เมษายน 2553

 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
สมิงไวรัส บทที่ 2


หลังอาหารมื้อเช้าซึ่งเลยเวลาปรกติไปสักสองชั่วโมง เวลาบนนาฬิกาข้อมือของใครคนหนึ่ง ร้องบอกเวลาเก้านาฬิกา ขบวนเดินทางก็พร้อม ลูกทีมขึ้นสัมภาระบนหลัง คนต่างวัยต่างเผ่าพันธุ์จำนวน ๑๐ คน แต่ละคนมีของต้องบรรทุกต่างกัน นายตะบันกับนายจะงอยผู้น้องตัวใหญ่สุด รับหน้าที่บรรทุกเครื่องมือสำคัญทางการแพทย์ ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องโลหะสีเงินวาว และด้านหน้ายังเถินของใช้ส่วนตัวอีกต่างหาก อีกแปดคนบรรทุกเวชภัณฑ์ซึ่งต้องใช้มากสุด และมันได้พร่องลงไปหลังได้เเบ่งปันให้กับพวกทหารไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะน้ำเกลือ ลดน้ำหนักลงอีกมากโข ทั้งนี้แต่ละคนยังต้องบรรทุกสัมภาระอย่างอื่นอีกเต็มเพรียบ มีย่ามใบเล็กแบบพื้นเมืองติดมาด้วยเพื่อใส่ของส่วนตัว ทำให้ดูขัดๆกับเครื่องแบบสีเทาอันดูทันสมัย ภาระแบกห่ามทั้งหมดเป็นของพวกเขา อดีตทหารป่าเคยชินกับการเดินป่ามานานปีจึงมีความทรหดอดทน เหมาะสมกับการทำหน้าที่เป็นอย่างดี

แต่เวลา ณ บัดนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในคณะฯ เมื่อมีหญิงสาวหรือนายหญิงคนใหม่อยู่เคียงข้างนายหมอของพวกเขาตลอดเวลา โดยมีสององครักษ์คือเนลอญกับเต๊อะ ยืนเคียงอยู่ห่างๆ คล้ายจะรู้กันว่าควรจะกันใครบางคน ปล่อยให้อภิรักษ์ต้องยืนห่างออกไปอย่างเดียวดาย พวกคนพื้นเมืองบ้างก็เป็นหมอยาพื้นเมือง บ้างก็เป็นหมอทหารมาก่อน คนอาวุโสสุดคือตาลีซึ่งมีกว่าอายุเจ็ดสิบปีแต่ก็ยังแข็งแรงอยู่มาก พรานนำทางเก่าแก่สุดของหมอกฤษณ์ก็คือ นายสัณฑ์ซึ่งกำลังรอพวกข้างหลังอยู่ในชายดง ล่วงหน้าไปก่อนแล้วพร้อมกับพวกเด็กหนุ่มทั้งสาม พี่น้องเดนตายชาวว้าคือตะบันกับจะงอยกับแขกพิเศษของนายหมออีกสี่คน นั้นคือพวกของผู้กองหาญศึก รวมทั้งหมดเป็น ๒๔ คน

พวกคนที่ยืนคอยท่ารออยู่ใต้แมกไม้ใหญ่ โบกมือกันไหวๆเป็นสัญญาณให้เริ่มเดินทางได้แล้ว

“ครูครับ ไปให้หมอกฤษณ์ ดูอาการหน่อยเถอะครับ สีหน้าของครูดูแย่เหลือเกิน”นายโย่งถามอย่างห่วงใย สัณฑ์หรือครูไพรวัลย์ของพวกเขายังคงขี้หลังของนายเดช ด้วยอาการอ่อนระโหย ใบหน้าภายใต้กรอบแว่นดำหนา ริมฝีปากซีดขาวเหมือนคนตายนั้น รีบเผยอตอบทันใดโดยที่ไม่หันหน้ามา

“ไม่ต้อง ฉันไม่ตายหรอก”
คำสั้นๆแต่บาดลึกในใจของพวกลูกศิษย์ยิ่งนัก
“ครูเป็นยอดคนจริงๆ”
โย่งผู้ฉลาดทันคนสุดมองร่างนั้นอย่างเลื่อมใส
“เมื่อคืน พวกเราคิดว่าครูจะจากเราไปแล้วสะอีก แต่ครูก็รอดมาได้ ยังไงตอนนี้ครูไพรวัลย์ก็ยังอ่อนแออยู่มากนะครับ ผมได้ยินมาว่าคนมีวิชาคงกะพันชาตรีหนังเหนี่ยวยิงแทงไม่เข้า หากเขาจะฆ่าต้องทุบร่างให้แหลกจึงจะตายได้ ไม่นึกว่าในโลกมันจะมีวิชานี่อยู่จริงเป็นครูของพวกผมเสียด้วย แต่ถึงยังไงกระดูกกับอวัยวะภายในมันไม่เหนี่ยวด้วย ครูเลยเจ็บขนาดนี้ ผมว่าให้หมอกฤษณ์เขาดูแลรักษาจะไม่ดีกว่าหรือครับ”
เขาหันคอช้าๆมาที่คนพูด ริมฝีปากซีดขาวนั่นค่อยขยับ
“ไม่ต้อง ฉันไม่ต้องให้คณะฯของหมอกฤษณ์ต้องมาล้าช้าเพราะฉันเด็ดขาด”
แล้วก็หันเอาแว่นดำมามอง ไม่มีใครอ่านสีหน้าความคิดของเขาออกเช่นเคย
“ต่อไปนี้ทุกคนจงเรียกฉันว่านายสัณฑ์หรือพี่สัณฑ์ก็ได้ อย่าเรียกครูหรือเรียกชื่อไพรวัลย์อีก เพราะชายคนนั่นได้ตายไปแล้ว แล้วจงอย่าปากพร้อยบอกยัยเด็กนั้นว่า ฉันคือใครเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”เขาย้ำเสียงชัดเจนแม้หางเสียงจะเริ่มพร่าจากพิษบาดแผลที่อยู่ไม่ได้ตายก็ไม่ได้ของเขา

“พวกเราเข้าใจแล้วครับ”นายโย่งต้องคอตก ตอบแทนอีกสองคนมาเบาๆ

สัณฑ์สั่งให้ใช้มีดเดินป่าของเขา ถากถางกิ้งไม้ พงรกเพื่อเปิดทาง โดยมุ่งหน้าไปตามทิศที่เขาสั่ง มีดฟันบากเปลือกไม้ ทำเครื่องหมายทิ้งเอาไว้ให้พรรคพวกตาม เส้นทางตรงหน้า พอมีเค้าว่าเป็นทางคนหรือด่านสัตว์มาก่อนทำให้พอเดินได้ไม่ยาก แต่ต้องระวังสัตว์เลื่อยคลานหรือแมลงมีเหล็กในทั้งหลาย ที่สัณฑ์ต้องคอยเตือนอยู่ตลอดเวลาเพราะความไม่เจนป่าของพวกเด็กหนุ่ม เดินหน้าขึ้นสู่ที่สูงไปเรื่อยๆเพราะเป็นตีนเขา ต้นไม้เล็กใหญ่บดบัง ดูเหมือนจะตีบตันไปเสียทั้งหมด ต้องอาศัยเสียงของอดีตครูฝึกเทควันโด คอยกำกับอยู่ตลอดเวลา พอเขาหันกลับมามองลาดลงต่ำไปยังลานเบื้องล่างอันมองเห็นอยู่ลิบๆแล้วก็เห็น คณะแพทย์อาสาและเด็กสาวคนนั้นกำลังเดินตามขึ้นมาอย่างเป็นแถวแนว

ตะบันพี่น้องรีบลงไปเอาหัวเข่าข้างหนึ่งยันพื้น ให้ตาลีหมอผีเป่าเสกคาถาใส่กระหม่อม ได้ยินเสียงเป่าดังพ่วงๆ ก่อนลุกไปประจำหน้าแถว เล่าอูเพียงถอดหมวกมาไหว้ คนอื่นทำตามจนครบเพราะตาลีอาวุโสสุดในคณะฯ ขนาดจ่าเเจ๋วยังรีบวิ่งไปพนมมือไหว้ขอพรด้วย
“พระอาจารย์เออ…ผมอยากจะถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”จ่าต้องตั้งท่าสำรวมเข้าหา
“มีอะไรหรือพ่อหนุ่มน้อย”ตาหมอผีหุ่นบวม ตัวดำเหมือนมีน้ำมันดินมาชโลมถามด้วยความฉงน
“ผมมีเรื่องอยากจะถามน่ะครับคือ…”ตามองจ้องเขม็งไปที่ตะกุดอันเท่าฝ่ามืออันห้อยหอของหมอผีเอาไว้


“อยากได้คาถา อาจารย์จะเป่าให้ เอาหัวล้านมาใกล้ๆสิ”
ทหารแก่ต้องเอามือเกาหัวล้านปอยๆแม้เขาจะอายุห้าสิบกว่าวัยใกล้เกษียน แต่เมื่อเทียบกับชายแก่ตรงหน้า ที่วัยน่าจะเจ็ดสิบกว่าขึ้นแล้ว เขาจึงเป็นหนุ่มน้อยไปเลย
“ไม่เอาครับ อยากได้อย่างอื่นมากกว่าครับ แฮะๆ”ยิ้มอย่างไม่วางตาต่อสิ่งนั้น แล้วตาแก่หมอผีก็ต้องก้มมองตะกุดของตนในสายตาของทหารแปลกถิ่น ก็พอเดาออก เลยยื่นข้อเสนอขอแลกเปลี่ยนของกันทันที

“อาจารย์มีเพื่อนฝูงอยู่ฝั่งไทยเยอะนะ แลกเปลี่ยนของเก่าของปลุกเสกกันบ่อยๆ มีของอะไรจะมาแลกบ้างพ่อหนุ่มน้อยผมดกปรกไหล่”
“ไม่ต้องเยินย่อขนาดนั้นก็ได้ครับ เอางี้ ผมมีพระเหยี่ยวดำเหยี่ยวแดงท่านช่วยปกป้องคุ้มครองผมจากคมกระสุนมาหลายสิบปีแล้ว จะขอแลกกับตะกุดของท่านครับ ผมเชื่อว่าท่านขลังจริง ตะกุดอันนี่คงไม่ธรรมดาแน่”

แล้วตะกุดอันใหญ่ของหมอผีชาวว้าก็ไปห้อยคอของจ่าแจ๋วแทน ได้แลกเปลี่ยนของสมใจ ตาลียิ้มหึๆในลำคอ หยิบพระเครื่ององค์ใหม่ลงย่ามเก่าๆโกโรโกโส พอกับเจ้าของมัน ดวงตาเหม่อลอยเหมือนจะถูกผีเข้าเสียเอง ใบหน้าเหมือนจะตายด้านตลอดเวลาของหมอผีดูจะมีรอยยิ้มออกมานิดหนึ่ง พอขยับมือ แฝงพระเครื่องในนั้นก็โผล่ออกมา

“พระอาจารย์สะสมพระเครื่องของไทยไว้ตั้งเยอะ มีพระอะไรบ้างหรือขอรับ”
ความกะตือลือล้น สองตาคอยลุ้นจ้องแต่มองของในย่ามทำเอาคนแก่กว่าต้องทำหน้างงงัน หยิบพระพิมพ์ผงในแฝงหนึ่งออกมา

“อันนี่ที่เซียนพระของไทยเขาเรียก เบญจภาคี อาจารย์มีท่านอยู่ก้นย่ามมานานแล้ว แต่อาจารย์ไม่ได้ถือพุทธเลยไม่ค่อยได้เอาท่านออกมา”

“พ พระ เบญจภาคี”จ่าต้องติดอ่างในบัดดล ตาแทบทะลุถลนออกมานอกเบ้าในอุ้งมือนั่น มีพระเครื่องล่ำค่าสุดปรารถนาของเขาอยู่เพราะราคาเช่าทุกองค์ท่านแพงที่สุดหลายล้านบาท ทุกคนอยากได้เป็นเจ้าของ แต่คนที่จะได้ชุดเบญจภาคีที่แท้ๆ ต้องมีวาสนาและบารมีประกอบกันด้วย ถึงจะหามาได้ครบ เซียนพระธรรมดาอย่างจ่าแจ๋วแค่องค์เดียวยังหาไม่ได้เลย

“พระอาจารย์เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองจริงๆ”จ่าต้องเสียงสั่น ไหว้มือสูงทูนหัวประหลกๆ“ลูกศิษย์คนนี่อยากจะได้พระไปบูชาอีกหน่อย นะครับ ผมให้อาจารย์หนึ่งแสนเลยเอ๊า”เสนอเงินให้ดื้อๆ ขนคิ้วของหมอผีชาวว้าต้องขมุ่นเข้าหากันตามข้อเสนอนั้น แล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
“มะหงกสิ”
“อะอ้าว”จ่าต้องหน้าเก้อบ้าง
“พี่น้องฝั่งไทย เขาเคยให้ราคาอาจารย์มาตั้งสิบล้านบาท อาจารย์ยังไม่ขายเลย เป็นเด็กเป็นเล็กอย่ามาหลอกคนแก่นะ”



คู่ใหม่ปลามันอันเผอิญไปมองการแลกเปลี่ยนของคนแก่คู่นั่น เลยพากันมองใหญ่“ปู่ตาลีดูขลังจริงๆนะค่ะ ท่าทางใจดีเหมือนจ่าแจ๋วด้วย เสียอย่างเดียวน้องไม่ชอบหัวกะโหลกในย่ามของแกเลย”พอนึกถึงหัวกะโหลกในมือของหมอผีตาลีตอนนั้นแล้ว เกตุก็เกิดอาการขลาดผีขึ้นมาอีก

“เก่งกล้าไปสารพัด เสียอย่างเดียวขี้กลัวผีเหลือเกินนะ พี่หมอไม่เห็นจะกลัวเลย”เขาเลยถือโอกาสกอดอกยิ้มปั้นหน้า เกตุเลยกรากเข้าไปกอดเขย่าตัวอย่างหมั่นเขี้ยวเข้าให้ ความสนิทสนมของคู่รัก เหมือนมีมาแต่ในหนใด ในหัวใจของทั้งสอง เหมือนรู้จักกันมาก่อนนานแสนนานมาแล้ว

“พี่หมอไม่กลัวผีก็ดีแล้วคะ จะได้เป็นที่พึ่งของน้องด้วยยามผีมาไง”

เรือนร่างของนายหญิงในชุดรัดรูปดูทะมัดทะแมง เเสดงส่วนเว้านูนชัดเจน หลายคนจึงอดเหลี่ยวมองไม่ได้ จนโดนเล่าอูกราดตาเข้มๆเข้าใส่ ขนาดหาญศึกยังอดเเลตามองตามไม่ได้ แล้วก็รีบหลบตาไปเสียอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สถานะที่เปลี่ยนไปของเธอดี แต่ก็อดที่จะต้องงงงันไปเสียมิได้ น้องสาวต่างสายเลือดของเขาดูสาวขึ้น สวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ไม่เป็นเด็กสาวกะโปโลเหมือนเก่าอีก ผ่านเหตุการณ์มาเพียงคืนเดียว เกตุเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และยิ่งดูยิ่งเหมือน กานดา แม่ของเธอและผู้หญิงทีครอบครองหัวใจของเขาแต่เก่าก่อน

หญิงสาวดูเหมือนจะรู้ตัวว่ามีสายตาของชายอื่นมองผ่านมาบ่อยๆ อกเสื้อเเบะหราแสดงเนินอกขาวผ่องนั้นจึงถูกรูดซิปขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบมาจ้อกับคู่รักของเธอ ถามมาว่า

“พี่หมอค่ะ”
“อะไรอีกจ้ะ”
“น้องสวยหรือเปล่า”
“สวยสิ”เขาตอบแบบอมยิ้ม
“แต่งชุดของพี่หมอเเล้ว ดูโหลไปหรือเปล่า คือน้องไม่ค่อยมั่นใจเลย”
“เปล่าเลยจ๊ะ”เขายิ้มละไมมองมาและเธอก็ยิ้มตอบเช่นกัน“พี่หมอกำลังจะเอ่ยปากชมว่าภรรยาของพี่ สวมชุดอะไรก็น่ารัก ดูดีไปหมด”
“หือม์ แหม พี่หมอเป็นคนปากหวานกับผู้หญิงทุกคนหรือเปล่าน๊า น้องกำลังจะบอกว่าชุดของน้องเหมือนชุดช่างซ่อมแอร์เลย”
หล่อนร้องปนหัวเราะ กระเเซะเอาศอกดันสีข้างคนรัก แล้วนิ้วชี้ไปที่ตาของเขา
“น้องอ่านสายตาเจ้าชู้ของพี่หมอออกนะ น้องเปลี่ยนแมวน้อยเมื่อวานให้กลาย เป็นเสือร้ายไปแล้ว เมื่อกี้ตอนไปลองชุดเจ้าสาวในถ้ำ พี่หมอถอดเสื้อผ้าของน้องเร็วมาก”
“พี่หมอเปล่าน๊า พี่หมอไม่เคยเจ้าชู้กับใครมาก่อน ว้า! เกตุทุกคนเขารอน้องอยู่คนเดียวนะ เราจะช้าได้ไงพี่ก็เลยต้องช่วยถอดช่วยเปลี่ยนให้”เขาเกือบหลุดตะเบ็งเสียง
“จริงเหรอ”หล่อนยิ่งจ้องหน้าจะเอาความจริง ชายหนุ่มต้องรีบหลบตาด้วยความอายเสียเอง หล่อนได้ทียิ่งกระเซ้าเข้าใหญ่

ชายหนุ่มองครักษ์ทั้งสองต้องโคลงศีรษะและหัวเราะออกมาเบา ๆเพราะนายหมอกำลังจนมุม“นายหญิงอาจไม่เห็นความสำคัญของชุด ผมขออนุญาตบอกคุณสมบัติของเขานะครับ ตามหน้าที่ขององครักษ์ที่ดี”
“เหรอจ้ะเต๊อะ”หล่อนหันมามองคนพูดแล้วจึงก้มพิจารณาดูเครื่องแต่งกายของตนเอง ด้วยตาสุกใสเป็นประกาย ยิ้มขัน ๆ ระบายอยู่ที่ริมฝีปาก
“จริงหรือค่ะพี่หมอ น้องอุตสาห์เตรียมชุดเดินป่ามาหลายชุดเลย แต่พี่หมอให้ทิ้งไปเกือบหมด แล้วให้ใส่ชุดเหมือนกับคนอื่นๆ ในกระเป๋ามีเสื้อผ้าเหลืออยู่เเค่ไม่กี่ชุดเอง มันลดน้ำหนักบรรทุกบนหลังก็จริง แล้วจะใส่จะซักยังไงละน้องเห็นจะไม่ไหวนะ จะให้ใส่ตัวเดียวได้ทั้งเดือนเหมือนพี่หมอหรอกนะ”
“พี่หมอใส่แล้วยังไม่เคยซักเลยน๊า”กฤษณ์ตอบหน้าซื่อออกมาอีกแล้ว
เกตุทำจมุกย่นใส่และแทบไม่เชื่อหูตนเอง
“แต่พี่หมอไม่เห็นตัวเหม็นเลย เสื้อผ้าก็สะอาดอยู่ตลอดเวลานี่ค่ะ”

ใบหน้ารูปสวยผิดเพศของเขา นัยน์ตาสีฟ้ามีประกายอ่อนหวานชัดเจน เข้ามาใกล้จนเธอแทบลืมหายใจ ก่อนที่เขาจะดีดจมูกเธอเล่นเรียกคืนสติแบบเย้าหยอก“ชุดของทุกคนผลิตจากนาโนเทคโนโลยี คราบฝุ่น คราบโคลน เหงื่อไคล้ไม่อาจจะติดเนื้อผ้าได้ และในเส้นใยผ้ามีแคปซูลน้ำหอมฝังอยู่ ทำให้ชุดพวกนี้สะอาดอยู่ตลอดอายุใช้งานสองปีโดยไม่ต้องซักเลย”
“ถึงว่าซิ !”
หล่อนดึงผ้าของตนมาพิจารณาอย่างละเอียด มันบางเบาและใส่สบายมากแต่ก็เหนี่ยวมาก
“ชุดพวกนี้ยังมีคุณสมบัติเด่นอีกหลายอย่างครับ”เต๊อะอดที่บอกอย่างภูมิใจ“เขาสามารถเปลี่ยนสีเพื่อพรางตัวได้เหมือนกิ้งก่าเพียงใช้น้ำยาเคมีมาลูบ แล้วยังเนื้อผ้าเหนี่ยวแน่นมาก ป้องกันสิ่งแหลมคมมากระทบผิวหนังได้ในระดับหนึ่ง ข้างในยังมีเสื้อกั๊กควบคุมอุณหภูมิร้อนเย็นได้อีก ความจริงชุดพวกนี่ถูกออกแบบมาให้ทหารครับเพราะสามารถทำสีพรางตัวและอยู่ได้ทุกสภาพภูมิอากาศ เเต่ตอนนี้เริ่มออกมาให้พลเรือนได้ใช้กันแล้ว”
“โอ้โห้”เกตุทำตาโต“คุณสมบัติเพียบ พี่หมอทุ่มทุนขนาดนี่เลยหรือคะ?”
ยอดคุณหมอยิ้มพราย มองคนรักและคนของเขาไปเงียบๆ เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องค่าใช้จ่ายของคณะแพทย์อาสาเลยเพราะมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของผลกำไรจากโรงพยาบาลที่เขาต้องการตอบแทนคืนสังคมเท่านั้น เต๊อะที่บัดนี้เหมือนพนัก งานขายหรือโฆษณาสินค้าในสายตาของเกตุไปแล้วรายงานต่อไปอีก
“ต้นทุนเสื้อผ้าอุปกรณ์ต่อหัว นั้นสูงถึงคนละหนึ่งล้านบาทเซียวนานายหญิงเกตุ”ทำเอานายหญิงคนใหม่ต้องอึ่งต่อความรวยของคนรัก
“พี่หมอรวยขนาดนี่เลยรึคะ”หันมากระพริบตาปริบๆมองคนรัก“สิบคนก็สิบล้านบาทเข้าไปแล้ว ไหนจะค่ายาค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีก”หล่อนนับนิ้วมือลองคำนวณปริมาณการใช้เงินของคณะแพทย์อาสาแล้วก็ต้อง ขนลุกเกรียวเพราะตลอดชีวิตคนจนอย่างเธอ คงจะไม่ได้ใช้จ่ายเงิน ตกเดือนละหลายล้านบาทเหมือนอย่างพี่หมอทำแน่”
“เกตุมัวแต่อึ่งอะไรอยู่ได้”พี่หมอร้องออกมาและหัวเราะแจ่มใส มองดูใบหน้างามนั้นก่อนที่หญิงสาวคู่หมั้นจะถอนใจเฮือกสั่นหัวอยู่ดิก ๆ
“พี่หมอรวยจังนะค่ะ น้องเกิดมาจน เกรงใจจังเลยคะ”
“พูดอะไรอย่างนี่นะเด็กคนนี้ ตอนนี้เราเป็นคนๆเดียวกันแล้ว พี่หมอรวยน้องก็รวยด้วยสิ”หมอหนุ่มคว้าเอาเธอจูบที่หน้าผากแล้วพูดเบา ๆ
มองดูความเปลี่ยนแปลงของนายหมอที่กล้าแสดงความรักต่อหญิงสาวแล้วสององครักษ์ได้แต่ยิ้มมองตากัน
“โปรดอย่ากังวลเรื่องความปลอดภัยนะครับนายหมอกับนายหญิง ผมสองคนขอยืนยัน จะปกป้องนายของพวกผมด้วยชีวิตเลย”
“ไม่จำเป็นต้องเรียกนายหญิงหรอกนะเรียกชื่อของฉันอย่างเดิมดีกว่า ฟังครั้งแรกอาจรู้สึกดี แต่ตอนนี้มันชักห่างเหินแบ่งชนชั้นยังไงไม่รู้”เกตุเริ่มจะไม่ชอบคำนี่แล้ว
สององครักษ์มองความเป็นกันเองของนายหญิงคนใหม่ เธอคนนี่จะต้องมีคุณค่าสำหรับคณะของแพทย์อาสาในวันหน้าเป็นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถเกี่ยวกับการต่อสู้ของเธอ ความปลอดภัยของนายหมอปราการด่านสุดท้ายอาจ จะต้องพึ่งเธอแน่ ๆ ความกล้าหาญผิดธรรมชาติสามัญของผู้หญิงกลับมาเข้าพอดีกับนายหมอ ความจริงพวกเขาแอบคิดยุ่งยากในใจว่าเธอจะเป็นภาระยุ่งยากอะไรต่อไปภายหน้า แต่ผู้หญิงคนเดียวในคณะคนนี่ กลับแสดงความเข้มแข็งและธาตุนักสู้ออกมาเป็นที่ประจักษ์แล้ว ขนาดล้มชายร่างยักษ์ถึงสามคนอย่างง่ายดาย
“ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรนัก”รีบเอามือดึงแขนเสื้อกฤษณ์ให้มองมา“เรื่องปืนที่น้องพกมา น้องขอยืนยันว่าถ้าไม่จำเป็นต้องพิทักษ์ชีวิตจริงๆจะไม่เอามาใช้เลย”
กฤษณ์ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ คำพูดของยอดหญิงนักกีฬาทำความปลอดโปร่งใจให้แก่เขาอย่างยิ่ง
“น้องคงไม่ทำตัวเป็นตัวเป็นตัวถ่วงให้พี่หมอนะค่ะเรื่องที่ต้องไปช่วยผู้อพยพที่เมืองตานพยูซนะค่ะ”
“ไม่เลยจ้ะ”ใบหน้าของหนุ่มสวยตอบอย่างแช่มช้าแต่ชัดถ้อยชัดคำเช่นเคย
“ที่นั่นมีคนของพี่กับคนของกาชาดสากลคอยช่วยเหลือผู้อพยพอยู่แล้ว มียาและเครื่องมือพร้อม เราเพียงแต่ไปเป็นกำลังเสริม ให้พวกเขาอีกที พี่หมอเลยมีเวลาตามหาเณรกานต์ของน้องได้อย่างเต็มที่ยังไงละ”
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นจากคำตอบนั้น เกตุอยากจะกรี๊ดลั่นเสียให้ได้กับความใจดีของพี่หมอ
“งั้นหมายความว่าต่อไปนี้”หล่อนแทบนับถ้อยคำได้
“ใช่จ๊ะ เราเปลี่ยนแผนกันแล้วต่อไปนี้เราจะมุ่งหน้าตามหาคนหายอย่างเดียว
รอให้น้าเล่าอูเขาเตรียมทุกคนให้พร้อม ในอีกไม่เกินห้านาทีข้างหน้า แล้วเราก็จะเดินทางต่อกันเลย”

นายแพทย์เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนอักดับหนึ่งของเมืองไทย กับคนคุ้นเคย โดยมีคู่รักวิวาห์สะท้านมาเพิ่มอีกคนเวลานี้ พวกเขาต่างทำตัวกันตามสบายแม้จะผ่านเรื่องหนักๆมาก่อนหน้า มองดูพวกพลเป้เก็บรวบรวมสิ่งของเข้ากระเป๋า บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นอบอุ่น แต่ลึกลงไปในความรู้สึกแท้จริงของทุกคน คือเรื่องความปลอดภัยในภายภาคหน้า จุดหมายของการเดินทางของดาวพระเกตุ จิตหาญ อยู่ที่การตามหาน้องชายและเขาก็ได้ยอมตามให้แล้ว

เมื่อกฤษณ์และคู่รักได้เตรียมตัวเสร็จ ก็พบว่าเหล่าพลนักสู้ทางการแพทย์พร้อมแล้ว ทุกคนยืนประจำแถวของตน ในที่สุดเวลาเดินทางก็มาถึง อดีตปลัดอำเภอเข้ามารายงานอย่างเป็นการเป็นการให้กับนายหมออีกครั้ง ก่อนจะหันหลังตะโกนสั่งให้คนของเขาทุกคนเตรียมตัว และเล่าอูก็เปิดหมวกเข้ามารายงานตัวกับนายหญิงคนใหม่อีกครั้ง

“แฮะๆ เราไปตามหาเณรนะครับนายหญิง”

นายหญิงคนใหม่เพียงตอบขอบคุณอย่างสั้นๆ แล้วยิ้มขอบคุณหัวหน้าคณะ แพทย์อาสาหรือคนรักของเธออีกครั้ง สัญญาณการเดินทางจากเล่าอูยังไม่ดังขึ้นทันทีเพราะต้องตรวจอุปกรณ์ของทุกคนให้ครบให้เรียบร้อยเสียก่อน ลูกทีมพื้นเมืองถูกจัดเป็นสองแถวกันอย่างเป็นระเบียบแบบทหาร โดยมีกฤษณ์ เกตุ สององครักษ์หนุ่มและอภิรักษ์เดินตามมาอีกแถวหนึ่ง รั้งท้ายด้วยสี่คนของร้อยเอกหาญศึก จอมเมรัยอดีตคนมีสี เดินขนาบลูกแถวอยู่ตอนหน้าสุด คอนปืนลูกซองยาวไปมาและตรวจตราดูความเรียบร้อยไปพราง ปากก็พูดสั่งการกับคนเหล่านั้นด้วยหลายภาษาจนฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะแต่ละคนมีที่มาและเชื่อชาติต่างกัน

“ถ้านายเล่าอูหรือนายสรรชัย แซ่เล่า คนนี้”หาญศึกมองจากตอนท้ายสุดใช้ศอกสะกิดแขนจ่าให้มองตาม“หากเขายังรับราชการอยู่ คงเป็นประโยชน์กับทางราชการไม่น้อย เพราะพูดได้หลายภาษาเหลือเกิน ภูมิประเทศแถบนี้ก็คงเดินจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว คนที่เขียนแผนที่แผนฝังการเดินในป่าประเทศพม่า ที่เราเจอในเต็นท์เมื่อวันก่อนอาจเป็นนายเล่าอูคนนี้ เขาไม่ได้เป็นขี้เหล้าโสโครกอย่างเปลือกนอกอย่างที่เราเข้าใจมาแต่แรกเสียแล้ว แต่ผ่านการศึกษาและชีวิตในโลกที่เจริญแล้ว น่าเสียดายความรู้ความสามารถที่มีต้องมาเสียคนเพราะยาเสพติดเสียก่อน
“แต่ถ้าวันหลังเราเอาตัวหมอนี่มาช่วยงานราชการได้ คงจะดีไม่น้อยนะครับผู้กอง”
“ผมก็คิดเช่นนั้นครับนะจ่า”
สองคนพูดกับเบาๆอยู่ท้ายขบวน จ่าดูเหมือนจะแช่มชื่น พูดไปยิ้มไป เพราะได้ของฝากถูกใจจากทหารกะเหรี่ยง ที่ห่อเนื้อบางอย่างในใบตองตึงอย่างดี ผู้กองแอบป้องปากกระซิบ
“เนื้อเอ๋งใช่มั้ยจ่า”เขาพูดแล้วต้องกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น
คนหน้าตูมตอบแล้วเอานิ้ววาดริมฝีปากแล้วซูดน้ำลายหนึ่งที
“พวกกะเหรี่ยงทำเนื้อหมาได้สุดยอด”จ่าชูหัวนิ้วโป้งสองข้างประหลกๆ แต่ผู้กองทำหน้าแหยๆ“เขาหมักเนื้อคลุกเคล้ากับเครื่องเทศกันคาวไว้แล้ว มีเครื่องในมาให้ด้วยพร้อม เย็นนี่ผมจะแกงอ่อมหมาให้ผู้กองกิน พวกพระอาจารย์ตาลีก็จะมากินด้วยนะ จะได้เป็นแกงอ่อมเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีสองฝั่งไทยพม่าไปพร้อมกัน”พูดไปแล้วทหารอาวุโส ผู้กินไม่เลือกก็หัวเราะ ฮิๆ เมื่อเห็นสีหน้าพะอืดพะอมของนายทหาร

กฤษณ์กับเกตุอยู่ในชุดแบบเดียวกับทุกคน ดึงหมวกแก๊ปมาสวม กระชับเป้บนหลัง เกตุได้เพิ่มคาดเข็มขัดปืนสั้นแบบลูกโม้ สมิท เอ็ม๖๔๒ เซนเทเนียล ที่เคยพกซ่อนมิดชิดมาตลอด บัดนี่หล่อนเอามาเผยเพื่อเป็นเขี้ยวเล็บและประกาศความพร้อมสำหรับการเดินทางจริงๆแล้ว

“เกตุจ้ะ น้องเล่นปืนด้วยเหรอ”คุณหมอคู่รักต้องมองจนคิ้วตก
“ไม่ได้เล่นคะ เเต่เอาจริง”ดวงตาคมของเธอฉายออกมาอย่างจริงจัง
“พี่หมอแปลกใจตะหาก เพราะไม่คิดว่าน้องจะมีมันเลย”
หล่อนหัวเราะชอบใจในท่าทีเหวอๆของเขา ดวงตาซุกซนเปี่ยมด้วยความสุขมองอย่างชื่นชมไม่คลายแต่วงหน้าสะอาด งามหมดจดของคุณหมอที่รัก พ่อยอดสเน่หาคงเป็นแต่ช่วยคน และคงไม่เคยคิดทำร้ายใครมาก่อนเลยในชีวิต

“น้องไม่มาเดินดุ่มๆในชายแดนที่มีแต่การสู้รบ โดยไม่มีอาวุธป้องกันตัวติดมาเลยซักชิ้นนะคะพี่หมอ น้องพกติดไว้ในเสื้อเสมอ เพื่อไม่ให้คนเห็น แต่ก็พร้อมจะงัดออกมาได้ตลอดหากจำเป็น แล้วพี่หมอล่ะ”หล่อนเล่นลิ้นเล็กน้อยเอานิ้วชี้แทนปืนจี้เอวเขามั้ง
“มีปืนหรืออาวุธอะไรติดตัวไว้มั่งล่ะ”
หมอผิวบางต้องหน้าเจื่อนต่อคนรักสาวห้าวของเขา ค่อยหลบดวงตา เป็นอาการบอกว่าเขาไม่มีอะไรเป็นเขี้ยวเล็บเลย แต่ในสายตาของหญิงสาว พี่หมอ จะต้องเช่นนี่และเเบบนี่และจนตลอดไปถึงจะดี จึงจะประกอบเป็นชายคนที่เธอรักมากที่สุด
“พี่หมอไม่เอาปืนนะ มันน่ากลัวออก เดี๋ยวมันเกิดโป้งป้างขึ้นมาแล้วจะทำให้คนเจ็บคนตายได้นะ”เขาตอบมาตรงๆเพราะไม่ชอบปืนและอาวุธทุกชนิดเอาเสียจริงๆ

คริคริ

หล่อนหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจอีก เกาะเเขน เอาร่างเอนชิดคนรัก เดินคลอเคลียไปด้วย แต่เกตุคงไม่รู้ว่าตนเองในสายตาคนอื่น เธอได้เปลี่ยนมากจากเมื่อคืนวาน จากหญิงสาวใสซื่อ ได้กลายมาเป็นหญิงสาวเต็มวัยในชั่วข้ามคืน เส้นผมหั่นสั้นมาแต่ทีแรก เริ่มยาวประบ่าอย่างรวดเร็ว กลายเป็นลอนคลื่น ดำเงางาม เรือนร่างแน่นกระชับไปทุกสัดส่วน ช่างเต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวนทางเพศโดย เฉพาะดวงตาคมกริบ เมื่อใดที่หล่อนหันมองไปทางอื่นเหมือนมีอำนาจเหนือคนแฝงอยู่ ความงามระคนลึกลับน่ากลัวแฝงอยู่ในนั้น แต่พอดวงตาคู่นั้นหันกลับไปมองตาคนรักก็พลันกลับไปเป็นดวงตาของเด็กสาวใสซื่อตามเดิมได้อีก หาญศึกแอบลอบมองมาตลอด คนที่ชินกับดวงตาคู่นั้นถึงกับสะท้าน เพราะนั่นคือทุกอย่างที่เป็นกานดาคนรักของเขา แต่แล้วก็ต้องรีบทำใจ ร่นระยะมาอยู่ท้ายขบวน ปล่อยให้คู่รักคู่ใหม่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ

“พี่หมอไม่แมนเลย”เข้ากอดแขนของเขา พัวพันด้วยรักใคร่ มองใบหน้านั้นด้วยความรักเต็มเปี่ยม กลิ่นหอมอ่อนๆจากเส้นผมของเธอทำให้ชายหนุ่มยิ้มได้ทุกครั้ง มันเป็นกลิ่นหอมที่เขาไม่เคยเจอจากเครื่องสำอางชนิดใดในโลกเลย
“ปกติพวกผู้ชายเขาชอบปืนกันนะ เเต่เอาเถอะ น้องรักพี่หมอเพราะพี่หมอเป็นคนอ่อนโยนและใจดีแบบนี่แหล่ะ น้องจะปกป้องพี่หมอเอง เมื่อมีภัยมา”ใบหน้างามแต่แฝงความเข้มแข็ง มองไปยังเหล่าคนในชุดสีเทาซึ่งบัดนี้ได้เป็นคนของเธอด้วยแล้ว
“พวกคนของเราเขาก็เก่งๆกันทั้งนั้น พี่หมอไม่จำเป็นต้องมาจับอาวุธให้เสียภาพลักษณ์ของยอดคุณหมอหรอกนะคะ”
“พี่หมอไม่เคยจับปืนเลยนะอายจังเลย แล้วน้องเกตุไปเริ่มต้นกับปืนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ”เขาถามเพราะมีแอบกังวลใจ หญิงสาวกับปืนมันเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้มาอยู่คู่กันเลย
“น้องเป็นนักกีฬาทีมชาตินะ”พูดอย่างภูมิใจจนหน้าเชิด จนคู่หมั้นหนุ่มแอบขโมยหอมแก้มไปทีหนึ่ง
“ว้าย!พี่หมอง่ะ”
“ทีมชาติเทควันโดเขาต้องใช้ปืนด้วยเหรอ แบบนี้คู่ต่อสู้ของน้องก็ต้องแพ้แล้วก็ต้องตายซี้แหงหมดเลยสิ”เขากล่าวแบบอมยิ้มด้วยอาการล้อเลียน
“น้องมีเพื่อนเป็นนักยิงปืนทีมชาติตะหากละ”
เธอยิ้มแบบอายๆเพราะเขาพึ่งจะแสดงความรักต่อหน้าคนอื่นเป็นครั้งแรก ยืนเอามือกุมกันบิดไปมาพูด จากทีแรกเขาเหมือนผู้หญิงหรือสาวสวยประเภทสองมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่ สายตาช่างมีปัญหาในการมองคนเหลือเกิน

“พี่หมอใจดีจังเลยค่ะ เพื่อน้องแล้ว พี่หมอยอมเปลี่ยนเป้าหมายตามอุดมการณ์ แต่ก่อนที่เราจะเดินทางไปผจญภัยเบื้องหน้า น้องขอขอฝากชีวิตไว้ที่พี่หมอนะค่ะไม่มีใครอีกแล้วที่น้องอยากจะฝากชีวิตไว้เท่ากับพี่หมออีกแล้ว”
“วางใจเถิดนะ พี่หมอขอปฏิญาณด้วยเกียรติยศของลูกผู้ชาย ในอันที่จะปกป้องพิทักษ์ภัยให้แก่น้อง”เอามืออันอ่อนบางจับมือเธอไว้เเน่นตอบอย่างจริงจัง เธอมองมือนั่นแล้วอมยิ้มทันที “อุ้ย พี่หมอเป็นลูกผู้ชายกับใครเขาด้วยหรือค่ะเนี่ย”หล่อนกระเซ้าเข้าให้บ้าง”
“แต่น้องต้องขอบคุณอีกคนหนึ่งนะ เพราะเขาเป็นคนส่งต่อความคิดมาให้พี่เองแต่จนแล้วจนรอดตั้งแต่เมื่อวานเขาก็ยังไม่ยอมโผล่มาให้พี่เห็นหน้าใกล้ๆเลย พี่หมอหมายถึงคุณสัณฑ์น่ะ เขาหลบหน้าพี่มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว หลังสิ้นเรื่องกับทหารกะเหรี่ยงเขาก็ยังคอยหลบหน้าพี่อีก แต่ให้เล่าอูมาบอกพี่ขอให้เปลี่ยนเป้าหมายการเดินทาง”
“เหรอค่ะ”เกตุตอบอย่างเฉยชา
อาการงุนงงสงสัยอยู่ในใจของนักเทควันโดสาวมีมากขึ้นยิ่งนัก เลยเงียบนิ่งไป ผู้ชายที่เหมือนพี่ไพรวัลย์คนนั้นคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่ แต่พี่หมอก็ผูกพันและเชื่อใจนายสัณฑ์ยิ่งนัก เธอจึงต้องเชื่อตาม เมื่อเกิดนึกคำพูดไม่ออกก็ก้าวเดินสวบ ๆ ออกไปยืนเบิ้งดูธรรมชาติทิวทัศน์รอบทิศ แหงนมองดูแผ่นผาตัดสูงขึ้นยันฟ้า เมฆขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่บนนั้น หันมาอีกทิศ ต่ำกว่าเป็นป่าไผ่สลับกับต้นเต็ง โลกของสีเขียวสดที่พึ่งจะได้หยุดซึมซับไปกับมัน ลมล่องหอบเอากลิ่นหอมของดอกมะลิป่าลอยตามลมมา หญิงสาวเมืองกรุงได้ผ่อนคลายไปกับธรรมชาติรอบตัวเป็นอันมาก ตามพื้นยังเห็นร่องรอยการพักค้างอ้างแรมของทหารเมื่อคืน กฤษณ์มองตามคนรักไปเงียบๆ เต๊อะกับเนลอญ เอาของขึ้นบ่าเตรียมพร้อม หมออาสาพื้นบ้านทุกคนประจำที่ตามที่ได้กำหนดไว้ สายตาของทั้งหมดจับนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวแกร่งไปทั้งตัวของหนึ่งในสองพรานนำทางสำคัญ ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเป็นเป้าเดียว ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครเคลื่อนไหวหรือปริปากพูดคำใดทั้งสิ้น





Create Date : 10 เมษายน 2553
Last Update : 19 เมษายน 2553 19:51:59 น.
Counter : 441 Pageviews.

1 comments
  
555 อ่านไปเขิลไป ยิ้มไป จะบ้าอยุเเล้ว อะไรจะหวานกันขนาดนี้
โดย: ไม่บอกเขิล IP: 118.174.92.110 วันที่: 4 มีนาคม 2558 เวลา:22:57:37 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments