหน้านั่น คิ้วโค้งมน ดวงตาเรียวงาม พระกาฬเนตรเช่นอัญมณีสีฟ้า ริมโอษฐ์อันงามสีชาด โดยไม่มีเครื่องทรงห่อหุ้มพระวรกายใดๆทั้งสิ้น จากอุระอันเปลือยเปล่าเรียบลงพระนาภี พระคุยฐานเปิดเผย พระอูรุลงพระชงฆ์เรียวบางสมส่วนของมานพน้อยจากสวรรค์

ละอองเพชรฉาบฉายทั่วทั้งวรกาย เกิดเป็นรัศมีดวงแก้วล้อมองค์ไว้ ปกป้องจากมลทินสิ่งสกปรกทั้งปวง ดวงแก้วนั่นค่อยหดย่อส่วนลง เล็กลง จนจำลองลงมาวางลงสู่อุ้งมือของมนุษย์ ราชาในดวงแก้วลอยมาสู่บนอุ้งมือของเขา แล้วบอกกับสัณฑ์ว่า

“ข้าคือราชาแห่งปรนิมวสมัคตี นามว่าวสวัตตี มรรคาเบื้องหน้าเจ้าเป็นวิถีเฉพาะผู้มรณะ นั่นคือเหตุให้เรามาขวางเธอไว้ มิให้ลงสู่แดนนั่น”

“พระองค์เป็นผู้เฝ้ากุมแดนนั่นรึ?”

“ไม่ต้องสงสัย”

“พระสุรเสียงของพระองค์ช่างไพเราะกังวานเช่นระฆังแก้วน่านิยมยิ่งนัก ขอองค์ทรงตรัสให้กระหม่อมได้คลายความกังวลด้วยเถิด ว่าด้วยเหตุอันใด พระองค์ต้องเสด็จยืนแดนมนุษย์”

องค์มาราธิราชแห่งสรวงสวรรค์ชั้นปรนิมวสวัตตี ผู้จำลองมาอยู่บนอุ้งมือของมนุษย์ตอบอย่างอ่อนโยนว่า “ผู้ใดเห็นเราย่อมเป็นผู้ใกล้มรณะกาล”แล้วตรัสต่อไปว่าการเสด็จลงมาถึงแดนมนุษย์ เพราะโลกยุคนี้ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยผู้สามานย์เป็นยุคโลกาวินาศ

สัณฑ์นั่งนิ่งตัวตรง คอพับลงดวงตาปิดสนิทเช่นคนหลับทั้งนั่ง มือข้างหนึ่งวางคว่ำบนท่อนขาอีกข้างแบเช่นแต่แรกแต่เดิม สนิทนิ่งอยู่เช่นนั้นมานานแล้ว เพราะเขาได้สิ้นใจอย่างสงบบนก้อนหินใหญ่นั่น ตายหลังจากเหล่าลูกศิษย์ได้จากไปไม่นาน หากแต่ดวงวิญญาณยังคงถูกจองจำอยู่ในร่างกาย ช่วงหนึ่งในชีวิตของเขาที่เคยรุ่งเรืองได้อยู่ในที่เจริญงดงามในสังคมปกติ หากวันหนึ่งเขาได้พบกับกานดาผู้หญิงคนนั่น กานดาเธอคือบุตรีแห่งมารผู้ทำลายชีวิตของเขาให้พินาศสิ้น สัณฑ์ก็เป็นอีกชายคนหนึ่งของเธอ

“เหตุใดเธอจึงนั่งนิ่งเช่นนี้ ไม่ยินดีที่พบเพื่อนรักเหรอ?” ร่างน้อยในดวงแก้วบนอุ้งมือ เอียงหน้า ยิ้มใส เอ่ยถามเสียงหวาน

“พระองค์ก็ทรงรู้ว่ากระหม่อมได้ตายไปแล้ว เห็นจะลุกไปทำการต้อนรับมิได้อีก”เทวดาองค์น้อยเช่นตุ๊กตากลจากสวรรค์เอ่ยปุจฉามาอีก“เราไม่เห็นสีของนัยน์ตาเธอเลย เพราะเธอไม่เคยเงยหน้าขึ้นสบตากับเราเลย ขอเราดูดวงตาเธอหน่วยนะ”ดวงแก้วอันงดงามแห่งองค์ราชามารได้ลอยมาบรรจบเบื้องหน้า กระพริบดวงเนตรสีฟ้าเพ่งพิศ

สัณฑ์รู้สึกอึดอัดยิ่งนักเพราะนี่คือสำเนียง น้ำเสียง และอาการของหมอ กฤษณ์ กิริยาทุกอย่าง ที่พญามารตนนี่ถอดแบบออกมา จนลดทอนความเหี้ยมหาญกล้าแข็งของเขาไปมาก

คราวนี่วสวัตตีมารได้ขยายวรกายจนเท่ามนุษย์จริง เรือนกายอันบอบบางในดวงแก้วนั้น บัดนี้สองพระหัตถ์ได้เข้าสวมกอด พระอุระกระชับแนบร่างของเขาเอาไว้อย่างแน่นสนิทเพื่อถ่ายทอดไออุ่น วรกายขององค์ราชามารนั่นอบอุ่นลดทอนความทรมานของเขาไปได้มากอย่างยิ่ง

ดวงหน้าสวยหวานผิดเพศของกฤษณ์ได้ยืนล่ำจนคลอเคลียปลายจมูกชนกัน ดวงตาสีน้ำทะเลอันเช่นระลอกคลื่นยามต้องแสงอาทิตย์ ดูงามยิ่งนั่น ด้วยอาการใสซื่อ คล้ายจะฉงนต่อร่างอันไร้ลมหายใจ ริมฝีปากสีชมพูเอ่ยเสียงหวาน

“เราจะมอบจุมพิตให้เธอคลายความเมื่อยล้า เธอจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง”

จุมพิตจากพญามารได้ประทับทาบที่หน้าผากของสัณฑ์ พลันเขาก็ลืมตาขึ้น ดวงเนตรมรกตค่อยเปิด ฉายแสงออกมาทีละน้อยอีกครั้ง สัญญาณการคืนชีพของเขา พร้อมกับขยับเผยอปากอันแห้งผากแตกเป็นขุยขาว หลังมือพอกระดิกนิ้วจนผิวหนังมันแตกสะเก็ดหลุดล่อน ทั้งใบหน้าและผิวกายแห้งกรัง เหมือนเป็นเปลือกไม้ในฤดูแล้งเพราะถูกเปลวสุริยะอันร้อนแรงแผดเผา เอ่ยคำแรกอันแหบพร่าจากริมฝีปากเมื่อฟื้นชีพ

“กระหม่อมนามว่าสัณฑ์เป็นนามที่เพื่อนรักตั้งให้โปรดเรียกนามนี่ด้วยเถิด”

กฤษณ์หรือมารจำแลงยิ้มน้อยๆ ใช้นิ้วมืออันเรียวบางจับคางในท่าครุ่นคิดนัยน์ตาเป็นประกายคล้ายจะชื่นชมพอใจต่อเขา ริมฝีปากสีชมพูเอ่ยคำหวานแช่มช้าออกมาอีก“สัณฑ์นามนี้ที่เพื่อนรักของเธอคนนั่นตั้งให้เราจะจำใส่ใจ สัณฑ์ เหตุใดเธอถึงเฝ้าเรียกหา ในนรกเบื้องบาทเธอนั่นหรือจะนรกขุมไหนก็ทุกข์ทรมานกว่าที่เธอได้รับตอนนี่มากนัก ในโลกันตนรกมีสภาพมืดมนเป็นยิ่งนัก แสงดาวแสงเดือนและแสงตะวันส่องไปไม่ถึง เป็นสถานที่อันมืดมนนอนธการ สามารถที่จักห้ามเสียซึ่งความบังเกิดขึ้นแห่งจักษุวิญญาณ เปรียบปานเช่นกับคนหลับตาในคราวเดือนดับข้างแรมฉะนั้น สัตว์ที่ไปอุบัติเกิดในโลกันต์นรกนี้ ย่อมมีสภาพแปลกประหลาดพิลึก คือมีสรีระร่างกายโตใหญ่เป็นยิ่งนัก ประกอบไปด้วยเล็บมือและเล็บเท้ายาวเหลือประมาณ ต้องใช้เล็บมือและเท้าเกาะอยู่ตามเชิงเขาจักรวาลห้อยโหนโยนตัว โดยเอาหัวปักลงมาข้างล้างชั่วนิรันดร์ เปรียบปานดังค้างคาวห้อยหัวอยู่บนกิ่งไม้ในมนุษย์โลกที่เราเห็นนี้ฉะนั้น

“กระหม่อมต้องอยู่อย่างทุกข์ทนดั่งต้องทัณฑ์ตกนรกในร่างกายตนเองอยู่แล้วโปรดส่งข้าพระองค์ลงไป”

ทุกจังหวะการพูดอย่างติดขัด เมื่อคืนชีวิต ผิวหน้าเขาปริแตกเหมือนกระจกร้าว เส้นเลือดฝอยปรากฏชัด

กว่าห้าปี กระหม่อมไม่เคยได้หลับต้องตื่นอยู่ทุกชั่วโมงยาม ความตายเมื่อครูทำให้กระหม่อมรับรู้ถึงความสงบเป็นครั้งแรก โปรดมอบสุสานอันหลับมิรู้ตื่นใต้เบื้องบาทแก่คนบาปหนักเช่นกระหม่อมด้วยเถิด”

เขาพูดอย่างติดขัด เมื่อคืนชีวิต สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว การคืนชีวิตคือสิ่งที่เขาไม่ต้องการ แต่การปรากฏในรูปของกฤษณ์เพื่อนรักของเขาลดทอนดวงจิตอันแข็งกร้าวของสัณฑ์ให้อ่อนลง

ความทรมานร้อนเหมือนโดนเหล็กเผาไฟนาบ เข้าที่สีข้างการปวดอย่างหนักหน่วงจากบาดแผลก่อนตายได้กลับคืนมาอีกครั้ง ความทรมานเย็นจากไอเย็นเป็นกรดจากปากทางแดนโลกันต์กัดกร่อนเข้าถึงกระดูก ความไม่ตายมันนำมาซึ่งความทรมาทรกรรมอย่างสาหัสสากรรจ์ให้กับผู้ไม่ตายเช่นเขา

คิ้วเรียวเหมือนคันศร เหมือนมีคลื่นน้ำทะเลกระเพื่อมไหวในดวงเนตร แลขนตางอนอักระพริบ อาการดูใสซื่อระคนไร้เดียงสา ขององค์มารก่อนอมยิ้มที่มุมปากสีชมพูหัวเราะน้อยๆ ลอยเชิดฉายใกล้ใบหน้าของสัณฑ์กล่าวเสียงแผ่วหวาน


วสวัตตีมารในรูปกายของกฤษณ์เอนกายเข้าสวมกอดและพิงศีรษะชิดแนบอกของเขาไว้กล่าวน้ำเสียงปนสะอื้น

“เหตุใดพระองค์ต้องหลั่งน้ำพระเนตร”

“เราสดับฟังเสียงหัวใจของเธอจนรับรู้ความเศร้าโศกที่เธอได้รับแล้ว เราหลั่งน้ำตาเพราะตัวเราเองก็เคยถูกเพื่อนรักทำร้ายในครั้งเรายังชนชีพเป็นมนุษย์ เธอเท่านั่นที่มีชะตากรรมเช่นเรา สัณฑ์ที่รัก เธอเท่านั้นที่เรารักและปรารถนาให้พ้นทุกข์ หลายปีมาแล้ว ที่เธอเฝ้ารักษาร่างกายกุมารองค์นั่นทั้งในยามหลับยามตื่น เป็นองครักษ์ที่ไม่มีวันหลับ ป้องกันภัยพาลทั้งปวง แต่เราเพียงบรรเทาความทรมานให้ได้แต่เพียงบางคราเท่านั่น”

กระหม่อมคล้าย ๆ กับว่ามีตัวตนเป็นกายสิทธิ์ คือไม่มีวันที่จะตาย ถึงแม้จะได้รับโทษอย่างแสนสาหัสจากคำสาปจนทนไม่ไหวขาดใจตายไปก็จริง ถึงกระนั้นก็ต้องมีชีวิตคืนมา กลับเป็นขึ้นมารับทุกข์จากคำปองร้ายจากธิดามารตนนั่นต่อไป แท้จริงพระองค์และธิดามารของพระองค์ลงทัณฑ์กระหม่อมให้ตกในมหานรกขุมใหญ่ซึ่งทำให้ไม่มีวันตาย ความไม่ตายแต่เพียงอย่างเดียว แต่กระหม่อมยังเจ็บ ป่วย หิวกระหายและร้อนหนาวเช่นคนปกติ ความหิวที่ไม่ได้กินมันทำให้กระหม่อมไม่ต่างจากเปรตหิวโซ ทุกครั้งที่หลับตาจะถูกวิญญาณหมู่คนตายที่หม่อมฉันฆ่าเข้าจู่โจมจะประหัตประหาร แม้หิวกระหาย น้ำและอาหารที่กินจะมีแต่เลือดของคนตายแปดเปื้อนเหม็นคาว กระหม่อมต้องเที่ยวท่องอย่างเดียวดายไปในทุกราตรีเพราะมิอาจหลับได้ วิญญาณสัตว์ร้ายที่สิงสู่ในร่างมันทำให้กระหม่อมเป็นอันตรายต่อทุกชีวิต จนไม่อาจจะอยู่ในสังคมมนุษย์ได้อีก ต้องหลีกหนีมาอยู่ในไพรเถื่อนจนมาพบกับเขา”

ไพรวัลย์ในอดีตได้แปรเปลี่ยนเป็นสัณฑ์จากการมอบชีวิตให้ใหม่ของเพื่อนรัก

“หลายปีมาแล้ว ที่กระหม่อมเฝ้ารักษาสวัสดิภาพความปลอดภัยให้เพื่อนรัก ทั้งในยามหลับยามตื่น เป็นองครักษ์ที่ไม่มีวันหลับ ไม่มีวันตาย ป้องกันภัยพาลทั้งปวงนี่คือสิ่งที่พระองค์ต้องการใช่หรือไม่”

กฤษณ์หรือมารแปลงยังคงอยู่ในอ้อมอกของสัณฑ์ เอนพิงตัวเขาเอาไว้คล้ายต้องการหลับใหล พูดทั้งที่หลับตาเช่นนั่นว่า

“หากแม้นเธอไม่ต้องคำสาปจากนางตัณหา (กานดา) บุตรีแห่งเรา เงื่อนไขที่นางผูกไว้ให้เธอเป็นผู้ไม่ตายนั่น เป็นสิทธิของเธอที่จะอยู่เพื่อแก้ถ้อยคำซึ่งแสดงความปรารถนาให้เกิดสิ่งร้ายนั่นเสียก่อน เพราะเราเองมิอาจแก้คำปรารถนาร้ายของนางได้ องค์เจตคุปต์มิอาจมากล่ำกลายรับดวงวิญญาณของเธอไปสู่ปรภพ และเมื่อเธอไม่ตายจึงมิอาจตกสู่แดนนรกได้ บุตรีของเรา นางเป็นผู้มอบคำสาป เรามิอาจปลดเปลื้องคำสาปของนางได้ เรามีหน้าที่มาทำให้คำสาปนั่นเป็นจริงด้วยการคืนชีวิตให้เธอได้ทุกครั้งที่เธอสิ้นชีพตักษัย แต่เราลดทอนความทรมานให้เธอได้ โดยการมอบมนต์ประสานกาย ซึ่งจะมีเพียงพระอรหันต์เจ้าเท่านั่นที่เรียนได้ แต่เราจะมอบให้เพื่อรักษาสังขารของเธอจะได้สามารถใช้งานได้ต่อไป”

“กระหม่อมทุกข์ทรมานจากความไม่ตายมามากพอแล้ว ขอจงทรงโปรดปล่อยปลดกระหม่อม”

“การที่เธอผู้เป็นมนุษย์ทำให้นางผู้เป็นเจ้าแห่งตัณหาทั้งปวงเกิดความรัก มันคือพ้ายแพ้อัปยศอดสู นางต้องสาปเธอให้อยู่อย่างทรมานจากความรักและต้องตายด้วยความรักเพื่อเป็นการลงทัณฑ์ ผลของคำสาปนั่นจะทำให้เธอรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนรัก และหญิงอันเป็นที่รัก อย่างสุดจิตสุดใจ แต่เธอจะต้องได้ความชิงชังเป็นการตอบแทนเป็นสิ่งสุดท้าย การจะพ้นจากคำสาป สัณฑ์เธอจะต้องถูกคนที่เธอรักมากที่สุดสองคนนี่ฆ่าเพื่อเป็นการแก้คำสาป”

“กระหม่อมต้องถูก กฤษณ์และเกตุ ฆ่าเพื่อเป็นการแก้คำสาปของนางตัณหา (กานดา) บุตรีของพระองค์จึงจะหลุดพ้นจากความไม่ตายเช่นนั่นนะรึ ทำไม? หม่อมฉันต้องถูกคนที่รักถึงสองคนนี่ทำร้าย ในเมื่อหม่อมฉันรักและปรารถนาดีต่อพวกเขาเหลือเกิน”

“สัณฑ์ที่รักเธอกล่าวถูกแล้ว”กฤษณ์หรือพญามารแปลงโอบกอดพิงศีรษะคลอเคลียกับอกเขาเอาไว้ หลับตาพริ้มเหมือนได้สัมผัสคนรัก ริมฝีปากสีชมพูของชายหน้าสวยค่อยเผยอตอบคำอย่างนิ่มนวล

“กระหม่อมมีสิ่งหนึ่งสงสัยกระหม่อมรู้สึกถึงความเป็นกานดาในทุกอณูของเกตุ เด็กสาวคนนั่น ทำไม? ถึงเป็นเช่นนั่น”

“นางทั้งสองเดิมทีมีร่างเป็นหนึ่งเดียวกัน แม่กับลูกอยู่ในร่างเดียวกัน บุตรีเราผู้เป็นเจ้าแห่งตัณหาทั้งปวงจะอาศัยร่างกายของทายาทเด็กสาวคนนั่น เพื่อปรนนิบัติผู้เป็นสามี นางลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ของนางแล้ว เธอมิอาจจะขัดขวางนางได้”

“เกตุก็คือกานดา กานดาก็คือเกตุ เธอคือนางตัณหาหนึ่งในสามธิดามารของพระองค์ที่ในสมัยพุทธกาลเคยพยายามล่อลวงพระพุทธองค์ กระหม่อมมองข้ามข้อนี่ไปแล้ว ขอบพระทัยที่พระองค์ยอมเฉลย หากแต่...กระหม่อม มีบางสิ่งข้องใจ กฤษณ์เพื่อนกระเทยของกระหม่อมเขาจะร่วมหอกับผู้หญิงได้รึ? ความพยายามของพระองค์จะไม่ผิดหวังรึ”

“ความเป็นบุรุษอันบกพร่องของเทพบุตรผู้นั่นจะถูกทำให้กลับคืนด้วยบุตรีแห่งเรา นางจะอยู่เคียงข้างคอยปรนเปรอเขาในฐานะชายา”

“เพื่อนรักของกระหม่อมคนนี่ไม่ชอบให้ใครมาบงการชีวิต ไม่ติดบ่วงกาม หากแม้นเกตุมิใช่เนื้อคู่ของเขา กระหม่อมจะไม่ยอมให้นางได้ใกล้ชิดกับเขา กระหม่อมรู้ดีว่าน้องเกตุรักกฤษณ์ตั้งแต่แรกพบ เวลาที่น้องอยู่ใกล้เขา นัยน์ตาของเธอมันบอกเป็นประกายแจ่มจรัสจนทุกคนแลเห็นได้ กฤษณ์เขาไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้ ในคืนนี่เขาจะต้องเป็นสามีของเธอโดยที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องเข้าแทรกแซงแต่ประการใด ขอพระองค์อย่าทรงควบคุมบงการชีวิตของพวกเขาเช่นทำกับหม่อมฉัน”

น้ำเสียงอันแผ่วต่ำของสัณฑ์ เพราะมิอาจมีน้ำตาซึ่งมันแห้งเหือดไปนานแล้ว

“กระหม่อมผูกพันกับดาวพระเกตุเช่นลูกศิษย์ เช่นน้องสาวและ...เช่นลูกสาว แต่ มิอาจจะยอมรับกับหัวใจตนเองว่าได้รักเธอเช่นชายหญิง เพราะเธอคือลูกของกานดา กระหม่อมก็เป็นอีกหนึ่งชายที่รักนางมารบุตรีของพระองค์ตั้งแต่แรกพบ และตอนนี่กำลังรักลูกสาวของเธออย่างหักห้ามหัวใจไม่ได้ นั่นเป็นเพราะคำสาปใช่หรือไม่พระองค์ กระหม่อมมิอาจจะยอมรับกับตนเองว่ารักเด็กสาวคนนั่นเพียงเพราะแรงคำสาป”

ความเศร้าของเขามันหนักแน่น เพราะรักมันไม่มีวันจะสมหวัง เพราะเกตุจะต้องเกลียดเขาตามคำสาปจากมารดาของเธอ

“กระหม่อมได้เพียรทำให้เด็กสาวคนนี่เครียดแค้นชิงชังเพื่อจะสังหารกระหม่อมในภายภาคหน้า แม้ภายในหัวใจของกระหม่อมกำลังป่วยไข้ ยารักษาคือต้องระบายความรักอันมีอย่างท่วมท้นให้ได้แค่เพียงในความฝันเท่านั้น แต่ เกตุเพียงคนเดียวมิอาจจะสังหารกระหม่อมได้หากขาดอีกคน”

สัณฑ์หมายถึงกฤษณ์คนอ้อนแอ้นผู้ไม่เคยทำร้ายใคร

“เพื่อนรักของกระหม่อมคนนี่เป็นผู้ไม่ฆ่าปลาไม่ทำร้ายมด ไม่เคยโกรธเกลียดใคร เป็นคนชอบเอื้อเฟื้อ โปรดการมอบความสุขแก่ทุกคนอย่างไม่เลือกชนชั้นวรรณะ กฤษณ์เป็นที่พึ่งของคนจนทั่วป่าเขาแดนกันดาร ซึ่งข้อนี้ทำให้กระหม่อมรักและศรัทธาจนยอมติดตามปกป้อง ยิ่งนานวันกระหม่อมยิ่งเถิดทูลบูชาเขายิ่งนัก จนเป็นไปตามคำสาปของกานดาทุกประการ กระหม่อมเพียรทำหน้าที่ปกป้องเขาอย่างลับหลังแม้ต่อหน้ากระหม่อมจะสร้างแต่สิ่งชั่วร้าย แต่ทุกครั้งเขาจะยิ้มแย้มและพร้อมจะอภัยให้เสมอ เช่นนี่เขาจะเป็นผู้สังหารกระหม่อมได้อย่างไร?”

“นั่นเป็นสิ่งที่เธอต้องเพียรต่อไป”

พญามารในร่างเปลือยของกฤษณ์หาวนอนและบิดขี้เกียจ แล้วค่อยเอนกายพิงศีรษะกับอกของเขา“เราจะขอนอนพักสักครู่การเปิดประตูมิติทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า”นอนหนุนตักสัณฑ์แล้วหลับไป แต่สัณฑ์ยังมีคำถามที่ต้องการคำตอบ

“หากไม่อาจจะแก้คำสาป แล้วกระหม่อมจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่าใด”

“ตราบโลกประลัย”







ภายในเรือนหอหลังน้อยทุกสิ่งยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิม

กฤษณ์ดึงผ้าขึ้นห่อตัวเธออีกครั้ง สองมือของเขาจับชายผ้าอย่างนิ่มนวลค่อยๆจับชายผ้าจัดแต่งให้ครอบคลุมร่างเปลือยของหญิงสาว คราวนี้ปิดจนมิดคอและด้วยนัยน์ตาคู่สวยกับรอยยิ้มอันสดใสของกฤษณ์เช่นแต่ไรมา มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนแต่ก็เป็นรอยยิ้มของเทวรูปปูนปั้นเฉกเช่นเดิมจากวันแรกที่พบเห็นพลันเธอรู้สึกเหมือนพึ่งรู้จักกับเขา

“เกตุจ๊ะ พี่หมอยังคงยืนยันความคิดของพี่อยู่เช่นเดิม พี่จะไม่ล่วงเกินร่างกายของน้องหรือร่วมประเวณีด้วยเป็นอันขาด ไม่ใช่แค่ครั้งนี่แต่จะเป็นตลอดไป ด้วยเรื่องบางอย่างที่รู้มันทำให้พี่รับน้องเป็นภรรยาจริงๆไม่ได้ การหมั้นนี่มันก็เป็นเพียงแต่ในนามเท่านั้นขอน้องเข้าใจพี่ด้วยเถิด”

เธอรู้สึกอับอายและเจ็บปวดที่สุดจากคำพูดนั่น ริมฝีปากเผยอและสั่นระริกไร้คำพูดอีก ใบหน้าซีดสลดไร้สีเลือด สั่นหน้าผมกระเซิงน้ำตาคลอหน่วย ในชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่ง การที่หลงคิด หลงเปลือยกายให้กับคนที่คิดว่าเป็นคนที่จะเป็นสามีต่อไป มันแค่ละครแสร้งทำ แม้เปลือยกายให้แล้วยอมทุกอย่างแต่เขาก็ยังคงผลักไส

เกตุได้แต่ก้มหน้าพูดออกไป“พี่หมอจะโยนน้องกลับคืน เหมือนที่พี่หาญศึกเขาทำ โยนน้องไปมาเหมือนสิ่งของไม่มีชีวิตจิตใจอีก นี่!... น้องเป็นของเล่นให้พวกพี่ๆมาเล่นตลกงั้นเหรอ? ทำไม!?ต้องทำกับน้องเช่นนี่ด้วย” หล่อนฟูมฟายขอบตาร้อนผ่าวอีกครั้ง

“อย่าคิดเช่นนั่นเกตุ…”เขาได้แต่พูดปลอบโยน นั่งเผชิญหน้าต่อหญิงสาวอย่างหนักแน่น ไม่ยอมให้เกิดอารมณ์หวั่นไหวอีกต่อไป

หญิงสาวผู้ผิดหวังเงยหน้าขึ้นสวนตอบทันควัน “แล้วทำไม? ต้องมารับหมั้นกับน้องมารับปากให้ความหวังด้วย...สิ่งที่พี่พูดไปอย่างกล้าหาญเมื่อกี่มันแค่คำโกหกเหรอ”มือจับบีบผ้าห่มคลุมร่างเปลือย เสียงดัง ตาจ้องตอบเขาด้วยอารมณ์โกรธปนๆน้อยใจยิ่ง น้ำตามันไหลลงสองแก้มไปเองโดยไม่รู้ตัวเลย

“.....”

กฤษณ์มองใบหน้าของเธอด้วยอาการสงบ เขาเองก็มีความเสียใจและผิดหวังอยู่ในส่วนลึกของหัวใจเช่นกัน ก่อนหยิบผ้ามาให้ซับน้ำตา เกตุไม่รับเอามือปัดไปแต่ใช้นิ้วกรีดเช็ดน้ำตาเอา ทำเสียงหึ...อกกระเพื่อมไหวหันข้างให้ มืออีกข้างรวบผ้าเกาะกุมปิดบังหน้าอกไว้ มีน้ำเสียงกระซิกๆสะอื้นออกมาอีก

“การหมั้นหรือการมาเป็นคนของพี่มันเป็นเงือนไขเดียว ที่คนของพี่ทุกคนรวมทั้งคุณสัณฑ์ยอมรับตัวน้องได้ พวกเขาค่อนข้างต่อต้านคนนอกอย่างน้องแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้น น้องก็เห็นแล้วนี่ว่าพึ่งเริ่มต้นเดินทางพวกเขาก็ไม่คิดจะแยแส บอกกล่าวตักเตือนรึคิดจะปกป้องพวกน้องเลย คุณหาญศึกเขาก็เล็งเห็นข้อนี้แล้วแต่ไม่คิดว่าเรื่องมันจะบานปลายและร้ายแรงจนเกินที่เขาจะรับมือได้ เขาหวังพึ่งพี่”เขาเริ่มอธิบายสาเหตุที่ยอมหมั้นหมายกับเธอ เงื่อนไขที่เขาต่อรองกับหาญศึกในตอนนั่น เพื่อให้เธอได้รับความปกป้องจากคนในคณะฯของเขา

“เกตุน้องจะปลอดภัยในฐานะคู่หมั้นของพี่จนกว่าน้องจะปลอดภัยออกไปจากป่านี่และพี่จะไม่แตะต้องตัวน้องนี่คือข้อสัญญาที่พี่ให้คุณหาญศึกไว้”

ร่างในผ้าห่มนั่นเหมือนหยุดนิ่ง ก่อนเอ่ยคำให้กับคู่หมั้นที่นั่งอยู่ข้างหลัง

“พี่หมอรังเกียจผู้หญิงที่ผ่านชายคนอื่นมาก่อนเหรอ?”เสียงของเธอเฉยชาพูดทั้งที่กลืนน้ำตา

“พี่หมอทราบจ๊ะว่าน้องยังเป็นสาวพรหมจรรย์และ... น้องก็ไม่ได้ตั้งครรภ์อย่างที่คุณหาญศึกเขาเข้าใจ เขาเชื่อเช่นนั่นจริงๆว่าน้องกำลังตั้งท้องอยู่และท้องกับชายอื่นด้วย ตอนนั่นเขาได้ขอความกรุณาจากพี่หมอ ให้ช่วยรับลูกในท้องของน้องเป็นลูกด้วยเพราะกลัวเด็กที่เกิดมาไม่มีพ่อ เขาได้ขอโทษเรื่องที่ได้วางแผนจะจับคลุมถุงชนและพี่หมอก็อภัยให้แล้ว เรื่องนี่แหละ ที่มันเป็นความไม่เข้าใจระหว่างน้องกับเขา มันเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากจริงๆ ในตอนนั่นที่เขาขอพูดกับพี่หมอสองคน คุณหาญศึกได้บอกว่าน้องกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ซึ่งพี่ก็รู้แล้วว่ามันไม่เป็นความจริงเลย เพราะคนท้องไม่มีประจำเดือนอย่างน้องแน่ มันยืนยันชัดอยู่แล้วว่าน้องไม่ได้ท้อง พี่ไม่ทันบอกความจริง เขารีบตัดบทบอกว่าหมอจะยอมช่วยหรือไม่เท่านั้น ซึ่งพี่หมอก็เพียงรับหมั้นให้เขาสบายใจเท่านั้น”

หันมามองตอบเขา “พี่หมอรู้...”เสียงเอ่ยอ่อน ขนตางอนของหล่อนกำลังไหวระริก ใช้ดวงตากลมใสพยายามสื่ออะไรบางอย่างกับเขา

“ใช่จ๊ะ ตอนเช็ดตัวให้พี่หมอก็รู้แล้ว”

เขายิ้มแก้มใสแต่เธอกลับหน้าแดงก่ำ

“แม้น้องจะเล่นกีฬาหนักๆแต่เหยือตรงนั่นยังอยู่ น้องจะเป็นเจ้าสาวคนแรกของคนที่จะมาเป็นสามี และ พี่ก็หวังว่าเขาคนนั่นจะเป็นคุณหาญศึก น้องรอเขานะ”

การพูดเช่นอาการของหมอกฤษณ์คนเดิม ทำให้สาวเจ้าต้องหน้าเก้อ ต้องทรุดหน้าก้มมองพิจารณาแหวนในนิ้วของตน น้ำตาล่วงปอย ก่อนจะบิดหมุนให้มันคลายออกจากนิ้ว

“ส่วนเรื่องการหมั้นเป็นความคิดของพี่เอง เพราะคนของพี่ทุกคนจะไม่ยอมรับน้องแน่ น้องจะไม่ได้รับการปกป้องจากพวกเขาหากคุณหาญศึกเขาต้องจากไปแล้ว พี่เองก็ใช่จะสั่งการควบคุมคนเหล่านั่นได้เสียเมื่อไหร่ แต่ต้องอาศัยคุณสัณฑ์และเล่าอูอีกทีหนึ่งน้องต้องเข้าใจนะ”

พูดไปก็เท่านั้นเพราะเด็กสาวยังคงงอแงไม่เลิก ไม่ได้ฟังเหตุและผลที่เขาพยายามกล่าวมาเลย พยายามดึงแหวนหมั้นออก แต่มันติดที่ข้อนิ้วเอาออกยากกว่าตอนใส่มากไม่ว่าจะดึงยังไงก็ไม่ออก

“มันไม่ยุติธรรมสักนิด...พี่หมอใจร้าย...” แล้วเด็กสาวก็ร้องไห้ฮือๆเป็นการใหญ่จนกฤษณ์ต้องใจอ่อนยวบ“เรื่องแค่นี่ทำไมถึงกับมาหมั้นกับน้องด้วย แล้วต่อไปใครเค้าจะมองน้องว่ายังไง”เมื่อพยายามดึงแหวนหมั้นออกประชดเขาไม่ได้ หล่อนทิ้งตัวลงนอนเอาผ้ามาคลุมโปง ร้องไห้อยู่ข้างใน กฤษณ์ก็เหมือนจะไม่รู้จะพูดไงต่อต้องนั่งเอามือเทาคางแล้วเปลี่ยนมากุมขมับอย่างจนปัญญา




พื้นเต็นท์อันเป็นเบาะลมบุด้วยผ้าแพรสีขาว นุ่มลื่น เครื่องนอนหมอนผ้าห่มล้วนเป็นสีขาวนวล เครื่องนอนหมอนผ้าห่มที่เคลือบด้วยสารนาโนเทคโนโลยีกันเปื้อน ในเยือผ้ามีแคปซูลน้ำหอมฝังใน สะอาดสะอ้าน หอมกรุ่นตลอดอายุใช้งาน มีเครื่องทำความร้อนให้ความอบอุ่นอยู่ภายใน ที่คู่หมั้นของนายหมอได้รับแต่อาการของเธอนั่นไม่ค่อยจะสู้ดี

หล่อนรำพึงรำพันอะไรไปหมดอยู่ข้างในเสียงอู้อี้ฟังเหมือนตนเองถูกทิ้ง ทั้งญาติสนิททั้งมิตรสหายไม่เหลือใครอีกแล้ว หมดมาดของสาวห้าวทำเอาเขาต้องปวดหัวไปด้วย

“เจ้าพวกนายคงมันกลับลำทรยศทิ้งน้องไปแล้ว พี่หาญศึกก็มาโยนน้องออกกลางทาง พี่หมออีกก็ใจร้ายจะโยนน้องคืนทุกคนทำเหมือนน้องเป้นตัวน่ารังเกียจยังงั้นแหละ ฮือฮือ...”

“เอาล่ะ ไหน?... น้องพูดมาซิว่าพี่ไม่ยุติธรรมตรงไหน”

กฤษณ์รวบรวมคำพูดได้อีกครั้งหลังโดนคู่หมั้นเด็กสาวผู้มากอารมณ์ตัดพ้อเอาเสียยกใหญ่ คนใจอ่อนเช่นเขาได้แต่โอนอ่อนตามอย่างเดียวแล้วเวลานี้

“ก็หลายเรื่อง โดยเฉพาะมาโมเมว่าน้องเป็นคนรักของพี่หาญศึกด้วย น้องเกลียดพี่หมอแล้วพี่หมอใจร้าย...”พูดจบแล้วหล่อนก็ดึงผ้าแพรโผล่ดวงตากลมโตแต่มีน้ำไหวระริกในนั่น ขอบตาแดง ส่งแววแง่งอนออกมาอีก

“พี่หาญศึกเค้าเป็นคนรักของแม่กานดานะ เขาเป็นคนรักของแม่น้องนะ จะให้บอกไหมว่าฐานะเขาคืออะไร”พูดจบก็กัดเม้มริมฝีปากคางสั่นด้วยอารมณ์

พร้อมกันหล่อนส่งสายตาเพ่ง คิ้วโค้งเรียวกำลังขมวดอย่างไม่ไว้ใจ สำรวจชายหน้าสวยตรงหน้าว่าแท้ที่จริงเขาคนนี่เป็นผู้ชายจริงหรือเปล่า? แล้วก็หันข้างเหลือบหางตาคมกระพริบๆอย่างเคือง ค้อนเข้าให้อีกทีก่อนมุดเข้าไปในผ้าอีกครั้ง

“เขาเป็นพ่อเลี้ยงของน้อง!...”

“อะไรนะ...”






Create Date : 31 ธันวาคม 2552
Last Update : 19 มีนาคม 2553 21:30:21 น.
Counter : 749 Pageviews.

3 comments
  
ดีครับ หมอเถื่อนครอบจักรวาล ใช่ไหมครับเนี่ย เล่นเอาผมงงไปเลย 55 แต่ก็ดีนะครับแบบนี้ก็แปลกไปอีกแบบ

แวะมาเยี่ยมครับ ขอบใจเพื่อนมากที่เข้ามาให้กำลังใจเรื่องรีไรท์ ผมไม่ท้อแน่ ๆครับ ขอบคุณนายมากที่เป็นห่วง
โชคดีมีสุขนะเพื่อน
โดย: เขาพนมรุ้ง วันที่: 14 มกราคม 2553 เวลา:18:40:18 น.
  
ดีใจเพื่อนมาเยี่ยม เรื่องของเรานั้นเป็นแนวสหนิยายนะ คือ เขียนตามใจคนเขียนเองเพราะเราสนใจเรื่องต่างๆมากมาย สัพเพเหระเอามามิกมาผสม คนกันโอ๊ยเยอะแยะหรือจะเรียกว่าสหนิยายก็ได้ เรื่องหมดเถื่อนฯเราได้เสนอแนวในแบบของเราไปแล้ว ที่นี่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าคนอ่านเองล่ะจะรับได้ไหม แรกๆในเว็บคนอ่านน้อยมาก แต่พอเขียนไปนานๆเข้า คนอ่านเขาก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจเขียนของเราได้ ก็เริ่มติดตามมากขึ้นไปเอง

สำหรับของเพื่อนโนบิตะเราอยากจะบอกให้พยายามเขียนต่อไปเหมือนของ
เรา เขียนในแบบของเพื่อนเองนะเเหละไม่ต้องสนใจเสียงติติง(จะเขียนเสียอย่าง)ขอเพียงเรามีความตั้งใจนำเสนอมันออกมาก็พอ ดีกว่าเอาเวลาไปกินเหล้ากินเบียร์ สูบบุหรี่หรือเที่ยวเตร่ไร้สาระนะ เราคิดอย่างนี่จริงๆนะขอบอก
โดย: doctorwar วันที่: 14 มกราคม 2553 เวลา:20:17:49 น.
  
whenever you felt that your heart is going to breakdown
feel it with the love of God ask for his and then you will
find out what is the truth love in Your life as he does for me!
โดย: da IP: 203.144.144.165 วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:7:47:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments