เมษายน 2553

 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
เจ้าชายหิ่งห้อยกับเจ้าหญิงเเสงจันทร์ บทที่ 3


เสียงพูดจาเอ็ดดังล้งเล้ง ยังคงออกมาจากในร้านดอกไม้ แสงเงาหลังม่านมูลี่มันบอกชัด ว่าชายสองคนที่กำลังฟัดเหวี่ยงกันอยู่ คนยืนอยู่นอกร้านต้องตัวสั่นเทา เพราะนึกภาพออกว่าทั้งสองคนว่าทำอะไรกันอยู่ ก่อนจะกระแทกประตูร้านเข้าไปดังโครม!
“คุณพ่อ!!...”
“อ้าวเฮ้ย!!”

สองชายสะดุ้งโหยง หันหน้ามาจนเหวอพร้อมกัน ต่อผู้บุกรุกอันคาดไม่ถึง สาวสวยร่างสูงระหงผู้บุกมายืนต่อหน้าทั้งสองคน ใบหน้าสะสวยของหล่อนบัดนี้กำลังโกรธกริ้ว ดวงตาเหมือนมีไฟสุม กัดฟันกรอด ตัวสั่นเทิ้มจ้องมา โดยเฉพาะหนุ่มร่างเล็กถึงกับสะท้าน เพราะเขาซึ่งกำลังกอดเอวของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของเธออยู่

“ปล่อยมือจากพ่อฉันนะ! เจ้าคนบ้า!”หล่อนตวาดลั่นปรี่เข้าไปกระชากแขนของบุญส่งออกมาทันที
“น แนนนี่เหรอ ล ลูกเอง”เจ๊โรสขยับปากพูดเสียงลอดออกมาอย่างยากเย็น
“เดี๋ยวๆครับคุณเข้าใจผมผิดแล้ว”บุญส่งร้องลั่น
“เข้าใจผิดเรอะ นี่แน่ะ!”

เพี้ยะ!!

เหวี่ยงฝ่ามือตบไปที่ใบหน้าของบุญส่ง ดังฉาดใหญ่ จนหน้าหัน ร่างของเขาเซไปติดผนังกระจกทันที
“อย่าทำอะไรเขานะ! ลูกแนน”
“หนูจะจัดการเจ้าผู้ชายหากินคนนี่เอง ปล่อยหนูนะ!..”
“หนูเข้าใจพ่อกับเขาผิดเเล้ว!”
เจ๊โรสหรืออดีตชื่อนายอภิรักษ์ เอาตัวเข้าบังบุญส่งเอาไว้ แล้วยื้อยุดฉุดแขนของลูกสาวตนเองทันที บุญส่งเห็นท่าไม่ดี รีบกระเทิบร่นไปอยู่ที่มุมห้อง แต่ร้านมันก็แคบไป แนนนี่ยังจะเอื้อมมือเข้าไปเล่นงานเขาได้อีก

“พ่อใจร้าย! ทิ้งพวกเรามาอยู่กับผู้ชายคนนี่เอง รู้มั้ยหนูตามหาพ่อมานานแค่ไหน”ร้องไห้ไม่หยุดเพราะร่างใหญ่บังไว้ เธอจะพุ่งเข้ามาทำร้ายหนุ่มส่งดอกไม้ให้ได้ จนเขาต้องห่อตัวจนมุมอยู่ตรงนั่นเอง

“หยุดวู้วามได้แล้ว!...ลูกแนน พ่อบอกให้หยุด!”

ก้มไปคว้ารองเท้าส้นสูง เขวี้ยงไป บุญส่งหลบทันแต่ก็เล่นเอาใจหายวาบ ส้นแข็งกระแทกฝากระจกจนบิ้นทันที เจ๊โรสเห็นท่าไม่ดีเหวี่ยงแขนลูกสาวออกไป ร่างบางนั่นเซตามแรง

ใบหน้าอันมีแต่ความโกรธความน้อยใจ ทำเสียง หึ หนักๆหันมาด้วยน้ำตา

“พ่อรักมันมากนักใช่มั้ย!”

“มัน ไม่ใช่อย่างนั่นนะลูก พ่อไม่ใช่...”โบกมือปัดไปก็เท่านั้น โรสหรืออดีตก็คือนายอภิรักษ์ ต้องยกมือกุมขมับแทน เพราะจนปัญญาจะพูดแก้ต่างให้ตนเอง ทั้งที่ตัวก็เคยเป็นทนายมาก่อน

“หนูเกลียดพ่อ เกลียดเจ้าคู่ขาเกย์ของพ่อด้วย ฮือ...”หล่อนร้องจนเสียงแหบหายเข้าไปในลำคอ น้ำตาไหลพรากด้วยความน้อยใจ เเนนนี่อัดอั้นมาหลายปีแล้วเพราะไม่ได้เห็นหน้าพ่อมานาน กับสาวประเภทคนนี่คนที่ได้ชื่อพ่อของเธอเอง

“ใจเย็นๆก่อนลูกแนนเรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดนะ”ขยับเข้ามา ค่อยมาแตะตัวลูกสาว แนนนี่ปัดมือออกดังเพี๊ยะ“ยังจะจำได้อีกเหรอ ว่าหนูเป็นใคร! พ่อจากบ้านมากี่ปีแล้ว เด็กหนุ่มคนนี่สำคัญกว่าหนูกับแม่มากนักเรอะ ถึงได้ปกป้องมันนัก รู้มั้ยว่าหนูกับแม่รอคุณมานานแค่ไหน แต่คุณกลับหนีมาเสพสุขกับเจ้าคนนี้ พ่อใจร้ายที่สุด!”

“เรื่องนี่พ่ออธิบายได้นะลูกแนน พ่ออธิบายได้จริงๆ”น้ำเสียงของคนเป็นพ่อต้องกล่ำกลืน

อดีตหัวหน้าครอบครัวของลูกเมียยืนหันหลังให้ พยายามจะป่ายเช็ด ปัดรองพื้นและขนตาปลอมจากหน้าเพราะอับอายคนเป็นลูกสาวยิ่งนัก บุญส่งแอบวิ่งหนีหายออกไปแล้ว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ๊นายเดินกลับออกไปรอที่รถ ปล่อยให้สองพ่อลูกยืนนิ่งอยู่เพียงลำพังสองต่อสอง แม้เวลาจะเป็นเพียงไม่กี่นาทีแต่เหมือนจะสร้างความอึดอัดให้กับทั้งสองคนยิ่งนัก

อภิรักษ์หรือนาม เจ๊โรส ในปัจจุบันต้องผ่อนลมหายใจแรงก่อนพูด“ลูกโตขึ้นและสวยขึ้นมากนะ แล้วแม่เขาล่ะเป็นยังไงมั่งสบายดีไหม”

ใบหน้าสวยนั่นมีดวงตาและจมูกถอดแบบมาจากคนเป็นพ่อ พูดด้วยเสียงสั่นเครือ ทั้งจ้องมองแผ่นหลังนั้นด้วยยังไม่คลายอารมณ์“พ่อไม่ได้กลับบ้านมากี่ปีแล้ว! เคยไปมองหน้าแม่บ้างมั้ยว่าแม่เป็นตายร้ายดียังไงบ้าง พ่อเอาแต่มากกมากอดผู้ชายอยู่ในซอยสลัมนี่เอง รู้มั้ย หนูพยายามตามหาที่อยู่ของพ่อมานานแค่ไหนแล้ว”อารมณ์ต่อว่าต่อขานของคนเป็นลูกสาวยังไม่หมด จนคนเป็นพ่อต้องรวบเอาตัวมากอดพูดปลอบโยน

“พ่อก็แวะไปเยี่ยมเราอยู่ออกบ่อยๆนี่ น้อยใจอะไรกับพ่ออีก เงินทองทรัพย์สินพ่อก็ทิ้งไว้ให้ตั้งเยอะแยะ ลูกกับแม่คงไม่ลำบากใช่ไหม”

“หนูกับแม่ไม่ต้องการ เราต้องการพ่อมากกว่า กระซิกๆ แม่อยากเห็นหน้าพ่อมากรู้ไหม”เธอเริ่มอ่อนระโหยลง

“สามีใหม่ผู้ชายคนนั่นของแม่เรา เขาเป็นไงบ้าง เขาไม่ได้รังแกลูกของพ่อนะ ถ้าหากเขาไม่ดีละก็ ลูกแนนจะย้ายมาอยู่กับพ่อก็ได้นะ”เสียงพูดของเขาคือเสียงผู้ชายแท้ ไม่ได้บิดดัดเสริมจริตจะก้านอีก

“แม่ไม่ได้แต่งงานใหม่เสียหน่อย พ่อเข้าใจแม่ผิดไปเอง”เดินเข้าใกล้แล้วสองแขนก็โอบกอดกับเอวของพ่อกระชับเเน่นอย่างโหยหามานาน“แม่ยังรักและรอพ่ออยู่คนเดียว พ่อต่างหากที่ผิดต่อพวกเรา ไม่ยอมคืนบ้านเสียที”

น้ำเสียงของคนเป็นลูกสาวเย็นลงไปมาก พอไม่เห็นหน้าหนุ่มส่งดอกไม้ ก็เริ่มได้สติ กวาดตามองเห็นโต๊ะ เก้าอี้ ช่อดอกไม้ล้มยุ่งเหยิง เธออาละวาดเอากับพ่อเสียแรงทำให้ร้านเสียหาย

“แล้วลูกไม่อายใครต่อใครเขาหรอกเหรอ ที่มีพ่อเป็นกระเทย”ร่างใหญ่ที่เป็นหลักพึ่งพิงให้กับลูกสาวพูดเสียงเย็นเรียบ“พ่อยอมหลีกทางให้ชีวิตแม่ลูกได้เจอหัวหน้าครอบครัวคนใหม่ จะได้ไม่ต้องทนอับอายในพฤติกรรมของพ่ออีก พ่อถึงต้องมาอยู่ที่นี้”

“หนูขอโทษที่เคยแอนตี้พ่อเมื่อตะก่อน ตอนนั้นหนูยังเด็กมากไม่รู้จักคิด ตอนนี่หนูยอมรับแล้ว หนูยอมที่จะมีแม่สองคนก็ได้ แต่พ่อต้องกลับไปขอโทษแม่ก่อน เพราะแม่ไม่เคยคิดรังเกียจพ่อ หรือแม้แต่คิดนอกใจพ่อเลย พ่อเข้าใจผิดไปเองแล้วพาลหนีออกจากบ้าน”



สองทุ่มกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองพ่อลูกนั่งคุยปรับความเข้าใจกันอยู่บนโซฟาใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้มและบรรยากาศอันชื่นมีความสุขอบอวลอยู่ทั่วห้อง ในร้านแม้จะเล็กแคบ แต่ก็ประดับตกแต่งอย่างดี แนนนี่เรียกผู้จัดการเข้ามาแนะนำให้รู้จักพ่อของเธอ เจ๊นายพอเข้ามา ต้องถึงกับอึ่ง เมื่อรู้ว่าพ่อของนางแบบสาวคนดังเป็นคนแบบเธอด้วย มองดูสองพ่อรักกันมากแม้จะทะเลาะกันใหญ่โตเมื่อครู่ ก็คืนดีได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมองย้อนกลับมาที่ตนเองแล้ว ก็ต้องอดสะท้อนใจไม่ได้

“คุณพี่โชคดีจริงๆ มีลูก มีครอบครัวเป็นของตนเองด้วย แบบนี้ชีวิตบั้นปลายก็ไม่กลัวต้องอยู่อย่างว้าเหว่แล้วสินะ กับน้องเองยังไม่มีคนมารักอย่างนี่เลย น้องอิจฉาพี่จริงๆ ชีวิตของคุณพี่ดีๆอย่างนี่แล้วก็อย่าหนีมันเลยนะ กลับไปกับลูกเถอะ”สาวประเภทอีกคนหนึ่งพูดออกมาจากใจจริง

“นะจ้ะพ่อ”แนนนี่ได้ทียิ่งรบเร้า“กลับบ้านพร้อมกับหนูเถอะ ไอ้ร้านเล็กเท่ากรงขังแมวนี่ทิ้งมันไปเถอะนะ อยู่แค่แป๊บเดียวหนูยังรู้สึกอึดอัดเลย โดยเฉพาะต้องเห็นหน้าเจ้าหน้าตี๋คนนั่น”

“แต่ร้านนี่เป็นชีวิตของพ่อนะ พ่อสร้างมันมากับบุญส่ง พ่อไม่อยากจะทิ้งมันไป”

“นายบุญส่งคนนี่อีกแล้วเรอะ”คิ้วเรียวต้องขมวดเข้าหากันอีก หันมาจ้องตา“พ่อจะลืมมันไปสักนาทีได้มั้ย”

เจ๊โรสปฏิเสธคำของลูกสาวที่จะกลับไปอยู่บ้านดังเดิม แต่ก็สัญญาว่าจะกลับไปเยี่ยมเป็นครั้งคราวไป แนนนี่ต้องอึ่งจนคอแข็งกับคำปฏิเสธนั่น ฟูมฟายออกมาอีกว่าพ่อยังโกรธตนเองกับแม่อยู่

“ไม่ใช่อย่างนั่นนะลูกแนน อย่าร้องไห้เลยนะ พ่อมีหน้าที่ต้องทำนะ แต่พ่อสัญญานะว่าจะกลับไปเยี่ยมเรากับแม่ทุกเดือนเลยเอ๊า พ่อขอเวลาลูกอีก ไม่เกินสองปีนะ หรืออาจเร็วกว่านั้น ภายในสามสี่เดือนข้างหน้าก็ได้ แล้วพ่อก็จะกลับไปอยู่บ้านพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกเหมือนดังเดิมไงละ”

“หน้าที่อะไรอีก” น้ำตาของลูกสาวก็รื้นขึ้นมา เข้ากอดพ่ออย่างหวงแหนอีกครั้ง“หรือเป็นเพราะพ่อยังหลงเสน่ห์เจ้าเด็กส่งดอกไม้ชื่อเช้ยเชยคนนั่นอีก เป็นแบบนี่ใช่มั้ย หนูพูดถูกใช่มั้ย”

“พ่อต้องดูแลผู้มีพระคุณของพ่อนะ”ดึงลูกสาวมากอด ลูบเส้นผมยาวถึงหลังปลอบโยน“ท่านมาบวชเป็นพระ เป็นหลวงพ่ออยู่วัดใกล้ๆนี่เอง เด็กบุญส่งเป็นลูกชายแท้ๆของท่านนะ หลวงพ่อท่านฝากให้พ่อช่วยอบรมดูแลให้ด้วย จนกว่าบุญส่งจะอายุครบยี่สิบห้าปี หรือถ้าเกิดเขาแต่งงานบรรลุนิติภาวะเสียก่อน พ่อจะต้องรอให้ไปถึงเวลานั้นก็จะหมดภาระหน้าที่ ลูกกับแม่รอพ่อได้ใช่ไหม”

“ไม่จริงพ่ออย่าแต่งเรื่องโกหก”ยิ่งบีบคั้นน้ำตาจากคำปฏิเสธนั้น“พ่ออยากจะกกไอ้หนูหน้าตี๋คนนั่นต่อใช่มั้ย”

รถบีเอ็มทรงสปอต์คันหรูผิดสภาพในซอย ค่อยถอยขยับหาทางออกในซอยแคบ ร่างใหญ่ในชุดสีชมพู ตามมองส่งตามรถของลูกสาวไป หลังจากรถคันนั่นขับออกจากปากซอยไปแล้ว ดวงตารี่โรย เค้าหน้าอันเต็มไปด้วยริ้วรอยด้วยวัย ที่ไม่มีรองพื้นปิดของเจ๊โรส ก็แสดงออกมา เหตุเพราะความยุ่งยากในใจจากเรื่องครอบครัวและเรื่องหน้าที่มันสวนทางกัน

“ลูกแนนจ้ะ พ่อก็อยากกลับบ้านเหลือเกินนะ แต่กลัวว่าถ้ากลับไปแล้ว จะฝืนใจกลับมาทางนี้ไม่ได้อีก ขอเวลาพ่ออีกไม่เกินสองปีนะ เมื่อครบแล้วพ่อก็จะเป็นอิสระปลดเกษียนตัวเองจากหน้าที่เสียที”




ตึกสี่ชั้นห้องเช่าราคาถูก อันตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ท่ามกลางบ้านเรือนอันแน่นขนัดในย่านสลัม มีราวตากผ้าแขวนอยู่ทุกชั้น เสียงทีวี เครื่องเล่นซีดีและสารพัดผู้คน เดินกันให้ควักไขว้จอแจอยู่ตามระเบียง พวกผู้ชายนั่งจับกลุ่มสังสรรค์กินเหล้า พวกผู้หญิงนั่งสุมดูละครทีวี เด็กๆวิ่งเล่นกันไปมาตามระเบียง ดูวุ่นวายไปหมด เพราะยังไม่ถึงกำหนดสี่ทุ่มอันเป็นเวลาที่ทุกคนต้องเข้านอนตามกฎของเจ้าของหอพัก ยกเว้นชั้นที่สี่บนสุดอันเงียบสงบ ทั้งชั้นติดลูกกรงแน่นหนา ระเบียงมีดอกไม้ปลูก ออกดอกรวงสวยงามยิ่งนัก ผิดกับสภาพของอาคารที่มีแต่คราบไคล้คราบสนิมปกคลุม บันไดทางขึ้นลงชั้นที่สี่ถูกดัดแปลงเฉพาะให้เป็นส่วนตัวเฉพาะ หรือก็คือทางบันไดหนีไฟเดิมนั่นเอง เพราะจากเดิมถูกสร้างไว้เป็นโกดังเก็บของ แต่บัดนี้มีผู้เช่ารายใหม่ เข้าอยู่อาศัยเพียงสองคน ห้องเช่าทั้งชั้นและดาดฟ้าซึ่งถูกเช่าเป็นรายปีโดยชื่อเจ๊โรส

“บุญส่งๆ อยู่ข้างบนสวนหรือเปล่า”
“คร้าบ.บ..เจ๊ ผมอยู่บนนี้”เสียงขานรับดังมาจากมุมใดมุมหนึ่งจากสวนลอยฟ้า
“จริงจริ๊งเลยนะเรา แอบหนีออกมาก่อนเจ๊ยังไม่ได้เคลียร์เรื่องลูกสาวเลย”เดินบ่นไปตามปะสาหญิงแก่คนวัยทอง พอถึงปากประตูก็ต้องหันซ้ายหันขวา

“อยู่ไหนนะเรา”
“ทางนี้...”
“จะเล่นซ่อนแอบหรือไง”
เสียงขานรับมาจากจากหมู่แปลงกุหลาบมากมาย เหมือนว่าร่างนั่นจะจมหายอยู่ในหมู่มวลดอกไม้ อันออกดอกชูช่อเป็นริ้วรวงมากมาย

พระจันทร์เต็มดวงคืนนี้ช่างสวยเด่นเมื่อได้มองจากสวนดอกไม้แห่งนี้ แม้จะหลบซ้อนในหมู่เมฆเป็นบางครั้ง แต่แสงยังพอทำให้เห็นลานกว้างอย่างชัดเจน ดาดฟ้าอัน ถูกจัดให้เป็นสวนดอกไม้ลอยฟ้า ในพื้นที่ขนาดครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล ทุกตารางฟุตล้วนเต็มไปด้วยดอกกุหลาบแสนสวย เว้นเพียงช่องทาง ให้เดินเล็กน้อยเท่านั้น พื้นที่กว้างแห่งเดียวในโลกอันแคบจำกัดของบุญส่ง

“ผมอยู่ที่แปลงกามเทพแดงครับเจ๊”
“รู้แล้วๆ ทางเดินมันแคบ เจ๊เดินไม่ค่อยได้ มันติ๊ด...หนามกุหลาบเกี่ยว”ร่างใหญ่เทอะทะเพราะทางเดินแคบจำกัด

แผงเหล็กถูกเชื่อมต่อประกอบเป็นรูปพีระมิด กองอยู่มากมายละลานตา สูงเท่ากับตัวของบุญส่งเองคือ ๑๕๘ เซนติเมตร กุหลาบถูกปลูกเลี้ยงในกระ ถางและวางเรียงรอบฐานจนสุดปลาย เพื่อใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด สุดทางเป็นแผงเหล็กสูงแวดล้อมทั้งสี่ด้าน มีกุหลาบเครือออกดอกสีขาวเกี่ยวพันลัดลด และออกดอกมากมายเป็นกำแพงดอกไม้ กันโลกภายนอกจนหมดสิ้น ในสวนจะเห็นก็เพียงแผ่นฟ้าโล่งกว้างและดวงดาวเท่านั้น



หวึ่ง!หวึ่ง!หวึ่ง!
หวึ่ง!หวึ่ง!หวึ่ง!


“เสียงอะไรน่ะ บุญส่งยังกะมีรังผึ้งอยู่บนนี้”
“ระวังอย่าเอาตัวไปใกล้รังผึ้งนะครับเจ๊ มีผึ้งหลวงมาขออาศัยสวนของผมอยู่ครับ เจ๊ไม่ได้ขึ้นมานานเลยไม่เห็น รังของเขาอยู่มุมในสุดขวามือครับ อ้อ แล้วก็ให้ระวังกุหลาบสีขาวตรงกลางสวน ที่เจ๊กำลังจะเดินผ่านด้วยนะครับ”เสียงหนุ่มดอกไม้บอกมาไม่ไกลเลย

“จ้าจ้ะ เจ๊ระวังตัวอยู่แล้ว”

พอมาถึงก็เห็นร่างของคนสวน หรือบุญส่งในชุดเดิม เพียงมีเอื้ยมกันเปื้อนทับอีกที คาดผ้าปิดปาก นั่งยองๆ งกๆเงิ่นๆอยู่กับกระถางกุหลาบ มือหนึ่งจับพลั่วพรวนดินในกระถางดอกไม้อย่างขะมักเขม้น ดอกกุหลาบตรงหน้าของเขามีสีแดงเข้มอย่างประหลาด แม้เวลาพระจันทร์เข้ากลีบเมฆก็ยังเห็นสีเข้มจัดอยู่ดั่งเดิม

“เจ๊จะมาขอโทษเราเรื่องลูกสาวน่ะ อย่าถือสาน้องเลยนะ เด็กนี่มันดื้อเพราะพ่อมันไม่ได้อยู่สั่งสอน”

“ไม่เป็นไรครับ” ริมฝีปากเหมือนกลีบกุหลาบของหนุ่มน้อยเริ่มเกิดรอยยิ้มเล็กๆต่อมุขขอโทษนั้น“ตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ ทุกคนเขาก็มองผมกับเจ๊แบบนี้เหมือนกัน ผมชินเสียแล้ว เรื่องคนมองไม่ดี แต่พอนานวันเข้าพวกเขาก็เข้าใจพวกเราไปเองครับ”

“เราเป็นคนมองโลกในแง่ดีจังเลยนะ”

บุญส่งเป็นคนอ่อนโยนและใจดีเช่นนี้เสมอ ไม่เคยมีพิษมีภัยกับใคร ไม่ชอบการเเก่งแย่งช่วงชิงแข่งขัน อยู่เพียงแต่ในโลกส่วนตัว คือโลกดอกไม้ของเขาเท่านั้น เจ๊โรสต้องอดใจหายต่อการกระทำของลูกสาวตนเอง จนต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุย

“กุหลาบอะไรกันนี้ สีแด๊งแดง ยังกะสีเพลิงแนะแล้วดอกกุหลาบของเราแต่ละสี ช่อดอกมันยังไงกันนะ ขนาดกลางคืนมันยิ่งเห็นชัดสวยยิ่งกว่าตอน กลางวันเสียอีก เจ๊เห็นเหมือนมีดวงไฟหลากสีเต็มสวนของเราไปหมด หรือเป็นเพราะเราให้ปุ๋ยสูตรพิเศษอยู่เสมอสินะ”

“ผมดัดแปลงยีนเรืองแสงของแมงกะพรุนเข้าไปในกุหลาบครับ ช่อดอกของเขาถึงเรืองแสงในเวลากลางคืนได้ กุหลาบของผมเป็นไนท์โรสทั้งหมดครับ”
“แล้วกันแบบนี้มันก็เป็นมายากลของเรานะสิ เจ๊เคยได้ยินเรื่องพืชGmoจากสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์น่ะ ว่าเขากำลังห้ามทำกัน เรากำลังเล่นกับสิ่งที่เขาห้ามกันอยู่นะบุญส่ง”เจ๊เหล่หางตามาติง

“เปล่าครับ”

หนุ่มดอกไม้พูดน้อยลงไปมาก ความเสียใจ เศร้าใจต่อเรื่องต่างๆในชีวิตที่เข้ามา เขามักเปลี่ยนมาเป็นการทำงานกับดอกไม้แทน สองมือยังคงง่วนอยู่กับการใช้พลั่วพรวนดินในกระถางเพื่อไม่ให้คิดมาก เสียงพลั่วโลหะเสียดสีกับเม็ดโลหะด้วยกัน ดังสวบสาบอยู่ตลอดเวลา โดยมีร่างใหญ่ของคนที่เป็นผู้ปกครองของเขายืนกอดอกมองอยู่

“ผมทำพวกเขาออกมา ตามสูตรของหลวงพี่ครับ ท่านบอกกับผมว่าสูตรกุหลาบหลากสีพวกนี้มีมานานแล้ว ก่อนเรื่องการตัดต่อพันธูกรรมจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายเสียอีก”

“นอกจากสี แล้วเรายังมีลูกเล่นอย่างอื่นด้วยใช่ไหม คือเจ๊จะพูดถึงเรื่องกลิ่นพิเศษของดอกกุหลาบน่ะ”
“หลวงพี่บอกผมมาว่า กุหลาบเหล่านี้ถูกคิดค้นโดยพระในศาสนาคริสต์ ในทวีปยุโรปนานมาแล้วครับ เขาสร้างกุหลาบเหล่านี้ขึ้น เพื่อใช้ในการรักษาโรคครับแต่สมัยนั้นถูกห้ามไว้ เพราะว่ามันเหมือนการกระทำของพวกพ่อมด ต่อมาสูตรการปลูกกุหลาบนี้ มันก็เข้ามาในไทยผ่านทางนักบวชเผยแพร่ศาสนา แล้วมาอยู่ในมือพระไทยได้ยังไงก็ไม่ทราบ หลวงพี่ของผมท่านได้รับสืบทอดต่อมา เเล้วก็เลยเล่าต่อมาให้ผมเช่นนี่แหละครับ”

“แล้วมันก็สัมพันธ์กับการใช้ปุ๋ยสูตรอภิมหาแพงของเราด้วยสินะ”
“ครับ”เขาเอ่ยอย่างพาเศร้า“ผมไม่มีปุ๋ยจะให้กุหลาบอีกแล้วครับ กลิ่นอันเป็นคุญสมบัติพิเศษของเขากำลังเจือจางลงไปทุกที อีกไม่นานกุหลาบเหล่านี้จะเป็นแค่ดอกประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น

สีกับกลิ่นอันเป็นคุณสมบัติเด่นของกุหลาบแต่ละสี ต้องอาศัยการกระตุ้นจากภายนอกอีกทีครับ เพราะเขาไม่ได้เกิดมาจากธรรมชาติแต่มาจากฝีมือของผมเอง”

“เจ๊ว่าเราควรเอาพันธุ์กุหลาบชนิดใหม่ไปจดลิขสิทธิ์เสียเถอะนะ ดอกกุหลาบพวกนี้มีกลิ่นหอมพิเศษ ถ้าเอาไปสกัดทำหัวน้ำหอมละก้อ อาจจะปฏิวัติวงการน้ำหอมไปทั่วโลกเลยนะ ว้าว เจ๊เห็นแวว ช่องทางจะทำเงินคืนจากที่ลงทุนไปกับมันแล้ว บุญส่งเธอจะกลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุน้อยๆเลยนะ”

“ไม่หรอกครับ ผมจะไม่ขายมัน”บุญส่งตอบด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
“ทำไมล่ะ”คิ้วขมวดเข้มต้องยืนกอดอกยืนมองหนุ่มน้อยนักทดลองอย่างสงสัย

สวบๆๆ เฮ้อ...

เขาถอนลมหายใจเบาๆ ใบหน้าอันดูมีความสุขอยู่เป็นนิจ เริ่มมีความเศร้าขึ้นมา ก่อนหยุดมือจากพลั่ว เอื้อมมือมามือสัมผัสกลีบดอกกุหลาบแดงตรงหน้า“หลวงพี่ท่านสั่งเน้นย้ำนักหนา ว่าห้ามเผยแพร่มันออกไปสู่โลกภายนอกครับ เพราะมันเหมือนดาบสองคม มีทั้งคุณและโทษ การจะใช้ประโยชน์จากกลิ่นของกุหลาบ จะต้องเป็นผมที่กำกับการใช้เขาทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดโทษมหันต์ได้”

“ว้า... แล้วกัน”เจ๊ต้องร้องอย่างเสียดาย แต่ก็กึ่งๆในใจยังไม่เชื่อนัก“ว่าแต่เราจะทำเพื่อการกุศลสินะ แล้วเราจะเอามันไปใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้างละ พ่อมดน้อย”

“กามเทพแดงมีคุณสมบัติพิเศษ”พอนิ้วมือสะกิด เกสรดอกก็ลอยกรุ่นขึ้นมา เป็นละอองสีทอง กลิ่นหอมอบอวล
“รีบปิดจมูกนะครับเจ๊ อย่าดมเด็ดขาด”เขารีบเอาผ้าปิดจมูกอีกครั้ง
โรสรีบเอามืออุดปากและจมูกตนเองทันที เพราะรู้พิษสงของกามเทพแดงดี
“กลิ่นของเขาเป็นยากระตุ้นกามารมณ์อย่างแรง ทำให้สมองของคนขาดการยับยั้ง ผมกลัวว่าถ้าขายออกไป คนจะเอาไปสกัดทำเป็นยาปลุกเซ็กซ์ แต่ถ้าหากเอามาใช้ดีๆเขาจะช่วยให้คนรักกันได้”
“เออใช่ๆ เจ๊เคยหลงดมมันไป แค่อึกเดียวเอง เจ๊กลับรู้สึกรุ่มร้อนไปทั้งตัว อยากมีเซ็กซ์ใจจะขาด มีความคิดอะไรอยู่ในใจก็เผยออกมาหมด เจ้ากุหลาบแดงของเรามันซุกซนมากนะ เจ๊เสียท่าให้มันมาครั้งหนึ่งแล้ว”

ลุกขึ้นเดินไปอย่างใจลอยไปยังแปลงดอกไม้อื่นต่อ เจ๊โรสเดินตามอย่างสนใจ

“เยโลว์โรส กลิ่นหอมละมุน เมื่อสูดดมเข้าไป จะลืมสิ้นแม้ความเจ็บปวด ความทุกข์ร้อนในใจ คุณสมบัติเช่นเดียวกับมอร์ฟีน เพราะผมเอายีนของดอกฝิ่นมาผสม เป็นการผสมข้ามสายพันธุ์พืช เพอเพิ์ลโรส กระตุ้นประสาท ผมต้องการช่วยคนที่เป็นโรคเศร้าซึมหรือเป็นจิตเวช ผมอยากให้ดอกไม้ไปอยู่เคียงข้างพวกเขา พิงค์โรสทำให้อารมณ์แจ่มใส เหมาะกับผู้ป่วยที่สิ้นหวังในชีวิต”

“อ๋อ ที่ใครเขารียกว่า อโรมาเทราฟี กลิ่นบำบัดสินะ ช่ายๆ เจ๊เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านกลิ่น แต่เจ๊ว่าถ้าหากเรา จะคิดพัฒนาดอกกุหลาบพวกนี้เพื่อการค้าละก็ เจ๊จะยอมลงทุนให้เลยนะ เห็นช่องทางร่ำรวยแล้ว”

“ผมผิดคำครูไม่ได้หรอกครับเจ๊”เขายืนยันหนักแน่น

“ถ้าเราทำไปเพราะความพอใจส่วนตัวแบบนี่ต่อไปละก็ เจ๊คงลงทุนให้ไม่ได้นะ เราต้องทำอะไรลงไปเป็นชิ้นเป็นอันในชีวิตให้มากกว่านี้ หลวงพ่อเองก็เฝ่ารอเราสร้างอนาคต ไอ้การจะอยู่กับเจ๊ ปลูกดอกไม้ กับส่งดอกไม้ไปวันๆมันไม่มีอนาคตหรอกนะ”

สองคนเดินมาถึง แปลงของกุหลาบขาว

“นี่คือแบล็กโรสของผม”เขาผายมือไปยังช่อดอกเรืองแสง สีขาวบริสุทธิ์ของกุหลาบตรงหน้า ยิ่งพระจันทร์เข้ากลีบเมฆ สีขาวยิ่งสว่างนวลเหมือนมีหลอดไฟฟูออเรสเซนอยู่ข้างใน

“มันเป็นกุหลาบสีขาวไม่ใช่เหรอ ทำไมเรียกแบล็กโรสละ”เห็นดังนั้นสาวร่างใหญ่ทำท่าจะเอื้อมมือไปสัมผัส“อย่าเข้าไปใกล้เขาครับเจ๊! กุหลาบมีพิษ!”จู่ๆบุญส่งก็ทำเสียงขึงขัง คว้าข้อมือเธอก่อนไปถึง

“ว้าย!!...ตะเถนตก”

“กุหลาบพิษแล้วๆเราจะปลูกมันมาทำไม”เค้าหน้าแบบชายแต่นิสัยแบบผู้หญิงยังไม่หายตกใจ

“ผมเรียกเขาว่า แพนธอมไนท์โรส กุหลาบปีศาจ กลิ่นอันป็นคุณสมบัติเด่นของเขา เหมือนกับเฮโลอีน คือสามารถสร้างความสุขให้กับคนสูดดมได้ แต่ไม่ทำให้เกิดอาการเสพติด”

“ก็ดีคุณสมบัติแบบเฮโลอีนแต่ไม่ทำให้เสพติด แล้วไงต่อ”

“ผมดมไปแค่ครั้งเดียว ก็เห็นภาพหลอนสารพัด กลิ่นของเขาทำให้เห็นภาพหลอนอันสวยงาม เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ กลิ่นของแพนธอมไนท์โรส เหมือนจะเปิดประตูสู่อีกมิติหนึ่ง ตอนนั้นผมได้เห็นท้องทุ้งกว้างเต็มไปด้วยกุหลาบ และท้องฟ้าหลากสี ณ โลกแห่งนั้น ผมเห็นแม่มาหาด้วย แม่ที่ตายไปแล้วทั้งที่ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”

“เราคงจะเห็นกุหลาบในสวนมากกว่านะสิ ไม่ใช่ภาพหลอนหรอก แล้วเราก็คงอยากจะเห็นหน้าแม่มากเลยเกิดจินตนาการ สร้างภาพในสมองไปเองกระมัง”เจ๊ขัดมาบ้าง
“ก็อาจเป็นงั้นครับ”เขายอมรับหน้าซื่อ“แต่ที่แย่คือหลังผมฟื้นขึ้นมานะสิ ผมแทบตายเลย ตอนที่เจ๊ห่ามผมส่งโรงพยาบาลเพราะผมเกิดปวดท้องอย่างกะทันหัน แล้วหมอก็บอกว่าผมถูกสารเคมีซึมเข้ากระแสเลือดทำให้ตับอักเสบเฉียบพลัน เพราะตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ในการสกัดสารพิษ หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต นั่นคือสิ่งพิสูจน์ว่ากลิ่นของแบล็กโรสเป็นพิษร้ายแรงจริงๆ”

“ดีแล้วที่เรายอมบอกมาเอง”
“อะ อ้าว?”
“เจ๊ไม่ยอมให้เราเล่นกับของพวกนี้อีกแล้ว เจ๊จะไม่ให้เราทำเรื่องบ้าๆแบบนี้อีกแล้วนะ”
“เจ๊ลองมองสิ่งอันวิเศษ มหัศจรรย์ที่ผมจะสร้างขึ้นมาสิครับ”เขาบอกเจือยิ้ม

บุญส่งเพียงเอามือกอดอก ยืนเงยคอมองเมฆบนท้องฟ้าอย่างสนใจ พระจันทร์ค่อยโผล่ออกมาจนเต็มดวง ทันใดนั้น ที่ช่อดอกสีขาวสว่างของแบล็กโรสทุกช่อ ก็เกิดอาการวูบวาบคล้ายอาการหลอดไฟติดๆดับๆ นานขึ้นๆ จนกลีบของกุหลาบกลายเป็นสีดำสนิท ท่ามกลางแสงจันทร์ส่องสกาว

“กุหลาบเป็นสีดำจริงๆด้วย”โรสพูดเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างตื่นตะลึง
“ครับ เอนไซม์ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีในพืช เม็ดสีที่ว่านี้ทำให้พืชมีสีสันสวยงาม ช่วยล่อแมลงและสัตว์ นอกจากนั้นยังช่วยปกป้องพืชจากสภาวะที่ไม่เหมาะสมแถมยังป้องกันเชื้อโรคอีกด้วย ในธรรมชาติมีเอ็นไซม์นับร้อยชนิด แต่ละชนิดก็มีส่วนประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน ในสูตรที่หลวงพี่ให้ผมไว้ ท่านว่าต้องใช้ผงทองคำเพื่อกระตุ้นคุณสมบัติทางชีวเคมีของพืช

“ทองคำเป็นส่วนผสมสำคัญของสารเคมี ที่ผมให้กับกุหลาบทุกต้น โดยเฉพาะแบล็กโรส ต้องใช้ทองคำมาทำปฏิกิริยาจำนวนมาก เพื่อทำให้เขามีกลิ่นและสีพิเศษตามที่ผมต้องการ ถ้าหากไม่เติมสารเคมีอันเป็นปุ๋ยพิเศษลงไป พวกเขาก็จะกลายเป็นดอกกุหลาบธรรมดาเท่านั้น สิ่งนี้แหล่ะที่ผมไม่เข้าใจ เพราะผมเคยเห็นหลวงพี่ใช้ผงทองเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้กุหลาบกลายเป็นสีดำได้ แถมกลิ่นของเขายังไม่เกิดอันตรายต่อตับอีกด้วย สูตรที่ท่านทิ้งให้ไว้บอกเพียงแต่ว่า ให้มีเมตตาธรรม แล้วเขาจะเกิดขึ้นมา”

พอดวงจันทร์เข้ากลีบเมฆอีกครั้ง ช่อดอกก็กลับคืน เหมือนหลอดติดไฟสว่างอีกครั้ง กระบวนการเกิดขึ้นเพียงไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ

“สรุปว่ากุหลาบดำของเรายังไม่สมบูรณ์สินะ”
“ครับ”เขาพยักหน้าด้วยสีหน้าครุ่นคิดระคนผิดหวัง
“ทดลองยังไง ก็มีแต่ต้องเพิ่มปริมาณทองคำให้ มากขึ้นๆอย่างเดียวเท่านั้น เขาถึงจะคงสีดำอยู่ได้นาน แล้วช่อดอกจะเป็นสีดำได้ก็ต้องเกิดตอนคืนวันพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น”

“ห๊า!.. นี่หมายความว่า เราจะเอาทองมาเพิ่มอีกเรอะ เราสองคนต้องอดตายแน่ๆ เจ๊ไม่มีเงินให้เราเอามาทำปุ๋ยได้อีกแล้วนะ เงินค่าใช้จ่ายกินใช้ประจำวันของเรายังจะไม่พอเลย”

“หากเงินไม่พอเอาดินในกระถ่างผมไปขายก็ได้ครับ ดินในทุกกระถางมีผงทองคำปนอยู่”

“ไม่ต้องๆ เก็บกระถางดอกไม้ของเราไว้เถอะพ่อนักวิทยาศาสตร์ พวกเราไม่ได้อัตคัดเรื่องเงินถึงขนาดนั่น ยังพอมีเงินเหลือติดบัญชีพอถอนออกมาใช้ได้อยู่ หลวงพ่อท่านก็ยังพอมีให้ได้ยามฉุกเฉิน เพียงแต่ต่อไปนี้บุญส่งจะต้องหัดใช้เงินอย่างระมัดระวังแล้วนะ เจ๊จะไม่เอาเงินที่หลวงพ่อท่านให้ มาซื้อทองคำให้เรามาทำปุ๋ยอีกแล้วนะ มันเปลื้องโดยใช่ที่”

“แต่ผมต้องการผงทองมาเป็นส่วนผสมของปุ๋ยนะครับ ผมเหลือเวลาอยู่อีกไม่มากแล้วครับ เจ๊ช่วยไปขอเงินจากหลวงพ่อให้ผมทีนะครับ”บุญส่งพูดอย่างวิงวอน

“ไม่ได้”คราวนี่เจ๊พูดจนหน้าตึง “เราใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุหร่ายไม่รู้จักคุณค่าเล้ย คนจนตั้งเยอะแยะ เขาทำงานทั้งชีวิตก็ยังไม่มีโอกาสได้ใส่ทองซักเส้นซักบาท แต่เรากลับเอามันมาทำเหมือนของเด็กเล่น อยากได้ทองก็ต้อง ออกแรงทำงานเอานะบุญส่ง เจ๊จะไม่บากหน้าไปขอเงินจากหลวงพ่อมาซื้อทองให้เราอีกแล้วนะ”

“ผมต้องมอบดอกกุหลาบสีดำให้คนสำคัญของผมครับ เธอมีเวลาเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว”เขากล่าวด้วยความเศร้า แต่อีกฝ่ายกลับเห็นเป็นเรื่องเหลวไหล“เจ๊ช่วยไม่ได้อีกแล้ว เราใช้ทองหมดไปกับการทดลองบ้าๆแบบนี้ไปเท่าไหร่แล้ว หลวงพ่อท่านยังบ่นๆว่าเจ๊ตามใจเราจนเสียคน เมื่อกี้จ่ายค่าน้ำค่าไฟหมดไปสองพันกว่าบาท จ่ายหนี้ค่าข้าวสารกะปิน้ำปลาที่พวกเราไปเชื้อเขาไว้ เหลือเงินอยู่แค่เนี๊ยะ”ในมือของเจ๊มีแบ้งค์ร้อยอยู่แค่สี่ใบกับเศษเงินนิดหน่อย

“เรากลับมาจนกรอบเป็นข้าวเกรียบอีกแล้วนะบุญส่ง ต้องช่วยกันรัดเข็มขัดใช้เงินแล้วนะ นอกเสียจากว่าเราจะยอมแต่งงานหาเมียซะ ตามที่ท่านบอก ท่านก็จะมอบมรดกให้เรากับภรรยาไปทำทุนเริ่มต้นชีวิตใหม่ บุญส่งลองมองผู้หญิงคนไหนแล้วหรือยัง”

คำพูดนั้น ทำให้บุญส่งต้องเศร้าใจอีกครั้ง

“เธอบอกว่ากำลังคบกับผู้ชายคนอื่นอยู่ครับ”
“แล้วผู้หญิงคนนั่นของเราเป็นใคร”
“ญารินทร์ครับ เพื่อนสมัยเด็กของผมเอง ผมออกปากอยากจะขอคบหากับเธอไปแล้ว เพราะเห็นแต่ญารินทร์เท่านั้น แต่เธอได้ปฏิเสธกลับมา ญารินทร์บอกว่ากำลังคบหากับผู้จัดการร้านที่ทำงานด้วยกัน ที่นี้ผมก็ไม่รู้จะหาใครได้อีกแล้ว ผู้หญิงสมัยนี้ที่เป็นโสดไม่มีแฟนมันหายากจริงๆนะครับ ผมมันตัวเล็ก ไม่สูง ไม่หล่อกับใครต่อใคร ผู้หญิงก็เลยไม่ชอบไม่สนใจ เธอชอบผู้ชายตัวใหญ่ๆ ผิวเข้มๆ มีพุงนิดหน่อยแบบผู้จัดการของเธอครับ เธอบอก อย่างนั่นนะ”

“หน้าอย่างเราผู้หญิงยังไม่เอา แล้วผู้หญิงคนนั่นจะเอาเทพบุตรวิมานชั้นพรหมองค์ไหนมาทำผัวอีก บุญส่งเอ๊ย เสียทีเกิดมาหล่อคิดได้แค่นี้ เราเป็นถึงนักศึกษานิติศาสตร์ ใกล้จะจบไปเป็นทนายอยู่แล้วก็ลองคิดพิจารณาแบบข้อกฎหมายเอาบ้างสิ ว่าทำตัวทึ่มเกินไปหรือเปล่า ผู้หญิงเขาเลยไม่กล้าเอาเรา”

“ผู้หญิงที่รักผม เธอต้องยอมรับสิ่งที่ผมเป็นได้ทั้งหมด ไม่ใช่เอาแต่ชี้จุดบกพร่องของผมอย่างเดียว”ใบหน้าของเขาเริ่มกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้งเมื่อนึกถึงญาดา“และตอนนี้ผมก็ได้พบกับเธอคนนั่นแล้วครับ แต่เธอคนนั่นไม่ใช่ ญารินทร์ อย่างแน่นอน ผมไม่ได้รักญารินทร์แบบคนรัก ญารินทร์เธอปฏิเสธผมออกมาแบบนั้นก็ดีแล้วครับ ผมต่ำต้อยในสายตาของเพื่อนคนนี่เสมอ เเละผมก็ไม่ได้รักเธอแบบคนรักเสียหน่อย ผมไม่อยากหลอกเธอเหมือนกัน ยังไงผมก็มีคนที่ผมรักแล้วครับ”ใบหน้าอันงามหมดจดแบบหนุ่มสวย ต้องหมองลงเพราะเขาได้พบและใกล้ชิดเธอเมื่อสายเกินไป

ไม่จริง พี่ญาดาต้องไม่ตายเธอต้องรอดและมีชีวิตอยู่ต่อไป จะยังไงเราก็ไม่ปักใจเชื่อว่าพี่เขาจะตาย บุญส่งคิด แววความมุ่งมั่นกลับมาอีกครั้ง

“บุญส่ง เจ๊รู้ว่าเรากลัวการถูกปฏิเสธที่สุด ชีวิตที่ถูกคนอื่นปฏิเสธมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กของเรา มันคงเจ็บปวดฝังใจมากสินะ ที่ไม่ว่าใครก็หันหลังให้ ขับไล่เราออกไปจากชีวิตของเขา เราถึงต้องอยู่กับดอกไม้มาตลอด แต่ยังไงบุญส่งก็ต้องเปิดใจรับเพื่อนที่เป็นคนบ้างนะ หนูญารินทร์เขาก็คงไม่ชอบที่เรามีโลกส่วนตัวมากไป เลยไม่อาจรับรักของเราได้ ไว้เป็นหน้าที่ของเจ๊เองนะ เจ๊จะหาผู้หญิงที่ดีๆมาเป็นคู่ของบุญส่งเอง”

“ไม่ต้องหรอกครับ”เขาส่ายหน้าเเต่ก็เริ่มมีรอยยิ้มปรากฏ

“ทำไมละ”เจ๊โรสทำหน้าฉงน

“ผมพบผู้หญิงที่มอบความรักให้ผมแล้วครับ ผู้หญิงคนแรกและคนเดียวในชีวิตของผม เธอยอมรับผมแล้ว และดอกกุหลาบสีดำนี่คือตัวแทนความรักของผมที่จะมอบเป็นของขวัญให้เธอ ให้ทันในเวลาในสี่เดือนข้างหน้า ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหนก็ตามผมจะต้องสร้างดอกกุหลาบสีดำออกมาให้ได้”บุญส่งกล่าวออกมาอย่างเต็มกำลังเสียง

“เราจะไปปล้นร้านทองเรอะ อย่านะอย่าคิดสั้น เดี๋ยวติดคุกเอา”




เวลาผ่านไปเกือบเที่ยงคืน


ร้านค้าสะดวกซื้ออีกฟากของถนน บุญส่งออกมาเดินคนเดียวในซอยเปลี่ยว เป้าหมายของเขาคือร้านค้าสะดวกซื้ออีกฟากหนึ่งของถนน

ปิ๊งป๊อง!ปิ๊งป๊อง!ปิ๊งป๊อง!

“สวัสดีค้า...”พนักงานสาวหลังเคาน์เตอร์กล่าวทักทายมาโดยอัตโนมัติทันที โดยที่มิทันมองหน้า
“หวัดดี ญารินทร์”บุญส่งกล่าวทักทายอย่างง่ายๆ
“อะอ้าว ดวง นายเองเหรอ”ใบหน้าหลังเครื่องขายต้องสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นหน้าเขา
“หิวจัง อยากกินซาลาเปา”

บุญส่งหรือชื่อ ดวง ที่เธอเรียกเดินหิ้วท้อง ตรงไปยังตู้ขายซาลาเปาเลือกหยิบออกมาเพียงลูกเดียว แล้วเดินไปหยิบนมกล่องมาอีกหนึ่งกล่อง สังเกตไปมาในร้านมีเพียงพนักขายหญิงเพียงคนเดียว

“อยู่คนเดียวเหรอญารินทร์”
“อีกสองคนกำลังคัดแยกของอยู่หลังร้าน ช่วงนี้คนเข้าร้านน้อยเราต้อง เตรียมของกัน”หญิงสาวตอบด้วยสีหน้าอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก คิ้วย่นอยู่ตลอดเวลา

พนักงานสาวผู้ผูกผมม้า ใบหน้าของเธอมีเค้าว่าสวยพอดู รูปร่างสมส่วนวัยสาว ซ้อนอยู่ในฟอร์มทำงาน หากแต่ไม่ได้ขัดแต่งเท่าที่ควร เธอจึงสวยเรียบๆไม่สะดุดตาคนเท่าไหร่ เหมือนเพชรที่ไม่ได้ขัดแต่ง ตอบมาเพียงสั้นๆ ยืนตัวเกร็งมิดเมี้ยน กับคนที่เธอไม่คิดว่าจะมา

“เอ๊านี้ญารินทร์จ๋า”ยิ้มแก้มตุ่ยและทำหัวเราะอย่างอารมณ์ดี วางของบนโต๊ะ พนักงานขายหญิงหยิบเครื่องยิงบาร์โค้ดยิงราคาทันที

ปิ๊บ!

“คิดแค่ราคานมกล่องนะนายดวง เพราะซาลาเปามันขึ้นตู้มา ๑๒ ชั่วโมงแล้ว ฉันยังไม่ได้เอาออกเอาของใหม่มาเปลี่ยน ของเก่ามันโดนนึ่งเกินจนเปื้อยแล้ว นายเอามันไปกินเถอะ”หล่อนทำเสียงให้เย็นลง
“ให้ฟรีเหรอ โชคดีจัง”หนุ่มหน้าตี๋ยิ้มจนแก้มปริ
“ฉันต้องแปรสภาพมันก่อนนำไปทิ้ง เอาขายไม่ได้อีก ให้นายกินดีกว่าเอาไปทิ้งลงถังนะ”
“อ๋อเหรอ”ล้วงเอาเศษเหรียญจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมานับ เหรียบบาทไปทีละเหรียญบนอุ้งมือ มีแบ้งค์ยี่สิบบาทเป็นก้อนขยุกอยู่ด้วย“เหลือตังค์แค่สามสิบเอง เมื่อเช้าแวะซื้อนมไปหนึ่งกล่อง ตอนนี้อีกกล่อง โชคดีเหลือตังค์เก็บเข้าบ้านอีกยี่สิบบาทนะ”
“ดวง นายมีเงินอยู่แค่นี่เองเรอะ!”
“ใช้จ้า”

ยื่นเงินให้ หล่อนคว้าหมับมาโยนใส่ลิ้นชักเครื่องคิดเงินดังโครม ใบหน้านั่นยังบูดบึ่งไม่หาย หญิงสาวสลับสายตาขุ่นๆมองมาทางชายหนุ่มตรงหน้า แล้วก็ดีดเครื่องพิมพ์ บนแป็นเครื่องขาย

“เครียดอะไรกันนักนะ เห็นทีไรก็หน้านิ่วคิ้วขมวด”พูดไปก็เคี้ยวซาลาเปาไปตุ้ยๆอยู่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยอย่างอารมณ์ดี แต่หญิงสาวพอเห็นใบหน้าของเขาแล้วกลับอารมณ์เสียมากกว่า
“ก็ฉันต้องทำงานนี่ย่ะ ไม่ได้เหมือนนาย วันๆเล่นกับดอกไม่อยู่ได้”หล่อนพาลเอาดื้อๆด้วยนิสัยตรงพอดู
“แล้วคืนนี้ทำไมนายถึงโยมโผล่หน้ามาได้ หายไปไหนมาตั้งหลายคืน”
“ฉันจะมาชวนเธอ พรุ่งนี้หลังฉันเอาดอกไม้ไปส่งให้ลูกค้าขาประจำแล้ว ฉันจะไม่ไปคณะนะ แต่จะไปเยี่ยมพี่ญาดาที่โรงพยาบาล เธอไปเยี่ยมด้วยกันนะ พี่ญาดาคงดีใจที่ได้เห็นเธอนะ”
“ใครญาดา”เธอตอบไปแบบมะนาวไม่มีน้ำ
“ก็รุ่นพี่ของเราไง เป็นศิษย์เก่าเรียนโรงเรียนวัดด้วยกัน เธออายุมากกว่าพวกเราห้าปี พี่ญาดาเป็นรักแรกของเราและตอนนี้ก็ยังใช่อยู่เลยนะ”

“นายดวง! นายจะรักใครมันไม่เกี่ยวกับฉัน”หญิงสาวตอบอย่างห้วนๆ
“ทำไมถึงได้พูดจาเย็นชาเหลือเกินนะ”ต้องกลืนอาหารอย่างฝืดคอก่อนพูดต่อ“ถ้าเธอโกรธเรื่องที่เรามาพูดกับเธอวันนั้นนะ ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ เรายังเป็นเพื่อนกันได้ ฉันจะไม่กวนใจเธออีกแล้ว ก็ฉันไม่รู้นี่ ว่าเธอคบกับผู้จัดการร้านอยู่แล้ว ฉันคงไม่ทำให้เพื่อนต้องทะเลาะกับคนรักหรอกนะ”

“นายมีเรื่องจะพูดแค่นี่เหรอ”สายตาคมตอบออกมา
“เรารู้สึกผิดจังเลยที่พูดกับเพื่อนไปเช่นนั้น ต้องขอโทษด้วยจริงๆ”
“ผู้จัดการร้านเค้ามีลูกมีเมียอยู่แล้ว ฉันจะไปเป็นแฟนเขาได้ยังไง”ญารินทร์ตอบออกมาอย่างเหลืออด
“ห๊า ม มีแฟนแล้ว”เขาทำตาพองใส่ “แล้วเธอยังจะไปคบหากับเขาอีก นี่มันผิดศีลข้อกาเมแล้วนะ เราเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัด รู้แล้วจะทำผิดอีกมันบาปนะญารินทร์ ถึงเธอไม่คิดจะคบกับคนขี้เหล่อย่างฉันก็ไม่น่าจะ ไปแย่งสามีของคนอื่นเค้านะ”
“ที่นี้ทำมารู้ดี ก็ใช่นะสิย่ะ! แล้วนายคิดว่าฉันเป็นแฟนเขาได้ยังไง”หล่อนชักจะตาแดงขึ้นมาทันที
“รึว่าเธอรักคนอื่น แต่ฉันฟังผิดคิดว่าเป็นผู้จัดการไป เฮ้อ ฉันมันหูไม่ดีจริงๆด้วย”
“ไม่ใช่หูไม่ดีอย่างเดียวแต่ตายังมืดบอดด้วย โง่งั๊กไม่มีใครเกิน”
“เชิญด่าฉันเถอะ เรามันไม่เจียมเองที่ไปขอคบกับเธอ สมัยก่อนเธอเคยเป็นนางนพมาศประจำจังหวัดมาก่อน ฉันมันเจ้าเปี๊ยกสมกับที่เธอหรือใครๆเขาเรียกกัน”

ญารินทร์เริ่มร้องไห้อย่างไม่อาย บุญส่งก็ปวดหัวยิ่งนัก เพื่อนร่วมงานหลังร้านแอบมองจากประตูหลังร้าน

“แล้วตกลงเธอรักใครเหรอ ฉันจะไปขอโทษเขาให้เอง วันนี้ฉันก็เป็นต้นเหตุให้คู่รักเขาเข้าใจผิดมาครั้งหนึ่งแล้ว ฉันไม่อยากจะทำผิดอีก”

“ฉันรักเจ้าคนทึ่ม! ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี่หรอก”

“หะห๊า แล้วกัน”เอามือกุมขมับแน่น“เธออย่าบอกนะว่าเธอรักพี่คนขายใส่กรอกอีสานหน้าร้าน เธอไปว่าเขาทึ่มได้ยังไง อะเออ แต่จะว่าไปเขาก็ มีใบหน้าตกกระ และอ้วนดำตรงสเป็คของเธอเลยนะ”

“นายก็เอาพวกนี้ไปทำแฟนเสียเองซิยะ!!มาโยนให้ฉันทำไม!”ยิ่งพูดยิ่งเลอะ หญิงสาวมองใบหน้าของเขาอย่างเจ็บในใจยิ่งนัก

“ฉันได้ยินว่าตาลุงเจ้าของหอพักกำลังสนใจจีบเธออยู่ รึว่าเป็นเขา”สีหน้าของบุญส่งบอกว่าเชื่อจริงๆ “แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็มีเมียมีลูกตั้งหลายคนแล้วนะ อายุก็ห้าสิบกว่าแล้ว ต้องไม่ใช่แน่ แต่ทั้งสามคนก็ตัวสูงๆกว่าฉันทั้งนั้น สเป็คของเธอที่บอกฉันไว้วันนั่น คือต้องคนตัวสูงไม่เตี้ยอย่างฉัน ผิวเข้ม ใบหน้าแมนๆ อาจจะลงพุงนิดหน่อยดูเซ็กซี่ดี ใช่ไม๊ญารินทร์ แบบนี่ฉันไม่เข้าข่าย สเป็คของเธอเลยสักนิดเดียวเลย เฮ้อ แย่จริง จะเป็นผู้จัดการของเธอ คุณพี่ขายใส่กรอกอีสาน หรือคุณลุงเจ้าของหอพักก็ดี พวกเขาหล่อเข้มด้วยกันทั้งนั้น เหมาะสมกับเธอยิ่งนัก ฉันมันขี้เหล่ไม่เหมาะกับเธอสักนิด”

ญารินทร์กัดฟันกรอดมอง มองโปสเตอร์ขายบัตรคอนเสิร์ตในร้าน ของนักร้องชายสตาร์เกาหลี ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาใสสะอาดหมดจด กับมองใบหน้าของบุญส่งสลับกัน

“ขี้เหล่งั้นเหรอ นายช่างพูดออกมาได้กวนชะมัด”ใบหน้าของหล่อนกำลังแดงก่ำขึ้นทุกที นับเลขหนึ่งไม่ถึงร้อยแล้ว

“นายจะไปตายที่ไหนก็ไปเลย!! ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้ คนทุเรศ”หล่อนตวาดดังลั่น โกรธจนตัวสั่นไปหมด ชี้นิ้วไปที่ประตู บุญส่งต้องคอหลุบกับคำนั่น เดินคอตกเศร้าซึมออกไป

“ฉันเสียใจ ที่ทำให้เธอกับคนรักผิดใจกันนะ ต่อไปฉันจะไม่มาให้เธอเห็นหน้าอีกแล้ว”

“ฮือๆๆ ไปให้พ้น! ชาตินี้อย่าหวังไปรักใครเขาอีกเลย”

ร่างนั่นเดินดุ่มๆ ออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว ข้ามถนน แล้วหายไปในซอยเปลี่ยว ปล่อยให้หญิงสาวยืนเอามือกุมปิดหน้าร้องไห้อยู่ตรงนั้น เพื่อนร่วมงานหญิงเดินออกมาปลอบใจเธอกันยกใหญ่

ญารินทร์ฉันขอโทษ ฉันรู้ดีว่าเธอคิดยังไงกับฉันมาหลายปีแล้ว เด็กวัดต่ำต้อยอย่างฉันมันไม่มีอนาคตอยู่ไปวันๆเท่านั้น เรื่องมันจบไปแบบนี้ก็ดีแล้วละ เธอควรจะหาคนดีๆคบแล้วแต่งงานเสีย อย่ามาหวังลมๆแล้งๆกับคนไม่เอาไหนอย่างฉันเลย วันนั้นฉันเกิดนึกเห็นตัวไปอย่างชั่ววูบ ไปขอคบหาเป็นแฟนกับเธอ เพราะหวังให้เธอไปจดทะเบียนสมรส แล้วเอาทะเบียนไปขอมรดกจากหลวงพ่อของฉัน ฉันอยากได้เงินของวัดมาทำประโยชน์ส่วนตัว เพื่อเอาเงินมาทำทุนทดลองของฉันต่อไป ทั้งๆที่ในหัวใจไม่ได้รักเธอแบบคนรักเลย ฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวมากที่ทำเรื่องแบบนี้ไปกับเพื่อนได้ เรื่องมันจบไปแบบนี้ก็ดีแล้วละ เธอจะได้ไม่ต้องมีใจให้ฉันอีก ต่อไปนี้ทุกลมหายใจของฉันคือพี่ญาดาเท่านั้น ลาก่อนญา รินทร์เพื่อนรัก ความคิดในใจเงียบๆของบุญส่งก่อนที่เขาจะเเอบหันหลังมองกลับไป


เมื่อเขาคนนั้นจากไปแล้ว

“ญารินทร์ทำไมเธอไม่บอกเขาไปล่ะ ว่าเธอก็รักเขา หรือเธออายที่เขาซื่อจนทึ่ม”เพื่อนร่วมงานหญิงเดินเข้ามาถามอย่างเป็นห่วงเพราะรู้เห็นเหตุการณ์ตลอด

“ถึงซื่อแต่เขาก็น่ารักนะ เป็นนักศึกษานิติศาสตร์ของมอราม เรียนไปด้วยทำงานส่งดอกไม้ไปด้วยและจะจบเทอมนี้ด้วยคะแนนเกียรติ์นิยม อนาคตนักกฎหมายอยู่อีกไม่ไกล แต่ไม่รู้เรียนกฎหมายได้ยังไงแค่เนี๊ยะก็คิดไม่ออก ว่าผู้หญิงคิดยังไง”

“ก็ฉันพยายามจะพูดแล้วแต่เขาไม่ยอมเข้าใจเอาเสียเลย”ญารินทร์ยิ่งตาซ้ำแดง

“ก็แล้วทำไมวันนั้นเขามาขอคบกับเธอ ทำไมญารินทร์ เธอต้องปฏิเสธเขาไปด้วยละ มีเหตุผลอะไรถึงต้องไปอ้างเอาชื่อผู้จัดการคนขี้เหล่พุงโตของเรามาด้วย แล้วยังเอาไปทับถม ไปชี้ปมด้อยของเขาอีก ในเมื่อเขาเป็นคนซื่อ เธอบอกว่ามีแฟนแล้ว เขาก็ต้องเชื่อไปตามนั่นแหล่ะ เชื่อสนิทจริงๆด้วย”

“ก็ฉันคิดว่าเขามาล้อฉันเล่นนะสิ”เอานิ้วกรีดเช็ดน้ำตาไม่หยุด“คบกันมาตั้งแต่เด็กไม่เห็นเขาสนใจฉันสักนิด อยู่ๆก็มาขอคบเป็นคนรัก ฉันคิดว่าเขาแกล้งอำเล่น เลยเล่นตามน้ำไปนะสิ ฉันพูดออกไปแค่นั้น นายทึ่มก็หันหลังเดินออกไปทันที ไม่รอฟังคำตอบจริงๆจากปากฉันสักนิด แล้วจะให้ฉันทำยังไง”เธอพูดพร่ำร่ำไห้ไปด้วย ความนึกเสียใจ

“ฉันตามเขามาตั้งเรียนประถมอยู่ด้วยกันแล้ว มาทำงานก็เลือกมาอยู่ใกล้ เขาเรียนคณะนิติศาสตร์ ฉันก็ตามไปเรียนด้วย ขนาดนี่แล้วนายนั่นยังไม่รู้สึกอีกเหรอว่าฉันจริงจังกับเขาแค่ไหน”

“ถ้าไม่รู้สึก เขาคงไม่มาขอคบหาดูใจกับเธอหรอก แต่เธอก็ปัดเขาทิ้งเอาเสียง่ายๆเลย ก็ในเมื่อเป็นอย่างนี่แล้ว โอกาสมาถึงเธอแล้ว ทำไมกลับยังลังเล ทำสิ่งที่ขับไล่เขาออกไปอีกละ ถ้าเป็นฉันละก็จะไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดไปเลย ฉันจะสารภาพไปตามตรง ไม่เจ้าคิดเจ้างอนอีก ดูท่าหมอนั่นชาตินี้คงไม่มีเป็นครั้งที่สองแล้วละ ที่จะมาขอคบกับเธออีก เธอเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอง หาทางเอาเขากลับมาเอง หรือถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จงตัดใจหาคบกับผู้ชายคนใหม่เสียเถอะ เอาตาแก่ลามกที่หอพักของเธอนั่นแหละ ท่าจะทุ่มเงินหนักดีด้วย หนอยดันเอาไปเปรียบเทียบทับถมพ่อบุญส่งคนซื่อของฉันได้”





Create Date : 06 เมษายน 2553
Last Update : 10 เมษายน 2553 12:48:12 น.
Counter : 624 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments