Group Blog
 
<<
มกราคม 2558
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 มกราคม 2558
 
All Blogs
 
Nymphomaniac เมื่อผู้กำกับจอมตีสต์ทำหนังเรื่องหญิงเสพติดเซ็กซ์

                        nym·pho·ma·ni·a  (nĭm′fə-mā′nē-ə, -mān′yə) n.

Excessive sexual desire in and behavior by a female.

[New Latin : Greek numphē, nymph + -mania.]

นิมโฟเมเนียก (Nymphomaniac) ศัพท์ที่แสดงตัวตนของหญิงติดเซ็กซ์..ถ้าแปลกันง่ายๆ ตรงๆ 

ทำไมต้องหญิง?  อันนี้ไม่ทราบ  หรือว่า “ชาย”มักจะติดเซ็กซ์เป็นกิจวัตร (ฮา) จนกลายเป็นเรื่องทำมะด๊า..ทำมะดา  (อันนี้คงต้องถาม ไทเกอร์ วู้ดส์ นักกอล์ฟชื่อดังลูกครึ่งไทยอเมริกัน)

Lars Von Trier ผู้กำกับชาวเดนมาร์ก เจ้าประจำที่สร้างความป่วนให้กับวงการหนังอาร์ตและเวทีประกวดใหญ่ๆ   ได้หันกลับมาทำหนังในแนวที่เขาถนัด Nymphomaniac หนังเรื่องสุดท้ายของไตรภาค Depression Trilogy หลังจาก Antichrist และ Melancholia ที่ทำให้คนดูฮือฮากันมาแล้ว 

ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาส่วนตัวทางจิตมาตลอด  โดยเฉพาะเรื่องโรคเครียดและซึมเศร้า  หนังของเขาจึงกลายเป็นกระจกสะท้อนตัวตนไปโดยไม่รู้ตัว  สองเรื่องแรกของไตรภาคดูจะเป็นตัวแทนบริบทนี้ได้เป็นอย่างดี  และหลังจากเขาหลุดปากเชียร์ฮิตเลอร์ไปจนโดนเทศกาลหนังดังอย่างคานส์แบนเขาไปพักใหญ่  เขาก็กลับมาได้อย่างเซอร์ไพรส์อีกตามเคย  จากความไม่ธรรมดา แหวกกฏ และเปลือยอารมณ์จากหนังเชิงจิตวิทยาทางเพศ Nymphomaniac เรื่องนี้ 

อืม..ผู้กำกับหนังผู้ช้าย ผู้ชาย ไปรู้ลึกอะไรนักหนากับพฤติกรรมผิดปกติทางเพศของผู้ยิ้ง..ผู้หญิงกันนะ

Nymphomaniac แบ่งเป็นสองภาคด้วยกัน Volume 1 และ Volume 2 แต่ละภาคก็ล่อไปร่วมสองชั่วโมงกว่า  พ่อเจ้าประคุณ ฟอน เทรียร์ คงเขียนเพลินจนลืมดูความยาว  เลยถ่ายประชดแบ่งเป็นสองภาคไปเลยให้สะใจไป   นี่เขายังบอกอีกว่ายังมีฉบับเต็มๆ กว่านี้ 5 ชั่วโมงครึ่งที่ออกฉายในประเทศบ้านเกิดของผู้กำกับ  คงประมาณว่าใส่ทุกอย่างที่ผู้กำกับต้องการลงไป...ไม่ต้องเม้ม  ข้าพเจ้าก็เอาหัวแม่เท้าตรองดูอยู่หลายเพลาว่าจะหามาชมดีไหม  เพราะแค่สองภาค 4 ชั่วโมงฝ่าๆ นี่   ก็เล่นเอาถอนหายใจไปหลายเฮือก 

กระนั้น Nymphomaniac ก็มีอะไรน่าสนใจมากมายเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์แซมไว้ทั่วเนื้อหนังในความยาวอันมหัศจรรย์พันลึกนี้   แต่คงต้องบอกไว้ล่วงหน้าสำหรับผู้ชมทั่วไปที่นิยมชมหนังกระแสฮอลลิวู้ดว่า นี่คือหนังยุโรปสำหรับผู้เปิดใจกว้างที่จะรับรู้สารใหม่ๆ ด้านจิตวิทยาทางเพศ   การนำเสนอภาพอวัยวะเพศกันโจ่งแจ้ง  การร่วมเพศอย่างไม่แคร์สื่อ  และภาษาดิบๆ (อังกฤษ) ที่ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม  อาจทำให้ผู้ชมที่ไม่คุ้นดูไปกรี๊ดไปได้   หนังเรื่องนี้จึงเหมาะสำหรับผู้บรรลุนิติภาวะ(ที่มีวุฒิภาวะ) แล้ว..ว่างั้น 

แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ และทำให้หนัง Nymphomaniac นี้ชวนติดตามคือ  กลวิธีในการนำเสนอของบทที่เขียนไว้อย่างประณีตด้วยลีลาไม่เหมือนใครของ ลาร์ส ฟอน เทรียร์  เขาเล่าเรื่องของ Joe ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของอาการมัวเมาในเซ็กซ์ ได้อย่างยอกย้อนไปมา  แต่คนดูเข้าใจและซึมซับความเป็นมาของตัวหล่อนได้อย่างไม่รู้ตัว  โดยแบ่งเป็นบทเป็นตอนชัดเจนด้วยกราฟฟิกดีไซน์ที่โดดเด่นแทรกเข้ามาเป็นระยะตามสไตล์เฉพาะตัว  ใครๆ ที่เป็นแฟนคลับคงคุ้นเคยกันดีกับหนังเรื่องก่อนๆ ของเขา

ตัวละครสำคัญของเรื่องคือ Joe ซึ่งนำแสดงโดย Charlotte Gainsbourg ดาราขาประจำของผู้กำกับที่แสดงมาทั้ง Antichrist และ Melancholia   ประชันกับ Stellan Skarsgård  ดารายุโรปที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี  เขาเล่นเป็น Seligman ชายโสดวัยกลางคนที่เดินมาพบ Joe นอนสลบไสลด้วยแผลเหมือนการถูกซ้อมอยู่ในตรอกแคบๆ   จะว่าด้วยมโนธรรมหรืออะไรก็ตาม  เขาพาร่างอันสะบักสะบอมของโจนำมาพักที่อพาร์ทเมนท์เก่าๆของเขา  และ ณ ที่นั้น กลายเป็นจุดเริ่มของเรื่องราวอันไม่ธรรมดา  จากบทสนทนาข้ามคืนของหญิงผู้ผ่านประสบการณ์เซ็กซ์มาโชกโชนกับชายผู้รอบรู้ในสารพัดเรื่องแต่หาเคยมีเซ็กซ์กับใครไม่

ฉากบทสนทนาของทั้งคู่นั้นถือเป็นแกนหลักของเรื่องในการแสดงการโต้แย้ง วิเคราะห์ และเปลือยตัวตน  โดยมีเรื่องราวการผจญภัยทางเพศของ โจ ..Flash back กลับไปให้เห็นความเป็นมาเป็นไปตั้งแต่วัยเด็กของหล่อน  ที่หมกมุ่นเรื่องพรรค์นี้มาตลอดโดยไม่รู้ตัว  ผ่านตัวละครมากหลาย  ตั้งแต่พ่อแม่ของตัวเองที่ต่างประสบชะตากรรมแตกต่างกันไป  ชีวิตวัยสาวที่โลดโผนโจนทยานแข่งกันล่าผู้ชายกับเพื่อนสนิท  และความสัมพันธ์กับผู้ชายมากมายที่ต่างไม่ซ้ำแบบ หน้าตา และรูปร่าง  โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรคนที่ทำให้ตัวเองรู้จักกับความรักครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตอย่าง เจอโรม (Shia LaBoeuf  หนุ่มจอมกวนจาก ทรานสฟอร์มเมอร์ ที่พลิกสไตล์มาแสดงบทล่อแหลมท้าทายเป็นครั้งแรก)

การผจญภัยทางเพศของเธอในวัยสาว (นำแสดงโดย Stacy Martin) ที่อาจหาญชาญชัยในการแสดงบทเซ็กซ์ได้อย่างไม่เคอะเขิน  แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของอาการ นิมโฟเมเนีย ของเธอที่ไม่เคยหยุดในการล่าผู้ชาย  ขณะเดียวกัน ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ก็ได้แบ่งแต่ละบทของหนังออกเป็น 8 ตอน คือ

Volume I

  1. "The Compleat Angler"
  2. "Jerôme"
  3. "Mrs. H"
  4. "Delirium"
  5. "The Little Organ School"

Volume II

  1. "The Eastern and the Western Church (The Silent Duck)"
  2. "The Mirror"
  3. "The Gun"

 โดยแต่ละตอนเขาจะดีไซน์กราฟฟิกปะหน้าไว้อย่างมีสไตล์  เหมือนที่เขาเคยทำกับหนังเรื่องที่ผ่านมาในไตรภาค  เล่าถึงพื้นเพความผูกพันของเธอกับพ่อ (แสดงโดย Christian Slater)  เล่าถึงการออกล่าผู้ชายตั้งแต่วัยสาว  สับรางรถไฟเป็นว่าเล่นกับสามีชาวบ้าน  กระทั่งมามีลูกมีผัวแต่แล้วกลับไปกระโจนล่าหาเซ็กซ์ใหม่ จนกระทั่งเสพติดความรุนแรงทางเพศ ฯลฯ  ผจญภัยยิ่งว่าตำนานอิโรติกไทยๆ แบบจัน ดารา เสียอีกนะท่าน  แต่ที่ไม่เหมือนใครคือเขาจะโยงใยเรื่องราวแต่ละตอนไว้อย่างชาญฉลาด  รวมถึงอัตถาธิบายที่มาที่ไปของแต่ละตอนไว้อย่างละเอียด  โดยอาศัยผสมผสานความเห็นของอีตา Seligman ที่รอบรู้ไปสารพัดเรื่อง  คอยถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของ Joe  โดยตีความผ่านความรู้ทางสังคม ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม ไปจนถึงศาสนา ที่เกี่ยวพันไปถึงเรื่องราวนิมโฟเมเนียของแม่นางกระหายเซ็กซ์  (ด้วยมุมมองของคนที่ไม่เคยมีเซ็กซ์เป็นเรื่องเป็นราว)

ลาร์ส ฟอน เทรียร์  ในฐานะผู้กำกับและผู้เขียนบท จริงๆ คงไม่ได้อยากจะผูกอะไรชัดเจนถึงแรงจูงใจโน่นนี่นั่น  เขาปล่อยให้คนดูจินตนาการตามอิสระ  ปล่อยให้รู้สึกเอาเองว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจของตัวละครเอกของเรื่อง  หลังจากเสพข้อมูลที่เขาแฝงไว้ในบทไว้อย่างแยบยลตามสไตล์ของหนังยุโรป

และแน่นอนว่าขาดไม่ได้สำหรับฉากเซ็กซ์ที่ล่อแหลม และดูโจ๋งครึ่มจากการถ่ายทำที่ดูดิบๆ ของผู้กำกับภาพ Manuel Alberto Claroตามสไตล์ที่ผู้กำกับต้องการ  ที่น่าสนใจคือ ผู้ชมมักมีข้อกังขาว่าฉากเซ็กซ์ที่เห็นกันตึ่งโป๊ะในเรื่องนั้น  ดาราแต่ละคนเล่นกันถึงพริกถึงขิงจริงตามที่เห็นกันหรือเปล่า  คำตอบที่ได้มาพาให้ถอนใจไปตามกันว่า  ล้วนเป็นเทคนิคของการตัดต่อระหว่างตัวแสดงแทน (เจ้าของจู๋กะจิ๋ม) รวมไปถึงการใช้เทคนิคซีจีตกแต่งเข้าช่วยในการโชว์โคลสอัพ  แม้ในฉากการใช้ “ปาก”  ซึ่งว่ากันว่าภาพโคลสอัพของอวัยวะส่วนนั้นก็ล้วนรีทัชขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น  อะไรจะขนาด....

กระนั้น ก็เล่นเอาแฟนคลับของ ไชอา ลาเบิฟ ออกมากรี๊ดกร๊าดไม่ยอมกันกระหน่ำ  เพราะเอาพระเอกในดวงใจมาเล่นเสียของกับหนังล่อแหลมซะขนาดนี้  ใครจะยอมให้พระเอกสุดเลิฟต้องกลายมาเป็นดาราหนังโป๊โชว์จู๋ไปทั่วโลกกันละจ๊ะ  (เข้าตำราว่ายังไงชั้นก็ต้องเห็นก่อนคนอื่นว่างั้น..ฮา)   ทำเอาพระเอกทรานสฟอร์เมอร์แทบอยากจะแปลงกายเป็นรถคามาโรเผ่นออกไปจากเทศกาลประกวดภาพยนตร์เลยทีเดียว  เรื่องของเรื่องคือ ไชอา ลาเบิฟ เบื่อหน่ายบทต๊องๆ ในทรานสฟอร์เมอร์ที่ต้องเล่นมาถึง 3 ตอนแล้ว เลยอยากจะฉีกบทเล่นอะไรที่หลากหลายบุคลิกกะเขามั่ง  ก็ได้ผลชะงัด เล่นเอาแฟนคลับช็อคซีเนม่าตกเก้าอี้เป็นแถบๆ

ดาราทั้งฮอลลิวู้ด ทั้งยุโรป มากหน้าหลายตา เข้ามาเป็นดารารับเชิญกันคนละนิดละหน่อยด้วยความหนุกหนาน (ดูได้จากโปสเตอร์ภาพประกอบที่ออกจะเว่อร์เกินบทในหนัง)  ทำให้หนังดูมีสีสัน  คล้ายๆ กับบท Cameo ในหนังของสตีเวน ซอเดอร์เบิร์กอยู่   โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นบทเล็กบทน้อยกระจิบกระจ้อย   น่าเสียดายที่บทสำคัญของ สเตซี่ มาร์ติน ซึ่งเล่นเป็น โจ ตอนสาวๆ  ไม่ค่อยทำให้เรารู้สึกเชื่อมต่อถึงบทของ ชาร์ล็อต เกนสบูร์ก ซึ่งสวมบท โจ ตอนแก่ได้เท่าไร  มีความรู้สึกว่าหล่อนมิได้เป็นคนๆ เดียวกัน โดยแคแรคเตอร์ของสเตซี่จะได้อารมณ์สาวเจ้าเล่ห์โปรยเสน่ห์  ส่วนชาร์ล็อตจะให้อารมณ์เถื่อนๆ ลึกลับมากกว่า  ก็เลยทำให้ภาค 2 ของ Nymphomaniac ดูแปลกแยกไปบ้าง

หลังจากชีวิตคู่ของ โจ ต้องมีปัญหาเพราะความต้องการทางเพศที่ไร้ขอบเขต  ทั้งๆ ที่ เจอโรม สามีที่แสนดีจะยอมเปิดโอกาสให้หล่อนไปเซิ้งตามใจชอบกับชายมากหน้าหลายตา  เพราะรับภาระบนเตียงไม่ไหวก็ตาม  อาการติดเซ็กซ์ของ โจ ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น  เธอยอมทิ้งลูกตัวเล็กๆ ให้อยู่บ้านคนเดียว  เพียงเพราะเธอเริ่มเสพติดกับเจ้าหนุ่ม K (Jamie Bell ที่เคยเล่นเป็นตัวเอกในหนัง Billie Elliot) ซึ่งทำตัวเป็นเจ้าสำนัก S&M เปิดรับสมัครสาวๆ ที่นิยมความซาดิสต์..  ชอบให้ทรมานว่างั้นเหอะ   ภาค 2 ของ Nymphomaniac เลยน่าจะเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น Sadomasochism ไปซะ (ไปเปิดดิกกันเองนะ).... 

พฤติกรรมติดเซ็กซ์ธรรมดาของ โจ เลยกลายพันธุ์ไปถึงขนาดติดความรุนแรงเจ็บเนื้อเจ็บตัว  ดูไปก็สยองไป ไม่นึกว่าเจ้าเด็กน้อย บิลลี่ เอเลียต ที่เป็นขวัญใจของคนดูทั่วโลก  จะกลายร่างมาเป็นหนุ่มหน้าสะอาดแต่เชี่ยวชาญในการเฆี่ยนตีทรมานหญิงสาวที่เสพติดความรุนแรงได้อย่างหน้าชื่นตาบาน  ฉากนี้นับว่า ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ทำได้ดีและสมจริง (มวกๆ) พอๆ กับฉากเฆี่ยนพระเยซูใน The Passion of the Christ หรือฉากเฆี่ยนทาสสาวในหนัง 12 Years a Slave เลยทีเดียวเชียว  แต่ที่พิลึกพิลั่นกว่าคือตัวเหยื่อกลับมีความกระหายที่จะได้รับการลงทัณฑ์  และถึงจุดสุดยอดได้เพราะความเจ็บปวดนี้แหละ  อั้ยย่ะ...

เปล่าๆๆ  ไม่ได้ยุยงส่งเสริมให้นิยมความซาดิสต์นะจ๊ะ  ดูไว้เป็นความรู้ว่าอาการติดเซ็กซ์ขั้นรุนแรงจนกลายพันธุ์มาเป็น Masochism นั้น เป็นไปได้อย่างยิ่ง  อย่าได้ลองทีเดียว เดี๋ยวติดหนับขึ้นมาอาจจะขึ้นหน้าหนึ่ง นสพ.หัวเขียวได้ใครจะรู้....

ความน่าสนใจชวนติดตาม ไม่ใช่แค่ฉากเซ็กซ์สารพัดสารพัน  หากแต่เป็นไดอะล็อกบทสนทนาระหว่างตัวเอกที่โต้แย้งกันไปมา  แซมการให้ความรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับเนื้อหนัง  อย่าง Nymph ซึ่งเป็นที่มาของชื่ออาการทางจิต  เรื่องบทประพันธ์ของเอ็ดการ์ อลัน โป ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตอย่าง Delirium ที่พ่อของ โจ เป็น  หรือนิยายของ เอียน เฟลมมิ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปืนวอลเธอร์พีพีเคที่เจมส์ บอนด์ใช้  แม้กระทั่งรายละเอียดของการเฆี่ยนตีซึ่งมีตำนานมาตั้งแต่ยุคโรมัน ฯลฯ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุพัวพันกับสถานการณ์ในเนื้อเรื่องทั้งสิ้น   นับเป็นความรอบรู้และความขยันในการค้นคว้าของผู้เขียนบทโดยแท้  นอกเหนือไปจากความมีศิลปะในการสอดแทรก (ที่มิใช่สอดใส่) เนื้อหาน่าสนใจลงไปในเนื้อหนังได้อย่างวิจิตรพิศดาร

ในมุมมองของ โจ ที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นโรค “นิมโฟเมเนีย” ตั้งแต่สาวๆ จนเหมือนกับเธอไม่รู้จักความหมายของคำว่า “รัก”  ถึงขนาดว่าเริ่มไม่มีความรู้สึกรู้สมกับการร่วมเพศกับสามี ทั้งๆ ที่กว่าจะได้อยู่ร่วมกัน  ชะตากรรมพาให้เจอและพลัดพราก..พลัดพรากแล้วพบเจอ กันแบบหนังไท้..หนังไทยหลายครั้งหลายคราตั้งแต่ต้นเรื่องยันปลายเรื่อง  ก็เพราะเธอเริ่มรู้จัก “รัก” 

แต่แล้วเธอก็เลือกที่จะทิ้ง"ความรัก"นั้นโดยเป็นฝ่ายไป  ทิ้งลูกทิ้งผัวโดยไม่ใยดี  และโดนออฟฟิศที่ตัวเองทำงานอยู่ส่งไปบำบัดทางจิตเข้ากลุ่ม Therapy  โดยท้ายสุดเธอก็ไม่สนเชิดใส่หมอ หันมาเลือกทางชีวิตตัวเอง  สรรหาที่จะเสพเซ็กซ์ใหม่ๆ ที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น.. และยิ่งขึ้น  ยอมลงทุนแม้จะต้องจ้างล่ามเพื่อติดต่อคนงานแอฟริกันนิโกรร่างล่ำเอามานอนด้วย   ซึ่งเจ้าหมอนั่นก็ลากเอาพี่ชายตัวเองเข้ามาร่วมวงไพบูลย์สามคนผัวเมียกันอย่างวุ่นวาย  ฉากนี้ตากล้องทำงานได้จะแจ้งชนิดไม่มีอะไรเม้ม  ท่านผู้ชมที่ไม่ค่อยคุ้นกับขนาดอวัยวะอันมหึมาของคนดำที่กวัดแกว่งอยู่หน้าจออาจจะถึงขนาดกรี๊ดสลบ 555

ดูหนังเรื่องนี้ก็ต้องทำใจว่าจะต้องเจอกับภาพโคลสอัพของอวัยวะหลากแบบโผล่เข้ามาได้อย่างไม่มีจังหวะจะโคน  เพราะมันเป็นการตัดต่อสไตล์ส่วนตั๊ว ส่วนตัว ของผู้กำกับ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ โดยแท้  นอกจากนั้นยังต้องพบกับการคร็อปภาพ (Crop) เปลี่ยนสัดส่วนของหนังบางช่วงให้เล็กให้ใหญ่ตามแต่อารมณ์ของแต่ละฉาก  อย่างเช่นช่วงที่ Uma Therman แสดงเป็นสาวใหญ่พาลูกชาย 3 คน มาเล่นงานผัวตัวเองที่อพาร์ทเมนท์ของ โจ (ซึ่งเธอตีบทได้เจ๋งเลยทีเดียว ทั้งๆ ้บทพูดก็แสนยาก) ผู้กำกับก็จะใช้สัดส่วนของจอเล็กลงขนาดเหมือนหนังสารคดี  แทนที่จะใช้เต็มจอกว้างแบบอนามอร์ฟิก  หรือบางครั้งก็แปลงเป็นภาพขาวดำในบางฉากที่ต้องการอารมณ์ของอดีตอันหมองหม่น  บางครั้งก็ซูเปอร์ตัวอักษร หรือลายเส้นทับลงบนภาพอย่างไม่เกรงใจคนดู  กวนๆ มันซะงั้นแหละ....

มันสะท้อนยี่ห้อของ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ไงล่ะ  ผู้กำกับที่อารมณ์แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา.....

ความรู้สึกเมื่อดูจบนั้น...บอกไม่ถูก  มันมีอารมณ์บางอย่างกรุ่นๆ อยู่แล้วว่าในที่สุด  อีตา Seligman คู่สนทนาของ Joe คิดอะไรอยู่  เพียงแต่การนำเสนอมันดูรวบรัดไปนิสนึง...  ท่านผู้อ่านลองไปชมดู  อยากรู้เหมือนกันว่าจะรู้สึกยังไง  อย่างไรก็ดี ควรจะเลือกชมเวอร์ชั่นเต็ม (ที่ไร้การหั่นฉากเซ็กซ์)  เพราะในบางประเทศจะได้ชม Nymph()maniac Volume 1 และ 2 ในเวอร์ชั่นธรรมดาที่ประดิษฐ์สำหรับโรงฉายทั่วไป   การได้ชมฉากระดับฮาร์ดคอร์กันเต็มๆ นั้น  ถึงจะได้อารมณ์ของคนทำหนัง  และมันถึงจะเข้าใจพฤติกรรมบงการของตัวละคร  สำหรับฉบับ 5 ชั่วโมงครึ่งซึ่งฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลหนังเบอร์ลินปีนี้  เปิดฉายเฉพาะในเดนมาร์กบ้านเกิดของผู้กำกับภาพยนตร์เท่านั้น  ข้าพเจ้าก็นึกตะหงิดๆ อยากชมอยู่ว่าจะต่างจากเวอร์ชั้นสองภาคนี้อย่างไร

หนังเรื่องนี้พิสูจน์อะไรบางอย่างว่า ขณะที่ภาพในเรื่องแสนจะฮาร์ดคอร์ แต่ Nymphomaniac กลับต่างจากหนังโป๊ (Pornography) ทั่วไปโดยสิ้นเชิง  ความรู้สึกของคนดูไม่ได้ถูกบิลท์ให้เกิดอารมณ์อิโรติกทางเพศ ทั้งๆ ที่เกลื่อนไปด้วยฉากเซ็กซ์สารพัดรูปแบบและชัดเจนซะออกขนาดนั้น  ทำให้เห็นได้ว่าการเล่าเรื่องเป็นส่วนสำคัญยิ่งของการทำหนัง  ที่จะทำให้แนวเรื่องลากคนดูไปสู่จุดไหน  จะให้เร้าใจตื่นเต้น ชื่นบานมีความหวัง หรือหดหู่เศร้าสร้อย  หนังทำได้ทั้งนั้น  ต่อให้ภาพนั้นโจ่งแจ้งโป๊แหลกขนาดไหน  หากอารมณ์ของฉากนั้นๆ ไม่ได้นำพาไปสู่เป้าหมาย  ความรู้สึกดังกล่าวก็ไม่บังเกิดผลต่อคนดู  เนื้อหาของมันกลับมีผลมากกว่าภาพที่ปรากฏ  ต่างกับหนังเรื่อง 9 Songs ของ  Michael Winterbottom หรือ เรื่อง Romance ของ Catherine breillat  ซึ่งทั้งสองเรื่องนั้นยังมีลีลาของความอิโรติกเย้ายวนมากกว่า  

และความรู้สึกที่สัมผัสได้ตลอดเรื่องคือ ความหดหู่ หรือ แรงกดดัน (Depression) ของตัวละครที่มีต่อชีวิตของตัวเอง  สมกับที่เป็นเรื่องสุดท้ายของไตรภาค Depression Trilogy ของ ลาร์ส ฟอน เทรียร์  เป็นกระจกสะท้อนความเป็นตัวตนของผู้กำกับอย่างชัดเจน  ดังที่ สเตซี่ มาร์ติน  ผู้สวมบทบาท โจ ในวัยสาวได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้




Create Date : 09 มกราคม 2558
Last Update : 9 มกราคม 2558 10:29:11 น. 5 comments
Counter : 12898 Pageviews.

 
สวัสดีครับพี่หมี

ผมซื้อแผ่นมาแล้ว
แต่ยังไม่มีโอกาสหยิบมาดูเลย

มาอ่านรีวิวในบล็อกพี่หมีก่อนเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 9 มกราคม 2558 เวลา:10:44:23 น.  

 
สวีดัดไป่มีน้องก๋า

เวอร์ชั่นของน้องก๋าไม่แน่ใจว่าเป็น Director's Cut หรือไม่ ลองเช็คดู


โดย: Bkkbear วันที่: 9 มกราคม 2558 เวลา:21:28:07 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่หมี

ผมซื้อจากเว็บหนังอินดี้ครับพี่
ไม่แน่ใจว่าเป็นเวอร์ชั่นไหน
ยังไม่ได้หยิบมาดูเลยครับ
ช่วงนี้งานยุ่งมกาๆ

เข้ามาโหวต Movie blog ให้พี่หมีครับ





โดย: กะว่าก๋า วันที่: 10 มกราคม 2558 เวลา:6:53:39 น.  

 
สวัสดีครับพี่หมี

ผมกับมาดามสลับกันเป็นหวัดเลยครับ 555
เป็นกันมาสองสามรอบ
ตัวแพร่เชื้อคือหมิงหมิงเป็นรอบเดียวหายเลยครับ 555



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 13 มกราคม 2558 เวลา:22:07:37 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่หมี



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 14 มกราคม 2558 เวลา:6:06:38 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Bkkbear
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยายในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.