ตุลาคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 3

บนเส้นทางอันลาดชันของภูเขาสูง กฤษณ์เกาะเหนี่ยวรากไม้พาตัวเองขึ้นไปบ่าทั้งสองของเขาสะพายกล่องยาหนักอึ้ง มีคนงานเป็นเพื่อนแบกห่ามมาด้วยหนึ่งคนกล่องพวกนั้นถูกมัดเทินสูงพ้นศีรษะทีเดียว ภารกิจแรกของหมอหนุ่มอยู่ที่หมู่บ้านหลังเขาซึ่งต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้นจึงจะไปถึง

สัณฑ์ได้เป็นธุระหาคนงานมาช่วยนำทางและแบกห่ามเป็นคนในตลาดที่ไว้ใจได้ชื่อ เล่าอู อายุประมาณห้าสิบเป็นคนกะเหรี่ยงรูปร่างผอมเกร็งแต่ทำงานหนักได้ดี ภารกิจของหมอในวันนี้คือไปตรวจสุขภาพคนที่หมู่บ้านผาแดงเส้น ทางไปถึงทุรกันดารมากเพราะเป็นชาวดงที่ไม่สุงสิงชาวโลก เล่าอูเคยมาดักจับสัตว์ที่นั้นเอาไปขายในตลาดคุ้นเคยเส้นทางดี เลือกใช้ทางลัดขึ้นเขาสูงเพื่อย่นระยะทางในมือของกะเหรี่ยงเฒ่าถือปืนลูกซองมาด้วย บนหลังมีกล่องยาเทินสูงแบกนำลิ่วขึ้นไปเรื่อยๆบางช่วงยังส่งมือมาฉุดหมอผิวบางขึ้นไปได้อีก เวลานี้เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดหน้าทีเดียว

“อดทนอีกหน่อยครับนายหมอ ทางมันชันต้องใช้เท้าเหยียบยันรากไม้ให้ดี”

หมอหอบแฮ่ก ต้องหยุดพักหายใจเป็นช่วง“ขอบใจมากเล่าอู ว่าแต่อีกไกลไหมจะถึงหมู่บ้านผาแดง”

“ไม่ไกลแล้วครับ”ชี้นิ้วขึ้นไปที่หมู่ต้นสนแผ่กิ่งใบทึบหมอแหงนหน้ามองตาม ตาพร่าไปหมด เห็นท้องฟ้าสดใสในช่องว่างของหมู่ไม้นั้นที่ยืนตรงนี้เถาวัลย์แผ่สาขาพันกิ่งไม้ใหญ่อยู่ข้างบนแน่นทึบพอสมควรแดดตกพื้นเป็นดวง อากาศไม่ถ่ายเทเลย “พ้นตรงนั้นก็ขึ้นยอดเขาแล้วครับ จากนั้นเดินลงเขาอย่างเดียวสิบนาทีก็ถึง”

“งั้นก็นำทางไปเลยเล่าอู ฉันยังไหว” หมอผิวบางชาวกรุงพยักหน้าให้นำขึ้นไปใช้มือเหนี่ยวต้นเพกาใกล้มือ เล่าอูหันมามองเป็นระยะเพราะกลัวหมอจะตกลงไป นึกแล้วสงสารรูปร่างออกจะสะโอดสะองมาทำงานหนักขนาดนี้ ไม่รู้จะทนได้กี่น้ำ กล่องยาพวกนั้นบรรทุกมาหนักเท่ากันเลยบอกแล้วให้ขึ้นมาตัวเปล่าก็ไม่เชื่อ

กะเหรี่ยงเล่าอูพาหมอกฤษณ์ขึ้นมาถึงยอดเขาได้สำเร็จหมออาบเหงื่อแทนน้ำเข้าไป ใช้มือค้ำยันต้นสนต้นหนึ่ง สูดเอาอากาศเข้าปอดลึก เล่าอูวางกล่องยาลงแล้วเดินไปปัดก้อนหินเกลี้ยงก้อนหนึ่งพอใช้เป็นที่นั่งได้เรียกให้นายหมอมานั่งพักขาก่อน ภูเขาสูงลูกนี้ต่อให้ขึ้นมาตัวเปล่ายังเหนื่อยแทบขาดใจเหมือนกันคุณหมอคนนี้สามารถพิชิตได้ รู้สึกพอใจในความมีน้ำอดน้ำทนไม่น้อย

“นายหมออึดกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลยนะครับมาทางลัดทำเวลาได้เร็วด้วยก่อนเที่ยงเราคงถึงบ้านตาเฒ่าโบ”

หมอเอาผ้ามาซับเหงื่อ ดวงตาสีฟ้ามองไปยังดงลึกที่เล่าอูชี้นิ้วลงไป“ก็ยังเก่งไม่เท่าเล่าอูเลย เหงื่อออกนิดเดียว เห็นผอม ๆแต่แข็งแรงมากเลยนะ”

กะเหรี่ยงหุ่นผอมเกร็งหัวเราะอ้าปากกว้างทีเดียวดึงผ้าขาวม้ารัดเอวมาโบกไล่ผึ้งตอมศีรษะไปด้วย “ผมมันพวกใช้แรงงานครับ ห่วงแต่นายหมอเท่านั้นอีกอย่างกล่องยาที่นายหมอให้ผมแบกมันหนักไม่มากแค่ 25 กิโลผมแบกได้สบายปกติแบกหนักกว่านี้เยอะ ที่จริงผมแบกส่วนของนายหมอก็ได้ไม่เห็นต้องแบกเองอย่างนั้น” สำเนียงภาษาไทยชัดมาก หมอหนุ่มยังอดแปลกใจ

“ไม่ดีๆแบกของหนักมันเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลังนะ เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะลำบากหมอไม่ให้เล่าอูแบกเกินกว่านี้ กล่องยาน้ำหนักรวมกัน 50 กิโลกรัมเราสองคนช่วยกันจะดีกว่าให้แบกคนเดียว”

“น้ำใจนายหมอประเสริฐ์จริง ๆ”แกยืนอยู่ลงไปนั่งยกมือไหว้

“นี่อย่ามายกมือไหว้หมอนะเล่าอูมีอาวุโสกว่า คนไทยเขาถือ”

ผิวหน้าเล่าอูจืด ๆไม่ค่อยมีสีเลือดพยายามยิ้มมือยังพนมอยู่

“นายหมอเป็นคนไทยหรือครับผิวพรรณหน้าตาไม่เห็นเหมือน หรือเป็นลูกครึ่งถึงได้พูดไทยชัด”

คุณหมอมองตอบลงมามุมปากมีรอยยิ้มแล้วหันไปแผ่นฟ้ากว้าง อากาศข้างบนนี้สบายดีจริงไม่เสียแรงที่สู้บากบั้นขึ้นมา

ตอนสัณฑ์พามาสมัคร บอกว่าเล่าอูเคยได้เรียนหนังสือฝั่งไทยและทำมาหากินที่โน่นหลายปี เล่าอูมีปัญหาสุขภาพเป็นแอลกอฮอลิซึ่มคือติดเหล้าแต่มีความซื่อสัตย์ไว้ใจได้ระยะหลังสุขภาพดีขึ้นเพราะห่างเหล้ามาพักใหญ่ น่าจะเอามาใช้งานได้หมอพิจารณาดูแล้ว รู้สึกถูกชะตากะเหรี่ยงสูงวัยคนนี้จึงรับไว้เป็นลูกจ้างนิสัยช่างพูดไม่น้อยเวลาว่างหมอจะเรียกมาสอบถามหาข้อมูลการกินการอยู่ของคนถิ่นนี้เพื่อเป็นข้อวินิจฉัยจ่ายยารักษาโรค

ดวงตาของเล่าอูเหลืองเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยดูแห้งขาดน้ำหล่อเลี้ยงเวลานี้มีน้ำตาซึม รู้สึกรักเคารพคุณหมอคนนี้เหมือนรู้จักกันมานานรูปร่างหน้าตาว่างามแล้ว น้ำใจยังงามไม่แพ้กัน ชนบทห่างไกลความเจริญขนาดนี้ยังดั้นด้นมาช่วยชาวบ้านตาดำๆจะรักความสบายเหมือนหมอในเมืองสักนิดก็ไม่มีกะเหรี่ยงเฒ่ามักจะขอบคุณนายหมออยู่เสมอเรื่องที่งานแกทำ

“ไม่ต้องถึงกับมีน้ำหูน้ำตาหรอกนะหมอทำงานเองคนเดียวไม่ได้ คุณสัณฑ์เองก็มีกิจการของเขา หมอไปรบกวนมากมันไม่ดีต่อจากนี้หมอต้องขอพึ่งพาเล่าอูแล้วนะ เราสองคนต้องร่วมงานกันอีกนาน เออ.ว่าแต่เล่าอูไปรู้จักกับคุณสัณฑ์เธอได้ยังไงช่วยเล่าให้หมอฟังหน่อยสิ ถ้าไม่ถือว่าเป็นถามเรื่องส่วนตัวมากจนเกินไปนัก”น้ำเสียงคุณหมอใสมากฟังลื่นหู เล่าอูชอบฟัง “โอ้ย..ถามมาได้เลยครับ”กะเหรี่ยงร่างผอมเอามือตบอกดังปึ๊ก “คนอย่างเล่าอูไม่เคยมีความลับกับใคร”

หมอเอามืออุบปากขบขันพยักหน้าบอกให้แกเริ่มเล่าได้แล้ว ดูจริตคล้ายผู้หญิงอยู่ไม่น้อย

“ก่อนหน้านี้ผมค้าหนังสัตว์ครับมันขาดทุนผมก็เลยเปลี่ยนมาดักสัตว์เอาไปขาย ส่วนนายสัณฑ์ค้าสมุนไพร มีแผงยาอยู่ท้ายตลาดผมซี้กับนายสัณฑ์ก็ตรงที่นายแกทำยาดองขายด้วย คนอื่นเซ็นไม่ได้ยกเว้นผมคนเดียวนายสัณฑ์ ให้ผมหาสมุนไพรไปส่งให้แกแทนค่ายาดองก็พอหายกัน”

เป็นคำตอบที่ทำเอาคุณหมอต้องถอนหายใจหันมามือเท้าคาง ดวงตาสีฟ้ามองไปที่ผืนป่าสีเขียวกว้างใหญ่ ทิศทางที่ตนเองจะไป “แล้วกันขายยาดองเองหรอกเหรอที่เล่าอูติดเหล้าคุณสัณฑ์ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยสินะมิน่าล่ะถึงได้คะยั้นคะยอให้รับเล่าอูทำงานด้วย”

“ไม่ใช่ความผิดนายสัณฑ์ครับ”แกส่ายหน้านึกสะท้อนใจชีวิตตัวเอง “ผมติดเหล้าก่อนหน้านานแล้ว นายสัณฑ์ขายสมุนไพรเป็นหลักแล้วยังเป็นหมอยาดีคนในตลาดเจ็บไข้ก็ได้พึ่งแกอยู่ไม่น้อย นายพยายามช่วยผมแล้วช่วงหนึ่งการค้าผมไม่ดีดักสัตว์ก็ยาก พวกเม่น ตัวนิ่ม นกเงือกพวกนี้มันต้องเข้าดงลึกไปทุกทีถึงจะได้ตัวกว่าจะหาเงินได้มันแสนยากเย็น ผมกินเหล้าย่อมใจบ่อยจนติดมีครั้งหนึ่งผมกินเหล้าหักโหมข้ามวันข้ามคืน นอนแผ่กลางตลาด ที่นี่ผมไม่มีญาติเลยทุกคนเห็นผมเป็นขี้เมาไร้ค่าตัวผมรับสารภาพกับชีวิตแล้วไม่ต่างจากหมาอดโซตัวหนึ่ง จะตายก็ให้มันตาย ใครจะช่วยเอาไปฝั่งหรือจะเอาไปทิ้งเป็นเหยื่อแร้งกาก็ได้ผมมารู้สึกตัวก็ตอนที่นายสัณฑ์เอาผมมาหยอดน้ำเกลือ เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ไม่รังเกียจที่ตัวผมเหม็นมากผมรอดมาได้ก็ตั้งแต่ตอนนั้น”

มันเป็นเรื่องที่สะท้อนใจเหลือเกินในโลกนี้ยังมีคนท้อแท้กับชีวิตขนาดนี้เลยหรือ ดวงตาสีฟ้าหรี่ลง

“คุณสัณฑ์ให้น้ำเกลือได้ด้วยแล้วจากนั้นรักษากันยังไงต่อ”

กะเหรี่ยงเฒ่าลงไปนั่งกอดเข่านึกทบทวน“ก็นอนหยอดน้ำเกลือไปหลายขวดครับนายถึงให้น้ำข้าวต้มกินแล้วก็พวกสมุนไพรลดความอยากเหล้าสามเดือนมานี้ผมช่วยงานที่แผงยาตลอด มีตามเข้าป่าไปเก็บสมุนไพรบ้างนายเห็นผมแข็งแรงดีแล้วประจวบเหมาะที่นายหมอมาถึงที่นี่ ก็เลยให้ผมมาช่วยงาน”

นึกไม่ถึงคนหน้าตาเหี้ยมจะใจดีแต่เวลายิ้มฟันขาวเรียงสวย หมอยังจำยิ้มที่ประทับใจวันนั้นได้ไม่ลืม

พักอีกครู่เดียวเล่าอูก็นำทางไปอีกครั้งป่าสนสามใบบนยอดเขามีตลอดรายทาง ต่อมาโผล่มาที่ป่าพลวงมีกอไผ่แซมอยู่ประปราย สภาพป่าค่อนข้างรกเล่าอูเริ่มเดินช้าลงจนเกือบย่อง จับคอปืนในลักษณะพร้อมใช้คุณหมอได้ยินเสียงบางอย่างหลังกอไผ่เบื้องหน้าสิ่งมีชีวิตสีสวยชนิดหนึ่งกำลังหากินคุ้ยเขี่ยอยู่ตรงนั้น ‘ไก่ป่า’ หมอร้องออกมาอย่างดีใจ

“มื้อเที่ยงนี้กินไก่ป่านะครับนายหมอมาป่าทั้งที่ต้องได้กินอาหารป่า”

มือจากคนข้างหลังคว้าข้อแขนเล่าอูส่ายหน้าแช่มช้า “อย่าเลยปล่อยไก่ตัวนี้อยู่ประดับป่าไปเถอะเขาสวยเกินไปหมอกินไม่ลง อีกอย่างเรามีเสบียงมาด้วย ไม่ต้องลำบากหาอาหารกลางทาง”

พึ่งได้ยินคำพูดแบบนี้ครั้งแรกเล่าอูกลืนน้ำลายอึก ไม่คิดแย้งอะไรแค่ไม่เข้าใจความคิดของนายหมอ

“หมู่บ้านผาแดงอยู่ข้างหน้าครับนายต้นไม้ขอบห้วยมันขึ้นทึบเลยมองไม่เห็นหลังคา”

หมอย่อตัวไปเพ่งมองรำไรว่าจะเห็นกระท่อม

“เล่าอูมีอะไรแนะนำหมอบ้างหมอจะได้เตรียมตัวถูก ตอนเข้าไปในหมู่บ้าน”

เล่าอูยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อมีแววหนักใจบนผิวหน้าเหลืองซีด

“เฒ่าโบเคยเป็นเสือเก่ามาก่อนครับสมัยโน่นเคยมีประวัติปล้นมาเยอะเหมือนกันเลยพาลูกหลานมาตั้งหมู่บ้านหลังเขาขนาดนี้ผมเองมาดักไก่ป่าแถวนี้บ่อย เคยเข้าไปขอข้าวสารก็ได้มาเหมือนกันแต่เขาไม่พูดด้วย ผมแค่มาขอเสบียงอย่างเดียวก็รีบออกมาเลยแต่นายสัณฑ์รู้จักตาเฒ่าโบดี เจาะจงให้มาที่นี่ก่อน ไม่รู้เขาจะต้อนรับคนนอกอย่างเราหรือเปล่าถ้านายสัณฑ์มาด้วยก็ดีสิ คนในหมู่บ้านนี้เขาไม่ไว้ใจคนนอกเสียด้วย”

“ยังไงก็ต้องลองดูคุณสัณฑ์บอกว่ามีคนป่วยรอผมอยู่ จะต้องกล้าเข้าไว้ถึงจะช่วยคนได้” หมอตาสีฟ้าสูดลมหายใจเข้าปอดลึกอีกครั้งทำใจให้เบิกบาน กระชับสายสะพายกล่องยาบนบ่าหันมาพยักหน้าให้นำทางได้เล่าอูเลยพลอยรู้สึกหึกเหิมตามไปด้วย

หมู่บ้านในดงมีแต่ความแห้งแล้งฝักหญ้าริมรั่วที่ปลูกไว้ดูเหี่ยวเฉา มีกระท่อมเก่า ๆหลังหนึ่งตั้งอยู่หัวบ้าน ที่มันคล้ายจะร้าง แต่พอมีมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านสุนัขตัวสีดำกับสีน้ำตาลพากันวิ่งพล่านเห่าคนแปลกหน้า ชายแก่คนหนึ่งลงบันไดมาดูตาแก่ใส่แต่กางเกงครึ่งหน้าแข้งมีผ้าโพกศีรษะ ยกมือกวักเรียกตั้งแต่หัวบันไดเลยหมอกฤษณ์หันมามองเล่าอูอย่างเป็นคำถาม แกเองก็ตอบไม่ได้

ชายแก่ยืนรอแล้วพูดคุยสอบถามจากนั้นจึงพาเดินออกไปถนนหน้าบ้านมีบ้านหลังอื่นอีกระหว่างทาง ฝ่าเรือนทำจากไม่ไผ่สับฟากสานขัดสภาพเก่าคร่ำคร่า พวกเด็กเล็กเล่นอยู่ลานกลางบ้านวิ่งมาดูคนแปลกหน้าร้องเอะอะเสียงดังให้พวกผู้ใหญ่ออกมาดู มีเด็กคนหนึ่งวิ่งมากอดขาหมออย่างดีอกดีใจเด็กคนอื่นตามมาห้อมล้อม พวกเขาไม่เคยเห็นคนตาสีฟ้ามาก่อนเล่าอูดันเด็กออกไปไม่ให้กวนนายของแก เด็กพวกนี้คงนึกชอบนายหมอเข้าให้แล้วตัวแกครั้งแรกที่เห็นยังนึกชอบเลย ใครเห็นก็นึกชอบทันที นายหมอมีเสน่ห์ที่มีดวงตาสีฟ้าและยิ้มสวย

มาถึงกระท่อมหลังใหญ่กว่าใครเพื่อน หน้าบ้านมีหม้อต้มยาสมุนไพรตั้งอยู่หลายเตากำลังเดือดปุดส่งกลิ่นไอร้อนโชยกรุ่น คนแก่ชี้ให้เข้าไปในบ้านหลังนี้ มาถึงตอนนี้เล่าอูหันมาบอกว่าตาเฒ่าโบรู้ข่าวหมอจะมาเลย ก็ให้ตาแก่มารอรับ หมอถึงกับบางอ้อ

แล้วเล่าอูก็เอามือโปะไว้บนหัวชายในชุดดำคนหนึ่งก้าวลงจากบันไดเรือน ส่งเสียงทักมาก่อน

“มาเร็วกว่าที่คิดนะนึกว่าจะมาถึงตอนบ่ายเสียอีก” สัณฑ์พูด

เขามารออยู่ก่อนแล้วหมอรู้สึกยินดีแต่ก็อดแปลกใจเพราะเดินทางมาก่อน คงมาถึงก่อนหน้าอย่างน้อยเป็นชั่วโมงถึงได้ตั้งหม้อต้มยาไว้หลายเตาขนาดนั้น“คุณสัณฑ์มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ไม่ยักบอกจะมาด้วย”

คนตัวสูงไหล่กว้างแถมใส่แว่นดำเดินไปเปิดฝาหม้อยาซึ่งทำจากดินเผาไอร้อนโขมง ยังไม่พูดอะไรหยิบกระบวยมาตักใส่ลงไปในถ้วยใบใหญ่ จมูกสูดกลิ่นน้ำต้มเดือดสีแดงใสกลิ่นยาคลุ้งขจรขจาย เขาเป่าพรวดเดียวก็กระดกลงคอจะร้อนมากแค่ไหนก็ไม่เห็นสีหน้าเพราะใส่แว่นดำตลอดจากนั้นก้มไปหยิบฟืนซุกเข้าไปในเตาไฟ “ยายังไม่ได้ที่เลยเห็นต้องให้นายขึ้นไปดูอาการแม่เฒ่าก่อน ยาของฉันคงต้องให้ภายหลัง”

“นายสัณฑ์มาก็ดีงานจะได้ง่ายขึ้นหน่อย ผมเสียวใจจริง ๆกลัวคนบ้านนี้จะเอาปืนยิงอกคนแปลกหน้าเสียก่อน”เล่าอูวางปืนลงข้างกล่องยาเข้าไปขอยาด้วย พอซดแล้วบอกยาของนายชุ่มคอดี

สัณฑ์เอากระบวยชี้หน้า“อย่าทำขี้ขลาดเล่าอู คนบ้านนี้มีแต่ขี้โรคไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร”

คนหนวดเครายาวมาดเข้มจัดใช้นิ้วกระชับแว่นกับดั้งจมูก หันมาทางหมอกฤษณ์

“พร้อมหรือยังแม่เฒ่ากำลังรอนายอยู่”

หมอยิ้มตาใส“งั้นคุณสัณฑ์นำขึ้นไปก่อนเลยครับ”

คนใส่แว่นทะมึนเข้ามาหิ้วกระเป๋าจากไหล่ไปหิ้วเองตาเฒ่าคนหนึ่งรีบมานั่งรอที่หัวบันได ถึงขนาดนั่งยกมือไหว้ปะหลก ๆกันทีเดียวสอบถามถึงรู้ว่าคือเฒ่าโบซึ่งเป็นนายบ้านของที่นี่ คนไข้เป็นแม่ของแกเอง อายุ 90กว่าเข้าไปแล้ว เป็นไข้มาหลายวันกินข้าวไม่ได้พวกลูกหลานหายุกยามารักษาตามมีตามเกิด อาการของแม่เฒ่าไม่ดีขึ้นเลยตอนนี้ลุกไม่ขึ้นแล้ว เฒ่าโบร้อนใจมาก

หมอกฤษณ์รับฟังอย่างใจเย็นสอบถามถึงบาดแผลกดทับ แผลเรื้อรังเฒ่าโบบอกไม่มี บอกเพียงว่าแม่เฒ่ารู้สึกอ่อนเพลียและเบื่ออาหารจากนั้นก็นอนซม หมอพังแล้วพอวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคอะไร

ประมาณหนึ่งชั่วโมงคุณหมอในชุดขาวกับหมอหน้าเหี้ยมในชุดดำก็ไต่บันไดลงมา เล่าอูนั่งดื่มยาคอยท่าอยู่กับคนในหมู่บ้านที่นั่งล้อมวงรอบหม้อต้มยานับสิบคนเฒ่าโบลงมาส่งด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น หมอกฤษณ์สั่งกำชับเรื่องยากินที่ให้ไว้รวมทั้งวิธีการดูแลคนไข้ควรปฏิบัติยังไง

“โชคดีที่แม่เฒ่าไม่ได้มีโรคอย่างเช่นเบาหวานความดัน การเต้นของหัวใจก็ปกติ ปกติแม่เฒ่าคงจะสุขภาพดีมากแต่ ไข้หวัดมันก็เป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุเช่นกันหากดูแลไม่ดี หมอให้ยาไปแล้วไข้ลดค่อนข้างเร็วต่อจากนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของลูกหลานคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้คนไข้ดูแลเรื่องอาหารกับทานยาให้ตรงเวลาตามที่หมอสั่ง” หมอขอให้เฒ่าโบซึ่งเป็นนายบ้านไปตามลูกบ้านมาที่นี่หมอจะตรวจสุขภาพพร้อมกับจะแจกจ่ายยาที่เห็นอยู่ในกล่องกระดาษหลายใบ

สัณฑ์ยืนนิ่งฟังอยู่จากนั้นก็ชี้ไปที่หมอดินเผาพวกนั้น

“ยาหม้อบำรุงกำลังอย่าลืมไปดื่มด้วยนะคนป่วยดื่มได้ คนไม่ป่วยดื่มก็ดี”

“คุณสัณฑ์ครับคือ.ยาหม้อพวกนั้น”

หมอตาสีฟ้ามีสีหน้ากระอักกระอ่วนที่เขาจะจ่ายยาเพิ่มนอกรายการ

“ฉันไม่ได้หมายถึงให้แม่เฒ่าดื่มฉันหมายถึงคนพวกนี้ใครเจ็บไข้ก็มาดื่มกันได้ ส่วนแม่เฒ่าได้ยาเคมีของนายไปแล้วยาเคมีมันออกฤทธิ์เร็วกว่าแรงกว่ายาต้มสมุนไพร ฉันถึงให้นายมารักษาแม่เฒ่ายังไงล่ะ”

หมอพยายามมองผ่านเลนส์สีดำไปยังดวงตาคู่นั้น“งั้นหรือครับ คุณสัณฑ์รู้อยู่แต่แรกแล้ว”

คนหน้าเหี้ยมแต่ใจดีคงคาดการณ์ไว้หมดแล้วถึงได้มาเตรียมการเสร็จสรรพ คนในหมู่บ้านรู้อยู่ก่อนแล้วว่าหมอจะมางานถึงได้ราบรื่นขนาดนี้

นายบ้านไปตามทุกคนมารับการตรวจสุขภาพลานหน้าบ้านจึงคลาคล่ำอย่างรวดเร็วบ้านมีไม่กี่สิบหลังคาเรือนช่วงนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวไร่เสร็จแล้วคนส่วนใหญ่จึงอยู่บ้าน พวกหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่สนใจยาหม้อของสัณฑ์เป็นอย่างมากแบ่งกันซดโฮกจะหมดก่อนยาของหมอกฤษณ์เสียอีกที่เป็นเช่นนี้เพราะเป็นยาบำรุงกำลังประเภทเพิ่มพลังทางเพศ

สัณฑ์เดินไปตบกบาลเล่าอูแล้วดึงถ้วยยาออกมา

“ดื่มเข้าไปเยอะๆปะเดี๋ยวก็โด่ไม่รู้ล้มหรอก มันไม่ใช่น้ำชานะ”

“แล้วกันสินายผมกำลังฉลองกับไอ้พวกนี้อยู่นะ”

วางอำนาจบาดใหญ่เหลือเกินนะเล่าอูคลำกบาลปอย ถ้าไม่ติดที่ช่วยชีวิตไว้จะไม่อยู่ช่วยงานหรอก

“เจ้าพวกนี้มันมีเมียหาทางระบายได้ แล้วเล่าอูจะไประบายที่ไหน”

มันก็จริงนะแกครางอือ.กฤษณ์ฟังแล้วจักจี่อารมณ์ตามไปด้วย หยุดมือจากการจ่ายยาหันมาถาม

“คุณสัณฑ์ใช้สมุนไพรชนิดไหนครับดูท่าจะให้ผลดี คนพวกนี้ชอบกันใหญ่”

“มีขัดมอนหมามุ่ย และบอระเพ็ด สามตัวยานี้เป็นสูตรเด็ดเลยนะ”

“จริงหรือครับหมามุ่ยเอามาทำยาได้ด้วย”

นึกถึงแต่ความคันของหมามุ่ยของพวกนี้ทำยาได้ด้วย

“นายเอาแต่เรียนเรื่องสูตรยาเคมีสมุนไพรพวกนี้แหละที่เป็นสารตั้งตน เขาสกัดตัวยาของมันมาทำเป็นยาในรูปเม็ดหรือแคปซูลอย่างหมามุ่ยสรรพคุณของเขาคือ เพิ่มพลังทางเพศโดยตรง ในตำรายาของไทยมีเขียนถึงหมามุ่ยไว้ว่าเป็นยาสูตรกามะ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มพลังทางเพศแล้วสมุนไพรตัวนี้ยังมีสรรพคุณกระตุ้นความต้องการทางเพศด้วย ส่วนขัดมอนมีสรรพคุณในการลดการกำเริบของธาตุลมและธาตุไฟสรรพคุณสำคัญคือ บำรุงกำลัง

สมุนไพรอีกตัวหนึ่งคือบอระเพ็ดซึ่งตามตำราแพทย์แผนไทยเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นสมุนไพรบำรุงสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย ช่วยขับน้ำย่อยทำให้เจริญอาหาร สมัยก่อนผู้ใหญ่นำมาใช้เป็นยาลดไข้ เวลาครั่นเนื้อครั่นตัว จนกลายเป็นคำพูดติดปากว่าหวานเป็นลม ขมเป็นยาเพราะบอระเพ็ดนั้นมีรสขมขนาดไหนใครที่เคยลิ้มรสคงรู้ดี”

หมอกฤษณ์พยักหน้าน้อมรับคำอธิบายมุมปากเจือยิ้ม คุณสัณฑ์น่าจะจัดเป็นแพทย์ทางเลือก

……………..

ตะวันลับเหลี่ยมเขากฤษณ์มองนาฬิกาบนข้อมือเวลาพึ่งจะห้าโมงครึ่ง คงไม่เกินหกโมงเศษคงจะมืดสนิท สัณฑ์เดินนำมาก่อนเล่าอูเดินตัวเปล่าก็จริง ยาถูกแจกหมดแล้วเดินโซเซเหมือนคนไม่มีแรงสัณฑ์มาหยุดที่ห้วยตอนหนึ่งร้องขอปืนลูกซองของเล่าอูมาถือบอกกฤษณ์คงต้องพักตรงนี้เขาจะไปหาอาหารก่อนไปสั่งเล่าอูให้จัดวางที่พักเขามีเต็นท์นอนมาด้วยหนึ่งหลังให้แกกางให้เรียบร้อย สั่งการเสร็จร่างสูงไหล่กว้างนั้นหายเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว

คุณหมอชาวกรุงยืนมองไปรอบทิศ ป่าสองฝั่งทึบเสียจริงห้วยกว้างโล่งมีน้ำขังแอ่งชุ่มเย็นพอจะใช้ประโยชน์ได้ นี้เป็นคืนแรกที่จะได้นอนกลางป่าจริงๆมันช่างวังเวงสุดจะพรรณนา มองไปทางเล่าอูมีอาการแปลกนั่งตัวสั่นเทาไม่ได้ช่วยให้อุ่นใจได้เลยขาดเขาคนนั้นเสียคนเดียวรู้สึกเหมือนถูกปล่อยทิ้งกลางป่า นี่ถ้าหากมีสัตว์ร้ายออกมาจะทำยังไงมองไปยังขุนเขารอบด้าน เสียงตุ๊กแกป่าร้องเป็นจังหวะมาจากยอดไม้สูง ในพงสาบเสือเหนือขอบห้วยเล็กน้อยมีเสียงเขย่าแตกตื่นกฤษณ์ฉายไฟฉายไปเจอดวงตาหลายคู่สะท้อนแสงอยู่ในนั้น คล้ายตาสุนัขกฤษณ์บอกกับตัวเองว่ามันคือหมาป่า มันเห็นมนุษย์ทางด้านนี้แล้วไม่รู้จะคิดร้ายหรือเปล่ากฤษณ์พยายามเรียกเล่าอูไม่ทันขยับปากเรียกพวกมันก็พากันวิ่งล่องลำห้วยไปอีกทิศหนึ่งในป่าก็กลับมาเงียบอีกครั้ง

อาศัยกอไผ่ใหญ่ลำต้นโน้มลงพอเป็นหลังคาป่าตอนนี้ใกล้จะมืดสนิทเต็มที กฤษณ์ไม่รอเล่าอูแล้ว กะเหรี่ยงเฒ่าเอาแต่นั่งตัวสั่นเหมือนถูกผีเข้ามีท่อนไม้แห้งก้นห้วยมากมายที่ถูกน้ำพัดมา ลากมารวมกัน โกยใบไผ่แห้งกลบอีกทีเพื่อใช้เป็นตัวล่อไฟอากาศที่นี่ชื้นเย็น มีกลิ่นอับของใบไม้เน่า หมอจุดไฟไม่ติดเลยต้องเอาแอลกอฮอล์ล้างแผลมาราดแล้วจุดไฟหากิ่งไผ่แห้งมาโยนลงไปอีกไฟติดแล้วทำท่าจะดับ แอลกอฮอล์ก็ใช้จะหมด หมอต้องรีบหากิ่งไม้แห้งมาล่อไฟอีก สิบนาทีเห็นจะได้กองไฟกองแรกในชีวิตเดินป่าของหมอจึงลุกเป็นเปลวขึ้นพอให้อุ่นใจได้บ้างหมอคิดในใจไฟเป็นเพื่อนได้ดีขนาดนี้ มิน่าเห็นในนิตยสารเดินป่าคนนอนป่าจะต้องก่อไฟทุกครั้ง

เสียงปืนดังลั่นมาจากท้องงห้วยทิศทางที่ฝูงหมาพวกนั้นวิ่งไปกฤษณ์ใจไม่ดี ไม่รู้ว่าสัณฑ์จะยิงหมาพวกนั้นหรือเปล่า เห็นอยู่ไว ๆพื้นสีน้ำตาลหน้าแหลมหางเป็นพวง พวกมันดูไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรเลยสัณฑ์ไม่ควรไปทำร้ายพวกมัน เสียงปืนเงียบไปความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง คงได้แต่เดาเท่านั้นไม่มีอะไรจะทำได้นอกจากนั่งเขี่ยไฟอยู่ตรงนี้

รู้สึกได้กลิ่นระเหยคล้ายแอลกอฮอล์มาแตะจมูกหมอกฤษณ์หันไปมองหา แสงสว่างจากกองไฟไปถึงพอรำไร เห็นเล่าอูกำลังกระดกขวดเครื่องดื่มอะไรบางอย่างพอฉายไฟส่องไปโดนตัว คิดว่าขวดแบนสีเงินนั้นต้องเป็นเหล้าแน่!หมอเดินไปหาทันที

“เล่าอู นั่นเหล้าใช่ไหม”

ไม่อยากเชื่อเลยไหนสัณฑ์บอกว่าเล่าอูเลิกเหล้าแล้วไง

มือของเล่าอูสั่นเทาทีเดียว ตาปรือคล้ายจะไม่ได้ยินที่พูดยกขวดเหล้าทำจากดีบุกกระดกลงคออีก ดื่มจนลูกกระเดือกดังอึก ๆๆอย่างเต็มกระหาย

“พอเถอะเล่าอู สุขภาพเธอจะย่ำแย่ไปกว่านี้นะ”

มือข้างหนึ่งจับที่ข้อมือเล่าอูไว้ถึงได้รู้สึกตัว พอได้เหล้าดวงตาแห้งผากกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งมองมาที่นายหมอเหมือนจะขอวอนให้ปิดเรื่องนี้ “ผมอดไม่ไหวจริง ๆครับนายหมอ เท่านี้ผมทำงานจะไม่ได้อยู่แล้วนายหมออย่าบอกนายสัณฑ์นะครับ ไม่งั้นผมแย่แน่” แกก้มหน้าเสียงสะอื้นหมอถึงกับสั่นหน้า รู้สึกสมเพช

“ก็ในเมื่ออดมาได้ตั้งหลายเดือนทำไมไม่พยายามต่อไป เลิกเหล้าสำคัญอยู่ที่จิตใจด้วยนะ”

มันเป็นครั้งแรกที่เล่าอูเห็นความผิดหวังจากดวงตาสีฟ้าคู่นั้น

“ผมดื่มแค่ให้ทำงานได้เท่านั้นครับ เมื่อก่อนเคยดื่มมากกว่านี้อีก”

คนไข้สำคัญกลับอยู่ใกล้แค่นี้เองอุตส่าห์เดินข้ามป่าข้ามเขาแต่การจะอดเหล้า คน ๆนั้นต้องใช้กำลังใจเยอะมากต่อให้เลิกได้ คนไข้อาจกลับมาติดเหล้าอีกเพราะการชีวิตในแบบเดิมๆเหล้าเป็นสิ่งเสพติดที่ถูกกฎหมายหาซื้อได้ง่าย

“ให้ตายสิ! ทำไมตรงนี้มันมืดอย่างนี้เล่าอูทำไมไม่ก่อไฟ”เสียงสัณฑ์บ่นออกมาก่อนจะเห็นตัวเสียอีก

กฤษณ์ฉายไฟออกไปจึงเห็นเขาเดินแบกปืนมาถึงฉากหลังมืดสนิท

“คุณสัณฑ์มาพอดี ขอโทษด้วยครับไฟมันหมดเปลวพอดี”





Create Date : 21 ตุลาคม 2552
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 9:27:36 น.
Counter : 614 Pageviews.

1 comments
  
ทั้งผู้หญิงทั้งเด็กที่ตามมาด้วยดูเป็นภาระจริงๆ มีเฮฮาในรถอีก ไม่ค่อยเกรงใจเลย
หาญดูใจอ่อนจังเลยค่ะ ขี้โมโห เจ้าคิดเจ้าแค้น
ใครไม่เป็นจ่าแจ๋วไม่รู้แน่ หนักใจแค่ไหน 555
โดย: เปปเปอร์มินท์ IP: 110.49.240.117 วันที่: 24 พฤษภาคม 2556 เวลา:22:31:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments