มิถุนายน 2553

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
11 มิถุนายน 2553
All Blog
สมิงไวรัส บทที่ 7


น้ำค้างดึกยิ่งลงจัด สัมผัสลงยอดไม้จนกลั่นตัว หยดแมะจากใบสู่ใบ ร่วงมาสู่พื้นดังเปาะแปะ ในเงามืดยังคงมีแสงรอดจากหลังคาป่ามากมาย หยดน้ำโปรยปรายตัดแสงนั้นเห็นอยู่ทั่วไป ลมโยกพุ่มฉัตรแห่งตะเคียนดงดัง ครืน..ครืน.. น้ำค้างเทลงมาทีประหนึ่งคล้ายเสียงฝนตก พรูลงมายังเพิงพักชั่วคราวเบื้องล่างนั้น กระเซ็นหยดน้ำอันเย็นจัด ทำเอาคนนอกที่กำบังต้องวิ่งกันวุ่น

เต็นท์ที่พักของนายสัณฑ์กับพวกเด็กหนุ่ม มีเพียงหลังเดียวไม่เพียงพอให้หลายคนเข้านอน ต้องขึงผ้าพลาสติกเป็นกระโจมชั่วคราว พื้นปูด้วยใบไม้ทับด้วยผ้าใบอีกที ทั้งหมดนอนก่ายกอดกัน ใต้ผ้าห่มผืนบางไม่ช่วยกันความหนาวได้มากนัก นอกจากอาศัยไอตัวซึ่งกันและกัน

อาหารที่นายหมอสั่งมาให้ พร่องไปนิดเดียว เพราะแต่ละคนยังห่วงอาการป่วยของนายสัณฑ์ ผู้ที่แท้จริงคือครูไพรวัลย์ ในอดีตของพวกเขานั้นเอง อดีตเด็กสลัม เด็กเร่รอน พื้นฐานที่ลำบากมาตั้งแต่เด็กทำให้พวกเขามีความอดทนสูงต่อความยากลำบากทั้งปวง แม้ต้องกลับมาพบกับวันคืนอันยากลำบากอีกครั้ง แต่ในใจไม่เคยนึกหวั่นเพราะบัดนี้พวกเขาได้‘ครู’กลับคืนมาแล้ว

แควก..แควก..

เสียงร้องอันแสนอัปมงคลของนกแสก ดังอยู่เหนือหัว มันก้องกังวานเย็นยะเยือกไปทั้งดงมาตั้งแต่เข้าหัวนอน พอคนข้างล่างลืมตาขึ้นมาก็จะพบกับตาโตของเจ้านกตระกูลเค้าแมวตัวนี้จ้องลงมา ขนหัวขนหางลิ่วตามลม กระพือปีกดังพรึบพรับทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้ตลอดเวลา เมื่อลมพัดโยกครืน แต่ก็ไม่ยอมจากไปไหน

“นอนไม่หลับหรือโย่ง?”

“ครับ”

“น้ำค้างลงจัดก็เงี้ยะ หนาวบรรลัย”

เสียงโต้ตอบกันในความมืด แม้ไม่เห็นหน้ากัน หากกลิ่นเหล้าคลุ้งจากลมหายใจของเล่าอูมันบอกที่อยู่ชัดเจน ว่าเขานั่งบนขอนไม้ทางปลายเท้าของทุกคน กองไฟตรงหน้าเหลือแต่ขี้เถ้ากับถ่านแดง ๆเล็กน้อยเท่านั้น

เด็กหนุ่มลุกขึ้นมานั่งกอดเข่า ห่อตัวอย่างสั่นสะท้าน ฟันกระทบกันดังกึก ๆแข่งกับเสียงกรนของเพื่อนอีกสองคน ใช้มือคลำหาร่างครู ซึ่งต้องกลายเป็นคนป่วยไปแล้ว สัมผัสได้ที่ต้นขา ร่างนั้นกลับเย็นชืดจนน่ากลัว จนเขาต้องรีบสละผ้าห่ม ลากไปคลุมทับให้อีกที

“เอาสักอึกมะ น้าเอาเหล้ามาด้วยรับรองหายหนาว”

“ไม่ล่ะครับ ผมยังพอทนได้”

เห็นสภาพของสัณฑ์ นอนแข็งทื่อเหมือนศพแล้วก็ต้องก้มหน้ากุมขมับ ตาแดงขุ่นสีช้ำหากจะมีใครมองเห็น ส่งคำถามไปยังคนคู่ใจของคนป่วยทันที

“น้าเล่าอูทำไมเราไม่ไปบอกหมอกฤษณ์มาช่วยดูอาการของครูละครับ เราจะปล่อยให้พี่สัณฑ์เป็นอยู่อย่างนี้นะเหรอ เครื่องไม้เครื่องมือหมอก็มีออกเยอะ ยังกะโรงพยาบาลเคลื่อนที่ แล้วทำไมต้องปล่อยให้ครูต้องมานอนป่วยอนาถาขนาดนี้ด้วย”

เขม้นตามองอีกสองคน ยังนอนหลับคุดคู้อย่างเอร็ดอร่อย แย่งผ้าห่มคนป่วยไปอีก อยากล่อเท้าถีบไอ้บ้าให้สักเปรี้ยง เล่าอูลุกมาทำเสียง จุ๊ๆ บอกว่าอย่าทำ

“ชู่ว..ววว อย่าโวยวายเสียงดังไปดิ เกรงใจคนป่วยหน่อย..”

ขวดเหล้าในมือซ้าย มือขวาคลำในเงามืดจับหน้าผากกับซอกคอคนป่วย

“ท่าจะไม่ดี พรุ่งนี้เห็นทีจะต้องทำเสลี่ยงคานห่าม แบกเอาแกไป”

“น้ายังไม่ได้ตอบคำถามผมเลย ว่าทำไมไม่บอกให้หมอกฤษณ์ ให้รู้ถึงอาการป่วยของพี่สัณฑ์”

“ที่ไม่บอกก็เพราะนายสัณฑ์แกป่วยเป็นโรคประหลาดนะสิ ชีพจรเต้นอ่อนเหมือนคนจะตายมิตายแหล่แบบนี้ ถ้าเอาไปให้หมอแกต้องโดนเข้าใจผิดเอาไปผ่าตัดขึ้นเขียงแน่ ดีไม่ดีจะตายเอาจริงนา แกเป็นอย่างอีกวันสองวันก็หาย ลุกขึ้นมาเดินเหมือนเดิมนา เชื่อหมอเล่าอูซี..”

“ผมไม่เคยได้ยินชื่อโรคประหลาดแบบนี้เลยนะครับ ตัวพี่สัณฑ์แข็งทื่อ ยังกะใกล้จะ ใกล้จะ..”

“ฮึ้ย..อย่าน่า อย่าคิดอัปมงคล นายสัณฑ์ดวงแข็งไม่ตายง่ายๆหรอก เมื่อกี้ตาลีก็มาดูอาการให้แล้วไง แกแค่หนาวจนตัวแข็งไปแค่นั้นเอง เห็นมั้ยยังหายใจแขม่วๆอยู่เลย ที่แน่ๆเจ้าตัวเองก็เป็นคนสั่ง กำชับนักกำชับหนา ว่าเรื่องที่แกเป็นอยู่นี้ห้ามรู้ถึงหูหมอกฤษณ์อย่างเด็ดขาด พวกเราก็ได้ยินกันหมดนี้”

ย้ำมาด้วยคำสั่งของเจ้าตัวเองอีกครั้ง บ่นฟอดแฟด อย่างไม่มีอารมณ์จะต่อคำด้วย

ยันเข่า ค่อยคลานถอยหลังกลับมา ก่อนจากเอาก้นขวดเหล้าเคาะหัวให้คนขี้เซาข้างๆตัวคนละโป๊ก มันทั้งสองก็ยังไม่ตื่น เพียงเอามือไถกระบาล ไม่รู้สึกรู้สา โย่งได้แต่เอออา ไม่กล้าพูดว่าสัณฑ์เหมือนคนใกล้ตาย นกแสกอัปมงคลก็ดันมารออยู่ข้างบนอีก ได้แต่ก้มหน้าเศร้าพูดไป

“พี่สัณฑ์ทั้งที่รู้ว่าตัวเองเจ็บหนัก ตัวเองยังจะไปไม่ไหวแล้วยังชอบหาเรื่องใส่ตัว ตอนเช้าก็ยังไปวอนหาเรื่องแกล้งยวนพี่เกตุอีก วันนี้พวกผมต้องช่วยกันผลัดกันแบกเอาตัวแกมา กว่าจะมาถึงนี้ก็สะบักสะบอมหนัก ข้าวปลาอะไรให้ไปก็ไม่กิน บ่นหิวแต่น้ำทั้งวัน แกคงร้อนใน เห็นแล้วน่าสงสาร ครูเป็นถึงนักกีฬาวีระบุรุษของชาติ ไม่นึกว่าต้องมาใช้ชีวิตอนาถาขนาดนี้”

โย่งตัดพ้อแทนชีวิตของผู้มีพระคุณ

ร่างในชุดดำล้วน นอนเหยียดยาวดูราวกับไม่หายใจ เส้นผมและหนวดเครา มีหงอกขาวแซมสลับ ดูทรุดโทรมกว่าอายุจริงไปมาก เพียงเท่านี้คนมองได้เพียงถอนลมหายใจเท่านั้น

“อย่าคิดมากซี... เรื่องทุกอย่างมันมีทางออกของมันเองนา ไม่ต้องห่วง”

ผละจากคนไข้ ลุกมาทั้งสองคนมานั่งบนขอนไม้เดียวกัน ควานหาฟืนก่อไฟขึ้นใหม่ เปล่าประโยชน์ไม้มันเปียกชื้นเกินจะติดไฟได้ง่าย ๆ เล่าอูยื่นเหล้าให้ โย่งปฏิเสธอย่างนิ่มนวลแล้วลุกเดินไปค้นสัมภาระหยิบเสื้อและกางเกงมาสวมทับอีกหลายชั้น เสร็จจึงชวนพูดคุยไปเรื่องอื่นต่อ

“กลางคืนที่นี่มันหนาวทารุณมากนะครับ รู้สึกเย็นเข้าไปถึงกระดูกเลย หนาวยิ่งกว่าที่บ้านเกิดผมเสียอีก ผมนอนลืมตาทั้งคืนแล้ว ข่มตาหลับไม่ได้จริงๆ มาเผลอวูบไปหน่อยเดียวเองเมื่อกี้”

มีรอยยิ้มเล็กๆเกิดขึ้นที่นายโย่งไม่อาจเห็น ความรู้สึกที่ซ่อนไว้ภายในของเล่าอูแอบนิยมเด็กหนุ่มคนนี้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน

“โย่งเป็นคนอีสานหรือเปล่าสำเนียงมันให้นะ”

“ครับ”

ต้องฉงน สนเท่ห์ในใจยิ่ง ต่อพรานคู่ใจของนายสัณฑ์ ลักษณะการพูดจา คำผรุสวาทแสบสันเหมือนเคยผ่านการใช้ชีวิตแบบคนพื้นราบมาก่อน ใช้ปืนสั้นและปืนลูกซองได้อย่างเฉียบขาด พอๆกับการเป็นหัวหน้าคนได้ มิใช้เป็นกะเหรี่ยงขี้เหล้าทื่อๆอย่างภาพที่เห็นมาแต่แรก

“ผมกับไอ้คง พื้นเพเดิมมาจากจังหวัดสกลนคร เป็นคนมาจากหมู่บ้านเดียวกันเลยครับ ไอ้หน้าตาผิวพรรณกับสำเนียงของผมกับมัน ใครก็เดาออกง่าย แล้วเออ.. แล้วนี่น้าตื่นตั้งแต่ตอนไหน? ทำไมผมลืมตาทีไรก็เห็นนั่งอยู่ตรงขอนไม้นี่ทุกที”

“ก็ตื่นมันทั้งคืน บอกแล้วไง ว่าจะเฝ้าไข้นายสัณฑ์เองไม่ต้องห่วง น้ากับอาจารย์ตาลีติดตามนายสัณฑ์มาหลายปี รู้ใจรู้มือกันดีอยู่แล้ว ติดอยู่ที่พวกเราเอง บอกให้เข้าไปนอนข้างใน มีถุงนอนไฟฟ้าอุ่นๆให้ซุกตัวนอนก็ไม่ไป มาทนห่มผ้าผืนเท่ากระแบะมืออยู่ได้ ดีไม่ดีจะเป็นปลอดบวมเอา ทีนี้ได้กลายเป็นผีจริง ไม่ถูกผีเข้าอย่างที่ตาลีว่าอีกแล้ว”

“และที่สำคัญคืนนี้พวกน้ายังมีเรื่องสำคัญต้องรับมือ”

“เรื่องเสือดำตัวนั้นใช่ไหมครับ?”

“ชู้ว…อย่าเอ็ดไป เขาอยู่ตรงนั้น”

เสียงเขย่าน้ำในขวดเหล้าดังค๊องแคง เงาตะคุ้มของคนขี้เหล้ายกแขนชี้ไปทางด้านหนึ่ง

“ที่เห็นเป็นเงาทะมึนปนอยู่ในหมู่หิน เฉียงห่างไปทางซ้ายมือของนายซัก ๕๐ เมตรน่านแหล่ะ เขาแอบยืนมองดูพวกเราอยู่ตรงนั้น”

แรกคิดว่าเป็นก้อนหินภูเขาธรรมดาลูกหนึ่งจนเมื่อมรกตคู่นั้นเปิดขึ้น มันคือดวงตาที่จ้องมองมา

“สะเสือดำตัวเดิมนั้นใช่มั้ยครับ ไอ้ตัวที่ตามเรามาตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้ว และตอนนี้ก็มาอยู่ห่างจากพวกเราแค่นี้เอง ทำไมน้าไม่รีบปลุกพวกเราก่อนไม่งั้น…”

“ไม่ต้องเอะอะไป สองคนนี้จะตื่นตกใจเสียเปล่า เสือดำตัวนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่น้าหมายถึงหรอก เขามาได้ปะเดี๋ยวเขาก็จากไปเอง เชื่อสิ”

ตบท้ายนี้ชูขวดเหล้าวาดไปมาในอากาศ ฮัมเพลงเล็ก ๆไปด้วย โย่งต้องเอามืออุดจมูกกลับกลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้ง ไม่แน่ใจคำพูดของคนขี้เมาคนนี้จะเชื่อถือได้แค่ไหน

“งั้นหรือครับ ตั้งแต่ตอนกลางวันมาแล้ว ทุกคนยกเว้นพวกผม ดูจะไม่ใส่ใจ ทุกข์ร้อนกังวลเกี่ยว กับเจ้าเสือตัวนี้อย่างที่ควรจะเป็นเลย นั่นเป็นเสือกินคนไม่ใช่หรือครับถึงจะบอกว่าตามกินซากก็เถอะ มันไม่กินจนติดใจแล้วมาไล่ล่าเอาเหมือนที่ทำกับเราอย่างนี้อยู่หรือครับ สัญชาติเสือมันเป็นนักล่ายังไงผมก็ไม่ไว้ใจมันอยู่ดี”

เรื่องของป่าไม่อาจจะเถียงพรานได้ เล่าอูยังคงกระดกเหล้าเข้าปากเสียงดังอั๊กๆอย่างหวานคอ แม้มองกลับไปอีกที เสือยังคงยืนมองมา จากท่านิ่งๆเหมือนก้อนหินก็วาดหางไปมา กระพริบตาเป็นบางครั้ง

“ว้าก!!..บักโย่งซอยข่อยแน..”

“อยู่ดี ๆก็แหกปากสะลั่นป่า ขอสักทีเถอะวะ!”

หายใจหายคอแทบยังไม่ทั่วท้อง มาทำให้ตกใจเลยถีบเข้ายอดอกพอเหมาะเม็ง หงายหลังตึง

“ไอ้โย่ง! ไอ้กระปอมแห้งมาถีบกันทำไม!?”

“อะรายเหอะไอ้เขียดน้อยในรอยตีนโค”

“ไม่ต้องเถียงกัน แล้วตกลงเจ้าคงฝันร้ายถึงอะไรรึ”

เล่าอูฉายไฟแหวกวงเข้ามา โย่งยังไม่กล้าละสายตาไปจากเสือร้าย แต่ก็ไม่กระโตกกระตาก คนฝันร้ายถูกไฟฉายจับหน้า โดนซักถามก็ไม่เห็นแววล้อเล่นอันใด

“น้าอยู่นี้ก็ดีแล้ว เมื่อกี้ผมฝันร้ายชะมัด ฝันว่าที่เรานอนอยู่นี้ เป็นหมู่บ้านๆหนึ่งไม่ใช้ป่าอย่างที่เราเห็นอยู่นี่เลย”

“ว่ามาให้ละเอียดเลยไอ้หนูผี”

ส่งขวดเหล้าให้ คง รับมากระดกอย่างง่ายๆเพราะชอบดื่มเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ดีกรีขยายหลอดเลือด ก็เริ่มพูดได้ไม่ติดขัด

“ผมฝันว่า ที่นี่มีบ้านเรือนสวยงามหลังใหญ่โตอยู่เต็มไปหมด ในหมู่บ้านยังกะมีงานบุญ ได้ยินเครื่องเป่าเครื่องสายของวงมโหรี ผมเห็นคนในชุดนุ่งห่มขาวเดินกันขวักไขว้ไปมา มีคนอุ้งขันเงินใส่ข้าวสวยร้อนๆ เหมือนยังกะจะไปใส่บาตรพระ กลิ่นข้าวหอมงี้ ผมยังจำติดจมูกอยู่เลย ยังกะมันจะเป็นความจริง

ในนั้นมีคนหนึ่งแวะมาบอกผมว่า มีพระธุดงค์มาปักกลดอยู่ฝั่งโน่นของแอ่ง พวกชาวบ้านต้องรีบไปใส่บาตรพระกัน ขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับแขก ไว้เสร็จงานบุญจะมาช่วยดูแลให้ คนเหล่านี้บางคนก็หล่อก็สวย แต่หลายคนหน้าตาแปลกๆยังกะไม่ใช่คน ท้องฟ้ามันสลัวๆไม่กลางวันไม่กลางคืนดูยังไงชอบกลเหมือนไม่ใช่หมู่บ้านคนนะสิ”

“กินมากก็ฝันมากน้าเล่าอูอย่าไปฟังมัน”

โย่งสวนมาทันที

พอดีอีกคนจอมเฟอฟะ นายเดชกำลังโงกเงนลุกขึ้นมา เอามือเกาท้ายทอย ตาหยีๆหันซ้ายหันขวาคล้ายกำลังมองหาอะไรซักอย่างหนึ่งจากในดงลึกแวดข้าง คง กะจะถวายบาทเข้ายอดอก เอาคืนกับเจ้าคนเชื่องช้า ไม่ทันเข้าใกล้ มันก็อ้าปากหาววอดส่งกลิ่นลมหายใจบูดเน่าจากแบตทีเรียได้ที่เข้าเต็มหน้า

“ไอ้เดช อุ๊บอ๊อก เมิงปายกินหมาเน่ามาหรือวะ”

ชี้นิ้วสั่นริกๆใส่หน้าจอมเรอ มืออุดปากทำท่าจะอ้วก ท่ามกลางเสียงหัวร่อก๊าก! ของเล่าอู โย่งขยับเข้ามาเอามือไสหัวเพื่อนตัวเล็กหงายหลังออกไป หันมาจ้องหน้าเพื่อนร่างใหญ่คล้ายรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างไปด้วย

“เมื่อกี้มองหาอะไรวะ เดช?”

“หาพี่สาวคนสวย”

“พี่เกตุอยู่ข้างในกับหมอกฤษณ์ จะเดินอะไรเอาเวลานี้”

“ไม่ใช่ ”

คนหน้าซื่อแต่กวนหลบใน ชี้นิ้วไปยังต้นตะเคียนคู่ ลำต้นตระหง่านเหนือหัวของทุกคน

“พี่สาวสองคน ยืนอยู่ตรงนี้และก็ตรงนี้ ถึงไม่สวยเท่าพี่เกตุแต่ก็สวยมากอยู่ดี”

“ไอ้เดช… แกเมาขี้ตาตัวเองแล้ว อย่ามาพูดพร่อยๆนะโว้ย”

คง คลานกลับเข้ามา ลากเสียงยาวหลอนท่ามกลางความเงียบ เดชรีบแย้งกลับทันที

“จริงๆนะ ตอนนี้พี่สาวคนหนึ่งยังบอกฉันด้วยเลยว่า อย่าออกไปจากอาณาเขตที่พี่สัณฑ์ขีดไว้แม้แต่ก้าวเดียว หมอกที่กำลังลงมาจากวิญญาณยักษ์ร้ายบันดาลให้เกิดขึ้น หากก้าวขาออกไปจะไม่ได้กลับเข้ามาอีก”

“เหอเหอ.. พูดถูกแล้วพ่อหนุ่มน้อย”

“เสียงอะไรกันหว่าน่ากลัวเหลือเกิน”

คง ต้องเป็นฝ่ายหดคอ รู้สึกว่าน้ำเสียงอันน่าสะพรึงจะมาจากด้านหลัง

มือยังคลำยอดอก บ่นอุบ พอหันมาตามเสียงก็ต้องขนลุกเกรียว แรกคิดว่าเป็นก้อนหินใหญ่พูดได้ในเงามืด แต่เมื่อเพ่งมองนั่นคล้าย หมีใหญ่หรือคนร่างอ้วนเกินอัตรา มือข้างหน้าคล้ายกำลังเกาโคนขาหนีบ แบบคนเกาสังคัง แต่มีเสียงดังครืด ครืด เหมือนเอาไม้ไปครูดกับหิน

“ตาลีเองพ่อหนุ่มน้อย เหอะ เห่อ”

“ปู่ตาลีเอง โธ่…”

ไม่รู้คนตัวใหญ่ขนาดนี้จะเดินมาใกล้ตัว ได้อย่างเงียบกริบเหลือเชื่อ เล่าอูฉายไฟเข้าใส่ ถึงรู้ว่าแกกำลังเอาแท่งสมุนไพรขัดถูกับหินฝนยา รูปตาเรียวแบบหมาจิ้งจอก จมูกบี้แบนและฟันเหลืองอ๋อย พยักหน้าหงึกยิ้มหวานให้มา

“พ่อหนุ่มน้อยคนนั้นพูดถูกแล้ว กลางค่ำกลางคืนอย่าเที่ยวเดินไกลจะหลงป่า”

ฝนยาเสร็จกรอกน้ำยาจากการนั้น เทลงข้อไม้ไผ่ขนาดเล็ก ใบไม้อุดฝาแล้วชูมาให้

“อ๊ะ เอาไปใช้นะพ่อหนุ่มน้อย”

หัวเราะเหอเหอ ชอบใจอยู่คนเดียวอย่างไม่มีเหตุผล เด็กหนุ่มต้องอ้าปากค้างมองหน้ากัน จนเล่าอูต้องลุกมารับแทน ยกมือไหว้ทูนหัวแล้วส่งต่อมาให้นายโย่งอีกที

“รับเอาไปซะ ระดับอาจารย์ให้มาของดีทั้งนั้น”

“อึ ไม่เอา กลัวตาลีเอากะโหลกคนมาฝนยาให้กิน”

“ปัดโธ่ ใช่ที่ไหนกันเล่า”

“เหอเหอ พ่อหนุ่มน้อยโดนผีเข้าให้แล้ว ตาลีจะช่วยเอง”

“อาจารย์จะบอกว่าให้เอายานี่ไปทาแผลของพวกนาย ที่โดนปาหินมาไงล่ะ มารับไปสิมัวบื้ออยู่ได้”

คลำเบ้าตา หนังหัวกับหนังปากยังเจ็บแปลบยิ่งระบมหนักจากเมื่อวานแล้วค่อยนึกขึ้นมาได้ โย่งรีบรับมาก่อน

“อะเออ พวกเราขอบคุณครับปู่ตาลี”

เปิดจุกออกมา กลิ่นของมันขื่นเขียวไม่โสภา เลยทดลองเอายามาแตะเล็กน้อยที่แผลปรากฏว่ามันเย็นซ่าน รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก คราวนี้เลยรีบเอามาละเลงทากันใหญ่ พรานขี้เหล้าเห็นดังนั้นก็หัวเราะหึๆส่ายหัว หันมาถามหมอยาสมุนไพร

“อาจารย์ช่วยนายสัณฑ์ไม่ได้เลยเหรอ”

คราวนี้รอยยิ้มเหลืองค่อยหุบลงแล้วส่ายหน้าแช่มช้า

“นายสัณฑ์เป็นคนตายไปแล้ว เป็นผีในร่างคนเป็น”

พวกเด็กหนุ่มถึงกับอ้าปากเหวอกับการวินิจฉัยโรคแบบแปลกประหลาด แกก็เก็บเครื่องฝนยาหมู่นวเขี้ยวต่างๆกลับคืนย่ามห้อยคอ ใบหน้าอวบตูมมองร่างอันเเน่นิ่งแล้วหันมามองทุกคน

“ดวงวิญญาณที่ยังคงวกเวียนสิงสู่อยู่ในร่างนี้ อย่างไม่รู้ผุดรู้เกิดเพราะยังห่วงหาอาลัยอยู่กับสิ่งหนึ่ง แม้ตายไปแล้วก็จะกลับคืนสู่สังขารครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยอิทธิมหาอำนาจเบื้องบน เกินกว่าวิชาของอาจารย์จะช่วยได้ ช่วยคนตายกลับคืนคนเป็นไม่ได้หรอก”

เล่าอูต้องเกาหนังหัวแกรกๆ เพราะฟังไม่เข้าใจสิ่งที่หมอผีชาวว้าพูด มองร่างแน่นิ่งของสัณฑ์แล้วก็ต้องร้องเฮอ..หันมาบ่นเข้าให้บ้าง

“อาจารย์ตาลีพูดไม่รู้เรื่องอีกแล้ว อายพวกเด็กๆมันบ้างเถอะ”




ใต้ร่มกิ่งก้านใบอันเกือบทึบของดงตะเคียน เต็นท์นอนของทุกคนกระจายกันอยู่ ตามแต่จะเลือกวาง กองไฟเล็กๆถูกวางแนวเป็นอาณาเขต บัดนี้รี่โรย เหลือแต่ถ่านแดงฉานส่งควันลอยกรุ่น พวกเดินยามไปนั่งซุกตัวหลบไอหนาว อยู่ที่ใดที่หนึ่ง ในห้วงนิทรารมณ์ของทุกคนจึงมีแต่ความเงียบเชียบเท่านั้น เสียงนกป่าร้องก้องวังเวงมาทีหนึ่ง ให้คนในที่นอนอันแสนอบอุ่นพลิกตัวมาเสียครั้งหนึ่ง

หน้าที่พักของหัวหน้าคณะแพทย์อาสา มีชายในชุดสีดำยืนนิ่งอยู่ แสงจากดวงจันทร์ส่องเป็นลำทอดลงมาจากช่องว่างรอยต่อของปลายไม้ ส่องให้เห็นช่อดอกไม้สีเหลืองสด ที่เขาคนนั้นยืนเอามือไขว้แนบสนิทไว้ สงบแน่นิ่งราวกับกลมกลืนไปกับทุกสรรพสิ่ง คอแหงนมองสูงดูดวงจันทร์ แสงฉายสว่างนวลผุดผ่องทำให้เห็นขนตากระดิกไหว จมูกโด่งเป็นเอกลักษณ์ เส้นผมหยิกหยักศก ไหล่กว้างแผ่นหลังใหญ่หนาทรงคล้ายชาวยุโรป แต่เมื่อหันหน้ามาใบหน้านั้นค่อนไปทางชาวเอเชีย

“เกตุ ตื่นเถอะ..”

“อะอืม…”

“พี่มาหา อย่าขี้เซาเลยนักสิ”

“อืม…พีหมอ เรียกทามไม”

โงกเงนขึ้นมาเอามือเขย่าปลุกคนข้างตัว ตาเบลอๆก็เห็นยังนอนแน่นิ่งอยู่


“นี่พี่ไพรวัลย์เอง”

กระพริบตาปริบๆ ตื่นอย่างรวดเร็วด้วยเสียงทุ้มนุ่มกังวานแว่วดังชัดขึ้นทุกที หญิงสาวในชุดนอนสีเขียวลายใบกัญชาตัวเก่งต้องผงะยันตัวขึ้นนั่ง สิ่งที่เห็นตรงหน้า คือลมป่าพัดผ้าใบประตูเต็นท์เผยอออก ทำให้เห็นร่างใต้แสงจันทร์เด่นถนัดตา

“พี่ไพรวัลย์จริงๆด้วย”

สลัดโปงผ้าห่มออกจากตัวโดยไว

“อย่าลุกขึ้นมา”

“ทำไมละค่ะ เกตุอยากไปหาพี่ไพรวัลย์เหลือเกิน..”

น้ำเสียงแทบจะเหือดหาย มองร่างสูงโปร่งนั้นด้วยน้ำตาคลอหน่วย สลับกับมองพี่หมอผู้สงบนิ่งในโปงผ้าห่ม ขนตางอนนั้นไม่กระดิกสักนิดกับการไหวตัวของเธอ แม้จะเอามือเขย่าปลุกเรียกสักเท่าใดเพื่อให้มาร่วมรับรู้ถึงการมาของเขา

กฤษณ์ยังคงหลับลึกอยู่เช่นนั้น

“อย่าได้ทุกข์ร้อนใจไปเลยเด็กดื้อของฉัน ณ ห้วงเวลาเช่นนี้มีเพียงเธอเท่านั้นที่รับรู้การมีตัวตนอยู่ของพี่”

ยกช่อเอื้องผึ้งสีเหลืองสวยสด มาไล้ที่จมูกและละเมียดดอมดมอยู่เช่นนั้น นัยน์ตาซ้ายสีเขียวเร้นลับเปล่งประกายจับมา ราวกับมีอำนาจสะกดจิตใจ เมื่อลดช่อกล้วยไม้ลง รอยยิ้มที่ปรากฏพลันลดลงตาม

“จนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น เธอจงอย่าออกไปจากอาณาเขตปางพักแห่งนี้อย่างเด็ดขาด มีอันตรายใหญ่หลวงจากภายนอกคอยจ้องเข้ามา มีแต่เธอกับกฤษณ์ที่พี่สู้คอยปกป้อง สิ่งเลวร้ายเหล่านั้นมิให้มากร่ำกราย นี่คือสิ่งที่พี่ต้องการมาบอก”

เป็นน้ำเสียงเข้มงวด ขึงขัง ตามนิสัยดังเดิมในอดีต

“พี่ไพรวัลย์มีเรื่องจะพูดเพียงเท่านี้หรือค่ะ?”

แววตาแสนเว้าวอนเริ่มมีน้ำใสไหลลงร่องแก้ม ทำเสียงสะอึกในลำคอด้วยความน้อยใจ กรีดนิ้วป้ายเช็ดไม่หยุด พยายามข่มความรู้สึกเอาไว้ บัดนั้นชายหนุ่มนัยน์ตาสองสีจึงเริ่มเปลี่ยนท่าทีมาเป็นอ่อนโยนเช่นเดิม

“เกตุ พี่มาแสดงความยินดีกับการหมั้นของเธอ พี่มีความสุขมากกับเรื่องมงคลนี้ ไม่มีใครในโลกจะเหมาะสมไปกว่ากฤษณ์อีกแล้ว ต่อไปนี้ลูกศิษย์หัวดื้อคนนี้ จะไม่อยู่คนเดียวในโลกอีกต่อไป ความอ่อนโยนของกฤษณ์จะค่อยๆขัดเกลานิสัยของเธอให้ดีขึ้นนะ”

“อะเออ ค่ะ”

ใบหน้าเศร้าต้องเปลี่ยนเป็นยิ้มแหย่ ไพรวัลย์เท่านั้นที่รู้จักเธอดีที่สุด

ร่างนั้นค่อยหันมา ยืนเต็มผงาด ช่อดอกไม้ถูกหอบอย่างบรรจง

“ดอกไม้ช่อนี้จะมาปรากฏอยู่หน้าเต็นท์เมื่อรุ่งเช้ามาถึง เพื่อเป็นของขวัญแก่ยอดดวงใจของพี่ทั้งสอง เกตุพี่ขออวยพรให้เราสุขสมในชีวิตคู่ตลอดกาลนาน”

กำมือขวาแน่น เลือนมาแนบตรงตำแหน่งหัวใจ แล้วผายมือชี้นิ้วมา

“เดี๋ยว! พี่จะไปไหนคะอยู่กับน้องนานกว่านี้หน่อยได้ไหม”

พูดอย่างเร็วรี่ สองมือพยายามเรียกปลุกคนข้างกาย แต่ไฉนเขาไม่ตอบสนองสักนิด แผ่นหลังอันกว้างใหญ่พลันหยุดนิ่ง พูดข้ามไหล่มา

“ไม่มีประโยชน์หรอก มีเพียงเกตุเท่านั้นที่พี่ติดต่อด้วยได้”

“หมายความว่าไง หรือนี่เป็นเพียงความฝัน น้องกำลังฝันไปใช่มั้ยค่ะ”

ปุจฉาในใจเธอกับสิ่งที่กังวล พี่ไพรวัลย์ของเธอไม่มีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้อีกแล้ว

ร่างสูงโปรง เอียงหน้าข้ามไหล่มา เห็นรอยยิ้มเล็กๆและฟันขาวสะอาด ส่ายนิ้วชี้ช้าๆบอกว่ารู้นะว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ความขี้เล่นของเขายังคงมีเช่นเดิม จนเกตุอดน้ำตาไหลพรากเป็นเผาเต่ายิ้มทั้งน้ำตา ก่อนที่เขาจะแหงนคอมองดวงจันทร์อีกครั้ง

“ไกลสุดลัดฟ้า ข้ามเทือกเขาร้อยพันโยชน์ แม้ตอนไปแข่งต่างประเทศ จิตใจของพี่หรือครูคนนี้ยังคงส่งไปให้ศิษย์ได้ประสบกับชัยชนะ พี่ยังคงอยู่ข้างกายเธอเสมอมา จนกระทั้งศิษย์น้อยของครูทุกคนได้ย่างก้าวมาในดินแดนไพรเถื่อนแห่งนี้เป็นครั้งแรก”

บุรุษนัยน์ตาสองสี หันหน้ากลับมาอีกครั้ง ตาขวาสีน้ำตาลตาซ้ายสีเขียวสดใสเป็นเอกลักษณ์

“ต่อไปนี้ พี่จะเเวะเวียนมาเยี่ยมเยือนเช่นนี้เสมอ จะไม่ทิ้งเราและเด็กๆทุกคนไปไหนอีกแล้ว แต่ต้องเป็นหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วเท่านั้นนะเข้าใจไหม”

อดีตศิษย์จอมดื้อได้แต่พยักหน้า น้ำตาไหลพรากอยู่เช่นนั้น น้ำเสียงมันตีบตันในลำคอไปหมดก่อนอดีตครูฝึกเทควันโด ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอทั้งในอดีตและปัจจุบัน จะเดินลับหายไปในแนวพุ่มไม้ แหวกพงจนลู่เอน มุ่งหน้าลงไปทางสระมรกตเบื้องล่าง

“ฮือฮือฮือ..อึก ฮือฮือ.. เกตุ ตื่นๆๆ”

“เอะพี่หมอ”

พอลืมตาอีกที ภาพที่เห็นกลายเป็นตนเองอยู่ในอ้อมแขนของพี่หมอ สะดุ้งตัวลุกขึ้นนั่งเอามือกุมขมับอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก กฤษณ์ยิ่งดึงร่างอันสั่นเทาเป็นลูกนกเข้ามากอดแนบชิด ใบหน้าชิดแอบแนบคาง

“เป็นอะไรไปน่ะ อยู่ๆก็ร้องไห้”

“นี่น้องไม่ได้ฝันไปหรือค่ะพี่หมอ”

“ปะโธ่ ฝันไปนี่เอง เด็กคนนี้ทำเอาพี่ใจเสียหมด”

บรรจงจูบปลอบขวัญบนหน้าผากและเรือนผมเป็นการใหญ่ แต่จิตใจของเกตุยังคงเลื่อนลอยอยู่กับพี่ไพรวัลย์ ไม่อาจแยกแยะ ว่าสิ่งไหนความจริง สิ่งไหนคือความฝัน ประตูเต็นท์ยังคงเผยอออก เหมือนในฝันเมื่อครู่ ทำเอาลมเย็นโชยเข้ามาได้ พี่หมอต้องลุกละเธอจากอ้อมแขน รีบไปปิดประตูโดยไว

“พี่จำได้ ว่ารูดซิบแน่นหนาแล้วนี่ แล้วมันไหลลงได้ไงนะ พี่ขอโทษนะทำเกตุนอนฝันร้ายเลย”

เมื่อหันหน้ามา คู่รักสาวก็นั่งคุกเข่ารออยู่แล้ว ใบหน้าซีดสลดคล้ายคนทำผิดมา

“พี่หมอค่ะ น้องมีเรื่องจะสารภาพ”

“ฮือ..สาระภาพ”

เขาพูดตาม หัวคิ้วย่นเข้าหากัน รีบเอาหลังมือแตะอังหน้าผาก และจ้องตา

“ตัวก็ไม่ร้อน ไม่ได้เพ้อเพราะไข้นี่จ๊ะ”

“ไม่ใช่ค่ะพี่หมอ น้องมีเรื่องจะสารภาพจริงๆ”

เธอพูดเหมือนจะหลบตา สะอื้นอยู่อย่างนั้น กฤษณ์ต้องดึงร่างอันสั่นเทานั้นมาอิงแอบเช่นเดิม

“มันเกี่ยวกับเรื่องของพี่หาญศึกกับครูฝึกของน้องเอง น้องไปทำผิดกับทั้งสองคนไว้ เวลานี้น้องมีแต่ความทุกข์จริงๆพี่หมอช่วยรับฟังไว้ด้วยนะค่ะ”

“ว่าต่อมาสิ”

เขาหลับตาพริ้ม รับฟัง จมูกคลอเคลียบนเส้นผมนุ่มไม่ห่าง

“น้องหลอกลวงพี่หาญศึก หลอกทั้งครอบครัวของพี่เขา”

“เกตุ น้องกำลังพูดอะไร?”

“มันเป็นเรื่องจริง พี่หมอคงไม่อาจทนรับความเลวของน้องเลยก็ได้ เพราะความจริงน้องเป็นคู่หมั้นของพี่หาญศึกอยู่แล้ว”

กฤษณ์ถึงกับสะดุ้งวาบกับคำนั้น หว่างคิ้วย่นลง จมูกเหมือนจะเบี้ยวนิดหนึ่ง

“คุณพ่อของพี่หาญศึกหมั้นน้องให้ลูกชายคนเดียวของท่านไว้นานแล้ว ซึ่งมีจ่าแจ๋วอีกคนที่รู้เรื่องนี้ดี แต่เจ้าตัวพี่เขาไม่รู้เพราะไม่ยอมกลับมาบ้านเลย เรื่องการหมั้นนี้น้องเก็บเงียบมานานแล้ว คงมีแต่จ่าเท่านั้นที่คอยดูท่าทีอยู่ห่างๆ แล้วน้องก็ไม่ได้ทำตามสัญญา มาเป็นคู่หมั้นของพี่หมออีก น้องรู้ตัวอยู่ทุกเวลาว่าเป็นคนเลวได้แต่ก้มหน้าหลอกลวงทุกคนไปวันๆ เงินทองของรับหมั้นได้มาก็ใช้ไปหมดแล้วด้วย”

“กะเกตุน้องพูดจริงหรือ”

เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

“จริงค่ะ”

หล่อนหลบตาเข้าสู่อ้อมอกเขาอีก

“ความจริงที่ว่าน้องคือคู่หมั้นของพี่หาญศึก แล้วความจริงอีกที่ว่าพี่เขาเคยเป็นสามีของแม่กานดา และก่อนแม่จะเสีย ก็ยังสั่งไว้ด้วยแล้วว่าห้ามยุ่งกับสามีของแม่อย่างเด็ดขาด น้องรู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังแอบไปรับหมั้นเงียบๆจากญาติผู้ใหญ่ของพี่หาญศึกซึ่งมันผิดต่อแม่ สุดท้ายก็มาผิดต่อคุณท่านทั้งสองซึ่งก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของน้องด้วย”

คำสารภาพจนหมดเปลือก คนหลอกลวงยอมเผยตัวออกมาแล้ว กฤษณ์แทบไม่อาจระงับความว้าวุ่นในจิตใจได้ ดึงร่างอันอ่อนระทวยมาเผชิญหน้ากัน เธอกลับหลบสายตาลงต่ำไม่กล้าเผชิญ

“แม้ผู้ต้องหาให้การสารภาพศาลท่านยังลดโทษให้เลย ไหนเกตุแก้ตัวมาซิ”

เขาข่มน้ำเสียงให้เป็นปรกติได้อีก

“น้องอยากมีบ้านเป็นของตัวเองเลยรับหมั้น เอาเงินก้อนนั้นมาซื้อบ้านให้แม่ให้น้องอยู่ ที่เหลือก็เอาไปซื้อรถสวยๆขับ แล้วรอเวลาให้พี่หาญศึกกลับมาจะได้แต่งงานกัน แต่พี่เขาไม่ได้รู้เรื่องว่าพ่อหมั้นผู้หญิงให้ เลยไม่กลับมา และใจจริงของน้องก็ภาวนาขออย่าให้กลับมาเลย เพราะใจจริงไม่อยากแต่งงานแม้สักนิด น้องหลอกลวงทุกคนมาตลอด รู้อย่างนี้พี่หมอจะคืนน้องให้พี่หาญศึกก็ได้นะค่ะ น้องเป็นคนไม่ดี กินข้าวบ้านเขา โตมาในบ้านเขาแล้วยังจะเอาเงินสินสอดอีก”

“ที่เกตุพยายามยั่วยวนเพื่อให้เป็นของพี่ให้ได้เมื่อคืนวานก็เพราะเหตุเช่นนี้เอง?”

ผิวหน้าอันร้อนผ่าวของหญิงสาวบ่งบอกว่ามันเป็นเรื่องจริงทุกประการ

“น้องโกหกจนได้เรื่อง จนไปเองไม่ได้แล้ว เผื่อวันใดจ่าเกิดลุกมาเปิดโปงเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องอ้างว่ากำลังตั้งท้องอุ้มบุญทายาทให้ตระกูลเสนานรงค์ เอาชื่อเสียงคุณท่านมาปู้ยี่ปู้ยำ ถึงตอนนั้นพี่หาญศึกคงนึกเกลียดผู้หญิงสกปรกคนนี้จนไม่นึกนับญาติอีกเลยก็ได้”

“พรุ่งนี้พี่จะพาเกตุไปขอขมาคุณหาญศึกเอง ดีแล้วที่ยอมสารภาพ ถ้าหากเขารู้เรื่องแล้วเราจะมาทำเหมือนแก้ตัวยังไงมันก็ฟังไม่ขึ้น”

นัยน์ตาสีฟ้าสดใสเหมือนยิ้มได้คู่นั้น เหมือนบ่งบอกถึงทางสว่าง ริมฝีปากชิดใกล้เหมือนแม่ เหล็กต่างขั้วดึงดูดกัน รอยจูบอันดูดดื่มอ่อนหวาน สองชิวหาควานหาพลิกสอดด้วยความรัก เนินนานจนผละมาหายใจรดกัน แล้วประกบอีกอย่างไม่ยอมหน่าย อุณหภูมิห้องบัดนี้เริ่มอุ่นขึ้นในบัดดล

แม้ลมจะไม่แรงหากเต็นท์นอนโยกไหว คำรักกระซิบฝากข้างหูครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำค้างหนักบนใบบอนสะสมมามากเสียจนหลั่งพรูลงสู่แดนดิน ยอดหญ้าบนเนินเขินไศลชุ่มฉ่ำหยาดหยดจนหยดสุดท้าย

ร่างขาวโพลนในโปงผ้าห่มกอดกันกลมอย่างสุขสม หญิงสาวยังคงไม่ลืมเรื่องทุกข์ใจ ได้แต่อาศัยอกอบอุ่นของคนรักเป็นที่พึ่งพิง

“สารภาพทุกอย่างที่ทำไว้ก็ดีแล้ว เรายังทันแก้ไข รวมทั้งเรื่องสินหมั้นพี่ก็จะคืนให้ไม่ต้องกลัวนะ คุณหาญศึกต้องเข้าใจไม่เกลียดน้องถึงขั้นตัดญาติกันไปเลยแน่ และเกตุก็เป็นของพี่หมอแล้วอย่างนี้ ถึงรู้ว่าตนเองมีสิทธิ์มาแต่แรกเขาก็คงไม่คิดทวงสิทธิ์คืนหรอก ก็คุณหาญศึกเป็นคนมีเหตุผลดีออกนะ”

พูดไปทั้งใจเต้นไม่เป็นส่ำ หวาดกลัวที่จะเสียของรักไป จะเป็นบุพเพหรืออุบัติเหตุอันใดก็ตามในเมื่อชีวิตมันพลิกผันได้เธอมาแล้ว จำใจมิอาจคืนให้ได้ ทั้งชีวิตก่อนหน้าเคยปวารณาตัวขอเป็นผู้ให้ ไม่ขอเบียดบังแย่งชิงกับใคร แต่บัดนี้ ความรักกับความเห็นแก่ตัวมันมาพร้อมกันเหมือนสายฟ้าจู่โจม ชายหนุ่มผู้หลบอยู่หลังกำบังไพรมานานปี ได้แต่กอดร่างคนรักเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

หากหญิงสาวคนนี้คือ‘มาร’ขัดขวางตามที่หลวงพ่อเคยทำนายไว้ก่อนหน้ามาหลายปี เธอก็คือมารแห่งความรัก ที่ตนเองตกไปในใยรักจนดิ้นไม่ออกแล้ว

“ยังมีอีกเรื่องที่น้องทำผิดร้ายแรง เพราะนิสัยเสียใจร้อนวู่วามไม่เข้าเรื่อง”

“เกตุยังไม่หายเรื่องเศร้าใจอีก พี่ปลอบจนเหนื่อยแล้วนะ”

“ไม่ใช่นะ พอ พอเลย..”

รีบเอาผ้ามาห่อตัว หน้ามุ่ย พลิกตัวหันหลังให้ ถามว่าพร้อมจะฟังหรือยัง เขาตามมาจูบพรมหัวไหล่เนียน ตอบอือม์ในลำคอ เห็นชายคนรักแล้วต้องใจหาย ความสุขที่เธอได้รับในทุกวันนี้เพราะติดหนี้ชายคนนั้นเอาไว้

“น้องทำให้ผู้มีพระคุณอีกคนต้องพบกับจุดจบอย่างน่าอนาถ ครูไพรวัลย์คะ ครูสอนเทควันโด เขาเป็นผู้มีบุญคุณสร้างชีวิตใหม่ให้ คอยอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ละเลิกพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เช่นนั้นเด็กคนหนึ่งอาจเป็น คนข้างถนน คงต้องขายตัวเป็นผีมะขามผีขนุนเลี้ยงปากท้องไปวันๆ

มีวันหนึ่งที่น้องต้องบุกไปค่ายมวยโจรของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง เพื่อไปเอาตัวโย่งออกมา ทั้งที่พี่ไพรวัลย์บอกว่าจะประสานกับทางตำรวจจัดการให้เอง แต่น้องก็วู่วามจนได้เรื่อง บุกเข้าไปเองกันสองคนกับนายคง แล้วก็เกือบตายทั้งคู่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีพวกหน่วยกู้ภัยกับตำรวจก็มาถึง พวกเขาบอกว่าว่ามีคนตายหลายคนในที่เกิดเหตุ หนึ่งในจำนวนนั้นมีนักกีฬาชื่อดังรวมอยู่ด้วย

พี่ไพรวัลย์มาช่วยเราสองคน จนตัวเองต้องพลอยได้รับเคราะห์ แต่น้องไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดว่าพี่เขาจะตายทั้งยังไม่มีศพให้ดูด้วย ได้แต่คอยเฝ้ารอให้พี่เขามาปรากฏตัวมาเอง จนเวลาผ่านมาหลายปี สิ่งที่พบเจอก็คือความฝัน พี่ไพรวัลย์มีตัวตนอยู่แค่ในความฝันเท่านั้น”

เขาละริมฝีปากจากเนื้อนวล ตาสีฟ้าเบิกขึ้นอยู่ใกล้ดวงหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ

“เกตุจ๊ะ น้องอาจจินตนาการไปเองจนนึกภาพเป็นเรื่องราวได้ ความจริงพี่ไพรวัลย์อาจมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ก็ได้ อย่าตีตนไปก่อนไข้เลยนะ”

ริมฝีปากเจือยิ้มซ่อนความนัยเล็กน้อยแต่หญิงสาวมิทันจะเห็น

“บางทีพี่ไพรวัลย์อาจจะอยู่ใกล้ๆอย่างคาดไม่ถึงเลยก็ได้นะจ๊ะ”

“งั้นหรือค่ะพี่หมอ ช่างมองโลกในแง่ดีจัง”





ร้อยเอกหาญศึก เสนานรงค์ พาร่างตนเองวิ่งลัดเลาะไปตามแนวโขดหินอันสลับซับซ้อน เลี้ยวลัด ซอกซอนด้วยความเร็ว ผนังหินสูงท่วมหัว มีปุ่มปมก้อนหินขรุขระ งอกตะปุ่มตะป่ำ ที่หัวไหล่บ้าง หัวเข่าบ้างเบียดกระทบกระแทกตลอดเวลาจากการวิ่งอย่างรีบเร่ง

ด้วยไม่กี่อึดใจที่ร่างใหญ่ฉกรรจ์อย่างกระทิงวิ่งลงมาอย่างเต็มฝีเท้า ในมือขวาถือมีด มือซ้ายถือกระบอกไฟฉายช่วยคลำทาง วกซ้ายเลี้ยวขวาอยู่หลายที มิช้าก็โผล่ออกมาอีกครั้ง เข้าสู่ลานโล่งกว้างปราศจากสิ่งใดมาบังแสงจันทร์อีก มองซ้ายมองขวาอย่างรีบเร่ง หาทางลงต่อไป สองเท้าก้าวเหยียบหนักๆ ดังก้องในยามราตรีอันเงียบสงัด ไปพร้อมกับเสียงสบถดังลั่นของเจ้าตัว เพราะเกือบจะหงายหน้าหงายหลังอยู่หลายครั้งจากความลื่น

น้ำค้างลงจัดจนหญ้าเขียวเปลี่ยนเป็นเกร็ดแลขาวโพลนไปหมด ทุกครั้งที่น้ำหนักตัวของนายทหารร่างยักษ์กดลงไป จะลื่นไถลไปปะทะอะไรต่อมิอะไรหักพังดังโครมคราม ไม้เล็กทั้งก้อนหินขนาดเขื่องขวางหน้า หักโค่นระเนระนาดคล้ายรอยกระทิงบุกตะลุยผ่าน

“ให้ตายเถอะ! ทำไมถึงชอบขยันหาเรื่องกันจริงนะ!”

ตะโกนโหวกเหวกอยู่ท่ามกลางความเงียบวังเวง กับอีกครั้งที่ตัวเขาลื่นไถลไปชนกับอะไรต่อมิอะไรไปทั่ว ใจก็นึกเดือดดาลอยู่คนเดียว ไม่ต้องคิดให้หนักให้ยุ่งยาก ต้องเป็นเกตุแน่ แม่น้อง สาวจอมพยศของเขา ที่ชวนหมอกฤษณ์ลงมาไกลหมู่คณะขนาดนี้ ทั้งๆที่รู้ว่ามีเสือกินคนมาป่วนเปี้ยนอยู่ข้างนอก แต่ก็ยังดันทุรังจะออกมาอีก ทำให้เขาต้องมาเสียเวลากับเรื่องหยุบหยิมไม่เป็นเรื่องขนาดนี้

เท้าเหยียบยันแง่หินกันลื่น มีดแทงต้นไม้ใกล้มือรั้งร่างเอาไว้ ยืนผงาดนิ่ง สายตาคมเหยี่ยวมองกราดไปยังภูมิทัศน์เบื้องล่างเพื่อหาคน ก่อนจะถอนมีดผละจากตำแหน่งนั้น ไฟกระพริบที่หน้า จอนาฬิกาสื่อสารบนข้อมือ มันปรากฏเป็นตัวเลขรหัสเฉพาะของคนเรียก เลาด์สพรีคเกอร์ตัวจิ๋วบนนาฬิกาสื่อสารดังขึ้น

“ผู้กอง! ได้ยินแล้วตอบด้วย”

เป็นเสียงอันเร่งร้อนของจ่า เขานึกอยู่แล้วว่าต้องมีมาแน่

โจนลงไปยืนบนก้อนหินใหญ่เพื่อหาหลักยืน ทรงตัวจนนิ่ง มือเท้าสะเอวหอบจนโครงบาน หาญศึกต้องจิปากลั่น สั่นหน้า เอาอุ้งมือไถกะบาลอย่างไม่รู้จะแก้ตัวอะไรกับลูกน้องอาวุโสคนนี้ดี เพราะจ่าเป็นคนบอกห้ามเขา หรือใครก็ตามไม่ให้ออกไปนอกแค้มป์หลังตะวันตกดิน ในหน้า ที่เขาเป็นผู้บังคับบัญชาก็จริง แต่ด้วยส่วนตัว จ่าก็เหมือนญาติสนิทคนหนึ่ง และยังเป็นครูฝึกทหารคนแรกของตนด้วย ความเกรงใจจึงมีมากจนปกครองไม่ค่อยจะได้


ต้องถอนลมหายใจผ่านริมฝีปากดังเฟี้ยว.. แล้วเรียกตอบกลับไป

“ได้ยินแล้วมีอะไรรึจ่า”




Create Date : 11 มิถุนายน 2553
Last Update : 11 กรกฎาคม 2553 18:54:33 น.
Counter : 444 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments