กุมภาพันธ์ 2557

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
 
 
All Blog
ไปเที่ยวฟิลิปปินส์และบรูไนกัน ค่ะ
ไปเที่ยวฟิลิปปินส์และบรูไนกัน ค่ะ

การท่องเที่ยวไปในโลกกว้างใบนี้ เป็นที่ปรารถนาของฉันมาตั้งแต่ฉันทำงานได้ มีเงินเดือน หลังเกษียณอายุราชการมีโอกาสได้เที่ยวมากขึ้น เพราะว่า ไม่ต้องมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ อีกประการหนึ่งอยู่ตัวคนเดียว จึงไปไหนมาไหนสะดวกสบาย ไม่ต้องคอยเกรงใจใครนั่นเอง อิอิ

ทริปนี้ เพื่อน ๆ คงรู้จากหัวข้อเรื่องแล้วนะคะว่า ฉันจะเล่าเรื่องไปเที่ยวที่ประเทศไหนให้เพื่อน ๆ ชาวบล็อกได้อ่านและหาความบันเทิงตามแต่ความพอใจน่ะค่ะ ทริปนี้ ผู้จัด คือ ผอ.นพคุณ อดีต ผู้บังคับบัญชาของฉันที่ โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ท่านเป็นคนแข็งแรงมาก อายุ 81 ปีแล้ว ยังจัดโปรแกรมทัวร์ มาชวนพวกลูกน้องของท่านได้ไปเที่ยวกันสม่ำเสมอ ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 2-3 ครั้ง ครั้งนี้ ควบสองประเทศเลย คือ ฟิลิปปินส์และบรูไน สนนราคา ก็ไม่แพงเกินไปนัก คือ 31,500 บาท บินทั้งหมด 4 เที่ยวบิน ครั้งนี้ไปกับวิชชิ่งทัวร์ ทีมงานเดียวกับแม็คทัวร์ นั่นแหละ เพราะยกทีมลาออกจากแม็คทัวร์ ไปอยู่ที่วิชชิ่งทัวร์ (พี่สาวของจ๋าเป็นเจ้าของ ได้ยินเขาว่าอย่างนั้นน่ะ) จำนวนวันก็ 5วัน 4 คืน

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 57 เม้ง มารับฉันประมาณ 10.00 น. ทางบริษัทนัดกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ 11.00 น. วันนี้วันเสาร์ รถไม่ติดเลย ไปถึงที่สนามบิน ยังไม่ถึง 11โมง แต่ก็มีคนไปก่อนฉันบ้างแล้วหลายคน และฉันรู้จักบางคน เพราะว่าเคยร่วมทริปกันครั้งก่อนแล้ว จึงรู้สึกอบอุ่นใจที่มีคนรู้จักมาก่อนฉัน จ๋าและแต้ว เจ้าหน้าที่ วิชชิ่งทัวร์ มาให้การต้อนรับ เอาโบว์และป้ายชื่อติดกระเป๋า แจกน้ำ แจกขนมปังให้ทานเพราะมื้อเที่ยงเราต้องไปกินบนเครื่องบิน และกว่าจะได้กินก็คงบ่ายไปแล้วแน่นอน นับว่า เจ้าหน้าที่เขารอบคอบและมีน้ำใจกับลูกทัวร์พอสมควรทีเดียว

มัคคุเทศก์ที่นำทัวก์เราครั้งนี้ เป็นคนคนเดียวกับที่ไปไต้หวันกับเรานั่นเอง คือ มัคคุเทศก์ชื่อ บอล ค่ะ มีการแจกเอกสารขาออก ขาเข้า ให้เราเซ็นชื่อและตั๋วเครื่องบินพร้อมหนังสือเดินทาง หลังจากโหลดกระเป๋าเข้าเครื่องเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เข้าไปเดินช็อบกันที่ด้านในของสนามบิน ประมาณ 12.35 น. ก็ให้เราขึ้นเครื่องได้ ที่เกรด E10 ด้วยสายการบินรอยัลบรูไน (B1) กว่าจะได้บิน ก็ 13.35 น. และข้าวมื้อเที่ยงที่ได้ทาน คือ บ่าย 3 โมงแล้ว ดีนะ ที่ได้ขนมปังของ จ๋า รองท้องไป 2 ก้อน เหอะเหอะ ไม่งั้นคงหิวตาลายแน่ อาหารที่แจกให้ทาน ไม่อร่อยเลย เป็นปลาทอดใส่แป้งเหนียว ๆ มีกลิ่นคาวด้วย ส่วนใหญ่กินกันนิดเดียว ไปกินขนมปังทาเนยแทน ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯถึงบรูไนประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า เราต้องรอต่อเครื่องไปฟิลิปปินส์อีกประมาณ 2 ชั่วโมง โดยขึ้นเครื่องของบูรไนประมาณ 6โมงเย็น เท่ากับเวลาของที่บรูไน 19.00 น. (เวลาของ ฟิลิปปินส์และบรูไน เร็วกว่าของไทยเรา 1 ชั้วโมง) ใช้เวลาบินอีกประมาณ สองชั่วโมง ก็ถึงสนามบินของ มะนิลา ประมาณ 21,05 น. ตามเวลาท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ กว่าจะผ่านการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งก็ไม่ยุ่งยากมากนัก รอกระเป๋า ก็เกือบ 4 ทุ่มของที่นี่ มัคคุเทศก์ชาวฟิลิปปินส์มารับ หน้าตายังเด็ก แต่แนะนำว่าอายุเลขสามแล้ว ชื่อ โทนี่

รถบัสมารับพวกเราไปพักที่โรงแรม อาเมดา โฮเต็ล ครั้งนี้ จุ๊บติดไปเที่ยวกับเกตุที่สิขิม อินเดีย ผอ.นพ จัดให้ฉันอยู่คู่กับคุณรินดา ซึ่งเคยไปไต้หวันร่วมทริปนั้น พอจะรู้จักและจำได้ ทริปไต้หวันน้องเขาไปคนเดียวเลยต้องเสียเงินเพิ่มเพราะนอนคนเดียว คงหลายตังค์อยู่น่ะ
มาครั้งนี้ เราได้จับคู่เมดกัน ได้พูดคุยกัน ก็เรียนรู้ว่า น้องเขาน่ารักมาก เป็นคนตรงไปตรงมา รวยก็จริงแต่ไม่หยิ่ง ตอนไปทริปใต้หวัน ดูแกเหงา ๆ ไม่ค่อยคุยกับใคร เหมือนเนือย ๆ แตพอได้คุย ได้สัมผัส ได้ความไว้วางใจจากน้องเขาเล่าชีวิตในสมัยแต่งงานให้ฟัง แต่งเพราะผู้ใหญ่จับคลุมถุงชน เจอแม่สามีที่ร้ายกาจ สภาพครอบครัวเป็นกงสี กระดิกตัวไปไหนก็ไม่ได้ แม้แต่การขอไปเยี่ยมพ่อแม่ของตนเอง ฉันฟังแล้วรู้สึกเห็นใจมาก กว่าน้องเขาจะมีวันนี้ ก็เหนื่อยมาก แต่น้องเขาก็โชคดี มีลูกดีทุกคน เป็นหมอ เป็นวิศวกร และสืบสานงานโรงงานผ้าของครอบครัว มีโอกาสได้ไปเที่ยวมาหลาย ๆ ประเทศ ก็นับว่า ชีวิตนั้น ต้นร้ายปลายดี เราสองคนคุยกันถูกคอ ฉันก็เล่าชีวิตของฉันให้น้องเขาฟังบ้าง และเล่าให้น้องเขารู้ว่า ชีวิตของฉัน ฉันเขียนมันขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ให้บรรณพิภพรู้ด้วย อิอิ น้องเขาสนใจอยากอ่าน เพราะน้องเขาบอกว่า เป็นคนชอบอ่านหนังสือด้วย เลยอุดหนุนหนังสือของฉัน 1 ชุด จ่ายค่าหนังสือเลย กลับถึงกรุงเทพฯ ก็ให้ฉันส่งให้แกอ่าน เราคงประทับใจ ถูกชะตากัน และมีวาสนาต่อกัน จึงเกิดมิตรภาพดี ๆ ขึ้นมาอย่างง่ายดาย สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว น้องบอกว่า ชอบฉันมาก เพราะฉันเป็นคนร่าเริง เชื่อมั่นในตนเอง กล้าหาญ กล้าตัดสินใจอะไร ๆ ได้เด็ดขาด ผิดกับเขาตอนเป็นสาว หัวอ่อน พ่อแม่จะให้แต่งงาน น้องก็แต่งตามใจ เฮ้อ! แต่ก็โชคดี ที่น้องเป็นคนอดทนมาก ๆ ชีวิตแต่งงานจึงได้อยู่รอดปลอดภัยมาถึงปัจจุบันนี้

รุ่งเช้า 12 กุมภาพันธ์ ปลุกเราตื่น 7.00 น. ก็เท่ากับเมืองไทยเรา 6.00น. ฉันกับน้องรินดา อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ลงมาที่ห้องอาหาร เพื่อทานอาหารเช้า เจอ พี่ ๆ ก็ทักทายสวัสดีกันไป แล้วก็แยกย้ายไปตักอาหารกันเป็นอาหารบุฟเฟ่ เหมือนกับทุกครั้งที่เราไปเที่ยวและกินอาหารเช้าที่โรงแรมนั่นแหละ จะต่างกันก็เพียงรสชาติเท่านั้น รายการอาหารไม่แตกต่างกันนัก ฉันทานข้าวผัดหน่อย ขนมปัง น้ำส้ม สลัดผัก แค่นี้ก็อิ่มแล้ว

รายการเที่ยวของเราวันนี้ คือ เดินทางไปเมือง ตากาไต (TAGATAY) ซึ่งต้องเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เมืองนี้ อยู่ทางตอนใต้ของเมือง มะนิลา ตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,250 เมตร มีภูเขาไฟ ตาอัล (TAAL VOLCANO) อยู่กลางทะเลสาบตาอัล เป็นภูเขาไฟที่เล็กและอันตรายที่สุด

ระหว่างทาง โทนี่ ได้บรรยายประวัติประเทศฟิลิปปินส์ให้พวกเราฟัง สภาพบ้านเมือง การกู้ชาติจากพวกมารุกราน หลาย ๆ ประเทศ เช่น โปตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา โดยมีบอลเป็นผู้แปลเป็นไทยอีกที ฉันไม่เขียนถึงนะคะ จะทำให้เรื่องยาวเกินไป อิอิ เรามาดูภาพสวย ๆ ระหว่างทางที่ผ่าน สภาพบ้านเมือง และจุดชมวิวที่เมือง ตากาไต ค่ะ







อยู่เที่ยวที่นี่น่าจะประมาณเกือบชั่วโมง ก็ถึงอาหารมื้อเที่ยงอีกแล้ว อาหารและบรรยากาศของร้านอาหารนี้ ก็ใช้ได้นะ ให้ทานสลัดผักด้วย คงเป็นร้านที่มีชื่อ มีอาหารบุฟเฟ่ที่มีคนภายนอกมาทานกันมากพอสมควร เราไม่ต้องไปตักอาหารเอง นั่งตามโต๊ะ มีพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ค่ะ ลองชมภาพซิคะ



บริเวณร้านอาหารนี้ มีสวนดอกไม้ เขาบอกว่าชื่อสวนพฤกษชาติ ซอนยา การ์เดนท์ ดูแล้วไม่กว้างใหญ่นัก ร่มรื่นด้วยพันธุ์ไว้ต่าง ๆ นานาชนิด มีทางเดินล็ก ๆ ให้ผู้เข้าชมเดินชมได้สะดวกสบาย มีซุ้มเล็ก ๆ จัดให้คู่บ่าวสาวมาถ่ายรูปคู่ด้วย ดูแล้ว ก็ไม่ได้งดงามอะไรมากนัก แต่พวกเรา ก็อดไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้ มาชมสวนกันดีกว่า ค่ะ







หลังทานอาหารมื้อเที่ยงแล้ว ก็ต้องเดินทางกลับกรุงมะนิลา ระหว่างทางกลับได้เที่ยวอีกหนึ่งแห่ง คือ สุสานมะนิลา อเมริกันเมมโมเรียล ด้วย (MANILA CEMETERY AND MEMORIAL) เป็นสุสานที่ทหารอเมริกาที่มารบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นสุสานทหารอเมริกันที่ใหญ่ที่สุด ภายในสุสานมีไม้กางเขนสีขาวสะอาดตาเรียงรายไปตามเนินหญ้าสีเขียวขจีสะอาดตาเหมือนดังผืนพรมสีเขียวผืนใหญ่ สุสานนี้มีเนื้อที่ 152 เอเคอร์ มีทหารซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร 17,200 คน ได้นอนเรียงราบไปตามเนินพรมสีเขียวดังกล่าว มีชื่อจารึกอยู่ที่รูปไม้กางแขน ฉันและเพื่อน ๆ ถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึกหลายรูป เป็นสุสานที่ร่มรื่น สะอาดสะอ้าน มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา และสิ่งปลูกสร้าง รูปปั้นต่าง ๆ ใกล้ ๆ กันนั้น เป็นสุสานของวีรชน หรือ ลีบีงัน นาง มางา บายานี ซึ่งแปลว่า เปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ข้าง ๆ หลุมศพของทหารนิรนาม เชิญชมค่ะ





ตลาดกลางมากาติ ก็ไม่ได้ไป เพราะกลัวจะไม่ทันไปดูการแสดง ได้แต่ผ่านไป เฉย ๆ ไปที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้และขนมแทน ฉันเดินหาซื้อของที่ระลึกที่เป็นของติดตู้เย็น ซึ่งจะทำเป็นสัญลักษณ์ของประเทศนั้น ๆ อันหนึ่งคิดเป็นเงินไทยเป็นร้อยบาททีเดียว เขาลดราคาให้บ้าง แล้วก็มีขนมที่มีชื่อของที่นี่ คือ มะม่วงอบ มีขนมหลายอย่าง แต่ฉันซื้อไม่มาก 2 ห่อเท่านั้น เพราะซื้อของในร้านน่าจะแพงกว่า ซื้อตามซุปเปอร์น่าจะถูกมากกว่า

อาหารมื้อค่ำวันนี้ เป็นอาหารแบบ ฟิลิปปินโน เช่น ให้หอย (มีสองฝา ไม่รู้เรียกชื่อว่ากระไร) คนละ 3 ตัวเล็ก ๆ (มาให้ 1 หม้อ แบ่งเฉลี่ยกัน อิอิ) แล้วก็มี ขาหมู ผักบุ้งไฟแดง ปูม้า กุ้ง กอยนางรม ปลา ปลาทอด ผลไม้ก็เหมือนของไทย ๆ เรา คือ แตงโม สับปะรด มะละกอ ลองชมภาพอาหารและการแสดงแบบพื้นเมืองได้เลยค่ะ







ระหว่างการแสดง ถึงช่วงกระโดดข้ามไม้ไผ่ไปมานั้น มีการเชิญชวนให้ผู้ชมขึ้นเวทีไปร่วมสนุกด้วย ส่วนผู้ชมด้านล่าง ก็ช่วยกันเชียร์ ช่วยกันลุ้น ให้ผู้เข้าร่วมสนุกกระโดดทัน ไม่โดนไม้ไผ่หนีบเท้าเอา เป็นที่น่าตื่นเต้นดี ค่ะ
การแสดงจบลง พวกเราก็กลับโรงแรมเดิม นอนพักผ่อนเอาแรงเที่ยวพรุ่งนี้ต่อ

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ เช้านี้ปลุก 6.30 น. ทานข้าวมื้อเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้ว ก็ออกรถเที่ยว สถานที่แห่งแรกก็คือ เที่ยวสวนไรซาล (RIZAL PARK) มีอีกชื่อหนึ่งว่า ลูเนต้า (LUNETA) เป็นส่วนหย่อมขนาดใหญ่ ของกรุงมะนิลา ภายในสวน เป็นที่ตั้ง อนุสาวรีย์ ของ โฮเซ ริซัล (JOSE RIZAL) คนนี้เป็นผู้นำในการปลดแอกฟิลิปปินส์จากสเปนในปี ค.ศ. 1896-1898 บริเวณเดียวกันนี้ ก็เป็นที่ที่ฟิลิปปินส์ประกาศอิสรภาพเหนืออเมริกาในปี ค.ศ. 1941 และอนุสาวรีย์นี้ ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นหลักกิโลเมตร สำหรับนับระยะถนนทุกสายบนเกาะลูซอนอันใหญ่โตของฟิลิปปินส์อีกด้วย

เรามีการถ่ายรูปหมู่อยู่ที่นี่กัน แล้วก็เดินชมบริเวณนั้นได้ไม่มากนัก เพราะเขาให้เวลาแค่ ครึ่งชั่วโมงมั้ง ได้แต่ถ่ายรูปกับรูปปั้นในสวน มีรถรางในสวนด้วย ก็ไปขอถ่ายด้วย ดอกไม้ในสวนไม่เห็นนะ มีแต่ต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ เท่านั้น ตอนนี้ แดดก็เริ่มร้อนมากขึ้น มาชมรูปที่ฉันนำมาฝากได้ค่ะ





จากนั้น ก็ไปเที่ยวที่ อินทรามูรอส (INTRAMUROS) สถานที่แห่งนี้ มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของกรุงมะนิลา มีลักษณะเป็นป้อมปราการและกำแพงเมือง สร้างเมื่อ ค.ศ. 1571 คนสร้างเป็ชาวสเปนที่มาสร้างอาณานิคมที่นี่ เพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึกและโจรสลัด ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนาและการค้า ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นศูนย์บัญชาการของอังกฤษและอเมริกา และถูกทำลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กลายเป็นเมืองร้าง ต่อมารัฐบาลมีการบูรณะให้มีสภาพดีขึ้นเหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ เมืองโบราณแห่งนี้ มีพื้นที่ ประมาณ 395 ไร่ ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐสูง มีผู้คนอาศัย โบสถ์ โรงเรียน มีที่คุมขังนักโทษด้วย ฉันได้เก็บภาพมาฝากหลายภาพ ค่ะ







จากนั้น มัคคุเทศก์ก็พาพวกเราไปเที่ยวที่โบสถ์ซานอะกุสติน (CHURCH OF SAN AGUSTIN) โบสถ์นี้ เป็นโบสถ์เก่าแก่ เป็นสถาปัตยกรรมทรงสเปนที่งดงามมากทีเดียว สร้างขึ้นใน ค.ศ.1587 เป็นหินอ่อนทั้งหลัง เป็นสิ่งก่อสร้างแห่งเดียวใน อินทรามูรอสที่ไม่ถูกระเบิดทำลายในช่วงสงคราม พวกเราเดินชมรูปปั้น รูปภาพบนฝาผนัง งดงาม โอ่อ่า และดูสงบ ร่มเย็น เหมาะสำหรับการมาซึมซับความสงบทางจิตใจได้เป็นอย่างดี ทีเดียว ฉันได้ถ่ายภาพสวย ๆ งาม ๆ ในโบสถ์มาฝากด้วย ค่ะ





หลังจากชมโบสถ์แล้ว ก็เป็นเวลาทานอาหารมื้อเที่ยง อาหารมื้อนี้ มีนักดนตรีมาบรรเลงเพลง ร้องเพลงให้โต๊ะอาหาต่าง ๆ ฟังด้วย



ทานอาหารเสร็จแล้ว มัคคุเทศก์ก็เอาพวกเราไปปล่อยไว้ที่ SM MALL OF ASIA ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย มีสินค้าแบรนด์เนมมากมาย แต่ฉันไม่ได้สนใจสินค้าเหล่านี้ ฉัน วัชรี พี่พึงใจ มุ่งไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อพวกช็อกโกแลต มะม่วงอบ สบู่มะละกอ ตามที่หาข้อมูลมาจากในอินเทอร์เน็ตว่าเป็นสินค้ามีชื่อของฟิลิปปินส์ ฉันซื้อสบู่เป็นสิบกล่อง ช็อกโกแลตอีก 5-6 กล่อง เจอบอลแนะนำให้ซื้อผงน้ำส้ม คนอร์ของฟิลิปปินส์ (บอลบอกว่า อร่อยกว่าคนอร์ของไทย ) ก็เลยซิ้อตามที่เขาแนะนำ เทเงินฟิลิปปินส์หมดเลย ต้องซื้อจากพี่พึงใจและจ่ายเขาเป็นเงินไทย ครั้งนี้ ฉันแลกเงินประเทศละ 3000บาทเท่านั้น ฝาก ผอ.นพ แลกด้วย ไม่ได้ไปเอง



ช้อปปิ้งเสร็จ ก็พาไปเที่ยว รีสอร์ท เวิร์ด์ มะนิลา ชื่อชะหรู นึกว่าจะให้เราไปเที่ยวในรีสอร์ท เปล่าเลยให้พวกเราเขาไปในบ่อน คาสิโน เหม็นบุหรี่ มาก มีแต่คนเข้าไปเล่นการพนัน ทั้งไพ่ ทั้งตู้หยอดเหรียญเล่น ที่เรียกว่า สล็อตแมชชิน (คงเขียนถูกนะ) กลิ่นบุหรี่ กลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปหมด น่าเวียนหัว หลาย ๆ คนอยากขึ้นรถกลับแล้ว เพราะไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ แถมมีมลพิษรอบกายอีก น่าจะผ่านไปครึ่งชั่วโมง รถก็มารับ ได้ข่าวว่า พรรคพวกเรามีบางคนไปเล่นเหมือนกัน ได้กำไรมาเป็นพัน สนุกสนารกันใหญ่ เขาไม่ให้ถ่ายรูปเหมือนที่ ลาสเวกัส เลยไม่มีรูปมาฝากค่ะ อิอิ

เราทานอาหารมื้อค่ำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง น่าจะเวลา 6 โมงเย็น แล้วก็ไปที่สนามบินเพื่อขึ้นเครื่องไปประเทศบรูไน

21.50 น. เราไปด้วยเครื่องบินบรูไน เที่ยวบิน B1 686 ใช้เวลาบินประมาณ สองชั่วโมง ก็ถึงประเทศบรูไน ในเวลา 23.55 น. กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็ใช้เวลาเป็นครึ่งชั่วโมง มัคคุเทศก์ ทางบรูไนท์มารับ เป็นผู้หญิงจีน น่าจะอายุไม่ถึง 30 ปี แนะนำชื่อว่า แคทตี้

กว่าจะถึงโรงแรม ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว โรงแรมที่เรามาพัก คือ ORCHID GARDEN HOTLE ถือเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ใช้ได้ มาถึงแล้ว เข้าห้องพัก รื้อเสื้อผ้าที่จะใส่พรุ่งนี้แขวนตู้ อาบน้ำกัน กว่าจะนอน น่าจะเกือบตีสองของที่นี่ ดีที่พรุ่งนี้ เขาจะปลุก 8 โมง ไม่ต้องตื่นเช้านัก

14 กุมภาพันธ์ 57

วันนี้เป็นวันดี เป็นวันแห่งความรัก ปีนี้ตรงกับวันมาฆบูชาอีกด้วย และตรงกับวันถึงแก่กรรมของพ่อฉันอีก ปีนี้เลยไม่ได้อยู่ไหว้พ่อ ให้เล็ก น้องสะใภ้พร้อมกับน้องชายมาไหว้พ่อเพียงลำพัง อิอิ

เช้านี้ ตื่นขึ้นมา อาบน้ำแต่งตัวไปทานมื้อเช้าประมาณ 9.00 น. อาหารที่โรงแรมนี้ ดีกว่าโรงแรมในฟิลิปปินส์ มีข้าวต้มกุ้ยด้วย กินข้าวเช้าเสร็จ ก็ขึ้นไปนอนต่อ เพราะวันนี้เป็นวันศุกร์ ร้านค้าต่าง ๆ ปิดตั้งแต่สิบโมงเช้า เพราะเป็นวันที่พวกมุสลิมต้องละหมาดใหญ่กว่าร้านค้าต่าง ๆ จะเปิดก็บ่ายกว่า ๆ ไปแล้ว การเที่ยวของเราจึงต้องเปลี่ยนโปรแกรมกัน

ประมาณ 11.30 น. ก็ทานอาหารมื้อเที่ยงในร้านอาหารโรงแรม เป็นพวกติ่มซำ อาหารจีน กินกันไม่ค่อยไหว เพราะมื้อเช้าเรากินกันสายนั่นเอง กินเสร็จก็ขึ้นห้องนอน เพราะนัดกันไปนั่งเรือชมหมู่บ้านกลางน้ำ 13.15 น.

หมู่บ้านกลางน้ำ หรือที่เรียกว่า กัมปงไอเยอร์ (KAMPONG AYER)เป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีศิลปะการสร้าง มีบ้านเรือนเป็นพัน ๆหลังอยู่ที่บริเวณปากแม่น้ำบรูไน มีการคมนาคม ที่แปลกตา ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงก้องไปทั่วโลก ชาวยุโรปที่มาพบหมู่บ้านนี้ ได้ขนานนามหมูบ้านนี้ว่า "เวนิชแห่งตะวันออก" มีทั้งหมด 42 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 30,000 กว่าคน ใช้เรือสปีดโบ๊ทแบบบรูไน (เรือไม้ติดเครื่องยนต์) รับผู้โดยสารในหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้ มีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร เหมือนชุมชนบนฝั่ง และถือเป็นไฮไลท์ของการมาท่องเที่ยวที่บรูไน ที่จะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชีวิตชาวมุสลิมในหมู่บ้านกลางน้ำ ธรรมชาติในท้องน้ำ ผืนป่าชายเลนใกล้หมู่บ้าน

มัคคุเทศก์แคทตี้พาพวกเรามาลงเรือที่ท่าน้ำ ต้องช่วยกันจูงและรับกันลงเรือ เพราะส่วนใหญ่สูงอายุกันทั้งนั้น ฉันลงเรือก่อน คอยรับมือของพี่ ๆ บางคน เช่น พี่ลาวัลย์ พี่พรรณี พี่อรสา เป็นต้น

เรือแล่นผ่านท้องน้ำ ผ่านหมู่บ้านกลางน้ำ สายน้ำ สายลมพัดผ่านมาทำให้สดชื่น มาได้สักพัก ก็ขึ้นฝั่งไปชมบ้านที่จัดไว้รับแขกท่องเที่ยว เขาจัดของว่างเป็นขนมท้องถิ่นและน้ำชาให้พวกเราทาน ตัวบ้านประดับด้วยรูปภาพ โต๊ะรับแขก มีห้องครัว ห้องน้ำ และที่สำคัญมีห้องที่จัดจำลองให้แต่งตัวเป็นสุลต่านกับพระมเหสีด้วย พวกเราก็เลยแต่งตัวถ่ายรูปกัน ง่าย ๆ ผู้ชายใส่หมวก ผู้หญิงใช้ผ้าโพกศีรษะที่เขามีไว้ สีสันสดใส สวยงาม ฉันก็แต่งบ้างเป็นสาวแขก ยืมตัวพี่กมลเป็นสุลต่าน อิอิ ชมภาพพวกเราได้ค่ะ



จากที่นี่แล้ว พวกเราก็นั่งเรือล่องไปตามลำน้ำ ซึ่งไม่ใหญ่มากนักสองข้างทางเป็นบ้านของชาวบ้าน เป็นป่าชายเลน มีต้นไม้มากพอควร แถวนี้ ที่ขึ้นชื่อและมัคคุเทศก์แคทตี้พามาชม ก็คือ ลิงจมูกโต ซึ่งเป็นลิงที่มีอยู่ในป่าแถวนี้ เห็นมันกระโดดไปมาตามกิ่งไม้ ต่าง ๆ แต่ไม่สามารถจะถ่ายรูปได้ เรือผ่าน มัสยิดทองคำ น่าจะเป็นที่เดียวกับพระราชวังสุลต่านเปลวแดดที่ส่องลงมากระทบหลังคาโดม ก่อให้เกิดแสงเจิดจ้า งดงามตระการตายิ่งนัก ฉันถ่ายภาพมาฝากไว้หลายรูปค่ะ ลองชมดูนะคะ







ขึ้นจากเรือแล้ว พวกเราก็ไปชมมัสยิดทองคำ (ฉันคิดว่า มัสยิดนี้น่าจะอยู่ในพระราชวังอิสตานา นูรุลอิมาน หรือพระราชวังสุลต่าน เพราะเราเข้าไปชมไม่ได้ ดูแต่ภายนอกเท่านั้น) พระราชวังนี้ เป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่ากว่า 422 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เป็นที่ประทับของสุลต่านองค์ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน ริมแม่น้ำบรูไน มีเนื้อที่ใช้สอยทั้งหมด 200,000 ตารางเมตร ในวังมีห้องทั้งหมด 1,788 ห้อง ห้องน้ำ 257 หัอง ห้องจ้ดเลี้ยงจุได้ครึ่งหมื่น มีมัสยิดรองรับกว่า 1,500 คน มัสยิดทองคำ เป็นมัสยิดสง่างามและศักดิ์ของชาวบรูไน วัสดุที่นำเข้ามาก่อสร้าง ตบแต่งมากจากทั่วทุกมุมโลก เช่น หินอ่อนจากอิตาลี หินแกรนิตจากเซี่ยงไฮ้ กระจกแต่งบานหน้าต่างจากอังกฤษ และพรมชั้นหนึ่งจากเบลเยี่ยมและซาอุดิอารเบีย สร้างเสร็จในปี 1994 ใช้เวลาสร้าง 7 ปี พวกเราถ่ายรูปอยู่ด้านนอกของวังได้เท่านั้น





แหล่งช้อปปิ้งที่บรูไน ที่มีชื่อ คือ ช้อปที่ ย่าย่าซัน ฉันกับวัชรีและพี่พึงใจ ไปเดินซื้อของกัน ฉันได้รองเท้ามา 1 คู่ ไม่ได้อะไรมาก มีแต่ของแพง ๆ รองเท้าเหมือนลักษณะผ้าใบ ขนาดลดราคา แล้ว คิดเป็นเงินไทยยังต้ังเกือบพัน พอดีลองใส่ดูมันนิ่มดีก็เลยซื้อ ไม่งั้นเดี๋ยวเงินเหลือ อิอิ ส่วนน้องรินดา เขาชอบเดินช้อปคนเดียว บอกฉันว่า ไม่ต้องห่วงเขา



อาหารมื้อเย็นวันนี้ มีการจัดงานวันคล้ายวันเกิดให้กับสมาชิกที่เกิดในเดือนกุมภา ซึ่งมีทั้งหมด 3 คน คือ พี่อรสา พี่ประจักษ์ และคุณวัลลา พวกเรามีการจุดเทียนให้เป่าเทียนที่เค้ก มีของขวัญเล็กน้อยให้สมาชิก โดยมี ผอ.นพเป็นประธาน ชมภาพน่ารัก ๆ ได้ค่ะ



ทริปนี้ มีของแถมพาไปเที่ยวตลาดกลางคืนของชาวมุสลิมด้วย เจอคนไทยมาค้าขายด้วย



เย็นนี้ ยังเหลือเงินอีกหลายอัฐ วัชรี พี่พึงใจ จึงชวนกันไปช้อปที่เดอะมอลเพื่อดูว่า มีอะไรน่าสนใจ ก็ไปเจอคนไทยขายเสื้อผ้าอีก ก็เลยได้กางเกงมาคนละตัวเป็นกางเกงยีนยืด ส่งออกจากประเทศไทยด้วย อิอิ คุยกันถูกคอ ได้ลดเหลือตัวละ 10 เหรียญ ตกแล้ว 250 กว่าบาท เนื้อผ้าก็โอเค เป็นผ้ายืด เนื้อผ้าใช้ได้ ได้ไปคนละตัว ราคาที่กรุงเทพฯ ดูเหมือนจะแพงกว่านี้นิดหน่อย เคยถามมาเหมือนกัน

ขณะที่เดินคุยกันไป ดูของกันไป ก็มีน้องคนหนึ่งวิ่งเข้ามาถามว่า คนไทยใช่ไหม ดีใจจังเลย หนูก็คนไทยค่ะ มาขายของอยู่ที่นี่ ดีใจจังเลย ที่ได้เจอคนไทยอีกแล้ว น้องคนนี้ชื่อเล็ก น่ารักมาก ช่วยแนะนำว่า ที่นี่ควรซ์้ออะไรบ้าง พาไปซื้อของในซุปเปอร์ ได้ถั่วปากอ้ามาถุงใหญ่ ได้เส้นหมี่ที่บอกว่าเหมือน ม่าม่า หรือ ยำยำ แต่เป็นของมาเลเซีย น้องเล็กบอกว่า อร่อยมาก พวกเราเลยซื้อยกลัง มาแบ่งกัน 3 คน น้องเล็กยังพาไปร้านขายของเครื่องแก้ว แนะนำให้ซื้อโถแก้วเล็ก ๆ น่ารัก ราคาไม่แพงนัก ไม่ถึงร้อยบาท ฉันเลยซื้อมา 4 โถ ต้องหอบขึ้นเครื่อง ไม่งั้นแตกแน่นอน ความมีน้ำใจของน้องเล็กยังไม่หมด อุตส่าห์ช่วยฉันหิ้วของมาส่งถึงหน้าห้องพักในโรงแรม ช่างมีน้ำใจงามจริง ๆ ได้ให้เบอร์โทรที่กรุงเทพฯและที่บรูไนไว้ เผื่อเรามาเที่ยวโทรหาเขาได้ เขายินดีพาพวกเราเที่ยว พวกเราเลยขอให้เขาถ่ายรูปกับพวกเราเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยค่ะ

width='450' height='450' border=0>

คืนนี้ต้องจัดกระเป๋าให้เรียบร้อย เพราะพรุ่งนี้ เราต้องกลับเมืองไทยแล้ว น้องรินดาห่วงใยฉันว่า อย่าได้เอากระเป๋าเล็กขึ้นเครื่องเลย จะลำบากเปล่า ๆ ถ้าน้ำหนักเกิน ก็มาเฉลี่ยน้ำหนักกับเขาได้ เพราะเขาไม่ได้ซื้ออะไร น้ำหนักเหลือแน่นอน ฉันก็ได้แต่ขอบใจเขาและซึ้งในความมีน้ำใจของเขา กว่าจะนอนคืนนี้ ก็ดึกพอควร พรุ่งนี้ ไม่ต้องตื่นเร็วนัก เพราะสถานที่เที่ยวมีน้อยแล้ว และเราจะเอากระเป๋าไว้หน้าห้องประมาณ 11.30 น.

15 กุมภาพันธ์ 57

วันนี้ทานข้าวเช้าแล้ว ยังมีเวลาว่าง มีเงินบรูไนเหลือ จึงไปเดินร้านในโรงแรม ได้เสื้อยืดมา 1 ตัว แม็กเน็ต ติดตู้เย็นมาอีก 4 อัน ก็ยังเหลืออีก หลายเหรียญเลยไปช้อปที่ร้านขายของกินเป็นถุง ๆ ราคาไม่ถึงเหรียญก็มี เพราะน้องรินดาไปซื้อมาแล้วเมื่อคืนนี้ ได้ขนมมาอีก 5-6 ถุง เงินเหลือไม่ถึงเหรียญ อิอิ สบายใจ

เช้านี้ฝนก็ตกเหมือนเมื่อวาน แต่ไม่แรงนัก มีเวลาเหลือ พวกเราเลยถ่ายรูปอยู่หน้าโรงแรม ลองชมดู ค่ะ



ได้เวลาออกจากโรงแรม เปลี่ยนเวลใหม่เป็น 11 โมง มั้ง ไปชม มัสยิด โอมาร์ อาลี ไซฟูดดิน เป็นมัสยิดที่เก่าแก่และเป็นที่เคารพของชาวบรูไน อยู่ใจกลางกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน มัสยิดหลังนี้ออกแบบและดำเนินการสร้าง โดยสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟัดดินที่ 3 พระราชบิดาของสุลต่านองค์ปัจจุบัน และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 พระองค์ได้รับยกย่องว่า เป็นสถาปนิกสมัยใหม่ของบรูไน

มาถึง ต้องให้เราสวมเสื้อชุดดำของเขาด้วย มัคคุเทศก์แคทตี้ก็บรรยายห้องต่าง ๆ ที่พาพวกเราไปชม บอลก็แปลบ้างไม่ได้แปลบ้าง ด้านบน เขาไม่ให้ถ่ายรูป ถ่ายได้เฉพาะด้านล่างเท่านั้น รองเท้าก็ถอดไว้ข้างบันได สถาปัตยกรรม สวยงามมาก ดูโอ่อ่า แคทตี้ บอกว่า พรมที่ปูในห้องละหมาด ซื้อมาจากประเทศไทยด้วยนะ มาชมรูปที่ฉันถ่ายมาฝากค่ะ







ถ่ายรูปกันแล้ว ฝนหยุดตกแล้ว มีแต่ละอองฝนนิดหน่อย มาที่บรูไน ไม่สนุกนักเจอฝนทั้งสองวัน แถมเจอวันศุกร์อีก ซึ่งเป็นวันที่ชาวมุสลิมต้องมีการละหมาดใหญ่ สถานที่ ต่าง ๆ จึงเปิดเอาช่วงบ่าย เสร็จจากการชมมัสยิดแล้ว ก็ถึงเวลาข้าวเที่ยงอีก ระหว่างทางฉันก็ถ่ายรูปสภาพถนนหนทางของเมืองหลวงบรูไนให้ชมเสียหน่อย รถของเขาไม่มากนัก เพราะประชาชนยังมีน้อย 370,000 คน เท่านั้น มีชาวมาเลย์มากที่สุด



แหล่งสุดท้ายที่เราไปเที่ยวชม ก็คือ พิพิธภัณฑ์ โรยัลเรกกาเลีย (THE ROYAL REGALIA BUILDING) พิพิธภัณฑ์นี้ ได้รับการโหวตจาก 8 ประเทศในอาเชี่ยนว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าชมมากที่สุด เป็นที่รวบรวมสิ่งของ เครื่องใช้ขององค์สุลต่าน เช่น เครื่องทรงทองคำในวันเสด็จขึ้นครองราชย์ มงกุฏทองคำ และเครื่องบรรณาการจากประเทศต่าง ๆ เช่น งาช้าง มีดสั้น ดาบยาว ภาพเขียน แก้วคริสตัล กฎที่นี่เข้มงวดมากพอควร ห้ามถ่ายรูป ถ่ายได้เฉพาะด้านล่างเท่านั้น กระเป๋าเงิน กล้อง ต้องฝากเขาไว้ เขาจะมีลังพลาติก ให้พวกเราใส่กระเป๋า กล้องถ่ายรูปไว้ รองเท้าต้องถอดไว้ตามที่วางรองเท้า ห้องต่าง ๆ ที่ แคทตี้พาไปชม มีมากมายหลายห้อง ล้วนแต่สวยงาม อลังการ ทั้งเครื่องแต่งกาย เครื่องบรรณาการต่าง ๆ ที่มาจากประเทศต่าง ๆ ที่จัดแสดงไว้ในตู้กระจก พร้อมกับบอกที่มาด้วย เสียดายที่เขาห้ามไม่ให้ถ่ายรูป เลยไม่มีภาพมาฝาก นอกจากภาพชั้นล่างเท่านั้น ค่ะ





ที่จริง ยังขาดอีกแห่ง คือ บรูไนมิวเซี่ยม แต่เนื่องจากฝนตก เลยไม่ได้ไป ทุกคนอยากกลับบ้านกันแล้วมั้ง ได้แต่วนรถดูเท่านั้น อาหารมื้อเย็นนี้ต้องไปทานกันบนเครื่องบิน

มาถึงสนามบินของบรูไน คนเยอะมาก ต้องทำการชั่งน้ำหนักกระเป๋า ของฉันเกินไปสัก 2-3 กิโล โหลดไปทั้งสองใบตามที่น้องรินดาบอก เฉลี่ยกับของน้องเขาก็พอดีไม่มีปัญหา เครื่องแก้วหิ้วขึ้นเครื่องไปอย่างเดียว ขนาดที่รอขึ้นเครื่อง สมาชิกบางคนก็แลกอีเมลกัน คุยกันไป พวกเราชาวบางแสน มีโอกาสได้ถ่ายรูปหมู่กันอีกครั้งหนึ่งไว้เป็นที่ระลึก พี่ ๆ ทุกคนน่ารักมาก ถือเป็นความทรงจำที่ดีอีกครั้งหนึ่งของชีวิต



เครื่องบินลงที่สนามบินสุวรรณภูมิประมาณสองทุ่มตามเวลาที่กำหนดไว้ ทุกคนรับประเป๋าและล่ำลากันเพื่อกลับบ้านพักผ่อนกัน และหวังว่า พวกเราจะได้กลับมาเจอกันใหม่ในทริปหน้าต่อไป น้องรินดา เข้ามากอดฉัน ขอบคุณฉันที่ให้ความรัก ความเป็นกันเองกับเขา มาตลอดระยะเวลาที่เราเป็นเมดห้องเดียวกัน ฉันก็ต้องขอบใจเขา ที่เขาให้ความรัก ความเคารพและไว้วางใจได้ระบายความในใจของเขาให้ฉันรู้ ฉันจึงมีโอกาสได้ปลอบโยนเขาและให้ข้อคิดแก่เขา เขาบอกว่า เขาเจอฉันแล้ว เขารู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ ฉันก็ดีใจที่ได้น้องใหม่ที่น่ารักเช่นกัน ในโลกนี้ ฉันคิดว่า จะหามิตรภาพดี ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่หาได้ง่ายนัก นับว่าเป็นความโชคดีของฉันและเขาที่มีโอกาสได้พบกันและเข้าใจในมิตรภาพที่ดีงามเช่นนี้

ฉันโทรหาเม้ง เหลนของฉัน ซึ่งนัดให้มารับฉัน เม้งมาตรงเวลาดี ฉันเข็นกระเป๋าด้วยรถของสนามบินมาออกประตูที่เท่าไรก็จำไม่ได้แล้ว เม้งมาช่วยยกกระเป๋าไว้ด้านหน้า ให้ฉันนั่งข้างหลังจะได้นั่งได้กว้างและสบาย วันนี้เข็มและเหลนแพรไม่ได้มาด้วย ไปอยู่บ้านแม่ของเข็ม เรามาถึงบ้านประมาณ สามทุ่มได้ รื้อกระเป๋า เอามะม่วงอบและช็อกโกแลตฝากเม้งไปทาน เม้งลากลับ เพราะบ้านไกลอยู่ถึงเมืองนนท์ จึงไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก

ความสุข ความสนุกสนานที่ฉันได้เดินทางท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ก็ได้จบลงไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว ความสุขเหล่านี้ ก็พอจะช่วยให้ชีวิตที่ค่อนข้างเงียบเหงาและโดดเดี่ยว มีชีวิตชีวามากขึ้น มีเรื่องราวมาเขียน มาเล่าให้เพื่อนชาวบล็อก ลูกศิษย์ลูกหาได้อ่าน จะสนุกหรือไม่ ฉันก็สุดจะคลาดเดาได้ คิดว่า อย่างน้อย ๆ ก็ได้เห็นภาพสวย ๆ งาม ๆ ที่ฉันถ่ายมา ฝากน่ะนะ อิอิ แต่ก็เป็นความตั้งใจเขียนอย่างเต็มความสามารถ คิดแค่นี้ เราก็มีความสุขแล้ว มิใช่หรือ อิอิ แล้วเราคงได้พบกันใหม่อีกนะคะ ถ้าชีวิตนี้ยังได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวต่อไปในโลกกว้างค่ะ

สวัสดี ค่ะ



Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2558 15:54:19 น.
Counter : 2822 Pageviews.

3 comments
  
แวะมาสวัสดีค่ะอาจารย์
สบายดีนะคะ
ขอแวะมาตามอาจารย์ไปเที่ยวฟิลิปปินส์ & บรูไนด้วยค่ะ น่าไปนะคะ

ปีที่ผ่านมา งานยุ่งเยอะแยะ ไม่มีเวลาได้มาชิล ชิล ละเลียดไปกับการท่องเที่ยวในบล็อคเลย
แต่จะพยายามกลับสู่วงการอีกครั้งเร็วๆ นี้ เพราะมีเรื่องราว & สถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่อยากแลกเปลี่ยนค่ะ
โดย: Ezy-SeaHill วันที่: 5 มีนาคม 2557 เวลา:17:22:12 น.
  

อุ้มแวะมาส่งรูปค่ะอาจารย์


Like ให้เป็นคนที่ 1
ตามอาจารย์ไปเที่ยวฟิลิปปินส์และบูรไน
อุ้มขอตามไปด้วยคนนะคะ

โดย: อุ้มสี วันที่: 6 มีนาคม 2557 เวลา:2:04:26 น.
  

อ้าว....อุ้มลืมแก้ไขตัวเลขค่ะ
ขออภัยมา ณ โอกาสนี้นะคะ
ต้อง Like ให้อาจารย์เป็นคนที่ 3
โดย: อุ้มสี วันที่: 6 มีนาคม 2557 เวลา:2:07:32 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments