มีนาคม 2553

 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
เจ้าชายหิ่งห้อยกับเจ้าหญิงเเสงจันทร์ บทที่ 2


“ใคร! นั่นใครอยู่ที่ปากประตูออกมาเดี๋ยวนี่นะ”
“ผมคร้าบ ผมเอง”
“ผมนะ! แล้วใคร”นายแบบหนุ่มกระชากเสียงห้วน

แอดด!...

ร่างเล็กในชุดทักซิโด ยอมโผล่ออกมา มือดันปากประตูจนกว้าง พร้อมกับยิ้มขนาดเดียวกัน ภาณุ นายแบบหนุ่มจำคนส่งดอกไม้คนนี่ได้ทันที

“นาย นายเองเรอะ”พูดไป ชี้นิ้วสั่นๆแล้วไม่วายเกิดอารมณ์โมโหตามมา
“ผมเองครับ คนส่งดอกไม้จากร้านเจ๊โรสครับ อา... อย่าพึ่งทะเลาะกัน เลยนะครับค่อยๆพูดจาดีๆกัน”

“น้องคนนี่เป็นใคร”นี่คือเสียงของญาดาเสียงสวรรค์ของเขา

“ก็เจ้าตัวปัญหาของเราไงละโผล่มาได้เวลาพอดี”

ยกมือปางห้ามญาติ บุญส่งมองตอบใบหน้าอันหล่อเหลาของนายแบบหนุ่มที่จ้องมาด้วยอารมณ์ขุ่นไม่วางตา ไม่ว่าจะท่วงท่าไหน จะโกรธจะเฉยชา ขนาดเวลานี่แล้ว ชายคนนี่ก็ยังดูหล่อไม่เลิก ช่างเหมาะสมกับเจ้าหญิงขวัญใจของเขาเหลือเกิน เมื่อมามองเงาตนเองบนพื้นเรียบเงาแล้ว ตัวเล็กกระจ้อยร่อยช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ชีวิตจริงที่คนส่งดอกไม้ไม่มีทางสู้ใครเขาได้เลย

แต่เมื่อมามองญาดาในระยะใกล้ เธอกลับมีใบหน้าอันขาวจนซีดอย่างเห็นได้ชัด เหมือนคนป่วย หล่อนเบือนหน้าหลบสายตาของบุญส่งทันที

“เออ แฮะๆอย่าทะเลาะกันเลยนะครับ”

นายแบบหนุ่มต้องเอามือกุมขมับหน้านิ่ว พร้อมทั้งสั่นหน้า ด้วยความระอาใจ กับตัวต้นเหตุของเรื่อง ที่ทำให้เขากับคนรักเข้าใจผิดกันเรื่องช่อดอกไม้

“ไม่ต้องมาทำยิ้มกลบเกลื้อนเลยนะ นอกจากส่งดอกไม้แล้วเรายังเป็นปาปารัสซีด้วยหรือเปล่า!? ฉันเห็นทีต้องค้นตัวนายเสียแล้ว”ภาณุคาดคั้นอย่างไม่วางใจ

“อ เออ ม ไม่ใช่นะครับ”หนุ่มน้อยต้องทำตากะหลับกะเหลือก ใจฝ่อพิกล

“คือผมเป็นคนส่งดอกไม้อย่างเดียวจริงๆครับ”

“นายคนนี่คือคนส่งดอกไม่ที่ผมพูดถึงไงละญาดา”ชายหนุ่มหันไปบอกแต่เธอเพียงหันหลังให้“ตัวต้นเหตุที่ทำให้เราเข้าใจผิดกัน”หันไปจับต้นแขนคนร่างเล็กลากมาใกล้“นายรีบพูดออกมาได้แล้ว ว่าทำอะไรลงไปกับฉัน พูดออกมาให้หมดก่อนที่ฉันจะมีน้ำโห”ขู่สำทับ บุญส่งต้องยิ้มแห้ง ทำใจดีสู้เสือ“ไม่ต้องมาทำหัวเราะยิ้มกลบเกลื้อนเลยนะ เราทำอะไรเอาไว้รีบมาเคลียร์ให้ฉันเร็ว”นายแบบพูดน้อยแต่กระดิกนิ้วชี้ใส่ริกๆ หลับตากัดฟันกรอด กับเจ้าตัวเริ่มแรกปัญหา

“อ เออ ผมชื่อบุญส่งครับคุณญาดา”เขาตั้งใจพูดชื่อของตนให้หญิงสาวที่ตนเองหลงไหลมานานได้ยินมากกว่า แต่เธอก็ไม่ยอมหันมามอง

“เราไม่ได้อยากรู้ชื่อนาย! แต่นายจงบอกความจริงกับแฟนของฉันออกไป บอกมาให้หมด ว่าเรื่องดอกไม้ฉันไม่ได้เอาไปให้ผู้หญิงคนนั่น”
“ค คือคุณภาณุเป็นคนสั่งดอกไม้จำนวนหนึ่งช่อ มาจากร้านผมครับ ล แล้วให้ผมเอามาส่งให้ที่นี่ครับ”

“แล้วไงต่อ”

“พอผมมาถึงในงานคุณภาณุก็จ่ายเงินให้ แล้วบอกให้ผมหอบเอาดอกไม้ตามมา แต่ผมพลัดกับคุณภาณุเสียก่อน ผมเดินไปจนถึงหลังเวที ผมเจอผู้หญิงคนหนึ่งเข้าใจว่าเป็นนางแบบครับ”

“อ๋อ เอาไปให้แนนนี่ใช่ไหม”ญาดาได้โอกาสแทรกขึ้น

“อ้าว!เฮ้ย”นายแบบหลุดเสียงหลงทันที

“เธอบอกว่าดอกไม้นี่คุณภาณุสั่งซื้อมาให้เธอ แล้วเธอก็มาเอาดอกไม้ไปจากผมไปเลยครับ”

คิ้วเข้มของนายแบบหนุ่มหล่อต้องชนกันเหมือนถูกก่อวินาศกรรมจากมือคนส่งดอกไม้ ใบหน้าอันหล่อเหลา เริ่มแยกเขี้ยวออกมาอย่างหมดฟอร์มอีกต่อไป และเป็นครั้งแรกที่ดูเขาเป็นคนธรรมดาที่สุด บุญส่งยังแอบหลุดหัวเราะออกมา

“ผมพูดถูกไหมครับ”คนซื่อกระพริบตาปริบๆหยั่งถาม“ผมอยากช่วยคุณภาณุจริงๆนะครับ”

“เราจะช่วยหรือจะซ้ำกันแน่ ไม่ใช่อย่างนี่นะญาดา เจ้าคนส่งดอกไม้นี่มันยังพูดไม่หมด”

“พอเถอะภาณุอย่าเอาคนอื่นมาเบี่ยงประเด็นอีกเลย น้องชายคนนี่เขาช่วยคุณไม่ได้หรอก ออกไปจากที่ของฉันได้แล้ว”หล่อนหันหลังเอามือยันโต๊ะ พูดด้วยเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้เสียให้ได้

“โธ่ มันไม่ใช่แบบนี่นะญาดา นายบุญส่ง นายพูดอะไรออกมาสะบ้างสิ มัวแต่ยืนอ่ำอึ่งอยู่นั่นแหละ นายเป็นตัวต้นเหตุนะ”

“อย่ามาสร้างละครตบตา ยังไงฉันก็ไม่เชื่อคุณหรอก เลิกพยายามเสียที เรื่องของเรามันคงต้องจบกันแล้ว”หญิงสาวกล่าวมาอีกอย่างหนักเเน่น ภาณุรีบเข้าประคองหลังแต่ถูกหลังมือของหล่อนปัดไปอย่างแรง

“ญาดา ทำไม คุณถึงไร้เหตุผลอย่างนี้”ชายหนุ่มกล่าวด้วยอารมณ์เคืองขุ่น หางเสียงสั่นจนมิอาจจะควบคุมได้แล้ว“ญาดาผมพยายามจะประคับประคองเรื่องของเราแล้วนะ ทำทุกอย่างที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว แต่คุณกลับเหมือนจะพยายามทำลายมันลงเสียให้ได้ คุณไม่เคยเชื่อใจไม่เคยไว้ใจผมเลยสักนิด เวลาที่ผ่านมาคุณไม่เคยมีเหยื่อใยให้ผมบ้างเลยเหรอ”

“หมดเรื่องจะแก้ตัวแล้วใช่ไหม เชิญคุณออกไปได้แล้ว”เธอกล่าวอย่างเยือกเย็น จนชายหนุ่มพูดหมดคำจะแก้ตัวอีก

“ญาดาผมคงต้องขอตัว เราคงจะไม่ได้พบกันอีก”ก้าวถอยหลัง หมุนตัว ก้าวขาออกไป ร่างสูงสง่ากลับเดินในจังหวะที่เบาหวิวไร้ซึ่งน้ำหนัก หลังโก่ง คอตก อย่างหมดบุคลิกยอดนายแบบ



โครม!!

ร่างหญิงสาวเหมือนจะไร้เเรงยืน หล่นโครมลงไปทันที มือหนึ่งดึงผ้าปูโต๊ะจนสุดรั้ง ข้าวของหล่นกระจัดกระจาย ตามแรงดึง เธอล่วงลงมาหลังรอให้เขาคนนั่นเดินจากไป อย่างไร้สิ้นเรี่ยวแรงอีกต่อไป

“คุณญาดา!!เกิดอะไรขึ้น!”
“ช่วยไปเรียกพี่มลให้ฉันทีคนส่งดอกไม้”
“เกิดอะไรขึ้นทำไมคุณญาดาหน้าตาซีดขนาดนี้!”
“ไปเรียกผู้จัดการใหฉันที”สิ้นเสียงหล่อนก็เกือบจะสิ้นสติ






โรงพยาบาลเอกชน ถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง จากห้างดังไม่ไกลกันนัก

“คุณหมอครับ! อาการของคุณญาดาเป็นยังไงบ้างครับ อาการของเธอเป็นไงมั่ง”บุญส่งถามรบเร้าคุณหมออยู่หลายครั้ง หลังจากได้นำร่างอันเกือบจะสิ้นสติมาถึงโรงพยาบาลบัดนี้หญิงสาวได้นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ในความดูแลของหมอเรียบร้อยแล้ว

“ใจเย็นๆน้องชาย”ผู้จัดการส่วนตัวชื่อวิมลตามมาด้วย
“เออ ขอโทษครับคุณผู้จัดการ”
“ร่างกายของเธอเป็นยังไงบ้างคะ”เธอหันไปถามคุณหมอ

คุณหมอในชุดกาวน์ ในมือถือผลเอ็กซเรย์ แล้วมองร่างหญิงสาวที่กำลังหลับด้วยใบหน้าเครียด“หมอบอกได้แต่เพียงว่า ถึงเวลาที่เธอต้องพักผ่อนได้แล้วครับ พวกคุณไม่ควรพาเธอไปทำงานอีก นับแต่เวลานี้ เธอควรจะได้รับการพักอย่างจริงจังเสียที”

“จริงหรือคะคุณหมอ”

“นี่ พวกคุณหมอคุณอาพูดอะไรกันครับ พูดให้ผมเข้าใจบ้างสิครับ”

บุญส่งแทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน เขาเป็นห่วงอาการของนางแบบไม่น้อยไปกว่าใคร“น้อง พี่ขอขอบใจเธอมากนะ”วิมลเริ่มเห็นหนุ่มน้อยไม่เข้าตา“ถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้ พาญาดาขึ้นสกู้ดเตอร์ของเธอพามาถึงโรงพยาบาลได้ทัน รถมันติดหนักจนไม่เขยื้อนเลยเพราะการชุมนุม ลำพังรถเก๋งหรือรถฉุกเฉินก็มาไม่ทันแน่ พี่เองก็ต้องโบกพวกวิน นั่งตามมาเลย แต่ตอนนี้หมดธุระแล้ว พี่ขอพูดกับคุณหมอเป็นการส่วนตัวนะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผ ผมเต็มใจช่วยจริงๆครับ”เขามักจะติดอ่างทุกครั้งเมื่อเกิดความไม่มั่นใจ ก็มันช่วยอะไรเธอมากไม่ได้เลย

ต้องยืนคอตก นักส่งดอกไม้ต้องลอบถอนลมหายใจ หมดเวลาที่เขาจะได้อยู่ต่อไปแล้วสินะ เหลือบตามองร่างนั่น ซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอย่างโหยหา หลายปีมาแล้วที่เขาเฝ้ามองและติดตามผลงานของเธอมา ญาดาเธอคือเจ้าหญิงของคนส่งดอกไม้คนนี่เสมอมา“ผมไปก่อนนะครับ ขอโทษที่รบกวน”ต้องเดินคอตกอย่างซึมจ๋อยออกไป

“ไม่เป็นไรให้เขาอยู่ต่อเถอะ”
เสียงหวานจากบนเตียงเรียกรั้งเรียกหนุ่มนักส่งดอกไม้เอาไว้
“ญาดาเธอฟื้นแล้ว”
“พี่ญาดาฟื้นแล้ว!”

หญิงสาวลืมตาปริบ เธอฟื้นมาอีกครั้ง ใบหน้างามอันเซียวซีดหันมามองหนุ่มน้อย และเหมือนจะมีรอยยิ้มให้ เธอได้ยินทุกคำพูดของทุกคนก่อนลืมตามาพูด

“น้องชายจ๊ะ มาใกล้ๆพี่หน่อยได้ไหม”
“ครับ”เขารีบวิ่งเข้าหาเร็วรี่
ใบหน้าอันงามอย่างละเอียดลออ คิ้วโค้งมนได้รูป มองเด็กส่งดอกไม้ตรงหน้าอย่างพอใจ เพียงแค่ได้อยู่ในสายตาของเธอ หนุ่มหน้าตี๋ก็ยิ้มไม่หุบแล้ว

“พี่ขอบใจเธอมากนะ เธอกล้าหาญมาก ถ้าไม่ได้เธอพี่คงแย่แน่”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจช่วยจริงๆนะครับ”พูดไปยิ้มแทบแก้มปริ
“เธอชื่อบุญส่งใช่ไหมจ๊ะ หน้าตาเธอออกจะตี๋ แต่ทำไมชื่อนี่ละ”
“นี่เป็นชื่อที่หลวงพ่อตั้งให้ครับ ผมเป็นเด็กวัดก่อนจะบวชเณร”
“ฉันดีใจที่ได้รู้จักเธอนะ”
“ผมก็ดีใจเช่นกันครับ คุณญาดาต้องแข็งแรงเร็ววันนะครับ ผมจะคอยเป็นกำลังใจให้”

ริมฝีปากนั่นก่อยิ้มขึ้นมาได้มากขึ้น แม้จะนอนเป็นคนไข้บนเตียง มองหนุ่มน้อยในชุดทักซิโดสีขาวอย่างพึ่งพอใจ รอยเซียวซีดยังคงหลงเหลือเล็กน้อย ยิ่งสำรวจใบหน้าเด็กหนุ่มคล้ายเธอจะรู้จักหรือเห็นกันมาก่อน

“บ้านอยู่แถวไหนนะเรา ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นตากับเธอยังไงชอบกล อยากจะทักตั้งแต่เห็นหน้ากันครั้งแรกแล้วด้วย”

“พี่ดาจำผมได้ด้วย พี่ดาลิ่งจำผมได้”บุญส่งยิ่งลิงโลด
“ใช่จริงๆด้วย พี่จำได้เธอได้แล้ว”ยิ้มเบิกบานทันที รีบประคองตัวลุกขึ้นนั่ง
“สมัยก่อนที่ฉันยังเรียนโรงเรียนวัด มีแต่เณรน้อยรูปหนึ่งชอบมาเรียกฉันแบบนี้”

“ผ ผมเองละครับ เณรน้อยรูปนั้น ไชโย พี่ดาริ่งจำผมได้แล้ว”
หญิงสาวต้องยิ้มเคอะเขิน“อุ้ยต้าย เป็นเธอจริงๆด้วย พี่ขอโทษนะที่ลืมเธอไปเสียสนิท เธอโตขึ้นมากเลยนะ แล้วยังหล่อและน่ารักเหมือนเดิมด้วย”


อีกห้องเพียงผนังกั้น มีประตูผ่านหากัน วิมลผู้จัดการส่วนตัวยังถกกันหน้าเครียดกับคุณหมอเจ้าของไข้ ผู้จัดการดารานางแบบคนดังเหมือนจะยืนอึ่ง จนขาชา ต่อคำตอบของหมอ

“จริงหรือคะ ญาดาจะอยู่ได้ไม่เกินหกเดือนทำไมมันเร็วอย่างนั้นละคะ”

“อาจเร็วกว่านั้น”หมอพูดย้ำจนน่ากลัว“เพราะสัญญาณเตือนของโรคคือปวดแน่นท้องจนทนไม่ไหวได้ออกมาเร็วกว่าที่ผมคิด โรคมะเร็งตับจากขั้นปฐมภูมิคนไข้มักจะคิดว่าแค่ปวดแน่นท้องเฉยๆไม่รู้ตัวว่าเป็น กว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว

เซลล์มะเร็งต้นกำเนิดในตับ สามารถที่จะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จริงก็ถือว่าเป็นระยะที่ ๔ หรือระยะสุดท้ายแล้วครับ เมื่อถึงระยะนี้แล้วโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้นั้นยากมากครับ แทบเรียกได้ว่าไม่ค่อยจะมี...แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไข้จะต้องเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว มักจะขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้รอยโรคในตับมันรุนแรงแค่ไหนแล้วมากกว่า เพราะถ้าคนไข้จะเสียชีวิต ก็มักจะเกิดจากภาวะตับวาย คือมีรอยโรคในตับที่มาก จนตับที่เหลืออยู่น้อยมาก จนทำงานไม่ไหวนั้นแหล่ะครับ

วิธีการรักษาจุดมุ่งหมายคงเพื่อประคับประคองเท่านั้น ลดความเจ็บปวดทรมาน และให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมอบอกได้แต่เพียงว่า การดูแลสภาพจิตใจของคนไข้นั่นสำคัญมาก เธอจะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสิ่งนี่ด้วยเช่นกัน”


สองหนุ่มสาวยังคงคุยกันกระหนุงกระหนิง

“พี่จำได้ว่าเณรน้อยไม่ได้ใช้ชื่ออย่างนี่นะ ใครก็ลือว่าเธอเป็นราชนิกุล เป็นผู้ดีตกยากมาเรียนโรงเรียนวัดของเรา ชื่อจริงก็ออกไพเราะมีเกียรติ์ไม่ใช่ชื่อบุญส่งแน่ๆ”

“ผมกับพ่อเป็นคนอาศัยกินข้าวชาวบ้านครับ ทางวัดใจดีมีเมตตาให้เราพ่อลูกได้บวช จะได้ไม่ต้องเร่ร่อนอีก พ่อเป็นพระลูกวัด ส่วนผมก็ได้เรียนหนังสือด้วยครับ”

“เหรอจ้ะ พี่คงเข้าใจผิดตามคนอื่นจริงๆด้วย แต่ตอนนั้นเธอมีฉายาว่า เจ้าชายน้อย จนพี่เข้าใจผิดไปเลย”

“นั่นเป็นฉายาที่เด็กผู้หญิงช่วยตั้งให้ครับ ผมมีแฟนคลับคอยเชียร์”
“เราเป็นเณรแก่แดดรูปนั้นจริงๆด้วย คริคริ”

สองมือของเธอกุมปากหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่ายังไงบุญส่งก็ยังคงฝังใจกับรักแรกของตนมาตั้งแต่เด็ก ทั้งสองคนต่างเร่งฟื้นความหลังกัน อดีตเณรน้อยมัธยมหนึ่งกับนักเรียนรุ่นพี่มัธยมหกโรงเรียนวัดต่างมีความหลังร่วมกัน

“อะอื้อ อะแฮ่มๆ พี่ดาลิ่งครับผมขอนะครับ”

“ทำไมต้องทำเสียงหล่อด้วยนะเรา”เธอพูดแล้วเอามืออังปากอย่างอดขำไม่ได้ ในท่าทางซื่อๆของเขา หนุ่มน้อยในชุดทักซิโดคุกเข่าลงข้างหนึ่ง จ้องมองใบหน้างามนั่นด้วยรอยยิ้ม ล่วงเอาสิ่งหนึ่งในเสื้อออกมาชูขึ้นให้เธอตรงหน้า มันคือกุหลาบช่อดอกสีดำ มีโบว์และกระดิ่งเล็กๆผูกอย่างน่ารัก

“ให้ฉันเหรอ”หล่อนเอานิ้วชี้ที่หน้าอกตนเอง ถามด้วยรอยยิ้มละไม

“ผมขอแต่งงานพี่นะครับ”
แก้มตูมต้องแดงระเรื่อ หลบตาจากหญิงสาวอย่างเขินอายสุดชีวิต
“อุ้ยตายไวไฟเหลือเกินนะเรา”
“พี่ไม่จำเป็นต้องตอบนะครับ”เขายิ้มจนแก้มแดงตุ่ยหลบตาอย่างสุดขวยเขิน“ผมฝันว่าจะได้ทำอย่างนี้มานานแล้ว อยากขอแต่งงานกับพี่ต่อหน้า ไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไงก็ตามยังไงผมก็ไม่หยุดรักพี่”

“นี่มันดอกกุหลาบประดิษฐ์นี่ ทำซะเหมือนเซียว”หล่อนรับมันไว้ในมือ นิ้วเรียวเกลียกลีบดอกที่ได้รับมา ดวงตางามเพ่งพิศอย่างสนใจ“ทำจากผ้าเหมือนเสียด้วย มันไม่ใช่ดอกกุหลาบสีดำจริงๆเสียหน่อยนี่นาหนุ่มน้อย”

“เออ ผมสัญญาครับ”มือกุมท้ายทอย ยิ้มอย่างไม่หุบ “จะเอาดอกกุหลาบสีดำของจริงมามอบให้พี่ครับ”

“โฮะๆ เอางั้นเลยเหรอ น่ารักจัง แล้วพี่จะรอนะ เออนี่”หญิงในดวงใจยิ้มสดใสจ้องมา“เคยมีใครบอกเธอบ้างไหม ว่าเธอเหมือนเด็กเลย หน้าตาก็อ่อนใส ยิ้มง่าย กิริยาท่าทางเธอการพูดก็เหมือน แบบนี่เธอคงจะมีคนรักมากสินะ”

“แต่ผมก็ยังขาดแฟนครับ”

“ไม่จริงอย่ามากะล่อน เธอออกจะหล่อและน่ารักขนาดนี้ คงออดอ้อนเอาความรักจากพี่สาวมาหลายคนแล้วสิ”

“ไม่จริงครับ ผมรักแต่พี่คนเดียวครับ”บุญส่งยืนยันกลับไป ดวงตาของเขาที่มองเธออย่างโหยหา “ผมมองแต่พี่คนเดียวมาตลอดครับ พี่ยังจำได้ไหม ในงานเลี้ยงวันฉลองจบการศึกษา พวกพี่ต้องเตรียมงานแสดงให้ทุกคนดู แล้วพี่ดาก็แต่งชุดสวยออกมาเดินแบบ ผมก็ทำมงกุฏไปสวมให้ที่หน้าเวทีด้วย

“ใช่จ๊ะตอนนั่นเธอทำน่ารักมาก พี่อยากจะจับแก้มน่ารักของเราจริงๆ แต่เธอเป็นเณรพี่แตะเธอไม่ได้”

“ไหงพี่สัญญาว่าเมื่อผมโตและสึกจากพระออกมาจะรับผมเป็นแฟนไง ตั้งแต่พี่เรียนจบมัธยมไป พี่เข้าวงการนางแบบ ดารานักแสดง ผมติดตามผลงานของพี่มาตลอด แต่ไม่เคยได้เข้าใกล้พี่อีกเลย”

เธอต้องสั่นไหว ห่อตัวมือกุมอก นัยน์ตามองด้วยซ้ำในความรู้สึกอีกครั้ง ความรักเล็กๆจากน้องชายคนนี่ ที่เธอหลงลืมมันเสียนาน“บุญส่งเธอจริงจังกับพี่มาตลอดเลยเหรอ พี่ขอโทษนะที่พี่ลืมเราไปเสียสนิทเลย พี่ลืมเณรน้อยแก่แดดรูปนั่นไปแล้ว ถ้าหากย้อนเวลาได้...”เธอเว้นวรรคนิดหนึ่ง ขนตาปรกลงอย่างเนิบช้า ก่อนคืนกลับมามองหนุ่มน้อยตรงหน้า

“ถ้าหาก พี่ต้องตายไป น้องจะยังรักพี่อยู่อีกหรือเปล่า”ความหม่นหมองเกิดขึ้นที่สีหน้าของหญิงสาวชัดเจน ใบหน้างามหมดจดนั่น ซีดจางอย่างมาก ริมฝีปากเอ่ยเสียงแหบพร่า

“เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาครับ กรุณาวตจี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม คำพระท่านสอนไว้”อดีตเณรน้อยแก่แดดกล่าวมาอย่างหนักเเน่น

“พี่เป็นโรคร้าย...”
“ไม่ได้นะ! ญาดาเธอห้ามพูดนะ”ผู้จัดการวิมลโผล่พรวดจากห้องข้างเข้ามาห้ามทันที
“เอะ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”บุญส่งต้องตกใจร้องเอะอะเมื่อเห็นผู้จัดการสีหน้าไม่ดี
“เรื่องนี่จะให้คนนอกรู้ไม่ได้นะญาดา”

“ไม่มีประโยชน์จะปิดบังอีก”น้ำเสียงของเธอแช่มช้ามาก มองใบหน้าอ่อนเยาว์ของน้องชายร่วมสถาบันเก่า เอื้อมมือไปลูบสัมผัสใบหน้าเนียนอ่อนละไมของหนุ่มน้อย“น้องชายจ๊ะ หากพี่จะบอกว่าพี่ป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย พี่กำลังจะตายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เธอจะเชื่อไหมจ๊ะ”

“พี่ญาดาพูดอะไรหรือครับ ม มันไม่จริงใช่มั้ย หูผมคงไม่ฝาดไป”ดวงตาจับมองหญิงสาวตรงหน้าแทบไม่วางใบหน้าของเขาซีดเผิอดลงทันใด เซถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว

“จริง”ร่างอ่อนระโหยนั่นผ่อนลมอย่างเหนื่อยล้า
“อย่างช้าหกเดือนอย่างเร็วก็สี่เดือน หมอบอกอย่างนั่นนะ พี่ไม่อาจจะขึ้นเวทีในหมู่แสงแฟลตได้อีกแล้ว พี่กำลังจะตายรู้มั้ย”

เด็กหนุ่มปล่อยโฮทันที โผเข้าเกาะกอดยอดดวงใจของเขา มือน้อยของเธอเพียงลูบเส้นผมบนศีรษะอย่างปลอบโยน เด็กหนุ่มคนนี่ก็คงเปรียบเสมือนตัวแทนเหล่าแฟนคลับของเธอด้วย

“เด็กคนนี่พึ่งจะเทศน์พี่ไปหยกๆดันจะร้องเองอีก เราเคยบวชเรียนมาแล้วนะ”
“พี่ญาดาล้อผมเล่นใช่ไหมครับ ตั้งหลายปีกว่าผมจะเข้ามาใกล้พี่ได้ขนาดนี้ มันยากเหลือเกินนะครับ”

“ชีวิตในวงการ ต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา พี่ได้อยู่ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คนมากมายจนพี่ลืมเจ้าชายน้อยคนนี่ไป พี่จะชดเชยให้เรานะ ต่อไปนี้เรามาเยี่ยมพี่ได้ทุกวันทุกเวลาจนกว่า...”

“ผมจะเอาดอกกุหลาบมาเยี่ยมพี่ครับ”ปราดน้ำตาทิ้ง ขนตางอนของเขาไม่ได้มีไว้ซับน้ำตา แต่เพื่อความสุขของทุกคน“ใครก็ตามที่ได้ดอกกุหลาบจากผมจะต้องมีความสุข ผมเคยเอาดอกไม้ไปส่งให้คนป่วยตามโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ พวกเขาป่วยไข้ก็จะยังหายดีเลย พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้าหรือปีต่อๆไป ผมจะเอาดอกกุหลาบมาเยี่ยม แล้วพี่ก็จะต้องอยู่ต่อไปเพื่อรับกุหลาบของผมด้วยนะครับ”

“ญาดา เขาจะกวนเธอพักผ่อนนะ”ผู้จัดการแย้งมาอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ น้องยังมีเวลาพัก อีกนาน”
หลังมือของเธอมีเข็มแทงใส่น้ำเกลือ มือนั่นลูบเส้นผมอ่อนนุ่มของอดีตเณรน้อยอย่างอ่อนโยน ญาดากลับเป็นฝ่ายเข้มแข็งปลอบโยนเขาเสียเอง

“แล้วพี่จะรอกุหลาบสีดำจากเรานะ เจ้าชายน้อยของพี่”

แสงแดดอ่อนยามเย็น ส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ม่านผ้าปลิวไสวรับลมอ่อน เส้นผมยาวของหญิงสาวไหวลู่ คลอเคลียใบหน้า เช่นเดียวกับหนุ่มน้อยได้นั่งเอนหนุนขาของเธออยู่บนเตียง หญิงสาวสั่งให้เปิดหน้าต่างอยู่เช่นนั่นเพราะอยากเห็นพระอาทิตย์ตก เมื่อเเลตากลับมาก็เห็นเนื้อผ้าขาวสะอาดเป็นมันระยิบของชุดทักซิโด้หนุ่มน้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์ รูปตาเรียวดวงตากลมใสหลับตาพริ้มอยู่กับตักของหญิงสาว บางทีก็ลืมตามาคุยกัน ทั้งสองคุยกันสนุกอย่างลืมเวลา

ร่างในชุดทักซิโด้ขาวสะอาด ได้จูบและสัมผัสมือของหญิงที่เขาปรารถนามาตลอด เธอยิ้มชื่นตลอดเวลาไม่มีวี่แววของคนป่วยเหลืออยู่อีก อดีตศิษย์เก่าโรงเรียนวัดรำลึกความหลังด้วยกันจนเย็นบุญส่งถึงกลับ ก่อนจะไปบุญส่งได้เอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมา

“ผมสัญญาครับจะตามหาหัวใจของพี่คืนมา และจะมอบดอกกุหลาบสีดำ อันแทนความหมายของรักนิรันดร์ให้เมื่อถึงวันนั้น”






“ไปไหนนายมาบุญส่ง!?”

เจ๊หน้ายับเห็นมาแต่ไกล รถสกู้ดเตอร์ผ่อนคันเร่งลงชะลอมาจอดหน้าร้านดอกไม้ ในเวลาที่คนส่วนใหญ่กลับจากทำงาน คนในซอยที่เดินผ่านไปมาต่างมองหนุ่มส่งดอกไม้แล้วต้องครางฮือฮา เพราะเขาหัวหูฟู เสื้อผ้ายับย้น ไม่เนี๊ยบเหมือนตอนไป เจ๊โรสบ่นสะเสียงดังลั่นซอยเมื่อเห็นสารรูป บุญส่งลงมายืนระโหยเพียงตอบสั้นๆตรงๆว่าไปเจอคนป่วยเลยอาสาไปส่งที่โรงพยาบาลให้เลยกลับช้า

“เรานี่ยังไงกันนะ เจ๊สั่งห้ามนักห้ามหนาว่าห้ามเราขี่รถมอเตอร์ไซด์คันเปี๊ยกนี่ขึ้นถนนหลวง เดี๋ยวก็ถูกตำรวจจับหรอก มันอันตรายรู้มั้ย ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาแล้วเจ๊จะไปบอกหลวงพ่อท่านได้ยังไง”

“เจ๊ครับผมกำลังจะสูญเสียคนสำคัญไปแล้วครับ”
เริ่มร้องไห้อีกครั้งโผเข้ากอดรอบเอว
“อ อะไรอีกหึมากอดเจ๊ทำไม”สีหน้ายับ คิ้วย้นต้องผ่อนลง
บุญส่งร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าสะเทือนใจ สาวประเภทสองร่างใหญ่เป็นที่พักพิงดวงใจน้อยๆของเขามานานปี

“เป็นอะไรมาอีกละหือม์”
ถามอะไร กับหนุ่มน้อยอารมณ์อ่อนไหวก็ไม่ตอบอีก ภาพของชายสองวัยคลอเคลียปรับทุกข์กันเป็นสิ่งธรรมดาของคนในซอยนี้ แม้อีกฝ่ายจะเติมแต่งหน้าทาปากเป็นสาวประเภทสองเต็มตัว แต่ก็ไม่มีใครคิดอกุศลกับคนทั้งคู่ เพราะในสายตาของชาวซอย บุญส่งกับเจ๊โรสเหมือนพ่อกับลูก เหมือนป้ากับหลานมากกว่า

“เราจะปลูกดอกกุหลาบสีดำอีกแล้วเหรอ ไม่ปลูกได้ไหม เห็นเราทดลองปลูกมันมาหลายปีแล้วนะ เสียค่าใช้จ่ายไปเปล่าๆ มันคงไม่มีหรอกนะดอกกุหลาบสีดำในโลกนี้”

“แต่ผมเห็นมันจริงๆนะ หลวงพี่ที่สอนจัดดอกไม้ให้ผมท่านเคยปลูกมันออกมาได้ เป็นดอกกุหลาบสีดำที่สวยมากจริงๆ ท่านให้สูตรปลูกกุหลาบไว้ด้วย แต่หลวงพี่ท่านแฝงปริศนาธรรมไว้ในสูตร ผมไขปริศนาไม่แตกเลยยังทำมันออกมาไม่ได้เสียที”

“สูตรบ้าสูตรบออะไรต้องใช้ผงทองคำด้วย รู้มั้ยทองคำบาทหนึ่งตอนนี้ราคาเท่าไหร่ เราเอาทองไปเล่นหมดไปเท่าไหร่แล้ว ที่เราต้องมาอยู่ห้องแถวกว้างยาวไม่กี่วา ในซอยแคบๆนี่เพราะใคร เงินที่หลวงพ่อท่านมอบให้เราไว้เป็นทุน มันต้องมีวันหมดนะ เราต้องใช้เงินไปอย่างอื่นให้คุ้มค่า เจ๊จะไม่ให้เราเบิกเกินอีกแล้ว”

“เอาเงินเดือนผมมาจ่ายค่าเช่าร้านก็ได้ครับ”

“หักโม้ด...แล้ว นี่ไง”เจ็ควักกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดให้ดู ข้างในมันโล่งมากมีแบงค์ยี่สิบติดอยู่หนึ่งใบ
“เหลือตังค์อยู่แค่เนี้ยะยี่สิบบาท ค่าไฟค่าน้ำยังไม่มาเลย รวมค่าดอกไม้ในกระเป๋าเราอีกหกร้อย ต่อไปพวกเราต้องเข็นรถขายดอกไม้ข้างถนนกันแน่ไม่มีร้านจะคุ้มหัวอีกแล้ว”

บุญส่งควักธนบัตรจากกระเป๋าเสื้อมาอย่างกระมิดกระเมี้ยน ยืนส่งให้
“ห๊า... เราเอาตังค์จากไหนมาตั้งสี่พัน ดอกไม้มันช่อละหกร้อยเอง รึว่าเราไปทำไม่ดีถึงได้ตังค์มา”
“ผ ผมเสียใจครับเจ๊ เธอเอาตังค์ยัดใส่มือผมมาเอง”
“นี่เรา ไปขายตัวมาเรอะ!”
เสียงใหญ่ของผู้หญิงผิดเพศดังลั่น คนในซอยแตกตื่นลุกขึ้นมามองกันพรึบพับ หล่อนต้องลากแขนเจ้าตัวดีเข้าร้าน พูดเสียงค่อยลง
“มาให้เจ๊ตีเสียดีๆ หนอย กล้าเอาของพ่อมาขายเรอะ นังภาหรือนังชะนีคนไหนมันซื้อเราบอกมาเดี๋ยวนี่นะ”
บุญส่งไม่กล้าบอกเรื่องดอกไม้ถูกผู้หญิงคนนั่นแย่ง ได้แต่ปฏิเสธไปอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ผมเปล่าน๊า เธอให้เงินผมมาอย่างเดียวจริงๆ”
“ไม่มีใครว่านพืชแล้วไม่หวังผลหรอกนะ ผู้หญิงคนนั่นต้องหวังในตัวเราแน่! เรายังเด็กไม่ประสีประสา ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคน เจ๊ขอสั่งห้ามเด็ดขาดห้ามไปรับเงินจากนังผู้หญิงคนนี่อีกจำไว้”

หนทางในซอยเริ่มมืด แต่ก็ได้แสงของไฟรถเข็นขายอาหารมาแทน ร้านหมอนวดเริ่มเปิดทำการเปิดไฟสีฉูดฉาดในมุมในสุด ร้านดอกไม้เปิดไฟสว่างแม้จะปิดมูลี่แต่ยังพอเห็นเค้ารางคนข้างในว่าทำอะไรอยู่ ปากซอยห่างออกไปสองห้องแถว ซึ่งมีเหลี่ยมตึกบังไว้ให้พอรถยนต์เข้าออกได้คันเดียว

คนในรถสองคน คนหนึ่งเป็นชายหน้าตูม สวมหมวกเบเรย์สีชมพูหวาน อีกคนเป็นหญิงสาวในงานเดินแบบเมื่อตอนกลางวัน พวกหล่อนได้แอบตามมาถึงนี้
“นั่นไงๆ เจ๊นาย คนนั่นนะคือพ่อของน้องเอง”
“อะไรนะกระเทยควายนั่นนะเหรอพ่อของแนนนี่”
“กรี๊ด! อย่ามาว่าพ่อของน้องนะ”หล่อนต้องดิ้นเร่าๆในรถ
แนนนี่นางแบบสาวสวยต้องร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้นทันทีเมื่อเห็นคนในร้าน สาวประเภทสองในชุดสีชมพูหวานทรงใหญ่ล่ำสันแบบนักมวย แต่ใส่ขนตาปลอมคือพ่อของเธอเอง คนข้างๆต้องร้องยี้แทนก่อนพูด
“คุณพ่ออภิรักษ์ของเธอที่ว่าแต่ก่อนเป็นทนายความประจำตระกูลของเจ้านายองค์หนึ่งนะเหรอ เขาหนีจากบ้านมาเป็นกะเทยอยู่ในซอยสลัมนี่เอง”

“น้องตามหาพ่อมาหลายปี ถึงเขาจะเปลี่ยนไปจะแปลงโฉมยังไงน้องก็จำเขาได้”
“มีเด็กเลี้ยงเสียด้วย น่ากินจังเลย พ่อเธอเก่งนะหาเด็กหนุ่มเกรดเอได้ ของเจ๊ยังไม่น่ารักขนาดนี้เล้ย...อูยซีด...”
“น้องเกลี๊ยดเกลียด”เอากำปั้นทุบรถดังปัง!“นายคนนั่นต้องเป็นผู้ชายขายตัวแน่ เป็นโสเภณี เป็นไอ้คุณตัวหน้าด้าน คอยปลอกลอกเอาเงินจากพ่อแน่ นายคนนี่ต้องผลาญเงินพ่อจนหมด พ่อเลยต้องตกระกำลำบากมานั่งขายดอกไม้ในซอยแคบๆแบบนี่แน่ โธ่ พ่อฮือๆๆ”

“ใจเย็นๆเรื่องมันอาจไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้นะแนนนี่”
เธอซบหน้ากับท่อนแขนสะอึกสะอื้น เห็นแล้วโมเดลลิ่งสาวแตกคนดัง ต้องพลอยใจหายไปด้วย
“น้องจำวิธีการจัดดอกไม้ของพ่อได้ดี รวมทั้งลายมือเขียนคำอวยพรในกระดาษด้วย เลยลองตามมาตามที่อยู่แล้วก็เจอ”แนนนี่ต้องกลืนน้ำตาอย่างขมขื่นเพราะพ่อเปลี่ยนไปมาก“แต่ก่อนพ่อของน้อง เขาหล่อและเท่ห์มากนะ เจ๊มาดแมนเฉียบขาดระดับพระเอกหนังไทยสมัยก่อนเลยล่ะ ไม่ใช่หน้าตาดูไม่ได้ขนาดนี่”
“ฮะ-ฮ่า ใส่ขนตาเทียมจากประเทศจีนมาหรือไง! มันถึงได้น่าเกลียดขนาดนี่”เจ๊นายคนขับรถแกล้งเย้าหยอกอีก

“กรี๊ด!!กรี๊ด!!กรี๊ด!!”
“วาย! แก้วหูจะแตก...”



Create Date : 30 มีนาคม 2553
Last Update : 4 เมษายน 2553 20:55:46 น.
Counter : 924 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments