Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
14 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
กรณีหนังไทยที่ถูกเซ็นเซอร์..คนไทยใช้อารมณ์ตามกระแสกันเกินไปหรือเปล่า

ได้มีโอกาสโฉบไปในห้องเฉลิมไทย เห็นกระทู้แนะนำเรื่องปัญหาการเซ็นเซอร์.. ยึดฟิล์มของหนังเรื่อง แสงศตวรรษ ของ ผู้กำกับอภิชาติพงศ์ (เจ้ย) ด้วยบรรยากาศที่ดูฮ็อตกระหน่ำกว่าสงกรานต์ปีนี้ ก็ให้รู้สึกงงๆ อยู่ ….

ความรู้สึกแรก...คือ..ตกลงหนังมันมีปัญหาเรื่องอะไรกันแน่??

หลังจากอ่านกระทู้จนตาลาย ก็เห็นมีแต่บรรดาแฟนคลับเข้ามาแสดงความเคียดขึ้งถึงขั้นด่าพ่อล่อแม่กองเซ็นเซอร์ไปยันกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งๆ ที่ 99 % ยังไม่มีใครได้ดูหนังเรื่องนี้สักคน...

ก็มีบางคนไปควานข้อมูลมาโพสต์ประมาณว่า มีอยู่ 4 ฉากที่ต้องถูกตัด..บลา บลา... โดยอธิบายคร่าวๆ ซึ่งก็คงตัดสินอะไรไม่ได้ เนื่องจากหนังแต่ละเรื่องมันมีประเด็นการนำเสนอที่แตกต่างกัน ด้วยเจตนาที่แตกต่างเช่นกัน..
จะมาดูแค่ฉาก 4 ฉาก ก็คงบอกไม่ได้ว่าควรตัดหรือไม่ควร ก็คงต้องดูให้เข้าใจทั้งเรื่อง...

ก็เลยหันไปถามเพื่อนในวงการ พาลแว่วๆ มาว่า มันกลายเป็นไม่ใช่แค่หมิ่นสถาบันแพทย์ หรือสถาบันศาสนา แต่หากมันไกลไปจนถึงสถาบันสูงสุดที่คนไทยนับถือ ก็เลยยิ่งเง็งเพิ่มไปอีกว่า..อารายมันจาขนาดน้าน..

เรื่องของเรื่อง..ก็เพราะยังไม่ได้ดูนั่นแหละ... พูดไปก็เหมือนพายเรือในอ่างจากุซซี่

เขาก็บอกต่อว่านั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งของการต้องยึดฟิล์ม ซึ่งหากต้องเป็นความกัน ทางกองเซ็นเซอร์จะต้องมีหลักฐานในการที่จะสู้คดี คือ ก็อปปี้หนังนั้นต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ครบถ้วน เพราะหากถ้าคืนกลับไปอาจจะเกิดปัญหาการตัดทอนแก้ไข... ฟังดูมันก็น่าเป็นกฏเกณฑ์ที่เขาต้องทำกันมา (นานแล้ว)

แล้วเราเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้สร้าง (หรือแฟนคลับ) ต้องเดือดร้อนอะไรมากมายกับก็อปปี้นั้น เพราะตนเองก็ยังคงมีต้นฉบับที่ใช้พิมพ์ฟิล์มอยู่ และหนังก็ฉายมาแล้วหลายประเทศรอบโลก

ที่น่าสังเกตคือ สมาคมภาพยนตร์ในประเทศไทย ดูเหมือนจะไม่มีใครจะเข้ามาเป็นตัวแทนในการเจรจา หรือ take action แต่ประการใด ฟังข่าวแมงเม้าท์ทั้งหลาย ก็ประมาณว่า ผู้กำกับอินเตอร์แกไม่ค่อยมีความสัมพันธ์อันดีกับสมาคมหนังไทยๆในบ้านเราเท่าไร....อันนี้ก็มิทราบได้

พอเข้าใจอยู่ว่าหนังแนวอินดี้นี้มักจะมีประเด็นการนำเสนอที่คาบลูกคาบดอกอยู่เสมอ แม้กระทั่ง สุดเสน่หา ของผู้กำกับคนเดียวกันซึ่งเซอร์ๆ และฮาร์ดคอร์ด้วยฉากร่วมรักอันโจ่งแจ้งระหว่างป้ากับคนขับรถอ้วนๆ ขนาดนั้น..ก็ยังมีแผ่นวางขายตามท้องตลาดทั่วไป หากแสงศตวรรษนี้ถูกเซ็นเซอร์ ก็คงน่าจะมีประเด็นอะไรบางอย่างที่ sensitive อย่างมั่กๆ

แล้วกองเซ็นเซอร์ก็ทำตัวเอี้ยมเฟี้ยม ไม่เห็นออกมาแถลงอะไรให้เข้าใจเป็นเรื่องเป็นราว ปล่อยให้เป็นปริศนาอักษรไขว้ ให้ชาวบ้านออกมาฟัดกันเองในเว็บ จนกลายเป็นสงครามอารมณ์กันมากกว่าเหตุผล

ที่น่าสนใจกว่าประเด็นเซ็นเซอร์ คือ..ทำไมชาวพันทิพเราถึงช่างจะเจ้าอารมณ์ฟุ่มเฟือยกันขนาดนั้น การออกความเห็นแบบคนที่มีการศึกษา พูดจาภาษาดอกไม้ใส่กันมันไม่มันสะใจหรือกระไร คนที่มีความเห็นต่างไปจากกระแสที่โหมอยู่ ก็ประมาณอาจถูกรุมจนแบนคาบอร์ดไปได้ง่ายๆ

เหมือนกับว่า ถ้าไม่ตอบกระทู้แบบเหน็บแนม ประชดประชัน ขย้ำกันเลือดซิบ อาจจะนอนไม่หลับ...สงสัยเข้าข่าย S&M...(ต้องไปเปิดตำราจิตเพศเอานะจ๊ะ หุๆๆ)

เหมือนอย่างในห้องแจ๊สส์ ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของคนที่มีสุนทรีย์ทางดนตรี ก็เคยเป็นสนามรบกันมาแล้วด้วยเหตุแห่งอัตตาอันล้นเกินขนาดของผู้ที่ (คิดว่า) รอบรู้ดนตรีไปหมดทุกเรื่องในโลกนี้ แล้วมองคนที่คิดไม่เหมือนกันกลายเป็น “สัตว์ประหลาด” (คนละเรื่องเดียวกันกับหนังของคุณเจ้ยจ้ะ)

อะไรๆ มันก็คงต้องรอให้ข้อเท็จจริงมันเฉลยตัวเองออกมา ก็ได้แต่หวังว่าคงจะมีโอกาสได้ดู แสงศตวรรษ ครบถ้วนทั้งเรื่อง (หรอกนะ)... เหมือนกับที่เราเคยกังขากับหนัง Anna and the king มาก่อน ว่าทำไม๊..ถึงต้องซีเรียสขนาดห้ามฉาย พอได้ไปดูเข้าจริงๆ ก็ถึงบางอ้อว่า เออ... มันก็สมควรอยู่หรอก ประเทศกรูไม่ได้ดูขนมผสมน้ำยาขนาดนั้น...



Create Date : 14 เมษายน 2550
Last Update : 14 เมษายน 2550 23:19:47 น. 30 comments
Counter : 1387 Pageviews.

 
สรุปแล้วอยากดูครับพี่หมี อยากดูแบบครบ ๆ ด้วย แต่เมื่อไหร่ไม่รู้นี้สิ

อย่าง Anna and the King ผมก็ได้ดูแล้วเหมือนกัน รู้สึกว่าอุบาทว์ไปหน่อย ทำรำไทยโมเดิร์นไม่สวยเลย


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 14 เมษายน 2550 เวลา:21:13:20 น.  

 
เห็นด้วยกับจขบ.ว่าคนที่โพสๆกระทู้กัน บางทีก็ใช้อารมณ์และถือ ego มากเกินไป อย่างเรื่องเซ็นเซ่อร์หนังแสงศตวรรษนี่ไม่ถึงกับต้องด่าทอใช้ถ้อยคำรุนแรงขนาดนั้นเลย ไม่ว่าใครจะผิดใครจะถูก ใครจะเห็นด้วยหรือใครจะไม่เห็นด้วย ก็น่าจะแสดงความคิดเห็นกันดีๆแบบสุภาพชนก็ได้นี่ครับ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ จึงตอบไม่ได้(แบบเต็มปาก)ว่าสมควรหรือไม่สมควรที่หนังโดนตัด แม้โดยส่วนตัวแล้วจะเชื่อมั่นในตัวพี่เจ้ยว่าคงไม่ทำอะไรเกินเลยลงไปในหนังที่เรียกว่าเป็นลูกของเขาเอง พอๆกับที่เชื่อว่ากรรมการเซ็นเซ่อร์ก็คงทำหน้าที่ของเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจเห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ ปัญหามันจึงอยู่ที่ทัศนะที่มันแตกและต่างกันของคน 2 กลุ่มเท่านั้นเอง

แต่ที่ผมร่วมลงชื่อให้มีการเปิดเสรีทางสื่อนั้น มาจากเรื่องก่อนๆมากกว่าครับ ประสบการณ์ทำให้ผมตั้งขอสงสัยวิจารณญาณของเกณฑ์การเซนเซ่อร์บ้านเราว่าดีพอแล้วหรือยัง แต่ที่ว่ามานี่ไม่ได้แปลว่าผมสนับสนุนการเปิดเสรีทางสื่อแบบ 100% นะครับ คิดว่ายังไงการควบคุมสื่ออยู่บ้างก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น เหมือนที่ผมไม่เคยเห็นด้วยกับระบบตลาดเสรีหรือ free market แบบเต็มสตรีม

ผมไม่รู้หรอกว่าถ้าเปลี่ยนระบบเป็นเรตติ้งแล้วมันจะทำให้สมดุลระหว่างเสรีกับการควบคุมสื่อมันดีขึ้นหรือเปล่า ผมบอกได้แต่เพียงว่าผมหมดศรัทธากับการเซ็นเซ่อร์ของบ้านเราแล้วล่ะครับ


โดย: Kino (das Kino ) วันที่: 14 เมษายน 2550 เวลา:22:45:35 น.  

 
ผมไม่ได้ดูหนังไทยมากนัก แต่ว่าก็ดูเรื่อย ๆ นะครับ บ่อยครั้งที่สงสัยว่า ทำไม ฉากหรือคำพูดในหนังเหล่านั้นไม่ถูกตัดออก หยาบคายเหลือล้ำ หยาบคายฟุ่มเฟือย หลายคายเกินกว่าสมจริงตามเนื้อหา หรือว่าโป๊หลุดรุ่ย จนคาบเส้นลามก อันนี้จะเห็นได้ว่า กรรมการเซนเซอร์ ก็ต้องใจกว้างพอสมควร

หนังไทย ที่หวาด ๆ กันว่าจะโดนเซ็นเซอร์ ในช่วงไม่นานนี้ ก็ยังผ่านมาได้ ยังไงเราจะวิจารณ์เหตุการณ์ ก็ต้องอย่างที่พี่หมีบางกอกสะกิดไว้ มันต้องมีอะไรแน่ ๆ อย่าเพิ่งรีบก้าวขาขึ้นเรือนะครับ เดี๋ยวเรือที่เลือกน่ะ มีรูรั่ว จะต้องไปว่ายน้ำเข้าฝั่งกันให้วุ่น


โดย: Baconbkk IP: 203.156.84.220 วันที่: 14 เมษายน 2550 เวลา:23:36:54 น.  

 
ขออนุญาตตอบบางส่วนตามที่พอรู้มา

อันที่จริงหนังที่เข้าฉายในเมืองไทย โดยเฉพาะหนังไทย เกือบทุกเรื่องมีปัญหากับเซ็นเซอร์

มีหนังเรื่องหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน เป็นหนังเด็กที่ยอดนิยม แต่ใครจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้ ครั้งหนึ่ง เคยมีปัญหากับกองเซ็นเซอร์ เนื่องมาจากมีฉากเด็กพูดจาหยาบคาย แต่หนังก็ออกฉายได้ด้วยเหตุผลบางประการ ที่เราคงพอเดาได้

หนังไทยที่เพิ่งฉายบิ๊กซีนีม่าไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เคยมีปัญหาเรื่องคำหยาบคาย โดยเฉพาะคำว่าหอย ที่สุดท้ายผ่านการพิจารณา เพราะผู้กำกับอ้างว่า หอยเป็นคำที่ใช้เรียกเงินในสมัยโบราณ

หนังเด็ก ที่ได้รับคำชมมากเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีปัญหากับเซ็นเซอร์เรื่องเด็กพูดจาหยาบคาย และพฤติกรรมของเด็ก ตอนแรกเกือบถูกสั่งให้ตัด จนต้องทำเป็นคำเตือนขึ้นก่อนชม

ที่จริงเรื่องนี้เป็นปัญหาของการไปทางตรง ส่วนหนึ่งเพราะความเป็นมือใหม่ ถ้ารู้จักไปทางอ้อมเสียแต่แรก ก็คงไม่เกิดปัญหาขึ้น แต่ทางเจ้าของหนังไม่ใช่คนที่ชอบไปทางอ้อม

เรื่องก๊อปปี้หนังที่ถูกยึด ก็เข้าใจทางผู้สร้าง เพราะฟิล์มนั้นเป็นสมบัติของทางผู้สร้าง ไม่ใช่สมบัติของรัฐ การสั่งปริ๊นท์ฟิล์มก็มีค่าใช้จ่าย ถ้าตัดลงไป ก็เท่ากับเป็นการทำลายทรัพย์สิน ในเมื่อเขาจะไม่ฉายอยู่แล้ว จะไปตัดของเขาออกทำไม

การฉายหนังเรื่องนี้ เท่าที่ฟังมาก็เข้าเนื้อตั้งแต่แรก ตอนแรกเขาจะไม่ฉายด้วยซ้ำ เหตุผลไม่ใช่อะไรเลย แต่เนื่องจากไม่มีผู้จัดจำหน่าย ผู้ร่วมทุนสร้างในไทยของหนังเรื่องนี้เข้าใจว่าได้ผิดตัวไปแล้ว และเขาเองไม่มีเงินขนาดที่จะฉายหรือทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้เหมือนหนังอื่นๆ หนังของอภิชาติพงศ์สองเรื่องก่อนขาดทุนตลอด

เรื่องแรกสุดสเน่หา ฉายประมาณห้าก๊อปปี้ ตอนนั้นหนังโดนตัดเช่นกัน แต่ผู้กำกับก็ไม่ได้โวย เพราะหนังไม่ได้สร้างมาโดยคำนึงว่าจะต้องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไป แต่เผอิญว่าหนังได้รางวัล จึงมีผู้จัดจำหน่ายในเมืองไทยซื้อหนังมาฉาย ซึ่งผู้กำกับไม่ได้ขัดข้องตรงจุดนี้

แต่สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากการฉายสุดเสน่หา คงเป็นรายรับในหลักแสนบาท ซึ่งต่ำกว่าจำนวนงบประมาณที่ใช้ในการฉายหนังเรื่องนี้ รวมไปถึงผู้กำกับก็ยังมีปัญหากับเจ้าของบริษัทผู้จัดจำหน่าย กลายเป็นเรื่องบานปลาย

วีซีดีสุดเสน่หา ฉบับไทย ถูกตัดทอนคล้ายที่ฉายโรง ฉากเลิฟซีนที่เห็นหลุดมา ไม่ได้หลุดมาเพราะผู้สร้าง เนื่องจากสิทธิหนังวีซีดี เป็นของบริษัทวีซีดี ที่ซื้อต่อมาจากบริษัทผู้จัดจำหน่าย และฉากดังกล่าว ก็หลุดมาแบบมีปัญหา เช่นเดียวกับวีซีดีหนังเกาหลีแนวอีโรติคเรื่องหนึ่งของค่ายดังกล่าว ที่มีฉากเลิฟซีนหลุดมาเช่นกัน ถ้าเราซื้อวีซีดีหรือดีวีดีของหนังเรื่องนี้ในล๊อตหลังๆ ก็จะพบว่า ไม่มีฉากเลิฟซีนดังกล่าวอีกต่อไป

สัตว์ประหลาดออกฉายโดยผู้ร่วมทุนสร้างของหนังในไทยเป็นผู้จัดจำหน่าย แต่การฉายหนังก็ขาดทุน ไม่คุ้มกับที่ลงทุนไปเช่นกัน จะพอได้คืนมาก็ตรงการขายลิขสิทธิ์วีซีดี แต่ไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่า

ขณะที่แสงศตวรรษ ได้ฉายภายใต้ความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย ที่ไม่ใช่ผู้จัดจำหน่ายมืออาชีพ เพราะหลายฝ่ายมองว่า อย่างน้อยๆ หนังก็ควรได้ฉายได้ดินแดนที่เป็นบ้านเกิดของมัน แม้ทุนสร้างของหนังเกือบทั้งหมด จะมาจากต่างประเทศก็ตาม การฉายหนังเรื่องนี้ในต่างประเทศ มีแต่เสียงชื่นชม และเขาชมมายังคนไทย ประเทศไทย ว่ามีความสามารถ ล่าสุดหนังก็เพิ่งได้รางวัลมาจากฝรั่งเศส

ส่วนเรื่องสถาบันที่ว่ามา มีข่าวพูดถึงในวงการอยู่ ไม่ทราบว่าใครเป็นคนปล่อยออกมา และไม่ทราบด้วยว่ามีเจตนาอะไร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่มีมูลมีความจริง เพราะดูหนังแล้ว (ดูในรอบเพรส ซึ่งมีคนดูมากมาย) ไม่มีฉากดังกล่าว
(และถ้ามีฉากแบบนั้น หนังคงไม่ใช่แค่ไม่ผ่านเซ็นเซอร์หรอก ป่านนี้ขึ้นหน้าหนึ่งไปแล้ว เพราะอย่าลืมว่าการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ กระทำที่กองปราบฯ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)

ขณะที่ฉากที่เป็นปัญหาสี่ฉาก ภาพไม่ได้ดูรุนแรงอะไรทั้งสิ้น เช่นฉากหมอจูบกันหรือกินเหล้าในโรงพยาบาล ซึ่งถ้าเอามาตรฐานเดียวกันมาวัด หนังกระสือวาเลนไทน์ มีฉากหมอกินเหล้า และหมอพยายามข่มขืนพยาบาลในโรงพยาบาล ดูรุนแรงกว่ามาก ส่วนเรื่องพระ โกยเถอะโยมก็ยังดูน่าเกลียดกว่าอีก

ตัวอย่างหนังเรื่องนี้ มีให้ชม ในอินเตอร์เน็ต สามารถหาดูได้ ซึ่งในตัวอย่าง ก็จะเห็นฉากที่โดนสั่งเซ็นเซอร์ ประมาณ สองฉาก ลองไปดูกันได้ ว่าสมควรถูกตัดหรือไม่

ซึ่งสาเหตุที่คนส่วนใหญ่จะมีอารมณ์กับเรื่องนี้ ก็คงเป็นเพราะเหตุนี้ ว่าหนังไม่ได้รับความยุติธรรมจากการเซ็นเซอร์ เพราะถ้ายึดเอาบรรทัดฐานเช่นนี้ หนังอีกหลายเรื่อง ก็จะต้องถูกตัด หรือฉายไม่ได้ แต่ปรากฏว่า หนังอีกๆหลายเรื่อง กลับฉายได้ โดยไม่ถูกตัดทอน


โดย: martini IP: 58.8.167.52 วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:0:55:42 น.  

 
ตามคำอธิบายของคุณ martini IP ถ้าเป็นตามนั้น ก็จะเห็นว่า 1) กรรมการ ฯ ยังใช้ตนเองตัดสิน เหมือนทีืทำมาโดยตลอด หรือ 2) มีอิทธิพลที่เกลี้ยกล่อมกรรมการฯ ให้กลั่นแกล้ง แล้วทำไมต้องกลั่นแกล้งกัน...หรือเป็นอะไรได้อีกครับ


โดย: baconbkk IP: 203.156.84.220 วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:1:39:36 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลความเห็นทุกท่านนะครับ โดยเฉพาะคุณ martini มีประเด็นน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ท่าทางคงเป็นคนในวงการ

แสดงว่าอาจยังมีวาระซ่อนเร้น Hidden Agenda อยู่ ที่มิอาจคาดเดา และเท่าที่อ่านความเป็นมาของหนังคุณเจ้ยตามที่เล่ามา ก็รู้สึกได้ถึงขบวนการนำเสนอที่ขาดการวางแผนการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม และ connection ที่ไม่ค่อยราบรื่นนักกับบรรดาผู้อยู่ในธุรกิจหนังเมืองไทย ซึ่งเรื่องพวกนี้ยังจำเป็นอยู่สำหรับวงการ (ไม่ว่าบ้านเราหรือต่างประเทศ) และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัญหาเล็กๆ เรื่องเซ็นเซอร์กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

ส่วนเรื่องมาตรฐานของวงการเซ็นเซอร์เมืองไทย ตราบใดที่ยังอยู่ในมือตำรวจ และยังไม่มีมาตรการเรื่องการจัดเรทหนัง ปัญหาก็ยังคงซ้ำซ้อนวนเวียนไม่รู้จบ ให้มีเรื่องบ่นว่าก่นด่ากันซ้ำซากอยู่นั่นแล้ว ก็สมควรที่จะผลักดันให้มีความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้เสียที

อาจเป็นโอกาสอันดี ที่มีปัญหาหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ช่วยจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการขึ้นมาก็ได้ใครจะรู้


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:2:10:58 น.  

 
ผมได้ดูหนังในรอบสื่อนะครับ

สำหรับ 4 ฉากนั้นผมคิดว่าไม่มีวัตถุประสงค์มุ่งร้ายใดๆ

ที่จริงแล้ว "แสงศตวรรษ" นำเสนอแง่มุมของพระและหมอในแนวมนุษยนิยมมากๆ ด้วยซ้ำ แต่อย่างที่เห็นกันว่าสังคมยกย่อง 2 สถานะไว้อยู่สูง

ส่วนเรื่องหมิ่นสถาบัน ไม่มีจ้ะ


โดย: merveillesxx วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:5:15:23 น.  

 
ผมก็ไปดูหนังรอบสื่ออยู่เรื่อยๆ แต่ว่าหนังรอบสื่อนี่ ก็ต้องเซนเซอร์มาแล้วไม่ใช่หรือครับ ไม่ว่าจะหนังเทศหรือหนังไทย


โดย: baconbkk IP: 203.156.84.229 วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:13:55:28 น.  

 
ไม่เสมอไป ว่าหนังรอบสื่อจะต้องผ่านเซ็นเซอร์มาแล้ว หนังบางเรื่องก่อนส่งเซ็นเซอร์ก่อน จึงฉายรอบสื่อมวลชน ซึ่ง

ซึ่งที่จริง ตามพรบ ก็ถือว่าไม่ถูกต้องตามกฏหมาย แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการเอาเรื่องหรือไม่ เพราะมันจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมากนัก ตราบเท่าที่หนังเรื่องนั้น ไม่ใช่หนังลามก หรือหนังที่ขีดต่อศีลธรรมอย่างรุนแรง

ถ้ามีปัญหาขึ้นมาจริงๆ กฏหมายระบุให้รับโทษ คือปรับ 100 บาท สำหรับคนฉาย และ 1000 บาท สำหรับเจ้าของหนัง ในกรณีที่ฉายหนัง ที่ยังไม่ได้ส่งเซ็นเซอร์

แต่ในระยะหลัง เข้าใจว่ามีการผ่อนปรนในเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลต่างๆ

ปกติแล้ว หนังจะส่งเซ็นเซอร์ก่อนเข้าฉายเพียงไม่กี่วัน ซึ่งเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ในการฉายหนัง บางครั้งเราไม่สามารถกำหนดได้ว่าหนังจะเสร็จเมื่อไหร่ เช่นหนังเรื่องนเรศวร ที่ทำเสร็จ ก่อนฉายรอบเพรสเพียงไม่นาน หรือถ้าเป็นหนังต่างประเทศ ก็มีกระบวนการของการส่งฟิล์มจากต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งเกิดความล่าช้า เมื่อมาถึง ก็ยังต้องมีกระบวนการอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อให้ออกฉายได้ ดังนั้นฟิล์มอาจจะเสร็จก่อนหนังฉายเพียงไม่กี่วัน

และในบางครั้ง หนังรอบสื่อ ก็ไม่ได้ฉายตัวที่ทำการเซ็นเซอร์แล้ว อย่างกรณีของหนังที่มีปัญหากับวิชาชีพวิชาชีพหนึ่ง เวอร์ชั่นที่ฉายรอบสื่อ ซึ่งฉายหลังจากมีคำสั่งให้เซ็นเซอร์และเปลี่ยนชื่อของหนัง เป็นเวอร์ชั่นเต็ม ที่ใช้ชื่อเก่า ซึ่งจะแตกต่างจากเวอร์ชั่นที่ฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไป ที่โดยตัดทอนภาพและเนื้อหาบางส่วนออก



โดย: martini IP: 58.8.167.52 วันที่: 15 เมษายน 2550 เวลา:15:28:31 น.  

 
โอ้ว ข้อมูลปึ๊กมาก


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 16 เมษายน 2550 เวลา:11:33:23 น.  

 
นั่นสิ...สงสัยจังว่าเป็นลูกน้อง M หรือกระไร หวังว่าคงไม่ได้ระหัส 00 นำหน้าหรอกนะ..

อยากทราบความเห็นตรงๆ เกี่ยวกับคณะกรรมการเซ็นเซอร์ชุดนี้หน่อยสิครับ แล้วสมาพันธ์ภาพยนตร์เนี่ยมีศักยภาพพอที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่...หรือว่า..ทุกอย่างมันกลายเป็นผลประโยชน์ไปหมดแล้ว?


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 16 เมษายน 2550 เวลา:13:28:33 น.  

 
ผู้ที่ได้ชมมาแล้ว ช่วยพรรณาฉาก 4 ฉาก ที่ว่ากันว่าเป็นต้นเหตุของการทำให้หนังถูกแบบ หน่อยซิครับ และหากทั้ง 4 ฉากโปร่งใส วิเคราะห์ให้ฟังด้วยก็จักเป็นพระคุณว่า ทางกรรมการฯ อาจจะมองเห็นจุดใดเป็นอย่างอื่นไป


โดย: Baconbkk IP: 203.156.84.114 วันที่: 16 เมษายน 2550 เวลา:19:28:44 น.  

 
ฉากทั้งสี่ มีภาพตัวอย่างให้ชม ที่ //www.thaiindie.com เลื่อนไปล่างๆ จะเห็น

หรือถ้าหาตัวอย่างหนังเรื่องนี้จากตามเว็บไซต์ดูได้ ในตัวอย่างหนังก็จะมีบางฉากที่ถูกเซ็นเซอร์

สำหรับความเห็นเกี่ยวกับคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ก็ต้องยอมรับตามตรง ว่าด้วยกฎหมายที่ใช้อยู่ในตอนนี้ มีช่องว่างมาก
เพราะกฎหมาย ไม่เคยระบุชัด ว่าภาพอย่างใด ที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี

ดังนั้น ถ้าเอาตามกฎหมายนี้ แม้แต่ภาพโชว์นม ก็อาจไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีได้ หากคณะกรรมการมีความเห็นเป็นเช่นนั้น

แต่ในทางกลับกัน สำหรับฉากเด็กต่อยกัน ถ้าคณะกรรมการมีความเห็นว่าขัดต่อศีลธรรมอันดี ก็สามารถเซ็นเซอร์ได้

คณะกรรมการเซ็นเซอร์มีหลายชุด ซึ่งต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน ถือว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติค่อนข้างใจกว้าง หนังหลายเรื่องจึงผ่านเซ็นเซอร์มาได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับการเซ็นเซอร์หนังแผ่น ที่ทำโดยกระทรวงวัฒนธรรม จะเห็นได้ชัดเจน ว่าหนังเรื่องเดียวกัน ผ่านเซ็นเซอร์ของตำรวจ แต่ไม่ผ่านเซ็นเซอร์ของกระทรวงวัฒนธรรม

หากหนังเรื่องใดๆจะมีปัญหา ส่วนมาก จะมีปัญหากับคณะกรรมการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตำรวจ เช่น คณะกรรมการจากกระทรวงวัฒนธรรม

แต่ถ้าถามว่าสมาพันธ์ภาพยนตร์มีความเห็นอย่างไรกับการเซ็นเซอร์ เขาต้องการการเซ็นเซอร์ระบบนี้ที่เราใช้กันอยู่มากกว่า เพราะทางสมาพันธ์ในปัจจุบัน ที่มีเสี่ย...อยู่เบื้องหลัง เขาเคยร่างกฏหมายใหม่ และเขาเป็นคนผลักดันว่าไม่เอาเรตติ้ง เขาต้องการการเซ็นเซอร์ แต่ขอให้เอาคนของสมาพันธ์ภาพยนตร์เข้าไปมากขึ้น จากเดิมที่เข้าไปหนึ่งคน ก็ให้เอาเพิ่มเป็นสาม เพราะเขากลัวว่า จัดเรทแล้วจะมีคนดูหนังน้อยลง

และที่ผ่านมา การเซ็นเซอร์ก็มีประโยชน์เหมือนกัน เป็นประโยชน์สำหรับค่ายหนังนี่แหละ แต่เป็นค่ายหนังที่ฉายหนังต่างประเทศ

ค่ายหนังส่วนใหญ่ มักไม่สนใจ ถ้าหนังของตัวเองจะโดนตัดหรือเบลอ

หนังบางเรื่องในสมัยก่อนที่เป็นหนังต่างประเทศ ที่ผู้จัดจำหน่ายในไทยเผลอซื้อมา หรือเป็นหนังแถมที่ผู้จัดจำหน่ายไม่อยากได้ จะถูกส่งไปเซ็นเซอร์เพื่อให้มีการตีกลับมาว่าไม่ผ่าน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น หากสัญญามีระบุไว้ ผู้จัดจำหน่ายหนังในไทยสามารถคืนหนังให้เจ้าของหนังที่ต่างประเทศ แล้วเคลมเงินคืนได้

ในกรณีที่หนังเรื่องหนึ่งถูกเซ็นเซอร์ แน่นอนว่าจะเป็นผลดีกับบริษัทที่ไม่ใช่เจ้าของหนัง เพราะหนังที่จะเข้าฉายแบ่งเปอร์เซนต์รายได้ จะหายไปหนึ่งเรื่อง

การเซ็นเซอร์ที่มีผลเสียต่อค่ายหนัง จะเกิดขึ้นเมื่อหนังเรื่องนั้นๆมีกระแสต่อต้าน และเป็นข่าวขึ้นมา

แต่โดยมาก บริษัทที่ทำธุรกิจนี้เป็นอาชีพ จะมีคนคอยทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ เช่นคอยไปคุย เอาน้ำใจเล็กๆน้อยๆไปให้ตามเทศกาลสำคัญ เป็นต้น

มีบางบริษัท ที่ส่งคนของตัวเองเข้าไปด้วย


โดย: martini IP: 58.8.172.100 วันที่: 16 เมษายน 2550 เวลา:22:19:01 น.  

 
โอ..พระเจ้าช่วยกล้วยทอด !!

ท่าทางมันจะลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่า Mission Impossible ภาค 4 บวก Tropical Malady อีกนิ...

แล้วการเปลี่ยนแปลงมันจะเกิดขึ้นได้ยังไงกันเนี่ย ตราบใดฟันเฟืองตัวสำคัญยังไม่อยากให้มีการจัดเรตเสียด้วยซ้ำ..

แสดงว่า.. connection ของคุณเจ้ยกับบริษัทหนังในนี้มีปัญหามากๆ (ตั้งแต่สุดเสน่หา? อย่างที่เล่ามา) พอเล่ารายละเอียดได้มั้ยครับว่ามันซีเรียสขนาดไหน?


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 17 เมษายน 2550 เวลา:10:05:02 น.  

 
เรื่อง connection ของตัวผู้กำกับหนังอาร์ต กับค่ายหนังในไทย มีปัญหาจริง รายละเอียดบางอย่างพอพูดได้ แต่บางอย่างก็ไม่สมควรพูด จะเล่าเฉพาะที่เล่าได้

สำหรับค่ายหนังหลายแห่ง เขาไม่สนใจหนังอาร์ต เพราะถึงจะเป็นหนังอาร์ต ก็ลงทุนเท่าๆกับ หรือมากกว่าหนังตลาดที่ฉายกันอยู่ดาษดื่น (เชื่อหรือไม่ ว่าหนังของผู้กำกับยอดนิยมท่านหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่าทำหนังปาดจัด กัดชาวบ้าน แม้จะมีการแอบอ้างว่าใช้ทุนนับ 30 ล้าน แต่จริงๆ บางเรื่องใช้ไม่ถึง 10 ล้านด้วยซ้ำ) แต่รายได้ของมัน ต่ำกว่าหนังพวกนี้ เพราะตั้งแต่ฉายหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่เคยมีเรื่องใด ทำรายได้เกิน 2 ล้านบาท เรื่องที่ทำรายได้สูงสุดของเขา คือหนังเรื่องที่สามซึ่งใช้ทุนหลายสิบล้านบาทในการสร้าง แต่ทำรายได้ 1.3 ล้านบาท

(ผู้กำกับท่านนี้ สร้างหนังมาสามเรื่อง เรื่องแรกเป็นหนังขาวดำที่ไม่ได้ฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไป)

เพราะฉะนั้น ค่ายหนังตลาดส่วนใหญ่ จะเพิกเฉยกับเขา

ขณะที่ค่ายหนังที่ซื้อหนังเรื่องที่สองมาจัดจำหน่าย ก็ซื้อมาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนซื้อหนังไม่ใช่เจ้าของบริษัท และในช่วงนั้นบริษัทพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นบริษัทที่ใหญ่และดีที่สุด ด้วยการซื้อตัวผู้กำกับชั้นแนวหน้าของเมืองไทยมาเป็นจำนวนมาก

หนังเรื่องนี้ ถูกซื้อมาฉาย และคนที่ซื้อหนังมาก็คงไปสัญญากับผู้กำกับว่าจะออกทุนสร้างให้หนังเรื่องต่อไปของเขา

ตัวเจ้าของบริษัทนี้ ไม่ใช่คนซื้อหนัง เขาจะดูแลเฉพาะการฉายและสร้างหนังไทย แต่เขายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ในวันที่มันถูกซื้อมา

แต่พอเขาได้ดู ก็เกิดไม่ชอบมันอย่างมาก และมีการโทรศัพท์ไปด่าผู้กำกับด้วยคำหยาบคาย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของบุคคลคนนี้ ที่นิยมใช้คำหยาบคายในการพูดจากับลูกน้อง

หลังจากนั้น ก็มีปัญหากันในทันที เพราะต้องยอมรับว่าผู้กำกับไม่ใช่คนประเภทยอม หรืองอมืองอเท้าเหมือนผู้กำกับคนอื่นๆ (ดูตัวอย่างได้จากกรณีหนังเรื่องล่าสุด ที่ผู้กำกับ และผู้จัดจำหน่าย ไม่ยอม จนทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่)

ซึ่งการที่เขาเป็นคนแรง บางครั้ง ก็ทำให้จากความไม่ชอบเฉยๆ การเป็นเกลียดมาก

และยิ่งหนังออกฉาย ทำรายได้ในหลักแสนบาท ทั้งที่ฉายห้าก๊อปปี้ ก็ยิ่งทำให้ผู้จัดจำหน่ายไม่พอใจ เพราะหนังห้าก๊อปปี้ อย่างเลวก็ควรได้เงินเกิน 1 ล้านบาท

ในขณะนั้น ผู้กำกับได้มีการเตรียมงานสร้างหนังเรื่องใหม่ไปแล้ว โดยเงินทุนบางส่วน ได้รับมาแล้วก่อนหน้าจากบริษัทนี้

แต่เมื่อเจ้าของบริษัทไม่พอใจ ก็เลยมีการขอเงินที่ได้ให้ไปแล้วคืน

ปัญหาก็ยิ่งบานปลาย มีการชี้หน้าด่ากัน สรุปคือสองคนนี้ ไม่มีวันเผาผีกันได้อีก อย่างน้อยก็ในระยะอันใกล้นี้

และก็รู้ๆอยู่ว่าบุคคลท่านนั้น เขาใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร ใครก็สกัดไม่ได้ ยิ่งในเวลานั้น ตัวเขาก็ยังอยู่ในตำแหน่งใหญ่ของวงการแบบเต็มตัว ไม่ได้ส่งนอมินีที่เป็นคนสนิทเข้ามาทำงานในแบบปัจจุบัน

นับแต่นั้น หนังของผู้กำกับคนนี้ ก็จะมีปัญหากับทุกกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลท่านนั้น เช่น หนังไม่อาจไปฉายในโรงหนังอาร์ตเฮ้าส์ของบริษัทนี้ได้จนถึงเดี๋ยวนี้ หรือ ในเทศกาลหนัง ที่หน่วยงานที่บุคคลท่านนี้ดำรงตำแหน่งนายกฯมีความเกี่ยวข้องด้วย หนังใดๆที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้กำกับรายนี้ ก็จะถูกกีดกันด้วยวิธีแปลกๆ เช่น หาว่าเป็นหนังถ่ายวิดิโอ เป็นวีซีดี ไม่ได้มาตรฐาน

ส่วนการเปลี่ยนแปลง ตอบยากว่าจะเกิดได้อย่างไร เพราะจากการประชุมครั้งล่าสุดถึงกฎหมายใหม่ เมื่อปีสองปีก่อน ทางกลุ่มสมาพันธ์ ส่งคนไปต้านระบบเรตติ้งถึงที่สุด

แต่ทางกระทรวงฯ ต้องการใช้ระบบเรตติ้ง แต่ปัญหาก็อยู่ตรงที่ ตามกฎหมายที่ร่างมา เป็นระบบเรตติ้งแบบ เซ็นเซอร์ก่อน แล้วจึงค่อยจัดเรต กล่าวคือ กฏหมายใหม่ มีหนังสี่เรต และเรตสุดท้าย คือหนังที่ห้ามฉาย ชี้ให้เห็นว่า หนังจะต้องถูกพิจารณาก่อนว่าฉายได้หรือฉายไม่ได้ แล้วจึงค่อยมีการนำมาจัดเรต

พูดง่ายๆคือกฎหมายจัดเรตแบบใหม่ อาจย้อนยุคไปยิ่งกว่าฉบับ 2473 เพราะมีการควบคุมมากกว่า และบทลงโทษสูงกว่า มีโทษปรับในหลักล้านบาท

ถ้าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ภาคประชาชนก็คงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากขึ้น เพราะกฎหมายใหม่ แม้จะมีการผลักดัน แต่ก็เป็นการผลักดันสมัยรัฐบาลก่อน พอมารัฐบาลชุดนี้ เรื่องจึงชะงักไป เพราะหลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต่อบ้านเมือง



โดย: martini IP: 58.8.173.205 วันที่: 17 เมษายน 2550 เวลา:14:27:01 น.  

 
อ่านเพลินเลย แถมได้ความรู้เยอะแยะเลย

ขอบคุณคนเขียน แล้วก็ จขบ ที่ชวนเข้ามาอ่านครับ


โดย: 16เมษา วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:12:11:27 น.  

 
นี่ขนาดเท่าที่เล่าได้นะ..แล้วไอ้ที่เล่าไม่ได้มันจะขนาดไหนกานน้า...เหอๆ

ความขัดแย้งมันยืดเย้อต่อเนื่องจนกลายเป็นเรื่องสงครามอัตตาไปเสียแล้ว อย่างนี้ วงการหนังไทยเราจะไปได้ถึงไหน...หากยังคงมัวมาถล่มกันเอง..

โดยเฉพาะเจ้าใหญ่มาเป็นเสียเอง เล่นบท lobby กีดกัน กลั่นแกล้งสารพัด น่าจะแยกแยะบ้างนะว่า เรื่องไหนส่วนตัว เรื่องไหนผลประโยชน์ส่วนรวม

หรือจะเรียกว่าเป็นกรรมเวรของคนดูหนังไทยกันเนี่ย ก็คงไม่แคล้วต้องวนเวียนกับวงจรอุบาทว์ของหนังผีซ้ำซาก..ตลกคาเฟ่ฝืดๆ..หรือกะเทยโลกแตก ฯลฯ

ไม่แปลกใจว่าทำไมผู้กำกับใหม่ๆ เก่งๆ แทบจะหาไม่ได้ เพราะโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาได้ในวงการมาเฟียนี้คงแทบไม่มี ตราบใดที่ไม่ทำหนังตามสูตรสำเร็จ (ของสารพัดเสี่ย..)

แล้วกระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่อะไรกันแน่ ถ้าเป็นเมืองนอกเขาคงมีทุนให้กับนักสร้างสรรค์ใหม่ๆ ผลิตงานเพื่อชื่อเสียงของประเทศกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ทราบหน่วยงานราชการจะใส่เกียร์ว่างไปนานอีกแค่ไหน..จนกว่าประเทศจะล่มจมหรือไง?

เคยเอาบทไปเสนอกับบางที่..ยังไม่ทันฟังคอมเมนต์ก็แทบเดาได้ถึงทัศนคติและวิสัยทัศน์ในการมองตลาด (ไม่ต้องห่วง..ยังไม่ถึงมือเสี่ยหรอก ยังไม่กล้าเอาประสาทตัวเองไปเสี่ยง..)

แล้วค่ายอย่าง GTH (หรือค่ายอื่นที่มีศักยภาพ) ล่ะครับ คุณ martini มองไว้ว่ายังไง? จะไม่สามารถเป็นทางออกให้กับผู้กำกับหนังอาร์ตได้บ้างหรือ? ขนาดไฟว์สตาร์ยังกล้าลงทุนกับเป็นเอกได้เลย...


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:13:47:26 น.  

 
ต้องยอมรับความจริง ว่าในเมืองไทย คนที่จะทำหนังอะไรที่แตกต่าง หรือทำหนังอาร์ตอยู่ได้ยากมาก

อย่างอภิชาติพงศ์ เขารวยรางวัล แต่เรื่องเงินทอง ค่อนข้างลำบาก หนังของเขาต้องใช้เงินทุนจากต่างชาติในการสร้าง

เพราะดังที่บอกไปข้างต้น ว่าค่ายหนังส่วนใหญ่ ไม่ยินดียินร้าย กับการสร้างหนังแบบนี้

สำหรับบริษัทใหญ่ อันที่จริงแล้ว ก็ต้องบอกว่าหากคุณอยากเสนอบทภาพยนตร์ล่ะก็ บริษัทนี้ เป็นบริษัทที่คุณเสนอบทแล้ว มีโอกาสจะได้สร้างมากที่สุด???

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบริษัทนี้ ยังใช้วิธีคิดแบบเก่าบางอย่างอยู่ กล่าวคือ ยึดตามความพอใจของท่านเจ้าของบริษัทเป็นหลักอันดับหนึ่ง ยังไม่ถึงขั้นมองการตลาดว่าช่วงนี้ควรสร้างแนวนี้ๆ ถ้าท่านเจ้าของบริษัทถูกใจคุณ หรือเขาเห็นว่าหนังของคุณทำเงินได้ หรือคุณมีความสามารถแบบสาลิกาลิ้นทอง หนังของคุณจะได้รับการอนุมัติในเวลาไม่กี่อึดใจ (แถมคำด่าหยาบคายสองสามคำ)

คุณอาจเห็นว่าหนังค่ายนี้บางเรื่อง ดูโลว์เกรด ไม่นาดู สร้างมาได้อย่างไร คำตอบก็อยู่ตรงที่ว่าถ้าคุณมีความสามารถด้านการพูดกล่อมคนอื่น คุณก็สามารถเป็นผู้กำกับหนังได้

แต่ถ้าท่านเจ้าของบริษัทไม่ถูกใจคุณ คุณอย่าได้ไปเสนอหน้าให้ท่านได้เห็น เพราะนอกจากคุณจะไม่ได้สร้างแล้ว คุณจะยังได้รับของชำร่วยกลับมาบ้านอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องเข้าใจไว้ก่อน ถึงรสนิยมของท่านเจ้าของบริษัท ว่าที่จริงหนังอ๊งหนังอาร์ต ท่านดูไม่เป็นหรอก หนังอาร์ตต่างประเทศของค่ายท่าน คนที่ซื้อมาคือพนักงาน แถมหลายเรื่อง ก็เป็นหนังที่แถมมากับหนังใหญ่ๆ

รสนิยมของท่านเป็นอย่างไร ท่านชอบเปิดหนังแบบไหน ก็ดูได้จากหนังค่ายนี้ ว่ามีเรื่องอะไร แนวไหนในแต่ละปี

และถึงคุณจะพอหลอกๆ เสนอหนังของคุณจนผ่านไปได้สร้างเสร็จ แต่ถ้าสร้างเสร็จเมื่อไหร่ ท่านขอดู แล้วพบว่า คุณทำหนังไม่ตรงกับใจที่ท่านคิด หนังออกมาท่านดูแล้วไม่ชอบ ไม่สนุก ไม่ถูกใจ หรือคุณทำหนังไม่ตรงตามคำสั่งของท่าน เช่นท่านสั่งให้ทำหนังผีตลก คุณดันไปทำหนังผีดราม่าน่าเบื่อ

หนังของคุณ ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้ฉาย โดยไม่ต้องไปถึงกองเซ็นเซอร์ เพราะท่านจะเซ็นเซอร์หนังของคุณเอง

เวลานี้ มีหนังในกรุของค่ายนี้สองสามเรื่อง ที่เข้าข่ายนี้ คือท่านไม่ให้ฉาย เพราะไม่ถูกใจ หนังจะฉายได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขให้ถูกใจท่าน

(อย่างไรก็ตาม หนังในกรุพวกนี้ ก็ไม่ใช่หนังที่น่าดูอะไรมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว)

ตัดกลับมาที่อีกค่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นค่ายที่คนดูหนังชื่นชอบ

ถามว่าค่ายนี้สร้างหนังเป็นอย่างไร ส่วนตัว ขอบอกว่าค่ายนี้สร้างหนังได้ในระดับกลางๆ คือไม่ดีมาก แต่ก็ไม่แย่

แต่หนังที่ค่ายนี้สร้าง น่าสังเกตว่าเป็นหนังที่เจาะกลุ่มคนดู ที่เป็นปัญญาชน หรือกลุ่มวัยรุ่นเป็นหลัก เน้นให้คนดูกลุ่มนี้ ซึ่งมีอิทธิพลในสังคมอินเตอร์เน็ต หรือสังคมของคนรุ่นใหม่อื่นๆ ถูกใจ

ค่ายนี้ จะเน้นวิธีการสร้างหนังที่เซฟตัวเอง โดยส่วนใหญ่ มักสร้างจากไอเดีย ที่มาจากบอร์ดของค่าย

โดยส่วนใหญ่ หนังของค่ายนี้จะเริ่มจากไอเดียอะไรสักอย่างที่ผู้บริหารคนใดคนหนึ่งของค่ายเห็นว่าน่าสนใจ ผู้สร้างที่สนใจด้วยก็นำไอเดียไปพัฒนาต่อ โดยเอาไปพัฒนาเป็นบท หรืออะไรก็ว่าไป กลับมาให้บอร์ดพิจารณา ถ้าผ่านก็จะได้สร้างจริง

ยกตัวอย่างเช่น หนังสารคดีของค่ายนี้ พูดว่าหนังสารคดี มันดูอินดี้ แต่ที่จริง ไอเดียนี้เป็นไอเดียของผู้บริหารคนหนึ่ง ที่อยากทำหนังเกี่ยวกับเด็กๆสอบเอ็นทรานซ์ ส่วนผู้บริหารอีกคน ที่มีเสียงมากกว่าก็เห็นว่าน่าจะลองทำเป็นหนังสารคดี เพื่อความแปลกใหม่ แล้วสุดท้าย ไอเดียนี้ก็ได้ให้ผู้กำกับซึ่งก็เป็นรุ่นน้องๆเอาไปปฏิบัติ ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น

ที่ผ่านมี มีคนนำบทไปเสนอกับค่ายนี้เป็นจำนวนมาก แต่บทของหลายคนก็ถูกตีกลับมา เหตุผลของทางค่ายก็เช่นบทไม่ดีพอบ้าง ไม่ตลาดบ้าง ขายไม่ได้บ้าง ทางค่ายไม่มีแนวคิดจะสร้างหนังแบบนี้บ้าง

แต่ในความเป็นจริงที่น่าตกใจ ที่คนที่นำเอาบทไปเสนอไม่รู้ก็คือ เป็นการยาก ที่จะนำบทหนัง ไปเสนอให้ค่ายนี้แล้วผ่าน

หนังตลกโกยๆเกย์ๆ ที่เพิ่งออกฉาย และเจ๊งไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน บทหนังเรื่องนี้ เคยไปที่บริษัทนี้มาก่อน แต่ไม่ได้สร้าง นี่ขนาดว่าผู้กำกับดังแล้วนะ

ส่วนพวกโนเนม มีชะตากรรมสองแบบ คือถูก eject ออกไป กับถูกจ้างไว้ เพื่อใช้ทำงานอื่น ในกรณีที่คุยกันถูกคอ

และบางครั้ง แค่คุยถูกคอ คงไม่พอ เพราะที่นี่ เน้นระบบสี ระบบเลือด ถ้าเปรียบอีกค่าย เป็นเสี่ยๆ เฮียๆ คนรุ่นเก่า ค่ายนี้ ก็เป็นระบบของนักศึกษา เป็นระบบโซตัส ที่ไม่ค่อยจะต้อนรับคนนอก ถ้าเป็นคนนอก ก็ต้องเข้ากับเขาได้ พูดจาภาษาเดียวกัน หรือต้องเป็นคนนอก ที่มีหลักประกันว่า จะเป็นตัวทำเงินทำทองให้กับเขาอย่างแน่นอน (ยกตัวอย่างเช่น ตลกท่านหนึ่ง)

ถ้าเป็นคนในจะได้เปรียบกว่ามาก เพราะต้องอย่าลืมว่า ที่นี่ ผู้บริหารทุกคน (มียกเว้นอยู่คนเดียว) แม้กระทั่ง นายใหญ่สุดบนตึกสูง ก็เป็นเลือดสีเดียวกัน

แต่ถึงเป็นคนใน ก็ต้องไม่ทำตัวเป็นแกะดำ มิฉะนั้น...

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของทางค่าย ก็ยังดูมีวิสัยทัศน์อะไรใหม่ๆอยู่บ้าง

อย่างเร็วๆนี้ ก็จะมีหนังสองสามเรื่อง ที่ใช้ผู้กำกับใหม่ มีทั้งคนเลือดสีเดียวกัน และบางคนก็เป็นเลือดคนละสี แต่คุยกันได้ (แต่โปรเจคท์ที่ว่า เป็นไอเดียของเจ้าของค่าย เป็นการรับไอเดียเขาไปทำ)

แต่ความใหม่ในที่นี้ คือความใหม่ในสายตาของผู้บริหาร ถ้าถามว่าค่ายนี้จะเป็นหลักให้คนทำหนังอินดี้ได้มั้ย ขอตอบว่าณ เวลาปัจจุบัน ยังยาก เพราะค่ายนี้ การทำหนังเขาเซฟตัวเองค่อนข้างมาก (แต่ถ้ามีพลาดหรือผิดพลั้ง มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัย) ซึ่งรสนิยมต่างๆ ก็ยึดตัวบอร์ดเป็นหลัก

เพราะฉะนั้น ผู้กำกับประเภทที่มาแบบ สร้างหนังส่วนตัว ที่นี่ก็จะไม่ค่อยต้อนรับเท่าไหร่ เว้นเสียแต่ว่าผู้กำกับคนนั้น จะยอมประณีประนอม หรือวันหนึ่งทางค่ายเกิดมีนโยบายอยากสร้างภาพลักษณ์ในการเป็นผู้สนับสนุนงานศิลปะขึ้นมา

บางทีอนาคตอาจจะดีกว่าก็ได้? รึเปล่า?






โดย: martini IP: 58.8.173.6 วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:16:44:50 น.  

 
สุดยอด


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:23:31:40 น.  

 
เหมือนถูกแงะออกมาจากกะลาเลยนะเนี่ย เอาอีกครับ


โดย: 16เมษา IP: 61.19.59.100 วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:1:09:22 น.  

 
อ่านไปขำไปโดยเฉพาะสถานการณ์ของการทำหนังกับค่ายเสี่ย และอีกค่ายที่เดิ้นกว่า เพราะเคยแว่วข่าวมาพอหอมปากหอมคอ แต่คุณเขียนได้ลงลึกถึงกึ๋นกว่าเป็นอันมาก 5555

มีคนบอกเหมือนกันว่า สมควรไปคุยกะเสี่ยยังมีโอกาสมากกว่า เพราะยังไงเขาก็ทำหนังโดยสายอาชีพมาแต่เก่าก่อน แต่อย่างว่าแหละ เราไม่ค่อยจะลิ้นกระดาษทรายน้ำลายชแลค แถมความอดทนก็น้อยลงทุกทีตามวัย ก็กลัวว่าจะไปทำเขาวงแตกตั้งแต่ยังไม่ทันไก่โห่

มิน่า..เมืองนอกเขาถึงต้องมีตัวแทนในการติดต่อกันนิ เพราะยังไง คนเขียนบท หรือ ผกก.ก็ล้วนมาสายตีสต์...กันทั้งน้าน โอกาสที่จะแลกหมัดมีอยู่ไม่น้อย..ไม่แปลกใจว่าทำไม ผกก หนังอาร์ตถึงลุกขึ้นวีน

จริงๆ ในแง่หนังอาร์ตนั้น การที่เมืองไทยมีโผล่มาคนสองคนได้ก็นับว่ามหัศจรรย์ เพราะไม่เคยคิดว่าจะมีได้ และก็ไม่แปลกใจที่ต้องหาทุนจากนอก เพราะหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนบ้านเรานั้น ไม่มีวิสัยทัศน์และรสนิยมในการสร้างบุคลากรทางนี้เลย ปัญหาคือ ค่ายหนังที่มีความพร้อม และมีคอนเนคชั่นที่จะหาทุนจากนอกและเปิดตลาดอินเตอร์ กลับไม่นึกจะทำ เขาคิดว่า catagory ของหนังไทยเรามีอยู่ 2-3 ประเภทอย่างที่เอ่ยแค่นั้นกระมัง จริงๆ ช่องว่างของตลาดโลกยังมีอะไรอีกมาก ประชากรบ้านเราก็มีแค่นี้ ทำหนังเรื่องนึงจะได้สักกี่ตังค์ ยิ่งหนังใหญ่ต้องลงทุนเยอะ มันจะคุ้มได้ไง

จริงๆ หนังนอกกระแส ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ถึงขนาดปีนกระไดดูหรอก ทำให้ดูสนุกก็ย่อมได้ และบอกตามตรงว่า ผกก.อินเตอร์ที่เรามีอยู่ ก็มิใช่โดดเด่นในการเล่าเรื่องพอที่จะทาบกับคนเก่งๆ ในตลาดโลกได้เจ๋งๆ ซะเท่าไร

ขอพลิกภาพกลับมาที่ค่ายทันสมัยกว่าอีกค่ายที่คุณมาร์ตินี่เพิ่งเม้าท์..เอ๊ย คุยให้ฟังไป แหม..มันช่างตรงใจอะไรปานนั้น เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ อยู่ในตึกสูงโน้นก็หลายคนอยู่ แต่บอกตามตรงว่ามิกล้าจะใช้คอนเนคชั่นพวกนั้นเลย เพราะทราบดีว่า เขามีวัฒนธรรมองค์กรอันเหนียวแน่น และรสนิยมอันเริดหรูที่ใครๆ ก็มิกล้าแตะ ถ้าเขาบอกว่าห่วย ต่อให้งานดียังไง ก็จะกลายเป็นของ Here ๆ ได้ในพริบตา

แถมกระบวนการในการยำก็มากมายหลายขั้นตอน (และหลายบุคลากร) ถ้าไม่ไหลตามกระแส (หรือเป็นแกะดำอย่างที่ว่า..) ก็อย่าหวังว่าจะได้ผุดได้เกิด ที่แน่ๆ ทราบดีว่ารสนิยมเรามิบังอาจไปทาบรัศมี (ถึงแม้จะเลือดสีเดียวกันก็เหอะ) เลยไม่เคยมีไอเดียในหัวเลยว่าจะไปเสนออะไรได้

แล้วมีความเห็นเกี่ยวกับค่ายดาวเยอะว่าไงมั่งครับ ท่าทางไม่ค่อยจะลงกะ....ซักเท่าไร


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:1:12:52 น.  

 
อ้อ นึกถึงผู้กำกับที่มีฝีมือบางคน อย่างคุณอิท ที่ทำ"โหมโรง" ซึ่งตอนนี้ไม่ทราบว่ากลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปหรือกระไร ทำไมไม่มีข่าวคราวงานใหม่ๆ ออกมาบ้าง ก็แปลกใจว่า เขาน่าจะเป็นคนที่มีโอกาสและศักยภาพในการเป็นหัวหอกให้ปีนึงๆ มีหนังไทยดีๆ ออกมาบ้าง

และน่าเสียดายที่วงการหนังบ้านเรามีค่ายทำพีอาร์โฆษณาอยู่จำกัดมาก แนวโปรโมทก็ซ้ำไปซ้ำมา หนังที่มีโอกาสดีๆ หลายเรื่องต้องคว่ำไป เพราะคนโปรโมททำไม่เป็น ถ้าได้มืออาชีพที่มีประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่างกว่านี้ ตลาดหนังอาจจะมีอะไรมันๆ ให้ตื่นตาตูมตามกันบ้าง ...


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:1:40:07 น.  

 
ข้อมูลและทัศนะ ในกระทู้นี้ จรรโลงโลกทัศน์มากๆ ขอบคุณ คุณ martini และพี่หมี กทม. ด้วย


โดย: Baconbkk IP: 58.136.73.115 วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:1:38:06 น.  

 
เพิ่งบังเอิญได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับคุณนันทขว้างคุยกับกรรมการกองเซนเซอร์คนนึงทางโทรศัพท์ (ลองค้นดูกระทู้ล่าๆ ในบล็อกแกงค์นะครับ) อ่านด้วยความขำปนฝืดๆ เล็กน้อย...

และเหมือนเช่นเคย ทุกคนที่เข้ามาคอมเมนต์ต่างแสดงอารมณ์กันสุดริดสุดเดช จริงๆ แล้ว พออ่านปั๊บก็น่าจะเข้าใจเกมส์ได้ทันที เหมือนคำตอบบนๆ ของคุณมาร์ตินี่แหละ คือ ตราบใดที่ connection ไม่ดีซะแล้ว คุยอะไรกันก็ไม่รู้เรื่อง น่าจะหาคนที่มีศักยภาพในการเจรจา เพราะบ้านเรามันยังมีเงื่อนไขเรื่องกาละเทศะ อาวุโส ผู้มีอิทธิพล ฯลฯ บลาๆๆๆ..อีกหลายเรื่อง

ตราบใดที่เขาตั้งป้อมต่อต้านเสียแล้ว การเจรจาอะไรมันก็ยากจะได้ผล แถมยังอาจมีปัญหาอิทธิพลเบื้องหลังแซมอยู่อีกตะหาก (ใครจะรู้) เกมส์นี้จะใช้วิธีเดินหน้าชนก็ใช่ว่าจะได้รับชัยชนะ กลยุทธอาจต้องลดเลี้ยวเคี้ยวคดยิ่งกว่าคมช.ปะทะ ทรท. ซะอีกกระมัง

เอาเหอะ ก็ขอเอาใจช่วยให้ไอเดียบรรเจิดบังเกิดขึ้นทันเวลา คิดหาทางแก้ปัญหาได้ถูก channel อะไรมันก็อาจจะคลี่คลายได้หรอกน่ะ


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:23:37:48 น.  

 
มันเก็บกดมานาน
แล้วมันมาถึงจุดพีคครับ


โดย: nanoguy วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:23:44:24 น.  

 
ใช่ ถูกต้องแล้ว ถ้า connection ไม่ดีเสียแล้ว ผลก็จะเป็นแบบนี้

แต่เรื่องจะจบอย่างไรก็ตอบยาก เพราะตอนนี้เรื่องมันเลยเถิดไปพอสมควร คงขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่าต้องการอย่างไร ต้องการประนีประนอม หรือไม่ต้องการประนีประนอม

แต่ดูจากบทสัมภาษณ์ของกองเซ็นเซอร์คนนั้น (ซึ่งพอเดาได้ว่าเป็นใคร...คนๆนี้ พอรู้ว่ามาอยู่ในคณะกรรมการเซ็นเซอร์ชุดนี้แล้ว ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าหนังเรื่องนี้ต้องมีปัญหาแน่ เพราะนอกจากเขาจะไม่ช่วยแล้ว ยังจะช่วยซ้ำช่วยเหยียบอีกด้วย) ก็เห็นชัดเลยว่า การประนีประนอมในเวลานี้ อาจยังไม่เกิดขึ้น

...................

ต่อคำถามที่ว่าค่ายหลายดาว จะเป็นที่พึ่งให้กับคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนทำหนังอาร์ทต่อไปในอนาคตได้ไหม

ก็ต้องบอกว่าในขณะนี้ยังพูดยาก ซึ่งสาเหตุก็เป็นเรื่องเงินๆทองๆ เพราะค่ายหลายดาว ไม่ได้ร่ำรวยและยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต

ทุกวันนี้ เป็นที่พูดกันว่า ที่ค่ายหลายดาวยังยืนหยัดอยู่ได้ เป็นเพราะธุรกิจอื่นที่ผู้เป็นเจ้าของถือหุ้นอยู่ ที่พูดชื่อปุ๊บ หนุ่มๆ ทั้งหนุ่มน้อย หรือหนุ่มเหลือน้อยเป็นต้องรู้จัก เพราะโด่งดัง

ตัวเจ้าของนั้น เขาว่าก็เป็นคนรักหนังไทยพอควร แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นว่ารักสุดสุด ที่เขามาทำตรงนี้ก็เป็นการทำแทนพี่ชายที่เสียชีวิตไป ด้วยเหตุไม่ปกติ ในอดีตอันแสนนานมาแล้ว

อาจเพราะเป็นค่ายเก่า จึงใช้ระบบเก่าๆมาตลอด จนกระทั่งทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนังของค่ายนี้เจ๊งอย่างต่อเนื่อง ลูกหม้อก็หนีหายเพราะโดนฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าดูดไป แม้กระทั่งลูกหม้อเบอร์ต้นๆ ฝ่ายอำนาจก็ยังมาดูดไปใช้งานใหญ่ นำตัวไปปั้นให้อยู่ในเก้าอี้สำคัญเลย

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกใจว่าค่ายนี้ มักมีปัญหากับ .... อยู่บ่อยๆ ปัญหาบางเรื่องก็เป็นปัญหางี่เง่าที่ไม่มีใครคาดคิดว่าน่าจะเกิด แต่ด้วยความที่ค่ายนี้ก็เคยเป็นเสือ มีเขี้ยวเล็บมาแต่เก่าก่อน เขาจึงไม่เดือดร้อนมากนัก

เจ้าของเก่าปัจจุบันแม้ไม่ถึงกับถอนตัว แต่ก็ได้ส่งถ่ายอำนาจให้กับหลาน นำไปรับผิดชอบต่อ ด้วยเงินทุนจำนวนหนึ่ง ที่เมื่อหมดแล้ว มาขอใหม่ ก็ไม่ได้แล้ว หมดแล้วหมดเลย ก็ปิดกิจการไป...ฉะนั้น ถ้ายังอยากดำเนินกิจการต่อ ก็ต้องรู้จักบริหารเงิน

การสร้างหนังในยุคหลังๆ ของค่ายนี้ ก็จะเซฟตัวเองมากขึ้น สร้างหนังน้อย เล็กลงกว่าแต่ก่อนมาก ขณะที่คนที่เลือกใช้งาน ก็เป็นคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่จากคอนเน็คชั่นเดิม ยังไม่มีการกล้าหาญจ้างหน้าใหม่เต็มๆมาทำ

แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ปีนี้ผู้บริหารของค่ายคงยิ้มออกมาขึ้น เพราะหนังเริ่มได้เงิน (จริงๆเสียที)

แต่บังเอิญว่าหนังที่ได้เงิน ก็คือหนังเรื่องนั้น ที่เป็นหนังตลกจำพวกตีหัวเข้าบ้าน

จึงตอบไม่ได้ว่าการได้เงินของหนังเรื่องนี้ จะมีผลต่อทัศนคติในการเปิดหนังของค่ายนี้ต่อไปในอนาคตหรือไม่

แต่ถ้ามองในแง่ดี สักวันถ้าเขาแข็งขึ้น เขาอาจจะกล้าสร้างคนใหม่ๆขึ้นมาบ้างก็ได้

...........................

ส่วนผู้กำกับคนที่ถามมา เขาเป็นคนทำโฆษณา มีโปรดักชั่นเฮ้าส์ โดยอาชีพแล้ว เขาไม่ใช่ผู้กำกับหนัง (แต่ในประเทศนี้ ถ้าใครคิดจะมาเป็นผู้กำกับหนังโดยอาชีพ ก็คงถูกมองว่าหาเรื่องจน)

เคยอ่านสัมภาษณ์ของเขา เขาพูดประมาณว่า เวลาทำโฆษณา ได้กินเนื้อ แต่เวลาทำหนัง เหลือกินแต่ผัก!

หนังเรื่องนั้นของเขาได้รับคำชื่นชมจากทุกสารทิศจริงๆ แต่ในแง่รายได้ ก็ถือว่าเสมอตัว ไม่เจ็บปวด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับมันร่ำรวยขึ้นมากมาย

ปัจจุบันเขาก็ยังไม่ได้ทำหนังใหม่ แม้จะมีข่าวว่ามีโครงการ แต่ก็คงติดปัญหาอะไรหลายๆอย่าง เลยยังไม่เดินหน้าเสียที จึงตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่เขาจะกลับมาทำหนัง

และถ้ากลับมาทำ จะกลับมาทำให้ที่ไหน???

เพราะตอนนี้ ค่ายใหญ่ๆ ก็เริ่มมีรายการกรรมตามทัน สมองหลุด สมองไหลไปหลายคน อย่างล่าสุดที่ฮือฮาในแวดวง คงเป็น ผู้กำกับ-คนเขียนบท ที่ถูกค่ายฝั่งตรงข้ามดูดตัวไป เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าการต้องการช่วงชิงความเป็นที่หนึ่ง เพราะก็เป็นที่รู้กันว่าคนๆนี้ ดูบทได้เก่งกาจ และเป็นกลไกตัวสำคัญตัวนึงในความสำเร็จที่ผ่านๆมาของบริษัทใหญ่ แต่นายกลับไม่เห็นค่าเท่าที่ควร

แต่จะถูกดูดไปอยู่ยาว หรือ ดูดแล้วอยู่ไม่ได้ ต้องซมซานกลับมา ก็ต้องคอยดู เพราะจนถึงวันนี้ โครงการหนังของคนๆนี้ ในบ้านแห่งใหม่ ก็ยังไม่เป็นรูปธรรม

แต่จากที่ดูๆ คิดว่าปีนี้ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นก็ได้

เพราะเห็นรายได้หนังล่าสุด ในระยะที่ผ่านมาแล้ว ก็น่าตกใจกับผลที่ออกมา

หนังหมาๆ กับเมล์ๆ ที่ใครๆต่างก็ปรามาสว่าเจ๊งแน่ๆ เพราะหนังก็ไม่ใช่หนังฟอร์มใหญ่ยักษ์ กลับทำเงิน และค่อนข้างจะถล่มถลายเสียด้วย

และที่น่าสนใจ คือหนังรักเกี่ยวกับกระเทย ของค่ายหนังที่สร้างหนังมาเจ๊งเกือบทุกเรื่อง กลับมาแรงมากและมีแนวโน้มสูงที่จะเก็บเงินกลับบ้านให้ค่ายนี้ได้ยิ้มออก

แต่หนังผี ที่น่าจะฮิตสุด กลับไปไม่ถึงดวงดาวที่ฝันไว้

หนังตลกผีเกย์ๆของอีกค่าย ก็ดับวูบ จนน่าตกใจว่าผู้กำกับเจ้าของหนัง หมดมนต์ขลังในการจะดึงผู้ชมเข้าโรงแล้วหรือ

คงจะต้องติดตามดูกันต่อไป





โดย: martini IP: 58.8.169.151 วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:2:00:27 น.  

 
โอ ถ้ารู้ว่ามีเงื่อนไขซับซ้อนเช่นนั้น สงสัย ผกก.หนังอาร์ตคงได้แต่อุทานว่า"My god, it's Ghost Station!" เอิ๊กๆๆๆ แล้วก็โกย..แน่บ คงไม่คุ้มไปต่อกร.. เฮ้อ เหนื่อยแทนเนอะ

ค่ายหลายดาวยุคนี้ถ้าจะดำเนินรอยตามก้นกระแสยุคหนังไทยโลกแตก เห็นจากการที่ได้ ผกก.หนังหอตุ๊ดวินาศมาร่วมสังคกรรม แสดงถึงแนวยุทธศาสตร์ชัดเจนมั่กๆ เคยส่งเรื่องไป..ก็ได้รับคำตอบมาว่า ต้องการแต่หนังผีกับหนังตลกค่ะ หนังอื่นตอนนี้ไม่สน ก็ชัวร์ว่านโยบายสร้างหนังในอนาคตคงตามกระแส(ชาวบ้าน)สุดๆ เอ..แต่หนังเรื่องคลื่นล่องหนมันหลงเข้าไปได้ไงอะนะ ว่าไปออกจะคิดถึงคุณ ก. เพราะดูจะเป็นคนที่มีอุดมการณ์กับหนังไทยจริงจังกว่าเพื่อน..(รึเปล่า?)

สำหรับ ผกก.โหมโรง คิดว่ายังไงเขาคงต้องร้องเพลง I will survive ไปก่อน ใช้ชีวิตกับหนังโฆษณาก็คงเสี่ยงน้อยกว่ามาเหนื่อยยาวกะหนังไทยเจ้าปัญหา เห็นท่านเจ้าของพร้อมมิตรบอกว่ากำลังทำ "ระนาดเอก"อยู่? ไม่ทราบว่าจริงแท้แค่ไหน เชื่อว่ามีหลายคนรอชมผลงานเขาอยู่ แต่..ก็ไม่น่าเดินตามรอยหนังเก่านะ คนอย่างเขาน่าจะก้าวไปสู่อะไรใหม่ๆ จะดูดีกว่า

ส่วนจะไปทำกะค่ายไหนนั้น ถ้าเราเป็นนายทุน เราจะคว้าเขาไว้เลย เพราะคนที่ทำงานแล้วสื่อสารกับคนดูได้ในเมืองไทยหาได้ไม่ง่าย ผกก.ดังเยอะแยะที่ทำหนังกระโดกกระเดก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่คนที่ทำแล้วเนียนดูไม่สะดุด แถมได้ความประทับใจน่ะ แทบหาไม่ได้ แต่อย่างว่า..เขาก็คงเลือกที่จะทำกะใครเหมือนกัน เพราะเขามีอาชีพหลักอยู่แล้ว จะมาเสี่ยงความ ปสด.อีกทำไม.. น่าเสียดายนะ

พูดถึงเรื่องสมองไหล ค่ายไหนดูดค่ายไหน ฟังออกจะงงๆ อยู่นะคะรับ ถ้าว่างช่วยชี้แจงแถลงไขสักเล็กน้อยจะเป็นพระคุณ

แต่การที่หนังบางเรื่องที่ผิดคาดเกิดได้ตังค์ขึ้นมาเนี่ย มองให้ดี..อาจสะท้อนอะไรบางอย่าง คนดูหนังไทยอาจถึงจุดที่ไม่มีทางเลือก..กับการต้องทนดูหนังแนวซ้ำซาก พอมีอะไรที่พร้อมให้เสี่ยง ถ้ามาถูกเวลา ถูกจังหวะ โปรโมทพอใช้ได้ตรงจุด ก็มีสิทธิ์เกิดปรากฏการณ์พลิกล็อคได้เช่นกัน แต่คงต้องมีเนื้อหนังที่ดีพอควรด้วยนะ ไม่ได้ดูแล้วออกมาบ่นกันตรึมแบบหนังโกยๆ อะไรนั่น บ่งบอกอะไรอยู่อย่างว่า หนังแหวกแนวมิใช่จะขายของได้เสมอไป ถึงจะเป็นเสือปืนไว แต่ถ้าปั๊มๆๆ เอา มันก็คงหาความประณีตได้ยาก

ถามจิงว่า..Me Myself ทำเงินเหรอ? เหอๆ สมควรไปดูมั้ยเนี่ย..

ส่วนหนังผีเต็งหนึ่งน่ะ ตัวเรื่องมันไม่ดีจริงเหมือนเรื่องแรกที่ดังตูมตาม แถมบทก็อ่อน ดูไปหนวกหูไปกะเอ็ฟเฟ็คโลกแตกหลอกคนดูให้ตกเก้าอี้อย่างเดียว มันคงยากที่จะดันให้ถึงเป้า แต่ก็คงได้ตังค์คุ้มมิใช่เหรอ

มันถึงเวลาแล้วครับพี่น้อง สมควรจะมีหนังไทยแนวอื่นให้ชาวบ้านได้รู้สึกตื่นเต้นกระหายคอยชม ไม่ต้องเป็นหนังเพื่อสยามประเทศตำน้ำพริกละลายแม่น้ำขนาดนั้นก็ได้


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:22:29:15 น.  

 
เพิ่งได้เข้ามาอ่านค่ะ อ่านแล้วซึ้งเลย
ขอบคุณนะคะ ที่เอามาเล่าสู่กันฟัง

เอาใจช่วยคนทำหนังคุณภาพทุกคนค่ะ อยากเห็นสื่อที่มีความหลายหลาย และกระตุ้นความคิดของคนมากกว่านี้


โดย: กวางเจา IP: 124.120.73.59 วันที่: 28 เมษายน 2550 เวลา:15:50:44 น.  

 
ทำมัยหนังไทยต้องมีการเซ็นเซอร์ด้วยทำไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก แต่จะทำให้คนไทยเป็นคนที่เก็บกด


โดย: boy oh ! IP: 202.28.25.157 วันที่: 17 กันยายน 2551 เวลา:9:04:55 น.  

 
Heya i'm for the primary time here. I found this board and I find It truly helpful & it helped me out a lot. I am hoping to give one thing again and aid others such as you aided me.
nook cyber monday deals //www.banddtools.net/wp-content/uploads/shopping11/8QBtsTvSAb/


โดย: nook cyber monday deals IP: 192.99.14.36 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2557 เวลา:22:05:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
Bkkbear
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยายในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.