Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
15 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
แสงศตวรรษ หนังอาร์ตไซไฟแฝงดราม่าข้ามมิติรักแฟนตาซีบวกชีวิตลึกลับซ่อนเงื่อนแนวอีโรติกคอมเมดี้..




ได้ดูดีวีดีเวอร์ชั่น Uncut (กรุณาอย่าคิดเป็นอื่น..) ก็พอเห็นประเด็นร้อนอยู่บ้าง

สงสารกองเซ็นเซ่อร์อยู่มิน้อย..5555 จะตัดอะไรก็คงงงๆ ก๊งๆ...เอิ๊กกก

เพราะคงจับประเด็นเนื้อหาอะไรก็ไม่ได้ ก็ขอลุยเอาแต่ภาพก็แร้วกัน...


..........................................................................................


ทำไมถึงชื่อแสงศตวรรษ... ภาษาปะกิตเขาว่า Syndromes and a Century

ดิกชันนารีของเน็คเท็คเขาแปล Syndrome ว่า “อาการของโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน” เหอะๆ ..เซอร์หนักเข้าไปอีก

เรื่องของเรื่องมันคงฟังดูเกร๋กระมัง.. อย่าไปคิดมากเรย.. ดูหนังอาร์ตๆ เขาห้ามคิดมาก …

เดี๋ยวเจอ “อาการของโรค(จิต)ต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน” 5555

หนังแสงศตวรรษนี้..ดูเนียนๆ ดีกว่า “สุดเสน่หา” หรือ “สัตว์ประหลาด” อยู่ หากแต่คงความ “ดูไม่รู้เรื่อง” ได้เหนียวแน่นเทียบเทียมกันอย่างสูสี

“สัตว์ประหลาด” นับว่า..คล้ายๆ จะดูรู้เรื่องมากกว่าเพื่อนแล้ว....





แสงศตวรรษ มีเนื้อหาราวกับล่องลอยเข้าไปในโลกของมิติคู่ขนาน....(อย่าเพิ่งขมวดคิ้ว)

นับเป็นความเด่นของ ผกก.ที่สามารถกำกับนักแสดงหน้าใหม่ให้เล่นกับไดอะล็อคแนวอิมโพรไวส์และดูสมจริงเป็นธรรมชาติ

แต่กลับนำมาเล่าเรื่องที่ดูหลุดโลกเหมือนหลุดไปในมิติแห่งความเหนือจริง

ด้วยเรื่องราวของหมอเอ๋อๆ คนนึง (จริงๆ ก็ทุกคนในเรื่องแหละ ที่มีพฤติกรรมเหวอๆ ไม่ค่อยเหมือนผู้คน) ที่ถูกจับมาเป็นตัวละครนำในฉากที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลต่างจังหวัด แล้วอยู่ดีๆ ก็มาเล่าเรื่องซ้ำที่เกิดขึ้นเหมือนเดิมในโรงพยาบาลที่ กทม. (ฟังแล้วรู้เรื่องมะ..)

ก็เหมือนจิตวิญญาณของตัวละครที่อยู่ต่างมิติ หากวิ่งคู่ขนานกันไป เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่ต่างเวลาต่างมิติ สะท้อนมุมมอง(และตัณหา)ของหมอต่างสังคม บ้านนอก..และ เมืองกรุง

ส่วนจะสะท้อนว่ากระไร..ก็จงไปดูเอาเองเถิด เพราะไม่ทราบว่าจะเล่าเรื่องประการใด..เพราะจริงๆ แล้ว มันไม่มีเรื่องอะไรให้เล่าได้เป็นชิ้นเป็นอัน ทุกอย่างเป็นสไตล์และสัญลักษณ์ (Symbolic) ที่ปล่อยให้คนดูตีความกันไป...

ส่วนเนื้อหานั้น...ใครเข้าใจอย่างไร..ก็นับเป็นบุญบารมีเก่าของผู้นั้น...

นับเป็นอีกเรื่องนึงที่ Style ครอบ Content จนมิด ดูเอาความเกร๋เป็นหลักก็คงพอ (แล้วกระมัง)

ฤาหนังอาร์ตเขาต้องทำให้มันเอ๋อๆ เช่นนี้เป็นสรณะ?

“สัตว์ประหลาด” ยังดูมีเนื้อมีหนังให้จับต้องได้มากกว่า และตีความในแง่มุมลึกได้น่าสนใจกว่า

................................................................................................


ส่วนที่เหลือ.. ก็คือความรู้สึกเสียดสีประชดประชัน ด้วยทั้งอารมณขัน และอารมณ์คัน (อันพิลึกๆ)

ทั้งฉากหมอรักษาพระ...หมอทำฟันพระ...พระอยากเล่นกีต้าร์ (แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย) ..หมอฟันบ้าร้องเพลง..รวมทั้งพฤติกรรมต๊องๆ ของหมอพระเอกและนางเอก ...บลาๆๆ อีกมากมายที่คนดูต้องมาปะติดปะต่อเอาเอง...

ความน่าสนใจของเรื่องคือ ตัวแสดงที่ Cast มาได้ดูเป็นบ้านๆ ดี ดูไม่เป็นดารา แต่ก็แสดงกันได้เนียนๆ เข้ากัน พูดจาเป็นธรรมดาเหมือนคนทั่วไป ไม่ดูประดิษฐ์เหมือนหนังไทยที่เคยดู ด้วยบทพูดที่ดูธรรมชาติสมจริงไม่ต้องคอยรอจังหวะพูดเหมือนละครหลังข่าวหรือหนังตลกดาดๆ

หากแต่ความเป็น Realistic เหล่านี้ กลับนำไปใช้บนความเป็น Surreal (สไตล์หนังที่เหนือจริง) งงแมะ...

มันเป็นสไตล์การทำหนังที่เสมือนเทรดมาร์คของอภิชาตพงศ์ชัดเจนอยู่ เขาทำอย่างนี้มาทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้จะโดดเด่นกว่าเพื่อน




แรกๆ ของการเล่าเรื่องในช่วงโรงพยาบาลชนบท.. ยังดูมีความเป็นธรรมชาติของชีวิตจริงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทั้งแอ็คชั่นและบทไดอะล็อค

แต่ครั้น..อยู่ดีๆ ..ตัดฉับมาที่โรงพยาบาลในกรุง และเล่าเรื่องซ้ำด้วยเหตุการณ์เดิมๆ อาการความหนืดในการแช่ภาพนิ่งๆ เริ่มเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้น จนข้าพเจ้าเผลองีบไปสองสามตลบ...5555

กว่าจะดูจบให้ต่อเนื่องกันก็ครบสามวันพอดิบพอดี ...

ช่วงท้ายๆ เรื่องก็วนเวียนกับพฤติกรรมของหมอๆ ที่อยู่ในมิติแห่งความเซอร์ โดยเราเองก็ปล่อยใจดูเหตุการณ์นั้นไปเช่นเดียวกับภาพฝัน (เข้ากันดีมะ) ก็เลยไม่ค่อยทุรนทุรายกระไรนัก

อยู่ดีๆ เขาก็ตัดไปดูมุมโน้นมุมนี้ในโรงพบาล จนมาถึงห้องใต้ดิน...นอนดูภาพเจ้าท่อประหลาดดำๆ ในห้องใต้ดินนั่นไปสักห้านาที มันกำลังดูดควัน..อะไรไม่รู้...(ใครได้ไปดูกรุณาช่วยมาอธิบายหน่อยจะเป็นพระคุณ)

แล้วอยู่ดีๆ ก็ดำมืดไปหมด...(แหะๆ...ไม่มีอะไร...เผลองีบไปนิด)

สะดุ้งตื่นอีกที..ตัดไปสวนสาธารณะมีคนมาออกกำลัง ทำกิจกรรม เต้นแอโรบิค กรอกลับไปดู..เอ มันก็ต่อกับไอ้ท่อดำๆ นั่นมาเฉยๆ นี่นา....

อ้าว เฮ้ย...เครดิตไตเติลขึ้น จบแล้วคร้าบบบ

เกือบลืม...ที่น่าสนใจอีกอย่าง...คือดนตรีประกอบ ทำได้เซอร์สมเรื่องซะไม่มี แม้กระทั่งเพลงร้อง “Smile” ที่อุปโลกว่าหมอฟันนักร้องแต่ง ก็ยังเป็นเพลงร้องเซอร์ๆ ทั้งเนื้อและเมโลดี้ (แถมยังกล้าเอาขึ้นเวทีร้องให้คนบ้านนอกฟัง)

ขอบคุณที่ตามอ่านรีวิวอาร์ตๆ ของข้าพเจ้า...จบมันยังงี้แหละ




ฉากที่ถูกตัดไปตอนฉายในโรง แต่ตอนนี้ได้ข่าวว่าโดนตัดเพิ่ม อะไรมั่งก็ไม่ทราบ...ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัว อิสระในการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ย่อมห้ามกันไม่ได้ ...

แต่ในแง่มุมของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ก็ให้รู้สึกพิกลๆ อยู่ ประเด็นของพระ+หมอ+จินตนาการข้ามมิติ+ความเป็นปุถุชน ฯลฯ มันปนเปกันจนไม่มีอะไรเด่นชัด ซึ่งคงเป็นวัตถุประสงค์ของคนทำ และเป็นสัญชาตญาณในการด้นบทในสไตล์ Script on Location แล้วนำมายำอีกทีในห้องตัดต่อทีหลัง

ประเด็นคาบลูกคาบดอกพวกนี้มันเลยผสมผเสยิ่งกว่าขนมผสมน้ำยา ให้รสชาติที่พิลึกพิลั่น จะว่าขำก็ไม่ใช่ จะว่าเกร๋ก็ไม่นึกไม่ออก จะว่ารำคาญ..ก็เป็นบางที

และยังมีสไตล์ของความล่อแหลม(ทางเพศ)ที่ ผกก.ชอบแฝงไว้ในหนังทุกเรื่องของเขา ตั้งแต่ฉากเสพสมกันโจ๋งครึ่มในสุดเสน่หา ความสัมพันธ์(ทางเพศ)ของสองชายในสัตว์ประหลาด และอารมณ์รักอารมณ์ใคร่แบบหมอๆ กับฉากไอ้นั่นแข็งตัวในแสงศตวรรษ

สไตล์คาบลูกคาบดอกแบบนี้ อภิชาตพงศ์เข้าใจดีว่ามันทุบหัวคนดูทั่วโลกได้ดี (ซึ่งหนังอินดี้มักจะทำกัน) ทำให้หนังของเขาดูแนวๆ และมีอะไรๆ ให้ชวนติดตาม แต่บางประเด็น อย่างมุกที่เล่นกับพระสงฆ์องค์เจ้า (รวมทั้งพระพุทธรูปสีขาว) หรือ แม้แต่ช็อทที่ดอลลี่ผ่านอนุสาวรีย์เจ้าๆ นายๆ หน้าโรงพยาบาลนั้นมี subtext อะไรแอบแฝง? โดยส่วนตัว..โดยเฉพาะวัยวุฒิ..และความเป็นคนไทย..ก็รู้สึกแหม่งๆ อยู่ ซึ่งความรู้สึกพวกนี้จะแรงกว่า ประเด็นที่กองเซ็นเซอร์สังเกตเห็นเสียอีก

คนต่างชาติอาจมีมุมมองที่แตกต่าง เพราะเขาไม่ concern เรื่องวัฒนธรรมความเชื่อแบบเดียวกับเรา ก็คงเหมือนกับเราดูหนังบาทหลวงปล้ำเด็กวัดใน Bad Education อะไรทำนองนั้น มันไกลตัวก็เลยไม่รู้สึกกระเทือนอะไรกี่มากน้อย

...............................................................................................


และนี่คือข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้มาจากเว็บของนิตยสาร "สารคดี" โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร ซึ่งคงจะช่วยทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นได้บ้าง เพราะถ้าดูแต่หนังเปล่าๆ เบลอๆ แบบข้าพเจ้า ก็คงไม่เก็ตอะไรเลยฉะนี้แล

แสงศตวรรษ เป็นหนังในโครงการ New Crowned Hope ของประเทศออสเตรีย เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ ๒๕๐ ปีของโมสาร์ต หนังในโครงการนี้ไม่ต้องถ่ายทอดประวัติชีวิตหรือใช้ดนตรีของโมสาร์ต แต่ท้าทายให้ ทดลองดูว่าจะถ่ายทอดวิญญาณของโมสาร์ตในงานของคุณได้อย่างไร ? เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเปลี่ยนโมสาร์ตเป็นสุนทรภู่ แทนที่จะถ่ายหนังเรื่อง นิราศเมืองแกลง คุณสามารถทำหนังเกี่ยวกับการเดินทางสุดขอบโลกก็ย่อมได้

อภิชาติพงศ์เลือกอุปรากร “The Magic Flute” ของโมสาร์ต ซึ่งมีธีมเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองความมหัศจรรย์ของมนุษย์ มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้ สิ่งวิเศษสุดของมนุษย์ในสายตาของเขาก็คือ การเกิดมาอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์คนหนึ่งเกิดจากพ่อและแม่

อภิชาติพงศ์ตั้งคำถามว่าช่วงเวลาก่อนที่พ่อและแม่จะมาเจอกัน พวกเขามีชีวิตอย่างไร ? ความรักก่อนหน้าเป็นอย่างไร ? นี่ไม่ใช่หนังชีวประวัติ เขาใช้ชีวิตของพ่อแม่มาเป็นจุดกำเนิดแรงบันดาลใจ แล้วพัฒนาไปสู่ไอเดียอื่น ๆ มันยังผสมไปด้วยความทรงจำวัยเด็กในโรงพยาบาล (ทั้งพ่อและแม่ของเขาเป็นแพทย์) ความทรงจำที่มีต่อขอนแก่น (บ้านเกิด) และทัศนคติต่อชีวิตในปัจจุบันที่กรุงเทพฯ

ผลลัพธ์ออกมาได้หนังเรื่องหนึ่งที่ถูกแบ่งเป็น ๒ ส่วน เป็นหนังที่ดูคล้ายภาพคอลลาจของหลากชีวิต ไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่สิ่งโดดเด่นก็คือหนังครึ่งแรกเน้นที่คุณหมอผู้หญิง (หมอเตย) ครึ่งหลังเป็นหมอผู้ชาย (หมอหน่อง) ครึ่งแรกเป็นหนังตลก ครึ่งหลังมีกลิ่นไซ-ไฟ ครึ่งแรกเกิดในชนบท ครึ่งหลังเกิดในเมือง ครึ่งแรกดูคล้ายอดีต ครึ่งหลังคล้ายอนาคต

อย่างไรก็ดีทั้งครึ่งแรกและหลังไม่ได้เกิดในโลกแห่งความจริง มันเป็นเพียงพื้นที่แห่งจินตนาการที่ทุกสิ่งในข้างต้นมาปะทะสังสรรค์กัน

แสงศตวรรษยังมีความสัมพันธ์กับหนังเรื่องก่อน ๆ ของอภิชาติพงศ์ นั่นคือ ถ้า สัตว์ประหลาด คือความทุกข์ แสงศตวรรษ ก็คือความสุข ถ้า สัตว์ประหลาด คือความมืดมิด แสงศตวรรษ ก็คือความสว่างไสว

สัตว์ประหลาด เหมือนเมฆดำหมองหม่น ส่วน แสงศตวรรษ บางเบาล่องลอยราวกับหมอกจาง ๆ หรือแสงสว่างยามเช้า

อภิชาติพงศ์เป็นนักด้นสด นักทดลอง และนักสัญชาตญาณ การทำหนังโดยปรกติเริ่มจากการเขียนบทภาพยนตร์แล้วถ่ายทำทุกอย่างตามบท แต่อภิชาติพงศ์เขียนบทเพื่อเป็น “เข็มทิศ” เท่านั้น จากนั้นเมื่อ “ปิ๊ง” ในสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง สถานที่ถ่ายทำ บทสนทนาที่พูดกันเล่น ๆ ฯลฯ เขาจะปรับรื้อบทและถ่ายทำมัน ด้วยเหตุนี้หนังของอภิชาติพงศ์จึง “สด” อยู่เสมอ หลายประโยคที่ตัวละครพูดอาจเกิดจากการด้นสดของนักแสดงหรือมาจากชีวิตของนักแสดงเอง

สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นตั้งแต่ ดอกฟ้าในมือมาร หนังขนาดยาวเรื่องแรก อภิชาติพงศ์กับทีมงานเดินทางท่องเหนือจรดใต้เพื่อถ่ายทำหนังสารคดี โดยให้ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ “แต่งเรื่องต่อกันไปเรื่อย ๆ” โดยไม่ต้องมีตรรกะใด ๆ ต่อมาเขานำเรื่องที่ชาวบ้านแต่งนี้ไปถ่ายทำเป็นหนังอีกเรื่อง สุดท้ายก็นำหนังเรื่องแรก (สารคดี) และหนังเรื่องหลัง (เรื่องแต่ง) มาตัดต่อรวมกัน ผลลัพธ์กลายเป็นหนังประหลาดเรื่องหนึ่งของโลก

การด้นสดนี้ยังคงอยู่ในแสงศตวรรษ เขาเขียนบทขึ้นมาครึ่งเรื่อง จากนั้นเมื่อเจออะไรที่เข้ามาดลใจก็แก้บทและถ่ายทำไปเรื่อย ๆ เมื่อถ่ายไปได้ครึ่งเรื่องก็หยุดพักไปเขียนบทอีกครึ่งที่เหลือ การ “รื้อสร้างใหม่” เกิดขึ้นในทุก ๆ ส่วนไปจนถึงห้องตัดต่อ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเขาได้หนังที่ห่างไกลจากบทดั้งเดิมอย่างยิ่ง แต่ไม่เห็นเป็นไร ทำไมเราต้องปล่อยให้สิ่งที่เราเขียนขึ้นมาในเวลาก่อนหน้า กลายเป็นกรอบจำกัดความคิดสร้างสรรค์ด้วยเล่า ?






Create Date : 15 เมษายน 2551
Last Update : 17 เมษายน 2551 10:02:05 น. 15 comments
Counter : 1857 Pageviews.

 
อิอิ พี่หมี... หนังอภิชาติเนี่ยทำมาไว้ให้ดูได้นานๆ แถมบางทีดูไปแล้วทำงานบ้านไปก็ยังได้เพลินๆ ..เหมือนว่าเรากำลังดูคนบนโลกนี้จริงๆ ในจอนี่แหล่ะ สนใจมันมากก็ปวดหัว มองผ่านๆ แล้วก็ทำงานของเราต่อไป 55+

แต่กระนั้นก็เถอะ... เวลากลับจากที่ทำงานเหนื่อยๆ อยากดูหนัง ก็อยากดูหนังมันๆ สนุกๆ ไม่อยากคิดมาก
ว่างจริงๆ ถึงจะเอามาดูกันที...
ไปหาเก็บไว้มาดูมั่งดีกว่า
ขอบคุณที่มาเล่าให้ฟังคร้าบบบบ


โดย: ทายาทตระกูลหยี วันที่: 15 เมษายน 2551 เวลา:1:01:31 น.  

 
เหอๆ..ถ้าดูไปทำงานไป..สงสัยจะได้แสงศตวรรษภาคใหม่..จับต้นชนปลายไม่ถูกเป็นแน่แท้ แต่ว่าไป..ดูหนังเรื่องนี้ก็ต้องตามติดทุกฉาก เพราะหลุดตรงไหนไป เดี๋ยวจะหาว่าดูไม่ละเอียด ไม่เข้าใจจริง...(เอาเหอะ..ต่อให้จำมันได้ทุกช็อท ก็ยังเอ๋ออยู่ดีฟระ)

แต่ก็เข้าใจความหมายของน้องต๋อง หนังของอภิชาตพงศ์มันเป็นเหมือนจิกซอว์ที่กระจัดกระจาย แล้วเอามาต่อกันตามอารมณ์คนทำ จะเข้ากันหรือไม่ เขาไม่สน เพราะฉะนั้นเวลาจะดูตอนไหน มันก็ไม่ต่าง..เพราะคนดูต้องใช้จินตนาการเอาเอง

หากจะดูหนังเรื่องนี้จริงๆ จิตใจและร่างกายต้องพร้อม.. ถ้าเหนื่อยๆ กลับมาจากงาน หรือ กำลังเอนๆ ดูพอเพลินๆ ก็มีสิทธิ์ได้จินตนาการถึงวิมานฉิมพลีโดยพลัน...


โดย: พี่หมี (Bkkbear ) วันที่: 15 เมษายน 2551 เวลา:8:08:13 น.  

 
เวลาดูหนังของอภิชาติทีไร แล้วจะขำตัวเอง ...คือไม่ได้เกี่ยวกับตัวหนังหรอกครับ แต่เหมือนว่าเขาพยายามดึงสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของคนดูออกมาโดยที่คนดูไม่รู้ตัว
อย่าง "สุดเสน่หา" ฉากขับรถไปเที่ยวที่นานเอาการ รวมทั้งการคลึงหัวเกียร์มันทำให้คนดูคอยลุ้นว่าอะไรจะเกิดขึ้นเป็นระยะ รวมทั้งฉากกิจกรรมริมลำธารที่อาศัยมุมกล้องเหมือนแอบมอง มันได้อารมณ์ดีเหมือนกัน อิอิ
ส่วนเรื่องสัตว์ประหลาด ฉากที่สองหนุ่มกำลังกระหนุงกระหนิงกัน เสียงคุยกันมันเบามากๆ แถมยังมีเสียงแทรกจากบรรยากาศรอบข้างอีก .. ดูแล้วขัดใจเหมือนกำลังแอบฟังสองคนนั่นเขาคุยกันแต่ไม่รู้เรื่อง... อิอิ พี่หมีเป็นมั่งอ้ะป่าว

ขอบคุณพี่หมีที่ไปเม้นท์ เพลง un-break my heart ตรงใจที่ซู้ดดดด น้อมรับด้วยความเคารพครับ... ใครๆ เขาก็ว่าว่าผมเป็นคนเสียงไม่หนา ฟังแล้วไม่มีพลัง แต่ก็ไม่รู้จะฝึกยังไงอะครับพี่ ไอ้ที่ร้องอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ไปเรียนมาจากไหน อาศัยตอนเป็นเด็กร้องเพลงเล่นๆ กับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนแล้วมันมีความสุข เพลงทุกเพลงที่ร้องก็อยากจะใส่ให้มันสุดๆ แต่สถานที่มันไม่ให้ด้วยอะครับ ไหนจะต้องนั่งร้องอยู่หน้า notebook ไหนจะต้องเกรงใจบ้านข้างๆ บางทีมันก็เลยไม่ได้ดั่งใจ... ส่วนเรื่องการออกเสียงต้องยอมรับเลยล่ะครับว่าต้องฝึกอีกเยอะ คำบางคำยังรู้สึกเขินๆ ตัวเองอยู่เลยครับ บางทีก่อนจะร้องก็ลองซ้อมดูก่อนว่าตรงนี้จะต้องร้องแบบนี้แต่พอเอาจริงๆ ก็ลืม... ขอบคุณพี่หมีจริงๆ ครับ

เรื่องกล้อง ผมก็เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ Canon 400D เป็น DSRL ตัวแรกครับพี่หมี แต่ก่อนใช้แต่ compact หรือไม่ก็ DSLR like ของ Fuji ...
เขาบอกว่าสีสันของ Canon จะจืดๆ แต่สาวกเขาก็จะพูดให้ดูดีหน่อยว่าสีเป็นธรรมชาติ แต่เท่าที่ใช้มาก็จริงอย่างที่เขาว่าแหล่ะครับ เลนส์ kit ที่ติดมาให้สีสันจืดๆ เมื่อเทียบกับ Nikon ที่ให้สีจัดกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องสีก็อยู่ที่เลนส์ด้วยอะครับ อย่าง tele ที่ผมใช้เป็นของ sigma ให้สีสดกว่าเลนส์ของ canon เอง แต่ก็ติดเหลืองมานิดๆ ข้อดีของมันก็คือราคาประหยัดคุ้มครับ
ตอนจะซื้อก็สองจิตสองใจระหว่าง canon กับ nikon เหมือนกันครับพี่หมี แต่ที่เลือก canon เพราะ credit ศูนย์บริการเขาดีกว่า อันนี้ก็อาศัยอ่านตามเว็บบอร์ด ใน cafe ของ pantip แล้วพอซื้อมาใช้ ก็มีโอกาสได้เข้าไปใช้บริการของศูนย์ canon ไม่ใช่ว่าสินค้าไม่ดีนะครับ ก็เข้าใจว่าเรื่องแบบนี้คงผิดพลาดกันได้ ศูนย์เขาก็รับผิดชอบดี รวดเร็วทันใจ ไม่ผิดหวังครับ.. ไม่ได้เชียร์ canon นา... แต่เอาข้อมูลมาบอกเล่ากันฟังอะครับ


โดย: ทายาทตระกูลหยี วันที่: 15 เมษายน 2551 เวลา:10:09:27 น.  

 
เท่าที่อ่านดู ผมว่านับเป็นหนังที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งะครับ

แต่อยู่ต่างจังหวัดอย่างผมนี่หนังแนวนี้คงจะหายากครับ


โดย: กระต่ายไม่ขูดมะพร้าว วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:8:37:59 น.  

 
ขอบคุณครับพี่หมี

หยุดสงกรานต์นี้ มีหลายคิวเลย เริ่มจาก นาค อรหันต์ซัมเมอร์ ดรีมทีม

คือจะบอกว่า ผมก็ดูหนังไทยน้า

ส่วนแสงศตวรรษ คงต้องจะลองหาโอกาสไปดูในโรงครับ

จากประสบการณ์ที่เคยดูหนังเรื่อง สัตว์ประหลาด กับ สุดเสน่หา จาก ดีวีดี

ด้วยความที่ดูที่บ้าน สมาธิไม่มี จิตใจไม่จดจ่อ วอกแวกตลอด เลยยิ่งดูยิ่งงง

ผมว่าถ้าได้ดูทั้งสองเรื่องนี้ในโรงหนัง ผมอาจจะเข้าใจได้มากกว่านี้

อาจจะเท่านั้นนะครับ

ปล. คิวหนังทั้งหลายที่ว่าหนะ ผมยังไม่ได้เริ่มตามเก็บเลยอะ พรุ่งนี้ก็เริ่มทำงานแล้ว


โดย: Fight_on วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:12:32:11 น.  

 
มาตอบพี่หมีอีก 1 รอบ

macro ผมใช้ sigma 70-300 ครับ
แต่มันปรับเป็น macro ได้ที่ 200-300mm. นะครับ


โดย: ทายาทตระกูลหยี วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:19:51:50 น.  

 
แสงศตวรรษ ถ้าตัดเรื่องข้อมูลที่มาที่ไป อย่างที่พี่หมีให้ไว้แล้ว ก็อยู่ในข่ายของ 'the story of no story' ซึ่งเป็นสไตล์แบบหนึ่ง แต่จะน่าสนใจ ชวนติดตามหรือไม่ ก็มีปัจจัยอื่นๆ เช่น dialogue หรือด้านภาพ editing ต่างๆ
ด้วย ส่วนตัวพล็อท หรือ message ใครจะเห็นไม่เห็นก็แล้วแต่บุคคล สำหรับผมแล้ว เรื่องนี้ เสียเวลาไปกับสิ่งที่ขาดความสัมพันธ์แต่ไม่ "เซอร์" อยู่บ่อยๆ
เลยทำให้งีบหลับได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการแช่ภาพนานๆ หรือว่าฉากเล่นดนตรี
ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง ดูไว้ให้รู้จักผลงานของผู้กำกับ แต่จะให้เป็นหนังในดวงใจ หรือปลาบปลื้ม คงไม่ใช่...
ส่วนที่พยายามสะท้อนสังคม เช่นอาจารย์หมอขี้เหล้า หรือความใฝ่ฝันครั้งหนึ่งของพระนั้น เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะตำตาอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่ามี impact แต่อย่างใด


โดย: baconbkk IP: 58.8.86.251 วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:23:41:01 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคับน้องต๋อง ได้ไอเดียในการย้ายวิกในครั้งต่อไป ไม่ใช่ โอลี่ไม่ดีนะ เลนส์คิทดีกว่าของคนอื่นด้วยซ้ำ แต่หาเลนส์อื่นเล่นยากส์

ส่วนเรื่องร้องเพลงนั้น เชื่อว่าน้องต๋องพัฒนาได้อีกเยอะ เพราะมีพรสวรรค์อยู่เพียบ เพิ่มพรแสวงอีกหน่อยก็เริ่ดแระ..

อ้อ หนังสัตว์ประหลาดน่ะเหรอ เขาจงใจให้มันคลุมเครือแบบนั้นแหละ ฟังรู้มั่งไม่รู้มั่ง ตามสไตล์กวนๆ ชวนพิศวง 5555

...................................................

คงหาดูยากหน่อยนะคับ คุณต่าย โดยเฉพาะหนังแนวๆ แบบนี้ คงต้องหาดีวีดีมาดู ซึ่งก็คงเข้าท่ากว่าดูโรง เพราะโฮมเธียเตอร์อลังการงานสร้างซะไม่มี เหอๆ

ดูท่าทางเป็นนักดูหนังตัวยงไม่น้อย ดีครับ..ถ้าชอบดูหนังหลากหลายก็สมควรดูไว้ ก็นับว่าเป็นหนังไทยฉีกแนวที่กล้าออกไปเทียบเคียงหนังนานาชาติ แต่ดูแล้วชอบไม่ชอบอีกเรื่องนึงนะครับ ถ้าอยากได้ดีวีดี ก็ยินดีก๊อปให้ได้คับ เพราะไม่ทราบจะทำขายเมื่อไร

....................................................

โห ท่าทางน้องเท่ดูหนังเป็นอาชีพอยู่ พี่หมีก็รอจะดูเรื่องที่ว่าอยู่เหมียนกัน แต่รอไปรอมา สงสัยมันจะออกจากโรงไปเกลี้ยงแล้วละซี

ก็จริงอยู่ที่หนังของอภิชาตพงศ์เนี่ย ดูโรงจะมีสมาธิกว่า แต่ก็มีสิทธิ์ครอกฟี้ได้ง่ายเช่นกันจ้ะ ยิ่งมืดๆ เนี่ยนะ หุๆๆ

.....................................................

แหะๆ message มันเจื่อนไปเพราะสไตล์เซอร์ๆ นั่นแหละ น้องเบค่อน พี่หมีว่านะ...

และอาการเสียดสีพระ+หมอ ก็ไม่รู้ทำไปทำไม ถ้ายังรำลึกถึงภาพดีๆ ของพ่อกับแม่ในวัยหนุ่มสาว ก็น่าจะเล่าถึงมันในแง่มุมที่เป็น positive ไม่ใช่แอบจิกกัดด้วยอารมณ์ขันในเชิงเหยียดๆ แบบนี้

แล้ววิธีการที่เขาแช่นั่นแช่นี่ แม้กระทั่งเพลงบรรเลงกีตาร์บนเวทีที่ยาวซ้า... ก็เป็นความต้องการที่จะทำอะไร against the rule ก็ฉันจะทำหยั่งงี้จะทำไม มันก็จะดูฉีกจากแนวหนังอื่นและดูโดดเด่นขึ้นกระมัง (ในทัศนะของเขา?) คนดูจะอึดอัดแค่ไหน ไม่อยู่ในดุลพินิจ


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:2:10:01 น.  

 
คงต้องได้ดูก่อน ถึงจะมาว่าได้นะครับพี่

แต่ผมชอบวิธีการเล่าเรื่องของเจ่ยนะ ผมว่าเขาสามารถเล่าเรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่องให้เป็นเรื่องได้


โดย: ดอง IP: 119.42.64.20 วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:10:10:10 น.  

 
ขอบคุณครับที่แวะไปเที่ยวที่บล็อกผมครับ...เมื่อก่อนดูหนังบ่อย ชอบฟังซาวน์แทร็คเป็นกิจวัตร หลังๆงานเยอะดูหนังแผ่นเป็นหลัก แต่ก็ยังตกหลุมรักเพลงประกอบหนังเหมือนเดิมครับ


โดย: JazzLover วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:13:19:49 น.  

 
อูยย...ถ้าดูรู้เรื่องเนี่ย
น้องโนะว่า the adventure of iron pussy ง่ะพี่เหม ดูแล้วฮาดี

พวกหนังก่อน ๆ ชอบสุดสเน่หานะ
แนวมาก โดยเฉพาะสาวใหญ่ในป่าละเมาะ
สัตว์ประหลาดนี่ ไม่เก็ทจิงๆ
พยายามใช้จินตนาการส่วนตัวแระ
ก็ยังไม่เก็ท เง้อออ...

แต่ก็ยังดูทุกเรื่องอ่ะนะคับ
เด๋วซินโดรมนี่ รอเม้นท์ที่หนึ่งเอามาให้ก่อง ค่อยมาแวะใหม่ คริคริ


โดย: Nagano วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:1:19:09 น.  

 
น้องดองคับ.. การเล่าเรื่องของเจ้ยเนี่ยถือว่าเป็นสไตล์ส่วนตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาโดดเด่น (จะรู้เรื่องแค่ไหนว่ากันอีกที) ทำให้ฝรั่งมันหันมาสนใจในวิธีการเล่าเรื่องด้วยวัฒนธรรมบ้านๆ ของไทยผนวกกับความเซอร์ส่วนตัวนี้ได้ดี เขาก็เลยออกไปยืนในแถวหน้าในระดับอินเตอร์ได้ แต่ก็ยังสงสัยว่า ถ้าเขาทำหนังที่เล่าเรื่องแบบเรียบง่ายธรรมดา เขาจะทำได้แค่ไหน?

ทำให้พี่หมีนึกไปถึงสมัยจบใหม่ๆ เข้าไปทำงานในเอเยนซี่โคดสะนาของฝรั่งแห่งหนึ่งที่สีลม ตอนนั้น Senior Art Director ของเขาเป็นฝรั่งอาวุโสคนนึง เขาเคยคอมเมนต์งานสไลด์พรีเซ็นเตชั่นของพี่หมีชิ้นนึงว่า อย่างน้อย..มันก็มีสไตล์ ซึ่งหายากในหมู่คนไทย... ซึ่งตอนนั้น พี่หมีก็ยังไม่ค่อยเก็ตเท่าไร และงานเรามันก็ไม่ได้เริ่ดสะแมนแตนอะไรนักหนา...

จนบัดนี้ถึงได้เข้าใจคำนี้ถ่องแท้ขึ้น...

....................................................

ยินดีที่แวะเวียนมานะครับ คุณ Jazzlover แล้วว่างๆ จะโผล่ไปใหม่...

.....................................................

เหอๆ "การผจญภัยของจิ๋มเหล็ก" อะนะ.. พี่หมีดูไม่จบง่ะ หุๆๆ

ความเซอร์ของ ผกก. ทำให้งานกำกับมันทะลุ่มๆ พิกล จะเสียดสีหนังไทยก็ไม่ชวนขำเท่าที่ควร เท่าที่จำได้จังหวะมันยืดๆ หดๆ เอาแน่ไม่ได้ (เอ..รู้เรื่องมั้ยเนี่ย) สงสัยต้องเอามาดูให้จบซักที

เลยนึกไปถึงตอนได้คุยกะตาไมเคิล พระเอก เอ๊ย นางเอกสินะ ก็เห็นเขายังบ่นๆ ว่าหนังแนวๆ อาร์ตๆ แบบนี้ก็ยังหาทุนยากอยู่ดี ขนาดอภิชาติพงศ์ก็มีชื่อเสียงไม่น้อย แหม..ทุนก็ได้จากนอกหลายที่นี่ ใช้ระวังหน่อยก็น่าจะพอนิ

อื๋ยยย..ชอบสุดเสน่หาตอนฉากป้ากะคนขับรถเหรอ เอิ๊กๆๆๆ มุมกล้องดิบๆ แถมดาราก็กล้าหาญชาญชัยซะไม่มี

ส่วนสัตว์ประหลาดนั้น ภาคหลังที่อยู่ในป่ามันหลุดโลกพอๆ กะแสงศตวรรษช่วงหลังนั่นแหละ

แต่จริงๆ ปัญหามันอยู่ที่การถ่ายทำบรรยากาศของป่าและวิธีเล่าที่เริ่มเซอร์สนิท.. ภาพป่าดิบเท่าที่เห็นมันยังไม่ชวนพิศวงลึกลับชวนค้นหาอย่างที่ควรจะเป็น มันต้องปรุงแต่งบรรยากาศกว่านั้น สไตล์การถ่ายแบบดิบๆ ไม่ประดิษฐ์ด้วยเลนส์และ physical effect (เช่นหมอกควัน..) เนี่ย บางทีก็ทำให้ภาพมันด้านๆ ไปเหมือนกัน

และถ้าคนดูไม่เคยอ่านล่องไพรของน้อย อินทนนท์ หรือไม่เข้าใจเรื่องราวของเสือสมิง ก็คงหลุดๆ เอ๋อๆ ไปสนิทเหมือนกาน


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:7:15:25 น.  

 
สวัสดีครับคุณหมี

เพิ่งว่างจริงวันนี้อแหละครับ

หลังจากสงกรานต์มาเพิ่งได้หายใจทั่วท้อง

สบายดีนะครับ


โดย: กระต่ายไม่ขูดมะพร้าว วันที่: 19 เมษายน 2551 เวลา:22:25:53 น.  

 
ขอบคุณหมีที่ไปตลุยบล็อคผมครับ

บล็อคคุณผมก็ตลุยแล้วเหมือนกัน

แต่ไม่ทิ้งหลักฐานครับ พวกย่องเบาหนะ

พวก ร่ม เหาะเหิรเดินอากาศผมว่ามันเป็นความฝันของผู้ชายทุกคนแหละครับมันท้าทายดี

ส่วนมอเตอร์ไซด์ที่คุณหมีไปดู เป็นยี่ห้อฮอนด้านี่แหละครับ ส่วน goldwing เป็นชื่อรุ่นครับ เครื่อง 1800 CC. จะกล่าวได้ว่าเป็นมอเตอร์ไซด์ที่ดีที่สุดในโลกรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ครับ


โดย: กระต่ายไม่ขูดมะพร้าว วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:21:16:49 น.  

 
อุ่ย เดี๋ยวเย็นๆ แว๊บมาอ่านนะพรี่

ทำงานง่ะ ฮือออ มาเป็นปื้ดเลย 55


โดย: deffy-melody วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:11:25:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
Bkkbear
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยายในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.