เมษายน 2553

 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
สมิงไวรัส บทที่ 3


การเดินของชาวคณะฯเพื่อมุ่งหน้าสู่ภารกิจใหม่เป็นไปอย่างไม่รีบเร่งมากนัก ทั้งหมดตัดผ่านทุ่งดอกไมป่าสีม่วงซึ่งขึ้นระหว่างหมู่ปฏิมากรรมหินงอกหลากสี อันตั้งแสมสลับอยู่ทั่วในสวนธรรมชาติแห่งนี้ ผืนพรมดอกไม้กว้างไกลไปจนสุดชายป่าเป้าหมาย อันเห็นต้นเสลายืนต้นโดดเดี่ยวออกดอกสีม่วงขาวเป็นเป้าสายตาให้ไปถึง

“แล้วไงต่อยอดหญิงของพี่หมอเรื่องยิงปืนน่ะ”
“อะ อะไรหรือค่ะพี่หมอ”
ขนตางอนกระดิกปริบๆเพราะมัวเหม่อมองภาพสองข้างทาง จนเขาเร่งมาเมื่อเธอเงียบไป ริมฝีปากรูปเม้มก่อนพูดนิดหนึ่ง “เลย…ขอให้เขาช่วยสอนยิงปืนให้ ว่างๆจากการฝึกซ้อมก็ไปหัดยิงปืนตลอด เล่นมากว่าสองปีแล้วด้วย จนมีปืนเป็นของตนเอง มีใบ อนุญาตพกพาเรียบร้อยค่ะ”ยอดนักกีฬาสาวเลยได้โอกาสจ้ออีก“นอกจากนี้น้องยังเล่นกีฬาปีนเขา ยิงธนู โรลเลอร์เบลด กีฬาประเภทท้าทายต่างๆของผู้ชายน้องเล่นหมดนะ”
“จ้า…คนเก่ง”
เขาพอเริ่มนึกถึงคนอีกสามคน
“แล้วรุ่นน้องของเกตุทั้งสามคนละ เขามีอาวุธพกติดตัวมาด้วยหรือเปล่าพี่หมอเห็นชอบตามคุณสัณฑ์อยู่ตลอด พวกเขาคงจะชอบคุณสัณฑ์มากสินะ”
พอได้ยินเรื่องเจ้าขบถสามคนนั่นแล้ว ยิ่งหางคิ้วกระตุกด้วยอารมณ์เเค้นไม่หาย กล่าวด้วยเสียงเคืองดังออกมาว่า
“พวกมันก็มีปืนติดมาด้วยเหมือนกัน”ทำเสียง ฮึ ใหญ่ ก่อนพูดออกมาต่อ
“แต่พึ่งจะมาซื้อก่อนหน้าจะมาเดินทางเพียงไม่กี่วัน ไม่รู้ว่าไปซื้อปืนเถื่อนมาจากไหนก็ไม่รู้ ใบอนุญาตก็ไม่มี จะใช้ปืนเป็นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แถมตอนนี้ยังไปตามนายสัณฑ์อีก คนบ้าๆบอๆเข้าแก้งกันได้พอดี ดีไม่ดีอาจจะพากันไปตายหมู่อยู่ป่าทางข้างหน้าก็ได้...”
“พวกเขาตามน้องมา เพื่อตามหาเณรกานต์ไม่ใช่หรือ”กฤษณ์ขัดมาเพราะเห็นเธอไม่ควรจะโกรธเด็กหนุ่มทั้งสามคนนั้น
“เออ...น้อง เรื่องนี้ก็เดาความคิดของพวกมันไม่ถูกเหมือนกัน”ใบหน้าทรงงามนั้นกลับซีดสลด หล่อนลืมไปว่าทั้งสามคน ยอมทิ้งตำแหน่งทีมชาติ ทิ้งอนาคตทุกอย่าง เพื่อมาช่วยตนเองตามหาน้องชายที่หายตัวไป แม้จะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งและใช้กำลังกันเเรงๆระหว่างเธอกับพวกนายคง แต่พวกมันก็ไม่เคยทิ้งเธอไปไหนเลย ความผูกพันมาหลายปี เหมือนพี่น้องจริงๆก็ไม่ปาน เเล้วเหตุไฉน คนอย่างนายสัณฑ์ถึงเอาตัวทั้งสามคนไปได้ง่ายๆ มันเป็นปริศนาให้เธอต้องได้ครุ่นคิดต่อไปอีก

ขบวนเริ่มเดินขึ้นเนินลาด เข้าสู่ชายดง ทุ่งดอกไม้อันสวยงามอยู่เพียงเบื้องหลังแล้ว นายหมอให้คนไปเอาดอกเสลาสีสวยสดชื่นใจมากำนัลแก่คนรัก ทำเอาเธอหน้าบานลืมเรื่องเคืองไปชั่วขณะ พื้นดินเปียกและลื่นมาก คู่รักคู่ใหม่ต้องเกาะพยุงกันไป โดยมีอภิรักษ์คอยเฝ้ามองคุณหนูของเขาไม่ห่าง หน้าที่เคยประคบประคองคุณหนู บัดนี้กลายเป็นผู้หญิงคนนั่นมาแย่งไป สายตาจากหนุ่มใหญ่จึงมีแต่ความเกลียดซังตามไปทุกระยะ

คนกิริยาหยาบกร้าน ไร้ความเป็นกุลสตรีเพียงสักนิดไม่ กลับมาได้คุณหนูอันสุภาพอ่อนโยนของเขาไป ไหนจะเรื่องความเจนจัดในศิลปะการต่อสู้ ขนาดล้มผู้ชายตัวโตๆได้ถึงสามคน หล่อนเป็นตัวอันตรายสำหรับคุณหนูของเขายิ่งนัก ไหนจะเรื่องทรัพย์สินในภายภาคหน้า ที่หล่อนจะมาพัวพันตามฐานะอีก มีแต่ความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจสำหรับอภิรักษ์ที่แอบสื่อออกมาทางสีหน้าและสายตา แล้วแต่ใครก็ตามจะทันมองเห็นมัน


ขบวนทั้งหมด เคลื่อนเข้าสู่ดงสน อันยืนต้นพอห่างเกือบเป็นท้องทุ่ง ออกจากที่ทึบดงมีร่องรอยการตัดทางจากพวกเด็กหนุ่มเหยี่ยบย่ำผืนหญ้าจนเป็นทางที่นำหน้าไปไกลแล้ว ทุกระยะต้นไม้ใบหญ้าถูกปราบจนเรียบ กุยทางให้พวกตามหลังได้เดินอย่างสะดวก แต่ก็ยังมองไม่เห็นหลังของพวกนั้นเลย เสียงพูดคุยเงียบไป หลังหญิงสาวเริ่มตั้งใจเดินมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างตั้งหน้าเดินด้วยจังหวะสม่ำเสมอ และเหมือนจะก้าวไปด้วยฝีเท้าปกติ เกตุแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนักกีฬา ก็เล่นเอาหอบเหมือนกันเพราะเดินกันบนพื้นที่สูงเหนือระดันน้ำทะเลไปมาก แต่เมื่อเทียบกับการเดินของพี่หมอแล้ว เธอเลยฮึดขึ้นมาได้อีก

“พี่หมอดูแข็งแรงจังเลยนะค่ะ น้องเสียอีกเริ่มเหนื่อยเอ๊าเหนื่อยเอา”

เอาผ้าซับเหงื่อเเทบไม่ทัน ตาขึ่งๆนั่นมองและสังเกตว่าเขายังคงกระชุ่มกระซวยเกินคาด ทั้งที่เดินมานานมากว่าชั่วโมงและแสงแดดยามใกล้เที่ยงออกเเรง คนเจ้าสำอางยังคงมองนกมองไพรข้างทางได้เป็นปกติ พวกคนพื้นเมือง เดินนำไปอย่างเงียบๆ สองคนเร่งฝีเท้าตามไปโดยทอดระยะ ห่างเล็กน้อย พวกที่คุมอยู่ท้ายขบวนก็คือหาญศึกกับลูกน้อง นักรบแห่งกองทัพไทย บัดนี้ได้คืนปืนเอชเค ที่ติดตัวมาให้ทหารกะเหรี่ยงไปแล้วเพื่อลดความกดดันไม่ไว้วางใจกันออกไป จ่าแจ๋วเป็นคนแรกที่ไปสุงสิงพูดจาเล่นหัวกับพวกคนพื้นเมืองทั้งหลาย ซึ่งเดินกันไปก็สนทนากันไปพลางเป็นที่สนุกสนานรื่นเริงเหล่านั้น ตาสุกใสเป็นประกายทั้งคู่ กราดคมไวไปรอบด้านอย่างตื่นพร้อมด้วยสัญชาตญาณเจนไพร

มีร่างเล็กโผล่พรวดออกมาจากพงข้างทาง

“ว้าย! นั่น น้าทองปาโผล่ออกมาเงียบๆไม่ให้สุ่มให้เสียงอีกแล้วนะ! ระวังหนูจะทำปืนลั่นให้สักวัน!”เกตุเริ่มดุขึ้นมา
“ผมตามเอาอาหารไปให้พวกนายคงครับ พวกเขาลืมกระเป๋าเอาไว้เลยยังไม่ได้กินอะไรเลยมาตั้งแต่เช้า ผู้กองกับจ่าเป็นห่วงเลยช่วยหิ้วมาให้”คนพูดน้อยพูดได้แค่นั้น
“เดี๋ยวก็เที่ยงหยุดพักกินข้าวกัน”หมอกฤษณ์ยังคงยิ้มได้ตามปกติ จนทองปายังพิศวงเพราะเขาเองก็เหงื่อเเตกพลั๊กเหมือนกัน“ขอเชิญผู้กองกับทุกคนมากินข้าวด้วยกันนะครับ ผมจะเชิญคุณสัณฑ์มาด้วยเลย มีอะไรผิดข้องหมองใจกันจะได้พูดกันเลย ผมจะเป็นคนกลางให้”
“พี่หมอจะให้นายนั่น มาร่วมวงด้วยหรือค่ะ!”ผู้หญิงตาขวางเพราะอากาศร้อนหันมาแว้ดใส่“ไม่เห็นเหรอ ว่าน้องโดนรังแกมายังไง เดี๋ยวนายสัณฑ์ก็มาทำบ้าๆกับน้องต่อหน้าทุกคนอีกหรอก”คุณหมอแอบยิ้มหัวในเรื่องไม่เป็นเรื่องของเพื่อนและคนรัก“ให้คุณสัณฑ์มากินข้าวด้วยกันนะ พี่หมอจะได้ตรวจสุขภาพของเขาไปด้วย รู้สึกสังหรณ์ในใจชอบกล”


“เชอะ ปล่อยให้อดข้าวตายไปเลยก็ดี ส่วนนายสัณฑ์หุ่นผอมๆอย่างนั้นปล่อยให้ตายเป็นเขียดแห้งกลางแดดไปเลยนะ น้องอยากสมน้ำหน้านัก”

“เมื่อกี้ ทองปาไปสำรวจทางข้างหน้ามา”หาญศึกคนที่เงียบมาเกือบตลอดได้เปิดปากพูดบ้าง เเต่เขาพยายามสื่อสารกับหมอกฤษณ์ แล้วเลี่ยงจะสบตากับหญิงสาว“ทองปาบอกว่านายสัณฑ์ กับพวกนายคงกำลังสำรวจแหล่งน้ำกับหาที่พักในป่าข้างหน้า แต่แหล่งน้ำเป็นพิษดื่มไม่ได้ ทองปารู้แค่นั้นเลยรีบกลับมาเตือนพวกเราก่อน ว่าอย่าไปแตะน้ำในป่านี้เด็ดขาด”

ยอดคุณหมอขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากเขา

“อือม์ คุณสัณฑ์มักมีอะไรลึกลับ ปิดบังผมอยู่เสมอ พวกคนพื้นเมืองของผมก็เช่นกัน เจอเรื่องอะไรร้ายๆก็ยังไม่ค่อยมาบอกผมเลย เดินป่าร่วมกับกันมาเป็น ปี ๆ ยังทายไม่ถูกว่าพวกเขาจะทำอะไรหรือมีจุดประสงค์อะไรอยู่ที่ไหน แต่ทุกคนก็หวังดีกับผมมาตลอดมาหลายปี จนผมหมดความคลางแคลงในใจไปนานแล้วครับ ถ้าพวกคุณหาญศึกเห็นเขาทำอะไรแปลกๆ ก็อย่าใส่ใจเลยครับ คุณสัณฑ์กับพวกเป็นคนแปลกแบบนี่เอง แต่คนที่เดินป่าอันตรายแถบนี่มาอย่างปรุโปร่ง และกล้านำทางเสี่ยงตายก่อนให้ก็คงมีแต่พวกเขาเท่านั้น”

“คุณหมอไม่ยักบอกให้เรารู้ตัวล่วงหน้าสักนิดว่า ว่าพวกเราเข้ามาในดงกับระเบิดกันแล้ว เมื่อกี่ลูกน้องผม เขาก็ไปเจอมา ดีที่ไม่ไปตายเสียก่อน หลงคิดว่า เราเดินเที่ยวชมป่าธรรมดากัน”หาญศึกเเอบบ่นกับคนเป็นน้องเขย
กฤษณ์ชะงักนิดหนึ่ง พยักหน้า
“ผมขอโทษคุณหาญศึกด้วยนะครับ ผมลืมบอกลืมย้ำไป”
คุณหมอน้องเขยพูดช้าด้วยสีหน้าเศร้า เพียงเท่านี้หาญศึกก็นึกเรื่องสำคัญจากเมื่อวานมาได้ทันที“ผมต่างหากที่ลืมไป”เขาต้องเป็นฝ่ายิ้มเก้อมาบ้าง“วันก่อนออกเดินทางหมอเคยเตือนไว้แล้วว่าเส้นทางของเรามันเต็มไปด้วยกับระเบิด เวลาเดินทางอย่าออกนอกเส้นที่พรานนำทางกำหนดไว้ แต่ผมดันสั่งให้คนออกไปเองโดยพละการเอง เกือบไปแล้วไหมล๊าทองปา”นายทหารเดินเข้าไปชิด แล้วพูดจาเบาๆสร้างความคุ้นเคยกัน หมอร่างบางเพียงเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่อยู่แวบหนึ่งก่อนพูด

“เราต้องเดินตามรอยเท้าของคุณสัณฑ์เข้าไว้จึงจะปลอดภัย ความจริงเมื่อคราวก่อนผ่านมาทางนี้ กับระเบิดก็ถูกรื้อถอนไปหมดแล้ว แต่มีคนมาวางใหม่อีก สามสี่ปีก่อนสมัยที่ผมมาเดินป่าใหม่ๆ ผมแทบไม่กล้าออกห่างหลังคุณสัณฑ์เลยครับ ทุกวันนี้ก็เหมือนกันเผลอไม่ได้ ผมพยายามจะเจรจากับกองกำลังทุกฝ่ายให้หยุดใช้กับระเบิดสังหารบุคคลเสียทีเพราะมันผิดต่ออนุสัญญาเจนีวา แต่ก็ยังไม่คืบหน้าเลย ป่าแถบนี้ได้ชื่อว่าเป็นป่ามรณะมาหลายปีแล้วครับ พรานถ้าไม่ชำนาญจริง ๆ แล้วก็จะไม่กล้าออกเดินอย่างเด็ด ขาด แม้เเต่สัตว์ป่าก็ยังอยู่แถวนี่ไม่ได้ จะมีก็เเต่พวกนก ลิงและสัตว์เลื่อยคลานเท่านั้น แต่ไหนแต่ไรมา ก็มีผมและคนของผมเท่านั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ คนต่างถิ่นแปลกหน้าจะไม่แผ้วพานเข้ามาเลย หรือถ้าจะเข้ามาก็ต้องอาศัยพวกเราอย่างที่คุณหาญศึกทำเช่นในตอนนี่เลยครับ”

“ที่นี่เป็นเขตสงคราม แบบนี้นอกจากอันตรายจากกับระเบิดแล้วเราอาจจะเจอ พวกทหารป่ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแบบเมื่อเช้าได้ทุกเมื่อ”หาญศึกกล่าวทิ้งท้ายด้วยความคิด






“หา! นี่ไม่ใช่พวกชาวบ้านมาหาของป่าอย่างที่พี่หมอบอกหรอกเหรอ”

เกตุลืมตาโต ร้องออกมาดังลั่น เพราะผิดสังเกตในบางสิ่งที่เธอเห็นมาเมื่อเช้าแล้ว ชี้นิ้วไปที่รอยบนพื้น รอยเท้าคนมากมายบนฝุ่นหนาทำให้เห็นได้ชัดเจน รอยเท้าปริศนาอันนำหน้าชาวคณะฯมาทุกระยะ พอถามหมอกฤษณ์ก็ต้องยิ้มเก้อเพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจ
“ที่นี่ไม่มีชาวป่ามาออกหากินหรอกครับนายหมอกับนายหญิง”
เต๊อะช่วยตอบให้
“รอยเท้าที่เห็นย่ำไว้เป็นเทือก ต้องเป็นของทหารกับพวกลูกหาบแน่นอน จะมีพวกไหน นอกจากเรากับพวกทหารมาเดินแถวนี่ได้”เขาเพียงเดาไปตามเรื่อง
“ถ้างั้น เราก็มีสิทธิ์โดนลูกหลงแบบเมื่อเช้าได้ทุกเมื่อนะสิ ได้ยิงกันจนป่าแตกอีกแน่” เกตุพูดอย่างไม่อยากจะตื่นกลัวอีกแล้ว มองดูปืนข้างเอวของตนแล้วต้องขมวดคิ้วจนย่น เห็นท่าจะต้องเอา มัน ออกมาใช้ก็คราวนี้
“ไม่ใช่ครับนายหญิง”เล่าอูหันหลังมาเพราะได้ยินเสียงพูดคุยกัน “นี่เป็นรอยเท้าของพวกพระธุดงค์ ดูให้ดี ว่าเป็นรอยเท้าเปล่าไม่ใช่รอยคอมแบตทหาร และพวกชาวป่าเขาไม่ออกมาหากินป่าแถวนี้หรอกครับ มันอันตราย”
“ปาดโธ่! แล้วก็ไม่บอกแต่แรกด้วย ปล่อยให้เราลุ้นตกใจอยู่ได้”หนุ่มกะเหรี่ยงต้องทำทีแก้เก้อมาบ้าง เล่าอูชำนาญการเดินป่าแทบนี้มานานแล้วคำพูดของเขาจึงมีน้ำหนักมากกว่า
เนลอญจุ๊ปากลั่น“ทหารป่าไม่ใช่ทุกคนจะพูดจากันรู้เรื่องเหมือนผู้พันนะเคามวยเสียเมื่อไหร่ เราระวังตัวเองไว้ก่อนเป็นดีที่สุด”ขยับลูกเลื่อนตรวจดูกระสุน แล้วเหน็บปืนเข้าซองปืนที่เดิม”
“พวกพระธุดงค์มีอยู่แถวนี้จริงๆด้วย”หญิงสาวเอ่ยออกมา ด้วยสีหน้าแววตาแข็งๆ“น้องไม่ได้ตาฝาดไปคนเดียวจริงๆ พี่หมอ พวกพระธุดงค์ต้องมาดักพวกเราแน่เลย”
“เหลวไหลน่าเกตุ”เขาต้องขมวดคิ้วทันที “ท่านไม่มีอันตรายกับใครเขาหรอกนะถ้าเจอพวกพระธุดงค์ท่าน พี่หมอจะให้เราไปกราบขอขมาเพราะพูดไม่ดีไว้ มันเป็นสิ่งไม่ดีนะที่เราไปคิดกับนักบวชอย่างนั้น”
“น้องไปเดินกับน้าเล่าอูดีกว่า”เกตุลอยหน้า“เผื่อจะเจออะไรที่มันตื่นเต้นบ้าง ขี้เกียจฟังพี่หมอบ่น”ว่าแล้วก็เดินเลี่ยงพี่หมอนำหน้าไปหาเล่าอู
“เดี๋ยว รอด้วย ฉันไปมั่งซิ”

เกตุร้องมาเร็วปรื๋อหหลังเห็นพวกเล่าวู นายตะบันสองพี่น้องกำลังรุมใช้มีดเดินป่าขุดขุ้ยอะไรบางอย่างขึ้นมาจากรูดินข้างทาง แล้วเธอก็ต้องร้องกรี๊ดลั่นกระโดดเหย่งออกมา ในมือของคนหนึ่งมีแมงมุมตัวขนาดใหญ่โตมาก ตัวสีดำทะมึน ขาของมันยังพยายามไขว้คว้าในอากาศ จะหาทางออกจากอุ้งมือ หลายคนรีบวิ่งไปดูเปลี่ยนบรรยากาศการเดินที่เงียบเหงาให้ครึ่กคักขึ้นมาบ้าง

“ตัวบึ้งครับ พวกชาวป่าเขาชอบมาปิ้งไฟกินกัน”
“วิเศษสุด! ตัวบึ้งเอามาย่างกิน ขบเคี้ยวมันอย่าบอกใครเซียว”จ่าแจ๋วที่เงียบไปนานร้องออกมาอย่างใคร่จะกินด้วย
“ตายแล้วจะกินเข้าไปได้ยังไงกันน่ะ แมงมุมยักษ์ตัวตั้งเบ้อเร่อ”
“เอ๊ะ! แมงเนี่ยเหรอผมเคยกินอร่อยดีด้วยนะ”
หาญศึกจากที่เงียบมาตลอดก็หัวเราะ เดินมาทันทุกคน
“ยี้ สกปรกกินเข้าไปได้ยังไงน่ะ”

ชั่วโมงเศษผ่านไป ป่าดงดิบที่เคย เริ่มโปร่งโล่ง คณะฯเข้าสู่ป่าแพะอันแดงโกร๋นหญ้าคาสากคม ลู่ตามแรงลมอ่อนเป็นคลื่นไสว เล่าอูหยุดยืนสังเกตรอยเท้าคน เป็นเทือกนำไป ซึ่งเป็นรอยเท้าของพรธุดงค์แน่นอน เล่าอูบอกให้ทุกคนทราบว่าเป็นพระธุดงค์ไม่ต้องตกใจ ยกเว้นแต่หญิงสาวที่ทำท่าไม่สบอารมณ์ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า พระ อยู่บนทางข้างหน้า

“เรายังไม่ได้เข้าเขตป่าลึกอีกหรือคะพี่หมอ ดูป่าข้างหน้ามันโล่งๆพิกล”
เกตุเปรย กวาดสายตาสองข้างทางเดินผ่านไป ลักษณะของหล่อน เริ่มจะไม่อยู่ในอารมณ์ตื่นเต้นเป็นสุขกับธรรมชาติอันเป็นดงเถื่อนรอบด้านอีกแล้ว
เสียงกฤษณ์หัวเราะอยู่ในลำคอ แล้วก็ตอบมาว่า
“เรากำลังบ่ายหน้าไปทางชายแดนไทยอยู่นะ ไม่ได้เข้าป่าลึกเสียหน่อย”
พร้อมกับพูด กฤษณ์ชื้มือไปยังเขาหัวโล้นสัญลักษณ์ป่าเมืองไทย ที่ทุกคนกำลังมุ่งตรงไป


บางช่วงเหมือนจะเข้าไปใกล้เขตชายแดนไทย เห็นป้อมตำรวจชายแดนอยู่บนยอดเนินเขาหัวโล้นลูกหนึ่ง ธงชาติไทยบนยอดเสาเด่นตาแต่ไกล
“เรากลับเข้ามาในฝั่งชายแดนไทยแล้วนะ เพราะเราเดินไปตามแนวตะเข็บ ชายแดนมาตลอด”

เธอมองตามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจากความร้อน พวกพลเป้ยังสามารถโบกมือทักทายตำรวจบนป้อมยามได้อย่างอารมณ์ดี แต่พวกนั้นยังคงหลบอยู่ใต้ชายคาเพราะอากาศมันร้อนอบอ้าวมาก ใบหน้าของหญิงสาวนั้นกลับแดงก่ำเพราะความร้อน เหงื่อไหลซึมทั่วใบหน้า ทำให้เกิดอาการพาลโมโหได้ง่ายๆ
“มิน่าถึงได้แห้งแล้งกันนัก ที่แท้เรายังไม่ได้ออกจากรัศมีป่าเมืองไทยเลย ยังไม่ได้เข้าป่าของพม่าเลย เรายังอยู่ในเขตป่าเสื่อมโทรมของประเทศไทย”หล่อนบ่นลมๆแล้งๆไม่ได้ตั้งใจพูดกับใคร

ตลอดเวลาตั้งแต่ออกเดินทางมา บนพื้นมีแต่เป็นฝุ่นหนา ลมทุ่งโชยมาทีต้องหาผ้ามาบังจมูก มีรอยเท้าเปล่าของคนจำนวนมากเดินลุยผ่านนำไปก่อนเสมอ รอยลึกเพราะฝุ่นหนาเห็นชัดเจน เป็นรอยเท้าของพระธุดงค์อย่างไม่ต้องสงสัยอีก นอกจากนี้ยังพบรอยเลื้อยตัดผ่านทางอยู่บ่อยๆ พี่หมอบอกว่ามันเป็นรอยของงู นอกจากไม่ปรากฏร่องรอยของสัตว์ชนิดใดแผ้วพานมาให้เห็นทั้งสิ้น นักกีฬาสาวดื่มน้ำเข้าไปมากจนเกือบจะหมดกระติกแล้ว แต่สังเกตพี่หมอหรือคนอื่นจะดื่มน้ำน้อยมากทั้งที่อากาศมันร้อนจัด อากาศที่ทวีความระอุอบอ้าวขึ้นทุกขณะ ท้องฟ้าโปร่งโล่ง เมฆบางตา แสงแดดแผดเผาลงมาเกือบจะตรงหัวและความเหนื่อยจากการเดินมันเหมือนจะรุมเล่นงานเธออยู่คนเดียว ส่วนพี่หมอเจ้าสำอางกลับยังยิ้มได้ ยังเฉย ๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย ฝีเท้าทุกก้าวย่างคงได้ระดับอยู่เหมือนเดิม ในขณะที่ยอดนักกีฬารู้สึกเหนื่อยล้าไปทุกที เนินเขาที่ตั้งของพวกตำรวจอยู่ลับหลัง ไกลออกไปทุกทีแล้ว ศักดิ์ศรีของนักกีฬาทีมชาติทำให้อึดสุดใจ ไม่ยอมปริปากบ่น ขนาดพี่หมอยังทนได้เกตุคิดอย่างนั้นจริงๆ ภายหลังจากคนพื้นเมืองทั้งหมดหยุดยืน คอยท่าอยู่ที่แอ่งน้ำมวกใต้ต้นไม้ตายซากต้นหนึ่ง ความร้อนทำให้พวกเขาสนใจน้ำเย็นๆ เกตุออกเดินนำรีบไปดู ผิวแก้มทั้งสองของหล่อนแดงปลั่ง เหงื่อเกาะพราวไปตลอดทั้งใบหน้า

“ทำไมไม่ดื่มกินกันก่อนละ ไม่เห็นจะต้องรอขออนุญาตจากพี่หมอก่อนเลย”
หล่อนบ่น
พรานเล่าอูเพียงยิ้ม ๆเห็นฟันเหลืองอ๋อย

กฤษณ์รีบเดินมาถึง หยิบเครื่องมือบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามาวางลงพื้นทันที แอ่งน้ำธรรมชาติกว้างประมาณสองเมตร สีขาวเหมือนน้ำนม แค่ยืนอยู่ใกล้ๆก็สัมผัสความเย็นชื่นใจได้ จนหญิงสาวต้องรีบก้มลงจะเอามือวักน้ำล้างหน้า
“อย่าครับนายหญิง”เล่าอูห้ามคว้าข้อมือทัน
“ทำไมละ”หล่อนชักฉุนขึ้นมาก่อนที่จะทันมือกวักน้ำขึ้นมา
“น้ำนี่อาจมีสารพิษปะปนอยู่”หมอกฤษณ์ตอบแทนเล่าอูมาอย่างเคร่งขรึ่ม
ในมือของเขามีหลอดใสอันหนึ่ง ตักน้ำขึ้นมาหยดสารเคมีบางตัวลงไปเขย่าๆจนเปลี่ยนสี แล้วเมี่ยงมองสังเกตความเปลี่ยนแปลงอยู่เพียงอึดใจ
“น้ำมีสารพิษประเภทยาฆ่าแมลงอย่างเข้มข้นอยู่”
“อะไรนะ!พี่หมอ”เกตแทบตกตะลึง หายใจเข้าออกปากแทบไม่ทัน
“แถวนี้มันเป็นเขตสงคราม แหล่งน้ำส่วนใหญ่ถูกวางยาไว้หมดแล้ว จะกินจะใช้ไม่ได้เลย ทหารป่ามันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเข่นฆ่าศัตรู แม้คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็เลย ก็พลอยอาจซวยโดนลูกหลงไปด้วยทุกเมื่อ ไม่ต้องพูดถึงพวกสัตว์ป่าว่าจะอยู่กันยังไง”เล่าอูอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

พวกหาญศึกเดินตามมาถึงต้องเกิดสีหน้าเหม่นทันทีเพราะอยากจะได้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนี่บ้าง หมอกฤษณ์หยิบเอาผ้าเย็นออกมาซับหน้าให้เธอคลายร้อน กระเป๋าของเขามีเครื่องทำความเย็นขนาดเล็กไว้เก็บยาบางประเภท แล้วส่งน้ำดื่มเย็นๆจากแหล่งเดียวกันมาให้“ต่อไปนี้น้องจะดื่มน้ำได้เฉพาะที่พี่หมอเตรียมไว้ให้นะ”เกตุต้องกลืนน้ำลายอึกพี่หมอของเธอต้องอยู่กับเรื่องพวกนี้มาตลอดได้ยังไงนะ”

ทั้งหมดหยุดพัก ผ่อนลมหายใจอยู่ข้างบ่อนั่นเอง กฤษณ์ส่งกระป๋องอ็อกซิเจนมาให้คนรักสูดดม แล้วบอกให้คนอื่นทำตามบ้าง ในกระเป๋าของทุกคนมีอ็อกซิเจนบรรจุอยู่แล้ว แต่ทุกคนยกเว้นหญิงสาวยังแช่มชื่นกันดีอยู่ ไม่มีเค้าว่าเหงื่อจะออกด้วยซ้ำ ขนาดหาญศึกกับพวกยังหายใจหอบยาว นั่งพักขากันแล้ว

การเดินเริ่มขึ้นอีกครั้ง มีเวลาอีกไม่ถึงสามสิบนาทีก่อนจะเที่ยง เห็นไม้เล็กแห้งโกร๋นแดงข้างหน้า แล้วทิศที่กำลังจะมุ่งไปมีแต่ไอแดดระยับ มองไปทางไหนก็มีแต่ความแห้งแล้งกันดารแล้วหญิงสาวต้องเหนื่อยอ่อนในหัวใจทันที เธอเริ่มงอแงตามประสาเพศออกมา ป่าไม่ได้สมบูรณ์ทั้งหมดอย่างที่เธอเข้าใจเสียแล้ว กฤษณ์หัวเราะหึๆมองดูเธอ จนเกตุต้องร้อง เอะ ลากยาวสะบัดหน้ามามองอย่างไม่พอใจ ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำจากความร้อน


“เกตุน้องไม่ได้เปิดสวิสเสื้อควบคุมอุณหภูมิสินะ”เขาวิสาสะเปิดให้เสียเองที่หน้าอกเสื้อ“เสื้อกั๊กข้างในสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ พี่จะเปิดไปที่ ๒๐ องศานะ”“เอาเปรียบกันนี่ เล่นเอาตู้น้ำเย็นติดหลังมาด้วย เลยเดินอ้าว ๆ ปล่อยให้น้องกระหายน้ำแทบตาย ทุกคนก็ด้วยเอาเปรียบน้องอยู่คนเดียว” เกตุพูดอย่างพาลจัด

“พี่หมอใจร้าย! ทุกคนใจร้าย!ที่สุด มีเสื้อแอร์ใช้กันสบายใจเฉิบ มิน่าถึงได้เดินตัวปลิวกันนัก เอาเปรียบรังแกล้งน้องให้ร้อนอยู่คนเดียว”เริ่มออกอาการหงุดหงิด เสียงดังและพาลรี่พาลขวางตามนิสัยเสียดั่งเดิม
“เกตุจ้ะ”เขาพูดเสียงเย็นเข้ามาปลอบประโลม ไม่ร้อนตามเธอ“เมื่อเช้าพี่หมอเอาคู่มือการใช้เสื้อให้น้องอ่าน แล้วน้องอ่านมันหรือเปล่า”หมอแทบยิ้มไม่ออกก็คราวนี้
“เหรอค่ะพี่หมอ น้องลืมมันไปเลย”
จอมโวยวายต้องรีบปั้นหน้ายิ้มอย่างเอียงอายเพราะกระดาษคู่มือแผ่นนั้นเธอทิ้งไปแล้วอย่างไม่สนใจใคร่จะอ่านมันเลย
“เทคโนโลยีในชุดเดินป่าที่พี่สั่งตัดจากต่างประเทศ ทำให้เราสามารถเดินทางกันแม้ในอุณหภูมิร้อนจัดในตอนกลางวันหรือเย็นจนติดลบในตอนกลางคืน บริษัทที่เขาออกแบบมาให้ใช้ในการเดินทางในทะเลทรายเซียวนะ แต่ในป่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา ก็พอเอามาใช้ได้เหมือนกัน”
“จริงหรือค่ะพี่หมอมิน่ามันถึงได้แพงนัก”เริ่มยิ้มแก้เกี้ยวออกมา
“ทุกคนมีคนละหนึ่งชุด ยกเว้นพี่มีสอง เลยแบ่งให้น้องไปไงเสียดายพี่ไม่มีชุดเผื่อจะได้ให้พวกคุณหาญศึกด้วย พวกเขาคงลำบากมากเหมือนกัน”
“พี่หมอขี้สงสารคนจังนะค่ะ แต่ชุดหนึ่งแพงตั้งเกือบล้านแน่ะ”

ชุดทำความเย็นรวมทั้งเครื่องดื่มเกลือแร่ของพี่หมอทำให้หญิงสาวดีขึ้นทันตา ไม่โยเยอีก หมอกฤษณ์ให้นำน้ำเกลือแร่ทดแทนการสูญเสียเหงื่อและผ้าเย็นกับพวกหาญศึก ธาตุทรหดของทหารทำให้พวกนั้นคืนมาสดชื่นอย่างรวดเร็ว

เข้าไปสู่บริเวณหุบ อันเป็นเหมือนปากด่านเข้าสู่ป่าอย่างแท้จริง เหมือนเส้นแบ่งระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ต้นสักใหญ่ขนาดหลายคนโอบที่ชีวิตคนเมืองไม่เคยเห็นก็ต้องได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ความเย็นและอ็อกซิเจนจากต้นไม้มากมาย ทำให้ทุกคนปิดสวิสเสื้อควบคุมอุณหภูมิเพราะต้องสงวนพลังงานในแบตเตอรี่ เกตุรีบทำตามโดยไม่ต้องบอกอีก ต้นหญ้าวัชพืชสารพัดสูงเทียงขามากมาย ถูกฟันเปิดทางอย่างชัดเจนจากฝีมือพวกที่มาถึงก่อนหน้าแล้ว เกตุยังนึกโมโหถึงพวกนายสัณฑ์และลูกน้องไม่หาย บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่เห็นหน้าพวกนั้นสักที

สองฟากทางเป็นไม้ใหญ่ บนหลังคาป่าหนาทึบ มีเสียงนกไพรหากินอยู่ข้างบน เล่าอูปลดปืนออกจากไหล่ที่สะพายอยู่ลงมาถือไว้ในมือ ตะบันและจะงอยนักบู๊เก่าจากเผ่าว้าแม้มีของเถินเต็มหน้าหลัง หาญศึกกับลูกน้องเดินหน้าแซงขึ้นมา และคนข้างหลังก็สังเกตเห็นการผิดปกตินั้น ปลดปืนจากข้างเอวลงมาถือไว้บ้าง จะตามไปด้วย หมอกฤษณ์กระซิบบอกหญิงสาวให้มาเดินรวมกลุ่ม เกตุไม่ว่าอะไรกลับมาแต่โดยดี
“ทำไมพอเข้ามาในป่าแล้ว ทุกคนถึงทำเป็นเครียดไปหมด ทำไมไม่ยอมพูดคุยปรึกษากันบ้างค่ะ เมื่อวานก็แล้วโดนลอบยิงจนเกือบตาย มาคราวนี้น้องสังหรณ์แบบเดียวกันอีกว่าจะเกิดเรื่อง ถ้าหากมันจะเกิดอะไรขึ้นอีก ก็ขอน้องได้มีส่วนช่วยด้วยนะค่ะ อย่าคิดว่าน้องเป็นตัวถ่วงเลย”
“ไม่หรอกจ้ะพวกเขาคงสงสัยในอะไรบางอย่างในป่าข้างทาง ที่คุณสัณฑ์เขาทำทิ้งไว้ เลยรีบไปดุกันให้หายสงสัย แต่ถ้ามีเรื่องร้ายแรงขึ้นน้องก็ให้สังเกต สองหนุ่มหล่อดำขาวของเราเอานะ เนลอญกับเต๊อะอ่านรหัสพวกคุณสัณฑ์ได้โดยไม่ต้องให้เสียเวลามาบอกกัน แต่คราวนี้พี่หมอขอเดาว่าพวกเขาไปเจอเอากับระเบิดเข้า คราวที่แล้วผ่านมาก็เจอแบบนี่แหล่ะ พวกชาวป่าชาวดอยเขาไม่มาหากินแถวนี่ก็เพราะกลัวกับระเบิดสังหาร น้องก็จงอย่าเดินออกนอกเส้นทางที่พวกคุณสัณฑ์เขาวางไว้เด็ดขาดนะ
เป็นคำตอบนิ่มๆของคนหน้าขาวแต่แฝงสิ่งน่ากลัวเอาไว้ได้หน้าตาเฉยตามเคย
หล่อนค้อนขวับแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
เนลอญ ตาไวรีบชี้นิ้วไปยังพื้นห่างจากที่พวกเขาเดินไม่กี่ก้าว มีใบมะม่วงเขียวสดถูกไม้เสียบปักไว้ให้ดูเด่นตา มันเป็นรหัสที่นายสัณฑ์ทำทิ้งไว้ เล่าอูกับสองพี่น้องตะบันยืนยิ้มเหงือกแห้ง คอยท่าอยู่ตรงจุดนั้นก่อนแล้ว กฤษณ์เข้าใจทันทีกระซิบบอกกับเธอว่า ที่มีใบไม้ปักเอาไว้นั่นคือมีกับระเบิดฝังไว้ เล่นเอาหญิงสาวตาตั้งขนลุกเกรียวทันที ทางข้างหน้ายิ่งมีคนยืนคอยท่าคล้ายจะกันให้คณะเจ้านายข้างหลัง ให้ระวังอันตราย

แล้วยังมีการชี้ไปที่ไม้เล็กทรงพุ่มต้นหนึ่งขึ้นอยู่ข้าง ๆ ทาง มีด้ายแดงสีตัดกับใบไม้เขียวสด ห้อยย้อยลงมา เห็นชัดมาแต่ไกล สององครักษ์ยังชมเปาะว่าชายคนนั่นตาดีเหลือเกิน อธิบายให้ทราบว่านั่นคือการทำเครื่องหมายเตือนของนายสัณฑ์ ถ้าไม่มีเครื่องหมายบอกไว้ ไม่ใครก็ใครจะเดินทะเร่อทะร่าเข้าไปเจอระเบิดดักไว้แน่ เส้นลวดถูกขึ่งกับสลัก หากคนหรือสัตว์ไปเกี่ยว สลักหลุดแก็ปปะทุจะทำงานทันที พอเดินไปอีกก็เจอหลุมกว้างเกือบเมตรมัน มีควันลอยกรุ่นออกมาจากเนื้อดิน มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เวลานี่เอง

“หลุมนี่เกิดจากกลไกระเบิดทำงาน มันถูกฝังดินลึกเกินจะขุด คุณสัณฑ์เขามีวิธีทำให้ มัน ทำลายตนเองได้ ความสามารถพิเศษสามารถค้นหาระเบิดที่ฝังอยู่ตามพื้นดิน รวมทั้งลูกระเบิดแบบห้อยอยู่ตามกิ้งไม้ระดับบุคคลได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไร และยังค้นหาได้เร็วกว่าเครื่องค้นหาของทหารเสียอีก ความสามารถของเขานี่เอง ที่ช่วยให้พี่หมอเดินทางไปทั่วป่าเขา ทุกเขตแดนอันตรายได้ แล้วก็ยังมีน้าเล่าอู คุณตะบันกับน้องชายก็เก่งๆกันทั้งนั้น ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนฝากไว้กับเขา เกตุ ต่อไปนี้น้องต้องเคารพนับถือเขาให้มากนะ”
หล่อนเบ้ปากใส่ทันที“กับคนอื่นพอได้ค่ะ แต่นายเคราดำคนหน้าโจรน้องยอมให้ไม่ได้แน่”พูดเพราะยังโกรธไม่หาย
กฤษณ์แอบถอนใจแทนเพื่อนพูดมาขึ้นเบา ๆ
“คุณสัณฑ์เป็นคนขี้เล่นน่ะ อย่าไปถือสาเขาเลยนะ ชีวิตที่ต้องเสี่ยงตายอยู่บ่อยๆของเขา อาจทำให้เวลาว่างๆ คุณสัณฑ์ชอบเล่นสนุกไร้สาระไปบ้าง พี่หมอเองก็ยังโดนนิสัยอันไม่อยู่กะร่องกะรอยแบบนี่แกล้งออกบ่อยๆนะ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คุณสัณฑ์ได้ช่วยเหลือคนตั้งมากมาย ปีๆหนึ่งช่วยถอนทำลายกับระเบิดได้นับเป็นพันลูก ไม่ให้ใครต่อใครต้องมาเจ็บตายหรือพิการที่พวกเรามาได้ในป่านี่ได้อย่างปลอดภัยก็เพราะมีเขา น้องจงมองความดีตรงนี้นะ เขากล่าวถึงเพื่อนรักด้วยนัยตาชื่นชม
“แหมๆ สมเป็นพี่หมอที่มองโลกในแง่ดีตลอดเลยนะคะ นายนั่นอาจจะไม่ดีอย่างที่พี่หมอมองก็ได้ใครจะรู้”หล่อนกล่าวกึ่งประชด

ตูม!!...

ยังไม่ทันจะขาดเสียงของคุณหมอ ก็มีเสียงระเบิดสนั่นป่า ทุกคนถึงกับล้มตัวลงกับพื้นตามสัญชาติญาณ เศษดินและใบไม้ใบหญ้าปลิวว่อนก่อนล่วงลงพื้นแล้วตามมาด้วยเสียงตะโกนเอะอะดังมาจากทางข้างหน้า ทั้งหมดหยุดชะงักในทันทีนั้น ตะโกนถามไปด้วยภาษาพื้นเมืองโต้ตอบกันอยู่ครู่หนึ่ง
เนลอญก็หันมารายงานด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่ตื่นเต้นอะไร
“ไม่มีอะไรหรอกครับ นายสัณฑ์เอาระเบิดที่ถอนออกไปได้ ทำลายทิ้งที่เนินข้างหน้านี่เอง พวกนายคงก็อยู่ด้วยเลยสนุกกันใหญ่”
เส้นหางตาของนักเทควันโดต้องกระตุกอย่างแรง
“พวกมันยังสนุกอยู่อีกเรอะ เล่นแต่เรื่องแฝงๆเป็นอันตรายทั้งนั้นคอยดูท่าพลาดโดนระเบิดตายแม่จะหัวเราะสดุดีให้”
แล้วเกตุก็รีบปั้นสีหน้ายิ้มพร้อมกับหัวเราะเบา ๆบอกว่าไม่ได้โกรธอะไรพวกนั้นแล้ว ชวนเดินต่อ กฤษณ์ยิ้มอยู่ในอาการเรียบ ๆ เป็นปกติไม่ตื่นเต้นอะไรนัก

หนทางอันเป็นมอและมาบ สามารถมองในระดับราบไปเบื้องหน้าได้กว้างไกลขึ้น ฟูฟอนรากของต้นยวนผึ้ง สูงใหญ่หลายเมตร ค่ำยันลำต้นตรงดิ้งขึ้นฟ้า พื้นดินมีใบไม้เน่าทับถม พื้นที่ลงต่ำไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ไต่ขึ้นสูงและบางครั้งก็ลาดเทลึกลงไป ขวามือเป็นเหวลึก ซ้ายมือเป็นเนินของตีนเขาใหญ่รกชัฏไปด้วยป่าทึบ แสงตะวันยามเที่ยงมิอาจส่งแสงแรงกล้าลงมาในป่าทึบแห่งนี้ได้อีก เมื่อมีร่มป่ามาบดบัง ทั้งหมดมาหยุดยืนอยู่ใต้ต้นชมพู่ป่าเพื่อพักเที่ยง เมื่อมองขึ้นข้างบนยอดฉัตรของแมกไม้ที่สูงประมาณตึกสี่ชั้น ก็จะมองเห็นฝูกนกเงือกบินโฉบเป็นระยะ นาน ๆ ครั้งพวกชะนี หรือฝูงค่างก็ส่งเสียงเกรียวกราวอยู่บนยอดไม้สูง พอเห็นสัญญาณชีวิตแห่งป่าเหล่า หญิงสาวก็เกิดอาการชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ให้คนรักดู เห็นนกยูงเดินอยู่บนพื้นดินคล้ายจะเชื่อง หล่อนเลยจะตามไปดูไปถ่ายรูปลืมความเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาเสียงั้น แต่กฤษณ์ดึงแขนรั้งไว้เสียก่อน
“เกตุจ้ะ เรากำลังอยู่ในดงกับระเบิดกันอยู่นะ คุณสัณฑ์เขาทำเครื่องหมายไว้ให้เราพักเที่ยงตรงนี้เท่านั้น น้องอย่าออกนอกเส้นที่เขาวางไว้เด็ดขาด”
“เหรอค่ะ นายสัณฑ์คนนี้สำคัญมาก ขนาดชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้เลยนะ”ที่พูดไม่ได้กะจะเชื่อถือสักนิด




Create Date : 19 เมษายน 2553
Last Update : 20 เมษายน 2553 16:53:49 น.
Counter : 416 Pageviews.

1 comments
  
เยี่ยมๆๆ สนุกจริงๆๆ
โดย: ไม่บอกเขิล IP: 118.174.92.110 วันที่: 5 มีนาคม 2558 เวลา:13:26:12 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments