Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2550
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
2 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 
Little Miss Sunshine สะท้อนความตื้นเขินของอเมริกันชน..หรือ..ออสการ์?



สงสัยแต่แรกว่าชื่อเรื่อง Little Miss Sunshine มันหมายถึงอะไรแน่ ก็ถึงบางอ้อว่าช่างเป็นรสนิยมคล้ายคลึงข้ามโลกอะไรเช่นนี้ นั่นคือการประกวดนางงามรุ่นจิ๋วนั่นเอง วัฒนธรรมอเมริกันช่างแอบมาล้อเลียนวัฒนธรรมนางงามของบ้านเราได้ยังไงกันเนี่ย ...

บทความนี้คงไม่ถือเป็นบทวิจารณ์แต่อย่างใด คงเป็นได้เพียงความรู้สึกหลังดูหนังเรื่องนึงจบลงด้วยความทะแม่งๆ ในอารมณ์บอกไม่ถูก เนื้อหาของหนังซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลออสการ์บทยอดเยี่ยมนั้นคงหาอ่านได้ตามบล็อกวิจารณ์หนังดังๆ อยู่หลายบล็อก ฉะนั้นคงไม่ท้าวความถึงมากนัก หากจะบอกเพียงนัยๆ ว่า หนังเรื่องนี้เป็นเพียงหนึ่งในหนังครอบครัวอีกแง่มุมหนึ่งของอเมริกันชน ที่อาจดูร่วมสมัยถูกใจกรรมการออสการ์ แต่คนไทยอย่างเราๆ ดูไปอาจจะไม่อินหรือเพลิดเพลินอย่างที่ควรจะเป็น

เนื้อหาความขัดแย้งของคนในครอบครัวแนวนี้ เห็นมานักต่อนักในหนังครอบครัวดีๆ หลายๆ เรื่อง ซึ่งต่างก็ลงเอยด้วยความเข้าใจกัน(ตามสูตร)ในตอนจบ หากหนังเรื่องนี้มันเล่าได้ลุ่นๆ ไม่ประดิดประดอย ไม่ร้อยเรียงบทให้ประณีตกับแก๊กคมๆ คงอยากให้เห็นบรรยากาศในชีวิตจริงด้วยมุกอเมริกัน(เชยๆ) ร่วมสมัยหรือไงไม่ทราบ คือคล้ายจะเลียนสไตล์หนังยุโรปในความไม่พยายามโปรยลีลาจังหวะ อยากจะให้ดูนิ่ง แต่วิธีนำเสนอนั้นบอกได้ว่าคนละรุ่น เพราะคนยุโรปจะมีมุมมองอารมณ์ขันที่ลึกกว่า ด้วยการแสดงออกที่แยบยลกว่า

Little Miss Sunshine จึงให้อารมณ์การชมที่ระหกระเหินพอควร พออมยิ้มได้บ้างแซมด้วยความรู้สึกฝืดๆ ผสมปนเป ใครก็ตามหวังว่าจะได้ชม Comedy Drama ที่ดูหนุกหนานจี๊ดจ๊าดชวนติดตาม ก็คงอาจผิดหวัง เพราะมันไม่ชวนบันเทิงสักกี่มากน้อย จะว่าเป็น Black comedy ก็ไม่ถึงขนาด ในส่วนของดราม่าก็มิใช่จะเข้มข้นชวนตามติดชนิดไม่กล้าลุกจากเก้าอี้




แต่ก็เป็นหนังที่ดูไปได้เรื่อยๆ ด้วยอารมณ์แปลกๆ และเหมือนกับว่าตัวละครแต่ละคนได้บทเรียนชีวิตกับทริปตกกะไดพลอยโจนนี้แบบไม่ลงตัวไงไม่ทราบ คงเป็นความตั้งใจในการเขียนบทและการกำกับที่จะไม่ให้ทุกอย่างมันดูลื่น ดู Cheer up จนเกินไปเหมือนสไตล์หนังไอ้กันทั่วไป

คล้ายกับว่าชีวิตคนมันก็มีอยู่แค่นี้แหละ ไม่ได้มีสีสันเหมือนนิยายประโลมโลกย์ (หรืองานประกวดนางงามรุ่นจิ๋ว) ซะเมื่อไร แต่ความน่าเบื่อของไลฟ์สไตล์คนอเมริกันมันพาลไม่ทำให้หนังชวนติดตามเหมือนหนังยุโรป โดยเฉพาะหนังอังกฤษที่มีวิธีเล่าเรื่องที่แยบคายและแพรวพราวด้วยอารมณ์ขันลึกๆ กว่า คงเนื่องจากวัฒนธรรมความคิดอ่านที่ต่างกันนั่นแหละ

แปลกใจว่าทำไมหนังถึงได้ออสการ์บทยอดเยี่ยม แถมด้วยออสการ์นักแสดงประกอบ อลัน อาร์กิน ในบทคุณปู่ติดยา ซึ่งบทก็มิได้โดดเด่นมากมาย (ไปกว่าคู่แข่งอีกหลายคน) สงสัยคงแถมให้ด้วยความอาวุโสของแก และด้วยสไตล์เรื่องที่แหวกไปจากบทหนังอเมริกันทั่วไป?? มิน่า..อีตาเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ถึงสะบัดตูดออกจากงานออสการ์ด้วยความหงุดหงิด (จากการพลาดรางวัล)

ที่ขำคือ บทของหนูน้อยที่เข้าประกวดแล้วต้องแสดงโชว์ด้วยการเต้นเป็นคนสุดท้ายด้วยลีลานางระบำเปลื้องผ้า (ที่คุณปู่เทรนมาอย่างดี ..เหอๆๆ) แถมด้วยปฏิกิริยาทางลบของคนดู แต่หล่อนกลับยังคงลอยหน้าเต้นอย่างไม่ยี่หระ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ออกจะเป็นเด็กที่แคร์การยอมรับมากๆ จะว่าคำสอนของปู่จะทำให้เธอนั้นบรรลุโสดาไปแล้วก็ออกจะเกินเหตุ ตามมาด้วยครอบครัวลุกขึ้นไปเต้นร่วมวงดูเป็นตามสูตรพิกลอยู่ ขณะที่คนดูพากันลุกหนีก็ยังมีผู้ชมแนวๆ ลุกขึ้นมาเชียร์.. เฮ้อ ดูไปดูมาชักตลกไม่ออก..พาลเครียดไปด้วย



งานประกวด Miss Sunshine รุ่นจิ๋วจึงเป็นประหนึ่งภาพสะท้อนของสังคมเฟคๆ แบบอเมริกันจ๋า และเป็นตัวจุดประกายให้ครอบครัวนี้ได้บรรลุพร้อมๆ กัน(โดยมิได้นัดหมาย) ว่ายังมีทางเลือกของชีวิตที่ไม่ต้องมาทำตัวอุบาทว์กันในงานประกวดติงต๊องแบบนี้ เอ่อ..ทำไมทุกคนคิดได้ช้ากว่าปรกติจริงนิ...โดยเฉพาะแม่หนูตัวดี..ดูเธอก็ผ่านเวทีประกวดมาแล้วไม่น้อย

สังเกตดูหนังที่เสียดสีสังคมไอ้กันร่วมสมัยมักจะได้รับคะแนนจากกรรมการ ทั้งๆ ที่บางครั้งเรื่องจะผูกไว้อย่างล้นๆ อย่างเช่น American Beauty แล้วก็มาเรื่องนี้ Little Miss Sunshine จริงๆ Theme เรื่องก็น่าสนใจอยู่ หากวิธีเล่ามันลุ่มๆ ดอนๆ และไม่ทำให้เรารู้สึกถึงข้างในของตัวละครได้อย่างจริงจัง แต่ที่แน่ๆ เราอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย คนอเมริกันดูแล้วอาจจะอินกว่า...กระมัง?

จริงๆ Little Miss Sunshine เป็นหนังที่ใช้ได้เรื่องหนึ่งแหละ .. หากแต่แรงจูงใจของบทในบางจุดมันไม่ถึง แต่ก็ยังไม่ฉกรรจ์เหมือนกับหนังเรื่องแฝด ที่ไปพลาดกับเหตุผลสำคัญของเรื่อง คือการที่แฝดคนนึงฆ่าอีกคนที่ติดกันอยู่ตาย..แล้วทำเหมือนกับว่า..ไม่มีปัญหากับหมอ กับตำรวจ หรือญาติโยม ฯลฯ เลย เราก็เริ่มไม่สนุกกับการติดตามมันแล้ว

เอ๊ะ คุยเรื่องหนังอเมริกัน..ดันมาจบที่หนังไทยได้ไงเนี่ย..


Create Date : 02 พฤษภาคม 2550
Last Update : 2 พฤษภาคม 2550 8:45:44 น. 11 comments
Counter : 2501 Pageviews.

 
ผมเองก็ชอบหนังยุโรปมากกว่าหนังอเมริกันครับ คิดเช่นเดียวกันว่าหนังจากยุโรปคมคาย ลุ่มลึก และเวลาจิกกัดอะไรแล้วก็แสบๆคันๆกว่าเยอะ(ยกเว้นหนังของวูดดี้ เอเลน)

เห็นด้วยว่า Little Miss Sunshine ดีแต่ยังไม่ถึงกับเยี่ยม แต่ในสายตาคนอเมริกันเองคงสะใจกับหนังจิกกัดตนเองล่ะมั้ง แบบว่าโรคจิตเก็บกด พอมีหนังแนวนี้เลยออกมาทีเลยอ้าแขนรับกันอย่างเต็มที่

ในแง่การแสดงผมไม่ค่อยรู้ครับว่ายังไงเล่นดี ยังไงเรียกว่าเล่นโค-ตรดี เลยวิจารณ์ไม่ถูกว่าสมควรได้รางวัลสมทบชายมากน้อยแค่ไหน

แต่ด้วยความที่ Little Miss Sunshine เป็นหนังที่ดูแล้วแสนจะ feel good แถมเนื้อเรื่องและตัวละครดูไม่ไกลจากชีวิตจริงเกินไปจนจับต้องหรืออินไม่ได้ เลยไม่แปลกใจครับถ้าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังในดวงใจทั้งคนอเมริกันเองและคนหัวดำอย่างพวกๆเรา


โดย: Kino (das Kino ) วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:01:38 น.  

 
มายกมือไหว้ และกล่าวสวัสดีค่ะ



โดย: โสมรัศมี วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:10:52 น.  

 
เรื่องการแสดงนั้นมันขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ทั้งตัวบทที่เอื้อ นักแสดงที่ตีบทได้ถึง รวมไปถึงผู้กำกับที่มีฝีมือ... อาจมีนักแสดงอยู่มากมายที่เล่นได้ดี..จนถึงดีมากในหนังเรื่องนั้นๆ แต่ออสการ์คือการแข่งขันกับหนังเรื่องอื่นๆ ด้วย ซึ่งหากหนังเรื่องอื่นมีปัจจัยในการผลักดันให้การแสดงดูโดดเด่นกว่า ก็มีสิทธิ์ที่จะได้ชัยชนะมากกว่า แต่ผลของออสการ์มาจากผู้คนร้อยพ่อพันแม่ ขึ้นอยู่กับอารมณ์และรสนิยมของผู้คนในช่วงนั้นว่ากำลังปลื้มอะไร ก็คงเอามาเป็นบรรทัดฐานอะไรนักไม่ได้ เหมือนกระแสเฮเลน เมียเรนกำลังแรงจาก เดอะควีน ทั้งๆ ที่อาจมีนักแสดงหญิงมือเยี่ยมๆ อีกหลายคนที่ทำได้ดีพอๆ กัน หรือดีกว่า แต่ความโดดเด่นของธีมหนังและตัวบทที่หาคนมาลงตัวได้ไม่ง่าย คุณเธอก็เลยคว้าไปรับประทานได้ไม่ยาก..

อ้อ..สวัสดีคุณโสมเช่นเดียวกันครับ ขอบคุณสำหรับกระต่ายน่ารัก


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:22:11:14 น.  

 
แวะมาอ่าน เสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ลงโรงบ้านเราครับ คิดว่าจะหาโอกาสเช่ามาชมบ้างในเร็ววันนี้


โดย: joblovenuk วันที่: 3 พฤษภาคม 2550 เวลา:2:33:54 น.  

 
อ่านที่คุณเขียน แล้วทำให้อยากดูค่ะ
ไว้จะหาโอกาสดูให้ได้ค่ะ

ดูเหมือนคุณ หมีโฮโซ
จะชอบหนังมีความลึก น่าค้นหานะคะ

อย่างเช่น Pan' ค่ะ
ขอบคุณนะคะ สำหรับประสบการณ์ที่นำมาแบ่งปันเล่าสู่กันฟังค่ะ

ปล. ชอบหมีเหมือนกันค่ะ


โดย: Mr.Bear's dream วันที่: 4 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:45:34 น.  

 
ผมว่าเรื่องนี้นะ เด็กที่แสดงนำอะดึงคนดูได้มากกว่าบทอีก หนังเรื่องนี้เลยโดออกมาจากเรื่องอื่นๆทำได้ได้คว้าออสการ์ไป...มั้งครับ
จากสมองน้อยๆ


โดย: **อัศวินหมีโหด** (heartkub ) วันที่: 5 พฤษภาคม 2550 เวลา:12:21:39 น.  

 
เราเป็นอีกคนที่ดูแล้วไม่ได้รู้สึกประทับใจเหมือนใครอีกหลายๆคน ด้วยบทที่ดูแล้วเหมือนจะดีและลึก (แต่พอดูจบ ก็มาพูดกับตัวเองว่ามันแค่เนี่ยเองเหรอ) ไอ้ปม(เลกๆ)ที่ผู้สร้างผูกเอาไว้ให้กับตัวละครหลายคัว สุดท้ายมันก็ยังไม่ได้มีอะไรคลี่คลายสักอย่าง
ไม่รู้น่ะ ผมเห็นด้วยกับคุณในหลายๆด้านที่คุณพูด แต่พอเห็นถึงผลที่เรื่องนี้ได้รับแล้ว ผมก็ได้ทำใจและท่องคติประจำใจก่อนดูหนังทุกๆเรื่องว่า "Don't believe the Hype"


โดย: BloodyMonday IP: 211.136.200.189 วันที่: 6 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:45:13 น.  

 
ออสการ์ยุคนี้ก็ไม่ต่างกับสุพรรณหงส์ทองคำสักกี่มากน้อย รสนิยมของคนเจนเนอเรชั่นนี้ยากที่จะคาดเดา หนังดีๆ หลายเรื่องที่หลุดโผไปคงด้วยเหตุผลการเมืองอีกสารพัน ว่าแต่หนังไทยเถอะ..จะมีอะไรดีๆ หลงเหลือให้ดูกันมั้ยเนี่ย


โดย: หมีบางกอก IP: 124.120.205.39 วันที่: 7 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:59:20 น.  

 
อยากดู แต่ไม่ค่อยชอบหนังสไตล์นี้ มีหลายคนบอกว่าดีก็เลยลังเลค่ะ


โดย: ต.เต่าหลังตุง (pintakai ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:0:02:01 น.  

 
ตอนซื้อดีวีดีแผ่นนี้มา ก่อนยัดแผ่นเข้าเครื่องก็คาดหวังว่าดูหนังเรื่องนี้จบแล้วจะต้องนั่งยิ้มแป้นทั้งวันแน่ๆ

พอดูจบ คิ้วก็พลันขมวดชนกัน แล้วก็ถามตัวเองว่า "อะไรกัน มีแค่เนี๊ยะ"

มันดีขนาดได้รางวัลเลยเหรอเนี่ย นึกว่าเป็นโฮมวิดิโอ เกรดบี เสียอีก เพียงแต่มีดาราฝีมือเจ๋งๆเล่นเท่านั้นเอง

ไอ้เราก็ไม่ได้ใช่ว่าฮาร์ดคอร์อะไร แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เปรียบไปก็คล้ายอ่านนิยายเล่มละห้าบาทเลย


โดย: ฉิบหกเมฉา IP: 61.7.217.35 วันที่: 14 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:53:47 น.  

 
พึ่งได้ดูครับ

แต่ผมชอบครับ


โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่แตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:21:42:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
Bkkbear
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยายในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.