ตุลาคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 7

คณะทั้งหมดอันประกอบด้วยฝ่ายของเกตุที่มีสี่คนและฝ่ายผู้กองอีกสี่คนเช่นกัน พวกเขาต่างแยกย้ายกันไปพักในกระท่อมที่นายบ้านจัดหาให้อย่างฉุกละหุก ฝนทำท่าจะโหมลงมาอีกระลอกหาญศึกเป็นคนกว้างขวางและเป็นที่พึ่งพาได้มากหญิงสาวได้แต่ยิ้มให้เขาเพื่อเป็นการขอบคุณการเดินทางวันนี้ช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกินคงกะพันบุ้ยใบ้ปากแอบชูนิ้วโป้งตามหลังลูกพี่สาวอย่างเอือมละอาเมื่อตะกี้ยังแยกเขี้ยวยิงฟันใส่พี่ผู้กองอยู่เลย ทีนี้ทำตาซึ้งเซียว

ผู้หญิงคนเดียวในคณะต้องแยกไปพักคนเดียวเพราะตามประเพณีของชาวกะเหรี่ยงห้ามชายหญิงแปลกหน้าพักอยู่ใต้ชายคาเดียวกันจะเป็นการผิดผีได้การจะตั้งเต็นท์พักไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก มันฉุกละหุกเกินไปพื้นดินนอกชายคาล้วนชื้นแฉ อากาศเย็นจัด อุณหภูมิน่าจะต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส หยดน้ำฝนหรือแค่ละอองลงมาต้องผิวกายก็แทบจะสั่นสะท้านกันแล้ว

หลังจากจัดแจงเก็บสัมภาระและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เกตุใช้เวลาเร็วกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย หล่อนเห็นพรรคพวกก่อไฟผิงหนาวกันอยู่ใต้ถุนบ้านหลังหนึ่ง หญิงสาวคนเดียวในคณะรีบลงจากกระท่อมไปสมทบด้วยทันทีพวกนั้นกำลังนั่งล้อมวงผิงไฟร่วมกับชาวบ้าน แสงจากกองไฟสว่างโร่มีกลิ่นของการย่างเนื้อโชยตามลมมาแต่ไกล

“นี่ๆ!?..พวกเรากำลังกินอะไรกันอยู่เหรอได้กลิ่นมาแต่ไกลเชียว”

ร่างเพรียวบางในชุดนอนเนื้อบางสีเขียวส่งเสียงใสมาก่อนจากหัวกะไดบ้านอีกหลังอย่างอารมณ์ดี

หาญศึกกำลังเคี้ยวอาหารเพียงเอี้ยวหลังหันคอไปขานรับบอกว่าทุกคนกำลังกินเนื้อหมูป่าย่างกันอยู่ คงกะพัน เดชา โย่งกำลังเคี้ยวเนื้อกันแก้มตุ่ย ริมฝีปากแต่ละคนมันแผล็บ พอเห็นลูกพี่สาวมาถึงก็ชูตับไม้ยาวกว่าศอกที่มีเนื้อนีบอยู่เรียกให้มากินด้วยกันชาวบ้านหันมามองตามแล้วก็ต้องมองตาค้าง นางไม้หรือไงกัน? ใส่ชุดสีเขียวพวกเขาเอาสุราอาหารมารับแขกคนเมือง นั่งเบียดกันอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบคน เปลวไฟลุกสูงสว่างโร่ เห็นใบหน้าสีดำแดงของจ่าแจ่วกับคนของแกอีกสองนั่งอยู่ด้วยเกตุมองอย่างแปลกใจ จากตรงนี้เห็นมันผิดแผกจากแสงนีออนในเมืองยิ่งนัก

ไม่มีเสียงตอบรับแต่หญิงสาวได้วิ่งข้ามตัดสายฝนเข้ามาร่างสูงเพรียวในชุดนอนสีขาวเสื้อผ้าบางเบาเมื่อโดนเม็ดฝนเหมือนจะเห็นรูปร่างอันสมส่วนวัยสาว ผู้กองหนุ่มรีบลุกขึ้น สละเสื้อคลุมของตนที่สวมอยู่สวมทับให้ทันทีที่เธอวิ่งมาถึง ร่างใหญ่ของเขาบังสายตาของทุกคนเจ้าตัวยังซื่อตาใสไม่รู้เลยว่าตกอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่ต่อสายตาเพียงใดหาญศึกใช้สายตาคมกริบหันไปปรามจนแต่ละคนแทบผงะเพราะลืมตัวมองเข้าเต็มตาคงกะพันเคี้ยวอาหารไปยิ้มไป ศอกสะกิดเพื่อนข้าง ๆบุ้ยใบ้ให้ดูพี่ผู้กองหวงเหลือเกินไม่รู้หรือไงเธอเป็นนางเสือร้ายไม่ใช่นางแมวบ้านอย่างที่เห็นตอนนี้

“อากาศเย็นมากนะ น้องรีบใส่เสื้อผ้าให้หนาเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้มา.พี่จะช่วยติดกระดุมให้” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเสมอของนายทหารหนุ่มในใจทั้งรักทั้งหวงแหน หากแต่ดวงตากลมโตส่อแววรั้นคู่นั้นมองเขาเป็นเพียงญาติผู้ใหญ่เท่านั้น สำหรับชายหนุ่ม เกตุอาจดูขะมุกขะมอมแต่รูปร่างหน้าตาเหมือนกานดาผู้เป็นแม่ไม่มีผิดผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดได้ทิ้งทายาทหน้าเหมือนเอาไว้ นับวันภาพของเกตุจะซ้อนทับกับผู้หญิงคนนั้นจนสนิทแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกันในใจของเขา

ใช่แล้ว ‘กานด’ ผู้หญิงที่เขารักเธอตายจากไปแล้วไฉนจึงทิ้งลูกสาวหน้าเหมือนไว้บนโลกนี้ให้เขาต้องทุกข์ทรมานใจอีก ผิดแผกแค่กานดาเรียบร้อยอ่อนหวานดาวพระเกตุกร้าวแกร่งเกินหญิง รึนี่คือกัปดักที่กานดาทิ้งไว้ให้ทำร้ายใจเขากันแน่ ครั้งหนึ่งเขาเคยทิ้งกานดาไปกับชายอื่นอย่างขมขื่นที่สุดหล่อนต้องการแก้แค้นเขา รักแม่แล้วมิอาจรักลูกได้ เกตุคงรู้เรื่องนี้ดี เสี้ยวความคิดหนึ่งของนายทหารเพียงแค่พริบตาเท่านั้นดวงตาดำดุเหมือนนางเสือคู่นั้นกระพริบปริบ พลันรู้สึกตนว่าเธอไม่ใช่กานดา

“ขอบคุณพี่หาญศึกมากนะคะที่ช่วยดูแลดวงวิญญาณแม่กานดารู้เข้าจะต้องขอบคุณพี่มาก”เกตุจงใจเอ่ยนามแม่ของตนเองเพื่อปลุกสติของเขา หาญศึกสู้เบี่ยงสายตาไปทางอื่นอย่างละอายใจเขาเป็นอดีตคู่รักแม่ของเธอ

หญิงสาวนั่งแทรกข้างแอบอิงไออุ่นจากพี่ชายฟังทุกคนพูดพลางใช้สายตา ทราบจากการบอกเล่าในวงสนทนาว่าทุกคนกำลังพุดคุยกันเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนทหารฝ่ายรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยกำลังรบกันหนักติดพันมาเป็นเดือนแล้วทำให้มีความกังวลว่าผลกระทบของสงครามจะมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย

ชายแก่ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านอายุประมาณเจ็ดสิบใบหน้าเหี่ยวย่น ผิวขาวเหลืองและตกกระสวมชุดชาวกะเหรี่ยงเต็มยศคล้ายแต่งมาต้อนรับแขก แกพูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยเป็นบางคำชายฉกรรจ์ผู้ติดตามหลายคนมีมีดดาบวางพาดบ่า หรือไม่ก็ปืนลูกซองเดี่ยวเก่า ๆ ดูคร่ำครึแต่ละคนเคี้ยวหมากตลอดเวลากลิ่นน้ำหมากคุ้งจับใจวงสนทนาความได้ว่าผู้เฒ่าเซี่ยเก็งคูหรือหัวหน้าหมู่บ้านต้องการความช่วยในเรื่องอาวุธจากทางการหาญศึกเป็นนายทหารชายแดนที่พวกเขารู้จักมานานปีเดินทางมาถึงปะเหมาะในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ นายทหารหันไปปรึกษากับจ่าคนสนิทไม่กี่คำก็หันมาพยักหน้ารับปากจะติดต่อไปยังหน่วยทหารใกล้ที่สุดเพื่อขอยืมอาวุธให้แต่คงเป็นปืนลูกซองกับกระสุน อาวุธของราชการอย่างอื่นคงยืมให้ไม่ได้

แล้วเสียงหัวเราะก็เริ่มขึ้นเมื่อหาญศึกให้คนไปเอาเหล้าสีจากหลังรถมาเพิ่มอีกหลายขวด กินแต่เหล้าต้มบ้านป่ามานานเจอเหล้าคนเมืองมีรึความสนุกจะไม่เพิ่มขึ้นหลังจากเจรจาเครียดกันมานานจ่าแจ๋วคอยเป็นลูกคอผู้กองพูดจาเสริมโน่นเสริมนี่ตลอดและตั้งเงื่อนไขขอความช่วยเหลือบางอย่าง อาศัยเหล้าเข้าปากพูดจาเรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กไปหมดเรื่องอาวุธที่เฒ่าเซี่ยขอไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับทหารที่ลงปฏิบัติภารกิจพิเศษอย่างพวกเขาเพียงแต่พยายามดึงเรื่องให้เกิดบุญคุณเท่านั้น งานของพวกตนต้องอาศัยคนในพื้นที่เพื่อหาข่าว

วัวในคอกสะบัดเขาส่งเสียงหายใจดังแรงอากาศเย็นลงทุกที ฟืนไฟเริ่มเหลือแต่ถ่านแดง ลูกบ้านเฒ่าเซี่ยเก็งคูเดินลัดหมอกหนาออกไปเติมไฟในคอกและขอตัวขึ้นเรือนนอนเลย เฒ่าเซี่ยกับคนสนิทระดับผู้เฒ่าพูดจาพึมพัมกันไม่กี่ทีก็ขอตัวกลับออกไปด้วยสีหน้าแช่มชื่น เหลือเพียงแต่คณะชาวกรุงนั่งกันอยู่จอมทะเล้นเอาหัวเหม่งก่ายกันชี้นิ้วมาที่รุ่นพี่สาว กระซิบกระซาบหัวเราะใส่กันดังคิกคักผู้หญิงขี้หงุดหงิดง่ายเริ่มหางตากระตุกถี่ พวกนี้ต้องหาเรื่องออกลายทะลึ่งอีกแน่

แล้วเสียงเฮฮาเสียงแซวก็ดังขึ้นจากแก๊งสามโล้นสึกจากผ้าเหลืองมาใหม่ๆ เพราะเห็นผู้กองควักผ้าเช็ดผมให้เกตุใหญ่ คงกะพันเอียงหน้าเข้ามาใกล้ทำเสียงยียวน


“แหม..เอาใจกันซะจริงจริ้งนะคู่นี้ ไม่รู้ลูกพี่เรามีดีอะไรพี่ผู้กองถึงติดใจนัก”

คนโดนแซวหันมาทำตาขวางใส่ทันทีดวงตาราวกับมีไฟ พี่หาญศึกเป็นชายต้องห้ามที่ต้องกันไว้ในฐานะพี่ชายหรือเป็นพ่อเท่านั้นเป็นคู่รักไม่ได้แม่สั่งเสียไว้แล้วก่อนตาย เจ้าพวกนี้มันจะรู้อะไร กับคนอื่นกลัวแต่กับลูกน้องจอมสัปดนเคยกลัวที่ไหนต่างคนต่างหัวเราะคิกๆ คักๆ เป็นลูกคอให้หัวโจก ไอ้ท่าลิงหลอกเจ้านี้ไม่มีใครเล่นได้เก่งเท่ายิ่งลูกพี่สาวของขึ้นยิ่งเข้าทางมัน หันก้นให้ บอกให้มาเตะไว ๆ เลยเพราะรู้แนวรู้ส้นเท้ากันดียังไงก็ไล่เตะมันไม่ทัน

“ว้าย..ทำตาโกรธแล้วพูดเล่นแค่นี้ก็ไม่ได้ อ้าว!?นั่นไปหยิบก้อนหินก้อนเบ้อเร่อมาทำไมน่ะ”แล้วตัวแสบทั้งสามต่างก็วิ่งหลบก้อนหินกันแตกกระเจิงไปหลบอยู่หลังต้นเสาต่อความยาวมาอีก “ขี้โมโหแล้วก็ชอบใช้แต่กำลังอย่างงี้! พี่ผู้กองรักได้ไง เมื่อตอนกลางวันก็ทีหนึ่งแล้ว พวกเรารึอุตส่าห์จัดการพวกทหารนั่นได้อย่างไม่เป็นอะไรเลย แต่กลับมาโดนพี่เกตุไล่อัดซะย้ำแย่เลย”

“ช่ายๆ”เจ้าเดชรีบแอ่นสีข้างยืนยันหลักฐานที่มีรอยรองเท้าติดอยู่ มีเสียงดัง บู่ๆๆจากปากของพวกมันและทำหัวนิ้วโป้งกดลงอย่างไม่เซียร์ ฝ่ายโดนแซวยืนตาขวาง เหมือนคนโดนผีเข้าเนื้อตัวสั่นเทิ้มทีเดียวกล้ามมาแซวเรื่องที่ไม่ควรแซว ปะเดี๋ยวได้กะบาลแยกแน่ ชูก้อนหินใส่ทันทีกะจะปาให้จั่งหนับจอมทะเล้นแต่ละคนรีบหลบวูบเข้าหลังเสาหาที่กำบัง ไม่วายทำปากย่นยู้ส่งเสียงบู่~ยี่ยวนลูกพี่น่าดู

“แน่จริง!อย่าหลบอยู่หลังเสา!ออกมา!

ชายหนุ่มไม่คุ้นกับการเล่นที่รุ่นแรงของพวกเขาโบกมือไล่ทั้งสามคนให้กลับไปนอน พวกมันต่างหัวเราะคิกคักชอบใจ ได้แก้ลำเอาคืนที่โดนกระทืบฟรีที่ท้ายตลาดพากันวิ่งกอดอกตัวลีบฝ่าม่านหมอกและเม็ดฝนโปรยอันหนาวเหน็บกลับที่พักของตน

คราวนี้นักกีฬาสาวต้องหันมาหัวเราะแฮะๆกับคนข้างหลัง พฤติกรรมแบบนี้ของเธอเป็นอะไรที่เขาไม่เคยได้เห็นแน่ปกติจะคุมรุ่นน้องที่แค้มป์ด้วยวิธีปากว่ามือถึงจนเคยตัวเสียแล้ว “แค่ขู่พวกมันเล่นๆน่ะ พี่หาญไม่ได้กะจะปาจริงๆ หรอก ไม่งั้นจะเสียการปกครองหมด”ทิ้งหินในมือหล่นพื้นดังตุ๊บ! หันมาพยายามตีสีหน้ายิ้มแย้มว่าไม่ได้โกรธอะไรเรื่องเจ้าทะลึ่งสามคนนั้นเลย

ใบหน้าได้รูปงามแบบชายชาตินักรบคิ้วหนาเข้มเลิกขึ้นนิด มีรอยหยักที่มุมปาก ไม่คิดถือสาอะไรเกตุมีบุคลิกที่ต่างจากกานดามากก็ตรงที่เข้มแข็งเด็ดขาดนิสัยจะกลายเป็นผู้ชายอยู่แล้ว ลูกทหารก็แบบนี้ได้เลือดพ่อมาเยอะ ดึงมือจอมโมโหร้ายมานั่งลงข้าง ๆ ก่อนจะหยิบเนื้อย่างร้อน ๆในตับไม้ไผ่มาส่งให้

“เนื้อหมูป่าชาวบ้านที่นี่เขาแบ่งมาให้ เพิ่งจะล่ามาได้เช้านี้เองตั้งแต่เย็นมาแล้วน้องยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่มั้ย? ลองเสียหน่อยจะได้ไม่เสียทีที่มาบ้านป่า”

เมื่อรับมาไว้ในมือเนื้อสีกระดำกระด่างพิลึกเพราะเผาเอาเปลวลนอยู่นานแต่ก็สุกกินได้แน่ สาวชาวกรุงทำหน้าแปลก ๆ จ่อจมูกดมฟุดฟิด ไม่กระสากลิ่นชอบกล บอกกับตัวเอง เอาน่า ไหนๆก็ตัดสินแล้วว่าต้องผจญภัย พวกคงกะพันยังกินกันได้ไม่อินังขังขอบ ตัวเป็นลูกพี่จะต้องกินได้เช่นกัน ฟันค่อยงับฉีกเนื้อชิ้นเล็กๆ เคี้ยวตุ้ย ๆ คิ้วเหล่ทำสีหน้าพิกล

“อืมม...อร่อยมากค่ะพี่ แรก ๆน้องแค่ไม่กระสากับกลิ่นของมันเท่านั้น”พูดอย่างฝืนใจเลย

หาญศึกจ้องหน้าหล่อนนิ่งคิด

“พี่มีขนมในกระเป๋าอีกนะ ถ้าน้องทานไม่สะดวกละก็”

“ไม่ ๆเป็นไรคะ”เจ้าตัวต้องปัดมือพัลวัน“ รบกวนพี่มากพอแล้ว”

ทำตัวเรียบง่ายเหลือเกินนะผู้ชายกินอยู่อย่างไรก็อยากทำอย่างนั้น นายทหารหนุ่มแอบทึ่งในใจน้ำใจตรงนี้เหมือนลูกผู้ชายคนหนึ่งทีเดียว คนคิ้วหนาคมเข้ม ใบหน้าได้รูปเหมือนออกจากเบ้าหล่อหลอม หันไปหยิบฟืนซุนไฟสะเก็ดถ่านปลิวว่อน ไฟเริ่มโทรมจนเหลือแต่ถ่านแดงฉาน หยิบตับไม้ย่างเนื้อต่อให้สุกหญิงสาวนั่งเอามือเท้าคาง มองผู้ชายที่เคยเป็นอดีตคนรักของแม่ อดีตทำไมแม่กานดาไม่สมรักกับเขานะ มีพ่อเลี้ยงหุ่นสมาร์ทขนาดนี้ก็ยังดีเพราะพ่อแท้เกิดมายังไม่เคยเห็นหน้าเลย ปากก็ชวนคุยไปอีกเรื่องที่ยังคาใจจากเหตุการณ์ร้ายเมื่อตอนบ่าย

พอเขี่ยๆเล็มๆ เนื้อ หล่อนก็นึกอะไรขึ้นมาบางอย่างได้ “เออ.มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น้องยังไม่ได้บอกกับพี่คือ.เรื่องเกี่ยวกับเจ้าเคราดำดกหนานั้น” ไม่เอาเนื้อย่างอีกแล้ว หล่อนวางมันลงแบ่งให้เขากินบ้าง นายทหารหนุ่มหยิบเอาฟืนใส่กองไฟพลันสะดุดคำพูดหันมามองถามว่าย้ำว่าอะไรนะเกตุยังจดจำหน้าตาและท่าทางยียวนของนายสัณฑ์คนหนวดเครายาวได้ดี

“ก็เหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันนะซิคะ ตอนที่เรากำลังแยกกันออกมาจากตลาด เจ้าเคราดำดกหนานั่นมันมันมาดักขวางหน้าน้องกับพวกนายคงแถมยังทำมาพูดเหมือนกับรู้จักคุ้นเคยกับพวกน้องงั้นแหละ” จำไม่ได้จริง ๆว่าเคยรู้จักคนหน้าตายังกะโจรผู้ร้ายจากในหนังในละครแบบนี้ที่ไหน สรุปว่าเจ้าหนวดแกล้งมั่วมาทัก

พูดไปก็ฝายมือสารยายไปด้วยทั้งที่ในปากยังเคี้ยวเนื้อเกตุบางครั้งก็ดูซื่อบางทีก็กวนโมโหเขาได้มากเหมือนกัน

ชายหนุ่มเกือบขำมุมปากมีรอยหยักถามมาอีกว่าเธอไม่ตกใจกับเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันเลยเหรอตอนที่ปะทะตัวต่อตัวกับผู้ชายตัวใหญ่ขนาดนั้นเธอเอามือเท้าคางนึกถึงแต่ใบหน้าของเจ้าคนนั้นเท่านั้น คิดดูดี ๆ นายเคราดกนั้นช่วยชีวิตเธอไว้ในช่วงเวลาคับขันแท้ ๆตอนที่ตาฝาดเห็นไพรวัลย์เจ้าเคราดกก็มาพอดีแต่เธอกลับรู้สึกไม่ถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูกอาจจะเป็นเพราะเรื่องบุคลิกหน้าตาไม่น่าไว้วางใจก็ได้ เธอเลยคิดเช่นนั้น

“คนอะไรก็ไม่รุหนวดเครารุงรัง หน้าตางิยังกับมหาโจรเลย มาทำยิ้มยิงฟันให้น้องจนขนลุกขนพองไปหมด”

ใบหน้าโค้งมลได้รูปไข่ของนักเทควันโด้สาวยามเอามือเท้าคาง นัยน์ตาหรี่โรยจากความล้า ปล่อยให้แสงจากกองไฟแลบเลียผิวหน้าเนียนสีทองแดงสุกปลั่ง

หาญศึกเห็นความเศร้าของเธอมิอาจจะพูดอะไรได้อีกขยับฟื้นให้ไฟลุกอีกครั้ง แววตาคมกล้าของนายทหารผู้เคยผ่านการปะทะกับกองคาราวานขนยาเสพติดมาบ่อยครั้งสังหรณ์บางอย่างบอกว่าชายปริศนาคนนี้ไม่ธรรมดาแน่ เปลวไฟลุกโซนขึ้นอีกครั้งปรากฏมีสีหน้ายิ้มแย้มเช่นเดิม จ่าแก่ผู้นั่งเงียบ ๆนั่งกอดเข่าผิงไฟอยู่มุมมืดมองดูคู่หนุ่มสาว ทำท่าปิดปากหาวก่อนขอตัวกลับไปนอน ปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่กันตามลำพัง

“งั้นเหรอเจ้าเครานั่น”มือจับฟืนติดไฟเคาะอย่างไม่มีความหมายจนถ่านไฟแตกสะเก็ด หันมายิ้มให้หญิงสาวด้วยแววตาอ่อนโยนอีกครั้ง“แต่พี่มีข่าวดีจะบอกเมื่อกี้พี่ได้หาข่าวจากชาวบ้านมาแล้วชาวบ้านเขาบอกว่าเณรกานต์เคยผ่านมาที่หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อไม่เกินสองอาทิตย์มานี่เอง”

ดวงตาโตของเธอเป็นประกายอย่างมีความหวังขึ้นมาทันที“ห๊า?!พี่ว่าเณรเคยผ่านมาที่นี่! แล้วเรื่องมันเป็นยังไงเริ่มแรกบอกน้องมาให้หมดสิคะ”เสียงดังขึ้นอย่างสุดระงับดวงตามีประกายความหวัง ขนาดเจ้าของบ้านนอนอยู่ข้างบนยังไหวตัวยวบยาบเพราะสะดุ้งเสียงชายหนุ่มเอานิ้วจุ๊ปากให้ระงับเสียง

“ใจเย็น ๆก่อนแล้วฟังที่พี่จะพูดนะ ชาวบ้านที่นี่เขายืนยันว่ามี่พระเณรสองรูปมายังหมู่บ้านนี้จริงลักษณะตรงกันกับเณรกานต์มาก มีหมอเป็นคนนำมารักษา ก็คือหมอซึ่งเรากำลังตามหาตัวอยู่ขณะนี้แหละความจริงเขาเป็นหมออาสาไม่ใช่หมอเถื่อนอย่างที่เราเข้าใจแต่แรกหรอก ส่วนเณรพออาการปลอดภัยแล้วก็ออกธุดงค์ต่อเลย”

เสียงว้า..อย่างถดท้อใจของพี่สาวคนหนึ่งซึ่งดูเศร้าทันทีที่ได้ยินข่าวล่าสุดของน้องชายที่หายตัวไปความคืบหน้าล่าสุดได้มาเพียงเท่านี้ เธอนั่งกอดเข่าไม่หันมาสบตาอีก หาญศึกเห็นแล้วยังใจหาย

“เกตุน้องไม่ต้องคิดมากนะ ยังมีพี่อยู่อีกทั้งคนนะ”เขาพูดปลอบใจมาอีก

“น้องไม่เป็นอะไรมากหรอกคะ”นิ้วมือมันเผลอเขี่ยน้ำตาเล็ดโดยไม่รู้ตัว“แค่ควันไฟมันเข้าตาเลยน้ำตาไหลเท่านั้น”ต้องมานั่งกอดเข่าสิ้นแววสดใส หาญศึกต้องกระเทิบมานั่งใกล้ เอามือโอบไหล่เพื่อให้กำลังใจอีกครั้งเกตุนึกต่อว่าน้องชายที่ทำอะไรโดยพละการมาโดยตลอดไม่เคยปรึกษาเธอเลย

“ทำไมเณรถึงไม่..”เอามือปิดหน้า สะอึกสะอื้น“เณรน่าจะคิดบ้างว่าพี่สาวคนนี้จะเป็นห่วงขนาดไหน!ทำไมไม่คิดบ้าง!เรามีกันอยู่แค่สองพี่น้องจะทำอะไรก็น่าจะยั้งคิด มาธุดงค์ทำไมไกลถึงชายแดนที่เขากำลังรบกันอยู่มันอันตรายมากไม่รู้รึไง!”คำตัดพ้อของเธอมันคงไม่ไปถึงน้องชายแน่ ทำได้แต่กอดเข่าเจ่าจกเศร้าซึมลงอย่างเห็นได้ชัดหาญศึกถึงกับมือไม้สั่น อยากกอดอยากปลอบใจเหลือเกินทั้งที่ฐานะของตนเป็นได้แค่พี่ชาย

ปล่อยน้ำตามันไหลอาบลงสองแก้มสุดจะระงับได้อีกแล้ว หลายปี่ที่ผ่านมาเธอทุ่มเทให้กับเรื่องของตนเองเท่านั้น เป้าหมายการเป็นยอดนักกีฬามันทำให้เธอลืมเลือนสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือครอบครัวน้องชายมาหายตัวไปเช่นนี้มันก็เป็นความผิดของพี่สาวอย่างเธอเช่นกัน

“แต่...ความจริงเกตุก็ผิดเองเพราะเอาแต่หมกมุ่นกับการฝึกซ้อมเพื่อไปโอลิมปิกทั้ง ๆที่เคยสัญญากับมาว่าจะดูแลน้องให้ดี ตอนน้องกานต์บวช ตัวพี่สาวกลับไม่ได้ไปร่วมงานด้วยซ้ำ ไม่ไปดูดำดูดีน้องชายคนเดียวเลย”เห็นแววตามีน้ำพราวเป็นประกายสั่นไหวด้วยความรู้สึกก่อนเธอเอาใบหน้าซุกเข่าปิดหน้าสะอึกสะอื้น พูดเสียงอู้อี้

“น้องเสียใจค่ะ”

เขาต้องส่ายหน้า เด็กคนนี้ช่างขี้แยไม่สมกับความกล้าหาญเมื่อตอนกลางวันเลย“ไม่ต้องคิดมาก น้องทำหน้าที่พี่สาวดีที่สุดแล้วหากไม่เพราะมาธุดงค์ในพื้นที่เขากำลังรบกันอยู่พี่เองก็มั่นใจว่าหลวงปู่ที่เณรมาด้วยจะดูแลได้ ถึงเวลาคงพาเณรกลับมาเอง ”น้ำตาของเธอมันทำให้ชายชาตินักรบต้องใจหายแม้จะพยายามปลอบใจยังไงก็ไม่เป็นผล เปลือกนอกดูเหมือนคนเข้มแข็งก็จริงแต่ลึก ๆ แล้วเธอก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น


ต่างเงียบเสียงลง หญิงสาวยังคงนั่งกอดเข่าปิดหน้าเหมือนกำลังสะอื้น อากาศอันเย็นยะเยือกเวลานี้ช่างวังเวงนัก หมาเจ้ากรรมดันเห่าหอนเสียงเย็นลากยาวหาญศึกกราดไฟฉายไปรอบด้าน ละอองหมอกยิ่งดึกยิ่งลงจัดเห็นเป็นสายตามกระแสลม กระท่อมหลังที่ใกล้ที่สุดยังเห็นแค่เงาเลือนรางลมแรงพัดฝาบ้านขัดแตะ ซีกไม้ดีดเกิดเสียงถี่รัว ลมยังเลยผ่านไปโหมกระพือหมู่ยอดต้นกระทินยักษ์เสียงดังอู้ครืนครัน คนเศร้าอยู่ดีๆพลันตื่นจากภวังค์ มองซ้ายมองขวาอย่างระแวงบรรยากาศอันเงียบเชียบ ได้ยินแม้เสียงลมหายใจของทั้งสองคนความไม่น่าไว้วางใจมันคืบคลานเข้ามาเสียแล้ว จู่โจมเงียบไม่รู้ตัวคนที่นั่งอยู่เห็นแต่แรกนับสิบ ตอนนี้เหลือแค่สอง ชีวิตคนเมืองอยู่แต่ในไฟแสงสีอย่างเธอเคยเจอแบบนี้ที่ไหน


เห็นอาการขลาดผีของนักสู้เลือดร้อนแล้วพี่ชายนึกขำ คนละคนเลยกับตอนกลางวันเกตุเป็นหญิงห้าวเป็นคนสู้คนก็จริงแต่เรื่องนิสัยขี้กลัวผีแก้ยากไม่แพ้กัน กลัวสิ่งเร้นลับทุกชนิดอย่างไม่มีเหตุผลความจริงจังกับชีวิตเมื่อครู่ดูเป็นเรื่องตลกไปเลย เกตุน่ารักก็ตรงใสซื่อไม่มีมารยานี้แหละ ความรู้สึกข้างในเป็นยังไงก็แสดงออกมาแบบนั้นคิดแล้วยิ่งขำ

“ฮะ ๆอะไรกันทำไมน้องทำหน้ากลัวผีอย่างนั้น เมื่อกี้ยังดี ๆอยู่นี่ ไป๊!ไปนอนได้แล้วพี่จะไปส่งเอง พี่รับรองว่าพรุ่งนี้เรื่องทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเองเข้าใจ๋”




Create Date : 22 ตุลาคม 2552
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 9:43:03 น.
Counter : 585 Pageviews.

2 comments
  
ดีครับ ที่คอมเม้นท์ว่างน่ะผมก็เสียดายอยู่ แต่มือมันไปเองลบซะเกลี้ยงทั้งบล๊อค555 ขอบคุณครับที่เข้ามาช่วยให้มันไม่ว่างอีกต่อไป

ที่ว่าเริ่มมาแรงเพราะ คนเริ่มเข้ามาอ่านเยอะแล้วครับ จากที่ผมคลิกไปดูประมาณ 2-3 เรื่อง ก็เห็นมันว่างเปล่า
ไอ้ที่รู้จากใครเนี่ย ตอนนี้ผมยังแทบจะไม่รู้จักใครในนี้เลยครับ ผมมันเด็กใหม่แกะกล่องครับ เพิ่งมาและพยายามรู้จักอิอิ

เพื่อนโนบิตะ
โดย: เพื่อนโนบิตะ IP: 110.164.137.190 วันที่: 23 ตุลาคม 2552 เวลา:1:08:54 น.
  
ขอให้เพื่อนลืมเรื่องมือใหม่เด็กใหม่ไปเลยนะ เราเองก็เพิ่งหัดเขียนเองเหมือนกัน สารภาพเลยว่า เพิ่งเขียนนิยายมาได้แค่สามเดือนเอง เพราะเพิ่งจะใช้คอมฯเป็น อยากเขียนอะไรก็เขียนขออย่างเดียวไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ

ไอ้ที่มีคนเข้ามาดูงานของเราเยอะส่วนหนึ่งก็มาจาก เราขยันหาเพื่อน อย่างเช่นเพื่อนโนบิตะไง เที่ยวท่องไปเยี่ยมงานของคนโน่นคนนี้เพื่อหวังให้เขากลับมาเยี่ยมดูงานของเราบ้างก็แค่นั้น ตอนนี่เราก็มีเพื่อน คุณกุลธิดา คุณศิลป์ใจที่มาบ่อย
โดย: คุณหมอเถื่อน IP: 112.142.135.203 วันที่: 23 ตุลาคม 2552 เวลา:12:02:54 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments