กุมภาพันธ์ 2553

 
1
2
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 29


กฤษณ์ในภวังค์นิทรา เขากำลังหลับฝัน แต่เป็นฝันที่มีแต่ความกระสันและรุ่มร้อน รู้สึกผิวกายร้อนวูบวาบไปทั้งตัว คล้ายกำลังฝันในประเภท เวดดรีม ความฝันอันแสนหวานเรื่องเพศ ที่เขาไม่ได้ฝันมานาน กฤษณ์หายใจหนักๆ ขาดเป็นห้วงไปเป็นจังหวะ คล้ายมีคนมาเขย่าร่างกาย สมองของเขากำลังเครียดหนักพยายามเรียกปลุกร่างกายให้ตื่น แม้จะเริ่มรู้สึกตัวบ้างแล้วแต่ความเสียวกระสันนั่นยังไม่หายแต่กลับเพิ่มมากขึ้น

ร่างกายของคุณหมอหนุ่มถึงกับกระตุกฮวบไปหนึ่งครั้ง“นี่ๆ เรากำลังฝันเปียกไปหรือไง”เสียงสั่นของกฤษณ์พอค่อยๆรู้สึกตัว ความฝันอันแสนหวานนั่นกลับมากขึ้นทุกที เมื่อครู่เขารู้สึกเหมือนว่าตนเอง

พอลืมตาโงศีรษะขึ้น กฤษณ์ก็ต้องตกตลึง ผู้หญิงสาวคนหนึ่ง ในความมืดสลัว จะเป็นใครไปไม่ได้แค่เห็นเรือนร่างขาวโพลน ส่วนสัดเว้านูนได้รูปสวยและเพรียวระหง ชัดเจนว่าเป็นคู่หมั้นของเขาเอง แต่หล่อนคนนี่กลับมีผมยาวเป็นลอน ยาวสลวยจนปรกทรวงอกถึงหน้าท้อง หล่อนกำลังใช้สะโพกขย่มร่างกายท่อนล่างของเขา โดยเฉพาะช่วงเอวพลิ้วไหวคล้ายเป็นจ้อกกี้ขี้ม้าต้นเหตุความเสียวซ่านของคุณหมอหนุ่ม

“เกตุ!...น้องกำลังทำอะไร!?...”

จะยันตัวลุกขึ้นแต่ก็ถูกร่างนั่นใช้สะโพกกดทับไว้ กฤษณ์ต้องตกใจอย่างมาก เมื่อลืมตาตื่นก็เห็นเกตุขึ้นไปนั่งเป็นนางมณโฑนั่งแท่นบนตัวของเขาแล้ว หญิงสาวผู้กำลังโยกไหวร่างกาย โอนเอนไปมาอย่างเร่าร้อน จนสองเต้าคู่งามกำลังไหวขึ้นลง มือข้างหนึ่งเสยผมและสะบัดไปมาด้วยท่าทางเร้อนรุ่ม ทั้งที่ดวงตาคู่นั่นยังปิดอยู่ คล้ายคนหลับละเมอ และเป็นหลับละเมอที่ร้ายเอาการ

“เกตุ! น้องตื่นเถอะ นี่น้องยังหลับอยู่เหรอเปล่า?!”ฝ่ายชายผู้ถูกกระทำต้องร้องเสียงละล่ำละลัก เอื้อมมือไปจับแขนเธอเขย่าปลุกเพราะความเสียวซ่านสุดขีด แต่มันก็ไร้ผลคู่หมั้นสาวยังคงปฏิบัติ กาม บนตัวของเขาไม่หยุด

“อืม...อาร์... ฮิๆ”

เสียงหัวเราใสเปล่งออกมาจากริมฝีปากอิ่มได้รูป ก่อนที่หล่อนจะลืมตามองมาที่เขา ดวงตากลมโตแต่กลับฉายแววประหลาดจ้องลงมา

“เรียกฉันว่ากานดาสิคะที่รัก”

“เกตุน้องว่าอะไรนะ?!”

“ฉันคือกานดาไงล่ะที่รัก เรามาเจอกันอีกจนได้นะ ฉันนับวันเวลาที่จะตามหาเธอให้พบมานานแล้ว เธอหนีฉันไม้พ้นหรอก ต่อไปนี้ฉันจะมามีความสุขกับเธอตลอดไป”หัวเราะเสียงหวานแต่กลับแฝงความเย็นเฉียบจนชายหนุ่มเบี้ยล่างต้องขุนลุก จ้องหน้าเธอไม่วาง

กฤษณ์จ้องหน้าคู่หมั้นสาวในแสงสลัวนั้น ก็ต้องตกตะลึง นัยน์ตากลมโตสีดำเป็นประกายของคู่หมั้นสาว กลับเปล่งประกายเหลือบอำพันออกมาอย่างน่ากลัว ใบหน้าอันเร่าร้อนด้วยกามตัณหา ริมฝีปากได้รูปเผยอส่งเสียงคราง กระเซ้า ความรู้สึกของชายหนุ่มซึ่งกตกเป็นฝ่ายได้รับการบำรุงบำเรอกามยามนี้ หาได้มีความสุขจากหญิงสาวคู่หมั้นกำลังเต็มไปด้วยความร้อนแรง และความต้องการทางเพศอย่างมาก ผิดกับเด็กสาวคนเดิมไปเป็นคนละคน เปลี่ยนไปจนกฤษณ์ไม่คิดว่าเธอคือดาวเกตุของเขาอีกแล้ว หล่อนกำลังบังคับร่างกายของคู่หมั้นหนุ่มอย่างเขาให้แสดงความใคร่ตอบ กฤษณ์ไม่อาจจะปฏิเสธหรือต่อต้านได้เลย

“อย่าอยู่เฉยสิคะที่รัก สนองตอบฉันสิ”

“เกตุน้องจะทำอะไร น้องรู้ตัวหรือเปล่า”

“ก็กำลังเป็นเมียพี่หมออยู่นะสิถามได้”

วงหน้าสวยเด่น แลดูเร้นลับในเเสงสลัว นั่นคือดาวพระเกตุของเขาจริง แต่เธอกลับมีผมยาวงอกออกมาได้อย่างประหลาด แล้วหล่อนเปิดปากครางเสียงกระเซ้าอีกครั้ง สะบัดผมเผ้าไปมาอย่างสนุกสุดเหวี่ยง เส้นผมยาวสยายเป็นลอนเป็นคลื่นดูแปลกตา ดูราวคล้ายฝูงงูที่โยกขึ้นโยกลงไปตามจังหวะ หล่อนไม่ฟังเสียงเขา ยังคงดิ้นโยกย้ายส่ายเอว สองมือดึงสะบัดเส้นผมยาวสยาย แล้วคลายลงมาข้างหนึ่ง เอื้อมลงมาลูบไล้เนินอกฝ่ายชาย คล้ายเร่งเร้าให้เกิดความกระสัน อาการร่วมรักโดยฝ่ายหญิงเป็นผู้คุมเกมสวาทอยู่ข้างบน เสียงครางจากปากชายหนุ่มจากกามราคะที่หล่อนปรนเปรอให้จนมิอาจควบคุมร่างกายของตนเองได้ กฤษณ์พยายามแข็งขืนต่อสู้กับความเสียวกระสัน เอื้อมมือสุดแขนจนไปกดสวิสไฟ

“นี่แน่ะ อย่าขัดขืนนะ”ร่างงามอันเต็มไปด้วยกามตัณหาโน้มกายลงมา ผู้หญิงตัณหาจัด ใช้สองมือจับตรึงข้อมือชายหนุ่มเอาไว้กับพื้น ก่อนที่เขาจะเปิดไฟได้สำเร็จ

เสียงหายใจหอบแรงของเขา“เกตุ...น้องหยุดเถอะ น้องไม่ใช่คนที่จะทำแบบนี้ได้นะ ตื่นขึ้นมาได้สติเสียที...อะไรมันเข้าสิงจิตใจน้องอยู่หรือไง!?...”

แววตาอันเต็มไปด้วยกามราคะกลับเปลี่ยนเป็นแผดจ้า“หึ! กล้าดีนักนะ” ดวงตาสวยกลับลุกวาวเหมือนดวงตาสัตว์ร้าย

กฤษณ์แทบตะลึ่งตัวเเข็งค้าง เพราะดวงตานั่นช่างเหมือนดวงตาสัตว์เลื่อยคลานมีพิษชนิดหนึ่ง จ้าวแห่งอสรพิษพิษทั้งปวง “งูเห่า” เสียงที่หลุดออกมาอย่างยากเย็นจากลำคออันถูกบีบเค้น กฤษณ์ต้องตัวแข็งค้างด้วยความกลัว ร่างงามของเกตุกลับมีภาพงูเห่าตัวใหญ่ แผ่พังพานซ้อนทับอยู่เบื้องหลัง สองมือกำลังบีบเค้นคอของเขาไว้จนพูดไม่ออก ด้วยแรงนั่นนางงูร้ายสามารถฆ่าเขาได้

สองมือกลับคลายออก นางอสรพิษร้ายกลับเปลี่ยนแววตา มาจ้องมองเรือนร่างของชายอย่างชื่นชมหลงไหล “หึๆ อย่ามาทำปากดีกับฉันนะ คนขี้โกหกคนหลอกลวง ปากก็บอกชื่นมื่นกับใครต่อใครว่าจะรับเด็กคนนี่เป็นเมีย ทำอกผายเป็นลูกผู้ชายว่าจะดูแลลูกเกตุอย่างดี แต่ลับหลังกลับมาปฏิเสธทำเอาเด็กคนนี่น้ำตาล่วงอย่างไม่ใยดี ฉันจะลองดูซิว่า ที่ควบคุมความต้องการอย่างว่าได้นะมันเป็นยังไง”

หล่อนรู้แล้วว่าเขาไม่อาจควบคุมร่างกายกลับยอมรับ นึกว่าเป็นพวกผิดเพศเสียอีกเลยขอลองดูก่อน

“นึกว่าพวกผิดเพศเสียอีกที่แท้ก็ผู้ชายทั้งดุ้นเลยนะ ปากไม่ตรงกับใจ”

ง้างฝ่ามือขึ้น

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

ฝ่ามือเรียวบางของหญิงสาว ระดมตบใบหน้าของชายหนุ่มเบี้ยล่างไปซ้ายทีขวาที อาการคล้ายคนเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง เหมือนคนเก็บกดที่ถูกกักขังไว้ภายในจิตใต้สำนึก และมีหนทางระบายออกโดยการกระทำในรูปแบบของความรุนแรงซาดิส และบัดนี้หล่อนได้มาปลดปล่อยออกมาแล้ว กฤษณ์ไม่อาจจะต้านแรงของเธอได้เลย หน้าหันไปตามแรงมือนั่น หญิงสาวกลับมีเรี่ยวแรงมากอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนใช้สองมือจับตรึงเขาไว้เสียแน่น เขาไม่แน่ใจแล้วว่าหล่อนคือดาวพระเกตุเด็กสาวแสนซื่อของเขาอีกแล้ว

ความเจ็บแปลบทั้งสองแก้ม กฤษณ์ยังพยายามดิ้นรน“เกตุ น้องกำลังทำอะไร ลงไปรู้ตัวหรือเปล่า นี่น้องไม่ใช่คนที่จะพูดหรือทำอย่างนี้ได้นะ หยุดยั่วและปล่อยพี่เถอะ น้องกำลังทำอะไรลงไปรู้ตัวรึเปล่า!?”

เสียงร้องอย่างระล่ำระลักของชายหนุ่ม แต่อีกฝ่ายยังหัวเราะเสียงใส ค่อยเอนกายลง ใช้สองเต้าลูบไล้และเค้นหน้าอกฝ่ายชาย ปลายนิ้วเขี่ยคางของเขาก่อนประทับจุมพิศอย่างเสน่หา สบตามองวาวหวาม

“เรียกฉันว่ากานดาสิคะที่รัก คืนนี่เป็นคืนร่วมหอของเรานะ มาสนุกกันดีกว่า อย่าอิดเอื้อนอีกเลย เรามามีความสุขกันตามประสาผัวเมียกันดีกว่านะคนดีของน้อง”ปลายนิ้วเกลียริมฝีปากนุ่มของคู่หมั้นหนุ่ม มองจ้องอย่างเสน่หาแล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะแผ่วหวาน

ในวินาทีนี้สติสัมปชัญญะเหนี่ยวรั้งตัวเองของกฤษณ์ได้ลดลง จนเกินพิกัด เขาเก็บกดความปรารถนาในเพศรสมานานมากแล้ว เพียงหลอกตนเองไปวันๆว่าบังคับมันได้ แต่เมื่อมาถูกหญิงสาวมาปลด ปล่อยมันก็แทบระเบิดออกมา

หญิงสาวซึมซับกระแสปรารถนาภายในจิตใจของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี และเขาก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ยังคงมีกิเลสตัณหาแฝงอยู่ในจิตใจ ภาพเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของเกตุปรากฏขึ้นในสำนึกอีกครั้ง ทรวงอกเอิบอิ่มคู่นั้น คล้ายกำลังรอสัมผัสจากเขา ช่วงขาเรียวระหงรับกับสะโพกสาวที่ผายออก ได้กลายเป็นหนึ่งร่วมกับกับร่างกายชายหนุ่มไปแล้ว ความต้องการของเขาที่มีมานานกำลังจะถูกปล่อยออกมาด้วยเรือนร่างของคู่หมั้นสาว

อำนาจมืดแห่งความต้องการกำลังเข้าครอบงำจิตใจกฤษณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เกตุเอนกายลงมาเป็นจังหวะให้ชายหนุ่มขึ้นข้างบนบ้าง หล่อนเปิดเรียวขา สองแขนโอบรัดคอของกฤษณ์ไว้แน่น รับความต้องการที่ถาโถมเข้ามา เมื่อได้รับไออุ่นจากข้างใน อารมณ์ของชายหนุ่มก็กระเจิงไปสุดกู่ กฤษณ์ทำตามความต้องการภายในตนเองทันที บดขยี้ริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากหญิงสาวด้วยความเสน่หา เปิดปากสอดลิ้นเข้าทักทายทำความรู้จักกับลิ้นสาว อย่างหื่นกระหาย โลกโดยรอบของคู่พิศวาสคล้ายกำลังถูกฉุดให้ลอบสูงขึ้นทีละน้อยๆ สติยั้งคิดของเขาได้ขาดวิ่นไร้การฉุดรั้ง อำนาจแห่งอารมณ์พิศวาสพาให้เขาล่องลอยเตลิดออกไป ทำตามแรงปรารถนาหัวใจตนเอง

“ฮิๆ อืมๆ ดีคะที่รัก”

เกตุหรือจะสิ่งใดก็ตามที่สิงสู่ในรางของเธอ พลิกร่างตนเองขึ้นไปคร่อมอยู่ข้างบนร่างชาย ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เธอกำลังหัวเราะเสียงหวาน คล้ายเป็นผู้ชนะในเกมนี้ ทันใดนั้นสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของกฤษณ์ รับรู้ได้ว่ากำลังจะเกิดอันตรายขึ้น สติของเขากำลังพร่าเลือน มันพร้อมๆกับเสียงหัวเราะของหญิงสาวตรงหน้า ฉับพลันร่างกายอันเต็มไปด้วยรสสวาทของคู่หมั้นสาวได้เริ่มลางเลือนไปจากสายตา

“ฮึๆ ก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายไม่ว่าจะคนไหนๆ ก็เหมือนกัน ลุ่มหลงเป็นทาสในกามตัณหาไม่เปลี่ยนแปลงและไม่เคยสิ้นสุด”

เสียงเหี้ยมของหญิงสาวที่หูของกฤษณ์ยังแว่วได้ยิน ก่อนหมอหนุ่มจะรู้สึกตัวเหมือนตนเองถูกสะกดจิต ทันใดนั่นเองก็ปรากฏว่ามีงูเห่า ขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ชูคอแผ่แม่เบี้ยจ้องมาทางกฤษณ์ ลมหายใจของเขาต้องหยุดไม่กล้าไหวตัว เลือดทุกหยดในร่างกายเกือบเป็นน้ำแข็ง เมื่อจู่ๆมีงูมาอยู่บนตัว ทั้งคนทั้งงูต่างจ้องตากัน ก่อนที่กฤษณ์จะหลุดสติเพราะความกลัว ก็มีเสียงหนึ่ง ดังแผ่เข้ามา แล้วนึกขึ้นได้ว่าเป็นเสียงหลวงพ่อ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับหลวงพ่อ ลูกงงไปหมดแล้ว”

น้ำเสียงอันเกื้อการุณย์ของหลวงพ่อคล้ายดังมาจากเครื่องกระจายเสียงจากที่ห่างไกล“สติจำเป็นมาก จงตั้งสติให้ดีแล้วจะเกิดปัญญา สัตว์ร้ายมันปรากฏออกมาเพราะว่าโยมเกิดกิเลส ตัณหาเข้าครอบงำ มาร ได้มาสิงสู่ในร่างกายภรรยาของโยมแล้ว เขาได้เข้ามาในอาณาเขตเพื่อหวังครอบงำสติโยม”

“สัตว์ร้ายมันรู้จิตใจของคนด้วยเหรอครับ”

“สัตว์ไม่รู้หรอก แต่จิตของเราย่อมรู้ด้วยตนเอง กามราคะเป็นของไม่เที่ยง เป็นภัยของพรหมจรรย์ ต้องละความพอใจในกามคุณด้วยสติ และปัญญาแล้ว มโนภาพนั่นก็จะหายไป”

มฤตยูลายลูกหวาย เกร็ดทุกเกร็ดเป็นมันเลื่อม กำลังแผ่ผังพาน และส่งปลายลิ้นแปลบปลาบพร้อมจะฉกลงมาทุดเมื่อ ดวงตาสีอำพันของมัน เป็นแบบเดียวกับดวงตาของหญิงสาวเมื่อครู่ กำลังโยกตัวไหวโอนเอนเอนไปมา คุมเชิงและพร้อมจะลงเขี้ยวพิษได้ทุดเมื่อ ดวงตาของงูเป็นสีเหลือบรุ้งอำพันเช่นเดียวกับตาของหญิงสาว มันเป็นตาของสัตว์ร้ายมาแต่แรก

กฤษณ์ยังจ้องตากับงูเห่าตัวนั้น จนร่างกายเกือบเป็นอัมพาต คำของหลวงพ่อทำให้กฤษณ์ได้สติเขาเริ่มหลับตาทำสมาธิ ใช้สติลดละกิเลสความต้องการในจิตใจ ครู่หนึ่งเมื่อลืมตาขึ้นงูเห่าตัวนั่นก็มลายหายไป แต่กลายเป็นว่า เห็นเกตุขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัวของเขาเหมือนเดิม และคราวนี่เธอมีผมสั้นกลับมาเช่นดาวพระเกตุอีกครั้ง

ลุกขึ้นนั่งได้“ทำใจดีๆไว้เกตุ! ตื่นขึ้นมามองหน้าพี่สิ!”จับใบหน้าของเธอเขย่าเรียกปลุก แต่เกตุยังคงนั่งหลับตานิ่ง โอนเอนไปมาไม่ได้สติ คล้ายท่างูบิดเลื้อยเหมือนนางงูร้ายตัวเมื่อครู่ กฤษณ์รีบดึงร่างนั่นมากอดไว้ ก่อนเธอจะล่มหงายหลังลงไปเพราะไม่ได้รู้สึกตัว

เร่งมือพยายามเขย่าปลุกเรียก“เกตุ! เกตุน้องตื่นเถอะ น้องหลับอยู่เหรอเปล่า รีบตื่นมามองตาพี่เร็ว”เขาเรียกและเอามือเขย่าใบหน้า แต่เกตุก็ยังสลึมสลือไม่รู้สึกตัว จนเขาได้เอื้อมมือไปสุดแขน กดสวิสไฟได้สำเร็จ

“แกร๊ก”

แสงไฟสว่างวาบ เห็นกันทุกอย่างจนชัดแจ้งพอเขาเอื้อมมือไปเปิดสวิสไฟสำเร็จหล่อนลืมตาขึ้นมาทันที ตาใสแจ๋ว ทำท่ามึนงงร้อง หันซ้ายหันขวา “เอะ เอะ เกิดอะไรขึ้นนะ” มองซ้ายขวาเสียงใส กระพริบตาปริบคล้ายไม่รู้เรื่อง เมื่อเขาเปิดไฟแล้ว กฤษณ์ลูบใบหน้าของคู่หมั้นอย่างอ่อนโยนแล้วยิ้มอย่างโล่งอก เกตุคนเดิมกลับมาแล้ว แต่ทั้งเขาและเธอยังคงอยู่ในท่านั่งหันหน้าเข้าหากัน และหล่อนยังนั่งคร่อม ตอ ของเขาอยู่อย่างนั่น ท่ารักของเขาและเธอในท่าสังวาส ต่างมองหน้าเกือบจะทันทีในระยะประชิด

เกตุบ่อน้ำตาแทบปริแตกทันที จากความอายและความเจ็บอันประดังเข้ามามองสภาพตนเองในความสว่างเรื่อยขึ้นมาจนเห็นรอยยิ้มของพี่หมอได้

“กรี๊ด!!...พี่หมอ น้อง เจ็บนะ อะโอ๊ย! เจ็บ...โฮๆ...”

ผงะดันตัวออกจากความเป็นชายของคู่รัก ก่อนจะดีดผึ่งออกจากตักของเขาทันที ลงไปนอนเอามือกุมเป้าของตนร้องกรี๊ด!! ดังใหญ่ กลับกลายเป็นว่าหล่อนเป็นฝ่ายตกใจเสียเอง

“อะ โอ๊ย! เจ็บ...”

ร่างขาวโพลนกำลังลงไปนอนบิดไปมา ร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวด

“เกตุ!..น้องเจ็บมากมั้ยให้พี่ช่วยเถอะ”จะรีบเข้าไปช่วย เกตุหันมาแว๊ดใส่“อย่าโดนตัวน้องนะ!...”

เกตุข่วนมือของเขาทันที เมื่อกฤษณ์จับสะโพกที่มีเลืดออกมา “พี่หมอใจร้าย จะทำก็ไม่บอก น้องยังไม่ได้เตรียมใจเลย ฮือๆ...ฮือ... โฮ... พี่หมอบ้ากาม คนใจร้าย คนนิสัยไม่ดี!.. มาทำน้องตอนหลับทำไม!?”เกตุตะคอกเสียงใส่ ต่อว่าเขาเสียยกใหญ่ กฤษณ์หน้าชา และต้องเป็นฝ่ายงุนงงเสียเอง อย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก

“อะอ้าว...น้อง จำอะไรๆ ตอน เมื่อกี้ ไม่ได้ เลยเหรอ?”

ใบหน้างามอันกำลังบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บสะบัดมาจ้องตาตอบอย่างขุ่นเคือง “คนเจ้าเล่ห์!” เด็กสาวยังด่าอีก เอาท่อนแขนปิดบังหน้าอกและเนินหนันถอยกรูดห่างออกไป เปลี่ยนจากหญิงสาวร้อนรักเมื่อครู่มาเป็นเด็กสาวไม่ประสาตามเดิม

คนถูกด่ายกมือเข้ากุมขมับทันที“มันอะไรกันนี้? มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเรากันแน่ ทำไมเราต้องมาถูกขืนใจ แล้วยังมาถูกกล่าวหาว่าเป็นคนนิสัยไม่ดีอีก นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” กฤษณ์พึมพำอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก การถูกเด็กสาวต่อว่าแรงๆทำให้หมอสะอางโฉม ต้องกุมหน้าอย่างอับอาย

รึว่าเคราะห์กรรมของเราเริ่มมาแล้ว นางงูเมื่อกี้คือเกตุ หล่อนจะฆ่าเรา ไม่นะเกตุต้องไม่ทำร้ายเรา กฤษณ์ได้แต่ฟูมฟายอยู่ในใจ

ระหว่างที่ฝ่ายหนึ่งเงียบเฉย นิ่งไปด้วยความคิดในหัว ถึงเหตุการณ์ประหลาดอันเกิดขึ้นกระทันหัน อีกฝ่ายหนึ่งได้หยุดร้อง เช็ดน้ำตาแล้วหันมามองแล้วจับนิ่งดูอาการเหมือนจะร้องไห้ของชายหนุ่มได้ เอื้อมมือไปเขย่าไหล่เขาเบาๆ

“พี่หมอ...”

หล่อนเสียงสูง ขมวดคิ้ว ขยับมาใกล้จ้องหน้าเขาอย่างเป็นห่วงบ้าง

“น้องขอโทษ อย่าร้องไห้เลยนะคะ น้องไม่น่าต่อว่าพี่หมอเเรงๆเลย พี่หมออย่าเสียใจเลยนะคะเมื่อกี้...น้องจำได้แล้ว ว่าเป็นน้องที่ละเมอแล้วขึ้นไปบนตัวพี่หมอเอง พี่หมอไม่ได้ผิดหรอกนะคะ แต่...เมื่อตะกี้น้องไม่ได้จะยั่วกามพี่หมอซะหน่อยนะ น้องไม่รู้ตัวจริงๆ”

เกตุกลับมามีความกล้าหาญอีกครั้ง และกลับเป็นฝ่ายมาปลอบใจเขาเสียเอง กฤษณ์รู้สึกว่าตนเองมีแต่ความขี้ขลาดอยู่ในตัว กลัวโน่นกลัวนี้สารพัด จนเด็กสาวคนหนึ่งต้องมาแสดงอาการปลอบใจ แล้วพลันเขานึกถึงคำของหลวงพ่อ ว่าเธอคู่เนื้อคู่ตัวจริง และให้ยอมรับเป็นภรรยา

กฤษณ์ยังคงนิ่งอยู่ เกตุดึงมือบอบบางของคู่หมั้นข้างนั่น ซึ้งมีรอยถูกเล็บจิกข่วนมาดู ผิวหนังทะลอกเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เกตุกล่าวขอโทษใหญ่ น้ำเสียงของเด็กสาว ที่ต้องเป็นฝ่ายเจ็บตัว และเสียเลือดมากในคืนนี้ กลับมาเป็นห่วงแค่แผลเล็กน้อยของชายหนุ่ม ทำให้กฤษณ์คิดได้ หันหน้ามายิ้มและถาม

คนปากเจ่อแก้มบวมเก็บอาการฉงนทั้งปวงหันมามองตอบ“น้องเจ็บมากไหม”หล่อนตอบเสียงเครือปนสะอื้น ขนตางอนยาวมีน้ำพราว กระพริบปริบๆ“น้องเจ็บมาก เป็นเจ้าสาวต้องเจ็บขนาดนี้เลยเหรอคะ...”

กฤษณ์ขยับเข้ามาใกล้ จนใบหน้าชิดกัน“ไหนพี่ขอดูหน่อยซิ ฉีกขาดมากไหมพี่จะทำความสะอาดให้นะ”เร่งสำรวจความบอบซ้ำ ครั้งแรกของหญิงสาวด้วยสัญชาติญาณของหมอมากกว่าคิดเรื่องกามรมณ์อีก รีบคว้าผ้าสะอาดมาซับ เกตุเห็นแก้มขาวใสของเขาใกล้ๆ มีรอยฝ่ามือชัดเจน จับสองแก้มประ คองแล้วถาม กฤษณ์เพียงปฏิเสธง่ายๆว่าไม่เกี่ยวกับเธอเมื่อกี้เพราะเขากำลังดีใจจนลืมความเจ็บความกลัวมองดวงหน้าบริสุทธิ์ไร้วี่แววของนางงูตนนั่นหรือเมื่อกี้เขาก็แค่ฝันร้ายไปจริง

“พี่หมอคะมันเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคนเหรอคะ”

“ก็ใครใช้ให้ไปทำเองอย่างนั้นก่อนละ ไม่บอกพี่ดีๆ พี่หมอนึกว่าน้องจะเริ่มก่อนเลยสนองตอบ ก็น้องน่ารักมากอย่างนี้ พี่เลยอดใจไม่ไหว แต่น้องก็เกือบทำสำเร็จแล้วนะ เมื่อกี้พี่หมอมีความสุขมากเลยรู้มั้ย”

“ไม่เอาแล้วน้องไม่เป็นเจ้าสาวแล้ว น้องเจ็บ!...”เกตุสะบัดหน้า น้ำตาร่วงปอยกลัวเรื่องอย่างว่าอีก

เกตุหันมาทั้งน้ำตา เขาเอานิ้วกรีดเช็ดน้ำตาให้ ปากสั่นระริกอย่างเจ็บปวด พยายามปิดเม้มช่องขา มีอาการกลัวเขาอยู่เล็กน้อย เห็นอาการเช่นนั่นพี่หมอเลยใจหาย กล่าวขอโทษบ้างและสัญญาจะไม่ทำอีก เกตุรีบเข้ากอดเขาไว้แน่น ยอมรับสารภาพว่าขึ้นไปคร่อมเองเพราะอยากกระตุ้นพี่เขาให้เกิดอารมณ์

“พี่หมออย่าสัญญานะ น้องเป็นคนเริ่มก่อนเองพี่หมอไม่ได้ผิดเสียหน่อย”

เกตุจำยอมเล่ารายละเอียดในความฝัน เพราะกลัวเขาจะไม่รัก ความฝันที่ว่ามีแม่กานดามาหาให้เขาฟังจนหมด ไม่คิดว่าที่ทำตามมันจะเป้นจริงไปด้วย กฤษณ์เพียงยิ้ม จับจมูกเธอเล่นเหมือนทุกที

“เด็กโง่ ไหนว่าเก่ง เมื่อกี่ยังทำห้าวหาญขึ้นไปควบทำท่าขี้ม้าบนตัวพี่อยู่เลย”

“พี่หมอคนนิสัยไม่ดี มาแกล้งน้อง”

เมื่อถูกจับได้ก็อายจนหน้าชา จะหลบเข้าไปในผ้าคลุมโป้งอีก กฤษณ์รู้ทันคว้าตัวไว้ได้ หล่อนดิ้นเขายิ่งกอดรัดไว้จนร่างเปลือยของคู่หนุ่มสาวเสียดสีกันไปมาจนเหมือนมีกระเเสไฟฟ้าแล่นอีกครั้ง

“นี่ น้องเกตุจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ เมื่อตะกี้น้องทำอะไรไปบ้าง?นะ สารภาพออกมาให้หมดนะ”

“น้องจำได้แค่คลับคล้ายว่าได้ขึ้น แม่กานดามาหา แล้วบอกให้ไปคร่อมบนตัวพี่หมอ แล้วให้สวดคาถาแปลกๆ คาถาอะไร? น้องก็จำไม่ได้จริงๆ”เธอสั่นหน้าจนเส้นผมกระจาย เอาสองมือกุมหน้ามิดเมื้อนสะอึกสะอื้นไม่หยุด

“แม่กานดาที่ไหนกัน?”

“ก็แม่อยู่ที่นั่นไง”เกตุชี้นิ้วหย่อยๆไปที่เงาหญิงสาวบนผ้าใบเต็นท์

กฤษณ์มองตาม เห็นภาพเงานั่นก็ต้องยิ้มส่ายหัว หันมากระฉับตัวคู่หมั้นสาวมาไว้ในวงแขนแล้วจูบปากอย่างรักใคร่เอ็นดู เขารักเด็กสาวที่เเสนแง่งอน เจ้าอารมณ์แต่ดูไร้เดียงสา มากกว่าผู้หญิงช่ำชองเพศรสคนนั่นเป็นไหนๆ

“นั่นมันเงาของน้องเองไม่ใช่หรือ โป้ซะขนาดนี้พี่หมอจำได้แม่นเลยล่ะ”

“พี่หมอคนลามก บ้าๆๆปล่อยน้องออกไปนะ”

“อะโอ้ยพี่เจ็บนะ เลิกทุบอกพี่ได้แล้ว”ยกมือมากันเป็นระวิงแล้วก็เห็นผ้าขาวที่ข้อมือ เกตุเห็นเขานิ่งเลยนั่งตัวหลีบสำนึกเรื่องที่ตนกระทำ

“พี่หมอคะน้องขอโทษ น้องเป็นคนเอากางเกงในไปพันตะกุดพี่หมอเอง”เกตุส่งสายตากลมใสมองมาอย่างสำนึกผิด กฤษณ์เพียงลูบหัวเธออย่างไม่ถือสา

มองที่ข้อมือของตนแล้วกฤษณ์ต้องถอนใจ ตะกุดของหลวงพ่อซึ่งท่านเน้นย้ำนักหนาให้รักษาให้ดี เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดต่อจากนี้ กลับถูกเกตุเอาอันเดอร์แวร์มาพันรอบ จนของขลังคงเสื่อมหมดแล้ว ภาพอสรพิษร้ายเมื่อครู่เขาถือว่ามันเป็นฝันร้ายไป กฤษณ์ไม่ได้คิดจะโกรธ ได้แต่ทำใจให้สงบ เคราะห์กรรมของเขาจะมาพร้อมกับเนื้อคู่ ตามที่หลวงพ่อบอกเป็นนัยไว้ และไม่ว่าจะหนียังไง กรรมเก่าของเขาจะต้องตามมาทันอยู่ดี คำของพระคุณเจ้ายังคงดังแว่วมาให้กระทบโสต ว่าเกตุคือเนื้อคู่ของเขา ให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ อย่ากลัวในสิ่งยังมาไม่ถึงและตอนนี่ชายหนุ่ม ที่จองจำร่างกายมานานกว่าห้าปี ก็หลุดพ้นออกมาจากกรงขัง และพร้อมแล้วจะทำหน้าที่ของสามีแล้ว

“ช่างมันเถอะ เสียตะกุดไปแต่คืนนี่พี่หมอได้ภรรยาที่น่ารักมามันก็คุ่มนะ”

“พี่หมอไม่รังเกียจน้องแล้วเหรอ”เกตุเบือนหน้าหลบตามีแววน้อยใจออกมา

โอบร่างบอบบางมาไว้จนชิดอก“เด็กโง่รังเกียจที่ไหนกัน ตอนนี้พี่หมอเองกำลังหลงน้องมากรู้ไหม คืนนี้พี่หมอมีความสุขมากจนบอกไม่ถูกเลยละ”

แทนคำกล่าวใดๆอีกต่อไป กฤษณ์รวบเอาร่างนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมแขน แล้วประทับจูบที่หน้าผาก กล่าวขอโทษที่เขาทำตัวขี้ขลาด ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาใดๆเลย แม้แต่ผู้หญิงตนหนึ่งยังกล้าหาญกว่าเขาเลย เจ้าสาวขี้แย่พลันหยุดสะอื้น ฉงนต่อคำเหล่านั้นว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร ทั้งสองอยู่ในอ้อมกอดตะกองของกันและกัน ครู่ใหญ่เขาจึงประคองหล่อนให้ลุกขึ้นนั่ง สบตาแล้วยิ้ม และพูดเสียงอ่อนหวานเช่นเคย

เกตุยิ้มหน้าแดงระเรื่อ หลบดวงตาสีฟ้าสวยของคู่หมั้นหนุ่ม กฤษณ์ประคองเธอให้ค่อยมานั่งเอนพิงอกเขาไว้ หยิบซองยาแก้ปวดจะป้อนยาให้แต่เธอดันมือเขาออกบอกว่าไม่จำเป็น แล้วลงไปนอนหนุนตักอันเปลือยเปล่าของเขา

กฤษณ์จัดแจงให้เธอนอนหนุนตัก เธอกำลังเคลิ้มดูท่าดวงตาจะรี่ปิด จะหลับอย่างอ่อนระโหยอีกครั้ง

“คืนนี่พอแค่นี้ก่อนนะ พี่อยากให้น้องได้พักผ่อนมากๆ พี่หมออยากอัญเชิญเจ้าหญิงน้อยเข้าบรรทมได้แล้ว รึเจ้าหญิงจะหลับบนตักนี่ก็ได้นะ”กฤษณ์ดึงผ้าห่มมาจะคลุมตัวให้

เกตุสั่นหน้าท่าเดียว ปัดผ้าออกไปอีก พลิกตัวมานอนคว่ำ เข้าสวมกอดเอวของเขาแน่น เงยหน้ายิ้มหวานมองเขา ดวงตาฉ่ำไปด้วยประกายชื่นอย่างมีความหมาย

“ไม่คะ น้องไม่นอน อย่าบังคับให้หลับอีกนะ น้องเป็นของพี่หมอแล้ว อย่าให้น้องต้องหลับไปอย่างเห็นแก่ตัว แล้วปล่อยให้พี่หมอต้องนอนค้างคานะคะ”

แล้วเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆเหมือนจะมีอารมณ์ขัน มองร่างผุดผ่องนวลใยที่นอนหนุนตัก

“ไม่ต้องมาอ้างพี่เลยนะแก่แดดจริงเลยนะเรา”

เขาจับจมูกเล่น แล้วฝืนยิ้ม ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปฏิเสธได้ เพราะร่างกายมันฟ้องให้หญิงสาวเห็นชัดๆ เห็นอย่างใกล้ชิดด้วย ว่าเขาก็ต้องการอย่างเต็มที่เช่นกัน

กฤษณ์พยักหน้าเรียก เกตุลุกขึ้นมานั่งอย่างว่าง่าย ช่วยเขาดึงเสื้ออันหลุดคาแขนคาตัว และกางเกงที่ค้างอยู่ต้นขาออกให้พ้นตัวเสียที ผิวกายขาว สะ อาด ทุกสัดส่วนของชายหนุ่ม ทุกมุมมองได้เผยให้คู่หมั้นสาวได้ยลเต็มตาแล้วโอบเอาร่างงามของหญิงสาวเข้ามาบรรจงจูบ ซุกไซ้ใบหน้าทั่วหัวไหล่เนียน ไล้จูบลงลงอย่างแผ่วเบา ทั่วผิวเนื้อนวลนุ่ม สัมผัสดูดดื่มลิ้มรสทั่วปทุมถันของเธออย่างเสน่หา จนหญิงสาวมิอาจเก็บกดเสียงไว้ได้อีก

คำพูดหวานใสปนด้วยอารมณ์เสน่หาของชายหนุ่ม ก่อนประโลมไล้ริมฝีปากทั่วผิวเนียนนุ่ม ละไล่ลงมาสู่หน้าท้องเนียนเรียบ สู่จุดกระสันของหญิงสาว การรุกเร้าคราวนี่ต่างจากที่เคยมา จนหล่อนหยุดร้อง บิดกายไปมาเสียงครางสั่นแทบจะขาดใจ หล่อนจะดึงมือของเขาออกไปเพราะเขากำลังใช้นิ้วมือ ที่ปากทางรักซึ่งยังเปิดขยายไม่เต็มที่ของหญิงสาว เหยือพรหมจรรย์กำลังจะขาดจนหมด เพื่อเปิดทางให้องคชาติของชายหนุ่มได้เข้าไปอย่างเต็มที่

“พี่หมอปล่อยน้องเถอะ!น้องเจ็บ...”

อีกฝ่ายมีอาการตกใจเล็กน้อยรีบถอนมือ เด็กสาวหัวเราะขันๆยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากอันนิ่มละมุนของเขา แววตาวาวหวามบอกความนัยว่าต้องการริมฝีปากนี่อย่างไม่สิ้นสุด มันเป็นความต้องการเดียวกับนางงูเมื่อครู่ แต่กฤษณ์ก็ไม่อยากจะสนใจหรือกลัวอีกแล้ว

เสียงกระซิบกระซาบอันแผ่วหวาน การเคลื่อนไหวกายสอดประสานพันเกี่ยวกันอย่างนิ่มนวล พร้อมรสจูบสัมผัสที่เขามีให้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อผ่อนคลายความเจ็บปวดของหญิงสาว จนกายสาวกระตุกอวบการตอบรับอันยิ่งกว่าเต็มใจของเธอ ราตรีอันยาวนานนี่ กำลังดำเนินไปครรลองของมัน ความต้องการตามธรรมชาติของชายหญิงได้สำแดงออกมาตามสัญชาติญาณการสืบเผ่าพงศ์ของมนุษย์ ราตรีอันยาวนานนี้จะเป็นสักขีพยานการแต่งงาน อย่างง่ายของคู่รักคู่นี่ ศีลธรรมหรือประเพณีข้อใดก็ไม่อาจจะเสื่อมเสียหรือด้อยค่าลงไป เพราะทุกอย่างได้ถูกกำหนดอย่างลงตัวไว้หมดแล้ว

มืออีกข้างของชายหนุ่มได้เอื้อมไปปิดสวิสไฟ แล้วค่อยดึงผ้าห่มมาคลุมร่างอันเปลือยเปล่าของทั้งคู่ อันเป็นการเริ่มเปิดฉากความรักอีกครั้ง และคราวนี้จะเป็นไปด้วยความนิ่มนวลเพราะจะมาจากความเต็มใจของเขาและเธอ เสียงของกฤษณ์กระซิบหวานที่ข้างหู

“เกตุจ๊ะ”

“ค่ะ”

“เป็นเจ้าสาวของพี่หมอนะ”





แผ่นหินเกิดลั่นคึก ทั้งผนังและพื้นถ้ำซึ่งยาวลึกล่ำบัดนี้ ต่างสั่นสะเทือนเลือนลั่น อันเกิดจากแรงกระแทกจากของหนักหล่นจากที่สูง แล้วตามด้วยความเย็นเฉียบของกระแสน้ำที่ทะลักทะล้นเข้ามาจากที่ใดที่หนึ่งมาสัมผัสผิวกาย ของคนสี่คนที่อยู่ในถ้ำจนต้องร้องโว้ก ว้าก สะดุ้งสุดตัว สภาพที่กอดกันแน่นมาแต่แรกได้พากันผงะแตกจากกัน มีคนหนึ่งเหยียบเท้าคนร่างเล็กอย่างทองปาจนร้องจ๊าก! ไม่หาญศึกก็จ่าแจ๋ว เสียงเฮ้ย!..ลั่นของหมู่แม็ก ช่วยปลุกสติของทุกคนให้กลับมาอีกครั้ง สภาพอันโกลาหลของพวกเขาหลังพ้นจากความเงียบ มาเป็นโกลาหลเป็นอย่างยิ่ง

“จ่า! อยู่ไหน มีใครได้ยินผมมั้ง!...”

ซ่า...เสียงน้ำลั่น ที่ปลดปล่อยหลากหลั่งออกมา อย่างไม่รู้จากทางทิศใดในความมืดมิดนั่น “ผู้กอง ผมอยู่ข้างหลัง”ฝ่ามือใหญ่หนาพุ่งมาทาบประกบแผ่นหลัง ร่างใหญ่ของหาญศึกซวนเซเล็กน้อยแล้วหันกลับเอามือเปะปะไปเจอกันแล้วลูบคล่ำได้ใบหน้าอวบกลม สากมือของจ่าแจ๋ว

“ซ่าๆ ซ่า โครม! อูย...โอย!เจ็บๆ มีอะไรกระแทกหลังผมครับจ่า ช่วยผมด้วย!...”

“เออ...ทนเอาไว้ไอ้แม็ก! จ่ากับผู้กองอยู่นี้ พวกเราได้ยินเสียงกันแล้ว รีบเปิดไฟฉายเร็ว!”

กระแสน้ำหลากเข้ามาจนดังอู้ ลั่นในโพรงถ้ำไปหมด รู้สึกว่าสองขาของแต่ละคนจะมีน้ำท่วมถึงหัวเข่าเข้าแล้ว ความหนาวเหน็บเย็นเฉียบ ที่แต่ละคนต้องเผชิญอย่างรวดเร็ว มีคนหนึ่งเปิดไฟฉายสว่างจ้าอย่างรู้ทันการณ์ และเป็นลำแสงแรกที่ตัดผ่านความมืด กวาดละไล่ค้นหาคนที่กำลังอลหม่านกันอยู่ในน้ำ มีเสียงพูดตามมาจนก้องสะท้อนไปหมด

“นี่จ่าพูด เราติดต่อกันได้แล้ว แต่ไม่ต้องถามอะไรตอนนี้ทั้งนั้นเวลานี้ให้ทุกคนรีบตรงมาตามลำแสงไฟของจ่าเร็ว! ขึ้นไปที่ก้อนหินใหญ่!ที่อยู่ซ้ายมือของทุกคน จ่าจะยึดก้อนหินฝังนี่ไว้ก่อน อย่ายืนตรงกลางที่โล่งนั่นอีกเพราะมันเป็นทางน้ำหลากประเดี๋ยวจะโดนน้ำกวาดไปลงเหวในถ้ำกันหมด”เสียงตะโกนจนสะท้อนก้องแข่งกับเสียงน้ำลั่นดังอื้ออึงคล้ายอยู่แผ่นหลังของน้ำตก ที่แต่ละคนต่างตะเกียกตะกายขึ้นหินใหญ่ ไปตามลำแสงไฟของจ่าผู้เรียกสติได้ก่อนพวก น้ำปริมาณอย่างมากมายเทจั๊กๆเข้ามาข้างในเหมือนระบายออกมาจากท่อประปาแรงดันสูง

“หมู่แม็ก ไฟฉายอยู่ไหนรีบเปิดเร็ว ฉันยังไม่เห็นทองปามันเลย”

“ครับๆนาย”

หาญศึกรีบจับคอเสื้อด้านหลังหมู่แม็ก แล้วลากถูลู่ถูกังขึ้นมาบนตะฝังบนก้อนหินลูกหนึ่งอย่างทุลักทุเล เหนือน้ำที่มันล้นทะลักเอ่อสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนเพียงอก ครืน!น้ำโถมละลู่ลงต่ำกระแทกร่องหินและโตรกลึกและแคบข้างใน จนต้องตะโกนกรอกหูถามหาอีกคนที่หายไป ยังไม่ทันไรก็มีเสียงร้อง เฮ้ว...ดังแว่วมาจากมุมหนึ่ง จากคนที่โดนน้ำพัดไปไกลกว่าทุกคนเพราะร่างเล็กสุดต้านกระแสน้ำไม่ได้ พอฉายไฟจับโฟกัสไปที่จุดเดียวก็เห็นแสงสะท้อนจากโลหะขาววาบ สายน้ำหลากล้นมุ่งไหลลงต่ำไปในท้องถ้ำ ทองปาโผล่เหนือน้ำแค่คอ มือข้างขวาใช้มีดปักแง่หินยึดตรึงตนเองต้านกระแสน้ำเอาไว้ได้

“วู้วู้...ทองปาเอ็งทนเอาไว้ก่อน น้ำ! มันกำลังลดลงแล้วเอ็งแข็งใจเอาไว้ไอ้เสือพราน”จ่าตะโกน

ไม่มีเสียงตอบแต่ที่ทุกคนจับจ้องก็เห็นใบหน้าซีดเหลืองของคนร่างเล็กแต่แกร่งไปทั้งตัว ทองปายังแสยะยิ้มอย่างไม่ยีหระ แขนข้างหนึ่งยังจับมีดเสียบตรึงกับผนังหินไว้แน่น แสงไฟฉายไปสะท้อนเนื้อโลหะของมีดจนเกิดประกายระยิบระยับจากกากเพชรของมีดสั้น อาวุธคู่ใจของทหารพรานทองปาซึ่งเขาใช้มันแทงหินแกรนิตง่ายเหมือนแทงดินเหนียวยึดรั้งชีวิตเขาเอาไว้

ไม่กี่อึดใจน้ำที่ทะลักเข้ามา เริ่มหยุดลงคล้ายท่อประปายักษ์ถูกปิด น้ำข้างในไหลหายลงร่องลงโพรงลดลงอย่างรวดเร็ว จ่ากับผู้กองโจนลงพื้นน้ำดังตูม! แล้วรีบเดินฝ่าน้ำที่เหลือโดยเร็ว แม้น้ำจะเย็นเฉียบแต่ระดับมันลดลงอย่างรวดเร็วแค่หัวเข่าเท่านั้น หมู่แม็กยังยืนอยู่บนก้อนหินที่เดิม ฉายไฟจับนิ่งไปที่ทองปา แต่ปรากฏว่าเขากระชากมีดออกปล่อยตัวลงพื้น แล้วเดินฝ่าสวนทางน้ำไหลที่บัดนี้แค่ตาตุ่มหมดสิ้นความแรง

ทั้งสี่กำลังเดินมารวมกันอีกครั้ง นายทหารร่างใหญ่ส่งมือไปจับบ่าลูกน้องร่างเล็กโดยเร็ว

“โอเคนะ!”ผู้กองตะเบ็งถาม ทหารพรานชักมีดคู่ใจคืนฝัก ยิ้มกว้างแล้วพยักหงึกตอบรับ

หาญศึกหันมามองพรรคพวกอีกสองคนที่เดินสวนแสงไฟของเขาตามมาสมทบ จ่าเหมือนยิ้มเอามือมาตบบ่าเขาหนักๆ และทองปาก็เอื้อมมือไปดึงไหล่ของหมู่แม็กเข้ามาในวง

“เกือบมาเป็นผีตายเย็นเสียแล้ว อุตสาห์รอดมาได้จะมาตายน้ำตื้นได้ไง”

จ่าแก่ครางอืมม์ๆในลำคอก่อนรีบควักซิกการ์จากกระเป๋าขากางเกงมาใส่ปากงับ ก้มหน้าจุดซิปโป้ลนปลายแต่แล้วก็ต้องสบถพัมเพราะซิกการ์เปียกจุดไม่ติดเสียนี้ เสื้อผ้าของแต่ละคนก็เปียกมะลอกมะแลก ตาแดงก่ำใบหน้าซีดเปิดเพราะความหนาวสะท้าน อากาศในถ้ำปกติก็เย็นอยู่แล้วแต่คราวนี้เย็นจนปวดเข้ากระดูก แม้ลมหายใจออกของแต่ละคนยังเป็นไอควัน พ่นประสานกัน

ช่องหินนั่นมันเป็นทางน้ำไหล จากยอดผาระบายลงใต้ดินในถ้ำ แล้วต้องเป็นน้ำฝน หรือน้ำที่ตกจากฟ้าเท่านั้น ปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติ มันคืนน้ำที่ดูดขึ้นไปกลับลงมาจนเป็นเหตุให้พวกเขาต้องชุลมุน จ่าอธิบาย

“เอาล่ะ เรารอดชีวิตมาแล้ว ที่นี่จ่าจะขอทดสอบพวกเราอะไรบางอย่างก่อนนะ ก่อนจะเริ่มลำดับเหตุการณ์ที่พวกเราเจอมา จ่ารู้ว่าทุกคนกำลังงุนงงและสงสัยเต็มทีว่า อะไรมันเป็นอะไร” ทหารหุ่นช้างพูดไปอย่างเนิบช้า ดวงตาโต คิ้วหนาแต่จมูกแบน ปากที่มีไรหนวดค่อยเปิดปากพูดทั้งก้มหน้าก้มตาใช้ไฟลนแท่งของโปรดนั่นอย่างใจเย็น ทุกคนต้องรอฟังจ่าผู้มากประสบการณ์ เงยหน้าจ้องตาพรรคพวกทีละคนเขม็ง

คนมีไรหนวดเหนือริมฝีปากหนาเผยอขึ้น“พวกเรา จ่าหล่อมั้ย”

สั้นๆแต่หาสาระไม่ได้ มีเสียงสำลักจากบางคน จ่าหน้าบูดหางตากระตุกเหล่มองคนสำลักทีหนึ่ง ก่อนส่งแท่งซิกการ์อันร้อนได้ที่ เพราะถูกไฟลนให้ผู้กอง อุ้งมืออันซีดขาวและสั่นเทิ้มเหมือนคนตายของเขารับมันมาอย่างเข้าใจความหมาย คายความร้อนจากแท่งซิกการ์ทำให้หาญศึกดีขึ้นมากจริงๆ

“ก็ดี แสดงว่าทุกคนยังสติยังอยู่ครบถ้วน ไม่เป็นบ้าไปก่อน จ่าคิดว่าไม่ใครก็กลับมาสติไม่ครบเสียแล้ว แล้วเออ ไอ้หมู่เอ็งรีบเอาของเล่นบ้าๆของเอ็งมาใช้ได้แล้ว ช่วยแก้ไขให้ไอ้ทองปามันด้วย ประเดี๋ยวเป็นปอดบวมตายกันพอดี”ใช้เปลวไฟจากซิปโป้ลนอุ้งมือเฉย จ่าหน้าอวบตาจ้องเขม็งลูกน้อง เตือนให้รีบหาทางแก้ไขความหนาวเหน็บให้พรรคพวกเสียที

อีกฝ่ายเตือน ลูกน้องเลยรีบกุลีกุจอปลดเป้ลูดซิบปึด

“โทษทีจ่า ผมมีของดีมาด้วยรับรองหายหนาวแน่”

มัวแต่กอดอกสั่นเป็นเจ้าเข้า หมู่แม็กรีบควักแท่งชนิดหนึ่งขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากเป้ แท่งชนิดหนึ่งคล้ายดินน้ำมันมีสีแดงเข้ม หันมายิ้มแยกเขี้ยว หัวร่อ แฮ่ๆให้กับอีกสามคน

“ต้องเล่นเจ้านี่ถึงจะเหมาะ”

เดาะๆก้อนกลมคล้ายดินน้ำมันนั่น แล้วโยนลงพื้นแผละต่อหน้า แล้วมันก็ติดพรึบลุกไหม้ท่วมพื้นทันที ควันโขมง เกิดแสงแรงสีแดงสว่างจ้าทันที กว้างกว่าหนึ่งวา จนอีกสามคนต้องผงะกระโดดหลบรัศมีไอร้อน เอามือบังตาถอยร่นออกห่างไปอีกเพราะความร้อนแรงและแสงอันแผดจ้าเกินขนาด

“อ้าวเฮ้ย!...”จ่าแจ๋วร้องตกใจสะลั่น

“ล่อมันด้วยแท่งเชื้อเพลิงแข็งของจรวดมันสะเลย เจ๋ง... เจ๋ง เจ้งๆทำความร้อนได้สูงถึง ๓๐๐๐องศาเชียวนา หายหนาวเลยมั้ยล่า ฮ่าๆ ขนาดเหล็กยังละลายเลยนะ ฮะฮ้า ร้อนดี สะใจจริงๆวู้ย...”

จ่าหน้าบูดรีบปรี่มายกตีนถีบบั้นเอวคนจุดไฟสะล้มกลิ้ง“นี่แน่ะไอ้ซิบหาย ไอ้ทะลึ่ง เอ็งจะย่างพวกหมู่เฮาเรอะ ร้อนตั้งสามพันองศาจะลวกไข่จ่าให้สุกเรอะ!”

หาญศึกกับทองปาไวมาก สองคนวิ่งหายไปอย่างรวดเร็วเพราะรู้พิษสงเจ้าของเล่นของหมู่แม็กดี

มือเพลิงรีบเขย่งตัวขึ้นยืน มือยันสีข้าง หน้านิ่วครางอู้ ยิ้มหัวเราะแห้งๆ“เออ แหะๆ อูย...โทษทีทุกคนไม่ทันบอก อะอ้าว”หันหน้ามองไปก็ทันแค่เห็นแผ่นหลังของจ่าพุงโตหุ่นช้างน้ำ ที่รีบวิ่งเผ่นแนบจนพุงสะเทือนไปไกลกว่าสิบเมตรแล้ว แล้วยังหันคอมาตะโกนกลับมาว่า

“เอ็งอยู่เฝ้าไฟเย็นของเอ็งไปเถอะ กูไปล่ะโว้ย...มีลูกน้องแต่ละคนมันไม่เต็มบาทกันทั้งน้าน...”

หาญศึกกับทองปาต่างแล่นหนีไปห่างแล้ว หลบไปซุกอยู่ในหลืบหินที่ใดที่หนึ่ง หลบรัศมีความร้อนแรงจากแท่งเชื้อเพลิงจรวด ที่ลูกน้องอุตริเอามาจุดแก้หนาว มันร้อนแรงเสียจนน้ำตามพื้นยังระเหยส่งไอคลุ้งอบอวลขาวมัวทันทีทันใด กลิ่นสารเคมีฉันกึก ฟู่ๆๆๆ.. . เชื้อเพลิงแข็งของจรวดลุกไหม้เพียงสิบวินาทีแต่เพิ่มอุณหภูมิความร้อนให้โถงถ้ำเฉพาะจุดนี่ จากที่ติดลบให้สูงเกินห้าสิบองศาในบัดดล

“อูย โอ้ย! ร้อนโว้ย ไอ้แม็กไกเวอร์มันกะจะย่างพวกเราให้สุกกะมันไปด้วยรึไง โอ้ย...ผู้กองให้ผมเข้าไปหลบในหลืบด้วย” ฟู่ ฟู่ เสียงเชื้อเพลิงจรวดลุกไหม้และเสียงเป็นกระบือของคนร่างใหญ่หุ่นตุ้ยหนุ่ย ร้อง วิ่งหน้าแหกตาเหลือก เข้ามาสมทบ โดยมีควันไฟไล่หลัง เลยโผเข้าเบียดอัดในซอก หลืบอัดคนร่างจ้อยสะมิด

โบกมือปัดๆไล่หมอกควัน หน้าเบ้ บ่นพำ“ไม่ไหว ลูกน้องจ่า เล่นแต่ของอันตรายทั้งนั้น เมื่อกี่มันเป็นเชื้อเพลิงแข็งของจรวดนี้มันมีสารไนโตรเซลลูโลส กับ ไนโตรกลีเซอรีน ถึงมันไม่ระเบิดแต่มันอาจลุกไหม้ขึ้นเอง เผาคนมอดไหม้ไม่เหลือซากได้ในไม่กี่วินาทีเลยนะ ไม่รู้เอาไอ้ของอันตรายพรรค์นี่ติดมาด้วยทำใม!?”

ขนาดคนร่างยักษ์ใหญ่อย่างผู้กองยังต้องหน้าเสียปากบ่นอุบแต่ลูกน้องคนสนิทกับหัวเราะ

“หายหนาวเลยใช้มั้ยล่ะ พวกเรา เจอดินขับจรวดแค่ก้อนเดียวของไอ้แม็กมันหายหนาวไปเลย ไอ้พวกทหารสรรพาวุธมันชอบเล่นกันบ้าๆอย่างนี้แหละเชื่อมันเลย ไอ้ผมไม่ค่อยชอบไม่อยากคบกะพวกมันก็เพราะเหตุนี่แหละ ไปเจอพวกมันที่ไหนอยากจะหลบให้ไกลเพราะพวกมันชอบเล่นอุตริแบบนี้เสมอ ไม่ต้องห่วงไอ้แม็กมันหรอก มันมีวิธีแก้อยู่แล้ว แต่เราต่างหากที่มีไอ้ตัวอันตรายมาด้วย

ผู้กองเปิดสวิสไฟฉาย ส่องไปข้างหน้ามันก็มีแต่ม่านหมอกหนาจากไอน้ำ จึงหันมาเอาหลังมือเคาะอกคนอยู่ข้างๆ จ่าและทองปาก็ขานมาเบาๆ

“จ่าครับ ไม่รู้เป็นเพราะผมมึนงงจากควันไฟหรือเปล่า ในหัวผมมันตื่อไปหมด ตอนนี้ผมยังลำดับเหตุการณ์ไม่ได้เลย ว่าเราไปเจออะไรมาเมื่อกี้ จ่ากับทองปารู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า มันเหมือนกับ ฝันร้ายแล้วพอสะดุ้งตื่นกลับจำเรื่องในความฝันไม่ได้เสียแล้ว”ผู้กองเอ่ยขึ้นจากความเงียบเป็นครั้งแรก

ฝ่ามือใหญ่ๆของจ่ามาตบบ่าของเขา เสียงทุ่มหนักตามมา

“ทองปา นายล่ะเป็นไงมั่ง รู้สึกเหมือนผู้กองหรือเปล่า?”

“เหมือนกันครับ”คำตอบสั้นๆและชัดเจนจากในความมืดของทหารพรานร่างเล็ก

“อืมอืม ไม่ผิดหรอกครับ การที่ผู้กองหรือทองปาจะจำเรื่องตอนที่เราไปที่แห่งนั่นมาไม่ค่อยได้ ใ ช่ครับมันเป็นความฝันและฝันร้ายเท่านั้น แต่ มันเป็นนิมิตร้ายจากนรกส่งผ่านมาไว้เพื่อเตือนมนุษย์ไม่ให้ทำกรรมชั่ว ครั้งก่อนผมกับพวกก็เจอแบบนี้หะทีแรกคิดว่าฝันร้ายไป”

“แล้วจ่ารู้ได้ยังไง? ว่าไม่ใช่ความฝันครับ”

“ฟังดูอาจเป็นเรื่องโม้ของพวกคนแก่ไม้ใกล้ฝังที่เอาแต่งมงายอยู่กับเรื่องไสยศาสตร์เวทมนต์แต่มันเป็นเรื่องจริง เด็กรุ่นหลังชอบมาหัวเราะเยาะ...”

ผู้กองเบื่ออาการพิรี้พิไรของทหารแก่เต็มทน “พูดมาเถอะครับจ่า ไม่ต้องออกตัวซะยาวเลย ผมอยู่กับจ่ามานานจนยอมรับเรื่องพรรค์นี้ได้แล้ว”

“จนผมกับท่านนายพลได้เข้านั่งทางในทำสมาธิทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นจนได้รู้
นายทหารร่างใหญ่ในเวลานี่ปล่อยแผ่นหลังกระแทกผนังแล้วยืนพิงผนังหินเอาไว้ มือกุมขมับด้วยเกิดอาการมึนงงในสมองอย่างมาก

“เป็นอะไรไปครับผู้กอง”จ่าถาม

“ไม่รู้เหมือนกันจ่า ผมรู้สึกไม่ค่อยดี มันมึนๆในหัวยังไงบอกไม่ถูก อาจจะเพราะสูดกลิ่นควันของเชื้อเพลิงแข็งของเจ้าแม็กมันก็ได้...”

“ผู้กองยังจำอะไรได้บ้างเมื่อกี้”

“ผมรู้สึกเหมือนหลับไปแล้วเจอกับฝันร้าย ในฝันผมเห็นภาพอะไรก็ไม่รู้ ภาพประหลาดมากมายเข้ามาในหัว มันสมจริงมาก จนตอนนี้ผมมึนงงไปหมดแล้วและแยกแยะไม่ออกว่า ผมไปเจอกับเรื่องจริงหรือว่าฝันไปกันแน่”

“แล้วในฝันผู้กองไปเจอกับอะไรเข้าละครับ พูดมาเถอะบางทีเราอาจฝันเรื่องเดียวกันก็ได้”

“มันเหมือนเข้าไปนั่งชมจอภาพยนตร์ในจอสามมิติมา จ่าครับหากผมจะบอกว่าในฝันผมเห็นเครื่องบิน รุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นจำนวนมาก เครื่องบินขับไล่ มัสแตงพี๕๑ เครื่องไลท์นิ่งลำตัวคู่พี๓๘ ของไอ้กัน หรือ แม้เครื่องบินทิ้งระเบิดหลายรุ่นของสัมพันธมิตร ผมเหมือนเข้าไปอยู่ในสุสานเครื่องบินยังไงยังงั้นเลย เห็นแม้กระทั้งตัวนักบินในค๊อกพิท พวกเขามีชีวิตอยู่และกำลังควบคุมเครื่องเหมือนว่าจะบินไปไหนซักแห่งแต่ไม่มีวันไปถึงเพราะขับวนอยู่อย่างนั้นไปตลอดกาล ผมยืนอยู่ใกล้พวกเขามากแต่นักบินพวกนั่นกลับมองไม่เห็นผม”

ร้อยเอกเล่านิมิตของตนออกมา สีหน้าซีดขาวเห็นได้ชัด

“แล้วจ่ากับทองปาละเห็นหรือรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า?”

การพูดเรื่องเดียวกันที่ผู้กองยังไม่แน่ในตนเอง ทองปาเข้ามาใกล้และพูดเสียงห้าวดัง

“ผมเห็นเหมือนผู้กองครับ”สั้นๆแต่ชัดเจนสำหรับทหารพรานผู้ไม่ชอบพูด

“ผู้กองผมก็เห็นแต่มันคงไม่ใช่ความฝันแน่ เราต่างเจอเหตุการณ์เดียวกันอยู่ ผมพอจะสรุปแบบนี้ได้ใช่มั้ยครับผู้กองใช่มั้ยครับ”อีกสองคนต่างตอบคำถามของเขาเป็นการยืนยัน

นายทหารเล่าต่อ“ตอนนั้นผมพยายามลืมตาใช้สองตามอง แต่กลับมองอะไรไม่เห็นเลย ทุกอย่างมันมืดสนิทเหมือนกับว่าเราปิดดวงตาทั้งสองข้างด้วยผ้าสีดำ แล้วใช้สายตาเพ่งมองออกไปซึ่งมันคงไม่มีวันมองเห็นอะไรเป็นแน่แท้ แต่พอปิดตาจริงๆ กลับมองเห็น ภาพอะไรไม่รู้มากมายมันประดาประดังเข้ามาในสมองโดยตรง จนเกือบตั้งสติไม่อยู่

“ผู้กองผมก็เห็นเครื่องบินเหมือนกัน แล้วยังเห็นเรือด้วย เรือใหญ่ขนาดมหึมาหลายลำลอยอยู่ในอวกาศ น่าจะเป็นเรือพาณิชย์ หรือเรือรบรุ่นเก่าที่ยังใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาดระวางหลายหมื่นตันขึ้นไป บนเรือผมเห็นพวกกะลาสีวิ่งกันให้พล่าน แต่พวกเขาทำงาน อย่างเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่ที่เดิม ทำยังกับว่าพวกเขายังคงเดินเรืออยู่ในทะเลอยู่”

หาญศึกนิ่งไปอึดใจ ก่อนต่อมา“สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ผมพึ่งจะนึกคำๆนี่ขึ้นมาได้ เรือละเครื่องบินที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมอาถรรพ์มันคงไม่บัง เอิญมาอยู่ที่แดนแห่งนั่นหรอกนะ”หาญศึกเลี่ยงที่จะพูดถึงคำว่า นรก เพราะเขาเองก็เห็น มัน ทุกทีที่มองผ่านใต้ฝ่าเท้าลงไปทุกครั้งจนรู้สึกพลันพลึงจนถึงบัดนี้

“จ่าก็ไม่รู้เหมือนกัน สามเหลี่ยมมิวๆด้าๆอะไร? ไม่รู้จัก จ่าว่าเราอย่าไปสนใจเรื่องพวกนี้เลย ยังไงเราก็ผ่านพ้นมันมาแล้ว ปลอดภัยกันดีแล้ว ทางที่ดี เรามาหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องอื่นกันดีกว่า เรื่องนี่ขอเราคิดว่ามันเป็นเพียงฝันร้ายดีกว่าเก็บเอาไว้หนักหัว”จ่าตัดบทไม่อยากพูดถึงเรื่องนั่นอีก

“ไฟดับแล้ว หมู่แม็กล่ะ จ่าเห็นมันหลบพ้นหรือเปล่า ตอนผมวิ่งยังหันหลังไปดูเห็นมันยังยืนนิ่งไม่รู้ร้อนอยู่เลย ถ้าไม่หนีป่านนี้มันไม่ตายไปแล้วเหรอความร้อนใกล้เปลวมัน

“เออ ไปดูมันที ไม่รู้สุกเป็นไก่อบแล้วหรือยัง”

“ไปสิ”

มีเสียงบึม! จนทั้งสามชะงักหยุดเดิน แล้วยืนนิ่ง เงี่ยหูฟัง เสียงเหมือนปะทัดแตกดังแว่วมาเบาๆตามมา ทั้งสามรีบวิ่งไปที่ช่องหน้าต่างหินใบเดิมเห็นม่านสีน้ำเงินสลัวเป็นเป้าหมาย ที่นี่เสียงนั่นดังแรงขึ้นชัดเจน เห็นแสงวาบเป็นเส้นพุงขึ้นฟ้าแล้วตามด้วยเสียงระเบิดตูมตามบนฟ้าไม่ใช่การยิงต่อสู้แต่เป็นการยิงสลุตฉลองชัยมากกว่า แล้วตามมาด้วยโฮลั่น ขับไล่ความเงียบของราตรีนี่ มันมาทางด้านหน้าถ้ำอีกฝังหนึ่งที่พวกทหารเฝ้ากุมอยู่

“พวกทหารกะเหรี่ยงครับ พวกมันยังอยู่หน้าถ้ำอยู่เต็มเหมือนเดิม จากกล่องส่องทางไกลอินฟาเรดนี่ เห็นชัดเลยว่าพวกมันกำลังฉลองกัน พวกมันรอดชีวิตเหมือนเรา”เสียงจากคนทียืนพิงขอบหินช่องหน้าต่างผา มีผ้าผืนแปลกคลุมตัวเอาไว้

“ผ้าใยซิลิก้าทนความร้อนหรือช่างเข้าใจเล่นนะ” ผู้กองไม่สนใจเรื่องที่ลูกน้องรายงาน เพราะกำลังชะเง้อคอมองขึ้นฟ้า อย่างอ้าปากค้าง มีเสียงลอดออกมาอย่างยากเย็น

“ท้องฟ้ากำลังกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว นี่เราไม่ได้คิดฝันไปเอง ยังพอเห็นเค้าคดของหลุมดำหลงเหลือบนท้องฟ้าอยู่เลย นี่มันเราไม่ได้ฝันไปเลยนี้ทุกคน”




ข้างอีกฝังของปากถ้ำ พวกของเล่าอูต่างเฮฮากันสุดเหวี่ยงมีเสียงไชโยโฮร้องกันอื้ออึง ปลดเชือกคลายวงออกมา แต่ละรีบสำรวจตนเองและพรรคพวก ส่งเสียงถามกันเองให้วุ่น

“พวกเรารอดตายแล้ว ฮ่าๆ เหมือนตายไปแล้วเกิดใหม่เลยวุ้ย...”

เด็กหนุ่มทั้งสามกอดกันกลมเต้นเขย่าเป็นวงกลมไปพร้อมกัน

“คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองแท้ น้าเล่าอูกับทุกคนพวกเรารอดออกมาจาก...”

คงอ้าปากค้างสะดุดคำ หน้าเหวอหันไปมองหน้าคนอื่นๆ

“ว่าแต่ เรากำลังฉลองอะไรกันอยู่เหรอ?”คำถามสั้นๆจากปากเจ้าเดชหนุ่มทึ่ม

“เอะ เราก็กำลังฉลองที่เรารอดตายจาก...จากอะไรน้า...”คงเกาหัวแกรกกราก ส่ายศีรษะเร่าๆ นายโย่งก็เหมือน จะขยับปากพูดอะไรบางอย่างออกไป แต่แล้วก็เหมือนจะกลายเป็นอึกอักพูด คำพูดมันติดอยู่ที่ปาก พูดไม่ออกไปซะงั้น มือคว้าท้ายทอยอย่างงๆ เหมือนจำเรื่องบางอย่างได้แต่ก็ลืมไปได้อย่างรวดเร็ว หันคอไปมองและถามอีกคน

“น้า เมื่อกี่พวกเรา เกิดอะไรขึ้นกับพวกเราน่ะ เหมือนๆกับฝันร้ายสุดๆเลยแต่พอได้สติกับมา

มีแต่สีหน้าอึดอัดใจของเล่าอูและพวกพลเป้แต่ละคน ต่างมองหน้ากันไม่รู้จะตอบคำถามพวกเด็กหนุ่มยังไงดี เพราะว่าในสมองของพวกเขาเอง เหมือนจะเลือนๆความจำบางอย่างไป ทำท่าจะพึ่งถูกลบภาพนั่นไปแล้ว



Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2553 22:33:46 น.
Counter : 536 Pageviews.

3 comments
  
สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ สำหรับท่านนักท่องเว็บที่มาแวะเวียนขอให้มีความสุขรักๆทุกคนครับ
โดย: คุณหมอเถื่อน (doctorwar ) วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:6:38:52 น.
  
whenever you felt that your heart is going to breakdown
feel it with the love of God ask for his and then you will
find out what is the truth love in Your life as he does for me!
โดย: da IP: 203.144.144.165 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:0:37:12 น.
  
ไม่รู้ว่าข้อความข้างบน มาจากการฝากข้อความอัตโนมัติหรือเปล่า ความหมายแบบว่า เชิญชวนให้เข้าหาพระเจ้า ประมาณนี้นะ ลองส่งมาแบบภาษาไทยได้หรือเปล่าครับ เจ้าของข้อความนามว่า da
โดย: doctorwar วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:22:18:35 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments