มกราคม 2553

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 28



สองร่างที่นอนก่ายกอดกันใต้ผืนผ้าห่มสีนวล เนื้อชิดเนื้อเบียดแอบแนบสนิท ถ่ายทอดไออุ่นให้แก่กันอย่างเป็นสุข เกตุเอาคางเกยยอดอกของกฤษณ์เอาไว้ แขนและขาก็โอบกอดเขาคล้ายกอดหมอนข้าง ขยับดิ้นขลุกขลักอยู่ตลอดคล้ายคนนอนร้าย หล่อนดิ้นน่าดู แต่กฤษณ์ยังคงนอนแน่นิ่ง เหมือนจมดิ่งอยู่ในห้วงความฝัน ดวงจิตของเขาเหมือนล่องลอยอยู่ในจักรวาล สองหูคล้ายได้ยินเสียงผู้คนจำนวนมาก ร่ำร้องอย่างโหยหวนเพรียกหาแต่ชื่อของเขา

“นายหมอ! ช่วยเราด้วย หมอกฤษณ์ช่วยเราด้วย...”

ได้ยินเสียงผู้คนมากมายร้องปริ่มจะขาดใจเหมือนจะรายล้อมเต็นท์เอาไว้ตะโกนเรียกหาเขาไม่หยุด

“เกิดอะไรขึ้นทำไม? ถึงมีคนมาร่ำร้องเรียกหาแต่ชื่อเรามากมายอย่างนี้ พวกเขาอยู่ไหนกันทำไมเรามองไม่เห็นตัวพวกเขาเลย”

เสียงในจิตกึ่งสำนึกของ กฤษณ์พยายามจะขยับแขนขา ทั้งที่สองตายังปิด ความทุรนทุรายจากเสียงที่เร่งเร้าขอความช่วยเหลือมันดังชัดเจนขึ้นทุกที จนแม้เสียงบางเสียงมันเหมือนกับคนของเขาเอง รวบรวมสมาธิเรียกญาณอินทรีย์จนพร้อม เสียงโหยหวนเหล่านั่นค่อยเบาบางลงไป อาการคล้ายคนถูกผีอำเช่นนั้นของกฤษณ์จึงหายไป จนกลับมาหายใจอย่างโล่งอกอีกครั้ง

“เจริญพรเถิดโยม”

“เสียงหลวงพ่อนี้!”

รวบรวมสติลุกขึ้นและตื่นได้ทันทีจากเสียงปลุกอันกอปรด้วยความการุณย์ยิ่งนั้น เมื่อสายตาของคุณหมอหนุ่มจับภาพทุกอย่างได้ชัดเจนขึ้น สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า คือประตูเต็นท์แบบฝาซิบถูกเปิดออกและลอยเผยิบๆคล้ายถูกลมตีพัด จนปรากฏแสงแห่งผ้ากาสาวพัสตร์เป็นรัศมีเรืองรองอยู่ปากประตู แสงอำพันสุกใสตัดฉากหลังด้วยความมืดและแสงแห่งหมู่เดือนดาว ราวกับว่าเขาได้นั่งอยู่ในนาวาอวกาศมองทิวทัศน์แห่งจักรวาล

ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในอิริยาบถประทับนั่ง ขัดสมาธิไขว้ หงายฝ่ามือทั้งสองข้าง ฝ่ามือวางหงายซ้อนกันบนตัก มือขวาทับมือซ้าย ใบหน้าอันอิ่มเอิบมีรอยยิ้มละไมมาที่เขา กฤษณ์รีบก้มกราบภิกษุรูปนั่นทันที แล้วนั่งตัวตรงอยู่ในอาการสำรวม

“นมัสการครับหลวงพ่อ”

พระคุณเจ้าปริศนารูปนี่ยังคงยิ้มละไมอยู่เช่นนั้นเป็นการตอบรับ แล้วยกหัตถ์ขวาขึ้นคล้ายประทานพร

“ขอให้ลูกพ้นทุกข์พ้นโศกเจริญสุขยิ่งๆขึ้นไป”

เขาพนมมือขึ้นระหว่างอกด้วยอาการนบนอบ มองภาพมงคลนั่นอย่างเต็มตา โน้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการรับพร แล้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาอันเปี่ยมสุข แต่ก่อนที่ กฤษณ์จะเอ่ยวาจาอันใดออกไป เสียงร้องโหยหวนปริ่มจะขาดใจนั่นกลับดังขึ้นมาอีก คราวนี้คล้ายจะดังอยู่เบื้องหลังของภิกษุ

เขาก้าวเข่า มือจับขอบประตูและรีบชะโงกหน้ามองออกไปอย่างรวดเร็วทางเบื้องหลังภิกษุ เพราะเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง พอเพ่งดู ก็รู้ว่าเป็นร่างของผู้คนมากมายและกำลังลอยเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกที กฤษณ์ต้องตะลึงแลลานเพราะยังมีร่างอีกมากมายลอยห่างออกไปอีก ต้นแหล่งเสียงเพรียกร้องหาเขาเมื่อกี้ ในฉากความมืด เงาผู้คนมากมายลอยคว้างเคว้ง และหนึ่งในนั่นเห็นแม้กระทั้ง สัณฑ์เพื่อนรักของเขาที่นั่งตัวสั่นเทาอยู่บนก้อนหินใหญ่

“นั่นคุณสัณฑ์นี้ เกิดอะไรกันขึ้นทำไม?เขากับผู้คนมาตั้งมากมายไปลอบวนเวียนอยู่ในที่อย่างนั้นได้”เป็นคำพูดกับตนเองเสียมากกว่าแต่พอจะนึกได้ คุณหมอเงยหน้าไปมองภิกษุตรงหน้า คล้ายจะเริ่มถามถึงสาเหตุนั่น พระคุณเจ้าปริศนาก็ยกมือทั้งสองขึ้นระดับอก หงายฝ่ามือ จนปรากฏรัศมีสีอำพันสว่างนวลและแผ่ออกไปจนกว้างรอบกาย บดบังภาพอื่นใดจนสิ้น

กฤษณ์เกือบผวาลุกออกไป แต่ก็ต้องสะดุดเพราะเหมือนมีกำแพงอันมองไม่เห็นมาปิดกั้นประตุเอาไว้จากอิทธิฤทธิ์นั่น อานุภาพบางอย่างแบ่งตัวเขาออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่เมื่อกี้เขายังเห็น สัณฑ์มีท่าทางทรมานมาก นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนแท่นหินใหญ่ ล่องลอยไปมาก่อนจะถูกรัศมีจ้าบดบังสายตาเสียก่อน

“หลวงพ่อครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ศิษย์งุนงงสับสนไปหมดแล้ว ทำไม?พวกพ้องของกระผมไปลอยอยู่ในที่มืดออกอย่างนั้นได้ หลวงพ่อจะช่วยพวกเขาได้มั้ยครับ ได้โปรดเถอะ”

กฤษณ์พูดอย่างเร่งร้อนแต่พระอรหันต์เจ้ารูปนี่ได้มาประทับขวางกั้นปากทวารประตูไว้จนสิ้น ได้ตอบเขาอย่างแช่มช้าด้วยน้ำเสียงอันเรียบแต่แฝงแววการุณย์“บัดนี้ตาข่ายเพชรแหนสวรรค์ได้ครอบปกคลุมเฉพาะวิมานน้อยแห่งนี้โยมจงสงบอยู่ข้างในวิมานเถิด”

“เหตุใดกันหรือครับ”

แทนคำตอบ ภิกษุได้แผ่จาตุรนต์รัศมีไปในสี่ทิศเช่นแสงอาทิตย์จนบดบังฉากเบื้องหลังจนสิ้น กฤษณ์มิอาจจะเห็นภาพและได้ยินเสียงอันเศร้าสลดหดหู่ได้อีก

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”กฤษณ์หน้าเสียทันที ร้องระร่ำระลักเสียงสั่นแต่มิใยจะได้รับคำตอบจากพระคุณเจ้า

“ทำไม?ครับ คนพวกนี่ถึงได้พยายามร่ำร้องเรียกหาแต่ผมมากเหลือเกิน เมื่อกี้ศิษย์จำได้แม่นว่า เบื้องหลังของหลวงพ่อมีคุณสัณฑ์อยู่ด้วย เพื่อนของกระผมคนนี่คงกำลังเจ็บป่วยอยู่เป็นแน่ๆสุขภาพของเขาใช่ว่าจะดีเสีย
ด้วย”

ความกังวลใจของคุณหมอ ตามอุปนิสัยที่ชอบช่วยคนที่ตกทุกข์ได้ยาก

พระคุณเจ้ายกนิ้วชี้มาที่ผิวขาวละเอียดผุดผ่องของหนุ่มสวย

“กลิ่นของกุศลผลบุญที่โยมเพียรสะสมมา ทำให้เกิดเนื้อนาบุญ เเต่เป็นเนื้อหรืออาหารอันโอชะของสัตว์นรก เหล่าสรรพสัตว์อันโฉดเขลากำลังรอคอยให้โยมตกลงไปประหนึ่งเช่นปลารอมด โยมจะออกไปข้างนอกไม่ได้อย่างเด็ดขาด เป็นโชคดีแล้วที่โยมท่านมาถึงนี้ จึงได้ดึงดูดเหล่าสัตว์ในอบายภูมิให้มาสนใจแต่ที่วิมานน้อย แต่เพียงจุดเดียว หาไม่เหล่ามนุษย์เหล่านั่นจะต้องรับเคราะห์กลายเป็นเหยื่อทั้งหมด วิมานน้อยของโยมยามนี้ก็เปรียบดังประทีบนำทางให้พวกเขามารวมกันให้รอดพ้นจากอันตราย”

คุณหมอในชุดนอนแขนสั้นสีขาวอ่อน ก้มมองพิศดูรัศมีสีขาวเปล่งปลั่งรอบกายตนเองเหมือนออร่าออกมาอย่างประหลาดใจยิ่ง หลังได้ยินคำภิกษุที่ตนเคารพถึงกับทำให้เขาต้องห่อตัวหนาวสั่นทันที พยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็รู้แต่เพียงว่าพวกเขาได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนเท่านั้น ไฉนมาอยู่ในสภาพแบบนี้ได้ยังไง

“หลวงพ่อครับนี่กระผมกำลังฝันร้ายอยู่หรือไม่ครับ ถ้าฝันก็ได้โปรดคืนกระผมกลับคืนด้วยเถอะครับ”

“อาตมาได้สร้างเกราะป้องกันมิให้เหล่าสัตว์ในอบายภูมิขึ้นมารบกวนการหลับนอนในคืนวิวาห์ของโยมแล้ว ขอเพียงต่อไปนี้โยมจงหมั่นอุทิศส่วนบุญกุศลที่ทำได้มาแบ่งให้ไปบ้าง พวกเขาก็จะไม่มารบกวนอีก ส่วนพวกมนุษย์ที่ยังชนชีพเหล่านั่น เพียงแค่ลอยอยู่ปากทางของแดนนรกเท่านั้นยังสามารถช่วยเหลือเอากลับคืนมาได้ อาตมาจะช่วย แต่ ถ้าหากใครได้ตกลงไปแล้วเช่นนี้ก็ช่วยแก้ไขไม่ได้อีก”

กฤษณ์นั่นงุนงงต่อคำที่เหมือนปริศนาสำหรับเขาแต่ก็ตอบรับไปด้วยความยินดี ความโล่งใจมาปรากฏบนสีหน้า ก้มกราบหนึ่งครั้งคราวนี้ลุกนั่งพนมมืออย่างโล่งอก พูดว่า

“เป็นเมตตาต่อพวกเขายิ่งแล้วครับ เมื่อหลวงพ่อยื่นมือช่วยศิษย์ก็เบาใจขึ้นมาก”

“เจริญๆเถิดโยม กฤษณ์”

กฤษณ์และหลวงพ่อรู้จักกันมาก่อนนานแล้ว พระอรหันต์เจ้าผู้มาสร้างอิทธิปาติหารย์รูปนี่ ก็คือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเดินทางมาชายแดน หันหลังให้ชีวิตของลูกเศรษฐีมั่งมี มาสร้างอุดมการณ์เป็นหมอไพรเถื่อน แดนกันดารแห่งนี้ การพบกันอย่างบังเอิญเมื่อห้าปีก่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กฤษณ์ได้ถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน ซึ้งกฤษณ์เพียงเรียกนามท่านว่า หลวงพ่อ มาตลอด แต่ยังไม่รู้ฉายาทางธรรมของท่านเลย

“ไม่ว่านี่จะเป็นความฝันหรือความจริง ศิษย์ก็ได้พบกับหลวงพ่อแล้วนะครับ อยากพบอยากเจอท่านมาตลอดเลย ในที่สุดวันนี่หลวงพ่อก็มาคล้ายรับรู้กระแสจิตที่กระผมส่งไป ก็ตั้งแต่ห้าปีที่แล้วก่อนที่ศิษย์จะเข้ามาในป่าในแดนกันดารแห่งนี่ตามคำปฎิญาณตน ที่จะมอบชีวิตอุทิศลงบาตรให้หลวงพ่อ คำสั่งของหลวงพ่อที่ให้ศิษย์เดินทางมาเพื่ออุทิศชีวิตให้กับคนยากจนแถบนี่ศิษย์ได้ปฏิบัติแล้วอย่างเคร่งครัด และตอนนี้ศิษย์อยากกล่าวรายงานทุกเรื่องที่พบมาให้หลวงพ่อฟัง”

เขากล่าวด้วยวาจาฉะฉานระคนตื่นเต้นเป็นล้นพ้น สองมือพนมไหว้อย่างสั่นๆแลกระตือรือร้นจากจิตใจและจากภายในอันเปี่ยมสุข สื่อถึงอารมณ์ภายนอกที่แสดงออกมา จากการได้พบพระอริยะสงฆ์ที่ตนเคารพยิ่งรูปนี่

พระคุณเจ้าส่ายหน้าเล็กน้อย ดวงตาสงบและมองเขาอย่างอ่อนโยน สีหนาของท่านอิ่มเอิบมาก แล้วยกมือขวาขึ้นคล้ายห้ามปราม กฤษณ์รับรู้ถึงความหมายนั้นทันทีรีบทำความสงบแต่แล้วสีหน้าของเขาก็ปรากฏความคิดกังวลขึ้นมาในทันใด

“เหตุใดหรือครับ หรือเพราะว่าหลวงพ่อมา เพราะรับรู้ถึงจิตใจหรืสถานการณ์ของกระผมในตอนนี้ว่ากำลังทุกข์หนัก ทุกข์และแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้ เพราะครุ่นคิดและหาทางไม่ออกเรื่องชีวิตคู่ของกระผมว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปยังไงดี เช่นนั่นหลวงพ่อช่วยหาทางออกให้ศิษย์ทีเถิดครับ ว่าศิษย์ควรจะทำยังไงกับเด็กสาวที่เข้ามาหลับนอนในที่ๆของกระผมและตีตราจองเป็นภรรยาของกระผมไว้แล้วคนนี่”

ภิกษุปริศนาในวัยประมาณสีสิบเศษแต่มีผิวหน้านวลเนียนผุดผ่อง อิ่มด้วยบุญบารมีอันงามยิ่ง มีรอยยิ้มปรากฏอยู่ที่มุมปากเสมอคล้ายพระพุทธรูปลอยเด่นอยู่ในจักรวาล ต่อเบื้องหน้าลูกศิษย์อย่าง กฤษณ์ ก่อนจะยกมือค่อยๆแล้วชี้นิ้วไปที่ข้อมือของเขา ข้อมือข้างขวาอันมีตะกุดอันเป็นเครื่องรางสวมอยู่ก่อนชี้ต่อไปที่ด้านหลัง กฤษณ์มองตามไปทีละอย่างจนพบว่า ร่างของเขายังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่เดิมมิได้เปลี่ยนแปลง โดยมีคู่หมั้นสาวนอนก่ายกอดจนเกือบจะขึ้นไปนอนทับบนตัวเขาอยู่แล้ว หล่อนนอนหลับอุตุ มิรู้มิเห็นเหตุการณ์อันใดทั้งสิ้น

“มิน่าที่หายใจไม่คล้องคล้ายถูกผีอำเพราะอย่างนี้เอง”เขาพึมพำกับตนเองมือที่พนมข้างหนึ่งต้องยกมากุมหน้าอย่างอายเสียนี้กะไร

กฤษณ์ที่นั่งอยู่บัดนี้เป็นเพียงดวงจิตทิพย์ที่ถอดออกมาด้วยอำนาจของพระอรหันต์ตรงหน้า ขณะที่ท่านเริ่มเปิดปากพูดเป็นประโยคที่สำคัญเป็นครั้งแรก

“หลวงพ่อจะมาเตือนเรื่อง กรรมเก่าของโยม กรรมหนักที่ถึงกำหนดเวลาอันโยมต้องเสวยกรรมนั่นแล้ว เคราะห์หนักที่อาตมาจะต้องมาเตือนไว้แต่เนิ่นๆขอโยมจงระมัดระวังภัยที่กำลังมาถึง ต่อจากนี้ให้จงดี เรื่องตะกุดเครื่องรางป้องกันตัวที่หลวงพ่อให้ไปจงรักษาอยู่ติดตัวไว้ให้มั่น สิ่งนี่จะช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงมิให้มารวบกวนโยม”

“งั้นหรือครับ กรรมเก่าของกระผมถึงเวลาต้องชดใช้แล้ว” เขาทวนคำ

คราวนี้แววตาของยอดคุณหมอแดนกันดาร กลับซีดสลดเมื่อได้ยินคำพระบอก ผ่อนกายลง ความหม่นหมองกับมาปรากฏบนผิวหน้าของอดีตอายุรแพทย์จากอเมริกาและยังเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนอันใหญ่โตในเมืองไทย แต่มีความผิดพลาดอันเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตจนมหาเศรษฐีหนุ่มต้องระเห็จจากชีวิตอันสวยงาม มาใช้ชีวิตอันเรียบง่าย สมถะในป่าเขาพงไพรแดนกันดารเหมือนเนรเทศตนเองให้มารับโทษทัณฑ์จากสิ่งผิดพลาดจากบาปกรรมใหญ่หลวงที่เขาได้ก่อไว้

หันไปมองหญิงสาวที่กำลังนอนดิ้นในโปงผ้าห่ม ซึ่งหล่อนกำลังฟัดเหวี่ยงร่างกายของเขา จนเสื้อผ้าหลุดหลุ่ย กฤษณ์มิได้สงสารตนเอง แต่นึกสงสารเด็กสาวคนนี่เสียมากกว่า กฤษณ์เคยผ่านประสบการณ์ มีชีวิตครอบครัวมาแล้วในอดีต หลังจากเสียพวกเขาไปชีวิตของคุณหมอหนุ่มก็ต้องพังทะลาย กลายเป็นคนบาปของลูกเมีย กฤษณ์ก็เฝ้านึกโทษตนเองว่าทำให้ ภรรยาและลูกต้องมารับเคราะห์จากบาปกรรมที่เขาได้กระทำไว้

ศิษย์กำลังเศร้าหนักหลวงพ่อก็ได้เริ่มบทเทศนาอีกครั้ง

“อย่ากลัวในการใช้ชีวิตเพราะวิถีแห่งมนุษย์ไม่พ้นเวียนว่ายอยู่ในกฎแห่งวัฏทุกข์อันเวียนวนอยู่ในการเกิดการตาย ก่อกรรมและชดใช้กรรมอยู่เช่นนั้นมิมีสิ้นสุด เมื่อเวลาเสพสุขจากกรรมดีก็จงอย่าลืมตัวและเมื่อถึงเวลาต้องรับทุกข์จากกรรมชั่วที่ก่อไว้ก็จงตั้งสติให้มั่นอย่าปล่อยจิตให้จมอยู่ในห้วงทุกข์จนไม่มีทางออกเช่นที่โยมเป็นอยู่ขณะนี้”

หมอผู้ฝากตนเป็นอุบาสกได้ก้มกราบลงรับคำเทศน์นั่น

“ศิษย์มิรู้ว่าจะทำยังไงดีกับชีวิตต่อจากนี้ ในเมื่อทางหนึ่งศิษย์ต้องทำตามคำสั่งของหลวงพ่อ คือช่วยเหลือผู้คนผู้ทุกข์เพื่อสั่งสมบุญบารมี กระผมตั้งใจมาแต่แรกแล้วว่าจะขออยู่เป็นโสดไปจนตลอดชีวิต เพราะมันคงยุ่งยากแน่หากจะคิดมีครอบครัว”

เขาได้ฝากตนอยู่ในเมตตาของพระภิกษุในพระพุทธ ศาสนารูปนี่ให้เป็นผู้ชี้นำชีวิตมานานแล้ว จนเมื่อชีวิตได้ก้าวมาถึงทางแยกอันสับสน พระอาจารย์รูปนี้ก็ได้มาปรากฏอีกครั้งแม้จะอยู่ในรูปของญาณทิพย์

กฤษณ์พนมมือขึ้นกระชับแน่นอีกครั้ง พูดอย่างจริงจัง

“กระผมจะตั้งใจช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก และไม่เบียดเบียนผู้ใดอีกเลยตลอดชีวิต เพื่อบรรเทากรรมชั่วอันศิษย์ได้ก่อไว้แต่หนหลัง โดยหวังจะบรรเทากรรมเก่าให้เบาบางลงตามคำแนะนำของหลวงพ่อ แต่บัดนี้มีสิ่งหนึ่งที่ศิษย์กับแก้ไขไม่ได้เลย อยากให้หลวงพ่อช่วย...” คำพูดของเขาสะดุดฮวบหนึ่งเพราะสิ่งที่กฤษณ์ร้อนใจยิ่งกว่ากลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ หญิงสาวอันจัดว่าสวยจัดและเต็มไปด้วยเสน่หาในเรือนกายคล้ายจะสะกดจิตใจของชายหนุ่มได้ทุกคนซึ่งยามนี้หล่อนกำลังหลับนอนเช่นได้เป็นภรรยาของแล้ว

“สาเหตุความทุกข์ของศิษย์ที่อยากให้หลวงพ่อช่วยแก้ไขมาจากเธอคนนี่แหละครับ กระผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี”

ชายผู้มักมีอารมณ์เย็นอยู่เสมอเช่นเขา กับลุกลนไม่เป็นตัวของตัวเอง มือพนมไหว้พระอยู่ก็จริงแต่สายตากับมองร่างของหญิงสาวผู้มากด้วยเสน่หาคนนี่สลับกับพระคุณเจ้าตรงหน้า ความขลาดความกล้าบางอย่างมันตีกันสับสนอยู่ในจิตใจของชายหนุ่มจนไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

“เฮ้อ...”อาการเหมือนจะถอนหายใจเสียหนึ่งครั้ง

“กระผมมาใช้ชีวิตอยู่แต่ในป่าเขา ที่มีแต่ความลำบาก ยากแค้น ไร้ซึ่งแสงสีความเจริญทั้งปวงกระผมกลัวว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะทนรับความลำบากเช่นนี้ไม่ได้ เธอมิควรมาใช้ชีวิตทุกข์ยากกับกระผมเลย เกตุเป็นเด็กดีและยังมีอนาคตอันดีงามรออยู่ในโลกภายนอกรออยู่ ไม่สมควรจะมาจมปลักอยู่กับหมอเถื่อนๆเช่นกระผมเลย กระผมไม่อยากจะฉุดรั้งให้เธอคนนี่ต้องมาจมปลักอยู่ที่นี้”

“โยมรู้สึกอย่างไรต่อสีกาคนนั่นก็จงทำไปตามที่ใจปรารถนาเถิด อย่าได้ขัดขืนต่อความต้องการตามธรรมชาติอีก สีกามาถึงห้องนอนของโยมแล้ว เธอจะมาเป็นคู่ชีวิตหรือเป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของโยมต่อๆไปภายหน้า”

“หลวงพ่อครับกระผมเองก็เคยมีภรรยามีครอบครัวมาก่อนจึงรู้ซึ้งถึงชีวิตคู่ดี กว่าห้าปีหลังจากภรรยากับลูกในท้องของเธอศิษย์เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากสิ่งที่กระผมได้กระทำ จนศิษย์ไม่มีกระจิตกระใจมองผู้หญิงคนไหนอีกเลย กระผมไม่อยากมีครอบครัวอีกเพราะกลัวบาปกรรมมันจะมาสนองกับลูกเมีย ห้าปี กว่าห้าปีที่ศิษย์ถือประพฤติพรหมจันทร์จนรู้สึกว่าตนเองบังคับร่างกายได้แล้ว ไม่มีความกำหนัดใคร่กามอีกต่อไปเพราะลูกต้องการอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับคนยากจน จะไม่ขอมีครอบครัวอีก มีผู้หญิงหลายคนเข้ามาในชีวิตของศิษย์แต่กระผมก็ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเพราะศิษย์กลัวบาปกรรมมันจะตกไปถึงเธอผู้นั่นด้วย กระผมตั้งใจจะไม่ขอมีลูกมีเมียอีก จนกระทั้งเมื่อหลายวันก่อนได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่ง เธอคนนั่นทำให้ศิษย์กลับมามีความต้องการทางเพศอีกครั้ง ต้องการมากเสียจนเกือบควบคุมตนเองไม่ได้เลย เหตุอันใดศิษย์ต้องเป็นเช่นนี้ด้วยรึครับหลวงพ่อ”

คราวนี้หลวงพ่อกลับยิ้มน้อยๆอย่างไม่ใส่ใจต่อคำถาม เพราะเจ้าของคำถามนั่นคงรู้คำตอบอยู่แก่ใจดีแล้ว ก่อนหลวงพ่อจะพูดไปอีกเรื่องหนึ่ง

“กรรมของใครก็ของคนนั่นต้องชดใช้ กันไป กรรมดีกับกรรมชั่วของคนๆหนึ่งจะชดใช้เวรกรรมแทนคนอื่นไม่ได้ อาตมาเคยสอนโยมมาแล้วถึงเรื่องนี้ อดีตภรรยาและลูกของโยมมีกรรมเก่าติดตัวต้องชดใช้มันเป็นกรรมเก่าติดตัวพวกเขาเองหาใช่มารับกรรมแทนโยมได้เสียเมื่อไหร่ โยมอย่าได้ถือตนเองเป็นต้นเหตุแห่งเคราะห์กรรมของอดีตลูกเมียอีก

และบัดนี้สีกาซึ่งเป็นคู่ผูกกรรมกับโยมในชาตินี่ ได้มาถึงห้องนอนของโยมแล้ว ไม่ว่าจะหนีไปไหนสีกาคนนี่ก็ต้องตามมาจนพบเจอกับโยมอยู่ดี โยมอย่าได้ขัดขืนต่อลิขิตที่พระพรหมท่านกำหนดเอาไว้ เพราะโยมสีกาคนนั่นเป็นคู่ผูกดวงผูกชะตากับโยมตัวจริง

กลับไปทำหน้าที่ของโยมเถิด ตอนนี้โยมสีกากำลังรอโยมไปทำหน้าที่ของสามี อาตมาจะไม่ขอพูดมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะมันเหมือนชี้โพรงให้กระรอก จะหลุดจากกิจของสงฆ์ไปทุกที อาตมาจะขอเตือนได้เพียงแต่ว่า จงอย่าฝืนต่อธรรมชาติ แลฝืนต่อชะตากรรม อย่ากลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงแต่จงค่อยคิดค่อยแก้ไขด้วยสติที่คงมั่น”

จบคำหลวงพ่อได้เคลื่อนหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนดาวดวงหนึ่ง กฤษณ์ได้รับคำตอบที่กำลังจะสร้างความยุ่งยากให้กับชีวิตของเขาเสียแล้ว

หูของกฤษณ์คล้ายได้ยินเสียงสวดมนต์บางอย่าง เสียงสวดประหลาดแต่ด้วยน้ำเสียงหวานใสอันคุ้นเคย ที่มันดังอย่างเร่งเร้าและเรียกร้องให้เขากลับไปจนหัวใจของเขาเต้นรัวเข้าไปทุกที





มีเสียงฝีเท้าคนเดิน แต่ละก้าวแต่ละจังหวะแผ่วเบา และย่ำวนเวียนอยู่ด้านนอกเต็นท์ ตามมาด้วยเสียงคล้ายปลายนิ้วกรีดลูบไปบนผ้าใบเกิดเสียง ครืด...ไปเป็นเส้นตามจังหวะการเดินนั่น เดี๋ยวขึ้นไปทางหัวนอนทีแล้วก็วนกลับมาทางปลายเท้าของคนข้างใน คล้ายจะพยายามเข้ามาแต่หาทางเข้าไม่ได้

“ฮือ...ฮือ...”

“คายกาน?...”

“ฮือ...ฮือ...”

“หนวกหู หุบปาก เจ้าคงเจ้าโย่ง”

เสียงละเมอของผู้หญิงเจ้าอารมณ์ถึงกับดีดแข้งจนผ้าห่มโปงพองทันทีตามนิสัย ทั้งยังหลับอยู่ เกตุนอนเอาแขนเอาขาพาดกอดคู่หมั้นอย่างกฤษณ์ หล่อนได้ยินเสียงนั่นชัดขึ้นทุกทีจนทนต่อความน่ารำคาญไม่ไหว เอามือดันพื้นเบาะนวม ต่อสู้กับความง่วงเต็มที สะโงสะเง ศีรษะขึ้น ความเย็นยะเยือกของอุณหภูมิอันลดต่ำลงใกล้ศูนย์องศาจนเส้นขนทุกเส้นลุกชันทันที และความเงียบวังเวงวิโว้งเว้งแม้เสียงลมหายใจและการขมิบปากของคู่นอนยังได้ยินชัด ทำให้ต้องรีบดึงผ้ามาคลุมตัวทันทีตามสัญชาติญาณ เสียงร้องไห้ข้างนอกนั่นยังคงครางกระเส้าและเย็นเฉียบยิ่ง มันคือเสียงผู้หญิงที่กำลังทุกข์หนักแต่คนข้างในเต็นท์ยังคงหลับนอนโดยไม่กะสากับเหตุลึกลับภายนอก

คราวนี่คนขวัญอ่อนจำต้องเกร็งคอชันขึ้นอีกครั้ง จากที่เกยอยู่บนอกของกฤษณ์ ความอบอุ่นสบายในผ้าห่มและไออุ่นจากตัวเขาทำให้เธอยากจะตื่น “ฉันฝันไปเหรอเปล่าเนี่ย อืมอืม...ช่ายๆ” ขยับปากหมุบหมิบ เอามือขยี้ส่างผม ดวงตาหยี่ๆเหมือนจะตื่น มองลงก็เห็นพี่หมอหลับปุ๋ยนิ่งสนิทไม่ได้กระสากับเสียงอย่างที่เธอได้ยิน แล้วฟุบหน้าลงบนแผ่นอกคู่รักหลับต่อ

“กาเหว่าเอย ไข่ให้แม่กาฟัก แม่กาหลงรัก คิดว่าลูกในอุทร”

คนขลาดผี เจ้าแม่ชมรมขนหัวลุกถึงกับขนลุกซู่ เอามือไขว้ลูบขนแขนชัน ลุกขึ้นนั่งอย่าง เหลียวล่อกเหลียวแล่ก

“เป็นเสียงของผู้หญิงสาวนี่”เสียงเย็นนั่นยังคงแว่วมา

“คาบข้าวมาเผื่อ คาบเหยื่อมาป้อน ปีกหางเจ้ายังอ่อน สอนร่อนสอนบินแม่กาพาไปกิน ที่ ปากน้ำแม่คงคา ตีนเหยียบสาหร่าย ปากก็ไซ้หาปลา”น้ำเสียงไพเราะ แผ่มาเป็นจังหวะกังวานใสเย็น ด้วยบทเห่กล่อมลูก ยังคงดังวิแว่วหวาน

“กินกุ้งกินกั้ง กินหอยกระพังแมงดา กินแล้วบินมา จับต้นหว้าโพธิ์ทองนายพรานเห็นเข้า เยี่ยมเยี่ยมมองมอง ยกปืนขึ้นส่อง หมายจ้องแม่กาดำตัวหนึ่งว่าจะต้ม ตัวหนึ่งว่าจะยำ แม่กาตาดำ แสนระกำใจเอย”

“นี่เสียงของแม่นี่!?...” ฟื้นจากความง่วงงัวเงียทันที หล่อนสะบัดเขย่าประสาทจนเส้นผมสะยายแต่ก็ต้องชะงัก เมื่อรู้ว่าตนเองเพียงตื่นจากการนอนหลับมีแต่ความเงียบสงัดแต่ภายนอกเท่านั้น

“เอะ เราฝันไปนี่หว่า”

แล้วก็หาวเอาลมคำโตเข้าปาก เอานิ้วแหย่หู ส่ายหัวหลุกหลิก มือเขย่าลำคออีกครั้ง กระพริบดวงตาสู้ความง่วง แล้วเบี่ยงคอมองทุกอย่างรอบตัวด้วยอาการฉงนไม่แน่ใจว่าตนเองหูแว่วไปเองรึเปล่า เพราะเห็นแต่แสงอำพันสุกใสและความว่างเปล่ารอบผนังเต็นท์ ความรู้สึกอ้างว้างและเงียบเหงาวังเวงเหมือนจะอยู่ในแดนที่เงียบแสนเงียบ แม้หัวใจเต้นยังได้ยิน จนต้องเอามือลูบขนแขนอันลุกซู่จนต้องพูดกับตนเองว่า

“เพลงกาเหว่าที่แม่ชอบเห่กล่อมเรานี่ มันยังไงกันละนี่หว่า”หันไปมองคู่นอน “พี่หมอก็ยังไม่ตื่นเลย เอะ รึเราจะหูฝาดไปคนเดียวหรือเปล่า”

มิทันสิ้นเสียงของเกตุก็มีเสียงตอบอันแผ่วหวานจากภายนอก

“นี่แม่กานดาเองจ๊ะ เกตุลูกตื่นเถอะ แม่มาหาลูกแล้ว”น้ำเสียงหวานใสที่กอปรด้วยความเกื้อการุณย์

คราวนี้ต้องลุกพรวดนั่ง “เสียงแม่จริงๆด้วย แม่จ๋า!...” ดวงตาของหล่อนคราวนี่ต้องลุกโพลง ขนลุกเกลียวแต่หาใช้จากความกลัว แต่เพราะไม่ว่าจะนานสักแค่ไหน เกตุก็ไม่มีทางลืมน้ำเสียงของแม่บังเกิดเกล้าของตนเองได้แน่ แม่อยู่ข้างนอกแม้จะได้ยินเพียงเสียง พลันน้ำตามันก็พรั่งพลูออกมาทันที เกตุไม่สนใจอีกแล้วว่าจะตื่นหรือจะในความฝัน หากแต่เพียงคนเดียวที่สัมผัสได้เพราะกฤษณ์ยังคงหลับเป็นหุ่นไม่รู้สึกไปกับหล่อนด้วย

“แม่ แม่อยู่ตรงไหน? ทำไมลูกไม่เห็นตัวแม่”ขยับจะลุกขึ้น

“อย่าลุกขึ้นมาลูกเกตุ อยู่อย่างนั่นแหละ นั่งคล่อมพี่เขาเอาไว้”

พอหล่อนค่อยทอดตาลงก็เห็น “อึ๋ย...พี่หมอ” เกตุไม่รู้ตัวเลยว่านอนร้ายขนาดพอตื่นขึ้นตัวก็ไปคล่อมลำตัวส่วนล่างของพี่หมอเข้าแล้ว

เงาร่างของสตรีร่างอรชร ที่เกตุได้เห็นจนเต็มสองตา กำลังเดินมาปรากฏชัดบนผนัง แต่มันเป็นร่างเปลือยอันงามชดช้อย ทุกสัดส่วนงามสะพรั่งเห็นแม้ยอดขนตางอนยาว ยอดของปทุมถันเต่งตึง ช่วงโคนขาอวบใหญ่แข็งแรงแล้วเรียวลงอย่างเพรียวสวยได้รูป กำลังเยื้องย่าง ทุกจังหวะการยุรยาตร ท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา ผิดแผกไปจากผู้เป็นลูกสาวอย่างลิบลับ

“โห...แม่จ๋าแม่จริงๆด้วย หนูจะออกไปหาแม่นะ”ร่างขาวโพลนในแสงน้อยอันได้สัดส่วนเดียวกันกับผู้หญิงข้างนอก คล้ายเงาร่างบนผนังเป็นกระจกเงา

“เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งลุก”

“ทำไมละจ๊ะ แม่จ๋า...หนูจะออกไปหาแม่นะ หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน”หญิงสาวกำลังพะว้าพะวังอยู่บนตัวของคู่หมั้น

“อย่าร้องไห้ เด็กโง่ขี้แย่เสียจริง แม่ไม่ให้ออกมาก็ไม่ให้ออกมาสิ ข้างนอกมันอันตรายมากรู้ไหม ถ้าออกมาแม่จะตีตายเลยนะ มีแต่อาณาเขตที่ลูกจะอยู่ได้อย่างปลอดภัยเวลานี้คือภายในเต็นท์เท่านั้นนะห้ามออกมาเด็ดขาด”คราวนี่เงาอันได้ทรวดทรงเอวองค์อรชรได้เปลี่ยนเป็นเสียงดุ น้ำเสียงแข็งและเป็นธรรมชาติเช่นคนปกติ

เด็กสาวเริ่มงอแงเหมือนเด็กไม่ฟังเสียง ขยับยกขากำลังจะเลื่อยออกจากตัวคู่หมั้น

“หนูจะออกไปหาแม่...ฮือฮือ...”

“หุบปาก!!...หนวกหู”

คราวนี่เกตุต้องสะดุ้งคอหลุบทันที กับต้นตำรับคำตวาดแม่กานดาเป็นต้นแบบทุกอย่างให้เธอ

“งั้นแม่จ๋าก็เข้ามาหาลูกสิจ๊ะ พี่หมอต้องดีใจแน่ได้เจอแม่จ๋าด้วย”เสียงอ่อยลงรีบกลุกุจอจะปลุกพี่หมอให้มารับรู้ เพราะกานดาจะดุเธอด้วยคำๆนี่บ่อยๆจนเกตุติดและจำเอาไปใช้ตวาดรุ่นน้องต่อ พูดไปเกตุก็ใช้มือเขย่าที่หน้าอกของกฤษณ์ที่หล่อนนั่งคล่อมไว้

เงาร่างอันปรากฏแต่บนแผ่นผ้านั่น สั่นศีรษะแช่มช้า และกลับมาพูดอย่างอ่อนโยนต่อมาว่า

“แม่เข้าไปตอนนี้ไม่ได้หรอกลูก สามีของลูกยังไม่ยอมให้แม่เข้าไป”

“ทำไม? ละแม่ พี่หมอเค้าออกจะใจดีแล้วตอนนี้ก็ยังหลับอยู่เลยนะ”เกตุมีสีหน้างุนงงแต่ก็ยังแสนดีใจ รีบเอามือป้ายเช็ดน้ำตา ที่กำลังไหลลงอาบสองแก้ม มองเงาร่างนั่นตรงหน้าสลับกับมองร่างพี่หมอที่หลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นอยู่เช่นนั่น ก่อนที่เสียงของแม่จะดังแทรกมาอีก

“แม่มาหาลูกจ๊ะคิดถึงเหลือเกิน และอยากเจอลูกเขยของแม่ด้วยไม่รู้จะรูปหล่อและใจดีเท่าพ่อของลูกรึเปล่า พ่อเขาก็มาด้วยนะ แต่เข้าไปข้างในไม่ได้ มีอำนาจอาถรรพ์บางอย่างข้างในที่มันปิดกั้นทางเข้าเอาไว้ทำให้แม่จ๋ากับพ่อจะเข้าไปหาลูกของแม่ไม่ได้”

มือก็ยังเร่งเขย่าปลุกคู่หมั้นแต่เขาก็ยังหลับตานิ่งไม่มีที่ท่าว่าจะตื่นเสียที“จะให้ลูกทำยังไงละจ๊ะแม่จ๋า พี่หมอเค้าก็ยังไม่ตื่นเสียที หนูพยายามปลุกเต็มที่แล้วนะ”เสียงของเกตุกลายเป็นสั่นเครือ ความดีใจและเร่งรี่อยากให้แม่และคนรักได้เจอะหน้าพบเจอกันไวไว จนไม่สามารถสะกัดระงับน้ำตาไว้ได้อีกแล้ว หล่อนอยากเจอแม่เหลือเกิน ขยับตัวจนรั้งผ้าห่มหลุดไปจากตัวหมอกฤษณ์ด้วย

คราวนี่น้ำเสียงเป็นแข็งขึ้น“เกตุลูกต้องทำลายอำนาจนั่นเสียก่อน แม่กับพ่อจึงจะเข้าไปหาลูกได้ลูกต้องทำมันเดี๋ยวนี้”

“ทำลายอะไรกันหรือจ๊ะแม่”ปริศนามันเต็มบนใบหน้าเด็กซื่อ

“ลูกจงหาแผ่นยันต์แผ่นหนึ่ง มันเป็นแผ่นโลหะขนาดเท่าฝ่ามือ มีลายอักขระอักษรโบราณจารเอาไว้ลูกจงหาแผ่นนี่ให้พบ แล้วรีบทำลายอาถรรพ์ของมันสะ เพราะสิ่งอัปรีย์นี่มันเป็นสิ่งที่เจ้าเคราดำมันทำและกำกับสามีของลูกเอาไว้ ทำให้เขาต้องตกอยู่ในควบคุม ทำให้แม่กับพ่อเข้าหาลูกไม่ได้ หาให้พบ มันต้องอยู่ในตัวสามีของลูกนั้นแหละ”

มิทันขาดคำเกตุก็บอกได้ทันที “แม่คะ หนูเจอแต่สร้อยกำไลโลหะแบบแปลกๆของพี่หมอ เป็นท่อม้วนหลายท่อเชื่อมติดกัน คล้ายๆตะกุดเลยนะแม่”

เสียงชื่นชมยินดีจากภายนอก“ดีแล้วที่หาเจอ วีธีทำลายอาถรรพณ์ของมันคือต้องเอาของใช้ของผู้หญิงมาข่ม ลูกจงรีบถอดถอดกางเกงออกสะ ใช้ตัวสุดท้ายที่ติดตัวลูกนั่นแหละ ถอดมันออกแล้ว เอาครอบพันปิดทับตะกุดที่ข้อมือของสามีลูกสะ แล้วอาถรรพณ์ของยันต์โลหะจะลูกทำลายไปเอง ที่นี่แม่ก็จะเข้าไปหาลูกของแม่ได้ไงจ๊ะ”

ลูกสวยแม่สาวคู่นี่กำลังพูดคุยกันผ่านผนังผ้าใบ เกตุเห็นเงาแม่ก็เหมือนเห็นเงาตัวเอง

“คงไม่ได้จ๊ะแม่ ตอนนี่หนูมีประจำเดือน ถ้าไปทำอย่างนั่นมันคงเลอะตัวพี่หมอเขาด้วยแน่ พี่หมอของลูกยิ่งรักความสะอาดอยู่ด้วย แล้วของพวกนี่เขาถือกันไม่ใช่เหรอ? ตะกุดเป็นของขลัง แต่เอาของใต้หว่างขาผู้หญิงไปทำอย่างนั้นมันไม่เสื่อมเหรอจ๊ะแม่จ๋า หนูทำไม่ได้หรอกนะจ๊ะแม่อย่าสั่งอะไรแปลกๆพิลึกกึกกือเลย”แล้วคนลูกสาวก็บ่นกระปอดกระแปด เอามืออุ่มสองเต้ามองคู่รักที่นอนอยู่ใต้คล่อม

“หุบปาก! กล้าเถียงแม่เรอะ อวดดีสู่รู้ดีนักนะใครสั่งใครสอนให้มาเถียงแม่ เดี๋ยวๆก่อน แม่จะเอาไม้เรียวมาฟาดก้นให้”กานดาครางเสียง ฮึ่มๆ ก้มลงหุนหันท่าจะหาของบนพื้น แล้วก็ลุกยืนขึ้นพร้อมไม้เรียวขนาดเหมาะมือ ชี้ไม้สั่นๆมาในเต็นท์ทันที

เกตุนั่งซึมบนตัวพี่หมอ สองแขนอุ้มเต้าเต่ง สองขาอ้าควบนั่งท่อนล่างของชายคนรักเอาไว้ กฤษณ์กำลังหลับตาพริ้มอย่างไม่มีท่าทีจะตื่น ปล่อยให้เกตุเผชิญชะตากรรมแต่เพียงผู้เดียว แผ่นอกของคู่หมั้นหนุ่มก็แบะหล่าเผยผิวขาวผ่อง หน้าอกเนียนเรียบ เพราะกระดุมขาดหลุดหมดเพราะเกตุนอนร้ายขนาดหลับยังเอามือฉีกเสื้อของเขาจนกระดุมหลุดหมด ท่อนล่าง กางเกงก็หลุ่ยไปอยู่ต้นขาเพราะหล่อนละเมอเอาเท้าถีบยันจนกางเกงของเขาไปอยู่ที่ต้นขาเสียหมด จนเผยเรือนร่างของคู่หมั้นหนุ่มอันเป็นผู้ชายแท้ๆมิได้บกพร่องส่วนไหนเลย

คราวนี่กานดา แม่ของดาวพระเกตุได้ผ่อนเสียงลงเพราะลูกสาวกำลังสะอึกสะอื้นหนัก ความรักความคิดถึงแม่ก็เรื่องหนึ่ง ความอายต่อชายคนรักก็เรื่องหนึ่งมันสับสนจนเด็กสาวทำตัวไม่ถูก

“ขึ้นชื่อว่าผู้ชายไม่มีคนไหนจะไม่เจ้าชู้ ลูกของแม่ยังเด็กคงไม่เท่าทันเล่ห์กลผู้ชาย เขาจะเอาเปรียบและรังแกลูกของแม่ ยิ่งผู้ชายหล่อเหลางามเลิศเช่นเขา ก็ยิ่งเป็นตัวล่อผู้หญิงอื่นมาแย่งสามีของลูกได้ ลูกแม่จะพาลถูกรังแกเอาได้เหมือนที่แม่เคยโดน แม่มาก็เพื่อช่วยลูกนะ เกตุต้องไม่อาภัพเหมือนแม่นะ”

“เหรอคะแม่ แม่จำทำเพื่อลูก”

มือของเกตุเขย่าหน้าอกของ กฤษณ์ พรางเรียกไปตาก็ยังจับจ้องเงาของแม่ กลัวภาพนั่นจะหายไป แต่เขาจะไม่ตอบรับและตื่นขึ้นมารับรู้เสียที

“ผู้ชายคนนี่ คือคนที่พ่อกับแม่ได้เลือกแล้ว ให้เป็นสามีของลูก เขาจะเป็นที่พึ่งและญาติคนเดียวในโลกนี้ ที่ลูกได้พึ่งพาอาศัยสืบไปในภายหน้า...”

“ไม่จริง แม่จ๋า ลูกยังมีน้องกานต์อีกคน ตอนนี้ลูกกำลังตามหาน้องอยู่แม่ช่วยตามหาด้วยนะ”

ร่างเงาของกานดาสั่นศีรษะแช่มช้า ตอบมา

“เณรท่านไปดีแล้วลูก ท่านกำลังไปสู่ทางธรรม มีแต่ทางดีงามรอท่านในวันข้างหน้า ลูกอย่าตามไปดึงท่านกลับมาอีกเลย จะเป็นการขัดขวางทางบุญกุศลของท่านเสียเปล่า ตอนนี้แม่ห่วงก็แต่ลูกเกตุเท่านั้นกลัวจะไม่มีใครให้พึ่งพา ผู้หญิงตัวคนเดียวจะอยู่ในโลกไม่ได้รู้ไหม”


“ไม่จริง! ลูกจะตามหาน้องให้เจอ ไม่พบไม่กลับ หนูยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อน้องได้ แม่อย่ามาห้ามเสียให้ยากเลย”


อีกฝ่ายนิ่งไปชั่วครู่เพราะรู้นิสัยของลูกสาวดี ว่าถ้าลองตั้งใจจะทำอะไรแล้วจะต้องทำให้ได้ ไม่เคยจะย่อท้อหรือเลิกการครัน นิสัยอันเเข็งกร้าวของเกตุก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยเช่นกัน จนกานดาต้องเปลี่ยนเรื่องพูดอันเป็นเรื่องที่เป็นเป้าหมายสำคัญ

“ที่แม่มานี่ก็เพราะจะมามอบ มนต์ สำคัญให้ลูก เดี๋ยวลูกเกตุจงท่องมนต์ตามแม่ มนต์คาถาของแม่มีไว้สะกดสามี เหมือนที่แม่เคยสะกดหาญศึกยังไงล่ะเพื่อสะกดสามีของลูกคนนี่เอาไว้ แล้วเขาจะเป็นของลูกตลอดไป”

“ทำไม? ต้องทำอย่างนั่นด้วยแม่จ๋า พี่หมอเขาก็รักน้องดีอยู่แล้วนี่”

กานดาเสียงขุ่นทันที“เขาโกหก นิสัยก็เหมือนผู้ชายทั่วไปที่คิดจะเอาเปรียบผู้หญิงแต่ฝ่ายเดียว อย่าไปเชื่อน้ำคำของผู้ชายนะ ผู้ชายคนนี่กำลังเขาจะเอาเปรียบลูกของแม่แล้วไม่รับผิดชอบ ลุกเกตุต้องทำพิธีสะกดเขาเอาไว้เสียก่อน ข่มทับสามีของลูกคนนี่เอาไว้ข้างใต้นั่นแหละดี ต่อไปเขาจะเป็นเบี้ยล่างให้ลุกไงล่ะฮึๆ”

“ไม่จริง!พี่หมอเป็นคนดี พี่หมอต้องไม่โกหกลูกแน่ แม่อย่ามาว่าพี่หมอของลูกนะ”

“เอ้...อยากโดนไม้ใช่มั้ย! อยากเจ็บตัวใช่มั้ย!! ลูกคนนี้”หล่อนตวาดแว้ดคนเจ้าอารมณ์ข้างนอกดูจะดุร้ายเหมือนแม่เสือที่เดียว ลูกเสือข้างในถึงกับหงอคอต่ำลงอีกครั้ง

เอาแขนป้ายเช็ดน้ำตาด้วยความอาย สะอึกสะอื้นแต่ก็ไม่กล้าเสียงดังออกไปเพราะกลัวพี่หมอจะตื่นขึ้นมาพบเธออยู่ในสภาพอันน่าอายเช่นนี้ เกตุค่อยๆเอามือดึงถอดผ้าชิ้นสุดท้ายออกจากปลายเท้า ด้วยอาการเก้กัง แต่เพราะไม่อาจขัดคำสั่งของแม่บังเกิดเกล้าได้ สลัดผ้าออกจากปลายเท้า อันเดอร์แวร์สีขาวสะอาดที่พี่หมออุตสาห์พึ่งใส่ให้ และผ้าซับเอาแขนอีกข้างกุมเนินอกเอาไว้แน่น วางสะโพกผิวอันบอบบางไวต่อความรู้สึกตรงนั่นแทบจะสัมผัสอันรัญจวนเสียวกระสันเสียยิ่ง เมื่อสัมผัสร่างกายของเขาเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง

“นกเขาเอย ขันแต่เช้าไปจนเย็น ขันไปให้ดังแม่จะฟังเสียงเล่น เนื้อเย็นเจ้าคนเดียวเอย”

“แม่มาร้องเพลงนี่ทำไม!? ลูกอายจะแย่อยู่แล้วนะ...”

ท่าอันเงอะงะเก้กังที่จะเอาผ้าบิกินีตัวน้อยมาพันรวบข้อมือของคู่หมั้นหนุ่ม หล่อนก้มลงเพื่อจะมัดผ้าให้สะดวกขึ้นจนใบหน้าอยู่ชิดหน้าของเขา

“อย่าลงจากตัวพี่เขานะ! กลับขึ้นไปนั่งบนตัวพี่เขาเดี๋ยวนี้”

เกตุเกือบจะถอดใจ ผละลงจากตัวเขา“แม่จ๋า...ไม่ทำได้ไหมจ๊ะหนูอายเหลือเกิน”ลูกสาวอุทธรณ์ ส่งสายวิงวอนออกไป ก็เห็นเงาของแม่ยืนจังก้า มือหนึ่งจับไม้เรียวตีกับอุ้งมือดังเพี๊ยะๆเป็นจังหวะอย่างแช่มช้า ขู่สำทับมาอีก คุมลูกสาวให้ทำตามคำสั่งหล่อนทำเช่นนี้เสมอครั้งมีชีวิต ก่อนการลงโทษลูกสาวตัวแสบจอมซนให้หลาบจำ

“อยากโดนไม้เรียวใช่มั้ย ไม่เชื่อฟังแม่แล้วใช่มั้ย”ร่างเงาของกานดาที่อยู่ข้างนอกเน้นเสียงหนักดังเหี้ยมๆ

เห็นท่าถือไม้เรียวของแม่ เกตุต้องสะอึกกลืนน้ำลายครางเสียงอ๋อยทันที ขลาดต่อการลงโทษแบบนี่มาก

“ทำก็ได้แม่ใจร้าย ฮือ...”จำใจขึ้นไปคล่อมเขาอีก ผิวร่องอันไวต่อสัมผัสของหญิงสาวบังเอิญไปโดนตรงนั่นของผู้ชายอีก เกตุอยากจะกรี๊ดลั่นเสียให้ได้

พอพันผ้าเสร็จ บิกินีตัวน้อยขาวสะอาดก็ได้พันรวบข้อมือของคู่หมั้นหนุ่มเอาไว้จนผู้เป็นแม่ได้เอ่ยชมเสียงหวาน

“เอาล่ะ หลังจากลูกเกตุเอาผ้าไปผูกปิดตะกุดนั่นแล้ว ที่นี้ลูกจงท่องมนต์ตามแม่นะ ท่องดังๆนะ นกเขาจะตื่นเอ๊ยสามีของลูกเขาจะตื่น แล้วจะเป็นสามีที่เคารพและเชื่อฟังภรรยา เขาจงตื่นขึ้นมาพร้อมกับมอบความสุขให้ลูกเกตุของแม่ ณ บัดนี้ โอม...โอม...”




Create Date : 22 มกราคม 2553
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2553 19:31:48 น.
Counter : 476 Pageviews.

2 comments
  
อัพเรื่องตอนหลังเที่ยงคืนเลย เวลาพักผ่อนมีน้อยด้วย ยังคงมีหลายช่วงหลายจังหวะต้องปรับต้องแก้ ถ้าเจอไม่เข้าใจเพื่อนๆนักอ่านที่พออ่านติดตามมาบ้างช่วยติงได้ครับ ^__^
โดย: คุณหมอเถื่อน (doctorwar ) วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:0:23:35 น.
  
whenever you felt that your heart is going to breakdown
feel it with the love of God ask for his and then you will
find out what is the truth love in Your life as he does for me!
โดย: da IP: 203.144.144.165 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:23:51:57 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments